‘เทคโนฯสยาม’ส่งแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ทีมแรกทีมเดียวของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215817.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
‘เทคโนฯสยาม’ส่งแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ทีมแรกทีมเดียวของไทย
‘เทคโนฯสยาม’ส่งแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ทีมแรกทีมเดียวของไทย

เทคโนฯสยาม ส่งทีมเข้าแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ 100% ที่ประเทศออสเตรเลีย ทีมแรก และทีมเดียวของไทย

 

          วันที่ 26 ตุลาคม 2558 อาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18-25 ตุลาคม  ที่ผ่านมา มีงาน World Solar Challenge 2015 ที่ ประเทศออสเตรเลีย โดยทั่วโลกได้ส่งทีมแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแข่งขันท้าความเร็วจากรถที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศไทยได้ส่งตัวแทนทีมนักศึกษาคณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โดยมี ดร.ฐกฤต ปานคลิบ เป็นหัวหน้าทีม งานนี้มีทีมนำรถเข้าแข่งขันกว่า 46 คัน จาก 25 ประเทศทั่วโลก 
          อาจารย์พรพิสุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันดังกล่าวผู้ที่เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องออกเดินทางจากเมืองดาร์วิน ไปยังเมืองแอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย เป็นระยะทางทั้งหมด 1,864 ไมล์ หรือ ประมาณ 3,000 กิโลเมตร โดยงานนี้ถือเป็นการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ซึ่งวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ก็ส่งทีมเข้าแข่งขันเป็นครั้งแรก ทีมแรกและทีมเดียวในประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จเข้าเส้นชัยเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบผลว่าได้ลำดับเท่าไหร่ เพราะต้องประมวลผลเวลาเป็นทางการอีกครั้ง แต่ที่น่าประทับใจคือเข้าเส้นชัยเป็นผลสำเร็จ ไม่ได้เข้าเส้นชัยเป็นทีมสุดท้ายอย่างที่กังวล
          “ทีมของนักศึกษาเราเข้าเส้นชัยอยู่ที่เวลา 49.25 ชั่วโมง โดยอันดับสุดท้ายใช้เวลา 62.15 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราเข้าเส้นชัยในระดับกลางๆ ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจ เพราะสิ่งที่เราคาดหวังในการแข่งขันในครั้งแรก คืออย่างแรกต้องปลอดภัย อย่างที่สองได้เก็บประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด  และสามเข้าเส้นชัยได้ ทีมเราถือว่าบรรลุผลที่หวัง และเกินคาดคือไม่ได้ที่โหล่ กลับอยู่ระดับกลางๆ ซึ่งทำได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ด้วยซ้ำ” อาจารย์พรพิสุทธิ์ กล่าว

 

เปิดม่านการศึกษา : 26 ต.ค. 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215714.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
เปิดม่านการศึกษา : 26 ต.ค. 58

เปิดม่านการศึกษา : 26 ต.ค. 58 : โดย…ครูแจ่ม

                      นับเป็นอีกปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อ “ศ.พิเศษ ดร.ภก.สุมนต์ สกลไชย”  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)  ผู้ประสบความสำเร็จในการบริหาร มข.และองค์กรนานาชาติหลายแห่ง ได้ตัดสินใจเข้าสู่ การเลือกตั้งกรรมการสภาเภสัชกรรม วาระที่ 8 ซึ่งถือว่าสร้างความคึกคักให้แก่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น้อย
                      “สุมนต์ สกลไชย” เป็นเภสัชกรที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ที่น้อยคนนักจะทำได้ เป็นทั้งนักวิชาการ นักกฎหมาย นักการศึกษา และนักบริหาร ที่มีผลงานโดดเด่นและได้รับการยอมรับอย่างสูงยิ่งในแวดวงการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์มากมาย
                      สำหรับผลงานสร้างชื่อประกอบด้วยการจัดตั้ง “คณะเภสัชศาสตร์” มข. จนมีชื่อเสียงและมั่นคง ร่วมในการจัดตั้ง “คณะเภสัชศาสตร์”  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พัฒนาและบริหาร มข.ให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนได้รับเลือกเป็น “มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ”  และติดอันดับ “1 ใน 500” ของมหาวิทยาลัยโลก จากการจัดอันดับโดย Times Higher Education และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกมากมาย
                      กรณีศึกษา “อาปัติ”…แว่วว่า “ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา” คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดโครงการ “HMA Film Talk” นำอาจารย์และนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์กว่า 300 คน ร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง “อาปัติ : บาปกรรมปลงอาบัติได้?” นักศึกษาจะได้รับฟังแง่คิดจากภาพยนตร์โดย “คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว” ผู้อำนวยการสร้าง และ “คุณขนิษฐา ขวัญอยู่” ผู้กำกับภาพยนตร์ ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม รอบ 17.20 น. ณ โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีแพล็กซ์ รัชโยธิน กรุงเทพฯ

2 มุมวิวาทะ ‘เอกซเรย์ สสส.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215771.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
2 มุมวิวาทะ 'เอกซเรย์ สสส.'

