ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215613.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215613.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215612.html
วันที่22ต.ค.2558 นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงกรณีที่โลกออนไลน์ได้เผยแพร่เรื่องราวที่นายปริญ เทอดเกียรติกุล หรือ น้องออย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนหลุยส์จังหวังฉะเชิงเทราได้ทำความดีด้วยการขี่รถจักรยานยนต์เปิดทางให้รถพยาบาล นำตัวผู้ป่วยถูกงูเห่ากัด ส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงทีว่า กรณีของน้องออยนั้นน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก
เพราะความดีที่น้องออยได้ทำในครั้งนี้ได้ส่งผลให้ผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสามารถได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นการต่อลมหายใจให้อีกหนึ่งชีวิต ซึ่งการหลีกทางให้กับรถพยาบาลนั้นเป็นความดีง่ายๆ ที่ใครก็สามารถทำเหมือนน้องออยได้แต่ในทางกลับกันก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จนทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินหลายรายต้องเสียโอกาสในการรอดชีวิต จึงอยากให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจในการหลีกทางให้รถพยาบาลกันให้มาก
นพ.อนุชา ได้กล่าวถึงแนวทางการหลีกทางให้รถพยาบาลโดยระบุว่าในสากลนั้นจะปฏิบัติดังนี้ 1.เมื่อประชาชนเห็นสัญญาณไฟและได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนก็มักจะตกใจและทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นก่อนอื่นผู้ขับขี่ควรตั้งสติ 2.พยายามมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถพยาบาลที่วิ่งมา3.เมื่อพิจารณาปริมาณรถทั้งซ้ายและขวาที่อยู่ใกล้แล้วพบว่าไม่มีอันตรายและสามารถเบี่ยงชิดซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วรถและเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทางให้รถพยาบาลทันที 4.หากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพรถที่หนาแน่นและมีอันตรายก็ให้หยุดหรือชะลอรถเพื่อให้รถพยาบาลหาทางวิ่งผ่านเราไปให้ได้ 5.เมื่อรถพยาบาลวิ่งผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด6.กรณีรถติดและรถพยาบาลอยู่ด้านหลังพอดีให้พิจารณาว่าควรชิดซ้ายหรือชิดขวาดี ถ้าไม่มีใครหลีกทางให้ให้ผู้ขับขี่เลือกว่าจะหลบทางไหนและเปิดไฟเลี้ยว เพื่อให้สัญญาณให้รถพยาบาล ได้แซงผ่านไปได้สะดวก
“ผมอยากให้คนไทยทุกคนตระหนักว่าการหลีกทางให้รถพยาบาลนั้นเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำโดยอัตโนมัติหากเราได้ยินรถพยาบาลส่งสัญญาณมา เพราะการขยับรถเพื่อหลีกทางให้กับรถพยาบาลนั้นจะช่วยต่อชีวิต ต่อลมหายใจให้ทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย เพราะเราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าคนที่อยู่บนรถพยาบาลในวันหนึ่งนั้นอาจเป็นญาติพี่น้องของเราที่กำลังต้องการความช่วยเหลือก็ได้ ดังนั้นผมขอเถอะนะครับ ถ้าเราเห็นหรือได้ยินรถพยาบาลส่งสัญญาณไฟหรือสัญญาณเสียงขอทางมา ก็ขอให้ช่วยกันหลีกทางให้กับเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างทันท่วงทีเหมือนที่น้องออยได้ทำให้พวกเราเห็นเป็นตัวอย่างในครั้งนี้ด้วย”เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215611.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215595.html
เมื่อวันที่ 21 ต.ค. วีเจวุ้นเส้น หรือ น.ส.วิริฒิพา ภักดีประสงค์ พร้อมด้วยทนายความส่วนตัวได้ประสานด่วน ขอเข้าให้ข้อมูลต่อเจ้าพนักงานเรื่องการโพสต์ภาพถ่ายคู้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น โดยรายละเอียด น.ส.วิริฒิพา ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการโฆษณาเบียร์ ไม่ใช่แค่การโฆษณาน้ำดื่มยี่ห้อเดียวกัน จึงเข้าข่ายการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างชัดเจน ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับใคร รวมถึงรายระเอียดอื่นขออนุญาตไม่ลงรายละเอียด
