ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216220.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216220.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216112.html
“การได้กลับมาทำงานร่วมกับชาว กศน.เป็นเรื่องที่ผมภาคภูมิใจมาก เพราะมีประสบการณ์ การทำงานจึงมุ่งมั่นและตั้งใจ ที่สำคัญผมมีความศรัทธาในงานของ กศน.และเชื่อมั่นว่าการศึกษานอกโรงเรียน หรือ การศึกษานอกระบบและการศึกษาอัธยาศัย สามารถสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ช่วยหล่อหลอมให้คนไทยยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองให้ดียิ่งขึ้น อยู่ในสังคม ชุมชนท้องถิ่น อยู่ในประเทศไทยด้วยความสุข ผมเชื่อว่า กิจกรรมที่ กศน.สร้างสรรค์ขึ้นจะเป็นยุทธวิธีที่จะนำทางให้ประชาชนอยู่อย่างเป็นสุข ถือเป็นภารกิจใหญ่ที่ผมอยากให้ชาว กศน.เชื่อมั่น ยึดเป็นอุดมการณ์ของชาว กศน.ในการทำงาน” นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เลขาธิการ กศน.) เปิดใจต่อ “คม ชัด ลึก” หว่างประชุมผู้บริหารกศน.ในพื้นที่่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.อุดรธานี เมื่อเร็วๆ นี้ ในฐานะ “เลขาธิการ กศน.ป้ายแดง” แต่เป็น “ลูกหม้อ กศน.”
นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า อยากขอความร่วมมือชาว กศน.ทำงานในฐานความคิดเดียวกันเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ทำงานด้วยความมุ่งมัน ทุ่มเท และซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะ กศน.มีภารกิจสำคัญในการร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนไทยอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ทั่วถึงและมีคุณภาพ ซึ่งกศน.มีกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องดูแลถึงประมาณ 50 ล้านคน อายุระหว่าง 15-59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป จำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มทั่วไป ประมาณ 40 ล้านคน เป็นผู้ที่พลาดและขาดโอกาสทางการศึกษา และกลุ่มพิเศษ ประมาณ 10 ล้านคน มีปัญหาออกกลางคัน พิการ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ฯลฯ
“ผมได้กำหนดกรอบคิดของการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ กศน.ตำบลเป็นฐานแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ กศน.ตำบลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเชื่อมประสานระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ขณะเดียวกันได้จัดทำยุทธศาสตร์และจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.ปีงบประมาณ 2559 ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปรัชญาคิดเป็น กำหนดผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก”
กศน.ส่งเสริมคนไทยรักการอ่าน
ยุทธศาสตร์แรก คือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพการศึกษา ที่จะต้องเร่งลดจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือ ที่เป็นปัญหาใหญ่และไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด ขณะที่ตัวเลขที่ กศน.เก็บสถิติได้พบเพียง 3 แสนคน และพบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำให้ขาดทักษะชีวิต ขาดความรู้ ซึ่งกศน.จะเร่งยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและเรียนรู้ กศน.ด้วยการ “ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้” พัฒนาหลักสูตร พัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมถึงเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่ทันสมัยและเหมาะสมมาสร้าง และกระจายโอกาสทางการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการทั้งผู้เรียนในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างอุดมการณ์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และค่านิยมที่พึงประสงค์ โดยส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งหมู่บ้านเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของชุมชน เพื่อสร้างสำนึกรักถิ่น จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทักษะชีวิต เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่ 3 จัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยและพัฒนาคุณภาพชีวิต จะขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนรักการอ่าน “สร้างการอ่าน เสริมการเรียนรู้” ในรูปแบบหมู่บ้าน/ชุมชน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษจังหวัดชายแดนใต้ ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ที่หลากหลาย พัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาและสอนอาชีพเพื่อการมีงานที่สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ และยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนา กศน.ตำบลให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนการจัดและส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อสร้างรายได้และกระจายโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน โดยพัฒนาเครือข่าย กศน.ตำบล ประสานเชื่อมโยงระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ทำงานร่วมกันในรูปแบบ “คณะกรรมการ” เพื่อการทำงานร่วมกัน มีการส่งต่อผู้เรียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์
“ทั้งหมดนี้จะมี กศน.ตำบล เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน แต่เพราะ กศน.มีงบประมาณไม่มากและบุคลากรก็น้อย จึงต้องใช้วิธีการสร้างเครือข่ายการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ชุมชน หรือกระทั่งวัด ซึ่งที่ผ่านมามีวัดหลายแห่งที่จัดพื้นที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (ศรช.) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และจัดกิจกรรมให้ความรู้ต่างๆ ของชุมชน ซึ่งปัจจุบันเรามีกศน.ตำบลกว่า 7,000 แห่ง ถ้า กศน.ตำบล 1 แห่งสามารถสร้างเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ชุมชนได้อย่างน้อย 2-3 ศูนย์เท่ากับว่าเรามีแหล่งเรียนรู้เพิ่มกว่าหมื่นแห่ง เกิดการแตกตัวเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของสังคมไทย ทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ ได้มากขึ้น”
เหนืออื่นใด เลขาธิการ กศน. ยอมรับว่า ปัญหาการไม่รู้หนังสือของคนไทย ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะแก้ไข โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวเขา ซึ่งไม่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร จำเป็นต้องเข้าไปส่งเสริม รวมถึงผู้สูงอายุที่ลืมหนังสือด้วย ตรงนี้กลไกของ กศน.ตำบลจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไข ทั้งการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห้องสมุดของกศน. รวมถึงบ้านหนังสือชุมชน ที่ดำเนินการอยู่ในเวลานี้ให้เป็นสถานที่ที่ชุมชนอยากจะเดินเข้ามาอ่านหนังสือ เพื่อหาความรู้ โดยจะจัดหาหนังสือที่มีความหลากหลาย และน่าสนใจ ตรงกับความต้องการ ขณะเดียวกันจะให้บุคลากรของ กศน. อาสาสมัครรักการอ่าน กศน.ลงไปจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านร่วมด้วย
“ในฐานะผู้รับผิดชอบงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในเวลานี้ อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งต้องอาศัย 2 ปัจจัยหลัก คือ ประชาชนคนไทยต้องได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น อย่างน้อยต้องจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) หรือจบการศึกษาพื้นฐาน (ม.6) ทุกคน หรือประมาณ 80% และคนไทยต้องมีนิสัยรักการอ่าน เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำคนไปสู่การแสวงหาการเรียนรู้ในทุกด้าน ซึ่ง กศน.พยายามอย่างเต็มที่ และเชื่อว่างาน กศน.มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพมากพอที่จะช่วยยกระดับพัฒนาศักยภาพคนไทยได้” เลขาธิการ กศน.ให้คำมั่น
