‘ดาว์พงษ์’กัดติด!แฮกป่วนเว็บศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151029/216034.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2558
'ดาว์พงษ์'กัดติด!แฮกป่วนเว็บศธ.

‘ดาว์พงษ์’ สั่งตรวจสอบหาต้นตอ ‘แฮกเกอร์’ ป่วนเว็บ ศธ. ลั่น กัดติด ปล่อยไม่ได้ ตั้ง ‘อนุสรณ์’ เป็นซีอีโอ ดูแลไอซีทีของกระทรวง

                      29 ต.ค. 58  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์ www.moe.go.th ของ ศธ. โดนแฮก โดยเข้าไปลบรูปภาพ และข้อมูลภารกิจงานของ รมว.ศึกษาธิการ ออก เปลี่ยนรูปภาพ พร้อมแสดงข้อความ Hacked By KlaKil /TurkHack Team.Net/ ว่า ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาให้ทราบโดยด่วน เบื้องต้นทราบว่า เหตุเกิดในช่วงค่ำของวันที่ 28 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา และจากนั้นไม่นานทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการแก้ไขให้กลับสู่หน้าเว็บไซต์ปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ปล่อยไปไม่ได้ แม้วันนี้จะไม่มีอะไร แต่วันหน้าอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ จะมาทำเล่นๆ ไม่ได้
                      “เรื่องนี้ปล่อยไม่ได้ ต้องกัดติด จะมาเล่นกับผมแบบนี้ไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าคนที่ทำคิดอะไร ที่ผ่านมามีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที และกระทรวงกลาโหม ก็เคยโดนแฮกมาแล้วเช่นกัน คิดว่าคนแฮกคงจะไล่เข้าไปเช็กดูรายละเอียดของเว็บไซต์ต่างๆ ว่าจะเข้าไปแฮกที่ไหนได้บ้าง จะเข้าไปเช็กข้อมูล ขณะนี้ ศธ.จะตั้งซีอีโอด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอซีที ของ ศธ. โดยมีนายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. เป็นประธานคณะทำงาน โดยจะมีการนำงานด้านไอซีทีของ 5 องค์กรหลักใน ศธ.มาดูแล เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด แทนที่จะต่างคนต่างทำ ส่วนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่แฮกเว็บไซต์นี้หรือไม่นั้น ขอเวลาตรวจสอบก่อน”

ภตช.’ติง‘ดาว์พงษ์’หยุดผูกขาดตำรา-ผิดก.ม.3ฉบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151029/215989.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2558
ภตช.’ติง‘ดาว์พงษ์’หยุดผูกขาดตำรา-ผิดก.ม.3ฉบับ

ภตช.’ติง‘ดาว์พงษ์’หยุดผูกขาดตำรา-ผิดก.ม.3ฉบับ : กมลทิพย์ ใบเงิน รายงาน

           กลายเป็นเรื่อง “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์“ สั่นสะเทือนไปทั่ววงการพิมพ์ตำราแบบเรียน เมื่อ ”นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์” หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้า (อค.) ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัดสพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากอค. แทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน อ้างเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกันและแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ “นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” กรรมการและเลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช.) กล่าวกับ “คม ชัดลึก” ว่า ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 64 ระบุว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือ ทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์อื่น วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

“บ้านเราเปิดเสรีตำราเรียนมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว หากใช้อำนาจรัฐ ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อตำราเรียนจากหน่วยงานของรัฐ เท่ากับหน่วยงานรัฐทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดทั้งพ.ร.บ.การศึกษา 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ฮั้ว 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ป.ป.ช. และเข้าข่ายรัฐผูกขาดตำราเรียนเป็นการฮั้วขั้นเทพระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยอ้างธุรกิจกำไรขาดทุนขององค์การค้าให้อยู่รอด แต่ละเลยบทบาทหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการในการจัดการศึกษาให้ดีและมีคุณภาพกับคนไทย” เลขาธิการภตช.ระบุ

เลขาธิการ ภตช. กล่าวอีกว่า การนำเด็ก 10 ล้านคนมาเป็นตัวประกันความอยู่รอดขององค์การค้า เป็นเหตุผลที่่เลวร้ายมาก เป็นการทำลายอนาคตการศึกษาเด็กไทย การคิดแค่หวังเงิน 3,000 ล้านบาทที่สพฐ.จะโอนให้องค์การค้าเป็นค่าจัดซื้อแบบเรียนในปีการศึกษา 2559 ก็จะทำให้องค์การอยู่รอด ไม่ต้องปลดพนักงานองค์การค้าจำนวน 2,700 คน ทั้งที่ความจริงศักยภาพแท่นพิมพ์องค์การค้าใช้พนักงานเพียง 200 คนก็ดำเนินการได้ แต่การผูกขาดตำราแบบเรียนแบบนี้ ระหวังสำนักพิมพ์เอกชนจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงและชัดเจนมาก อาทิ พนักงานในสำนักพิมพ์เอกชนกว่า 12,000 คน อาจจะต้องถูกเลิกจ้าง เมื่อรัฐผูกขาดตำราเรียน นับเป็นการถอยหลังเข้าคลอง

“หากจะใช้มาตรา 44 ยกเลิกพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 นั้นเป็นอำนาจที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ แต่ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อย้อนมาดูบทบาทหน้าที่ของศธ.และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่มีหน้าที่เพื่อช่วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งให้อยู่รอด แต่ต้องรับผิดชอบการปฏิรูปการศึกษาชาติ การยกเครื่องและการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย อย่าลืมว่า ตำราเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผูกขาดโดยสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) นั้นแต่ละปีใช้งบ 2,000 ล้านบาท แต่ผลสอบโอเน็ตของเด็กไทยใน 2 วิชานี้ตกต่ำมาตลอดในรอบ 5 ปี เป็นเรื่องที่ศธ.ควรจะทบทวนเช่นกัน” เลขาธิการ ภตช. ระบุ

ดูเหมือนว่า บรรดาสำนักพิมพ์เอกชนปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ ทั้งในแง่ผลกระทบและข้อโต้แย้งใดๆ เนื่องจากจะขอรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในกลุ่มสมาคมผู้ผลิตและจำหน่ายสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจกำหนดท่าทีในโอกาสต่อไป

เปิดตัวหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรรมสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215965.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
เปิดตัวหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรรมสื่อ

เปิดตัวหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรรมสื่อ หนุนเด็กไทยรู้เท่าทันสื่อ ขณะที่ ทปอ.เดินหน้า’ม.ทีวี’แหล่งความรู้สื่อให้ปชช.

              เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่โรงแรมแกรนด์เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “หลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน” โดย นายสิน สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)กล่าวว่า ปัจจุบันการทำหน้าที่ของสื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน เนื่องจากมีการนำเสนอภาพที่รุนแรง ขาดจิตสำนึกและความจริง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ที่สามารถย่อโลก ส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ทำได้หลายช่องทาง

นายสิน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2558 จำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โดยภาพรวมทั้งแบบมีสายและไร้สายจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.6–36.0 ล้านคน ขยายตัวกว่าร้อยละ 19.3–24.1 และมีอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.6–55.8 ซึ่งจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้น และถูกส่งต่อได้รวดเร็ว แต่หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีการคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน ข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งออกมาก็จะทำให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์

“ศูนย์คุณธรรมจึงได้ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมด้านสื่อมวลชน โดยพัฒนาขึ้นจากกรอบความคิดที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลต่างๆหลายแหล่ง อาทิหลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมด้านสื่อมวลชนของกรมประชาสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆโดยได้แบ่งหลักสูตรออกเป็น2ส่วน คือ 1.หลักสูตรสำหรับนักวิชาชีพ สำหรับสื่อมวลชน เป็นการศึกษาจากบุคคลต้นแบบที่ยึดมั่นในหลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของสื่อ พร้อมกับวิพากษ์ ตัวอย่างสื่อที่นำเสนอประเด็นคุณธรรมจริยธรรมสื่อมวลชน”นายสินกล่าว

นายสิน กล่าวต่อไปอีกว่า  และ 2.หลักสูตรในระบบการศึกษาโดยตรง แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 1.ระดับประถมศึกษา นำเสนอวิชาสื่อกับสังคม (Media and Society)เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อมวลชนและสื่อประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อออนไลน์ ในระดับพื้นฐาน 2.ระดับมัธยมศึกษานำเสนอวิชาความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)เพื่อให้ผู้เรียนมีความตระหนัก และรู้เท่าทันสื่อในยุคปัจจุบัน

“3.ระดับอุดมศึกษานำเสนอวิชาความรู้เท่าทันสื่อและข้อมูลข่าวสารกับจริยธรรมกฎหมายสื่อและวิชาในฐานะวิชาพื้นฐานและวิชาเอกด้านนิเทศศาสตร์ หรือการสื่อสารมวลชน อีกหลายวิชาเพื่อให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เลือกบรรจุวิชาให้เหมาะสม และ4.ระดับบัณฑิตศึกษา เน้นด้านจริยธรรมสื่อ ซึ่งหากมีการนำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ในการเรียนการสอนทุกระดับชั้น เชื่อว่าจะสามารถยกระดับการรู้เท่าทันสื่อของเยาวชนไทย และชี้นำสังคม สู่สังคมแห่งคุณธรรมได้”ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าวในที่สุด
ทปอ.เดินหน้า’ม.ทีวี’แหล่งความรู้สื่อให้ปชช.

ศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) เปิดเผยว่าที่ประชุมทปอ.เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนงานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อบริการสาธารณะ โดยคณะทำงานเตรียมการจัดงานผังรายการม.ทีวี หรือMore TV ซึ่งมีแนวคิดเพราะทั้งชีวิตคือการเรียนรู้ หรือ Learn Never End ซึ่งจะมีผังรายการและผลิตรายการทั้งหมด 12 รายการ ได้แก่ 1. รายการคิด อยู่ ได้ ออกอากาศ 60 นาที 2. รายการยังไหว…ไปต่อ ออกอากาศ 60 นาที 3. รายการให้ทาย ออกอากาศ 30 นาที 4. ค้นครัวอาเซียน ออกอากาศ 30 นาที 5. Trendy B. Gen ออกอากาศ 60 นาที 6. รายการคนไทยใจเอื้อ ออกอากาศ 30 นาที 7. รายการเล็กสร้างโลก ออกอากาศ 30 นาที 8. รายการพร้อมก่อนภัย ออกอากาศ 30 นาที 9. รายการRich Family รวยด้วยเงิน รวยด้วยความสุข ออกอากาศ 60 นาที 10. รายการOn My Way ออกอากาศ 60 นาที 11. รายการเปิดโลกงานวิจัย และ 12. รายการ Campus Society

ประธานทปอ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ รายการม.ทีวี หรือMore TV จัดทำเพื่อให้เด็กสร้างสรรค์เกิดจินตนาการ เกิดแรงบันดาลใจ และเพื่อเผยแพร่ความรู้ออกสู่สาธารณะ ซึ่งหากมหาวิทยาลัยทำให้สังคมเกิดการเรียนรู้ลำพัง ถือเป็นเรื่องไม่ดีอย่างมาก เพราะมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ และเป็นการสื่อให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย ได้ใช้บริการการเรียนรู้อย่างสาธารณะ

“อย่างไรก็ตาม สำหรับความพร้อมในการดำเนินการ ขณะนี้ได้มีการสำรวจทรัพยากรของมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเครือข่ายว่ามีอุปกรณ์ มีบุคลากรพร้อมหรือไม่ พบว่า มีสตูดิโอ 47 แห่งกระจายทั่วภูมิภาค พร้อมอุปกรณ์กล้องมาตรฐาน 235 ตัว และมีบุคลากรที่รับผิดชอบเฉพาะด้านประมาณ 250 คน อีกทั้งได้มีการไปศึกษาดูงานมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเครือข่ายการดำเนินแผนงานไปแล้ว 28 แห่ง และได้ดำเนินการขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเผยแพร่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติเร็วๆ นี้”ประธาน ทปอ. กล่าวในที่สุด

ตรวจงบ‘สสส.’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215921.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
ตรวจงบ‘สสส.’?
ตรวจงบ‘สสส.’?

ตรวจงบ‘สสส.’?

 

              หลังจากนายสุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้าชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เนื่องจาก สตง. และ คตร.ให้ข้อมูลตรงกันว่า การใช้จ่ายงบประมาณของ สสส.ไม่เป็นไปตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ และเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ สสส. จึงเชิญเข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดังนั้น ในวันเดียวกัน รายการ คม ชัด ลึก ทางสถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล จึงได้จัดเสวนาในหัวข้อ ตรวจงบ “สสส.” ?

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า ต้องขอเรียนให้ทราบว่า ในทางตรวจสอบ ไม่ตรวจเรื่องทุจริต งานที่ สตง.ทำนั้น เป็นการตรวจสอบเรื่องบัญชี การเงิน ขณะเดียวกันตรวจสอบในเรื่องผลของการใช้จ่ายเงิน ขณะนี้ยังไม่ได้ก้าวล่วงไปถึงเรื่องว่า มีการทุจริตอะไรหรือไม่

เพียงแต่จุดเริ่มต้นในการตรวจสอบเรื่องนี้ นอกจากตรวจสอบตามปกติแล้วพบข้อเท็จจริง ประกอบกับมีเรื่องร้องเรียนให้ข้อมูลเข้ามาว่า  มีการใช้จ่ายเงิน หลายๆ โครงการ ไม่ได้สื่อถึงอำนาจหน้าที่ของ สสส.เลย ดังนั้น จึงทดสอบตรวจดู สุ่มดู และขยายผลมาจนถึงวันนี้ ตั้งแต่ปี 2556 ก็ได้ส่งหนังสือฉบับแรกไปยัง สสส. ว่า ขบวนการใช้จ่ายเงินในบางเรื่อง ที่ได้ข้อมูลมาว่า ไม่ได้สื่อถึงอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนเพื่อจะสร้างเสริมสุขภาพเลย

อย่างเช่น การจัดงานรำลึกผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือ การศึกษา ก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น ก็บอกไปว่า เงินสนับสนุนอย่างนี้ อาจจะมีแค่บางส่วน เช่นคนที่มาร่วมงานได้ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ก็ทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น แต่เรื่องการอภิปราย การแสดงความเห็น อาจจะดูห่างไกลไปสักหน่อย ก็แนะนำไปว่า ต้องมีการทบทวนกันว่า การใช้จ่ายเงินที่เอาไปสนับสนุนโครงการต่างๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบกฎหมายที่ทาง สสส.จะต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะจะต้องตอบโจทย์ในอำนาจหน้าที่เสียก่อน ซึ่งก็ได้แนะนำไปอย่างนี้ตั้งแต่ปี 2556 หรืออย่างกรณีการจัดสวดมนต์ข้ามปี ก็มีการทักท้วงไป เนื่องจากใช้งบประมาณมากเกินไป โดยใช้เฉพาะในเรื่องงบประชาสัมพันธ์

ดังนั้น ขอยืนยันเลยว่า  อย่าไปทุกข์ร้อนว่ามีใครมาสั่ง สตง. ไม่มีครับ สตง.เป็นหน่วยงานอิสระ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเมื่อตรวจสอบต่อมา ก็ไปพบเรื่อง กระบวนการจริยธรรมที่จะต้องเขียนเรื่องจริยธรรมของผู้บริหารก็ยังไม่ได้ทำ ประกอบกับในข้อกฎหมายก็มีจุดโหว่ เปิดช่องให้มีประโยชน์ทับซ้อนได้ ถ้าเผื่อองค์กรที่นำเข้ามา จะเป็นองค์กรที่ไม่ได้หากำไร อย่างเช่น มูลนิธิต่างๆ

และโดยข้อเท็จจริง ก็มีมูลนิธิต่างๆ ที่อยู่ในอาณัติของผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ก็เข้ามารับ เข้ามาเสนอโครงการ เพื่อจะรับเงินไปทำโครงการ ซึ่งบางมูลนิธิชื่อก็อาจจะสื่อได้เลย แต่บางมูลนิธิเป็นชื่อบุคคล ก็ไม่ทราบว่าจะสื่ออย่างไร หรือบางชื่อออกไปทางการเมืองเล็กๆ ก็นำมาขอรับการสนับสนุน

สิ่งเหล่านี้เราเห็นเป็นช่องทาง ซึ่งในหลักการปัจจุบันที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายบ้านเมืองอยู่ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะมีการแก้ไขในเรื่องกฎหมายนี้ รวมทั้งเมื่อตรวจไปแล้ว ก็พบว่า มีการใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้สื่อรวมๆ แล้ว อย่างน้อยประมาณ  9 ล้านบาท จากที่ตรวจสอบพบระหว่างปี 2553-2557 รวมกระทั่งถึงที่ว่ามี องค์กร เครื่อข่าย มารับเงิน มารับประโยชน์ไป โดยที่คนที่มีชื่อเป็นกรรมการบ้าง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิบ้าง ก็มีส่วนอยู่ในมูลนิธิเหล่านั้น ซึ่งก็สบายใจบ้าง ไม่สบายใจบ้าง ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า บางมูลนิธิไม่ได้สื่ออะไรเลย

เพราะฉะนั้นเมื่อตรวจพบอย่างนี้ ก็มีนัยสำคัญที่ สตง.เองก็เป็นห่วง มันถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้กฎหมายว่า ภาษีบาป ก็คือ เงินแผ่นดิน  ซึ่งโดยปกติแล้ว ภาษีทุกภาษีก็เข้าสู่เงินคงคลัง เข้าสู่รายได้แผ่นดิน การตั้งงบประมาณก็ผ่านกระบวนการกลั่นกรองก็จ่ายออกมา

ผ่านมาแล้ว 14 ปี ถึงเวลาหรือยัง ? ที่จะต้องปรับแก้ตัวบทกฎหมายเหล่านี้             เรื่องนี้ สมควรที่จะต้องมีการแก้ไขได้แล้ว เพื่อให้ภาษี อย่างเช่น มีเงินสำรองเหลือจ่าย ปีหนึ่งๆ ก็ไม่ใช่น้อย แต่ถ้าเราไม่แก้ไขเลย เงินสำรองเหลือจ่ายเท่าไหร่ก็ใช้ให้หมดไป มีโครงการเท่าไหร่ก็ให้ได้เท่านั้นจนกว่าจะหมดเงินงบประมาณ หรือ หมดเงินสำรอง

ถ้าปรับเปลี่ยนวิธีการ เงินที่เหลือยังเป็นประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกพอสมควร

สำหรับการตรวจสอบเรื่องการทุจริต เป็นอีกขั้นตอน จะต้องมีการเจาะลึก อย่างเช่น เอาเงินไปใช้จ่ายอะไรบ้าง มีประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไรก็ตามขณะนี้กฎหมายเปิดช่องให้ว่า สามารถมีประโยชน์ทับซ้อนได้ กรณีองค์กรที่นำเข้ามาไม่ได้เอากำไร

นพ.วิชัย โชควิวัฒน รองประธานบอร์ด คนที่ 2 สสส. กล่าวว่า ข้อสงสัย ข้อกล่าวหา ข้อครหาต่างๆ นั้น สรุปได้ว่าสิ่งที่ สสส.ทำไปนั้น ไม่ผิด

เพราะกฎหมาย สสส. มาตรา 3 เขียนไว้ชัดเจนที่สรุปได้ว่า “การสร้างเสริมสุขภาพ” หมายความว่า การใดๆ ที่มุ่งกระทำเพื่อสร้างเสริมให้บุคคลมีสุขภาวะ ทางกาย จิต และสังคม โดยสนับสนุนพฤติกรรมของบุคคล สภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การมีร่างกายที่แข็งแรง สภาพจิตที่สมบูรณ์ อายุยืนยาว และคุณภาพชีวิตที่ดี”

วิธีการทำ ก็มีมาตรา 5 วัตถุประสงค์กำหนดไว้ 6 ข้อ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายอำนาจหน้าที่ทั้งหมด

สิ่งที่กฎหมายออกมาอย่างนี้ ขอเรียนว่า ผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่างกฎหมาย เป็นกฎหมายที่ผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น ผ่านสภา ผ่านวุฒิสภา เรามีหน้าที่ทำตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินที่ได้เข้ามาทำอย่างไรจะเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับข้อครหาไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงบประมาณ หรือความทับซ้อน เรื่องของจริยธรรม ของผู้บริหาร สสส.ที่เป็นกรรมการในมูลนิธิต่างๆ ที่ขอรับการสนับสนุน เรื่องนี้ตรงนี้ ขอยืนยันว่าไม่ผิด

แต่อาจจะมีข้อสงสัยว่า เหมาะสมหรือไม่ สมควรหรือไม่ ตรงนี้ต้องไปดูกันที่มาตรา 18 ที่ระบุชัดเจนว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (7) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุน หรือในกิจการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน หรือได้รับประโยชน์ในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ ไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์และมิได้แสวงหากำไร

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ไม่ผิด

กรณีการใช้จ่ายเงิน มีการตั้งคำถามว่า บางโครงการไม่ค่อยเกี่ยวกับสุขภาพ หรือแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเลย ?

ตรงนี้ขอชี้แจงเลยว่า ทุกโครงการ สสส.จะมีคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมกันพิจารณาตีความโครงการต่างๆ ทุกโครงการที่เสนอเข้ามา  ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งทำหน้าที่พิจารณาตีความ ว่า โครงการที่เสนอเข้ามาผ่านหรือไม่ สมควรได้รับการพิจารณาอนุมัติหรือไม่ โครงการไหนส่วนไหนไม่ผ่านคณะกรรมการก็จะตัดออกทันที

กรณีโครงการสวดมนต์ข้ามปี มีที่มาจาก เรื่องแรก อุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย 2 เทศกาล คือ เทศกาลปีใหม่ กับ สงกรานต์ ผู้เสียชีวิตมากขึ้นทุก เราจะปล่อยให้ตายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนั้นเหรอ อีกอย่างก็เป็น ค่านิยมเคานท์ดาวน์ นับถอยหลังปีใหม่ ที่จะมีการเฉลิมฉลอง ดื่มของมึนเมา ตรงนี้ สสส.เห็นว่า อันตราย จึงร่วมกับคณะสงฆ์ร่วมกันจัดสวดมนต์ข้ามปี เริ่มครั้งแรกคือปี 2553 และทำต่อเนื่องถึงปี 2557 ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมหาเถรสมาคมมีมติให้วัดทั่วประเทศจัดสวดมนต์ข้ามปี ตรงนี้เป็นการสร้างสุขภาวะ  เพราะสามารถปรับเปลี่ยนผู้คนที่ไปรวมตัวดื่มของมึนเมาระหว่างรอเคานท์ดาวน์ ให้ไปสวดมนต์แทน

กิจกรรมต่างๆ ที่ สสส.ทำไปแล้วก็หลายโครงการ แม้แต่โครงการรับน้องในมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้ปลอดของมึนเมา หรือแม้แต่งานบุญต่างๆ ตลอดจนงานศพก็เข้าไปดำเนินการให้ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151028/215925.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558
2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015
2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015

2แอนิเมชั่นจากมจธ.ลุ้นDigiCon6 Asia 2015 : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี0เรื่อง/ภาพ

 

              “ทีมเด็กวัด” และ “ทีมบัวตอง” จากภาควิชามีเดียอาตส์ มจธ. เสนอสองผลงานแอนิเมชั่นด้านวัฒนธรรมไทยไปแข่งขัน DigiCon6 Asia ครั้งที่ 17 ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับอีก 3 ทีมตัวแทนจากประเทศไทย

ปัจจุบันเทคนิคแอนิเมชั่นถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการสื่อสารในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ละคร ภาพยนตร์ ที่ผ่านมามีผลงานจำนวนไม่น้อยแสดงให้เห็นว่า แอนิเมชั่นฝีมือคนไทยนั้นไม่ได้เป็นรองชาติอื่นๆ เลย

ล่าสุดนักศึกษาจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันแอนิเมชั่นในระดับเอเชีย โดยสามารถคว้ารางวัลระดับประเทศมาได้ถึง 2 ทีม ได้แก่ “ทีมเด็กวัด” และ “ทีมบัวตอง” ในการประกวด DigiCon6 Asia Thailand Awards ครั้งที่ 17 ประจำปี 2015 โดย “ทีมเด็กวัด” ซึ่งประกอบด้วย นายจตุพล อรุณสวัสดิ์ นายพีรพัชร เลขะกุล และ นายชวนัฎ รัตนปราการ สามารถคว้ารางวัล “Gold Prize” ชนะเลิศระดับประเทศ จากผลงาน “Festival Rush” ซึ่งจะเดินทางไปรับรางวัลที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ชวนัฎ ตัวแทนทีมเด็กวัด กล่าวว่า ผลงานนี้เริ่มจากการศึกษาในเรื่ององค์ประกอบทางด้านสัญลักษณ์ของงานวัดไทยเพื่อนำมาใช้ในแอนิเมชั่น 2ดี เรื่องนี้ โดยการลงพื้นที่สำรวจงานวัดถึง 4 แห่ง คือ วัดบางพลีใหญ่ หรือวัดหลวงพ่อโต วัดพระปฐมเจดีย์ วัดพระสมุทรเจดีย์ และวัดภูเขาทอง

“Festival Rush เป็นการนำเสนอกลิ่นอายและความสนุกสนานของงานวัดไทย ซึ่งงานวัดส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน จะต่างกันที่วัฒนธรรมแต่ละพื้นถิ่นเท่านั้น เราจึงศึกษาโดยยึดหลักองค์ประกอบทางสัญลักษณ์และหยิบยกมา 3 องค์ประกอบหลัก คือ แสงสี ผู้คน และ สิ่งประกอบฉาก จริงๆ แล้วงานวัดนั้นเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่างมารวมกัน บางคนอาจมองว่า แค่มีชิงช้าสวรรค์ก็เป็นงานวัดแล้ว แต่มองอีกมุมหนึ่งอาจเป็นสวนสนุกก็ได้ เราจึงต้องเก็บรายละเอียดขององค์ประกอบทั้งสามอย่างนี้มาสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นกลางมากที่สุดและเป็นมาตรฐานที่คนทั่วไปจะสามารถรับรู้ได้ว่านี่คืองานวัดของไทย”

ด้าน “ทีมบัวตอง” ซึ่งประกอบด้วย น.ส.ศุภกร เจริญวัฒนชัย นายสุธากร สมีน้อย และนายอภินันท์ เตียวสุวรรณ ได้รับรางวัล “Next generation” โดย สุธากร ตัวแทนทีม กล่าวว่า ผลงานเรื่อง บัวตอง (BuaTong) เริ่มจากความต้องการนำศิลปวัฒนธรรมล้านนามาผสมผสานกับแอนิเมชั่น เนื่องจากวัฒนธรรมล้านนาเป็นสิ่งที่มีมายาวนานคงอยู่จนถึงปัจจุบัน และมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเรื่องของการบูชาผีที่ยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันจากการค้นคว้าได้พบกับเรื่องของตำนาน “ผีกะ” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีแค่เพียงคนเก่าแก่เท่านั้นที่รู้จัก จึงนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลงานชิ้นนี้

“ผีกะเป็นผีที่มอบความสวยงามให้แก่คนเลี้ยง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นอาหาร แต่ถ้าเลี้ยงไม่ดีผีจะให้โทษแก่คนเลี้ยง ซึ่งเราคิดว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่แข็งแรง จึงนำมาพัฒนาเป็นเรื่องบัวตอง แต่มีความยากอยู่ว่า ผีกะนั้นไม่มีรูปร่างหน้าตาที่แท้จริง ตำราแต่ละเล่มก็พูดถึงผีกะในแบบที่ต่างกันออกไปบางตำราว่าเหมือนค่าง บางตำราว่าเหมือนนกเค้าแมว ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายที่เราจะต้องออกแบบผีกะให้ใกล้เคียงกับตำนานมากที่สุด โดยใช้เทคนิคการสร้างตัวละครแบบ 3ดี ผสมผสานกับฉาก 2ดี และเซลเฉด (cel-shade) สื่อสารออกมาเป็นเรื่องที่แปลกใหม่และหักมุม”

นอกจากนั้น อภินันท์ กล่าวเสริมด้วยว่า เรื่องย่อของบัวตอง กล่าวถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่ชื่อบัวตอง เลี้ยงผีกะเพราะผีกะให้ความสวยงามแก่ใบหน้าของเธอ แต่บัวตองไม่พอใจในสิ่งที่มี สุดท้ายจึงต้องรับผลจากความโลภของตัวเอง ดังนั้นแนวคิดในการทำเรื่องบัวตองนี้เป็นการนำเรื่องของผีกะมาเป็นตัวเดินเรื่องเพื่อสอดแทรกข้อคิดให้แก่คนดูให้รู้จักคำว่าพอ เพราะอะไรก็ตามที่เราต้องการมันมากเกินไป สุดท้ายเราจะกลายเป็นทาสของสิ่งนั้น

ทั้งสองผลงานนี้ถือเป็นตัวอย่างแอนิเมชั่นฝีมือคนไทยที่มีความโดดเด่นในเรื่องแนวคิดและเทคนิค โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งสองผลงานจะถูกส่งไปแข่งขันต่อใน TBS.Digicon6 Asia ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปติดตามผลงานของทั้งสองทีมนี้ได้ทางเว็บไซต์ยูทูบ และขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมให้คะแนนลุ้นรางวัลป๊อปปูลาร์โหวตได้ใน http://www.facebook.com/digicon6 ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558

 

 