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215589.html
การอ่านหนังสือนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะความคิดในการต่อยอดและจินตนาการแล้ว ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบตัว ทั้งเทคโนโลยี และทักษะต่างๆ เพื่อนำปรับใช้กับการดำเนินชีวิตให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มูลนิธิไฟเซอร์แห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้จัด “โครงการพัฒนาทักษะการอ่านและทักษะชีวิตที่จำเป็นของเยาวชน” ครั้งที่ 4 ภายใต้ชื่อ “เรียน เล่น เห็นชีวิต” ให้แก่น้องๆ ใน จ.สตูล 89 คน
น.ส.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย อธิบายการจัดโครงการในครั้งนี้ว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิศุภนิมิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า ปัญหาหลักของเด็กช่วงอายุ 6-12 ปี คือการอ่านทักษะภาษาไทยได้เหมาะสมตามช่วงวัย โดยเฉพาะในส่วนของการสรุปใจความสำคัญที่เป็นรากฐานสำคัญของการคิดวิเคราะห์ ทั้งยังขาดการพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในด้านการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การจัดการอารมณ์ตนเอง การสร้างความสัมพันธ์และการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งโครงการดังกล่าวได้มุ่งให้ความสำคัญในการปรับปรุง แก้ไขและพัฒนา โดยเฉพาะในด้านการเสริมสร้างพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นให้เหมาะสมตามวัย รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ให้เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น
ทั้งนี้ ได้คัดเลือกโรงเรียนบ้านปิใหญ่ และโรงเรียนบ้านตูแตหรำ ต.กำแพง อ.ละลู จ.สตูล รวมทั้งสิ้น 138 คน (เริ่มต้นโครงการ) ที่มีความหลากหลายทางศาสนาเพื่อให้ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันและเคารพในความแตกต่าง โดยทำโครงการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ ปี 2555 จะสิ้นสุดโครงการในปี 2560 เด็กที่เข้าร่วมโครงการเริ่มจาก ป.1
ล่าสุดครั้งที่ 4 มีเด็กเข้าร่วม จำนวน 89 คน ซึ่งจะอยู่ชั้น ป.4- ป.6 กิจกรรมในแต่ละปีจะเน้นทักษะการอ่าน ทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็ก และรู้จักปฏิเสธยาเสพติด แต่กิจกรรมจะเปลี่ยนไปตามมช่วงอายุของผู้เข้าร่วม เช่นในปีนี้ชูการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เน้นการฟัง การวิเคราะห์ และการสื่อสาร ซึ่งจะมีการติดตามประเมินผลในแต่ละปี และนำผลสรุปที่เกิดขึ้นมาถอดบทเรียน เพื่อแก้ไขและต่อยอดในปีต่อไป
ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผอ.ฝ่ายระดมทุนและการตลาด มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึงรูปแบบการเรียนรู้ที่นำมาถ่ายทอดให้แก่เด็กๆ ในกิจกรรมครั้งนี้ว่า ได้ใช้แนวคิด 3R+7C เข้ามาช่วยหนุนเสริมทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ผ่านกิจกรรมสันทนาการที่จัดขึ้นเป็นฐานต่างๆ โดย 3R ได้แก่ 1.อ่านออก 2.เขียนได้ และ 3.คิดเลขเป็น ส่วน 7C ประกอบด้วย 1.ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา 2.ทักษะการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม 3.ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม 4.ทักษะด้านความร่วมมือ และภาวะผู้นำ
5.ทักษะด้านการสื่อสารและรู้เท่าทันสื่อ 6.ทักษะด้านเทคโนโลยี และ 7.ทักษะอาชีพและการเรียนรู้ และจากการติดตามสังเกตพฤติกรรมของการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าก่อนดำเนินโครงการมีเด็ก ร้อยละ 43 ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการจับกลุ่มอ่านหนังสือในห้องเรียนและห้องสมุด ต่อมาภายหลังจากดำเนินโครงการมีเด็กที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 65 ทั้งนี้ยังได้พูดคุยกันระหว่าง ครู ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อติดตามประเมินผลจากคนในพื้นที่ และหากมีการจัดกิจกรรมก็จะให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