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151102/216200.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151101/216119.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151101/216120.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151031/216107.html
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัด ประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 23 ภายใต้หัวข้อ “ความเจริญรุ่งเรืองและวิกฤติ : วาทกรรมสังคมสงเคราะห์และนโยบายสังคม” มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน ประกอบด้วย นักวิชาการด้านการศึกษาสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคม นักวิชาการ นักศึกษา และอาสาสมัครที่ทำงานเกี่ยวข้อง จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 20-24 ตุลาคม
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิด การประชุมวิชาการนานาชาติ ครั้งที่ 23 (The Joint Regional Conference APASWE & IFSW – ASIA Pacific, Bangkok, Thailand) ภายใต้หัวข้อ “ความเจริญรุ่งเรืองและวิกฤติ : วาทกรรมสังคมสงเคราะห์และนโยบายสังคม” ว่า การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมของคนไทย ทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งสมาคมสถาบันการศึกษาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์แห่งเอเชียและแปซิฟิก สมาพันธ์นักสังคมสงเคราะห์แห่งเอเชียและแปซิฟิก และสมาคมสภาการศึกษาด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมไทย
“เป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ของนักสังคมสงเคราะห์ นักสวัสดิการสังคม และผู้ปฏิบัติงานในองค์การสวัสดิการสังคมของภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งการทบทวนพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมทั้งในเชิงวิชาการ และเชิงวิชาชีพในงานสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนการประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรือง และวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”
สำหรับประเด็นสำคัญในการประชุมมี 2 เรื่องหลัก คือ ประเด็นแรงงานเด็ก และประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งในเรื่องของ แรงงานเด็ก นั้น ในส่วนของประเทศไทย หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง คือกระทรวงแรงงาน แต่ในส่วนของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะดูแลเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น การใช้เด็กไปขายพวงมาลัยตามสี่แยก โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย และช่วงเวลาในการทำงานของเด็กๆ
ส่วนประเด็น ความเท่าเทียมกันทางเพศ นั้น ประเทศไทยจัดอยู่ในเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย ที่ให้การยอมรับความเท่าเทียมทางเพศ โดยมีกฎหมายรองรับความเป็นเพศอื่นๆ นอกจากเพศชาย และหญิง ภายใต้ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมกันทางเพศ ถือเป็นความก้าวหน้าด้านการสังคมสงเคราะห์ในระดับเอเชีย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวด้วยว่า ประเด็นเหล่านี้ ผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์จะต้องพัฒนาตนเองให้ทันกับสถานการณ์ และสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีความหลากหลาย เนื่องจากขบวนการหาผลประโยชน์จากเด็ก มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างหลากหลายมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเอาผิดสำหรับความเท่าเทียมทางเพศ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องปรับตัวในการทำงาน ต้องมองว่า เพศที่สาม คืออีกเพศหนึ่งที่สามารถสร้างคุณงามความดีให้แก่สังคมได้เช่นเดียวกับเพศอื่น
“ข้อสรุปของการประชุมครั้งนี้ คือการพัฒนาวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ และนักสวัสดิการสังคม ให้ทันกับสภาพสังคม และปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216088.html
