วธ.ไฟเขียวจัดงานเทศกาล ลอยกระทงได้-งด‘นางงาม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241252

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันที่ 21 ตุลาคม มีการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ(กวช.) โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกรรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมว่าสืบเนื่องจากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการเกี่ยวกับการดำเนินการระหว่างพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ โดยเฉพาะเรื่องการงดจัดการรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ดังนั้นที่ประชุม กวช. จึงได้หารือกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการจัดกิจกรรมเทศกาล ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่เหมาะสมในช่วงงานพระราชพิธีพระบรมศพ ซึ่งจากการหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรม ผู้แทนจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีข้อสรุปดังนี้

สำหรับประเพณีลอยกระทง เห็นสมควรให้จัดตามประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา เช่น ทำบุญ ตักบาตร ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์ โดยขอให้ยกเว้นการประกวดนางนพมาศ และการจัดคอนเสิร์ต ส่วนการเฉลิมฉลอง เช่น จุดพลุ ตะไล ดอกไม้ไฟ ควรจุดอย่างระมัดระวัง และจุดในสถานที่เหมาะสม และได้รับอนุญาตจากทางราชการ

ส่วนเทศกาลกฐิน ให้พิจารณาตามความเหมาะสม ให้งดเฉพาะส่วนที่เป็นมหรสพหรือความบันเทิง แต่ยังสามารถจัดงานตามประเพณีได้ โดยการปฏิบัติในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานปี 2559 ให้ตั้งโต๊ะหมู่ ตั้งเครื่องราชถวายราชสักการะ มีพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพถวายราชสักการะเหมือนเดิม บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี คำกล่าวถวายผ้าพระกฐินใช้คงเดิม ส่วนการแต่งกายในงานกฐินพระราชทาน ประธานและข้าราชการแต่งชุดปกติขาวไว้ทุกข์ตามระเบียบราชการ ภาคเอกชนใส่สูทสากลไว้ทุกข์ หรือผ้าไทยพระราชทานแขนยาว ส่วนประเพณีอื่นๆ เช่น คริสต์มาส ดำเนินการได้ตามความเหมาะสม วันขึ้นปีใหม่ เน้นการสวดมนต์ข้ามปี ตรุษจีน ให้เป็นไปตามประเพณีคนไทยเชื้อสายจีน และประเพณีสงกรานต์ ดำเนินการตามประเพณีท้องถิ่น

“การจัดงานรื่นเริงต่างๆ ดำเนินการได้ แต่ควรมีความเหมาะสมตามบริบทของพื้นที่นั้นๆ และให้ยกเว้นการจัดคอนเสิร์ต สำหรับการแต่งกายในงานประเพณี เห็นควรให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับกิจกรรมประเพณีนั้นๆ แต่ให้มีสัญลักษณ์การไว้อาลัย เช่น ติดโบสีดา ขณะที่สถานประกอบการ สถานบันเทิง สามารถเปิดดำเนินการได้ตามความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่”

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้รายงานการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพในส่วน วธ. ซึ่งมีสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้ 1.เปิดศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารประจำ วธ. ทำหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการ แจ้งข้อมูลข่าวสาร ประกาศคำแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง และสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพตลอด 24 ชั่วโมง

2.เชิญชวนประชาชน สื่อมวลชน ร่วมส่งภาพถ่ายทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวเพื่อบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ที่ได้บันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา เพื่อรวบรวม และจัดพิมพ์หนังสือ “จดหมายเหตุฉบับประชาชน” และจัดทำสารคดีโทรทัศน์ “ธ ทรงสถิตในดวงใจไทยทุกคน”

นอกจากนี้ ได้รับรายงานว่า ในวันที่ 28 ตุลาคม เวลา 15.30 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วธ.จะเปิดนิทรรศการ “ธ ทรงสถิตในดวงใจไทยทุกคน” โดย วธ.ร่วมมือกับสมาคมถ่ายภาพต่างๆ ในประเทศไทย และช่างภาพจิตอาสานำภาพถ่ายมาจัดนิทรรศการนำเสนอภาพทรงจำอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทย และชาวต่างประเทศได้ชม ที่สำคัญ วธ.จะคัดเลือกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งประชาชนส่งเข้ามายัง วธ.กว่า 15,000 ภาพ มาจัดนิทรรศการ โดยเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.ทุกวัน จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

3.วธ.ร่วมกับ จ.ปทุมธานี เครือข่ายศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน และผู้นำศาสนา 5 ศาสนา จัดกิจกรรม “รวมใจเครือข่ายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” ในวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

4.กรมศิลปากร ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเรื่องรูปแบบพิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุ โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และงานด้านจดหมายเหตุ พระราชพิธี รวมทั้ง เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ 41 แห่ง อุทยานประวัติศาสตร์ 9 แห่ง และโบราณสถานทุกแห่งฟรี ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2559 – 31 มกราคม 2560

5.กรมการศาสนา จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานร่วมกับสำนักพระราชวังในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระที่นั่งดุสิตพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765 หรือศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารประจำ วธ.ตลอด 24 ชั่วโมง โทร 0-2422-8729, 06-3226-0845

 

จัดระเบียบกราบพระบรมศพ28ต.ค. ต้องรับบัตรคิวล่วงหน้า-เปิดรับ’ล่าม’อาสาสมัคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241237

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 20.09 น.

21 ต.ค.59 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยแนวทางการดูแลรักษาความเรียบร้อยและการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ที่มาร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า คสช.ได้ตั้งกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยรอบพระบรมมหาราชวัง และสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องมาร่วมปฏิบัติการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ ทั้งเรื่องจุดตรวจจุดคัดกรองต่างๆ

ทั้งนี้ ในส่วนการอำนวยความสะดวก กองทัพบกได้สร้างสะพานแบรี่ M2 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาลงรถหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ให้สามารถเดินข้ามคลองหลอดมาสนามหลวงได้สะดวกขึ้น รวมทั้งจะมีการปรับการบริหารจัดการการเข้าแถวเข้าแสดงความอาลัยให้เหมาะสม โดยเฉพาะพิจารณาจัดคิวพิเศษให้คนชราและผู้พิการ รวมถึงทำคู่มือให้ประชาชน นอกจากนี้ จะมีการประชาสัมพันธ์ขอรับอาสาสมัครทำหน้าที่ล่าม เพื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติในงานอีกด้วย

ด้าน พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาเข้าเฝ้าและกราบถวายบังคมพระบรมศพตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคมนั้น ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ซักซ้อมเรื่องการจัดทำบัตรคิวให้ประชาชนทุกคนที่จะเข้ามา โดยเบื้องต้นสำนักพระราชวังจะให้ประชาชนเข้าไปภายในได้รอบละ 100 คน ซึ่งการจัดทำบัตรคิวเพื่อให้ประชาชนทราบว่าตัวเองอยู่ลำดับที่เท่าใด ดังนั้นจึงต้องการคนที่ตรงต่อเวลาและมีความซื่อสัตย์ เพราะเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดปัญหาเรื่องการรับบัตรคิวแทน และเรื่องการปลอมบัตรคิวในการเข้าลงนามถวายความอาลัย แต่ก็ถือเป็นเพียงส่วนน้อยที่เกิดขึ้น เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีน้ำใจและมีความตั้งใจมาแสดงความจงรักภักดี

ส่วนประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด กระทรวงมหาดไทย จะมีการบริหารจัดการประชาชนโดยให้รับบัตรคิวล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้ามาในพื้นที่ กทม.พร้อมกัน

ชาวเบตงขอยึดแนวพระราชดำรัส’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241234

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 20.03 น.

21 ต.ค.59 นายวรศักดิ์ คุโณดม อายุ 53 ปี บุตรชายของ นางกิ้มสี แซ่อึ้ง อายุ 78 ปี ชาว ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา หนึ่งในพสกนิกรที่ร่วมรับเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2519 หรือ 40 ปีที่แล้ว ที่ศาลาประชาคม เปิดเผยว่า เมื่อแม่ของตนกลับมาจากการรับเสด็จฯ ก็มาเล่าให้ฟังว่า ในครั้งนั้นแม้จะมิได้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิด แต่ก็ได้เห็นพระองค์ท่านอย่างชัดเจน พระองค์ท่านศิริโฉมงดงาม ทรงเรียบร้อย พูดเบาแต่พระองค์ท่านสนพระทัยอย่างมากเกี่ยวกับการเป็นอยู่ของพสกนิกรของท่านโดยตรัสกับคณะผู้ใหญ่ที่เข้าเฝ้าฯ ว่าให้นำเรื่องราวที่ดีในการอยู่แบบพอเพียง การดัดแปลงคุณค่าทางพืชผลนำไปใช้ต่อยอดให้กับประชาชน ซึ่งทุกวันนี้ตนเองได้นำพระราชดำรัสไปใช้ในการทำงาน และสอนสั่งลูกหลานต่อไป

ขณะที่ นายอาจหาญ ประเสริฐจริง อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ต.ธารน้ำทิพย์ อ.เบตง จ.ยะลา ได้กล่าวถึงการที่พ่อแม่ของตนได้ไปรับเสด็จฯ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2519 ว่า เมื่อพ่อแม่กลับมาก็ได้เล่าให้ลูกหลานฟัง ว่าพระองค์ทรงไม่ถือตัว พบปะประชาชนที่ไปรอเข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด แม้เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว การเดินทางเข้ามาที่ อ.เบตง นั้น ค่อนข้างลำบาก คดเคี้ยว และอันตรายมาก แต่ก็ยังเสด็จฯ มาพบพสกนิกรของพระองค์ท่าน ถึงแม้ อ.เบตง จะอยู่ไกลใต้สุดแดนสยามก็ตาม แต่พระองค์ก็ยังคงเสด็จฯ และพักที่ธนาคารมหานคร ในสมัยนั้น 1 คืน ปัจจุบันเป็นธนาคารกรุงไทย สาขาสุขยางค์ และเสด็จฯ กลับในช่วงสายของวันที่ 18 กันยายน 2519 ทำประชาชนคนไทยทั้งปวงปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น

ชาวกาฬสินธุ์ถวายความอาลัย เตรียมสร้างพระบรมราชานุสรณ์ที่ผาเสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241223

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.47 น.

พสกนิกรชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และตามรอยเสด็จเสวยพระกระยาหารที่ผาเสวย ซึ่งเป็นจุดที่เสด็จประทับฝ่าพระบาทแรกที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อ 60 ปีก่อน เตรียมผลักดันสร้างพระบรมราชานุสรณ์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

21 ต.ค.59 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลผาเสวย อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ นายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอสมเด็จ เป็นประธานพิธีถวายความอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีคณะสงฆ์ร่วมประกอบพิธีทางศาสนา และ นายชาติ ไทยแท้ นายกเทศมนตรีตำบลผาเสวย พร้อมด้วยข้าราชการพ่อค้า ประชาชน ทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมถวายความอาลัยและแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาว จ.กาฬสินธุ์

ทั้งนี้ สำนักงานเทศบาลตำบลผาเสวย ได้นำพระฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยผ้าขาว – ดำ ติดตั้งไว้ที่บริเวณผาเสวย แนวเขตเทือกเขาภูพาน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะที่จุดผาเสวย ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ถือเป็นจุดแรกที่พระองค์ท่านประทับฝ่าพระบาทลงผืนแผ่นดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแห่งแรก

นายชาติ กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงษ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2498 โดยได้แวะประทับและเสวยพระกระยาหารกลางวันที่ผาเสวย ซึ่งนำความปลื้มปิติแก่พสกนิกรชาวกาฬสินธุ์อย่างหาที่เปรียบมิได้ และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ทาง จ.กาฬสินธุ์ ได้ตั้งชื่อว่าผาเสวย และนำไปประกอบเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ ในคำขวัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ คือหลวงพ่อองค์ดำลือเลื่อง เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี นอกจากนี้ ยังเตรียมที่จะผลักดันสร้างพระบรมราชานุสรณ์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งต่อพสกริกรชาว จ.กาฬสินธุ์

สำหรับ ผาเสวย เดิมชื่อผารังแร้ง หรือเหวหำหด  เพราะเป็นหน้าผาสูงชั้นในบริเวณเทือกเขาภูพาน ติดถนนทางหลวงหมายเลข 213 กิโลเมตรที่ 101 – 102 ด้วยในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2498 ได้ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันที่บริเวณหน้าผาแห่งนี้ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นผาเสวยมาจนถึงปัจจุบัน

‘เอิน กัลยกร’เขียนตอกฝรั่ง ถาม’คนไทยถูกล้างสมองให้รักในหลวงหรือเปล่า??’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241202

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.21 น.

21 ต.ค. 59  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (20 ต.ค.) “เอิน-กัลยกร นาคสมภพ” อดีตนักแสดงและศิลปินชาวไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Kalyakorn Earn Naksompop” ระบุถึงการเขียนบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ลงในเว็บไซต์ http://www.kalyakorn.com” เรื่อง “พวกเราน่ะเหรอโดนล้างสมอง? (They said we were brainwashed)” เพื่อตอบคำถามชาวต่างชาติ ที่มักถามว่า “คนไทยถูกล้างสมองให้รักในหลวงหรือเปล่า” ข้อความว่าเราสามารถรักคนที่
เราไม่เคยเจอเลยได้อย่างไร?

เราสามารถแม้กระทั่ง…
เทิดทูนท่านได้อย่างไร?

บางคนบอกว่า… เราถูกล้างสมอง

บางคนอธิบายว่า… กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือที่คนไทยสมัยนี้เรียกกันสั้นๆ ว่า 112 ห้ามเราไม่ให้วิจารณ์พระราชวงศ์ ดังนั้น เราจึงไม่เคยรู้ความจริงและไม่เคยสงสัยในความเคารพที่เรามีให้กับพระราชวงศ์

บางคนแสดงความคิดเห็นไว้ว่า… เพราะประเทศไทยไม่มีประชาธิปไตย เราจึงไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น

บางคน… เมื่อเห็นว่าเราร้องไห้…
ก็เอาเราไปเปรียบกับเกาหลีเหนือ

– – – – – – –

ถ้าอย่างนั้น…
ฉันขอถามกลับด้วยคำถามที่เรียบง่ายแล้วกัน

คุณเคยได้ยินเรื่องของอับราฮัม ลินคอล์น และสิ่งที่เขาทำมั้ย? คุณเคารพเขามั้ย?

แล้วเนลสัน แมนเดลล่า หรือ มหาตมะ คานธี ล่ะ? คุณเข้าใจเมื่อตอนที่เขาร้องไห้ให้กับการตายของพวกเขามั้ย?

ใช่ ในหลวงของเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชาติไทยให้เป็นอิสระเพื่อความเท่าเทียมในสังคม

แต่… ในหลวงของเราก็ทรงต่อสู้ อย่างหนักเสียด้วย เพื่อปลดปล่อยประชาชนของท่านจากความหิวโหยและความยากจน

แม้จะเกิดขึ้นในบริบทที่ต่างกัน แต่มันคือเรื่องเดียวกัน

ฉันชื่อกัลยกร อายุ 33 ปี เป็นคนที่เกิดและเติบโตในประเทศไทย ฉันมองว่าตัวเองเป็นคน 2 ภาษา ด้วยความที่เรียนประถมในโรงเรียนไทย แล้วไปต่อชั้นมัธยมในโรงเรียนนานาชาติ ในฐานะที่เป็นคนสองภาษาและเป็นคนที่สนใจประวัติศาสตร์มาก ฉันจึงโชคดีมากที่สามาถเข้าถึงข้อมูลและอ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้ทั้ง 2 ภาษา ซึ่ง… บอกเลยว่าเป็นสิ่งที่ทำเสมอ ถ้าจะว่ากันตามตรง ฉันเริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอื่นก่อนเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่จะเริ่มหันมาสนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทย

ช่วงเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยไทยทำให้ฉันตระหนักว่า… ฉันรู้เรื่องบ้านเมืองของตัวเองน้อยเหลือเกิน การเดินทางไปในที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นในถิ่นชนบท การต้องนั่งรถทัวร์ การต้องนอนในวัด การต้องทานอาหารพื้นบ้านที่ห่างไกลจากคำว่าหรูหรา เช่น การกินแคบควายกับข้าวเหนียว ทำให้ฉันเห็นประเทศนี้ในมุมที่ไม่เคยเห็น

ฉันจึงเริ่มหันมากลับมามองที่ประเทศอันเป็นบ้านเกิดของตัวเอง ในเวลาเดียวกันนั้น ฉันก็เริ่มเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพื่อบ้าน ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และเคยได้ผ่านประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายๆ อย่างคล้ายกัน ฉันจึงได้เห็นความแตกต่างของแต่ละบ้านเมืองที่ฉันได้ไปเหยียบ และรู้สึกซาบซึ้งกับใครก็ตามที่ทำให้ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้

แต่ฉันพบว่าอดีตของเราไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายคนพยายามทำให้เราเชื่อ ฉันได้เรียนรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ต้องเร่งรัดประเทศให้เข้าสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อจะรอดพ้นจากการถูกคุกคามจากประเทศตะวันตก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงล่าอาณานิคม

การศึกษาเรื่องราวจากทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ทำให้ฉันเห็นมิติที่ลึกซึ้งขึ้นในเรื่องราวมากมายที่เคยได้ยินตั้งแต่ตอนยังเด็ก

ฉันได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยเป็นอุดมคติที่หวานหอมและสวยหรู แต่กลับถูกยัดเยียดให้คนไทยอย่างฉับพลันผ่านการปฏิวัติรัฐประหาร ในตอนที่คนยังไม่พร้อม และไม่เคยได้รับการศึกษาที่ถูกต้องเพื่อจะเข้าใจว่า ประชาธิปไตย คืออะไร

ฉันได้ค้นพบความจริงว่า พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ต้องหนีออกจากประเทศ เพราะเสี่ยงเหลือเกินที่จะถูกจับขังหากอยู่ในประเทศไทย

ฉันยังได้เห็นความจริงผ่านการเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ชาติอื่น ว่าการขึ้นครองราชย์ของทั้งรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 นั้น…. ไม่ใช่เรื่องปกติ

รัชกาลที่ 8 นั้นท่านเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ยังเป็นเด็กมาก ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์กับครอบครัวเล็กๆ แม่ของท่านเป็นคนธรรมดา พ่อของท่านเสียไปแล้ว แถมท่านยังไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในสายของการขึ้นครองราชย์โดยตรง แต่ก็ทรงถูกรัฐบาลในยุคนั้นทูลเชิญขึ้นเป็นกษัติย์ปกครองประเทศ เมื่อท่านโตขึ้นและพบว่ามีการเป็นกษัตริย์นั้นมีภาระหน้าที่มากมายกว่าการเป็นแค่หุ่นเชิด ท่านจริงเริ่มทำงานในฐานะกษัตริย์จริงๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในระหว่างการกลับมาเยี่ยมประเทศไทย

ท่านสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีมายาวนานระหว่างชาวไทยและชาวจีนในไทย

นั่นเอง… ที่ท่านเริ่มสามารถชนะใจของประชาชนได้… แล้วท่านก็ถูกลองปลงพระชนม์…​ เพียงไม่กี่วันก่อนจะเสด็จกลับไปเรียนต่อ

หลังท่านเสด็จสวรรคต พระอนุชาของท่านจึงต้องขึ้นครองราชย์แทน ด้วยพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

มันไม่ใช่งานที่ง่ายเลย

มันอาจไม่ใช่แม้งานที่ท่านอยากได้

มันคืองานที่ถูกยัดเยียดให้
ในเวลาที่อันตรายเหลือเกิน

แต่ท่านก็ทรงรับ

นี่คือความจริงที่คนไทยทุกคนรู้ แม้เราจะไม่อยากพูดถึงมันเท่าไหร่ แต่เราก็รู้ ซึ่งฉันพบว่ามันเป็นเรื่องน่าตลกมากเลย ที่สื่อต่างชาติมากมายมักชอบวาดภาพการครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้เสียหรูหรา โดยกลับไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย

เพราะอย่างนี้… ฉันจึงได้เรียนรู้ว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุ่มเสี่ยงยากลำบาก และเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์อยู่ในจุดที่อ่อนแอที่สุด เรากลับได้พบกับพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานอย่างหนัก จนสามารถกุมใจของประชาชน และสามารถทำให้ราชวงศ์กลับมาเข้มแข็งได้อีกครั้ง

ท่ามกลางความแปรปรวนของความขัดแย้งทางการเมือง ในหลวงรัชกาลที่ 9 คือคนเดียวที่ทรงแสดงให้เราเห็นถึงความจริงใจในประเทศนี้…​ ผ่านการทรงงานของท่าน

ฉันเคยได้ยินมากว่ากษัตริย์ไม่สามารถเป็นกษัตริย์ที่แท้จริงได้หากปราศจากแรงสนับสนุนจากประชาชน

แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงได้มาซึ่งบารมีด้วยความรักจากประชาชน