2 มุมวิวาทะ ‘เอกซเรย์ สสส.’ : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                      เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า ทำไม คสช.ต้องตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบ “สสส.” ?
                      สสส. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อตั้งขึ้นตาม “พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544” เป็นหน่วยงานรัฐ ที่มีงบประมาณหลักมาจากเงินภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ ในอัตราร้อยละ 2 อธิบายง่ายๆ ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน คือ มาจาก “ภาษีบาป 2%” ของน้ำเมาและบุหรี่ที่รัฐจัดเก็บมาได้
                      เริ่มทำงานจริงจังเมื่อปลายปี 2545 หรือ 13 ปีที่แล้ว งบประมาณปีแรกประมาณ 1.5 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้นทุกปี
                      ล่าสุดปี 2557 กองทุน สสส.ได้รับเงินเพิ่มเป็น 4 พันล้านบาท หากดูยอดรวมเงินทั้งหมด 13 ปี มีมากถึง 3.5 หมื่นล้านบาท
                      เงินที่ได้เอาไปทำอะไร ?
                      ภารกิจหลักของ สสส.คือ การสร้างเสริมสุขภาพประชากรทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติ โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง และลดการดื่มสุรากับสูบบุหรี่ หรือสารอื่นที่ทำลายสุขภาพ
                      ผลงานของ สสส.ทุกคนจำได้แม่นยำคือ การรณรงค์ “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” “เลิกเหล้า เลิกจน” และ “สูบบุหรี่ทำร้ายคนรอบข้าง” ฯลฯ หลังจากระดมออกสื่อทุกรูปแบบทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม หลายปีที่ผ่านมาในกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่นิยมใส่ขวดเหล้ามาด้วยนั้น แทบจะไม่เห็นอีกต่อไป เปลี่ยนเป็นข้าวกล้องหรืออาหารเสริมสุขภาพแทน เพราะไม่อยากโดนครหาว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่ในร้านอาหารหรือตามท้องถนนสาธารณะ กลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจ…
                      นอกจากต่อต้านเหล้าและบุหรี่แล้ว สสส.เริ่มขยับทำกิจกรรมอีกมากมายเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของคนไทย เช่น อุบัติเหตุท้องถนน สุขภาพแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ชุมชนเข้มแข็ง ส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาสื่อมวลชน ฯลฯ
                      เมื่อจำนวนเม็ดเงินเข้ามาเกือบปีละ 3-4 พันล้านบาท ย่อมมีการขยายโครงการมากขึ้น ทำให้โดนตำหนิว่าไม่ได้ทำตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างแท้จริง เช่น การสนับสนุนงานสวดมนต์ข้ามปี การรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน งานกิจกรรมด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ
                      ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเม็ดเงินมากขึ้น ปัญหาการให้เงินและตรวจสอบการใช้เงินก็เริ่มมากขึ้นตามไปด้วย
                      “กลุ่มเฝ้าระวัง สสส.” หรือกลุ่มสนับสนุนคำสั่งของ คสช.ให้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ สสส. เพราะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ สสส.มานานแล้ว พร้อมวิเคราะห์ให้ฟังว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สสส.มีปัญหาในการทำงาน 3 ข้อใหญ่ด้วยกัน คือ
                      1.ปัญหาการให้เงินทุนทำกิจกรรม ส่วนใหญ่ให้พรรคพวกหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เป็นเครือข่ายกลุ่มคนใน สสส.หรือกลุ่มหน้าเดิมๆ ที่เคยทำกิจกรรมกับ สสส.มาก่อน กลุ่มคนหน้าใหม่มักไม่ได้รับการสนับสนุน แม้ว่าเป็นโครงการที่ดีก็ตาม
                      2.ปัญหาการทำบัญชีระเบียบการเบิกจ่ายใช้เงินยุ่งยากซับซ้อน ทำให้กลุ่มชุมชนที่รับผิดชอบโครงการของ สสส.มีปัญหาหลังจากรับเงินมาทำกิจกรรมแล้ว และการประเมินโครงการไม่ได้วัดที่ผลประโยชน์ของชาวบ้านอย่างแท้จริง
                      3.ปัญหาการไม่ทำตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เนื่องจาก สสส.เป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องทำตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อ ซึ่งกำหนดชัดเจนใน พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพฯ ดังนั้นจะมาตั้งวัตถุประสงค์หรือเปลี่ยนแปลงตามใจชอบของผู้บริหารไม่ได้
                      ด้าน “กลุ่มสนับสนุน สสส.” อธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า การใช้จ่ายเงินเพื่อทำกิจกรรมของ สสส.แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักด้วยกันคือ 1.“โครงการที่ สสส.รับผิดชอบ” ในแต่ละปีมีประมาณเกือบ 1,000 โครงการ และ2.โครงการที่ไปสนับสนุนพันธมิตรหรือเครือข่ายภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ ในส่วนนี้มีประมาณ 3-4 พันโครงการ
                      เมื่อเงินมีมากขึ้น โครงการก็หลากหลายมากมายตามไปด้วย แม้ตอนยื่นขอทำโครงการจะระบุวัตถุประสงค์ตรงกับ สสส. แต่พอกิจกรรมทำไปได้สักพัก ผู้ทำกิจกรรมอาจไม่ทำตามวัตถุประสงค์ก็ได้ ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง แต่กิจกรรมเหล่านี้มีเพียงไม่กี่ร้อยโครงการจากทั้งหมด 4,000 กว่าโครงการ
                      ที่สำคัญคือ การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้หมายถึงเฉพาะสุขภาพร่างกาย แต่รวมถึงสุขภาพจิต หรือด้านจิตใจด้วย ส่วนเรื่องกิจกรรมการเมืองนั้น ต้องไปดูว่าเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ชุมชนมีสุขภาพเข้มแข็งหรือไม่
                      ปัญหาการสนับสนุนเฉพาะ “พรรคพวกหน้าเดิมๆ” นั้น มีคำอธิบายว่า เพราะกลุ่มคนที่เคยทำมีผลงานดีและชัดเจน มีประโยชน์ต่อสังคม ประเมินผลสำเร็จของโครงการออกมาผ่านตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ถ้ากลุ่มนี้ยื่นเรื่องขอทุนทำเพิ่มในปีต่อไปก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะการหาพันธมิตรมาทำงานเพื่อสังคมอย่างจริงจังไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่กลุ่มใหม่ที่ต้องการเงินไปทำกิจกรรมต้องผ่านการพิจารณาละเอียด เพราะเคยเจอปัญหาทำไปได้ครึ่งเดียวแล้วเลิกทำจำนวนมาก
                      นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการทำบัญชีก็เป็นปัญหาใหญ่ สสส.มีคณะทำงานตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของทุกโครงการ ทำให้ต้องการเอกสารหลักฐานเบิกจ่ายเงินที่เชื่อถือได้ บางครั้งอาจสร้างความยุ่งยากให้แก่กลุ่มชาวบ้านที่มาร่วมงาน แต่ สสส.พยายามจัดอบรมให้ความรู้การทำบัญชีเป็นระยะๆ
                      ล่าสุด วันที่ 21 ตุลาคม 2558 กลุ่มเครือข่ายเอ็นจีโอ และเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เช่น มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน โครงการฟื้นฟูคาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา โครงการสื่อละครชุมชนสำหรับเด็ก-เยาวชน จ.เชียงใหม่ ฯลฯ ได้ออกแถลงการณ์ 5 ข้อสนับสนุนให้มีการตรวจสอบ สสส.อย่างเปิดเผย โปร่งใส ปราศจากการเลือกปฏิบัติ สรุปใจความได้ว่า
                      1.ขอให้กระบวนการตรวจสอบเปิดเผย โปร่งใส ตามหลักธรรมาภิบาล เปิดโอกาสให้ชี้แจงและสังคมมีส่วนร่วม ไม่เลือกปฏิบัติ
                      2.การวินิจฉัยว่า สสส.ได้ใช้จ่ายงบประมาณว่าผิดประเภทหรือวัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องยึดถือตามเนื้อหากฎหมายที่กำหนด 6 ข้อไว้ชัดเจน
                      3.สสส.เป็นตัวอย่างที่องค์การระหว่างประเทศนำไปเป็นแบบอย่าง ควรที่สังคมไทยจะได้ขยายบทเรียนไปใช้กับการปฏิรูปด้านต่างๆ
                      4.ขอสนับสนุนให้ สสส.กระจายการใช้งบประมาณโดยคำนึงถึงการสร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนต่อสุขภาพของสังคม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับประชาชนที่ด้อยโอกาส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย กระบวนการดำเนินการ และตรวจสอบมากขึ้น
                      5.การปฏิรูปประเทศต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเกี่ยวกับ สสส.และอีกหลายกรณี กลับดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม
                      ขณะนี้เครือข่ายภาคประชาชน ทั้ง “กลุ่มเฝ้าระวัง” กับ “กลุ่มสนับสนุน” กำลังจับตาดูว่า คณะทำงานที่ “คสช.” แต่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบ “สสส.” นั้น ท้ายสุดจะสรุปผลตรวจสอบออกมาอย่างไร ?
——————-
(2 มุมวิวาทะ ‘เอกซเรย์ สสส.’ : โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ)

ทางออกการเรียนการสอนของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215719.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
ทางออกการเรียนการสอนของไทย

เปิดวิสัยทัศน์ : ‘ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว’ ถกเถียงในชั้นเรียน-ชนะด้วยข้อมูล ทางออกการเรียนการสอนของไทย : โดย…หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ

                      “ประเด็นที่เป็นวิกฤติของการศึกษาของประเทศในวันนี้คือ เราสร้างเยาวชนให้เป็นนกแก้วนกขุนทอง ใครท่องเก่ง ใครจำได้มาก ใครหาคำตอบได้เร็ว ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนเก่ง คนเหล่านี้ก็สอบเข้าศึกษาต่อและเลือกอาชีพได้ ผู้ปกครองก็ยินดี ครูก็ภาคภูมิใจ และสถานศึกษาก็ได้รับชื่อเสียง ในขณะที่ระบบการศึกษาของประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มุ่งสร้างเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ให้เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ ซึ่งคำที่ใช้เป็นเป้าหมายของการศึกษาในอนาคตที่ได้ยินติดหูคือ คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรม” ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าว
                      ดังนั้น หัวใจของการรื้อระบบการศึกษาคือ การปรับการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนักคิด นักประดิษฐ์ ไม่ใช่เป็นนักจำ ในอนาคตอันใกล้นี้มือถือเครื่องเดียวก็จะสามารถจำอะไรได้มากกว่าสมองมนุษย์ เราไม่ต้องท่องต้องจำอีกแล้ว แต่ต้องรู้ว่า ถ้าจำอะไรไม่ได้ หรือถ้าอยากรู้เรื่องอะไร จะไปหาจากแหล่งไหน และจะกรองหรือแยกแยะให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างไร
                      ศ.ดร.สุพจน์ ตั้งคำถามว่า หากถามว่าการสร้างนักคิดจะทำอย่างไร คำตอบหาได้ไม่ยากเลย มีทั้งตัวอย่างในประเทศและต่างประเทศ เพียงแต่นำมาปรับให้เหมาะสมกับบริบทความเป็นไทย ตัวอย่างในประเทศที่ควรนำมาวิเคราะห์และนำมาปรับใช้คือ ประเทศไทยส่งนักเรียนไปแข่งขันวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โอลิมปิกมานานกว่า 10 ปี ซึ่งในแต่ละปีมีประเทศที่ส่งเยาวชนเข้าร่วมมากกว่า 100 ประเทศ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ ถ้าวัดด้วยจำนวนเหรียญรางวัลที่ได้จากการแข่งขัน ระดับความรู้ของเยาวชนไทยจัดอยู่ในระดับ 10 ประเทศแรกของโลก ในขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่จัดให้มีการวัดและเปรียบเทียบระดับการศึกษาของประเทศกลับชี้ออกมาว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 ในกลุ่มประเทศอาเซียน
                      ทว่าการที่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศถูกจัดไว้ในอันดับรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน คงสรุปเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหา ในขณะที่นักเรียนที่ถูกเก็บตัวเข้าค่ายติวเข้ม แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สามารถคว้าเหรียญรางวัลได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งก็นำไปสู่ข้อสรุปว่าเยาวชนไทยมีความสามารถไม่แพ้ชาติใดในโลก และสิ่งที่น่าเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศคือ ระบบการเรียนรู้ในค่ายติวเข้ม ก่อนส่งนักเรียนไปแข่งขัน
                      ถ้าดูลึกลงไปว่า การเรียนและการวัดผลตามวิธีการของโอลิมปิกต่างจากการเรียนปกติอย่างไร สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ข้อสอบโอลิมปิกข้อเดียว อาจจะมีไม่กี่บรรทัด แต่ให้เวลาทำและเขียนออกมาหลายชั่วโมง นั่นหมายถึงว่า ผู้เรียนต้องเข้าใจแก่นของเนื้อหา ต้องฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ อธิบายด้วยข้อมูลอย่างมีเหตุมีผล
                      นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า หัวใจของวิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างคนให้เป็นนักคิดอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทของครู จากที่เคยสอน พูดอยู่คนเดียวทั้งชั่วโมงและป้อนทุกอย่าง ซึ่งความรู้ที่เกิดใหม่ทุกวินาที มีจำนวนมหาศาล จะป้อนอย่างไรก็ไม่มันครอบคลุมทั้งหมด บทบาทใหม่ของครูที่ควรทำในเวลา 1 ชั่วโมงในชั้นเรียนคือ สรุปเฉพาะในส่วนที่เป็นแก่นของความรู้ในเรื่องนั้นๆ ให้ผู้เรียนได้เข้าใจ โดยใช้เวลาน้อยที่สุดขึ้นกับความยากง่ายของเนื้อหา และใช้เวลาที่เหลือในการยกกรณีที่ใกล้ตัวที่เกี่ยวข้อกับบทเรียนขึ้นมา ให้ผู้เรียนได้ “ถกเถียง” ถกระหว่างนักเรียนกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนกับครู
                      “การถกเถียงในชั้นเรียน การโต้แย้งและเอาชนะกันด้วยขอมูล ฟังเสียงและความเห็นจากทุกคน รู้แพ้รู้ชนะด้วยเหตุด้วยผล เป็นหัวใจขอการศึกษารูปแบบใหม่ เป็นกระบวนการสร้างปัญญา ที่จะนำไปสู่การคิดนอกกรอบ สู่ความคิดสร้างสรรค์ และสู่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และอีกประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้แบบใหม่นี้คือ ครูได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับนักเรียนผ่านการถกเถียงและข้อมูลใหม่ๆ ที่มีจำนวนมหาศาลที่นักเรียนต่างคนต่างไปค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนกัน อย่างไรก็ตาม พึงระวังไว้ว่า การถกเถียงโดยไม่รู้จริง จะเป็นการเพ้อฝันมากกว่าการสร้างสรรค์ ดังนั้น การให้แก่นของเนื้อหาที่ลึกซึ้งเพียงพอก่อนที่จะให้มีการถกเถียง จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและถือเป็นความรับผิดชอบของครู” นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ระบุ
                      รูปแบบของการศึกษาที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดียวกับที่กระทรวงศึกษาธิการ พยายามยามนำมาปฏิบัติเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ใช้คำว่า “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งมาในยุคนี้อาจจะเปลี่ยนมาใช้คำใหม่เช่น สเต็ม (STEM) ซึ่งหมายถึงการตั้งโจทย์ที่บูรณาการระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ (S: Science) เทคโนโลยี (T: Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (E: Engineering) ซึ่งหมายรวมถึงทักษะงานช่างต่าง ๆ และวิชาคณิตศาสตร์ (M: Mathematics) เพื่อให้นักเรียนได้ถกเถียงและฝึกปฏิบัติ
                      หรืออีกหนึ่งคำที่ดูจะสร้างความฮือฮาในวงการศึกษามากคือคำว่า “ห้องเรียนกลับข้าง” (Flipped class room) นั่นหมายความว่า การเรียนการสอนต้องไปเดินดูและสัมผัสกับสภาพที่แท้จริงนอกห้องเรียน แล้วนำมาถกถียงกันในชั้นเรียน ความกลับข้างจะอยู่ที่ว่า เข้ามาในห้องเรียนต้องมาคุยกัน ซึ่งกฎเหล็กของโรงเรียนจำนวนมากยังคงเป็น “ห้ามคุยกันในชั้นเรียน”
                      จะเห็นได้ในทุกเวทีที่มีการเสวนาเรื่องการปรับระบบการศึกษา มักจะมีการพูดถึงอุปสรรคต่างๆ ตัวอย่างเช่น การถกเถียงไม่ใช่วัฒนธรรมไทย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กไทยแรกเกิดจนถึงอนุบาล จะเป็นคนขี้สงสัยและจะตั้งคำถามทำไม ทำไม ตลอดเวลา แต่ระบบการศึกษาของไทยทำให้คุณลักษณะนั้นหายไป หรือมีการตั้งคำถามในเวทีต่างๆ เช่น นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการคิด ในการถกไปทำไม เพราะไม่ได้ช่วยให้สอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันและสาขาวิชาที่ต้องการได้ หรือครูที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นปรับการเรียนเพื่อให้ผู้เรียนเป็นนักคิด แต่ไม่มีส่วนที่จะนำไปใช้ในการเติบโตในสายงาน รวมไปถึงการไม่ได้รับการส่งเสริมจากผู้บริหารโรงเรียนและการสนับสนุนจากผู้ปกครอง เพราะไม่ได้ช่วยให้นักเรียนสอบเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ต้องการได้ เป็นต้น
                      “ทั้งหมดเป็นเพียงมิติเดียวคือการสร้างคนเก่ง ซึ่งอีกมิติที่มีความจำเป็นอย่างที่จะต้องควบคู่กันไปคือการสร้างคนดี คนที่มีภาคภูมิใจและหวงแหนความเป็นไทย การแก้วิกฤติการศึกษาที่เรื้อรังมานาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดให้เป็นนโยบายแห่งชาติที่เร่งด่วน ปรับให้ครอบคลุมทั้งระบบ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง” ศ.ดร.สุพจน์ กล่าวทิ้งท้าย
———————
(เปิดวิสัยทัศน์ : ‘ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว’ ถกเถียงในชั้นเรียน-ชนะด้วยข้อมูล ทางออกการเรียนการสอนของไทย : โดย…หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ)