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุน สสส. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 10/2558 เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้จัดการกองทุน สสส. คนใหม่ แทน ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ อดีตผู้จัดการกองทุน สสส. ที่ได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยเห็นชอบให้ ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ สำนักงานอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นประธานกรรมการ และผู้มีทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะกรรมการ อาทิ ศ.พญ.ชนิกา ตู้จินดา อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, นายระพีพันธุ์ สริวัฒน์ อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้แทนกระทรวงการคลัง, ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น โดยคณะกรรมการชุดนี้ ทำหน้าที่สรรหาผู้จัดการคนใหม่ ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม และเสนอชื่อผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาเห็นชอบ โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสรรหา จะต้องมีการประกาศเปิดรับสมัครผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ สสส. ติดประกาศที่ สสส. รวมถึงมีหนังสือแจ้งหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้สังคมได้รับทราบ โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครหรือผู้ได้รับเสนอชื่อ และจัดทำบัญชีรายชื่อเพื่อสัมภาษณ์ หรือให้แสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นคณะกรรมการฯ จะเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมที่สุดคนหนึ่งต่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ สสส. คนใหม่ แต่หากคณะกรรมการกองทุนฯ ไม่เห็นขอบกับรายชื่อที่ถูกเสนอ จะต้องทำการสรรหาใหม่
“นอกจากนั้นที่ประชุมได้หารือกันถึงประเด็นที่ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงาน สสส.อย่างเข้มข้น ซึ่ง สสส. ได้เข้าชี้แจงในหลายประเด็น เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงการดำเนินงานของ สสส. รวมถึงได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม ศอ.ตช.ไปแล้ว และได้นำข้อคิดเห็นและข้อสรุปชี้แจงต่อที่ประชุมในวันนี้ด้วย” พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216082.html
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อตั้งโครงการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศ เมื่อปี 2527 ตามแนวคิดของพระเทพโสภณ (หลวงเตี่ย) เจ้าอาวาสวัดไทยลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยแก่เด็กและเยาวชน ลูกหลานไทยในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันได้ขยายการดำเนินการไปยังวัดต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา 12 วัด ออสเตรเลีย 1 วัด และนิวซีแลนด์ 1 วัด ทำการคัดเลือกและอบรมครูอาสาสมัคร ทั้งครูอาสาสมัครภาคฤดูร้อน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ 4 เดือน และครูอาสาสมัครประจำการ 1 ปี โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากวัดที่เข้าร่วมโครงการ
ปลายกรกฎาคม ครูอาสาสมัครฯ 9 คน ได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ครูอาสาประจำการหนึ่งปี ณ โรงเรียนพุทธศานาวัดไทย ลอสแองเจลิส ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ปรับเวลาเปิด-ปิดเทอมใหม่เพื่อให้ตรงกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ส่งผล 5 คน “นพรัตน์ จรัสแสงสกุล ครูประจำชั้น ป.4, สันติ อุตรธิยางค์ ครูประจำชั้น ป.1, จิราวรรณ ตุ้มสุด ครูประจำชั้น ป.2, ชนะพล สมบูรณ์ ครูประจำชั้น ป.5-6 และวรรณวิภา เที่ยงธรรม ครูประจำชั้นอนุบาล ไม่สามารถเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้