เปิดสัดส่วนรับ นร.282 ร.ร.ดังทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215909.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
เปิดสัดส่วนรับ นร.282 ร.ร.ดังทั่วประเทศ

สพฐ.เผยสัดส่วนรับ นร.ปีการศึกษา 2559 ของร.ร.ที่มีอัตราการแข่งขันสูง “สตรีวิทยา-สวนกุหลาบ-โยธิน” สอบในพื้นที่บริการ 40% นร.ทั่วไป 60%

            เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้กำหนดแนวปฏิบัติการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา (ม.) ปีที่ 1 และม.4 ปีการศึกษา 2559 นั้น ขณะนี้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั่วประเทศ จำนวน 282 โรงเรียน ได้แจ้งสัดส่วนการรับนักเรียนชั้น ม.1 มาให้ สพฐ.เห็นชอบแล้ว ดังนี้ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ร.ร.จันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม สอบคัดเลือก และใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ในเขตพื้นที่บริการ 60% จับฉลากในเขตพื้นที่บริการฯ 0% สอบคัดเลือก และใช้คะแนนโอเน็ตของนักเรียนทั่วไป 40% ร.ร.ชิโนรสวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.ทวีธาภิเศก 60-0-40 ร.ร.เทพศิรินทร์ 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสตรีวิทยาพุทธมณฑล 40-0-60 ร.ร.บางปะกอกวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.เบญจมราชาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.ปัญญาวรคุณ 62-0-38 ร.ร.โพธิสารพิทยากร 40-0-60 ร.ร.มัธยมวัดนายโรง 40-0-60 ร.ร.มัธยมวัดสิงห์ 50-0-50 ร.ร.มัธยมวัดหนองแขม 40-0-60

ร.ร.โยธินบูรณะ 40-0-60 ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน 40-0-60 ร.ร.ราชวินิตมัธยม 40-0-60 ร.ร.วัดนวลนรดิศ 40-0-60 ร.ร.วัดราชโอรส 50-0-50 ร.ร.ศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.ศึกษานารี 40-0-60 ร.ร.ศึกษานารีวิทยา 40-0-60 ร.ร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ 40-0-60 ร.ร.สตรีวิทยา 40-0-60 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยธนบุรี 40-0-60 ร.ร.สามเสนวิทยาลัย 50-0-50 ร.ร.สายปัญญา 40-0-60 ร.ร.อิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย 40-0-60 ร.ร.ดอนเมืองทหารอากาศบำรุง 40-0-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 30-10-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 30-10-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการรัชดา 40-0-60 ร.ร.เทพลีลา 40-0-60

นายการุณ กล่าวต่อว่า ร.ร.เทพศิรินทร์ร่มเกล้า 40-0-60ร.ร.นวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า 35-5-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศบดินทรเดชา 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศเบญจมราชาลัย 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสตรีวิทยา 2 40-0-60 ร.ร.บางกะปิ 40-0-60ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี) 40-0-60 ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)2 30-10-60 ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)4 40-0-60ร.ร.ฤทธิยะวรรณาลัย 40-0-60 ร.ร.วชิรธรรมสาธิต 50-0-50 ร.ร.วัดสุทธิวราราม 40-0-60 ร.ร.เศรษฐบุตรบำเพ็ญ 40-0-60 ร.ร.สตรีวัดมหาพฤฒารามในพระบรมราชินูปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.สตรีวิทยา2 ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร.สตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ 40-0-60 ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัย 40-0-60 ร.ร.สายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ 40-0-60 60 ร.ร.สารวิทยา 40-0-60 ร.ร.สิริรัตนาธร 50-0-50 ร.ร.สุรศักดิ์มนตรี 20-20-60 ร.ร.หอวัง 40-0-60

จ.นนทบุรี ได้แก่ ร.ร.เทพศิรินทร์นนทบุรี 40-0-60 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนนทบุรี 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศหอวัง นนทบุรี 40-0-60 ร.ร.บางบัวทอง 20-20-60 ร.ร.เบญจมราชานุสรณ์ 20-20-60 ร.ร.ปากเกร็ด 15-25-60 ร.ร.รัตนาธิเบศร์ 20-20-60 ร.ร.วัดเขมาภิรตาราม 45-5-50 ร.ร.ศรีบุณยานนท์ 40-0-60 ร.ร.สตรีนนทบุรี 40-0-60 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี 40-0-60 จ.พระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ร.ร.จอมสุรางค์อุปถัมภ์ 40-0-60 ร.ร. อยุธยาวิทยาลัย 40-0-60

จ.ปทุมธานี ร.ร.คณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี 50-0-50 ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปทุมธานี 40-0-60 ร.ร.ธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.ธัญรัตน์ 40-0-60 ร.ร.ธัญบุรี 45-0-55 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยปทุมธานี 40-0-60 ร.ร.ปทุมวิไล 50-0-50 ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัยรังสิต 50-0-50 ร.ร.สายปัญญารังสิต 50-0-50 จ.สระบุรี ได้แก่ ร.ร.แก่งคอย 40-0-60 ร.ร.สระบุรีวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.เสาไห้“วิมลวิทยานุกูล” 30-10-60 จ.สิงห์บุรี ได้แก่ ร.ร.สิงห์บุรี 40-0-60 จ.ชัยนาท ได้แก่ ร.ร.ชัยนาทพิทยาคม 40-0-60 จ.ปราจีนบุรี ได้แก่ ร.ร.ปราจิณราษฎรอำรุง 50-0-50 จ.ลพบุรี ได้แก่ ร.ร.ชัยบาดาลวิทยา 40-0-60 ร.ร.เมืองใหม่(ชลอราษฎร์รังสฤษฏ์) 40-0-60 จ.อ่างทอง ได้แก่ ร.ร.สตรีอ่างทอง 40-0-60 ร.ร.อ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม 40-0-60 จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ ร.ร.ดัดดรุณี 40-0-60 ร.ร.เบญจมราชรังสฤษฏิ์ 50-0-50 ร.ร.เบญจมราชรังสฤษฏิ์2 50-0-50 ร.ร.พนมสารคาม“พนมอดุลวิทยา” 40-0-60

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า จ.สมุทรปราการ ได้แก่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ 50-0-50 ร.ร.เทพศิรินทร์สมุทรปราการ 40-0-60 ร.ร.นวมินทราชินูทิศเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 50-0-50 ร.ร.นวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ 50-0-50 ร.ร.บดินทรเดชา(สิงห์สิงหเสนี)สมุทรปราการ 40-0-60 ร.ร.ราชวินิตบางแก้ว 40-0-60 ร.ร.ราชประชาสมาสัยฝ่ายมัธยม 60-0-40 ร.ร.วัดทรงธรรม 50-0-50 ร.ร.สตรีสมุทรปราการ 40-0-60 ร.ร.สมุทรปราการ 40-0-60 จ.นครนายก ได้แก่ ร.ร.นครนายกวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.บ้านนา“นายกพิทยากร” 50-0-50 จ.สระแก้ว ได้แก่ ร.ร.วังน้ำเย็นวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.สระแก้ว 60-0-40

จ.ราชบุรี ได้แก่ ร.ร.คุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ 30-20-50 ร.ร.เบญจมราชูทิศราชบุรี 40-0-60 ร.ร.โพธาวัฒนาเสนี 50-0-50 ร.ร.ราชโบริกานุเคราะห์ 50-0-50 ร.ร.รัตนราษฎร์บำรุง 50-0-50 จ.กาญจนบุรี ได้แก่ ร.ร.กาญจนานุเคราะห์ 50-0-50 ร.ร.วิสุทธรังษี 50-0-50 จ.นครปฐม ได้แก่ ร.ร.พระปฐมวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.มัธยมฐานบินกำแพงแสน 50-0-50 ร.ร.รัตนโกสินทร์สมโภชบวรนิเวศศาลายา 50-0-50 ร.ร.ราชินีบูรณะ 50-0-50 จ.สุพรรณบุรี ได้แก่ ร.ร.กรรณสูตศึกษาลัย 40-0-60 ร.ร.สงวนหญิง 50-0-50 จ.เพชรบุรี ได้แก่ ร.ร.เบญจมเทพอุทิศ 50-0-50 ร.ร.พรหมมานุสรณ์ 40-0-60 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ ร.ร.ประจวบวิทยาลัย 50-0-50

จ.สมุทรสงคราม ได้แก่ ร.ร.ถาวรานุกูล 40-0-60 จ.สมุทรสาคร ได้แก่ ร.ร.สมุทรสาครบูรณะ 40-0-60 ร.ร.สมุทรสาครวิทยาลัย 40-0-60 จ.ชุมพร ได้แก่ ร.ร.ศรียาภัย 40-0-60 ร.ร.สวนศรีวิทยา 40-0-60 ร.ร.สวีวิทยา 50-0-50 ร.ร.สอาดเผดิมวิทย 50-0-50 จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ ร.ร.ไชยาวิทยา 40-0-60 ร.ร.พระแสงวิทยา 60-0-40 ร.ร.พุนพินวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.เมืองสุราษฎร์ธานี 50-0-50 ร.ร.เวียงสระ 50-0-50 ร.ร.สุราษฎร์ธานี 50-0-50 ร.ร.สุราษฎร์ธานี2 40-0-60 ร.ร.สุราษฎร์พิทยา 40-0-60 จ.นครศรีธรรมราช ได้แก่ ร.ร.กัลยาณี 100-0-0 ร.ร.ฉวางรัชดาภิเษก 60-0-40 ร.ร.ทุ่งสง 100-0-0 ร.ร.เบญจมราชูทิศ 100-0-0 ร.ร.ปากพนัง 80-0-20 ร.ร.สตรีทุ่งสง 50-0-50 จ.พัทลุง ได้แก่ ร.ร.พัทลุง 40-0-60 ร.ร.สตรีพัทลุง 50-0-50 จ.พังงา ได้แก่ ร.ร.ดีบุกพังงาวิทยายน 50-0-50