‘แสงเหนือ’ หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215720.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
'แสงเหนือ' หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้

เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : ‘แสงเหนือ’ หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 : โดย…พี่ฮัมมิ่งเบิร์ด tan12_aa@hotmail.com

                      ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แจ้งว่า สสวท. ร่วมกับสถาบันเกอเธ่ประเทศไทย และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) พร้อมทั้งศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจะจัดพิธีเปิดงานเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 ในวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.00-15.30 น. ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) พร้อมทั้งชมภาพยนตร์เปิดเทศกาลจากประเทศนอร์เวย์
                      เรื่อง “Northern Lights : A Magic Experience” หรือ “แสงเหนือ ประสบการณ์มหัศจรรย์” จากตำนานสู่ความเป็นวิทยาศาสตร์ความยาว 27 นาทีของสารคดีที่จะพาเดินทางสำรวจแสงเหนือจากภาพดาวเทียมของนาซา ที่จะเติมเต็มเรื่องราวของแสงเหนือ และการค้นพบของคริสเตียน เบิร์คแลนด์ และการทดลองเทอร์เรลลา หรือลูกบอลแม่เหล็กจำลองที่ใช้แทนโลก สารคดียังพาไปรู้จักเคล็ดลับการถ่ายรูปแสงออโรร่าให้ชัดเจน และลำดับภาพการถ่ายแสงเหนือ
                      เทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ.2558 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน-20 ธันวาคม 2558 ในหัวข้อ “ปีสากลแห่งแสง” (International Year of Light 2015) โดยผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างภาพยนตร์ได้ที่เว็บไซต์ http://sciencefilm.ipst.ac.th/สำหรับการเข้าชมภาพยนตร์เป็นหมู่คณะสามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ศูนย์ฉายทุกศูนย์
———————
(เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์ : ‘แสงเหนือ’ หนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ครั้งที่ 11 : โดย…พี่ฮัมมิ่งเบิร์ด tan12_aa@hotmail.com)

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215718.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2

ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2 : โดย…ศตายุ วาดพิมาย นักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2

                      โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาสูงในถิ่นทุรกันดารและอยู่แนวชายแดนติดกับสหภาพเมียนมาร์จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 360 คน และมีห้องเรียนสาขาอีก 2 สาขา เด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายชนเผ่า ทั้งไทย ม้ง กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ และพม่า ซึ่งมีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมและการดำรงชีวิตมาอาศัยอยู่รวมกัน เป็นโรงเรียนนำร่องที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 คัดเลือกให้เป็นโรงเรียนสังกัดที่จะนำนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังเดินหน้าโครงการอยู่ในขณะนี้
                      อโณทัย ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 (ผอ.สพป.ตาก เขต 2) กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่มีเป้าหมายโรงเรียนนำร่อง 37 โรงเรียน สาเหตุที่คัดเลือกโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อยเป็นโรงเรียนนำร่องโรงเรียนแรกนั้นก็ด้วยสภาพพื้นที่ กระบวนการจัดการเรียนการสอนซึ่งโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนสอดคล้องกับนโยบายมากที่สุด โดยจะแบ่งการเรียนออกเป็น 3 ส่วน
                      โดยในภาคเช้าจะเป็นในส่วนของด้านทักษะวิชาการทั้ง 8 กลุ่มสาระ ในภาคบ่ายก็จะมีอีก 2 ส่วน ในช่วงแรกก็จะเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิชาที่มีการปฏิบัติ เช่น วิชาศิลปะ รวมไปถึงกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่วนหลังจากบ่ายสองไปก็จะเป็นกิจกรรมเพิ่มเวลารู้ ซึ่งประกอบด้วยการเสริมทักษะลักษณะนิสัยหรือความต้องการของผู้เรียน เช่น เศรษฐกิจพอเพียง คุณธรรม จริยธรรม
                      รวมไปถึงด้านอาชีพให้นักเรียนมีรายได้ ซึ่งโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อยสามารถดำเนินการตามกรอบนโยบายได้ทันทีเนื่องจากได้ปฏิบัติมาโดยตลอดอยู่แล้วทั้งทักษะอาชีพและการมีงานทำ ซึ่งตอบโจทย์ที่รัฐบาลได้ให้นโยบายมาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้ปกครองก็ให้การยอมรับแนวคิดและวิธีการสอนในลักษณะนี้เพราะทำให้บุตรหลานของตนสามารถนำวิชาความรู้ที่ได้ไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพเมื่อเรียนจบอีกด้วย
                      อลงกรณ์ ถาแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อยรับนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าต่างๆ บนพื้นที่สูงที่ขาดโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการศึกษา เด็กส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ห่างไกลทางโรงเรียน จึงจัดให้มีอาคารพักนอน โดยมีเด็กพักนอนทั้งสิ้นกว่า 180 คน และจัดให้เด็กพักนอนได้เรียนรู้ทักษะการฝึกอาชีพ ตามนโยบาย การศึกษาเพื่อการมีอาชีพ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลได้นำนโยบาย ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เข้ามาเติมความรู้และฝึกทักษะให้เด็กได้เรียนรู้ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ในห้องเรียน
                      ศิริวรรณ ทาหว่างกัน ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านแม่ระมาดน้อย กล่าวว่า นอกจากเด็กได้พักสายตาและสมองจากตำราเรียนแล้ว เด็กได้เรียนรู้ทักษะ ฝึกการปฏิบัติจริงในสถานการณ์ต่างๆ ทำให้เด็กมีทักษะในการคิด วิเคราะห์และตัดสินใจเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานและประกอบอาชีพที่สุจริต ซึ่งจะทำให้เด็กได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในวันข้างหน้าต่อไปในอนาคต
                      วันสงกรานต์ ฮอบสมบูรณ์ ชั้น ป.6 กล่าวว่า นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีประโยชน์ ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะรวมไปถึงอาชีพในด้านต่างๆ นอกเหนือจากที่ต้องนั่งเรียนในชั้นเรียน เช่นการปลูกพืชผักเป็นอาชีพเสริม การเลี้ยงสัตว์ การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ การฝึกล้างรถ การทอผ้า เป็นต้น ทำให้มีรายได้ระหว่างเรียนและมีอาชีพติดตัวเพื่อออกไปประกอบอาชีพต่อไป
———————
(ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่ระนาดน้อยนำร่องตากเขต 2 : โดย…ศตายุ วาดพิมาย นักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2)

