ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215817.html
เทคโนฯสยาม ส่งทีมเข้าแข่งรถพลังงานแสงอาทิตย์ 100% ที่ประเทศออสเตรเลีย ทีมแรก และทีมเดียวของไทย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215817.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215714.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215771.html


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215719.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215720.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151026/215718.html

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215713.html
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ดร.ฐกฤต ปานขลิบ คณบดีคณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (วทส.) เปิดเผยว่า ตามที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม โดยคณะเทคโนโลยีได้ส่งนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมพลังงาน เทคโนโลยีไฟฟ้า และเทคโนโลยียานยนต์ พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษา ในชื่อทีม “STC-1” เข้าร่วมการแข่งขันรถพลังงานแสงอาทิตย์ ประจำปี 2558 “World Solar Challenge 2015” ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และวทส.เป็นสถาบันการศึกษาแรกและเป็นเพียงแห่งเดียวที่ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันระดับโลก โดยปีมีประเทศเข้าร่วมแข่งขัน 25 ประเทศทั่วโลกและส่งรถเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 46 คัน
ทั้งนี้ การแข่งขันดังกล่าวกำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องออกเดินทางจากเมืองดาร์วินไปยังเมืองแอดิเลด รวมระยะทางทั้งสิ้น 3,000 กิโลเมตรภายในเวลา 50 ชั่วโมง โดยใช้เพียงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเพียงเท่านั้น ซึ่งผลการแข่งขันเมื่อวันที่ 23 ต.ค.แม้ว่าทีม STC-1 ของประเทศไทยจะไม่ได้รับชนะในการแข่งขันครั้งนี้ตามเวลาที่กำหนด แต่ก็สามารถเดินทางเข้าสู่เส้นชัยที่เมืองแอดิเลดได้ ซึ่งก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จสำหรับทีมนักศึกษาและอาจารย์ทุกคน
“การแข่งขันครั้งนี้เราเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งแต่การออกแบบรถและการสร้างรถ เพราะไม่มีใครเห็นรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในการแข่งขันของจริงเลย ระหว่างการแข่งขันแม้ว่าจะถูกทดสอบจากสภาพอากาศของภูมิประเทศที่มีความแตกต่างอย่างรุนแรง การขับเคลื่อนผ่านทะเลทรายของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้ง เป็นอุปสรรคที่เราไม่เคยพบมาก่อน ทำให้เกิดการเสียหายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบต่างๆ หลายครั้ง แต่อาจารย์และนักศึกษาก็ได้นำความรู้ความสามารถทางวิชาการและการปฏิบัติมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาจนสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายที่กำหนดได้ ลงมือ เนื่องจากขาดประสบการณ์ในการแข่งขันในพื้นที่ดังกล่าว แต่เราก็สามารถแก้ไขและซ่อมแซมให้เป็นปกติได้ทุกครั้ง”ดร.ฐกฤต กล่าว
ดร.ฐกฤต กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม การแข่งขันครั้งนี้ก็ทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ผ่านรถพลังงานแสงอาทิตย์ที่อาจารย์และนักศึกษาปี 3 ทุกคนที่ร่วมแข่งขันสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้ได้รถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจากฝีมือคนไทยและอวดโฉมให้ทั่วโลกได้รู้ว่านักศึกษาและวิศวกรคนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215682.html
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังโรงพยาบาลในเครือจัด การประชุมวิชาการร่วม บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปี พ.ศ.2558 ภายใต้แนวคิด “Global Alliance to Excellent Health Care” เชิญผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาการแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยทั่วโลก ร่วมแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ ให้แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,000 คนที่เข้าร่วมงาน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล
พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า การพัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันจึงจะประสบความสำเร็จ เพราะโรคต่างๆ มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องตามให้ทัน เพื่อรับมือและป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงหาทางส่งเสริมให้คนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม
“เพื่อลดภาระของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งช่วยให้ประชาชนทั่วไปมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แก่ รพ.สมิติเวช รพ.บีเอ็นเอช รพ.พญาไท รพ.เปาโล และ รพ. รอยัล จึงได้สนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ในการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ทั้งจากการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ การนำเสนอการวิจัย รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้พบปะทำความรู้จักคุ้นเคยกัน เพื่อจะได้สร้างเครือข่ายที่กว้างขวาง นำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาความก้าวหน้าทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยให้เราดูแลผู้ป่วยและดูแลสุขภาพของประชาชนได้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ประธานคณะกรรมการจัดงานกล่าว
ปีนี้คณะผู้จัดได้จัดหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กับศิลปวัฒนธรรม” โดย ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ คณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “พระผู้ทรงอัจฉริยภาพต้นแบบผู้สูงอายุไทย” โดย ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ตอบรับการมาร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษอีกหลายท่าน ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษ โดย ศ.ดร.คีธ แบล็ก ผู้อำนวยการสถาบันศัลยกรรมระบบประสาท แมกซีน ดันนิทซ์ ซีดาร์-ไซไนน์ เมดิคัล เซ็นเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในหัวข้อ “Advances in Brain Imaging from Alzheimer’s to Brain” ปาฐกถาโดย ศ.ดร.มิเชล ทากลิ อาทิ จากแผนกประสาทวิทยา ศูนย์การแพทย์ซีดาร์-ไซไน ในหัวข้อ “Deep Brain Stimulation in Parkinson’s Disease: Past, Present and Future” ปาฐกถาเรื่อง “แม่และเด็ก” โดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษจากมหาวิทยาลัย Oregon Health & Science University รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ได้แก่ ศ.ดร.เดบอราห์ ลิววินซอน เรื่อง “The Importance of Nutrients in Mothers & Babies to Prevent Tuberculosis” และผศ.ดร.ไมล์ส เอลเลนบี เรื่อง “Improving Neonatal Outcome with Telemedicine, Live Demonstration” และปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทารก” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก University of Texas MD Anderson Cancer Center รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย ผศ.ดร.ซีซาร์ นูเนซ หัวข้อ “Acute Leukemias in Pediatrics” และเจเรมี วิลส์ ในหัวข้อ “Multidisciplinary Care: Emerging Practices”
อีกทั้งยังมี หัวข้อเกี่ยวกับความก้าวหน้าและการค้นพบใหม่ๆ ทางการแพทย์ที่น่าสนใจในหลากหลายสาขา เช่น นวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคไตจากเบาหวาน การหยุดบุหรี่ในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ เทคโนโลยีล่าสุดในการรักษามะเร็ง การจัดการความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง การรักษาการกรน การชักต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง การป้องกันโรคภูมิแพ้ การค้นพบใหม่เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคแพ้อาหาร การจัดการการแพ้อย่างรุนแรง การรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย นวัตกรรมด้านความงาม การรักษาผมร่วง และนวัตกรรมการรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง
ในส่วนของการพัฒนาพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ มีการบรรยายพิเศษที่น่าสนใจ อาทิ บทบาทของพยาบาลไทยในระดับนานาชาติ การดูแลผู้ป่วยช่วงระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด บทบาทของพยาบาลในการบริจาคอวัยวะ กฎหมายที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพยาบาลและบุคลากรทางสาธารณสุข
และเพื่อเป็นการสนับสนุนให้โรงพยาบาลสามารถพัฒนาการบริหารจัดการและการบริการให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของสื่อออนไลน์และโลกยุคดิจิทัล คณะผู้จัดงานยังจัดให้มี การบรรยายพิเศษเรื่องเกี่ยวกับการบริหารข้อมูลและการใช้โซเชียลมีเดียในโรงพยาบาล อีกด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215681.html
ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน (TO BE NUMBER ONE) เสด็จไปทรงร่วมกิจกรรมปิด “ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง” รุ่นที่ 16 และพระราชทานเกียรติบัตรแก่สมาชิกค่าย ในการนี้ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขานุการโครงการทู บี นัมเบอร์ วัน และคณะ เฝ้ารับเสด็จ ณ เดอะไพน์ รีสอร์ท จ.ปทุมธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2558
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง หรือ TO BE NUMBER ONE CAMP เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน ที่มีแนวคิดการให้โอกาส และทางเลือกแก่เด็กและเยาวชนที่เท่าเทียมกัน เพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจาก “ภายใน” เช่น การค้นพบความสามารถของตนเอง การนับถือ ภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเอง ให้เยาวชนเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจและชื่นชอบ มีวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเป็นตัวอย่าง (ไอดอล) ของเยาวชน ด้วยวิธีการสอนและฝึกทักษะแบบไม่กดดัน เป็นลักษณะการเรียนรู้แบบ เพลย์ แอนด์ เลิร์น ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน
จากการศึกษาโดยการติดตามสมาชิกค่ายที่กลับสู่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน พบว่า กว่าร้อยละ 80 มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านบวก เช่น กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง มีความเป็นผู้นำ สามารถควบคุมตนเอง ทำงานเป็นทีม และเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคมมากขึ้น” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน จัดปีละ 2 ครั้ง ในช่วงปิดภาคการศึกษา ใช้การจัดสรรโควตาให้แก่สมาชิก อายุ 12-24 ปี จากทั่วประเทศ กำหนดระยะเวลาออกค่าย 6 วัน 5 คืน รุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่ 16 มีเยาวชนสมาชิกทู บี นัมเบอร์ วัน เข้าร่วมค่ายทั้งสิ้น 394 คน
ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ในฐานะเลขานุการโครงการ ทู บี นัมเบอร์ วัน กล่าวว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทอดพระเนตรวีดิทัศน์กิจกรรมในค่าย การแสดงความสามารถของสมาชิกทู บี นัมเบอร์ วัน ซึ่งเป็นผลจากการฝึกฝนทักษะในค่าย จำนวน 4 ชุด และเยาวชนกล่าวความรู้สึกของการเข้าค่ายครั้งนี้
“สมาชิกค่ายยังพร้อมใจกันให้คำมั่นสัญญาว่า จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากค่ายไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เอื้อต่อการสร้างกระแส เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด ดังพระดำรัสของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานโครงการทู บี นัมเบอร์ วัน ที่ว่า กิจกรรมกลุ่มในค่าย เป็นกระบวนการที่ทำให้เยาวชนเรียนรู้อย่างสนุก ผ่อนคลาย และมีความสุข ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องความมั่นใจ กล้าคิด กล้าแสดงออก ฝึกการเป็นผู้นำ รวมทั้งเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจในการป้องกันปัญหาในกลุ่มเยาวชน” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
เยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายพัฒนาสมาชิก ทู บี นัมเบอร์ วัน สู่ความเป็นหนึ่ง” ต้องได้ ต้องเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ข้อแรก คือ ได้รับการฝึกฝนทักษะในการช่วยเหลือเพื่อนและผู้อื่น ได้เรียนรู้วิธีช่วยเพื่อนตามทักษะ และกำลังความสามารถที่มี โดยจะมีกระบวนการสอนที่จะช่วยให้เด็กได้รับความรู้ สามารถ ให้คำปรึกษาเป็น และนำไปใช้ประโยชน์ได้
ข้อที่สอง คือ ได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับวัยรุ่น โดยมีวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถมาสอน เพื่อให้เด็กๆ ได้แก้ไขจุดอ่อนจุดบกพร่อง ได้เรียนรู้วิธีที่ถูกต้องที่จะปรับตัว ปรับพฤติกรรมใหม่
ข้อที่สาม เด็กๆ จะได้ร่วมกิจกรรมการพัฒนาอีคิว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากปัญหายาเสพติด และทุกปัญหา จะทำให้เด็กๆ รู้จักคิด ควบคุมตนเองได้ มีความฉลาดทางอารมณ์ เพราะอีคิวเป็นเรื่องที่เด็กทุกคนสามารถฝึก และพัฒนาได้ ซึ่งต่างจากไอคิว
ข้อที่สี่ เด็กๆ จะได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมค่าย ที่มาจากทุกทิศทั่วประเทศ “ทู บี นัมเบอร์ วัน แคมป์” จึงเป็นค่ายเพียงหนึ่งเดียวที่มีการรวบรวมเด็กๆ จากแทบทุกจังหวัดมาอยู่รวมกัน ทำให้เด็กได้รู้จักเพื่อนที่แตกต่างหลากหลายจากทั่วประเทศ สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่และมีความสุข
และ ข้อที่ห้า เด็กๆ จะมีโอกาสได้เข้าถึงกิจกรรมที่ทำแล้วตนเองและเพื่อนๆ เกิดความสุข ทำให้เกิดความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลให้เด็กเกิดความมั่นใจ และความภาคภูมิใจในตัวเอง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151024/215680.html
สพฐ.พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในโรงเรียนนำร่องที่พร้อมและสมัครใจจำนวน 3,831 แห่ง แบ่งระยะดำเนินการเป็น 4 ช่วง เริ่มเปิดภาคเรียนที่ 2/2558 วันที่ 2 พฤศจิกายน โดย รมช.ศธ. เน้นย้ำ ปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชา แต่ไม่กระทบเนื้อหาหลักที่ควรเรียนรู้ แล้วเพิ่มเวลาและโอกาสให้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้เด็กค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง
พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อน นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” (Moderate Class More Knowledge)” ว่า นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ในปีงบประมาณ 2559 แบ่งระยะการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ (ก.ค.-ต.ค.58) ระยะที่ 2 เริ่มดำเนินโครงการ (ต.ค.58-ม.ค.59) ระยะที่ 3 การติดตามและประเมินผลหลังการดำเนินการโครงการ (ม.ค.-เม.ย.59) และระยะที่ 4 การขยายผลในสถานศึกษาทั่วไป (พ.ค.-ก.ย.59)
“การขับเคลื่อนนโยบายนี้ เป็นการปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง แต่ต้องไม่กระทบเนื้อหาหลักที่เด็กๆ ควรเรียนรู้ แล้วเพิ่มเวลาและโอกาสให้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้ำใจต่อกัน การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง ซึ่งในการจัดการเรียนการสอน ก่อนเวลา 14.30 น. เป็นการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ หลังจากนั้น ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ นอกห้องเรียนอย่างหลากหลาย โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกันวันที่ 2 พ.ย.58 หรือเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 3,831 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 3,447 แห่ง และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 384 แห่ง หลังจากเริ่มปฏิบัติการเรียนการสอนไปแล้ว 1 ภาคเรียน จะมีการประเมินเพื่อพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย เพื่อทำการปรับปรุงก่อนที่จะนำมาเป็นแนวทางให้โรงเรียนอื่นๆ นำมาปฏิบัติต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
ด้าน การุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมความพร้อมให้ครูใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.การอบรม โรงเรียนนำร่องจัดการเรียนรู้สู่ “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ภาคเรียนที่ 2/2558 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับครู และ 2.จัดสมาร์ทเทรนเนอร์ เป็นทีมพิเศษ 1 ทีม ต่อ 10 โรงเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือ ดูแล ติดตามให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดกับครูของโรงเรียนนำร่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือบริหารจัดการเวลาเรียน และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เพื่อเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการนำนโยบาย “การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม ณ อาคาร 9 สำนักงานใหญ่ ทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ
นอกจากนี้ ยังได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ความเข้าใจในการขับเคลื่อนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ให้แก่ผู้บริหาร สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูฝ่ายวิชาการ นักวิชาการ โรงเรียนนำร่องในเขตปริมณฑล จำนวน 13 เขต รวมทั้งสิ้น 320 คน นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป