ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216421.html
เปิดโลกการศึกษามุสลิม : ปริญญาบัตร ม.อัลอัซฮัร58
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216421.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216391.html
ปีนี้เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน–20 ธันวาคม 2558 ในหัวข้อ “ปีสากลแห่งแสง” (International Year of Light 2015) ณ ศูนย์จัดฉายภาพยนตร์ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ พร้อมทั้งหน่วยงานร่วมจัดต่างๆ มีภาพยนตร์เข้าฉายในเทศกาลจำนวน 23 เรื่อง จาก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เยอรมนี เบลเยียม เดนมาร์ก นอร์เวย์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้
จากห้องมืดสู่ดิจิทัล : สารคดีเล่าเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ฟิล์มในงานถ่ายภาพมาเป็นกล้องดิจิทัลที่มีผลต่อช่างภาพและการทำงานของพวกเขา ฮาร์วีย์ หวัง ช่างภาพที่รักการถ่ายภาพตั้งแต่วัยรุ่น กำลังอยู่ในช่วงกลางของวัยทำงาน เมื่อเครื่องมือหรือกล้องของเขาถูกทำให้กลายเป็นของล้าสมัยในยุคที่กล้องเปลี่ยนเป็นดิจิทัล หวังจึงได้สัมภาษณ์ช่างภาพกว่า 20 คน เกี่ยวกับความรู้สึก แรงบันดาลใจ เสน่ห์ และวิธีการของกล้องแบบใช้ฟิล์ม เมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงของอุปกรณ์คู่ขายของเขาในรูปแบบดิจิทัล
รายการ รู้ยัง? ตอน สายรุ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร : ฮาวอี้ เด็ก 5 ขวบ ช่างอยากรู้อยากเห็น และลิงน้อยบาบู ไปพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พบเดวิด ฟิลลิป นักสภาพภูมิอากาศที่สถาบันสิ่งแวดล้อมแคนาดา ซึ่งแสดงวิธีการสร้างสีบนสายรุ้งด้วยปริซึม และแสดงความสัมพันธ์ของหยาดฝนกับแสงแดดจนกลายเป็นสายรุ้งกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่นทำให้ฮาวอี้และบาบู และผู้ชมก่อนวัยเรียนได้สำรวจ ทดลองและหัวเราะกับการผจญภัยพร้อมกับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสิ่งต่างๆ รอบตัว
สัมพัทธภาพแห่งแสง : ที่ผ่านมา แสงได้รับการเปรียบเทียบให้เป็น “ผู้ให้ชีวิต” แต่คนช่างสงสัยคนหนึ่งพยายามที่จะดึงแสงจากสถานะศักดิ์สิทธิ์เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงในแง่มุมของธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ ในสารคดีเรื่องนี้เราจะออกเดินทางตามแสง และบอกเล่าเรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ผู้ค่อยๆ เผยความลับของแสงผ่านตัวอย่างและทฤษฎีเกี่ยวกับแสง และทำให้เราเข้าใกล้คำตอบเกี่ยวกับพื้นฐานแสงในจักรวาล
รายการ ฮอร์กอาย ตอน วิทยาศาสตร์แห่งแสง : พิธีกร คูยาคิม จะเปิดเผยความจริงอันน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับการสะท้อนและการหักเหของแสง และแสงทำให้โลกหมุนได้อย่างไร การผลิตแบตเตอรี่เพื่อสร้างหลอดไฟแอลอีดี โดยทดลองใช้รากพืชและผลไม้ อาทิ มันฝรั่งและมะนาว และยังพาไปชมเคล็ดลับการสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ให้มีสไตล์ นอกเหนือจากหลอดไฟนีออน นั่นคือแสงเลเซอร์ที่ใช้ในวงการเกมและวงการแพทย์
รายการ เมาส์ ตอน สลักแก้วด้วยแสง : มหาวิหารกรุงโคโลญจน์ (Cologne Cathedral) กลายเป็นแก้วสลักได้อย่างไร โยฮันเนสประทับใจกับชิ้นงานแก้วแกะสลักมหาวิหารกรุงโคโลญจน์ที่เราสามารถซื้อเป็นของที่ระลึกได้ เขาจึงมีความคิดจะจับเจ้าเมาส์เข้าไปอยู่ในแก้วสลักแบบนี้ แต่จะทำอย่างไร โยฮันเนสพบคำตอบที่บริษัทแกะสลักแก้วและแสดงขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ เพื่อนำเจ้าเมาส์ปรากฏในแก้วแกะสลัก
เปิดให้ชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา 18 แห่งทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ขอนแก่น ตรัง นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ยะลา ร้อยเอ็ด ลำปาง สมุทรสาคร สระแก้ว อุบลราชธานี นครพนม พิษณุโลก และนราธิวาส พร้อมทั้งศูนย์จัดฉายแห่งอื่นๆ เช่น นานมีบุ๊ค เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. จามจุรีสแควร์ อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ฯลฯ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151105/216379.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216385.html
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้แจงจดหมายเปิดผนึก กล่าวถึงประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัย การบริหารงานของ สสส. ไม่โปร่งใส มีการใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์
นายแพทย์ประกิต กล่าวว่า สสส.ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณของ สสส. รั่วไหล มีการกำหนดรูปแบบการบริหารกองทุนโดยคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ 9 คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และผู้แทนระดับสูงจาก 9 กระทรวง และการพิจารณาโครงการให้ผู้ทรงคุณวุฒิอีกคณะหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เสนอโครงการเป็นผู้พิจารณาเพื่อป้องกันการ “ชงเองกินเอง” มีตัวอย่างที่ฝ่ายการเมืองเสนอโครงการขอให้ สสส. สนับสนุนงบประมาณจำนวนมากแต่เขียนรายละเอียดเพียง 3หน้า ฝ่ายบริหารขอให้ทำรายละเอียดมาเสนอใหม่ ผลคือไม่มีการเสนอโครงการ นอกจากนี้เกณฑ์การให้ทุนที่ไม่สนับสนุนโครงการเพื่อสิ่งก่อสร้าง หรือซื้อครุภัณฑ์ ทำให้นักการเมืองขอทำโครงการจากงบ สสส.น้อยมาก
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นบอร์ดจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายที่จะเกิดขึ้น เพราะผู้ทรงคุณวุฒิอีกกลุ่มหนึ่งย่อมต้องรักษาชื่อเสียงตนเองในการพิจารณาอนุมัติโครงการ รวมถึงฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ของ สสส. ย่อมต้องระแวดระวัง เนื่องจากฝ่ายการเมือง ฝ่ายตรวจสอบ รวมถึงธุรกิจที่เสียประโยชน์จากงาน สสส. พร้อมจะจัดการอยู่ตลอดเวลา ส่วนข้อสงสัยที่องค์กรเอกชนหรือมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่เข้ามารับงานจาก สสส.เพื่อหาผลกำไร แต่โครงการที่ สสส. ให้ทำไม่มีขอบเขตกำไรให้เพราะเป็นสาธารณะประโยชน์ หากคาดหวังกำไรย่อมเสี่ยงถูกตรวจสอบพบทั้งจาก สสส. สตง. ทั้งนี้มีภาคี สสส.ที่ทุจริต ถูกจับได้และถูกดำเนินคดีแล้วและส่วนตัวจะเฝ้าจับตาการบริหารงานของ สสส. เชื่อมั่นว่า สสส. เป็นองค์กรที่มีประโยชน์ และด้วยจิตสำนึกที่จะปกป้องเงินภาษีส่วนรวม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216367.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216322.html
สวัสดีชาวโซเชียล ต้องบอกเลยว่า บนโลกโซเชียลตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ “อ๋อยร๋อย” กสิพงษ์ อัยราคม ผู้ซึ่งจัดทำคลิปเรื่องราวต่างๆ รอบตัวเองทั้งไลฟ์สไตล์ การเรียน การใช้ชีวิต และเรื่องราวทั่วไป ต้องบอกว่า คลิปหรือสิ่งที่เขาบอกเล่าได้สร้างอีกปรากฏการณ์บน “โลกโซเชียล” ที่น่าสนใจ โดยมีผู้ติดตามการถ่ายทอดเรื่องราวของเขามากถึง 255,959 คนบนโซเชียล อะไรคือแรงบันดาลใจใน “การคิด” และ “ทำคลิป” เพื่อเผยแพร่ วันนี้จะพาไปรู้จักตัวตนของเขา
อ๋อยร๋อย หรือ นายกสิพงษ์ อัยราคม หรือบนโลกโซเชียลที่ใครๆ ก็เรียกกันว่า อ๋อยร๋อย ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงเเละวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต เล่าให้ฟังว่า ชีวิตเขาก็เหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ชอบเล่นโซเชียลแล้วอยากโพสต์รูป อัพคลิปวิดีโอให้คนอื่นทั่วไปได้ชมและสนุกไปกับเราด้วย ตอนนั้นเลยคิดว่า จริงๆ เราก็เป็นคนเฮฮา เวลาเจอเหตุการณ์อะไรที่คิดว่าต้องตีแผ่และนำเสนอ เลยลองทำเป็นคลิปสั้นๆ และโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก ปรากฏว่าสิ่งที่ทำสร้างความสนใจให้ใครหลายๆ คน กระทั่งปัจจุบันมีคนเข้ามาติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่ทำก็นำความรู้จากที่เรียนมาเป็นองค์ประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดเนื้อหาคลิป ขั้นตอนการถ่ายทำคลิป การตัดต่อ โดยทำมาประมาณหนึ่งปีแล้ว นอกจากนี้ได้ต่อยอดเรื่องการทำคลิปเพื่อหารายได้พิเศษอีกด้วย
“คลิปที่ทำส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน การทำงาน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาจากเรื่องจริงย่อมโดนใจใครหลายคน โดยผมได้แทรกมุกตลกขบขันไปบ้าง และจะหาเรื่องราว มุมมองใหม่ๆ มาบอกเล่าให้มีความหลากหลายมากขึ้น จริงๆ แล้วการเล่นโซเชียลก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระซะทีเดียว ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ดี นอกจากได้สังคมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ ยังสามารถสร้างรายได้พิเศษจากตรงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ฮาจริง ไม่ใช่อ๋อยร๋อยครับ”
นายกสิพงษ์ เล่าต่ออีกว่า ตั้งแต่เริ่มทำคลิปและมีคนติดตามเยอะ ก็มีในส่วนของงานพิเศษมาให้ทำบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโฆษณาสินค้า ซึ่งตรงนี้เราเรียนด้านการผลิต ก็ทำให้เราได้พัฒนาตนเองในการคิดที่จะผลิตเนื้อหาอย่างไรให้เป็นที่สนใจ และทำให้มีรายได้พิเศษจากตรงนี้บ้าง ก็ทำให้เราภูมิใจ ที่อย่างน้อยก็ได้ช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้าน แต่ก็ต้องไม่ลืมเรื่องเรียน เพราะนี่คือหน้าที่สำคัญที่เราจะต้องตั้งใจให้มากที่สุด เรียนและทำกิจกรรมด้วยผลการเรียนก็ถือว่าอยู่ในระดับดี 3.00
“ผมฝากถึงน้องๆ ที่ชอบการทำกิจกรรมบนโซเชียลว่า โลกออนไลน์ก็เหมือนดาบสองคม ไม่ว่าจะโพสต์หรือทำอะไรต้องคิดถึงผลที่จะตามมา ถ้าอะไรที่มีประโยชน์ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ทำ และสำหรับคนที่อยากติดตามเรื่องราวของ อ๋อยร๋อย ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก KasipongAi-yarakom” นายกสิพงษ์ ฝากทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151104/216332.html
“คุณภาพการศึกษา” ของประเทศไทย เป็นประเด็นปัญหาที่คาใจ ของผู้นำประเทศที่เข้ามาดูแล เพื่อนำพาไปสู่ความสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความยั่งยืน ซึ่งการกำกับดูแลดุลยภาพทางการศึกษา จึงเป็นภารกิจและหน้าที่ของผู้ที่ได้รับมอบหมาย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องรับผิดชอบในการการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา คือประชากรทุกคน ของประเทศ
ในการบริหารจัดการ มีระบบ ระเบียบ แนวปฏิบัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนโยบาย ที่จะต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดมรรคผลตามเป้าประสงค์ คือ “คุณภาพการศึกษา” ที่เป็นธงชัยอันสำคัญที่จะก้าวไปสู่จุดหมาย ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาไม่เกิดก็ย่อมจะส่งผลถึง “คุณภาพประชากร” และพ่วงยาวไปถึง ”คุณภาพประเทศชาติ”
จะเห็นได้ว่า การทุ่มเทให้แก่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่หลายยุคของผู้นำทางการศึกษา หลายยุคของผู้นำประเทศ ได้ให้ความใส่ใจและสนใจในการพัฒนาประชากร ด้วยกลไกการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การทุ่มเทงบประมาณแต่ละปี แต่ละครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ถึงฝั่งฝัน จนแม้กระทั่งมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่เห็นท้ายปลายอุโมงค์ “คุณภาพการศึกษา” แต่ประการใด ซึ่งอาจจะเป็นการปรับไม่ถูกจุด ไม่ตรงประเด็น
การบริหารจัดการด้านบุคลากร ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษา ไม่ควรที่จะมองข้าม การให้ขวัญกำลังใจ ด้วยการเติบโตในวิชาชีพ จึงเป็นประเด็นที่น่าคิด ซึ่งในทุกวันนี้ยังมีบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นไม้เป็นมือ เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่จะเป็นพลังในการร่วมขับเคลื่อนสู่ “คุณภาพการศึกษา” แต่ด้วยอุปสรรคทางตันแห่งการเติบโตในวิชาชีพ จึงเกิดความท้อแท้และผ่อนคลายในการปฏิบัติงาน “ทำไป ก็ไม่ดีไปกว่านี้” นี่คือคำรำพึงรำพันที่ได้รับทราบ ที่นำกล่าวคือ บุคลากรทางการศึกษาตามมาตร 38ค(2) หรือ “มนุษย์พันธุ์38ค(2)” ที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (สพม.) นั่นเอง
ยื่นหนังสือให้นายตวง อันทะไชย คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
มูลเหตุแห่งสายทางที่ไม่มีความเจริญเติบโต จนเกิดความท้อแท้ในโชคชะตา เพราะถูกบังคับด้วยกฎ ระเบียบ ที่ระบุใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 38 ค(2) ที่กำหนดว่า “ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด หรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดระดับตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ค. (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลม”
จาก พ.ร.บ.และมาตราดังกล่าว บุคลากรที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แม้แต่ชื่อที่จะเรียกก็ไม่มี จะเป็น “ครู” ก็ไม่ใช่ จะเป็น “ข้าราชการพลเรือน” ก็ไม่ใช่
จากวันปฏิรูปการศึกษา และใช้ พ.ร.บ.ระเบียบฯ 2547 มาจนถึงวันนี้ ความก้าวหน้าทางวิชาชีพหาไม่เจอ ทั้งที่อยู่บนสถานที่ทำงานเดียวกันกับ ศึกษานิเทศก์ และทำหน้าที่ในการสนับสนุนสถานศึกษาให้มีความคล่องตัว เช่นเดียวกัน ใน 4 ด้าน มี ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารทั่วไป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหลายแห่งมีนโยบายในการทำงานแทนสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีเวลาเต็มที่กับการเรียนการสอน
การทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถของบุคลากรบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ของบุคลากร 38ค(2) ก็ด้วยเล็งผล “คุณภาพการศึกษา” แต่เมื่อถึงจุดที่จะเดินทางในความก้าวหน้าไม่ได้ ก็เกิดความท้อแท้ มองบุคลากรสายงานอื่น ทั้งในและนอกสังกัด หลายกรม กอง มีการแก้ไขกฎ ระเบียบ มีเงินวิทยฐานะ ค่าตอบแทน บุคลากรในสังกัดนั้นก็เต็มที่ เดินหน้าในการปฏิบัติในความรับผิดชอบ ส่วนบุคลากร 38ค(2) ก็จะเกิดปรากฏการณ์ “พักผ่อนในตัว เพียงพอแล้ว” มองตนเองเหมือน “คนชายขอบในชายคา” ที่หยั่งหาความก้าวหน้ามืดมิด
ถึงจุดนี้ สมัชชาบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มชนปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้นำเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ทุกคนที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้เติบโตในวิชาชีพ ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติต่อเจ้ากระทรวงศึกษาธิการหลายท่านแล้ว
หากเบื้องบนได้เหลือบมอง “จุดน้อย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “จุดใหญ่” ให้เป็นจิ๊กซอว์ ที่ร่วมเพิ่มเติมเต็มในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เปิดเส้นทางของความก้าวหน้าให้เขาได้ไต่เส้นทางด้วยคุณภาพของงาน ตามวิทยาการเทคโนโลยี ตามลำดับเส้นทางระดับตำแหน่ง มีวิทยฐานะ ค่าตอบแทน ตามพลังความสามารถแห่งตน ไม่กีดกั้นสายวิชาการ สายทั่วไป ไล่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาออกจากวงการศึกษา ด้วยการแก้ไขกฎ ระเบียบ ที่ปิดกั้น หรือหากเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ และผู้นำประเทศใช้ มาตรา 44 ที่ทรงอานุภาพในการแก้ไขปัญหาทั้งปวง ด้วยการปลดปล่อยบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ ทุกคน ทุกตำแหน่ง เป็น “ครู สนับสนุนการศึกษา” การไล่ล่า “คุณภาพการศึกษา” ก็แค่เอื้อม!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151103/216292.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151103/216274.html
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดเสวนา “การสร้างเครือข่ายเพื่อขยายผลการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับจังหวัด” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สนช. เป็นประธาน
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางโครงการจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้ตั้งโจทย์การปฏิรูปการศึกษาด้วยการย่อส่วนการจัดการให้เล็กลง จะเป็นไปได้ง่ายกว่าการจัดการทั้งองคพยพของประเทศ
“การปฏิรูปการศึกษาจังหวัดทำได้ง่ายกว่าระดับชาติ เพราะมีขนาดความรับผิดชอบที่เล็กกว่า จากงบประมาณการศึกษาทั้งประเทศ 6 แสนล้านบาท เป็นจังหวัดละ 7,800 ล้านบาทต่อปี จากเด็กเยาวชน 15.2 ล้านคน เหลือเพียงเฉลี่ยจังหวัดละ 2 แสนคน และจากเด็กด้อยโอกาสทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา 4 ล้านคน เหลือเพียงเฉลี่ยจังหวัดละ 6.4 แสนคน จำนวนครู 6.2 แสนคน เหลือเพียงเฉลี่ยจังหวัดละ 8,200 คน” นพ.ยงยุทธ ระบุ
โรดแมปปฏิรูปการศึกษาระดับจังหวัด
เหนืออื่นใด รูปแบบการจัดการศึกษาแบบเดิมที่ต่างคนต่างทำก็เปลี่ยนมาเป็นทุกฝ่าย ทั้งภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคเอกชน มาร่วมกันมองในทิศทางเดียวกัน โดยยึดเด็กและเยาวชนเป็นเป้าหมายพร้อมกับใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งจะเกิดพลังอย่างมาก
“รูปแบบการจัดการศึกษาในพื้นที่ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา เพราะในแต่ละปีมีเด็กที่หลุดออกจากระบบถึง 10% ข้อมูลแต่ละจังหวัดจะช่วยให้มีการออกแบบทิศทางการทำงานร่วมกันในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการจัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำ และการพัฒนาศักยภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้เกิดคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยเป็นการทำงานในรูปแบบจังหวัดนำร่อง ไม่ควรประกาศทำพร้อมกันทุกจังหวัด เพราะจะได้แค่กลไกแต่ไม่เกิดการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของ จึงควรให้การรับรองสถานะจังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่งขณะนี้มี 15 จังหวัดนำร่อง โดยมีเป้าหมายต่อไปคือ การพัฒนาให้เกิดสมัชชาการศึกษาจังหวัดและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดที่มีกฎหมายรองรับสถานภาพ เพื่อเป็นหน่วยสร้างการมีส่วนร่วม วางแผนและติดตามทิศทางการขับเคลื่อนของจังหวัด” นพ.ยงยุทธ กล่าว