เราวางใจในตัวท่าน เราจึงเชื่อท่าน
นี่… ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับกฏหมายหมิ่นฯ แม้ว่าพวกคุณจะชอบจินตนาการของความคิดที่คนมีอำนาจข่มเหงประชาชนด้วยกฏหมายที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชน แค่เพราะมันช่างเป็นภาพที่คุณคิดเหมาเอาเองว่าประเทศโลกที่สามควรจะเป็น

แต่ถ้าฉันบอกคุณว่าราชวงศ์ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริงในการกำหนดกฏหมายล่ะ

ถ้าฉันบอกคุณว่าอำนาจของกษัตริย์นั้นถูกจำกัดไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ในยุคที่มีการรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนระบบการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย… ล่ะ

ถ้าฉันบอกคุณว่าประเทศไทยมีระบบที่ชัดเจนเกี่ยวกับร่างกฏหมาย ที่ต้องไปผ่านสภาฯ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมักใช้เวลาหลายเดือน หรือหลายปีเสียด้วยซ้ำ.. ล่ะ

ถ้าฉันบอกคุณว่าคดีหมิ่นฯ ส่วนใหญ่นั้นถูกใช้ในเกมการเมือง และหลายคดีที่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาก็เพราะมีคนต้องการสร้างความกดดันในสังคมเพื่อหวังประโยชน์บางอย่างส่วนตัว… ล่ะ

คุณจะเชื่อฉันมั้ย?

มันไม่สนุกเท่าไหร่.. ใช่มั้ยล่ะ… แต่มันคือเรื่องจริง

ไม่เป็นไรหรอก… ฉันเข้าใจหากคุณจะไม่เข้าใจ

แต่คุณสามารถเคารพลินคอล์น ยึดแมนเดลลาเป็นแรงบันดาลใจ หรือเสียใจกับการจากไปของคานธี… ได้อย่างไร? และคุณสามารถเลือกที่จะเชียร์อองซานซูจี หรือเลือกที่จะเชื่อถ้อยคำขององค์ดาไลลามะ… ได้อย่างไร?

พวกคุณส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยพบพวกเขาเหล่านั้นเหมือนกัน.. ใช่มั้ย? แต่พวกคุณกลับเชื่อเวลาที่ประชาชนรักและเคารพพวกเขา เพราะคุณเห็นสิ่งที่พวกเขาทำ… ผ่านหลักฐาน ผ่านภาพถ่าย ผ่านวีดิโอ ผ่านบทสัมภาษณ์ ผ่านเรื่องราว…. ที่คนอื่นบอกคุณ

แล้วทำไมมันจึงยากเหลือเกินที่คุณจะเชื่อว่าความรักที่เรามีต่อในหลวงนั้นเกิดขึ้นมาจากความดีงามที่ท่านทำ? เพราะท่านเป็นกษัตริย์เหรอ? แค่เพราะประเทศนี้มีกฏหมายนั้นเหรอ?

ในเมื่อร่องรอยของการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรา ยังคงมีให้เราเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาอย่างชัดเจน

คุณจะลองค้นคว้าหาข้อมูลจากหลายๆ ที่เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาคุกคามในประเทศแถบนี้ เอาจริงๆ คือตอนนั้นพวกคอมมิวนิสต์ได้มาจ่ออยู่ที่คอหอยเราแล้ว และเราสามารถเป็นประเทศเดียวที่รอดพ้นและยังคงสามารถเป็นประเทศประชาธิปไตยอยู่ได้อย่างไร

คุณยังสามารถขึ้นไปบนเขาและถามเหล่าผู้คนชนเผ่าต่างๆ ซึ่งไม่เคยได้รับการใส่ใจจากภาครัฐ ว่าทำไมเขาถึงมีรูปในหลวงประดับไว้ในบ้านทุกหลัง หรือคุณจะลองเดินทางไปในแถบชนบทที่เคยทุรกันดารทั่วประเทศนี้ก็ได้ ว่าพวกเขาได้ระบบชลประทานมาได้อย่างไร หรือโครงการฝนเทียมนั้นได้ช่วยอะไรพวกเขาบ้าง

ส่วนตัวฉัน ฉันได้เคยดูการถ่ายทอดสดทางทีวีสมัยที่ฉันยังเด็ก ในวันที่ทุกคนต่างออกมาถวายพระพรให้ในหลวงเนื่องในวันพระราชสมภพของท่าน ท่านกลับใช้โอกาสในวันนั้น… เรียกข้าราชการมาถามไถ่ความเป็นไปเรื่องน้ำ และเล่าทฤษฎีแก้มลิงที่ท่านทรงศึกษาและพัฒนามา พร้อมกับอธิบายด้วยการวาดบนแผนที่ซึ่งท่านเตรียมไว้ …วันนั้นเป็นวันที่ฉันได้เห็นในหลวงของฉันทรงงาน… ต่อหน้าต่อตา ในวันที่ท่านสามารถพักผ่อนและอิ่มเอมไปกับคำอวยพรของพสกนิกร โดยไม่จำเป็นต้องทรงงานเลย

ดังนั้น การยึดเอาตำแหน่งของท่านเป็นที่ตั้ง แล้วเหมารวมเอาว่าพวกเรารักในหลวงของเราเพียงเพราะเราไม่มีการศึกษา หรือการไม่สามารถมองเห็นในสิ่งดีๆ ที่ท่านได้ทรงทำไว้…. นั้นสุดแสนจะกลวงและมันแสดงให้เห็นถึงการละเลยในความจริงและมิติที่หลากหลายของวัฒนธรรมอื่น

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

ฉันไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อจะขอให้คุณมารักคนที่ฉันรัก …หรือแม้กระทั่งจะขอให้คุณเคารพท่านด้วยซ้ำ

ฉันเข้าใจหากคุณจะไม่เข้าใจในความจงรักภักดีที่เรามีต่อท่าน

แต่ฉันเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อจะขอสิ่งที่ง่ายดายกว่านั้นมากมาย…. ปล่อยให้พวกเราได้เศร้าโศกเถอะ

คุณจะเห็นเราร้องไห้ คุณจะเห็นเราพยายามทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าจะสามาถตอบแทนความรักที่ท่านทรงมีให้ประชาชนและการงานอย่างหนักเพื่อพวกเรา คุณอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเรารู้สึกเลยสักนิด ซึ่งก็ไม่เป็นไรหรอก …แต่ขอร้องเถอะนะ ปล่อยให้พวกเราได้เศร้าโศกในแบบของเรา และกรุณาเคารพในการสูญเสียของพวกเราด้วย

ถ้าคุณไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียกษัตริย์ผู้เป็นที่รัก ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน ฉันเชื่อว่าอย่างน้อย… คุณก็คงจะสามาถเข้าใจว่าการเสียคนคุณรักและเคารพจากใจมันเจ็บปวดได้ขนาดไหน… ใช่มั้ย

มันคงไม่ยากเกินไปมั้ง

ชีวิตพวกคุณก็จะดำเนินไปตามปกติ แม้ว่าคุณจะไม่พูดถึงเรา …แต่ชีวิตพวกเรา ชีวิตพวกเราไม่เหมือนเดิมเลย และหัวใจของเรากำลังสลาย

ปล่อยให้พวกเราได้โศกเศร้าเถอะ ให้พวกเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หยุดโจมตีพวกเรา อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาแห่งความหมองหม่นนี้ และ…. ช่วยเคารพต่อการสูญเสียของพวกเราด้วย

ด้วยความจริงใจ
กัลยกร นาคสมภพ
20 ต.ค. 2559

อ่านฉบับเต็ม : http://www.kalyakorn.com/

 

 

‘ม.ล.ปิยาภัสร์’เล่าความหลัง ทำMVเพลง’เหมือนเคย’ เซอร์ไพรส์สมเด็จแม่ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241192

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.06 น.

21 ต.ค. 59 หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี หม่อมหลวงปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี นางสนองพระโอษฐ์และนักธุรกิจชาวไทย ที่เป็นผู้รับบทเป็นสมเด็จพระสุริโยไทย ในภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท แม่ของ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Piyapas Bhirombhakdi” เล่าถึงที่มาที่ไปของเพลง “เหมือนเคย” ว่า เนื่องจากที่มีผู้ใช้ Facebook ว่า Pinkan Tansuwanrat ได้เขียนถึงการเปิด เพลง “เหมือนเคย” ของคุณบอย โกสิยพงษ์ ในงานพระราชทานเลี้ยงในวังนั้น แต่แรกก็คิดว่าจะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป เพราะก็เป็นเรื่องที่นำรอยยิ้มมาให้คนไทย แต่เมื่อเรื่องปานปลายออกไปถึงสื่ออื่นๆ อย่างแพร่หลาย จึงเห็นควรว่าต้องนำความจริงมาเล่าสู่กันฟัง ให้ถูกต้อง เพราะต่อแต่นี้ไปเรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ คงจะเป็นเรื่องที่ถูกจดจำจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ อยู่ในหัวใจพวกเราชาวไทยตลอดไป

MV นี้จัดทำขึ้นเพื่อฉายถวายให้ทอดพระเนตรในงานพระราชทานเลี้ยง วันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ 6 รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ในคืนนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์ ให้จัดการแสดง “หญิงไทย” เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ และเกียรติคุณ ของวีรกษัตริย์สตรีและสตรีในอดีต ทั้งยังเป็นการแสดงในเห็นถึงวิวัฒนาการการแต่งกายของสตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน

ดิฉันชอบเพลงเหมือนเคย ฟังทีไรก็จะนึกถึงความรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระจริวัตร พระสิริโฉม และน้ำพระทัยที่งดงามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงคุยกับคุณทินกร อัศวรักษ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการแสดง ว่าอยากทำ MV เพลงนี้ถวาย ช่วยกันคัดพระบรมฉายาลักษณ์ ผูกเรื่องราว จากนั้นก็กราบบังคมทูลขอพระราชานุญาติจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่าจะขอมีเรื่องเซอร์ไพร์ส 2 เรื่องในงาน เหมือนเป็นสิ่งที่ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ทำถวายสมเด็จแม่ คือ MV และเค้กที่มีข้อความถวายพระพรเป็นการส่วนพระองค์จากทุกพระองค์

เมื่อไฟหรี่ทุกคนในห้องนั้นคิดว่าเป็นเวลาเป่าเค้กและถวายพระพร แต่เมื่อเสียงเพลงขื้น และปรากฎภาพที่จอใหญ่ ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตร MV ด้วยพระพักตร์ที่แย้มรอยพระสรวล จับพระหัตถ์กันอยู่แทบจะตลอดเวลา รับสั่งถึงพระบรมฉายาลักษณ์นี่นั่น ฉายที่ไหนเมื่อไร ตอนนั้นทรงทำอะไร เป็นภาพสุดแสนประทับใจ แก่ทุกคนที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ ที่นั้น

หลังจากงานได้รับสั่งถามว่าเพลงชื่ออะไร พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเพลงอันนี้ ขอเรียนถึงคุณ Boyd Kosiyabong นะคะ และได้ทูลเกล้าถวาย DVD ทั้งสองพระองค์ ซึ่งคงจะไปทรงเปิดทอดพระเนตรอีกเป็นการส่วนพระองค์ ฉะนั้นทั้งสองพระองค์ทรงรู้จักเพลงของคุณนะคะ

ต่อมาเมื่อมีงานเลี้ยงฉลองวันบรมราชาภิเษกสมรส วันที่ 28 เมษายน 2548 ที่ พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน ก็ได้เปิด MV นี้ถวายอีกครั้งหนึ่ง ตามที่คุณปิ่นกาญจน์ เขียนไว้ในหน้า Facebook ของเธอ ตลอดเวลา 66 ปี ที่ทั้งสองพระองค์ประทับเคียงคู่กันมา ความรักของพระองค์ไม่เคยทำให้พสกนิกรชาวไทยต้องผิดหวัง ทั้งยังคงแผ่ไพศาลมาสู่พวกเราทั่วทุกตัวคน

น้อนเกล้าฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ อย่างหาที่สุดมิได้ #ธสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์

แนบมาคือ MV ที่จัดทำถวายในครั้งนั้นนะคะ

 

‘ลุงปาน’พ่อเฒ่าพิการเข้ากทม.แล้ว คาดถึงสนามหลวงค่ำนี้ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241186

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.58 น.

21 ต.ค.59 นายปาน หมื่นโยชน์ พ่อเฒ่าพิการ วัย 84 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ โยกรถเข็นคนพิการพระราชทาน มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยผู้สัญจรผ่านไปมาเห็นนำเงินสิ่งของมอบให้ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้เดินทางสู่จุดมุ่งหมายและความตั้งใจ

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ลุงปาน เดินทางเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ขณะนี้อยู่ถนนวิภาวดี – รังสิต (ขาเข้า) โดยมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยคอยดูแลตลอดเส้นทาง คาดว่าลุงปานจะเดินทางถึงพระบรมมหาราชวัง สนามหลวง ภายในค่ำวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ร่วมส่งกำลังใจให้พ่อเฒ่าชาวบุรีรัมย์ ลุยเดี่ยววีลแชร์พระราชทานมุ่งหน้าถวายอาลัย (ชมคลิป)

 

กอร.รส.พร้อมรับช่วงวันหยุดยาว เผย7วันปชช.ร่วมแสดงความอาลัยกว่า2แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241185

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.56 น.

21 ต.ค.59 ที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.) บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการเตรียมการอำนวยความสะดวกให้บริการประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจะมีจุดคัดกรองประชาชนบริเวณรอบพื้นที่สนามหลวง เพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัย ส่วนยานพาหนะจะอนุญาตเฉพาะรถที่นำสิ่งของมาส่งเท่านั้น ส่วนรถส่วนบุคคลจะไม่อนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่อย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ จากสถิติตัวเลขของสำนักพระราชวัง เปิดเผยว่า 7 วันที่ผ่านมา มีประชาชนเดินทางมาแสดงความอาลัยประมาณ 225,000 คน คิดเฉลี่ยแล้ววันละ 40,000 – 50,000 คน โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา มีคนมาร่วมเป็นจำนวนมากสุดถึง 70,000 คน ซึ่งทาง กอร.รส.จะเตรียมความพร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมงานอย่างทั่วถึง เพราะเจ้าหน้าที่เข้าใจถึงเจตนาของประชาชนที่ต้องการแสดงออกถึงความจงรักภักดี พร้อมทั้งจะเพิ่มสายตรวจเจ้าหน้าที่และจัดจุดพักคอยให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาในทุกด้านของพระบรมมหาราชวัง ตนมั่นใจว่า ทางเจ้าหน้าที่มีขีดความสามารถในการรองรับประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาในช่วงวันหยุดยาวได้

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาเข้าเฝ้าและกราบบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.เป็นต้นไปนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการซักซ้อมการจัดทำบัตรคิว โดยเบื้องต้นทางสำนักพระราชวัง ระบุว่าจะให้ประชาชนเข้าไปภายในรอบละ 100 คน และจะมีการขยายจุดลงนามแสดงความอาลัยให้มากขึ้น ทั้งนี้ การทำบัตรคิวดังกล่าวก็เพื่อให้ประชาชนได้ทราบว่าตนเองอยู่ลำดับที่เท่าใด เบื้องต้นต้องการคนที่ตรงต่อเวลาและมีความซื่อสัตย์ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา เกิดปัญหาเรื่องการรับบัตรคิวแทน และเรื่องการปลอมบัตรคิว แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อย เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีน้ำใจต่อกัน และมีความตั้งใจมาแสดงความจงรักภักดี

ทั้งนี้ หลังจากรับบัตรคิวแล้วอาจะมีเวลาคาดเคลื่อนบ้าง เนื่องจากจะต้องมีการจัดพระราชพิธี จึงมีความจำเป็นต้องปิดทางเข้า – ออก พระบรมมหาราชวัง เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งเวลาอาจจะขยายออกไป ขอให้ประชาชนเข้าใจ แต่เจ้าหน้าที่พยายามอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากที่สุด หากช่วงไหนมีพระราชพิธีจะแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้า ส่วนประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยจะมีการบริหารจัดการประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดอาจจะมีการรับบัตรคิวล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเดินทางเข้ามาในพื้นที่ กทม.พร้อมกัน เนื่องจากจะมีปัญหาเรื่องการดูแล รวมถึงไม่สามารถเข้าเฝ้าและกราบบังคมพระบรมศพได้ทั่วถึง ทั้งนี้ ยอมรับว่าจากผลการซักซ้อมไม่ได้ผล เนื่องจากมีคนเป็นจำนวนมาก แต่ก็พยายามแก้ปัญหา โดยการบริหารจัดการกับเวลาให้มีความเหมาะสม

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้บริหารการจัดการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีและมีความปลอดภัย อีกทั้งได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลผู้ป่วยและเด็กพลัดหลง ซึ่งได้มีการประชาสัมพันธ์ หากเป็นผู้ป่วยให้เขียนชื่อและโรคประจำตัว รวมถึงพกยาติดตัวมาด้วย หากเป็นเด็กขอให้เขียนเบอร์โทรศัพท์ผู้ปกครองใส่กระเป๋าไว้เพื่อความสะดวกในการติดต่อ ขอฝากประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นส่งผิดปกติขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและเทศกิจ หรือมาแจ้งได้ที่ กอร.รส.

กรมศิลป์ออกแบบ‘พระเมรุมาศ’เสร็จแล้ว ‘สมพระเกียรติ-เหมาะสม-พอเพียง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241178

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.07 น.

21 ต.ค.59 พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ว่า ที่ประชุมได้รายงานการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยในส่วนของ วธ. ได้มอบหมายให้กรมศิลปากร รับผิดชอบเรื่องรูปแบบพิธีการ และการจัดสร้างพระเมรุมาศ ซึ่งขณะนี้ออกแบบเสร็จแล้ว โดยขอรับพระราชวินิจฉัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และงานด้านจดหมายเหตุ พระราชพิธีก่อน

‘สำหรับพระเมรุมาศ ไม่ได้เทียบเคียงกับของเดิม แต่ออกแบบขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สมพระเกียรติยิ่งใหญ่ เหมาะสม และพอเพียง โดยเปรียบสิ่งดีๆและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มาร่วมไว้ เพื่อถวายให้สมพระเกียรติอย่างแท้จริง’ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

ปลื้มปีติ!พระองค์โสมฯทรงทอดไก่ ประทานแก่ปชช.ท้องสนามหลวง (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241177

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.01 น.

21 ต.ค.59 เมื่อเวลา 15.15 น.พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ มายังบริเวณพระบรมมหาราชวัง หน้าประตูวิเศษไชยศรี ท้องสนามหลวง ภายในเต็นท์มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และได้ทรงประกอบอาหารเมนูไก่ทอด เพื่อประทานให้แก่ประชาชนที่เดินทางมาถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สร้างความปลื้มปีติให้แก่ประชาชนที่ได้มาเข้าแถวเพื่อรับอาหารที่ประทานอย่างมาก

ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ยังได้ประทานลองกองแก่ประชาชน โดยรับสั่งว่า เป็นลองกองพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ระหว่างที่ทรงทอดไก่แจกประชาชน ยังรับสั่งให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนอารักขาอยู่ นำน้ำเดินแจกประชาชนด้วย พร้อมรับสั่งว่า กับผู้ที่มารับข้าวเหนียวไก่ทอดว่า “ทานให้อร่อยนะคะ, มากันตั้งแต่กี่โมงคะ นอกจากนี้ทยังทรงประทานข้าวเหนียวไก่ทอดห่อสุดท้ายด้วยพระองค์เอง และก่อนเสด็จฯกลับทรงทักทายประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จด้วย ก่อนทรงรถพระที่นั่งเอง แล้วเสด็จฯกลับ ในเวลา 17.10 น. รวมเวลาที่ทรงมาทอดไก่แจกประชาชน นานเกือบ 2 ชั่วโมง

ด้านนางสายสม กล่าวว่า พระองค์โสมฯ เสด็จมาทอดไก่ด้วยพระองค์เอง เพราะอยากช่วยเหลือราษฏรที่มาต่อแถวถวายความอาลัย และทรงอยากมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กาชาดที่ทอดไก่แจกประชาชนเป็นวันที่ 5 แล้ว  และทรงรับสั่งให้มูลนิธิ ได้เพิ่มจำนวนไก่ ซึ่งวันนี้ใช้ไก่ จำนวน 600 กก. ข้าวเหนียว 300 กก. ได้ข้าวเหนียวไก่ประมาณ 5 พันกว่าชุด ก็ให้เพิ่มเป็นไก่ 1,000 กก. เพิ่มข้าวเหนียวเป็น 500 กก. เนื่องจากวันที่ 22 ต.ค.จะมีกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ท้องสนามหลวง ประกอบกับเป็นวันหยุดราชการจึงคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมาจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังรับสั่งให้แพทย์ของมูลนิธิฯ เข้มงวดในเรื่องความสะอาดของอาหารที่แจกจ่าย และทรงย้ำให้แจกจ่ายให้ประชาชนอย่างให้ทั่วถึงด้วย