“ผมได้เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ ป.2 ต่อเนื่องมาจนตอนนี้ อยู่ ป.5 การทำกิจกรรมทำให้ได้รู้จักคิดแก้ไขปัญหา รู้จักเพื่อนต่างโรงเรียนมากขึ้น ได้ฝึกสมาธิจากการเข้าฐานต่างๆ เช่นฐานข้ามน้ำ ข้ามเล เป็นฐานที่ชอบมาก โดยพี่เลี้ยงจะให้จับเชือกและไต่ข้ามไปอีกฝั่ง เพราะหากไม่มีสมาธิเราก็จะตกลงไปในน้ำได้ นอกจากนั้นยังได้ฝึกความกล้าและการตัดสินใจ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินชีวิตในประจำวันได้ด้วย” น้องคาบิต ด.ช.ธนวัมน์ พูลขาง อายุ 11 ปี ชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านตูแตหรำ สะท้อนความรู้ที่ได้รับ หลังจากเข้าร่วมโครงการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปี
เช่นเดียวกับ น้องนา ด.ญ.ฮัซนาอ์ โคตรพิมพ์ อายุ 12 ปี ชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านปิใหญ่ ที่เข้าร่วมโครงการมาตลอด 4 ปี บอกเล่าความประทับใจในกิจกรรมครั้งล่าสุดให้ฟังว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับเพื่อนและได้ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เพราะทำให้เกิดความสามัคคีในการช่วยเหลือกัน และทำให้ได้ฝึกความพยายามกล้าแสดงออกมากขึ้น ซึ่งฐานที่ชอบคือ เมืองลับแล ที่จะต้องปิดตาและจับมือเพื่อนไต่ไปตามเชือก ทำให้เกิดความกล้าหาญ และต้องรู้จักระมัดระวังในการเดินแต่ละก้าว ทำให้มีความรอบคอบมากขึ้น
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215588.html
หนึ่งในนโยบายของ นายวีระ โรจน์พจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คือ การให้กรมการศาสนา (ศน.) ใช้มิติศาสนาสืบสานวิถีถิ่น วิถีไทย โดยในช่วงวันออกพรรษา 27 ตุลาคมนี้ ศน.ได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมกันทำบุญอันยิ่งใหญ่เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้แก่ การร่วมกันตักบาตรเทโวโรหณะ ในวันที่ 28 ตุลาคม และช่วงระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2558–25 พฤศจิกายน 2558 ร่วมกันถวายผ้าพระกฐินตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศนอกจากจะเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาแล้ว ยังส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีระ นำผู้บริหารทุกกรมในสังกัดร่วมกิจกรรมส่งเสริมความเป็นไทยต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยกรมการศาสนาได้รณรงค์สืบทอดประเพณีถวายกฐินปีนี้ให้เน้นการปฏิบัติให้ถูกต้องตามประเพณี การรักษาศีล ที่สำคัญขอความร่วมมือไปยังวัดที่ได้รับผ้ากฐินสืบทอดการประดับ “ธงกฐิน” ที่กำลังสูญหายไปให้กลับคืนมาในสังคมไทย
ธงกฐิน เป็นเครื่องหมายแสดงให้รู้ว่า วัดนี้ได้รับผ้ากฐินแล้ว มี 4 แบบแฝงด้วยความรู้เกี่ยวกับธรรมะ ประกอบด้วย ธงจระเข้ ธงนางมัจฉา ธงตะขาบ และธงเต่า กล่าวคือ 1.ธงจระเข้ หมายถึง ความโลภ (ปากใหญ่ กินไม่อิ่ม) ใช้ประดับในการแห่ มีตำนานว่า เศรษฐีเกิดเป็นจระเข้ว่ายน้ำตามขบวนกฐินจนขาดใจตาย 2.ธงนางมัจฉา หมายถึง ความหลง (เสน่ห์แห่งความงามที่ชวนหลงใหล) ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน เป็นตัวแทนหญิงสาว ตามความเชื่อว่า อานิสงส์จากการถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์จะมีรูปงาม
3.ธงตะขาบ หมายถึงความโกรธ (พิษที่เผ็ดร้อนเหมือนความโกรธที่แผดเผาจิต) ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว ให้ผู้จะมาปวารณาทอดกฐินผ่านไปวัดอื่นเลย ไม่ต้องเสียเวลามาถาม และ 4.ธงเต่า หมายถึง สติ (การระวังรักษาอายตนะทั้ง 6 ดุจเต่าที่หดอวัยวะซ่อนในกระดอง) ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว จะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12 โดยในปัจจุบันจะเห็นเพียงธงจระเข้ และธงนางมัจฉา ที่จะปรากฏในงานกฐิน ส่วนธงตะขาบและธงเต่าพบเห็นได้น้อย จะมีเป็นบางวัดที่ยังคงรักษาธรรมเนียมเก่าอยู่เท่านั้น
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151022/215583.html