ขณะที่ภาคเอกชนได้ร่วมสะท้อนถึงรูปแบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ หรือไม่ โดย “ศุภชัย เจียรวนนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า การจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการคือ 1.การจัดการศึกษาที่ผู้เรียนที่มีส่วนร่วม ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ความรู้ในมิติเดียวเป็นโค้ชผู้ให้คำแนะนำ ภาคเอกชนไม่ต้องการพนักงานที่รับฟังแต่คำสั่ง แต่ต้องการคนที่คิดและปรับใช้เพื่อเสนอแนะสิ่งใหม่ต่อบริษัท สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสอนแบบท่องจำได้ บทบาทของครูจึงต้องสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน มองเห็นถึงศักยภาพของเด็กและกระตุ้นศักยภาพนั้นออกมา
2.ยึดกลไกการตลาดเป็นหลัก กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ของมาเลเซีย ที่พยายามนำผลการสอบของทุกโรงเรียนมาเปิดเผยบนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกลไกการศึกษา หากมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะกลไกตลาดจะตื่นตัว ครูใหญ่จะตื่นตัวต่อการบริหารโรงเรียน เพราะจะเกิดการแข่งขันระหว่างโรงเรียน และยังสามารถดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ผู้ปกครองเข้ามามีบทบาท รวมถึงภาคเอกชนที่พร้อมสนับสนุนกองทุนโรงเรียนหากมีการจัดการที่โปร่งใส
และ 3.การยกระดับนวัตกรรม เพราะทิศทางนวัตกรรมของโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย ไบโอเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ, นาโนเทคโนโลยี หรือเทคโนโลยีขนาดจิ๋ว, ดิจิตอลเทคโนโลยี และโรบอตติก ซึ่งประเทศไทยมีฐานความรู้ที่ได้รับการยอมรับ หากมีการลงทุนแบ่งงบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากงบการศึกษา 6 แสนล้านต่อปี เป็นเวลา 5 ปี เราจะได้แล็บพื้นฐานที่ ทำให้ไทยเป็นฮับในระดับภูมิภาคทางการศึกษา ซึ่งจะมีหลายประเทศเข้ามาศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าลงทุนเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ขั้นกลาง
พร้อมกันนี้ภาคเอกชนยังได้ทิ้งท้ายว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จคือ ผู้นำต้องให้ความสำคัญและต้องทำอย่างต่อเนื่อง”
ขณะที่ นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอว่า การปฏิรูปประเทศไทยให้ประสบผลสำเร็จได้ต้องปฏิรูปการศึกษา โดยมี 3 ยุทธศาสตร์ของการปฏิรูปคือ 1.ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน โดยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับภาคเอกชน วันแรกที่เข้าเรียนต้องหมายถึงโอกาสของการมีงานทำ 2.ปฏิรูปการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เพราะฝ่ายการเมืองหรืออธิบดีก็ไม่อาจทำให้เกิดคุณภาพได้ ครูและผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้นที่จะทำให้เกิดคุณภาพ และ 3.การปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้บทบาทของอุดมศึกษาต้องโน้มตัวลงสู่ชุมชน ทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยสอนต้องมี “พื้นที่” ในการใช้ความรู้เหล่านั้นให้เป็นจริง สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เป็นเครือข่ายเพื่อเสนอต่อภาคนโยบายต่อไป
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151103/216256.html