“พลชนะ สมบูรณ์” เล่าว่า การเรียนการสอนที่โรงเรียนพุทธศาสนาวัดไทยลอสแองเจลิส แบ่งออกเป็น 7 ระดับชั้น คือ ชั้นอนุบาล (รับตั้งแต่ 4ขวบ) ชั้น ป.1 ชั้น ป.2 ชั้น ป.3 ชั้น ป.4 ชั้น ป. 5-6 และชั้นมัธยม และมีวิชานาฏศิลป์ และดนตรีไทยด้วย การเรียนการสอนในภาคเรียนปกติ จะจัดในวันเสาร์และอาทิตย์ นักเรียนเลือกเรียนวันใดวันหนึ่ง หรือจะมาทั้งสองวันก็ได้
การเรียนสอนเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นช่วงของวิชา นาฏศิลป์ และดนตรีไทย ซึ่งนักเรียนจะเข้าเรียนตามที่ตนต้องการชมรมศิลปะป้องกันตัว และชมรมนักประดิษฐ์น้อยก่อนเรียนจะมีเคารพธงชาติอเมริกา ธงชาติไทย กล่าวคำปฏิญาณตน ร้องเพลง “ฉันเป็นคนไทย” ไหว้ทักทายครู จากนั้นก็ขึ้นโบสถ์ ทำกิจกรรมสวดมนต์ไหว้พระ ซึ่งจะปิดท้ายด้วยกิจกรรมเสริม เช่น เล่านิทาน เรียนรู้เครื่องดนตรี เรียนมารยาทไทย เรียนรู้เกร็ดภาษาไทย
เริ่มเรียนภาษาไทย เวลา 13.00 น. แต่ละห้องก็จะเริ่มทำการเรียนการสอน จนถึงเวลา 14.15 น. จะพักครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็จะมาเรียนอีกช่วงจนถึง 16.00 น. ช่วงแรกเป็นการเรียนวิชาภาษาไทย และช่วงสองเป็นการเรียนวัฒนธรรมไทยทำแบบฝึกหัดงานประดิษฐ์ หรือกิจกรรมเคลื่อนไหว ตามแต่ละชั้นจะออกแบบ หลังจากเลิกเรียน นักเรียนจะไปฝึกรำ หรือดนตรี บางส่วนฝึกศิลปะป้องกันตัว ทำงานศิลปะ หรือรอผู้ปกครองมารับกลับบ้าน
“การเรียนการสอนอนุบาล กับ ป.1 เน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน มีทั้งกิจกรรมเคลื่อนไหว ร้องเพลง เล่านิทาน งานศิลปะ ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อักษรไทย สระเช่น คาบที่เรียนเรื่อง ก ไก่ มีทั้งการหัดอ่าน หัดเขียน และทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงไปสู่เนื้อหา เช่นประดิษฐ์แม่ไก่จากจานกระดาษ ร้องเพลงแม่ไก่ เน้นการได้ลงมือปฏิบัติ เรียนรู้ผ่านของจริง (Learning by Doing) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมือนกับ ระดับชั้น ป.1 แต่ ป.1 จะเพิ่มเนื้อหาด้านการอ่านและการเขียนเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความยากของเนื้อหามากขึ้น”
ส่วนระดับชั้น ป.2 ป.3 ป.4 ป.5-6 จะเป็นการเรียนอ่านเขียนฟังพูด ซึ่งค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นไปตามระดับชั้น จาก ป.2 ที่เรียนรู้การอ่านเป็นคำค่อยๆ ไล่ระดับไปจนถึงการอ่านเป็นเรื่องราวในระดับชั้น ป.5-6 เพียงแต่นักเรียนที่จบชั้น ป.5-6 (ที่จบตามหลักเกณฑ์) จะมีทักษะการอ่านเทียบเคียงได้กับนักเรียนชั้น ป.4 คืออ่านคำที่พบเจอทั่วไปได้ เข้าใจความหมาย แต่ถ้าเป็นศัพท์ยากๆ ศัพท์เฉพาะ คำราชาศัพท์ ศัพท์วิชาการก็จะอ่านไม่ออก หรืออ่านออกแต่ไม่เข้าใจ บางคนอาจอ่านได้แต่ไม่คล่องนัก
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับครอบครัวว่าใช้ภาษาไทยมากแค่ไหน บางคนอ่านหนังสือพิมพ์ได้ แต่พบน้อยมาก ลักษณะกิจกรรมในระดับชั้นวิชาการ แต่จะใช้เกม หรือกิจกรรมที่สนุกสนานมาช่วย ทั้งกิจกรรมกลุ่มที่มีการแข่งขัน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อมือและสิ่งประดิษฐ์เข้ามาช่วย ทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ ส่วนระดับชั้นมัธยม จะมีครูประจำถิ่นรับผิดชอบ นักเรียนจะเรียนการอ่านที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น บทความ ข่าว ความเรียง นักเรียนในชั้นนี้ จึงเป็นเด็กโตที่เรียนมานาน หรือโตในเมืองไทยมาก่อนจนแม่นยำในภาษาไทย
ครูพยายามออกแบบกิจกรรมให้มีความสนุกสนาน เพื่อดึงดูดความสนใจเด็ก ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งเรื่องของการอ่านและเขียน ต้องพยายามใส่ใจและแก้ไขปัญหาการอ่านและเขียนของนักเรียนตลอด ครูจะพยายามแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดดีๆ ที่นำไปประยุกต์ด้านการสอน ในขณะเดียวกันก็ต้องประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองให้ใส่ใจดูแล ใช้ภาษาไทยกับบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอ ช่วยบุตรหลานในการเรียนภาษาไทย ครูก็ต้องพยายามสร้างความเข้าใจให้เด็กได้เห็นว่าภาษาไทยมีประโยชน์ และมีความสัมพันธ์กับชีวิตของนักเรียน