เมื่อชีวิต คือ การเดินทาง นั่นหมายถึง การที่คนเราจะได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมายทำให้เกิดมุมมอง ความคิดที่กว้างขึ้นไปด้วย เพื่อนำมาประยุกต์ในการอยู่ร่วมกับสังคมได้ดี เมื่อพูดถึงศาสนาอิสลาม แน่นอนอยู่ว่าภาพศัตรูคู่แค้นที่อยู่ในมันสมองของผู้นับถือศาสนาอิสลามเองนั่นคือ “ชาวตะวันตก” ภาษาบ้านง่ายๆ ศัตรูที่ทุกประเทศยกให้เป็นตัวพ่อ ไม่ว่าจะในด้านการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ ก็คือ สหรัฐอเมริกา ฟังแล้วเป็นประเทศที่น่ากลัว แล้วผู้คนละ จะน่ากลัวและไว้ใจได้ขนาดไหน วันนี้เปิดโลกการศึกษามุสลิม ขอนำเสนอความคิดจากการไปได้สัมผัสสหรัฐอเมริกา มาด้วยตัวของตัวเองแบบถึงตัวตน คนแท้ของชาวอเมริกัน
“อัยยุบ บินมูซา” เป็นคนพื้นเพจาก อ.แม่สอด จ.ตาก มีพี่น้อง 5 คน และเป็นคนที่ 5 เริ่มต้นการศึกษาที่โรงเรียนอิสลามศึกษา อ.แม่สอด จนจบประถมศึกษาปีที่ 6 แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาศึกษาต่อด้านศาสนาโดยเข้าศึกษาการท่องจำพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่สถาบันมะฮัดอัลมาดานีอัลอิสลามี (มูลนิธิสร้างสรรค์ศรัทธาชน) มีนบุรี กรุงเทพมหานคร อัยยุบ เป็นคนอัจฉริยะในเรื่องความจำ สามารถท่องจำอัลกุรอ่านได้หมดทั้งเล่มในช่วงเวลา 1 ปีกับ 5 เดือน หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาด้านศาสนา เมื่ออยู่ปีที่ 2 ก็บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบินนูรียะห์ ที่เมืองกรุงการาจี ประเทศปากีสถาน ซึ่งปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการศึกษา
อัยยุบ เล่าว่า การเรียนท่องจำพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านนั้น ความยากและง่ายขึ้นอยู่กับตัวบุคคล โดยเฉพาะความพยายามและความมุ่งมั่นคือสิ่งที่จะต้องมีอยู่ในจิตสำนึกตลอดเวลา หลังจากจบการท่องจำอัลกุรอ่านแล้ว โดยที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การท่องจำอัลกุรอ่านจะนำพาชีวิตของตัวเองไปสู่โลกกว้าง ไปสร้างความสว่างไสวให้แก่มัสยิด และพี่น้องมุสลิมในโลกนี้ เพราะการท่องจำอัลกุรอ่านจะไม่ยุ่งและสนใจกับโลกภายนอกมากเลย ต้องอยู่ในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อจบออกมา “อัลฮัมดูลิลละห์” และมีโอกาสไปต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นอิหม่าม (ผู้นำละหมาด) ในต่างประเทศ คือประเทศปากีสถาน โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาคือ สิ่งที่ตัวเองเกินคาดฝัน เมื่อได้มาพบกับชาวอเมริกัน ทั้งที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามและที่นับถือศาสนาอิสลาม สัมผัสได้จุดที่เหมือนกันสำหรับมุสลิมต่างประเทศคือ พวกเขาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและพร้อมที่จะศึกษาในสิ่งที่ไม่รู้และต้องการผู้ที่จะนำพาเขาไปในหนทางที่ถูกต้อง โดยการสอนด้วยหลักการและเหตุผลที่ต้องใช้ความชัดเจนเป็นภาพ
อัยยุบ เน้นว่า ผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามหรือผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามโดยเฉพาะที่อเมริกานั้น ดูเหมือนพวกเขาต้องการจะศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะต่างศาสนิกมากมายจะให้ความสนใจในพิธีต่างๆ ของอิสลาม ไม่ว่าการแต่งกาย การเป็นอยู่ การแต่งกายของเราอาจจะยังเป็นเรื่องแปลกใหม่บ้างในสายตา แต่ไม่มีการกีดกันจากผู้คนแต่อย่างใด
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการ หรือที่สาธารณะ ในข่าวหรือสื่อต่างๆ อาจจะเห็นถึงความเกลียดชังในอิสลามของชาวอเมริกัน แต่เมื่อได้มาพบเห็นด้วยตา ความคิดเปลี่ยนทันที และคิดว่าเป็นความคิดส่วนบุคคล ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเช่นนั้น ชาวอเมริกันบางคนเดินเข้ามาคุย อยากเรียนรู้ อยากทำความเข้าใจ และตั้งใจฟัง เพราะบางทีการได้สัมผัสจากการพูดคุย การเป็นมิตรระหว่างกันทำให้เข้าใจได้มากกว่าการนั่งฟังเท่านั้น