ว.เทคโนโลยีสยามส่งรถพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันที่ออสซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215713.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
ว.เทคโนโลยีสยามส่งรถพลังงานแสงอาทิตย์แข่งขันที่ออสซี่

รถพลังงานแสงอาทิตย์ ของว.เทคโนโลยีสยาม เดินทางถึงเส้นชัยเมืองแอดิเลด ออสเตรเลีย ในการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ระดับโลก “World Solar Challenge 2015”

 

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ดร.ฐกฤต ปานขลิบ คณบดีคณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (วทส.) เปิดเผยว่า ตามที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โดยคณะเทคโนโลยีได้ส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมพลังงาน เทคโนโลยีไฟฟ้า และเทคโนโลยียานยนต์ พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษา ในชื่อทีม “STC-1” เข้าร่วมการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ ประจำปี 2558 “World Solar Challenge 2015” ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และวทส.เป็นสถาบันการศึกษาแรกและเป็นเพียงแห่งเดียวที่ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันระดับโลก โดยปีมีประเทศเข้าร่วมแข่งขัน 25 ประเทศทั่วโลกและส่งรถเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 46 คัน

ทั้งนี้ การแข่งขันดังกล่าวกำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องออกเดินทางจากเมืองดาร์วินไปยังเมืองแอดิเลด รวมระยะทางทั้งสิ้น 3,000 กิโลเมตรภายในเวลา 50 ชั่วโมง โดยใช้เพียงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเพียงเท่านั้น ซึ่งผลการแข่งขันเมื่อวันที่ 23 ต.ค.แม้ว่าทีม STC-1 ของประเทศไทยจะไม่ได้รับชนะในการแข่งขันครั้งนี้ตามเวลาที่กำหนด แต่ก็สามารถเดินทางเข้าสู่เส้นชัยที่เมืองแอดิเลดได้ ซึ่งก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จสำหรับทีมนักศึกษาและอาจารย์ทุกคน

“การแข่งขันครั้งนี้เราเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งแต่การออกแบบรถและการสร้างรถ เพราะไม่มีใครเห็นรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแข่งขันของจริงเลย ระหว่างการแข่งขันแม้ว่าจะถูกทดสอบจากสภาพอากาศของภูมิประเทศที่มีความแตกต่างอย่างรุนแรง การขับเคลื่อนผ่านทะเลทรายของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้ง เป็นอุปสรรคที่เราไม่เคยพบมาก่อน ทำให้เกิดการเสียหายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบต่างๆ หลายครั้ง แต่อาจารย์และนักศึกษาก็ได้นำความรู้ความสามารถทางวิชาการและการปฏิบัติมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาจนสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายที่กำหนดได้ ลงมือ เนื่องจากขาดประสบการณ์ในการแข่งขันในพื้นที่ดังกล่าว แต่เราก็สามารถแก้ไขและซ่อมแซมให้เป็นปกติได้ทุกครั้ง”ดร.ฐกฤต กล่าว

ดร.ฐกฤต กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การแข่งขันครั้งนี้ก็ทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ผ่านรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่อาจารย์และนักศึกษาปี 3 ทุกคนที่ร่วมแข่งขันสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้ได้รถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจากฝีมือคนไทยและอวดโฉมให้ทั่วโลกได้รู้ว่านักศึกษาและวิศวกรคนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

กรุงเทพดุสิตเวชการยกระดับวงการแพทย์ไทยสู่ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215682.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
กรุงเทพดุสิตเวชการยกระดับวงการแพทย์ไทยสู่ระดับโลก

กรุงเทพดุสิตเวชการ ยกระดับวงการแพทย์ไทยสู่ระดับโลก

            บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังโรงพยาบาลในเครือจัด การประชุมวิชาการร่วม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปี พ.ศ.2558 ภายใต้แนวคิด “Global Alliance to Excellent Health Care” เชิญผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาการแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยทั่วโลก ร่วมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ ให้แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,000 คนที่เข้าร่วมงาน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า การพัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจึงจะประสบความสำเร็จ เพราะโรคต่างๆ มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องตามให้ทัน เพื่อรับมือและป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงหาทางส่งเสริมให้คนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม

“เพื่อลดภาระของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งช่วยให้ประชาชนทั่วไปมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แก่ รพ.สมิติเวช รพ.บีเอ็นเอช รพ.พญาไท รพ.เปาโล และ รพ. รอยัล จึงได้สนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งจากการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ การนำเสนอการวิจัย รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้พบปะทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อจะได้สร้างเครือข่ายที่กว้างขวาง นำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาความก้าวหน้าทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้เราดูแลผู้ป่วยและดูแลสุขภาพของประชาชนได้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ประธานคณะกรรมการจัดงานกล่าว

ปีนี้คณะผู้จัดได้จัดหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับศิลปวัฒนธรรม”  โดย ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “พระผู้ทรงอัจฉริยภาพต้นแบบผู้สูงอายุไทย” โดย ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ตอบรับการมาร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษอีกหลายท่าน ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษ โดย ศ.ดร.คีธ แบล็ก ผู้อำนวยการสถาบันศัลยกรรมระบบประสาท แมกซีน ดันนิทซ์ ซีดาร์-ไซไนน์ เมดิคัล เซ็นเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในหัวข้อ “Advances in Brain Imaging from Alzheimer’s to Brain” ปาฐกถาโดย ศ.ดร.มิเชล ทากลิ อาทิ จากแผนกประสาทวิทยา ศูนย์การแพทย์ซีดาร์-ไซไน ในหัวข้อ “Deep Brain Stimulation in Parkinson’s Disease: Past, Present and Future” ปาฐกถาเรื่อง “แม่และเด็ก” โดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษจากมหาวิทยาลัย Oregon Health & Science University รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ได้แก่ ศ.ดร.เดบอราห์ ลิววินซอน เรื่อง “The Importance of Nutrients in Mothers & Babies to Prevent Tuberculosis” และผศ.ดร.ไมล์ส เอลเลนบี เรื่อง “Improving Neonatal Outcome with Telemedicine, Live Demonstration” และปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทารก” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก University of Texas MD Anderson Cancer Center รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ผศ.ดร.ซีซาร์ นูเนซ หัวข้อ “Acute Leukemias in Pediatrics” และเจเรมี วิลส์ ในหัวข้อ “Multidisciplinary Care: Emerging Practices”

อีกทั้งยังมี หัวข้อเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการค้นพบใหม่ๆ ทางการแพทย์ที่น่าสนใจในหลากหลายสาขา เช่น นวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคไตจากเบาหวาน การหยุดบุหรี่ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ เทคโนโลยีล่าสุดในการรักษามะเร็ง การจัดการความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง การรักษาการกรน การชักต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง การป้องกันโรคภูมิแพ้ การค้นพบใหม่เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคแพ้อาหาร การจัดการการแพ้อย่างรุนแรง การรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย นวัตกรรมด้านความงาม การรักษาผมร่วง และนวัตกรรมการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง

ในส่วนของการพัฒนาพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ มีการบรรยายพิเศษที่น่าสนใจ อาทิ บทบาทของพยาบาลไทยในระดับนานาชาติ การดูแลผู้ป่วยช่วงระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด บทบาทของพยาบาลในการบริจาคอวัยวะ กฎหมายที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพยาบาลและบุคลากรทางสาธารณสุข

และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถพัฒนาการบริหารจัดการและการบริการให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของสื่อออนไลน์และโลกยุคดิจิทัล คณะผู้จัดงานยังจัดให้มี การบรรยายพิเศษเรื่องเกี่ยวกับการบริหารข้อมูลและการใช้โซเชียลมีเดียในโรงพยาบาล อีกด้วย

TO BE NUMBER ONE CAMPสู่ความเป็นหนึ่งรุ่นที่16

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215681.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
TO BE NUMBER ONE CAMPสู่ความเป็นหนึ่งรุ่นที่16

TO BE NUMBER ONE CAMPสู่ความเป็นหนึ่งรุ่นที่16 เยาวชนต้องได้ ต้องเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น

            ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน (TO BE NUMBER ONE) เสด็จไปทรงร่วมกิจกรรมปิด “ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง” รุ่นที่ 16 และพระราชทานเกียรติบัตรแก่สมาชิกค่าย ในการนี้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขานุการโครงการทู บี นัมเบอร์ วัน และคณะ เฝ้ารับเสด็จ ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท จ.ปทุมธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2558

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง หรือ TO BE NUMBER ONE CAMP เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน ที่มีแนวคิดการให้โอกาส และทางเลือกแก่เด็กและเยาวชนที่เท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ภายใน” เช่น การค้นพบความสามารถของตนเอง การนับถือ ภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเอง ให้เยาวชนเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจและชื่นชอบ มีวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเป็นตัวอย่าง (ไอดอล) ของเยาวชน ด้วยวิธีการสอนและฝึกทักษะแบบไม่กดดัน เป็นลักษณะการเรียนรู้แบบ เพลย์ แอนด์ เลิร์น ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน

จากการศึกษาโดยการติดตามสมาชิกค่ายที่กลับสู่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน พบว่า กว่าร้อยละ 80 มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านบวก เช่น กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง มีความเป็นผู้นำ สามารถควบคุมตนเอง ทำงานเป็นทีม และเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคมมากขึ้น” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน จัดปีละ 2 ครั้ง ในช่วงปิดภาคการศึกษา ใช้การจัดสรรโควตาให้แก่สมาชิก อายุ 12-24 ปี จากทั่วประเทศ กำหนดระยะเวลาออกค่าย 6 วัน 5 คืน รุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ 16 มีเยาวชนสมาชิกทู บี นัมเบอร์ วัน เข้าร่วมค่ายทั้งสิ้น 394 คน

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขานุการโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน กล่าวว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทอดพระเนตรวีดิทัศน์กิจกรรมในค่าย การแสดงความสามารถของสมาชิกทู บี นัมเบอร์ วัน ซึ่งเป็นผลจากการฝึกฝนทักษะในค่าย จำนวน 4 ชุด และเยาวชนกล่าวความรู้สึกของการเข้าค่ายครั้งนี้