พระครูสิริกิตติญาณวิเทศ กล่าวว่า การที่มีครูอาสาสมัครมาประจำการหนึ่งปี ถือว่าได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่วัดไทย โรงเรียน และชุมชนไทยในนครลอสแองเจลิสอย่างมหาศาล จนนับค่าไม่ได้ ช่วยกิจกรรมต่างๆ ของวัดได้ เด็กๆ ลูกหลานคนไทยในอเมริกาได้มาเรียนรู้ภาษาไทย มารู้จักขนบธรรมเนีมประเพณีไทยจากครูอาสากลุ่มนี้ เพราะครูกลุ่มนี้เก่ง เรียนมาโดยตรง เด็กรัก เด็กอยากเรียนด้วย และผู้ปกครองก็เชื่อใจมากกว่าด้วย
รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอนาคตจะทำแผนระยะเวลา 3 ปีในการส่งเสริมความเป็นไทยที่มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม จัดระบบคัดสรรครูอาสา สืบสานภาษาไทยและศิลปวัฒนธรรม ทำหลักสูตรการสอนที่ทันสมัย เน้นบริการวิชาการแก่สังคมไทยและสังคมโลกให้มากที่สุด 0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216075.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151030/216047.html
ความคืบหน้ากรณีเหล่าดาราคนดังโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียลมีเดีย เข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยกระทรวงสาธารณสุขได้เรียกดารานักร้องและดีเจชื่อดังทยอยเข้าให้ข้อมูลนั้น ล่าสุดถึงคิวของวีเจจ๋า, เนย-แจม เนโกะจัมพ์, หญิงแย้
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี หรือวีเจจ๋า พร้อมบิดาและทนายความ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากได้รับหนังสือเชิญเข้าให้ข้อมูลกรณีที่โพสต์ภาพถ่ายคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณา ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว และปรากฏชื่อในกิจกรรมส่งเสริมการขายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง
น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าให้ข้อมูลกว่า 2 ชั่วโมงว่า รู้สึกดีและสบายใจขึ้น ที่ได้เข้าให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เต็มที่ เดินทางมาเพื่ออธิบายว่าเราทำอะไร อย่างไร ส่วนไหนที่ตนทำผิดก็ขอยอมรับและจะทำในสิ่งที่ดีๆเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่สังคมต่อไป ทั้งนี้ ตนทำงานกับบริษัทมานานแล้วเป็นการทำงานระยะยาวทั้งพิธีกร งานอีเวนท์และร่วมทริปกิจกรรม
“ที่มีการโพสต์รูปนั้น เป็นการโพสต์ให้เพื่อน ไม่ได้รับเงิน แต่เมื่อลงเผยแพร่แล้วไม่ดีต่อสังคมก็จะเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาจ๋าไม่มีการโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสินค้าที่มาจ้างให้ลงโฆษณาแต่อย่างใด” น.ส.ณัฐฐาวีรนุช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อนที่ว่าเกี่ยวข้องกับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ น.ส.ณัฐฐาวีรนุช กล่าวว่า ขอไม่พูดในรายละเอียด แต่ได้ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ไปแล้ว
ต่อมาเวลา 15.30 น. น.ส.วรัฐฐา อิมราพร หรือเนย เนโกะจัมพ์ เปิดเผยหลังเข้าให้ข้อมูลกรณีโพสต์รูปคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นานร่วม 3 ชั่วโมงว่า ได้เข้าให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะโฆษณา เพราะตนไม่รู้กฎหมาย แต่หากกฎหมายระบุว่าผิดก็พร้อมรับผิด แต่การโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เป็นการแสดงออกตามปกติเพราะตนเป็นคนดื่มและชอบโพสต์อยู่แล้ว ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่าเป็นน้ำดื่มน้ำเปล่า เข้าร่วมเพราะรู้จักกับนายภูมิใจ ตั้งสง่า หรือดีเจภูมิ และชวนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเพราะสนิทกัน แต่ในส่วนที่โพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ตนทำเองโดยไม่มีการว่าจ้าง
“ยินดีรับบทลงโทษ แต่อยากขอความเป็นธรรมให้แก่แจม (น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร) เนื่องจากแจมแค่ไปร่วมงานอีเวนท์เพียงอย่างเดียวแต่ถูกพ่วงว่ากระทำผิดไปด้วย การที่สวมชุดสีเขียวก็เป็นธีมของงาน ซึ่งปกติผู้ว่าจ้างให้ใส่สีอะไรก็ต้องใส่สีนั้น ที่สำคัญแจมไม่ใช่คนดื่มเหล้าและไม่เคยโพสต์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย เรื่องนี้ได้แจ้งเจ้าพนักงานไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าจะดำเนินการอย่างไร จริงๆ หากพบว่าแจมไม่ผิดอยากให้กระทรวงสาธารณสุขออกมาสื่อสารผ่านสื่อให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแจมเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อทั้งเรื่องงาน ความเข้าใจของสังคม และสภาพจิตใจของแจม” น.ส.วรัฐฐา กล่าว
ส่วนกรณีที่บริษัทต้นสังกัดสั่งพักงานเป็นเวลา 3 เดือน “เนย เนโกะจัมพ์” กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อผิดแล้วบริษัทมีบทลงโทษก็เข้าใจ ไม่ได้มีการต่อรองอะไร เพียงอธิบายกับบริษัทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นมาอย่างไร ถือเป็นบทเรียนที่สังคมจะได้เรียนรู้เรื่องกฎหมายไปด้วยกันว่ากฎหมายตัวนี้ไม่ได้เอาผิดแค่ดาราแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย แค่โพสต์ขวด แก้ว โต๊ะ กล่องทิชชูที่มีสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ถือว่ามีความผิดจึงต้องระมัดระวัง
จากนั้นเวลา 15.15 น. น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลว่า ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่เคยรับเงินจากการโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งที่ทำลงไปเป็นการเอาใจเพื่อนเท่านั้น ประกอบกับส่วนตัวมีไลฟ์สไตล์ในการชอบดื่ม โพสต์ แชร์ แทบทุกเรื่องทั้งเรื่องความสวยความงาม และเครื่องดื่มต่างๆ ส่วนเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ไม่รู้มาก่อนว่าผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาเคยโพสต์แต่ก็ไม่มีใครออกมาเตือนว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในเรื่องศีลธรรมก็ขอโทษสังคมไปแล้วและพร้อมช่วยเหลือทุกอย่างที่ราชการให้ทำ
“การโพสต์รูปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโซเชียลมีเดียก็มาจากการที่เพื่อนที่ทำงานอยู่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่งตัดพ้อว่าแย้โพสต์ภาพเฉพาะเครื่องดื่มยี่ห้ออื่น แต่ไม่เคยโพสต์ให้ยี่ห้อที่เพื่อนทำงานอยู่เลย จึงโพสต์เพื่อเอาใจเพื่อน และไม่เคยร่วมงานกับบริษัทนี้มาก่อน” น.ส.นนทพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การร่วมกิจกรรม changnewlook เป็นการร่วมงานครั้งแรกกับบริษัทนี้หรือไม่ น.ส.นนทพร กล่าวว่า เคยเป็นพริตตี้ให้บริษัทไทยเบฟฯ เมื่อ 5 ปีก่อน แต่การร่วมกิจกรรมน้ำดื่มครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกัน เพื่อนที่ว่ารู้จักกันก็เพิ่งมารู้จัก
วันเดียวกัน เวลา 17.30 น. น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแจม เนโกะจัมพ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าให้ข้อมูลต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่เคยโพสต์รูปคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ เลย ส่วนงานอีเวนท์และกิจกรรมที่เข้าร่วมก็เป็นการเปิดตัวน้ำดื่มที่เป็นน้ำเปล่า
ต่อข้อถามต้องการให้สำนักงานคณะกรรมการควบคุมฯ ออกมาขอโทษหรือไม่ น.ส.ชรัฐฐา กล่าวว่า คงเป็นไปตามแบบที่สำนักงานได้ประกาศรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิดอยากให้ขอโทษในรูปแบบเดียวกัน เพราะตนได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก หากขอโทษแล้วตนก็โอเค ส่วนที่ต้องกระทบกับผลงานก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นความผิดพลาด
ด้าน นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า วีเจนวุ้นเส้น และวีเจจ๋า ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจชัดเจน โดยให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ที่จะประสานไปถึงต้นตอคนที่ได้ประโยชน์จากการโฆษณาโดยแท้ ซึ่งรับว่าขอให้โพสต์โดยเจ้าหน้าที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจแอลกอฮอล์เชิญชวนให้โพสต์ ดังนั้นจะทำหนังสือถึงบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างว่าได้รับประโยชน์ทางการค้ามาให้ข้อมูลต่อไป โดยทั้งวีเจวุ้นเส้น และวีเจจ๋า ระบุว่า ถูกเชิญโดยบุคคลคนเดียวกันติดต่อผ่านตัวดาราเอง ไม่ได้ผ่านผู้จัดการ ทั้งนี้ จากการเข้าให้ถ้อยคำของศิลปินดาราปรากฏชื่อบุคคลอื่นที่มีชื่อเสียงที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในแคมเปญของบริษัทนี้แต่ไปร่วมในงานอีเวนท์เดียวกันก็จะเชิญมาให้ถ้อยคำด้วย
ส่วนกรณีของ น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแจม เป็น 1 ใน 7 คนที่ร่วมในแคมเปญ changnewlook ถือว่ามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องจึงต้องเรียกเข้ามาชี้แจง ทั้งนี้แคมเปญดังกล่าวของผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกยี่ห้อหนึ่งมองว่าเข้าข่ายการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชัดเจน เนื่องจากแบ็กดร็อปของงานที่ใช้พื้นเป็นสีเขียวไม่น่าใช่สัญลักษณ์ของน้ำดื่มยี่ห้อนั้น เพราะหากเป็นกิจกรรมของสินค้าที่เป็นน้ำดื่มจะใช้สัญลักษณ์สินค้าที่เป็นสีอื่น แต่ทั้งหมดต้องฟังข้อมูลอีกครั้ง
นพ.สมาน กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานให้ข้อมูลผิดนั้น ตนจะทำหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และหาก น.ส.ญานนิน ภารวีไวเกล หรือพลอยชมพู ถูกสั่งพักงานก็พร้อมจะเข้าไปอธิบายให้ต้นสังกัดเข้าใจ
รายงานแจ้งด้วยว่า ที่ปรากฏชื่อของ น.ส.ญานนิน พบว่า บุคคลที่โพสต์ภาพของพลอยชมพูเป็นบุคคลอื่น ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มดาราคนดังลอตแรกจำนวน 15 คน ที่จะเข้าให้ข้อมูลกรณีโพสต์ภาพคู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงในโซเชียลมีเดีย ได้แก่ 1.น.ส.วิริฒิพา ภักดีประสงค์ หรือวีเจวุ้นเส้น 2.น.ส.นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ 3.นายวิเชียร กุศลมโนมัยวิเชียร หรือดีเจเพชรจ้า 4.นายภูมิใจ ตั้งสง่า หรือดีเจภูมิ 5.น.ส.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี หรือวีเจจ๋า 6.น.ส.วรัฐฐา อิมราพร หรือเนย เนโกะจัมพ์ และ 7.น.ส.ชรัฐฐา อิมราพร หรือแจม เนโกะจัมพ์ 8.นายปกรณ์ ลัม หรือโดม 9.น.ส.ธันย์ชนก ฤทธินาคา หรือเบเบ้ 10.น.ส.หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ หรือนิวเคลียร์ 11.มายด์ น.ส.ณภศศิ สุรวรรณ หรือมายด์ 12.นายณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ หรือป้อง 13.นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนียม 14.นายภรัณยู โรจนวุฒิธรรม หรือแทค และ 15.วงบูมบูมแคลช
ทั้งนี้ วีเจวุ้นเส้น วีเจจ๋า เนย เนโกะจัมพ์ และหญิงแย้ ได้เข้าให้ข้อมูลแล้ว ส่วนโดมมีกำหนดเข้าพบในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ขณะเดียวกัน กลุ่มดาราเหล่าคนดังลอตที่สองที่ถูกเรียกเข้าให้ข้อมูลอีกจำนวน 18 คน มีกำหนดเข้าพบพนักงานเจ้าหน้าที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน โดยรอการตอบรับว่าจะว่างเข้าให้ข้อมูลได้ในวันนัดหมายหรือไม่
สำหรับรายชื่อดารานักร้องทั้ง 18 คน แบ่งเข้าให้ข้อมูล 2 ช่วง คือวันที่ 11-13 พฤศจิกายน ได้แก่ 1.น.ส.ศิริน หอวัง หรือคริส หอวัง 2.น.ส.เจนสุดา ปานโต หรือเจน 3.น.ส.ไรบีนา อินทชัย หรือนานา 4.วงสล็อตแมชชีน 5.นายฌอห์น จินดาโชติ 6.นายรัตนารัตน์ เอื้อทวีกุล หรือเพชร 7.นายสิทธา สภายุชาติ หรือเอี๊ยง 8.นายสุรเกียรติ บุนนาค หรือแพน แวมป์ 9.นายโยชิ มนัสพล หรือโยชิ วงซีควินท์ 10.นายกวิน ดูวาล หรือกวิน วง 3.2.1 11.นายโอสธี ชุ่นมงคล หรือกราฟ วงแบล็ควานิลลา 12.น.ส.เชริกา โชติวิจิตร หรือจินนี่ และ 13.นายพิชญ์ กาไชย หรือพิท วงซีควินท์ ส่วนรอบวันที่ 16 พฤศจิกายน 1.นายดาวิเด โดริโก้ หรือดีเจเดย์ 2.น.ส.ฐิติรัตน์ อินเทพ หรือดีเจฟ้าใส 3.น.ส.ไพลิน รัตนแสงเสถียร หรือหว่าหวา ไชน่าดอลล์ 4.นายปองศักดิ์ รัตนพงษ์ หรืออ๊อฟ ปองศักดิ์ และ 5.นายเขมรัชต์ สุนทรนนท์ หรือดีเจอ๋อง