เรื่องราวของการเดินทางไปเป็นโต๊ะอิหม่าม ผู้นำละหมาดถึงประเทศอเมริกา ได้ไปประกาศและฝากเสียงอันไพเราะของอัลกุรอ่านแม้จะเป็นจุดเล็กๆ ที่อัยยุบได้ไป แต่นั่นหมายถึง มุมมองที่ได้กลับมาช่างยิ่งใหญ่และทำให้เรารู้ว่า บางครั้งการรับฟัง การดู การเสพสื่อ ไม่เท่ากับการต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น แล้วเราจะรู้ความจริงว่า อะไรคืออะไร..จึงไม่แปลกที่ศาสนาอิสลามสอนสั่งเสมอว่า “จงศึกษาเถิดแม้ว่าจะไกลถึงเมืองจีนก็ตาม”
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151021/215526.html
ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย สำหรับงาน “มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูครั้งที่ 8 หรือ EDUCA 2015” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียน!โรงเรียน!โรงเรียน!” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2558 โดยหน่วยงานองค์กรภาครัฐ เอกชนร่วมกันจัดขึ้น อาทิ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ที่ได้จัดกิจกรรม นิทรรศการ เสวนา การประชุมนานาชาติแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาครูอันนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศ
อพวช.เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน EDUCA มาอย่างต่อเนื่องยาวนานเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งทุกปีจะนำเสนอองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการ เวิร์กช็อป และกิจกรรมต่างๆ จุดประกายความคิดให้ครูได้นำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียน ส่วนปีนี้ กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ อพวช. เล่าว่า ปีนี้ อพวช.ได้นำกิจกรรมมากมายมาจัดแสดง นำเสนอให้คุณครูได้เลือกสรรเข้าร่วม โดยแบ่งกิจกรรมเป็นโซนนิทรรศการ ที่นำเสนอผ่านสื่อและการลงมือปฏิบัติ ทดลองเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพื่อกระตุ้นให้คุณครูเกิดความคิด เล็งเห็นความสำคัญในการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงๆ
“ปัจจุบันนี้ เด็กส่วนใหญ่จะอยู่กับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ดีช่วยในการศึกษาค้นคว้า แต่ทำให้ขาดทักษะการใช้มือ ฝึกกล้ามเนื้อในการจับต้อง ลงมือประดิษฐ์ ต่อชิ้นส่วนต่างๆ กิจกรรมในนิทรรศการ มีพิพิธภัณฑ์ NATURE TOY ที่มุ่งบรรยายและปฏิบัติเกี่ยวกับกิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้ครูได้ทดลองเพื่อไปถ่ายทอดแก่เด็ก ฝึกให้เด็กได้ประดิษฐ์ เกิดการสังเกต เปรียบเทียบ และเกิดความสงสัย สามารถหาคำได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ มีการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านรอยเท้าสัตว์ และให้คุณครูได้ฝึกประดิษฐ์พวงกุญแจรอยเท้าสัตว์ เป็นรูปแบบกิจกรรมที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ ปรับใช้การเรียนการสอนในชั้นเรียน โรงเรียนของตนเองได้”
ต่อมาโซนที่ 2 จะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับ “ของเล่นวิทยาศาสตร์ภูมิปัญญาไทย” กรรณิการ์ เล่าต่อว่า ของเล่นภูมิปัญญาไทยเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ครูสามารถใช้เป็นสื่อในการสอนวิทยาศาสตร์ได้ เช่น เรื่องเสียง แรง การเคลื่อนที่ พลังงาน ความเฉื่อย หรือแรงโน้มถ่วง เพราะวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่รอบด้วย และภูมิปัญญาไทย เป็นวิทยาศาสตร์ที่คนไทยไม่ควรละเลย และควรระลึกไว้ โดยในงานจะมีการทำเวิร์กช็อปประดิษฐ์ของเล่นควบคู่ไปกับการเรียนการสอน ทำให้เด็กสนุก ฝึกทักษะต่างๆ เกิดการเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาไทย เกิดแรงบันดาลใจ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมของเล่นภูมิปัญญาไทย
โซนที่ 3 เรื่องเทคโนโลยี อพวช.นำเสนอวงจรอิเล็กทรอนิกส์ง่ายๆ ที่คุณครูหรือเด็กไทยได้มาทดลองต่อแล้วจะรู้ว่าไม่ยุ่งยาก แต่จะเข้าใจฟังก์ชัน กระบวนการทำงานต่างๆ นอกจากนั้นมีกิจกรรมเวิร์กช็อปอบรมครู ทั้งเรื่องเกี่ยวกับดาราศาสตร์พกพา ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างง่ายในการเรียนรู้ ปรากฏการณ์ท้องฟ้า การใช้แผนที่ดาว การหาทิศทาง เป็นต้น รวมถึงมีการอบรมการทำแอพพลิเคชั่น ให้ครูได้ฝึกทักษะการสังเกต กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อไปประกอบพัฒนาการเรียนการสอน
“เชื่อว่าครูที่มาร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย จะทำให้ครูได้มีโอกาสพบเจอมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นเด็กผ่านการลงมือทดลอง ตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการที่เด็กรู้จักตั้งคำถาม และอยากเรียนรู้คำถามในใจว่าเรื่องนั้นๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ครูจะต้องมีเทคนิคอย่างไรที่ช่วยกระตุ้น หรือสร้างนิสัยให้เด็กเกิดคำถาม”
อพวช.มีกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยให้ครูทำให้เด็กเกิดความสงสัย ตั้งคำถาม กรรณิการ์ เล่าอีกว่า ด้วยบริบทของการเรียนการสอนในขณะนี้ ทำให้เด็กๆ ไม่มีโอกาสที่จะสงสัยมากนัก ทั้งๆ ที่ความสงสัยเป็นธรรมชาติของคนทุกคน แต่ด้วยการเรียนในห้องเรียน เช่น ห้องเรียนขนาดใหญ่ ทำให้เด็กไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ความสงสัยจึงถูกปิดกั้น ดังนั้นครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กฉุกคิด กระตุ้น หรือสงสัยแล้วถาม และเปิดโอกาสให้ทุกคำถาม ถึงเป็นคำถามที่ไม่ใช่ฉลาดเพียงเด็กกล้าที่จะถาม สงสัย และแสดงความสงสัยนั้นออกมา ครูต้องให้ทักษะที่ทำให้เด็กหากระบวนการคำตอบ ที่สามารถแก้ไขคำถามเหล่านี้
“ครูต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และกิจกรรมต่างๆ ของ อพวช.จะทำให้ครู เปิดม่านความคิด ทัศนคติในการปรับการเรียนการสอนของตนเอง เห็นอีกมุมหนึ่งที่คุณครูไม่ควรมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ เพราะคุณครูอาจเน้นเรื่องการสอน แต่หลงลืมการให้ทักษะ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ เช่น สอนเด็กทำโครงงาน ซึ่งโครงงานที่ดีต้องเกิดจากความสงสัยอยากรู้ เกิดจากโจทย์ที่ดี แล้วโจทย์ที่ดีต้องมาจากสิ่งที่เด็กหรือคนทำอยากรู้จริงๆ”
นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี งานวิจัยต่างๆ ล้วนเกิดจากความกล้าคิด กล้าถามของมนุษย์ ถ้าจะสร้างนวัตกรรมในอนาคต ครูต้องปลูกฝังให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าสงสัย การเข้าร่วมงานสัมมนาด้านการศึกษาต่างๆ เป็นการ เก็บเกี่ยวมุมมองใหม่ๆ นำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน และทำให้เด็กๆ ของครู เป็นเยาวชน เป็นคนคุณภาพในอนาคต “คุณครู” จึงเป็นความหวังของประเทศ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151020/215513.html
20ต.ค.2558 นายโกวิท สัจจวิเศษ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยกรณีพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ต.ค.เป็นต้นไป ว่า สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นตามพ.ร.บ.ฉบับนี้มากมาย อาทิ ผู้ประกันมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรไม่จำกัดจำนวนครั้ง (เหมาจ่ายครั้งละ 13,000 บาท + เงินสงเคราะห์การหยุดงาน 90 วัน) ผู้ประกันมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรคราวละไม่เกิน 3 คน (เหมาจ่ายรายเดือน เดือนละ 400 บาทต่อคน) ผู้ประกันตนสามารถทำหนังสือระบุบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพไว้ล่วงหน้าได้โดยให้มีสิทธิรับร่วมกับทายาท เพิ่มเงินสงเคราะห์กรณีตาย ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยเรื้อรังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย
นายโกวิท กล่าวว่า ส่วนการคำนวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้คำนวณโดยนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบสูงสุด 3 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิมารวมกันเป็นฐานในการคำนวณแล้วหารด้วย 90 ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีค่าจ้างไม่ครบ 3 เดือนในคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายวัน กองทุนประกันสังคมขยายระยะเวลาการขอรับประโยชน์ทดแทนจาก 1 ปี เป็น 2 ปี และขยายความคุ้มครองไปถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการที่มีอยู่ประมาณ 300,000 คน และลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศและไปประจำทำงานต่างประเทศ ผู้ทุพพลภาพอยู่ก่อนวันที่ 31 มี.ค. 2558 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ไปตลอดชีวิต
นายโกวิท กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมยังไม่มีการเตรียมที่จะขยายฐานการเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนและนายจ้าง หลังวันที่ 20 ต.ค.เพราะเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม และห่วงใยผู้ประกันตน ลูกจ้าง รวมทั้งนายจ้าง จึงยังคงยืนยันที่จะเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนและนายจ้างร้อยละ 5 ของฐานเงินเดือนที่กำหนดไว้คือ 1,650-15,000 บาทอยู่เหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินเดือนสูง เนื่องจากหากในอนาคตมีการปรับขยายฐานเพิ่มเป็นผู้มีรายได้จาก 1,650-20,000 บาท จะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่ม เช่น ถ้าเพิ่มจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 6 เงินสะสมก็เพิ่มขึ้นจาก 1,000 บาทเป็น 1,200 บาท จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เพิ่มขึ้นจาก 7,500 บาทเป็น 10,000 บาท เงินบำนาญชราภาพก็ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย
ด้านพันตำรวจตรีหญิง รมยง สุรกิจบรรหาร รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ในฐานะโฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มสิทธิประโยชน์และขยายความคุ้มครองข้างต้นแล้ว กฎหมายประกันสังคมฉบับใหม่ยังได้เพิ่มเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคซึ่งนับเป็นเรื่องใหม่ที่เป็นของขวัญแก่ผู้ประกันตนและลูกจ้างทั่วประเทศด้วย เบื้องต้นในปีงบประมาณ 2559 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมจะออกประกาศในเรื่องดังกล่าว โดย สปส. จะให้ประกันสังคมจังหวัดหรือเขตเข้าร่วมเป็นอนุกรรมการของ สปสช. เพื่อประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันในแต่ละจังหวัดให้สามารถไปใช้สิทธิในโรงพยาบาลของรัฐตามหลักเกณฑ์ของ สปสช. เช่น การฝากครรภ์ การรับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งการตรวจคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เป็นต้น
พันตำรวจตรีหญิง รมยง กล่าวว่า นอกจากนี้พ.ร.บ.ดังกล่าว ยังได้เปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและโทษปรับกรณีนายจ้างชำระเงินสมทบล่าช้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.นี้ด้วยเช่นกัน โดยเงินสมทบงวดเดือนก.ย.2558 นายจ้างต้องชำระเงินสมทบอย่างช้าสุดไม่เกินวันที่ 19 ต.ค. 2558 สำหรับเงินสมทบงวดเดือนต.ค. นายจ้างต้องชำระเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น เงินสมทบงวดเดือนต.ค.ต้องจ่ายเงินสมทบภายใน 15 พ.ย. หากชำระเงินสมทบหลังจากวันที่ 15 พ.ย. นายจ้างจะมีโทษปรับเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ค้างจ่าย
ทั้งนี้สำนักงานประกันสังคม ยังได้เพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวก นายจ้างสามารถยื่นแบบส่งเงินสมทบ (สปส. 1-10) ชำระเงินสมทบได้ที่เคาน์เตอร์ ธนาคารกรุงไทย / ธนาคารกรุงศรีอยุธยา / ธนาคารธนชาต โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม นายจ้างทุกท่านสามารถดูรายละเอียดแนวปฏิบัติการนำส่งเงินสมทบได้ที่ http://www.sso.go.th/wpr/uploads/uploadImages/file/notice020958.pdfหรือมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.สายด่วน 1506 ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151020/215439.html
เมื่อเร็วๆ นี้ โรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” อ.โพทะเล จ.พิจิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 ได้จัดกิจกรรม “ตลาดนัดคุณหนู” โดยให้เด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 และระดับชั้นอนุบาล 2 ได้รับบทบาทเป็นพ่อค้า แม่ค้าตัวน้อย โดยมีครูประจำชั้นเป็นพี่เลี้ยง ช่วยขายของ และตรวจสอบการใช้เงิน ทอนเงิน เพื่อสอดแทรกความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน
“ลักษณ์ บุญประเสริฐ” ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” กล่าวว่า โรงเรียนได้กิจกรรมตลาดนัดคุณหนูขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว เพราะอยากสร้างให้เด็กนักเรียนมีโอกาสเสริมสร้างประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ทั้งยังได้ปลูกฝังวิธีการเป็นผู้บริโภคที่ดี และเน้นถึงความพอเพียงในการใช้ชีวิต ซึ่งกิจกรรมนี้จะส่งเสริมให้จัดขึ้นอีกในปีต่อไป
“ตลาดนัดคุณหนู” เป็นกิจกรรมในโครงการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญานักเรียนปฐมวัย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้นักเรียนสนใจเรียนรู้สิ่งรอบตัว มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์และยังเป็นการพัฒนาให้นักเรียนมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
บรรยากาศ “ตลาดนัดคุณหนู” เด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 และอนุบาล 2 ซึ่งรับบทเป็นพ่อค้า แม่ค้าตัวน้อย ได้สนุกสนานกับการขายของ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาคณะครู และพี่ๆ นักเรียนมาร่วมเป็นลูกค้า ซึ่งเป็นการจำลองตลาดนัดเล็กๆ ให้ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน มีขายชานมไข่มุก น้ำแข็งไส วุ้นแฟนซี ลูกชิ้นปิ้ง ขนมปังปิ้งทาแยมหน้าต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้าสินค้ากิฟท์ช็อป เป็นต้น ซึ่งเด็กๆ ได้เรียนรู้การบริการ การชั่ง ตวง วัด ของสินค้าและอาหารที่จะนำไปขาย รู้จักการซื้อขายแลกเปลี่ยน การใช้เงินธนบัตรและเหรียญชนิดต่างๆ เด็กๆ มีความรู้สึกภาคภูมิใจกับการค้าขาย ซึ่งเป็นอาชีพสุจริต
“สุวรรณีย์ ศิริสมฤทัย” ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 กล่าวว่า กิจกรรมตลาดนัดคุณหนูเป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยใช้บทบาทสมมุติ โดยได้ส่งเสริมทักษะการเข้าสังคม การสื่อสาร การเลือกซื้อของอุปโภค บริโภค อย่างชาญฉลาด รู้จักคุณค่าของเงิน โดยมีการบูรณาการวิชาคณิตศาสตร์มาใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมจินตนาการละความคิดสร้างสรรค์
“ภัทร์พิมล ขจรกลิ่นสมฐวี” ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” กล่าวว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะทางคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน โดยบูรณาการกิจกรรมในเรื่องของตัวเลข จำนวน รูปทรงเรขาคณิต การชั่ง ตวง วัด เข้ามาไว้ด้วยกัน นอกจากนั้นยังได้สอนเด็กๆ ให้รู้จักเลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์ และเห็นค่าของเงิน
“ยุรนันท์ เขียวขำ” ผู้ปกครองนักเรียน กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดี ที่สอนให้เด็กๆ รู้จักใช้เงินเป็น เลือกซื้อของที่มีประโยชน์ อยากให้โรงเรียนจัดกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ทุกปี เพราะถึงแม้ลูกตนเองจะขึ้นชั้นประถมศึกษาแล้ว แต่ก็เป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ รุ่นน้องต่อไป
ด.ญ.ธิติมา เขียวขำ นักเรียนชั้นอนุบาล 2/2 กล่าวว่า รู้สนุกกับการเป็นแม่ค้าขายของ เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ คุณครู มาช่วยกันซื้อของ รู้สึกภูมิใจที่ขายของได้ และทำให้รู้จักใช้เงินเป็นอีกด้วย
“ตลาดนัดคุณหนู” ของโรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” อ.โพทะเล จ.พิจิตร จึงนับว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเป็นการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญได้รู้จักคุณค่าของเงินอีกด้วย สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เบอร์โทรศัพท์ 0-5668-1162 หรือดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โรงเรียน http://www.anubanphothale.ac.th/