จ.สตูล ได้แก่ ร.ร.พิมานพิทยาสรรค์ 50-0-50 จ.กระบี่ ได้แก่ ร.ร.อำมาตย์พานิชนุกูล 40-0-60 ร.ร.อ่าวลึกประชาสรรค์ 60-0-40 จ.ตรัง ได้แก่ ร.ร.วิเชียรมาตุ 50-0-50 ร.ร.สภาราชินี 40-0-60 ร.ร.ห้วยยอด 50-0-50 จ.ภูเก็ต ได้แก่ ร.ร.ภูเก็ตวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.สตรีภูเก็ต 50-0-50 จ.ระนอง ได้แก่ ร.ร.พิชัยรัตนาคาร 50-0-50 ร.ร.สตรีระนอง 60-0-40 จ.นราธิวาส ได้แก่ ร.ร.นราธิวาส 55-15-30 ร.ร.นราสิกขาลัย 70-0-30 จ.ปัตตานี ได้แก่ ร.ร.เดชะปัตตนยานุกูล 50-0-50 ร.ร.เบญจมราชูทิศ 80-0-20 จ.ยะลา ได้แก่ ร.ร.คณะราษฎรบำรุงจังหวัดยะลา 50-0-50 ร.ร.สตรียะลา 50-0-50 จ.สงขลา ได้แก่ ร.ร.นวมินทราชูทิศทักษิณ 40-0-60 ร.ร.มหาวชิราวุธ 40-0-60 ร.ร.วรานารีเฉลิม 40-0-60 ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัย2 50-0-50 ร.ร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ 40-0-60 ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา 50-0-50

จ.จันทบุรี ได้แก่ ร.ร.เบญจมราชูทิศ 60-0-40 ร.ร.ศรียานุสรณ์ 50-0-50 จ.ตราด ได้แก่ ร.ร.ตราษตระการคุณ 40-0-60 ร.ร.สตรีประเสริฐศิลป์ 55-0-45 จ.ชลบุรี ได้แก่ ร.ร.ชลกันยานุกูล 40-0-60 ร.ร.ชลราษฎรอำรุง 40-0-60 ร.ร.บางละมุง 50-0-50 ร.ร.พนัสพิทยาคาร 50-0-50 ร.ร.ศรีราชา 40-0-60 จ.ระยอง ได้แก่ ร.ร.แกลง“วิทยสถาวร” 40-0-60 ร.ร.วัดป่าประดู่ 40-0-60 ร.ร.ระยองวิทยาคม 40-0-60 จ.เลย ได้แก่ ร.ร.เลยพิทยาคม 40-0-60 ร.ร.ศรีสงครามวิทยา 50-0-50 จ.อุดรธานี ได้แก่ ร.ร.สตรีราชินูทิศ 40-0-60 ร.ร.อุดรพิทยานุกูล 40-0-60 จ.หนองคาย ได้แก่ ร.ร.ปทุมเทพวิทยาคาร 40-0-60 ร.ร.ชุมพลโพนพิสัย 70-0-30 จ.นครพนม ได้แก่ ร.ร.ปิยะมหาราชาลัย 50-0-50

จ.มุกดาหาร ได้แก่ ร.ร.มุกดาหาร 40-0-60 จ.บึงกาฬ ได้แก่ ร.ร.บึงกาฬ 80-0-20 จ.สกลนคร ได้แก่ ร.ร.ธาตุนารายณ์วิทยา 50-0-50 ร.ร.สกลราชวิทยานุกูล 40-0-60 ร.ร.สว่างแดนดิน 40-0-60 จ.กาฬสินธุ์ ได้แก่ ร.ร.กาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ 40-0-60 ร.ร.อนุกูลนารี 40-0-60 จ.ขอนแก่น ได้แก่ ร.ร.กัลยาณวัตร 40-0-60 ร.ร.แก่นนครวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.ขอนแก่นวิทยายน 40-0-60 ร.ร.ชุมแพศึกษา 40-0-60 ร.ร.น้ำพองศึกษา 40-0-60 ร.ร.บ้านไผ่ 40-0-60 ร.ร.ศรีกระนวนวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.หนองเรือวิทยา 50-0-50 จ.มหาสารคาม ได้แก่ ร.ร.ผดุงนารี 40-0-60 ร.ร.วาปีปทุม 0-50-50 ร.ร.สารคามพิทยาคม 40-0-60

จ.ร้อยเอ็ด ได้แก่ ร.ร.ร้อยเอ็ดวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.สตรีศึกษา 40-0-60 ร.ร.สุวรรณภูมิพิทยไพศาล 40-0-60 จ.ศรีสะเกษ ได้แก่ ร.ร.กันทรารมณ์ 50-0-50 ร.ร.กันทรลักษ์วิทยา 40-0-60 ร.ร.ขุขันธ์ 40-0-60 ร.ร.ศรีสะเกษวิทยาลัย 24-16-60 ร.ร.สตรีสิริเกศ 40-0-60 จ.ยโสธรได้แก่ ร.ร.คำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ 50-0-50 ร.ร.ยโสธรพิทยาคม 40-0-60 จ.อุบลราชธานี ได้แก่ ร.ร.นารีนุกูล 40-0-60 ร.ร.เบ็ญจะมะมหาราช 40-0-60 ร.ร.ลือคำหาญวารินชำราบ 40-0-60 จ.ชัยภูมิ ได้แก่ ร.ร.แก้งคร้อวิทยา 30-20-50 ร.ร.ชัยภูมิภักดีชุมพล 0-40-60 ร.ร.ภูเขียว 16-50-34 ร.ร.สตรีชัยภูมิ 0-40-60 จ.นครรราชสีมา ได้แก่ ร.ร.บุญวัฒนา 50-0-50 ร.ร.ปักธงชัยประชานิรมิต 80-0-20 ร.ร.ปากช่อง 50-0-50 ร.ร.พิมาย 50-0-50 ร.ร.ราชสีมาวิทยาลัย 50-0-50 ร.ร.สุรนารีวิทยา 50-0-50 ร.ร.สุรธรรมพิทักษ์ 50-0-50

จ.บุรีรัมย์ ได้แก่ ร.ร.นางรอง 40-0-60 ร.ร.บุรีรัมย์พิทยาคม 50-0-50 ร.ร.ประโคนชัยพิทยาคม 80-0-20 ร.ร.ลำปลายมาศ 40-0-60 จ.สุรินทร์ ได้แก่ ร.ร.ท่าตูมประชาเสริมวิทย์ 50-0-50 ร.ร.ประสาทวิทยาคาร 50-0-50 ร.ร.รัตนบุรี 50-0-50 ร.ร.ศีขรภูมิพิสัย 40-0-60 ร.ร.สังขะ 50-0-50 ร.ร.สิรินธร 40-0-60 ร.ร.สุรวิทยาคาร 40-0-60 จ.เชียงใหม่ ได้แก่ ร.ร.จอมทอง 50-0-50 ร.ร.ยุพราชวิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.วัฒโนทัยพายัพ 40-0-60 ร.ร.สันป่าตองวิทยาคม 60-0-40 จ.ลำปาง ได้แก่ ร.ร.บุญวาทย์วิทยาลัย 40-0-60 ร.ร.ลำปางกัลยาณี 40-0-60 จ.ลำพูน ได้แก่ ร.ร.จักรคำคณาทร 40-0-60 ร.ร.ส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน 40-0-60 จ.เชียงราย ได้แก่ ร.ร.ดำรงราษฎร์สงเคราะห์ 40-0-60 ร.ร.สามัคคีวิทยาคม 40-0-60 จ.พะเยา ได้แก่ ร.ร.พะเยาพิทยาคม 40-0-60 จ.น่าน ได้แก่ ร.ร.ปัว 40-0-60 ร.ร.ศรีสวัสดิ์วิทยาคาร 50-0-50 ร.ร.สตรีศรีน่าน 50-0-50

จ.แพร่ ได้แก่ ร.ร.นารีรัตน์ 50-0-50 ร.ร.พิริยาลัย 40-0-60 จ.ตาก ได้แก่ ร.ร.ตากพิทยาคม 50-0-50 ร.ร.สรรพวิทยาคม 40-0-60 จ.สุโขทัย ได้แก่ ร.ร.สวรรค์อนันต์วิทยา 50-0-50 ร.ร.สุโขทัยวิทยาคม 40-0-60 ร.ร.อุดมดรุณี 40-0-60 จ.พิษณุโลก ได้แก่ ร.ร.เฉลิมขวัญสตรี 40-0-60 ร.ร.พิษณุโลกพิทยาคม 40-0-60 ร.ร.พุทธชินราชพิทยา 40-0-60 จ.อุตรดิตถ์ ได้แก่ ร.ร.อุตรดิตถ์ 40-0-60 ร.ร.อุตรดิตถ์ดรุณี 40-0-60 จ.เพชรบูรณ์ ได้แก่ ร.ร.เพชรพิทยาคม 60-0-40 ร.ร.วิทยานุกูลนารี 60-0-40 ร.ร.หล่มสักวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.หนองไผ่ 50-0-50 จ.กำแพงเพชร ได้แก่ ร.ร.กำแพงเพชรพิทยาคม 50-0-50 ร.ร.วัชรวิทยา 50-0-50 จ.พิจิตร ได้แก่ ร.ร.ตะพานหิน 40-0-60 ร.ร.บางมูลนากภูมิวิทยาคม 50-0-50 ร.ร.พิจิตรพิทยาคม 40-0-60 จ.นครสวรรค์ ได้แก่ ร.ร.ตาคลีประชาสรรค์ 50-0-50 ร.ร.นครสวรรค์ 50-0-50 ร.ร.สตรีนครสวรรค์ 50-0-50 และ จ.อุทัยธานี ร.ร.หนองฉางวิทยา 40-0-60

‘ปิยะสกล’คาดถกอีก3นัดสรุปงบ’สสส.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215884.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
'ปิยะสกล'คาดถกอีก3นัดสรุปงบ'สสส.'

‘ปิยะสกล’ คาด คณะกรรมการตรวจสอบของ สธ.ประชุมอีก 3 ครั้ง ได้ข้อสรุป กรรมการ สสส.ตั้งมูลนิธิเพื่อขอรับงบประมาณ โปร่งใสหรือมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

                      27 ต.ค. 58  เมื่อเวลา 13.00น.  นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่ผิดประสงค์ และอาจเข้าข่ายไม่โปร่งใสของสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) จะตรวจสอบข้อมูลเพื่อดูว่าโครงการใดที่ดำเนินการไว้ดีแล้ว หรือมีโครงการใดที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข โดยไม่ได้เป็นการระบุตัวบุคคลว่าใครผิดหรือไม่
                      ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องพิจารณาพักงานคณะกรรมการใน สสส.ไว้ในระหว่างที่มีการตรวจสอบหรือไม่ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เราคงไม่ได้ลงรายละเอียดขนาดนั้น เพราะหลายเรื่องต้องหารือกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ส่วนข้อยุติสุดท้ายเกี่ยวกับการตรวจสอบทุจริต ต้องถามจาก พล.อ.ไพบูลย์ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งกรณีที่มีกรรมการใน สสส.ไปดำเนินการตั้งมูลนิธิต่างๆ เพื่อขอรับงบประมาณจาก สสส. จนเกิดข้อสังเกตว่าเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น เรื่องนี้ทุกส่วนก็ได้ดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งคณะกรรมการชุดที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมหารือกันอีก 3 ครั้ง น่าจะได้ข้อสรุป
สสส.น้อมรับข้อสรุปศอ.ตช.

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดเผยว่า สสส.ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ไพบูลย์ ในฐานะประธาน ศอ.ตช. ที่ให้ สสส. ได้มีโอกาสชี้แจงทั้งในแง่มุมของกฎหมาย และแง่มุมในเชิงปฏิบัติ ซึ่งได้ พิจารณาในประเด็นสำคัญไปแล้วว่า ไม่พบการดำเนินงานที่เข้าข่ายทุจริต และไม่พบการดำเนินที่ผิดวัตถุประสงค์ แต่มีประเด็นที่เกรงจะเป็นข้อถกเถียงกันของสังคม จึงนำไปสู่การเสนอให้คณะกรรมการร่วมกำหนดทิศทางการทำงานของ สสส. ที่ตั้งขึ้นโดย นพ.ปิยะสกล ได้ไปพิจารณาถึงแนวทางในการปรับปรุงทั้ง 3 ด้าน คือ 1.ขอบข่ายคำว่า สุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพที่เหมาะสม 2.ระบบงบประมาณ และ 3.ธรรมาภิบาล ตามที่ได้กำหนดไว้ใน 3 มาตรา ที่ท่านประธาน ศอ.ตช. ได้สรุปไว้ ซึ่งต้องไปหารือกับคณะกรรมการฯ ถึงแนวทางที่เหมาะสมในการปรับปรุงทั้ง 3 ประเด็นนี้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีวิธีที่เหมาะสมในการดำเนินการให้เป็นไปอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอหารือร่วมกับคณะกรรมการฯ เพื่อหาข้อยุติเสียก่อน

“การดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งเรื่องการทำงานตามขอบข่ายคำว่าสุขภาพ มีการกำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนตามความจำเป็นตามปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในเวลานั้นๆ ด้านงบประมาณ หรือระบบธรรมาภิบาลมีการกำหนดในรายละเอียดโดยคำนึงถึงความโปร่งใส และตรวจสอบ มีระเบียบปฏิบัติรองรับ อย่างไรก็ตาม สสส.น้อมรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อหาข้อยุติร่วมกันและเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อให้การทำงานของ สสส. ได้รับความเชื่อถือจากสังคม และเป็นไปตามประเด็นตามที่ประชุมได้หารือกัน และ มอบหมายให้คณะกรรมการฯ ของ สธ. หารือถึงแนวทางการจัดการการบริหารให้สมดุล แต่ไม่ได้ผูกขาดว่าควรจะใช้วิธีใด ซึ่งแก้กฎหมายเป็นหนึ่งในวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ต้องคำนึงถึงความคล่องตัวในการบริหารงาน ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่จะต้องไปให้มีการกำหนดรายละเอียด” ดร.สุปรีดา กล่าว

‘ทางเดินแม่เหล็ก’ถ่านไฟฉายเก่านำทางให้’ผู้พิการทางสายตา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215842.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
'ทางเดินแม่เหล็ก'ถ่านไฟฉายเก่านำทางให้'ผู้พิการทางสายตา'

‘ทางเดินแม่เหล็ก’ถ่านไฟฉายเก่านำทางให้’ผู้พิการทางสายตา’

            “ถ่านไฟฉาย” ที่ใช้แล้วเมื่อทิ้งไปก็จะกลายเป็นขยะอันตรายเพราะมีโลหะหนักปนเปื้อน แต่ทุกวันนี้ทำได้เพียงแค่การฝังกลบเท่านั้น ซึ่งขยะพิษเหล่านี้นับวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่วันนี้ น.ส.แพรวา ฐานนันทน์ นายสาธิต ประทีปธีรานันต์ และนายสิริวัช ทนงศักดิ์ 3 นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เกิดแนวคิดในการหาวิธีใช้ประโยชน์จากถ่านไฟฉายที่เสื่อมสภาพ มาผลิตสารแม่เหล็ก หรือเฟอร์โรแมกเนติก ขึ้น แล้วนำสารดังกล่าวมาฉาบหรือเคลือบลงบนผิวอิฐทางเท้าเพื่อใช้เป็น “ทางเดินแม่เหล็ก” ให้แก่ผู้พิการทางสายตา ซึ่งประโยชน์ต่อสังคมแทนการปล่อยให้ทิ้งเป็นขยะพิษ

ผศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า ถ่านไฟฉายนั้นเป็นแหล่งจ่ายพลังงาน แต่เมื่อเสื่อมสภาพแล้ว ถ่านไฟฉายยังคงมีสารที่มีประโยชน์ เช่น ออกไซด์ของซิงค์ และแมงกานิส หากเติมออกไซด์ของเหล็กเข้าไปเพิ่ม จะสามารถสังเคราะห์สารที่เรียกว่า “เฟอร์โรแมกเนติก” หรือสารแม่เหล็ก จึงมีแนวคิดในเรื่องของการกำจัดถ่ายไฟฉายที่เสื่อมสภาพ ผนวกเข้ากับเรื่องของผู้พิการทางสายตา ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้ได้ประยุกต์ใช้สารแม่เหล็กดังกล่าวมาทำทางเดินแม่เหล็ก ที่สามารถนำทางสำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อให้เขาสามารถเดินทางไปสู่จุดหมายได้โดยไม่สะดุด

น.ส.แพรวา ฐานนันทน์ กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลพบว่ากระป๋องยาฆ่าแมลง หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ และถ่านไฟฉาย จัดเป็นขยะที่มีการปนเปื้อนสารที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะถ่านไฟฉายที่เสื่อมสภาพแล้วและนับวันยิ่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่มีการนำไปรีไซเคิล พบว่า ในถ่านไฟฉาย 1 ก้อน จะประกอบด้วย แผ่นโลหะที่เป็นเปลือกหุ้ม จะถูกนำไปหลอมใหม่ ส่วนขั้วหรือหัวหมุดทองแดง ก็นำไปแปรรูปใหม่ได้ ขณะที่ผงถ่านถือเป็นส่วนที่เป็นปัญหา ซึ่งวิธีกำจัดส่วนใหญ่คือการนำไปฝังกลบ แต่ จากการลงพื้นที่สำรวจโรงกำจัดขยะพิษที่จ.ระยอง พบว่าขยะจากถ่านไฟฉายส่วนใหญ่กลับถูกทิ้งอยู่ในถัง ไม่มีการนำไปรีไซเคิลเพราะกังวลเรื่องของส่วนประกอบที่ปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วเราสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เพียงแต่ต้องหาวิธีการสกัดแยกและการกำจัดโลหะหนักที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทางกลุ่มได้รับมอบหมาย

นายสาธิต ประทีปธีรานันต์ กล่าวว่า เนื่องจากสารเฟอร์โรแมกเนติกที่เราผลิตขึ้นจากถ่านไฟฉายที่เสื่อมสภาพ มีคุณสมบัติใช้เป็นสารในการสร้างสนามแม่เหล็ก มีความแข็ง และมีความคงทนไม่ละลายน้ำ จึงน่าสนใจที่จะใช้เป็นสารเคลือบผิวคอนกรีต หรืออิฐ เพื่อสร้างทางเดินแม่เหล็ก เชื่อว่า แนวคิดนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้พิการทางสายตา ทำให้สามารถเดินได้สะดวกขึ้น เพราะทางเดินเท้าของผู้พิการทางสายตาที่มีอยู่ในปัจจุบันจะใช้การทำเป็นลอนนูน หรือปุ่มบนผิวอิฐทางเดิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้แก่ผู้พิการทางสายตาได้ทราบถึงจุดสิ้นสุด หรือระยะที่ต้องหยุดเพื่อความปลอดภัย

แต่อาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น หรือคนปกติทั่วไปที่ใช้ทางเท้าร่วมกัน แม้แต่ผู้พิการทางสายตาก็อาจเดินสะดุดกับผิวทางเดินที่ไม่เรียบได้ หากเราสามารถนำสารดังกล่าวมาเคลือบผิวทางเดินเป็นพื้นเรียบ และติดแถบแม่เหล็กที่บริเวณปลายไม้เท้า เมื่อผู้พิการใช้ปลายไม้เท้าแตะหรือสัมผัสกับพื้นผิวทางเดินที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กก็จะรู้สึกได้ถึงสัมผัสของแรงดูดที่เกิดขึ้นซึ่งช่วยนำทางให้กับผู้พิการเดินทางได้สะดวก และคนทั่วไปที่ใช้ทางเดินร่วมกันก็ไม่ต้องสะดุดกับพื้นผิวที่ไม่เรียบ

นายสิริวัช ทนงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ทางกลุ่มได้จำลองอิฐบล็อก และไม้เท้าขึ้น เพื่อทดสอบแรงดูด โดยได้จำลองอิฐบล็อกในขนาดความกว้าง 10 ซม. ยาว 20 ซม.และหนา 3 ซม.ซึ่งเป็นขนาดใกล้เคียงกับอิฐมาตรฐานทางเท้า โดยนำอิฐที่จำลองมาฉาบผิวหน้าด้วยสารแม่เหล็กที่พัฒนาขึ้นเคลือบลงบางๆ ในปริมาณ 3 กรัม ส่วนแม่เหล็กที่ติดปลายไม้เท้าจะมีสนามแม่เหล็กที่อยู่ระดับสูงกว่าอิฐแม่เหล็ก เมื่อสัมผัสกับผิวอิฐ ไม้เท้าจะถูกดูดด้วยสารแม่เหล็กที่พัฒนาขึ้นบนแผ่นอิฐทางเท้า ในระดับที่ผู้พิการทางสายตารับรู้ได้ แต่อิฐแม่เหล็กจะไม่ดูดแผ่นแม่เหล็กที่มีสนามแม่เหล็กต่ำๆ ไม่ว่าจะเป็นแม็กเนตหรือที่ติดตู้เย็น บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ในกรณีที่บัตรอิเล็กทรอนิกส์ตกลงบนพื้นทางเดินที่เคลือบสารดังกล่าว จะไม่ทำให้ข้อมูลในบัตรสูญหายแต่อย่างใด นอกจากนี้สนามแม่เหล็กของทางเดินแม่เหล็กจะไม่รบกวนคลื่นโทรศัพท์

ผลงานชิ้นนี้ได้มีการนำไปทดสอบกับผู้พิการทางสายตาที่โรงเรียนสอนคนพิการตาบอดกรุงเทพซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์นี้เป็นประโยชน์ต่อผู้พิการทางสายตาและสนใจจะนำมาทดสอบกับพื้นทางเดินภายในโรงเรียนโดยรอบต่อไปเมื่อผลงานแล้วเสร็จสมบูรณ์ ล่าสุด ผลงานชิ้นนี้ยังได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้เข้าร่วมประกวดนวัตกรรมในงาน “Taipei International Invention Show and Technomart 2015” ที่ไต้หวัน เมื่อวันที่ 30 กันยายน-4 ตุลาคม

‘ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่’วิถีพอเพียง@ ร.ร.บ้านสระเตยลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215841.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
'ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่'วิถีพอเพียง@ ร.ร.บ้านสระเตยลพบุรี

‘ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่’วิถีพอเพียง@ ร.ร.บ้านสระเตยลพบุรี : ภคจิรา จันทร์แดง 0 รายงาน นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ สพป.ลพบุรี เขต 1

           โรงเรียนบ้านสระเตย อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 1 (สพป.ลพบุรีเขต 1) เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีคุณครู 13 คน นักเรียน 183 คน เด็กต้องกินอาหารกลางวันที่โรงเรียน หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ผู้บริหารโรงเรียนต้องการให้เด็กๆ ได้รับอาหารที่ดี มีคุณค่า ปราศจากสารพิษตกค้าง ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่าต้องปลูก “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” เกษตรอินทรีย์ ที่แปลงนาข้างโรงเรียนจำนวน 2 ไร่ ตามวิถีพอเพียง

นางจุรีรัตน์ ทองพาณิชย์ รักษาการผู้อำนวยการ ร.ร.บ้านสระเตย ว่าปกติ โรงเรียนปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบทำนาโยนมา 4 ปี เพื่อประกอบอาหารกลางวันของนักเรียน มีเหลือก็แบ่งจำหน่าย รายได้ก็ใช้จ่ายหมุนเวียนเพื่อกิจกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียน เนื่องจากมีผู้อุปการคุณมอบที่ดินให้โรงเรียน มีจุดประสงค์ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะอาชีพด้านการเกษตรกรรมอาชีพหลักของชุมชน โรงเรียนจึงได้บูรณาการเข้ากับกลุ่มมการงานอาชีพ ใช้เวลาหลังเลิกเรียนบ่ายสองโมงครึ่งไปแล้ว มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ร่วมกิจกรรม

“ในปีนี้ทราบว่า ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่จ.ชัยนาท ต้องการโรงเรียนร่วมโครงการทำนาที่ลดต้นทุนและปลอดสารเคมี ซึ่งโรงเรียนของเรามีคุณสมบัติหมาะสมเพราะเป็นโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงของสพป.ลพบุรี เขต 1 จึงนำเสนอสภานักเรียน ที่มีคณะครูและบุคลากรของโรงเรียน ปราชญ์ชาวบ้าน ร่วมกันพิจารณาและได้ข้อสรุปว่า อยากให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการทำนาแบบใหม่ที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและไม่ใช้สารเคมี ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” นางจุรีรัตน์ กล่าว

นางอณุภา ปัญญาดิลก หรือม่วย ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่ จ.ชัยนาท เล่าว่า ศูนย์ช่วยดูแลให้คำแนะนำและสนับสนุนเรื่องเมล็ดพันธ์ุข้าวกับโรงเรียน เพราะต้องการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำนาที่ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและไม่ใช้สารเคมีในการทำนา ต้องการเปลี่ยนเจตคติเรื่องอาชีพการทำนาว่าต้อยต่ำและไม่สามารถสร้างฐานะได้ ถ้าให้ความรู้กับชาวนาดั้งเดิมจะเกิดประโยชน์น้อยมาก

“แต่ถ้าปลูกฝังเจตคติและทักษะให้ทดลองทำจริงกับเด็กจะได้ผลง่ายกว่า และนักเรียนจะถ่ายทอดให้ผู้ปกครอง ญาติพี่น้องรับรู้วิธีการทำนาแบบใหม่ทุกขั้นตอน และเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้และลงมือทำทุกขั้นตอนก็จะได้องค์ความรู้ ม่ีประสบการณ์ตรง สามารถจดจำ เป็นความรู้ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียน” นางอณุภา กล่าว

ขณะที่ ด.ญ.ธมลวรรณ มุกดา นักเรียนชั้นม.3 เล่าว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมทำนาเมื่อขึ้นชั้นม.1 ถึงตอนนี้ทำนามา 2-3 ปี แล้วชอบมากๆ ที่ได้ร่วมเพาะข้าวลงในแผงเพาะ พอข้าวที่เพาะได้ 15 วัน ก็นำข้าวมาช่วยกันโยนข้าวลงนา ตั้งแถวเป็นแนวโยนจนเสร็จ ทิ้งช่วงเวลาให้ปุ๋ยเป็นระยะจนกระทั่งเก็บเกี่ยว พอมาปีการศึกษานี้ คุณครูบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำนาแบบใหม่คือ ตีตาราง ปาเป้า ข้าวต้นเดียว เพื่อลดต้นทุนและไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยา

“มีพี่ม่วย ผอ.ศูนย์เรียนรู้ มาเป็นวิทยากร พี่ม่วยเล่าถึงวิธีการทำนาแบบใหม่ รู้สึกตื่นเต้น พี่ม่วยสวยและเก่งมาก สอนตั้งแต่วิธีการคัดเลือกเมล็ดข้าว จนถึงขั้นตอนสุดท้าย ปีนี้มีนักเรียนชั้น ป.6 เข้าร่วมกิจกรรมด้วย พวกพี่ๆ ก็จะเป็นพี่เลี้ยงช่วยแนะนำน้องๆ จนพวกเราเกิดความรักความสามัคคีที่ได้ทำนาร่วมกัน มีความสุขทุกครั้งที่ได้ร่วมกิจกรรม ทุกขั้นตอนการทำนาได้สรุปความรู้ถ่ายทอดเป็นแผนผังความคิด เรียงความ แต่งคำประพันธ์ จัดทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก ซึ่งสนุกมาก ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยค่ะ แต่พวกเรามีความสุขและสนุกมากเช่นกันค่ะ” ด.ญ.ธมลวรรณ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

กระบวนการเพาะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ใช้เวลา 3 เดือนกว่าๆ เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ดพันธ์ุ 15 วัน ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ ระหว่างรอกล้าข้าวโต ก่อนที่จะลงมือทำการเพาะปลูก 7 วัน เตรียมแปลงนาด้วยการไถนาและใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงย่อยตอซัง 5 ลิตรต่อไร่ สาดให้ทั่วหรือปล่อยพร้อมน้ำเพื่อย่อยตอซังได้เร็วขึ้น ลดสารพิษในดิน หว่านแหนแดงเพื่อควบคุมหญ้า พอครบ 15 วัน ทำการตีตารางปาเป้าเพื่อปลูกข้าวต้นเดียวต่อ 1 ช่องตาราง ด้วยเครื่องมือตีตาราง ระยะห่าง 30:30 ซม. เพื่อให้ข้าวแตกกอดี เมื่อข้าวอายุได้ 20 วัน หลังการปาเป้า จะปล่อยน้ำออกจากนาเพื่อแกล้งข้าว ให้ข้าวแตกกอมากกว่าเดิมและแข็งแรง เมื่อข้าวอายุได้ 40 วัน นำน้ำเข้านา ช่วงระหว่างนำน้ำเข้านา ให้เทจุลินทรีย์ระหว่างวิดน้ำไร่ละ 2 ลิตร ทิ้งไว้ 7 วัน จึงปล่อยน้ำออกจากนา เมื่อข้าวอายุครบ 70 วัน นำน้ำเข้านาอีกครั้ง และใส่จุลินทรีย์เพื่อบำรุงรวงข้าวอีกไร่ละ 1 ลิตร ทิ้งไว้ก่อนเก็บเกี่ยว 15 วัน ก็จะได้ข้าวต้นแข็ง กอใหญ่ ใบตั้ง รวงยาว ข้าวเต็มเมล็ด

จากสถิติศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่ จ.ชัยนาท เคยปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ได้ผลผลิตสูงสุด 70 ถังต่อ 1 ไร่ สูงกว่าปกติถึง 5 เท่า ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง ในวันที่เก็บเกี่ยว มีชาวบ้าน ทหาร ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน และทีมงานวิทยากร คณะครู และนักเรียน ร่วมกันเก็บเกี่ยวอย่างมีความสุข ดร.ปัญญา แก้วเหล็ก ผอ.สพป.ลพบุรี เขต 1 เผยว่า รู้สึกยินดีที่ร.ร.บ้านสระเตย ได้นำเกษตรอินทรีย์เข้ามาสู่แปลงนา เปรียบเสมือนห้องเรียนห้องใหญ่ ที่ให้ความรู้แบบไร้ขีดจำกัด เปลี่ยนการเรียนการสอนในตำรามาเป็นการปฏิบัติจริง นักเรียนได้พบปัญหาจริง และเรียนรู้วิธีที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง ฝึกความอดทนและการรอคอย ฝึกให้นักเรียนคิดเชิงระบบ รู้จักรักและสามัคคีกัน รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ ที่สำคัญ ทำให้เด็กๆ มีจิตใจสงบ เยือกเย็น อ่อนโยนและรู้สึกเป็นอิสระ มีความสุขกับการเรียน

“นี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่สอนให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นอย่างแท้จริง ต้องขอขอบคุณคณะครู ผู้ปกครอง ทหาร และวิทยากรจากศูนย์เรียนรู้ฯตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ทำให้มีความสำเร็จในวันนี้”

ณ วันนี้ ร.ร.บ้านสระเตย ได้รับการคัดเลือกจาก “ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่จังหวัดชัยนาท” เป็นโรงเรียนทดลองการทำนาแบบตีตารางปาเป้าข้าวต้นเดียวโดยใช้เทคนิคเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว ใช้น้ำน้อย เป็นแหล่งรวมและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ให้ผู้ที่สนใจเยี่ยมชมแปลงนาจากทั่วประเทศไทย ผ่านกิจกรรมภายใน “ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาชาวนารุ่นใหม่” ซึ่งเป็นที่ตั้งแปลงนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นแหล่งอนุบาลและส่งเสริมการใช้แหนแดง

‘13ปีสสส.’ต้องทบทวนบทบาท!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151027/215843.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558
‘13ปีสสส.’ต้องทบทวนบทบาท!

‘13ปีสสส.’ต้องทบทวนบทบาท! : ทีมข่าวโต๊ะการศึกษา-สาธารณสุข0รายงาน

              คงไม่มีข้อสงสัยถึงผลงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่หลายๆ โครงการสามารถชี้ให้เห็นอันตรายของสิ่งที่ทำลายสุขภาพ ส่งผลให้เกิดการป้องกันโรคของคนไทย อาทิ โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา งานบุญปลอดเหล้า ให้เหล้า=แช่ง คนไทยไร้พุง พื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่และสวดมนต์ข้ามปี เป็นต้น

แต่สำหรับข้อสงสัยเรื่อง “การใช้งบประมาณ” เป็นประเด็นที่ต้องแยกออกจาก “ผลงาน” เพราะ สสส.เป็นองค์กรที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ ในอัตรา 2% โดยปี 2545 ปีแรก สสส.ได้รับงบ 1,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนปี 2557 ได้รับ 4,064 ล้านบาท รวม 13 ปี ได้รับงบกว่า 35,000 ล้านบาท ถือว่าไม่น้อย!!!

สสส.ถูกตั้งคำถามมานานเกี่ยวกับเรื่องงบ ตั้งแต่เรื่อง “การจัดสรรงบให้กับกลุ่มคนหรือองค์กรหน้าเดิมๆ” ซึ่งดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการ สสส. เคยชี้แจงกับ “คม ชัด ลึก” ว่า “บางโครงการจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องในการดำเนินงาน” จนถึงรัฐบาลยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามที่จะกะเทาะงบ สสส.มาแล้วครั้งหนึ่ง จากการที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เสนอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ส่วนที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณให้เป็นตามวินัยการเงินการคลัง ที่เสนอให้นำภาษีสุราและยาสูบส่วนที่จัดสรรให้ สสส. และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) ดำเนินการผ่านระบบงบประมาณแผ่นดินเหมือนหน่วยงานภาครัฐ แต่เกิดแรงต้านจนเงียบไป

กระทั่ง ล่าสุด ปรากฏผลสอบ สสส.ของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาว่า การอนุมัติเงินอุดหนุนโครงการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สสส. ได้แก่ โครงการสวดมนต์ข้ามปี วงเงิน 33.45 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนการส่งคนไปปฏิบัติงานในองค์การอนามัยโลก วงเงิน 3.84 ล้านบาท ไม่ได้ช่วยสร้างเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและการลดการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชาชนตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สสส.

และศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาทบทวนการบริหารจัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกำหนดแนวทางแก้ไขให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธาน ก่อนที่ “ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์” จะประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการ สสส.ท่ามกลางเสียงแว่วว่า เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่จะโดนมาตรา 44

ประเด็นการให้งบผิดวัตถุประสงค์ สสส.ยากที่จะอธิบายต่อสังคม เมื่อปรากฏโครงการที่ผ่านการอนุมัติจาก สสส.แต่ดูเหมือนจะไม่อยู่ในขอบข่ายเรื่องสุขภาพตามความหมายที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ อย่างเช่น “โครงการทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย” ของ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2553-ต้นปี 2556 โดยในบทสรุปพูดถึงเรื่องของความขัดแย้งทางการเมือง ที่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงกลุ่มชนชั้นทางเศรษฐกิจ ทำให้ถูกสงสัยมากว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างไร เป็นต้น

จุดที่ไม่ลงล็อกของเรื่องอยู่ที่การ ตีความ คำว่า “สุขภาพ” ที่แตกต่างกัน สสส.ให้ความหมายแบบกว้างเกินไป ครอบคลุมเรื่อง “สุขภาวะ” ที่หมายรวมถึง “กาย จิต สังคม และ ปัญญา” ดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 6 ข้อ 1.ส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กจนสูงอายุ 2.สร้างความตระหนักของประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงเพื่อลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ 3.สนับสนุนการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 4.สนับสนุนการวิจัยที่ทำให้เกิดการสร้างเสริมสุขภาพ 5.พัฒนาความสามารถของชุมชน องค์กรเอกชน องค์การสาธารณประโยชน์ และหน่วยงานภาครัฐ และ 6.สนับสนุนการจัดกิจกรรมและสื่อเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

“แต่อำนาจของ สสส.คือ เรื่องสุขภาพ การทำงานต้องชัดเจนตามกฎหมายที่มี เพราะการทำงานที่กว้างจนเกินไป ทำให้มองว่า การดำเนินงานของ สสส.ดูไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพ การเข้าไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ของ สสส.ก็ต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และอธิบายได้ชัดเจนว่าให้ผลลัพธ์ทางสุขภาพอย่างไร” นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็น

สอดรับกับความเห็นของ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล” กล่าวว่ากำหนดกรอบการทำงานด้านสุขภาพของ สสส.ให้ชัดเจน จะตีความตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มิเช่นนั้นก็จะดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม จุดสุดท้ายของการตรวจสอบการใช้งบของ สสส.จะอยู่ที่ ประธานกรรมการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มี “พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน

หากแม้นพบว่าผิดจริง !!! นอกเหนือจากการต้องดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบแล้ว จะต้องหาทางออกเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ ซึ่งเมื่อปัญหาเกิดขึ้นจากการตีความสุขภาพต่างกัน ก็ต้องปรับด้วยการ กำหนดกรอบสุขภาพ ให้ตรงกัน ส่วนการใช้งบผิดวัตถุประสงค์เป็นเรื่องของงบขาออก ต้องสร้างกลไกการอนุมัติโครงการ เพื่อให้ สสส.ดำเนินการตามวัตถุประสงค์เรื่องสุขภาพที่แท้จริง และป้องกันความไม่โปร่งใสหรือผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่คงจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่งบขาเข้า ด้วยการนำระบบการจัดสรรงบให้ สสส.เข้าไปอยู่ในกลไกเดียวกับหน่วยงานราชการ เพราะไม่อาจปฏิเสธว่า การมีองค์กรที่ได้รับงบเช่นนี้ ทำให้การทำงานไหลโล่ง ต่างจากระบบราชการ ส่งผลให้หลายๆ งานเกิดผลต่อการสร้างเสริมสุขภาพที่ตรงและเร็วกับประชาชน

กลไกการอนุมัติโครงการของสสส.

โครงการที่พัฒนาเสร็จสิ้น เสนอต่อสำนักงานภายใน สสส.ที่เกี่ยวข้อง ส่งโครงการกลั่นกรองวิชาการ ก่อนเสนอเข้าสู่การอนุมัติตามขนาดโครงการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา ดังนี้

ขนาดโครงการ ต่อจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ

มากกว่า 20 ล้านบาท 7 คนโดยการประชุมผ่านคณะกรรมการบริหารแผนแต่ละด้าน

มากกว่า 10-20 ล้านบาท 7 คนโดยการประชุม

มากกว่า 5-10 ล้านบาท 7 คน

มากกว่า 1-5 ล้านบาท 5 คน

มากกว่า 2 แสน-1 ล้านบาท 3 คน

มากกว่า 2 แสนบาท 1 คน

ผลงานของสสส.

โครงการงดเหล้าเข้าพรรษา

โครงการงานบุญปลอดเหล้า

โครงการให้เหล้า=แช่ง

โครงการคนไทยไร้พุง

โครงการพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่

โครงการสวดมนต์ข้ามปี

โครงการรณรงค์ลดนักสูบหน้าใหม่

โครงการรับน้องปลอดเหล้า

โครงการสถานศึกษาปลอดเหล้่า

โครงการเด็กไทยอ่อนหวาน

โครงการโรงเรียนรักเดิน

โครงการค่ายเยาวชนจิตอาสา

โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์

โครงการพื้นที่นี้ดีจัง
*****  ฯลฯ ***********