“สมาชิกค่ายยังพร้อมใจกันให้คำมั่นสัญญาว่า จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากค่ายไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เอื้อต่อการสร้างกระแส เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด ดังพระดำรัสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการทู บี นัมเบอร์ วัน ที่ว่า กิจกรรมกลุ่มในค่าย เป็นกระบวนการที่ทำให้เยาวชนเรียนรู้อย่างสนุก ผ่อนคลาย และมีความสุข ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องความมั่นใจ กล้าคิด กล้าแสดงออก ฝึกการเป็นผู้นำ รวมทั้งเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจในการป้องกันปัญหาในกลุ่มเยาวชน” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

เยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง” ต้องได้ ต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ข้อแรก คือ ได้รับการฝึกฝนทักษะในการช่วยเหลือเพื่อนและผู้อื่น ได้เรียนรู้วิธีช่วยเพื่อนตามทักษะ และกำลังความสามารถที่มี โดยจะมีกระบวนการสอนที่จะช่วยให้เด็กได้รับความรู้ สามารถ ให้คำปรึกษาเป็น และนำไปใช้ประโยชน์ได้

ข้อที่สอง คือ ได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับวัยรุ่น โดยมีวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาสอน เพื่อให้เด็กๆ ได้แก้ไขจุดอ่อนจุดบกพร่อง ได้เรียนรู้วิธีที่ถูกต้องที่จะปรับตัว ปรับพฤติกรรมใหม่

ข้อที่สาม เด็กๆ จะได้ร่วมกิจกรรมการพัฒนาอีคิว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากปัญหายาเสพติด และทุกปัญหา จะทำให้เด็กๆ รู้จักคิด ควบคุมตนเองได้ มีความฉลาดทางอารมณ์ เพราะอีคิวเป็นเรื่องที่เด็กทุกคนสามารถฝึก และพัฒนาได้ ซึ่งต่างจากไอคิว

ข้อที่สี่ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมค่าย ที่มาจากทุกทิศทั่วประเทศ “ทู บี นัมเบอร์ วัน แคมป์” จึงเป็นค่ายเพียงหนึ่งเดียวที่มีการรวบรวมเด็กๆ จากแทบทุกจังหวัดมาอยู่รวมกัน ทำให้เด็กได้รู้จักเพื่อนที่แตกต่างหลากหลายจากทั่วประเทศ สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

และ ข้อที่ห้า เด็กๆ จะมีโอกาสได้เข้าถึงกิจกรรมที่ทำแล้วตนเองและเพื่อนๆ เกิดความสุข ทำให้เกิดความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลให้เด็กเกิดความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตัวเอง

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’เน้นให้เด็กมีน้ำใจทำงานเป็นทีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215680.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'เน้นให้เด็กมีน้ำใจทำงานเป็นทีม

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’เน้นให้เด็กมีน้ำใจ ทำงานเป็นทีม และค้นหาตัวเอง

            สพฐ.พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในโรงเรียนนำร่องที่พร้อมและสมัครใจจำนวน 3,831 แห่ง แบ่งระยะดำเนินการเป็น 4 ช่วง เริ่มเปิดภาคเรียนที่ 2/2558 วันที่ 2 พฤศจิกายน โดย รมช.ศธ. เน้นย้ำ ปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชา แต่ไม่กระทบเนื้อหาหลักที่ควรเรียนรู้ แล้วเพิ่มเวลาและโอกาสให้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้เด็กค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อน นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” (Moderate Class More Knowledge)” ว่า นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในปีงบประมาณ 2559 แบ่งระยะการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ (ก.ค.-ต.ค.58) ระยะที่ 2 เริ่มดำเนินโครงการ (ต.ค.58-ม.ค.59) ระยะที่ 3 การติดตามและประเมินผลหลังการดำเนินการโครงการ (ม.ค.-เม.ย.59) และระยะที่ 4 การขยายผลในสถานศึกษาทั่วไป (พ.ค.-ก.ย.59)

“การขับเคลื่อนนโยบายนี้ เป็นการปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง แต่ต้องไม่กระทบเนื้อหาหลักที่เด็กๆ ควรเรียนรู้ แล้วเพิ่มเวลาและโอกาสให้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง ซึ่งในการจัดการเรียนการสอน ก่อนเวลา 14.30 น. เป็นการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ หลังจากนั้น ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างหลากหลาย โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกันวันที่ 2 พ.ย.58 หรือเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 3,831 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 3,447 แห่ง และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 384 แห่ง หลังจากเริ่มปฏิบัติการเรียนการสอนไปแล้ว 1 ภาคเรียน จะมีการประเมินเพื่อพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย เพื่อทำการปรับปรุงก่อนที่จะนำมาเป็นแนวทางให้โรงเรียนอื่นๆ นำมาปฏิบัติต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมความพร้อมให้ครูใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.การอบรม โรงเรียนนำร่องจัดการเรียนรู้สู่ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ภาคเรียนที่ 2/2558 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับครู และ 2.จัดสมาร์ทเทรนเนอร์ เป็นทีมพิเศษ 1 ทีม ต่อ 10 โรงเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือ ดูแล ติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดกับครูของโรงเรียนนำร่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือบริหารจัดการเวลาเรียน และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการนำนโยบาย “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม ณ อาคาร 9 สำนักงานใหญ่ ทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

นอกจากนี้ ยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ให้แก่ผู้บริหาร สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูฝ่ายวิชาการ นักวิชาการ โรงเรียนนำร่องในเขตปริมณฑล จำนวน 13 เขต รวมทั้งสิ้น 320 คน นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป