ประวัติ’สรรเสริญพระบารมี’ เพลงประจำสถาบันพระมหากษัตริย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240782

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.37 น.

“เพลงสรรเสริญพระบารมี” เป็นเพลงที่คนไทยรู้จักและคุ้นหูกันมานานในฐานะเพลงประจำสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นเพลงสำคัญของแผ่นดิน เรามักจะได้ยินในโอกาสสำคัญๆ ต่างๆ เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมีของพระมหากษัติรย์

ในอดีตตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สยามได้ใช้เพลงประโคมอย่างโบราณแทนเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อใช้เป็นเพลงถวายพระเกียรติ

ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นยุคทองของการเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่ง เพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างไทยที่ใช้การประโคมเป็นอันต้องยุติบทบาทลง และนำเพลง “God Save The Queen” ซึ่งเป็นเพลงถวายพระเกียรติพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษมาใช้ในกรุงสยาม แต่มีการประพันธ์เนื้อร้องใหม่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อถวายพระเกียรติรัชกาลที่ 5 ซึ่งปรากฎหลักฐานสำคัญอยู่ในหนังสือ Siam Recorder

ต่อมาไม่นานพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จึงได้ประพันธ์คำร้องเป็นภาษาไทย โดยให้ชื่อว่า “จอมราชจงเจริญ”

จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และเกาะชวาในปี พ.ศ.2414 ซึ่งในขณะนั้นสิงคโปร์ อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ทหารอังกฤษจึงได้ใช้เพลง God Save The Queen บรรเลงเป็นเพลงถวายพระเกียรติรับเสด็จแบบเดียวกับที่ใช้ในกรุงสยาม ครั้นเมื่อพระองค์เสด็จถึงเมืองปัตตาเวีย เกาะชวา ซึ่งในขณะนั้น เป็นอาณานิคมของฮอลลันดา ทหารฮอลลันดา จึงทูลถามพระองค์ว่าจะให้ใช้เพลงอะไรบรรเลงเพื่อเป็นเพลงถวายพระเกียรติรับเสด็จ พระองค์จึงทรงสั่งให้บรรเลงเพลง God Save The Queen เช่นเดียวกับในกรุงสยาม ทหารฮอลลันดาจึงทูลถามอีกครั้งว่า สยามมิได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เหตุใดจึงใช้เพลง God Save The Queen เมื่อพระองค์ทรงได้ยินเช่นนั้นก็ตกพระทัย และสั่งมิให้มีการบรรเลงเพลง God Save The Queen เป็นเพลงเกียรติยศรับเสด็จนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเสด็จนิวัติกลับสยาม จึงได้มีการประชุมครูดนตรีเพื่อสรรหาเพลงสรรเสริญพระบารมีขึ้นใหม่ โดยได้มีการเลือกทำนองเพลงบุหลันลอยเลื่อน (เพลงทรงพระสุบิน) ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายเฮวุดเซน (Heutsen) ครูดนตรีในกรมทหารมหาดเล็กชาวฮอลันดา เรียบเรียงทำนองขึ้นใหม่ให้เป็นทางดนตรีตะวันตก และได้ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2414

ต่อมา จึงได้มีการเปลี่ยนมาใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับของพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางคกูร หรือครูมีแขก) ครูดนตรีคนสำคัญ ที่ได้ประดิษฐ์ทำนองขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเมื่อราว พ.ศ. 2416 ภายหลังจากพระราชพิธีบรมราชภิเษกครั้งที่ 2 ได้ไม่นาน ซึ่งได้เค้าทำนองมาจากเพลงสรรเสริญนารายณ์ของเก่า และได้เรียบเรียบเสียงประสานสำหรับดนตรีตะวันตกโดยปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์เนื้อร้องประกอบและได้ออกบรรเลงครั้งแรกที่ศาลายุทธนาธิการในปีเดียวกัน ต่อมา ทรงนิพนธ์เนื้อร้องของเพลงนี้อีกหลายเนื้อร้องเพื่อขับร้องในกลุ่มต่าง ๆ กัน เช่น ทหาร นักเรียนชาย นักเรียนหญิง เป็นต้น แต่มีเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกสำนวนหนึ่งที่เป็นพระนิพนธ์ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สำนวนนี้เป็นสำนวนสำหรับทหารเรือขับร้องโดยเฉพาะ

สำหรับบทร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นบทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์แก้ไข โดยทรงรักษาคำร้องเอาไว้ แต่เปลี่ยนคำว่า ฉะนี้ ให้เป็น ไชโย และประกาศใช้ ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456  ตราบจนถึงปัจจุบัน

ข้าวรพุทธเจ้า  เอามโนและศิระกราน

นบพระภูมิบาล  บุญดิเรก

เอกบรมจักริน  พระสยามินทร์

พระยศยิ่งยง  เย็นศิระเพราะพระบริบาล

ผลพระคุณ ธ รักษา  ปวงประชาเป็นสุขศานต์

ขอบันดาล  ธ ประสงค์ใด

จงสฤษดิ์ดัง  หวังวรหฤทัย

ดุจถวายชัย  ชโย

อย่างไรก็ดี สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกองทัพบก แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2559 นี้ เวลา 13.00 น. จะมีการปิดการจราจร บริเวณถนนหน้าพระลานกำแพงพระบรมมหาราชวัง เพื่อร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

ในโอกาสนี้ พวกเรา พสกนิกรชาวไทย รวมพลังเปล่งเสียงสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ให้โลกได้ยินว่าเรารัก’พระองค์’เพียงใด

อ่านข่าว เสาร์นี้คนไทย’รักพ่อ’มีนัด ร้องเพลง’สรรเสริญฯ’ ถวายรัชกาลที่9

ม.หอการค้าไทยเดินหน้าความสำเร็จ ตอกย้ำความเป็นเลิศในระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240682

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันการศึกษาแห่งแรกในระดับอาเซียนที่ได้รับรางวัล Apple Distinguished School 2015-2016 ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเรียนการสอน ตอกย้ำความเป็นเลิศและความเป็นผู้นำในการเรียนการสอนระดับสากลทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ

โดยตั้งแต่ปี 2556 คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้ออกแบบการเรียนการสอน และสร้างบทเรียนกว่า 700 รายวิชา บน iTunes U และมีจำนวนผู้เข้าใช้บทเรียนมากจัดเป็นอันดับสูงที่สุดในอาเซียน ด้วยจุดแข็งคือการสร้างผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Entrepreneurship) เน้นการเรียนการสอนผ่านระบบ Digital Hybrid Learning System ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะการประกอบธุรกิจพร้อมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยริเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนตั้งแต่ปี 2549 จนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างรุดหน้าในแวดวงการศึกษา จากการนำเทคโนโลยีมาประกอบการสอนเพื่อการเรียนรู้ที่ทันต่อโลกปัจจุบันอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคณะได้ศึกษาค้นคว้าและเข้าถึงข้อมูลด้วยตนเอง ควบคู่กับการสอนหลักคิด วิธีการกลั่นกรองข้อมูล ตลอดจนการตั้งเป้าหมายในการเรียนรู้ผ่านเครื่องมือสื่อสารในโลกของยุคสังคมดิจิทัล ทำให้บทเรียนของมหาวิทยาลัยบน iTunes U มีผู้เข้าใช้เรียนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกสะท้อนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการเรียนการสอนโดยเฉพาะการเรียนการสอนระบบ Digital Hybrid Learning System นับเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน และสอดคล้องแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ที่นักศึกษาได้ศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สามารถเพิ่มทักษะและเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาที่จะจบการศึกษาไปเป็นผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีศักยภาพ

 

บอกพอได้แล้ว! ‘บิ๊กตู่’ให้เลิกล่าคนไม่แต่งดำ เห็นใจคนมีรายได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240777

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บอกพอได้แล้ว! ‘บิ๊กตู่’ให้เลิกล่าคนไม่แต่งดำ เห็นใจคนมีรายได้น้อย พณ.จัดขายถูก79บ./ตัว ขู่โขกราคามีโทษหนัก ปชช.แห่แลก‘ธนบัตร’

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงปัญหาการขาดแคลนเสื้อผ้าชุดดำว่าได้บอกไปว่าต้องเห็นใจผู้ที่มีรายได้น้อย อาจไม่มีเงินซื้อ เพราะตอนนี้ราคาแพง ตัวละหลายร้อย รัฐบาลก็พยายามทำทุกอย่าง แนะนำแม้กระทั่งสอนการย้อมผ้า ขณะที่กระทรวงพาณิชย์(พณ.)เตรียมที่จะเปิดขายราคาถูกที่สุด เพื่อให้เข้าถึง ระหว่างนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้าง ก็ใช้ริบบิ้นสีดำไปก่อนได้แต่ขอให้ลดโทนสีเสื้อผ้าที่สวมใส่ลง

พอได้แล้วหยุดไล่ล่าคนไม่แต่งดำ

“ขออย่าไปติติง คนที่ไม่ใส่เสื้อดำว่าไม่รักพระเจ้าอยู่หัวฯเดี๋ยวก็ตีกันอีก พอได้แล้ว วันนี้ไม่มีสักสี วันนี้เป็นสีแห่งความจงรักภักดี เชื่อว่าทุกคนอยากมาด้วยใจ เขาพร้อมแค่ไหนก็ให้เขามา ถ้าเขายังไม่พร้อมตรงไหน เราก็ไปช่วยเขาไม่ดีกว่าหรือบางครั้งข้าราชการ พนักงานต่างๆแอร์โฮสเตส เขาก็ต้องทำงานเครื่องแบบอาจมีสีสันก็ติดริบบิ้นได้ แต่ถ้านอกเวลา เขาก็ใส่ชุดดำอยู่แล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่ใช่ไปคอยไล่ล่า ใครใส่ ไม่ใส่ เดี๋ยวมีปัญหาอีก” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

พณ.จัดธงฟ้าขายเสื้อดำราคาถูก

ขณะที่นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัด”มหกรรมธงฟ้าถวายความอาลัย”ในวันที่21-23 ตุลาคมจะมีเสื้อสีดำและขาว มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาถูก พร้อมได้ขอความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเพลสทั่วประเทศ ให้ลดราคาสินค้าให้ต่ำลงเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น

ขายเกินราคาโทษหนักทั้งจำปรับ

อย่างไรก็ตาม รมว.พาณิชย์ยังกล่าวอีกว่ากระทรวงพานิชย์ได้มีมาตรการควบคุมผู้ที่ขายเกินราคาและสุ่มตรวจตลอดเวลาอยู่แล้ว หากพบร้านค้าที่ไม่มีการติดป้ายบอกราคา และฉวยโอกาสเพิ่มราคาสินค้า จะมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ มีโทษจำคุกไม่เกิน7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000บาท

จับมือ80ผู้ผลิตขายถูกเสื้อตัวละ79 บ.

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เผยว่า กรมฯได้ร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสิ่งทอ และเสื้อผ้าสำเร็จรูป นำเสื้อผ้าสีดำจากผู้ประกอบการกว่า 80 รายที่ มาจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูกเริ่มต้น คือ เสื้อยืด ตัวละ79บาท เสื้อโปโลตัวละ 149 บาท เสื้อเชิ้ตตัวละ 229บาท เริ่มจำหน่าย วันที่21-24 ตุลาคม รวม 4 วันที่อาคารแสดงสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก

อุตฯจัดขายของถูกจากโรงงาน

ขณะที่ นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ประสาน ผู้ผลิตเสื้อผ้าจำนวน 40ราย จัดงาน“เสื้อผ้าและเครื่องหนังจากผู้ผลิต…สู่ประชาชน” มีสินค้าเสื้อผ้าโทนสีดำ เครื่องแต่งกาย เครื่องหนัง รองเท้า กระเป๋า จากโรงงาน และ SMEs OTOP มาจำหน่ายในราคาถูก ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคมนี้ ห้องโถงชั้น 1 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งแต่เวลา 08.30–19.00น. พร้อมกับรับย้อมผ้าเป็นสีดำด้วย

แห่แลกธนบัตรร.9ล้นออมสิน

เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ มีประชาชนต่อแถวแลกธนบัตรที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่จัดทำขึ้น ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ84 พรรษาเมื่อปี2554โดยคนแรกของแถวคือ นายธนยศ ธรากรสุวรรณ อายุ 45 ปี เดินทางมาจากย่านแฟชั่นไอร์แลนด์ มารอตั้งแต่เวลา 01.00น. และมีประชาชนทยอยมาอย่างต่อเนื่องทำให้ขณะนี้แถวมีความยาวมากกว่า 1 กิโลเมตร

ธนบัตรชุด84ปีหมด40นาที

ด้าน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่ามีประชาชนมารอแลกธนบัตรที่ระลึก เป็นจำนวนมาก ซึ่งธนาคารฯมีธนบัตร เหลืออยู่จำนวน91,600ฉบับ แบ่งเป็น แบบธนบัตรกับแผ่นพับเป็นซองใส่ธนบัตร จำนวน 90,000ฉบับ จำหน่ายชุดละ 200บาท จำกัดการแลก 5 ชุดต่อคนและ แบบธนบัตรพร้อมกรอบอะครีลิค และหีบเพลงจำหน่ายชุดละ500บาท จำกัด 1 ชุดต่อคน เหลือจำนวน1,600 ฉบับ ซึ่งในชุดดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประกาศว่า หมดลงแล้วตั้งแต่เวลา09.19น.ใช้เวลาเพียง 40 นาทีเท่านั้น

ขอธปท.เบิกสำรองเพิ่ม2-3แสนฉบับ

ทั้งนี้ นายชาติชาย กล่าวอีกว่า ทางธนาคารออมสินเตรียมขอธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ตรวจสอบธนบัตรที่ระลึกรุ่นดังกล่าวที่มีอยู่ในสต็อคของ ธปท.ว่าเหลือจำนวนเท่าไรเพื่อขอเบิกสำรองอีกจำนวน2-3 แสนฉบับ และในล็อตถัดไปจะกระจายไปยังสาขาของธนาคารในต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้แลกและสะสมอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ สำหรับธนบัตรที่ระลึกโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ7 รอบ 84 พรรษานี้ได้ถูกผลิตเมื่อปี2554 เป็นช่วงที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้มีประชาชนสนใจแลกซื้อค่อนข้างน้อยในขณะนั้น จึงมีเหลืออยู่ในสต็อคของธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ และ ธปท.อีกจำนวนหนึ่ง

ธปท.พร้อมจัดธนบัตรเบิกเพิ่ม

นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เผยว่ากรณีที่ประชาชนสนใจแลกธนบัตรที่ระลึกบางรุ่น ที่ยังคงเหลือจากการจ่ายแลกที่สถาบันการเงินนั้น ประชาชนสามารถแลกได้ที่ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงเทพและสถาบันการเงินบางแห่ง ยังเปิดให้มีการจ่ายแลกอยู่โดยเฉพาะธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5ธันวาคม 2554 หากยังมีความต้องการเบิกเพิ่ม ทาง ธปท.ก็จะพิจารณาจัดสรรให้สถาบันการเงิน ตามที่มีการร้องขอเข้ามาจนกว่าจะหมด เช่นเดียวกับธนบัตรที่ระลึกรุ่นอื่นๆ

ส่วนการจะเปลี่ยนธนบัตรใหม่นั้น ขอเรียนว่ากระบวนการนี้ ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน

ม.ธรรมศาสตร์ สร้างจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ ชูต้นแบบการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน สู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240679

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

ม.ธรรมศาสตร์ ประกาศจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมยุคใหม่ ที่ต้องการเห็นองค์กรมีความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งที่ผ่านมาจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ต่างก็ได้ร่วมกันจัดทำโครงการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความเป็นสีเขียว ที่ไม่เพียงให้ความใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ในการดำเนินการ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องไปกับการพัฒนาบนเส้นทางสู่ความยั่งยืนในรูปแบบเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอีกด้วย โดยล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดทำแคมเปญ Thammasat Climate Action นำแนวคิดการสร้างมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน ที่คำนึงถึงการดำเนินงานในแง่มุมรอบด้าน ที่สะท้อนถึงความใส่ใจ ในสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านหลากหลายโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยแคมเปญดังกล่าวนี้จะนำแนวคิดยั่งยืน สู่ความร่วมมือของคนรุ่นใหม่ และ ขยายการรับรู้ออกไปสู่ชุมชนรอบนอก เพื่อสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนสีเขียว ทั้งยังร่วมกันเป็นเครือข่ายในการเรียนรู้และพัฒนา ที่สำคัญคือ ส่งเสริมให้มีการลงปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์ของ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มร.สส.เน้นความเป็นหนึ่งในสังคมการศึกษา ตั้งเป้าใช้เวลา3ปีผลประโยชน์‘เหลือคณานับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240680

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา(มร.สส.) เปิดเผยถึงการเป็น “มหาวิทยาลัยแม่แบบที่ดีของสังคม” ว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยกำลังยกร่างแผนการดำเนินงานเพื่อให้การทำงานรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วด้วยการจัดทำระบบ fast trackทุกกระบวนการ เพราะขณะนี้สภาวิชาชีพต่างๆ มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากต่อระบบการจัดการเรียนการสอนทุกมหาวิทยาลัย เส้นทางนี้คือเส้นทางที่มหาวิทยาลัยจะต้องเดินต่อไปในอนาคต ซึ่งการปรับเปลี่ยนสู่การมหาวิทยาลัยเอตทัคคะจะมุ่งเน้นผลลัพธ์สุดท้ายให้เกิดกับนักศึกษา และเน้นการทำงานด้วยการสร้างระบบของตนเองเพื่อนำไปสู่การยกระดับที่สูงขึ้นเพื่อเป็นแม่แบบที่ดีของสังคม ดึงตัวเองออกจากกรอบ เพราะเราต้องการเป็นแม่แบบทุกเรื่อง บุคลากรต้องแข็งแกร่งก่อนจึงจะเกิดผลลัพธ์แก่ลูกค้าหรือนักศึกษาได้และการดำเนินงานตามตัวชี้วัดจะต้องบรรลุผลภายใน 3 ปี หากบรรลุเป้าหมายได้จะเกิดผลกระทบกับมหาวิทยาลัยในเชิงคุณค่า ซึ่งตนใช้คำว่า“เหลือคณานับ” อาทิเรื่องของการจดสิทธิบัตร มีวารสารวิชาการอยู่ในฐานข้อมูลต่างๆ เป็นต้น ปัจจุบันนี้เรามีความสง่างามและเราทำได้มากกว่าที่อื่น อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาจะเป็น 1 ใน 10 ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับจาก QS จะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งแรกที่ได้ก้าวไปสู่จุดนั้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกำลังจะมีสาขาวิชาที่เป็นจุดเน้น ได้แก่ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ การจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สาขาวิชาธุรกิจการบิน วิทยาลัยนานาชาติสาขาวิชาการดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และอีกหลายสาขาที่กำลังจะตามมา

บิ๊กต๊อกไล่ล่าหมิ่นสถาบัน ประสานทูตส่งดำเนินคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240776

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กล่าวถึงการติดตามความคืบหน้าผู้กระทำผิดมาตรา 112 ว่า ตนได้ให้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมืองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการติดตามคดีมาตรา112ดำเนินการอยู่ ซึ่งเราติดตามเรื่องนี้มาตลอดตามที่รัฐบาลมอบหมาย ปัจจุบันรัฐบาลได้จัดตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นคือ ชุดศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ตนจึงให้อธิบดีดีเอสไอประสานกับศตส.,กระทรวงการต่างประเทศ(กต.)และหน่วยงานด้านความมั่นคง ติดตามเรื่องนี้

‘บิ๊กต๊อก’สั่งล่าผิดม112ซุกตปท.

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อผู้กระทำความผิดมาตรา112 เป็นกลุ่มเก่า มีประมาณ 6-7กลุ่ม โดยวันที่ 17ตุลาคมที่ผ่านมา ตนสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูว่า คนเหล่านี้ไปเคลื่อนไหวอยู่ประเทศใด แล้วร่างหนังสือส่งมาให้ตน ตนจะเซ็นในฐานะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการติดตามคดี112 เพื่อส่งหนังสือไปยังเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยตามประเทศที่เขาเคลื่อนไหว เรื่องนี้ต้องเห็นใจคนทำงาน เพราะบางครั้งเคลื่อนไหวอยู่ต่างประเทศ เว็บไซต์ต่างๆ ออกมาจากต่างประเทศ ซึ่งเราติดเรื่องกฎหมายต่างประเทศ

ชี้เหตุรุมตื้บมาตรการทางสังคม

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ประชาชนล้อมร้านขายน้ำเต้าหู้ชื่อดัง จ.ภูเก็ต หลังโพสต์ข้อความเข้าข่ายผิด มาตรา112 พล.อ.ไพบูลย์ ตอบว่า ตนเคยพูดแล้วว่า ไม่มีอะไรดีกว่ามาตรการทางสังคม เช่นเดียวกับคนที่ไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เราก็มีประชาชนที่เคารพรักสถาบันดูอยู่ โดยเราทำหนังสือส่งไปตามประเทศต่างๆ ชี้แจงโดยอาศัยความเห็นใจในฐานะมิตรประเทศ ใช้ความรู้สึกในประเทศของกันและกัน เป็นความรู้สึกของคนไทยเพราะเราไม่เคยละเมิดกฎหมายเขา

DSIจับตาเว็บ-โซเชียลผิด112

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามคดี112 สั่งการให้ดีเอสไอติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดมาตรา112 ว่า ดีเอสไอได้ติดตามอยู่ตลอดและมีข้อมูลเดิมของผู้กระทำผิดอยู่แล้ว โดยได้เฝ้าระวังและติดตามเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ด้วย

สมช.ให้เชื่อข้อมูลของภาครัฐ

ขณะที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดียว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องระวัง โซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องที่คนโพสต์ไม่รับผิดชอบอะไร ใช้เวลานิดเดียว แค่เขียนอะไรขึ้นมาก็ได้เพื่อสร้างความวุ่นวาย ดังนั้น ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านข้อมูล ทางที่ดีให้รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ

แฉ’กลุ่มเดิม’เคลื่อนไหวตปท.

ผู้สื่อข่าวถามว่า พบกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ พล.อ.ทวีป กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดิมๆ ที่ต่อต้านและไม่หวังดีกับประเทศไทย ส่วนใหญ่กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ต่างประเทศ มีการติดตามอยู่ตลอดเวลา ต่อข้อถามว่า พบเว็บไซต์หมิ่นสถาบันเยอะหรือไม่ พล.อ.ทวีป กล่าวว่า มีต่อเนื่อง เป็นกลุ่มเดิมที่อาศัยอยู่ต่างประเทศ เชื่อว่าประชาชนคนไทยไม่ฟังกลุ่มบุคคลเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เขาทำมันขัดต่อความรู้สึกของคนไทย ถ้าประชาชนรู้เบาะแสขอให้แจ้งด้วย จะได้จัดารตามกฎหมาย

คสช.ห่วงจี้ตร.ต้องดูแลให้ดี

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวถึงมาตรการป้องกันความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มคนเข้าไปล้อมกรอบบุคคลที่โพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า เท่าที่ตรวจสอบพบเกิดเหตุ 3กรณี คือที่ จ.ภูเก็ต สุราษฎร์ธานีและจ.พังงา ซึ่ง คสช.มีความเป็นห่วง เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลดำเนินการตามกฎหมาย โดยใช้มาตรการแยกบุคคลโพสต์หมิ่นออกมาเพื่อไม่ให้ถูกทำร้าย เจ้าหน้าที่ต้องไม่นำบุคคลนั้นไปขอขมาในสถานที่ที่ล่อแหลม เสี่ยงที่จะถูกทำร้าย หากเห็นว่าสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็ควรเลือกเวลาที่เหมาะสม

รุมตื้บ’หนุ่มชลบุรี’โพสต์จาบจ้วง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้โลกสังคมออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ข้อความที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ในลักษณะจาบจ้วงเบื้องสูง จนมีผู้เข้ามาท้วงติงและเกิดวิวาทะโต้ตอบกันไปมา ต่อมาปรากฎว่า ชาวบ้านใน จ.ชลบุรี ได้สืบค้นจนพบบ้านพักงผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว จึงนำตัวลงมาเพื่อให้กราบพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อขอขมาที่กระทำมิบังควร โดยระหว่างนั้นชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์มีความไม่พอใจเป็นอย่างมาก บางคนถึงขั้นลงมือทำร้ายร่างกายผู้โพสต์รายนี้และมีการถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊กต่างๆ เป็นจำนวนมาก

‘บิ๊กตู่’วอนให้อภัยคนเห็นต่าง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า รู้ว่าประเทศต้องการอะไรในเวลานี้ แม้จะมีคนเห็นต่างแต่ก็ควรให้อภัย ข้อสำคัญคือ อย่าคิดไปไกล เพราะรัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เราต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็งในยุคเรา สิ่งที่เราจะช่วยได้คือ รวมพลังรักสามัคคี ขออย่ากังวล โรดแมปก็คือโรดแมป

จับหนุ่มบางพลีจ่อ’ไปป์บอมบ์’

วันเดียวกัน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการ สมช.กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 1คน ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ว่า เนื่องจากมีเบาะแสมาว่า เกี่ยวข้องการแจ้งเตือนคาร์บอมบ์ช่วงวันที่ 23-25ตุลาคมนี้และเกี่ยวข้องกับ 5คนที่ถูกคุมตัวก่อนหน้านี้ ตำรวจทหารจึงไปพิสูจน์ทราบเพื่อให้ได้หลักฐานที่ชัดเจนและจะขยายผลต่อไป ซึ่งหลักฐานที่ได้ก่อนหน้านี้พบลักษณะเตรียมทำระเบิด’ไปป์บอมบ์’ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุใน 7จังหวัดภาคใต้หรือไม่ กำลังสอบสวนอยู่ ถือเป็นความตั้งใจเดิมที่ต้องการก่อความไม่สงบ

‘บิ๊กป้อม’ยันหลักฐานมัดชัดเจน

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณี เลขาธิการ สมช.เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาที่จับได้เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว 5คน คาดว่าจะทำไปป์บอมบ์ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ว่า ถ้าไม่มีเหตุเราคงไม่ดำเนินการ มีเหตุมีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและฝ่ายการข่าวได้ดำเนินการที่อยู่แล้ว ขอฝากไปยังประชาชนที่อยู่พื้นที่สาธารณะ เช่น ลานจอดรถ หรือห้างสรรพสินค้า ต้องช่วยกันดูแล หากเห็นมีอะไรผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่

วัดบวรฯเปิดให้ปชช.ร่วมถวายอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240773

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 20.58 น.

18 ต.ค.59 วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ขอเชิญประชาชนร่วมถวายอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะทรงผนวช พ.ศ.2499 และขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน ในเวลา 20.00 น. ณ พระอุโบสถ และเพิ่มรอบในวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 15.00 น.ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร กล่าวว่า “ทางวัดมีพระบรมฉายาลักษณ์สมัยทรงผนวช จึงได้เปิดให้ประชาชนร่วมถวายความอาลัย เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงการปฏิบัติตนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในระหว่างที่ทรงผนวช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2499 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับฉายาว่า ภูมิพโลภิกขุ หลังจากนั้น พระองค์เสด็จฯ ไปประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า – เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัย ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ดั่งปรากฏเป็นบทพระราชนิพนธ์ในหนังสือพระมหาชนก ที่ทรงนำธรรมมะมาถ่ายทอด เพื่อให้เยาวชนได้เข้าใจธรรมมะได้โดยง่าย

นอกจากนี้ ในขณะที่ทรงพระผนวช เมื่อเสด็จไปทั้งในและนอกวัด ไม่ทรงสวมฉลองพระบาท โดยจะเสด็จไปด้วยพระบาทเปล่าทุกครั้ง เนื่องจากพระองค์ทรงปฏิบัติให้เหมือนพระภิกษุสงฆ์ทั่วไป และภายหลังจากที่ทรงลาผนวช ได้นำฉลองพระบาทถวายให้กับพระพี่เลี้ยง คือ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร่วมถวายอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และร่วมพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทุกวันในตลอดระยะเวลา 1 เดือน

เสาร์นี้คนไทย’รักพ่อ’มีนัด ร้องเพลง’สรรเสริญฯ’ ถวายรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240772

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 20.53 น.

18 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกองทัพบก แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมนี้ เวลา 13.00 น. จะมีการปิดการจราจร บริเวณถนนหน้าพระลานกำแพงพระบรมมหาราชวัง เพื่อร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยจะมีวงออร์เคสตรา 100 ชิ้น จาก Siam Philharmonic Orchestra คอรัส 100 คน ร่วมบรรเลง และมี อ.สมเถา สุจริตกุล เป็นวาทยากร

นอกจากนี้ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และทีมงาน จะมีการบันทึกภาพและถ่ายทำวิดีโอ เพื่อนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และสถานีโทรทัศน์ต่างๆ

จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวน พสกนิกรชาวไทย รวมพลังเพื่อพ่อหลวง เปล่งเสียงสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยพร้อมกัน และขอให้แต่งกายชุดดำสุภาพ

สำหรับ อ.สมเถา สุจริตกุล นั้นเป็นผู้กำกับ ทศชาติชาดก เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เตรียมถวายนาม’มหาราช’ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.naewna.com/local/240729

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.45 น.

18 ต.ค.59 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีรัฐบาลเตรียมถวายนาม “มหาราช” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ว่า เรื่องการใช้คำว่ามหาราช เรื่องนี้เป็นกฎหมาย และเป็นการดำเนินการของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก่อนๆ เคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์ท่านทรงยังไม่เห็นชอบ จึงยังไม่ลงมาในเรื่องนี้ โดยพระองค์ท่านรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป ซึ่งตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าพระองค์ทรงรับแล้ว

“เรื่องเป็นมหาราชหรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลและประชาชนจะต้องทำถวายพระองค์ท่าน ซึ่งรัฐบาลอยู่ในขั้นตอนตรงนี้อยู่แล้ว” นายกฯ กล่าว

เผยครั้งแรก!ลายพระหัตถ์’ในหลวง’ ทรงมีพระราชวินิจฉัยรูปช้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240697

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.10 น.

18 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในหอศิลป์ วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมผลงานทางศิลปะของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างศิลปะวัดร่องขุ่น ได้มีการเก็บรวบรวมผลงานทางศิลปะที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเอาไว้หลายชิ้น

ทั้งนี้มีหนึ่งชิ้นงาน คือภาพร่างด้วยเทคนิคดินสอดำบนกระดาษซึ่งมีอยู่ 2 ภาพจัดแสดงบนผนังไว้ใกล้กัน โดยภาพแรกชื่อว่า “ทรงชนะมาร ปี 2538” และอีกภาพชื่อ “ภาพร่างสมบูรณ์แบบที่แก้ไขตามพระราชกระแสรับสั่ง ปี 2538” โดยแต่ละภาพมีองค์ประกอบหลักเป็นช้าง 3 เชือก ชูรูปหัวใจและอักษร “ภอ” สิ่งสำคัญมีรอยพระหัตถ์ที่ทรงรับสั่งให้แก้ภาพร่างใบแรกเอาไว้ด้วย ส่วนภาพใบที่ 2 เป็นภาพที่มีการแก้ให้สมบูรณ์แล้วโดยมีความสวยงามสมบูรณ์มากกว่าใบแรกซึ่งผู้ที่เข้าไปยังหอศิลป์สามารถเข้าไปชมได้

โดยอาจารย์เฉลิมชัย กล่าวว่า เมื่อปี 2538 ตนมีโอกาสได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรริทนมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการร่างภาพเพื่อจัดทำเหรียญพระราชทานแก่แพทย์และพยาบาลผู้รักษาพระหทัยเมื่อครั้นประชวรครั้งแรก โดยตนได้จัดทำภาพร่างถึง 20 กว่าใบ และพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยอย่างละเอียดกระทั่งถึงวันที่ 4 พ.ค. 2538 ทรงเขียนด้านบนภาพว่า “ช้างหน้าดุเกินไป” และยังทรงมีรับสั่งให้แก้ตรงงวงชูหัวใจให้อ่อนช้อย แก้อักษร “ภอ” แก้ให้ช้าง 2 เชือกก้มหัวลง แก้ดอกบัว 3 ดอกให้มีการเปลี่ยนตำแหน่งและให้มีขนาดเล็กลง และแก้งาช้างไม่ให้แหลม ซึ่งตนใช้เวลาในการแก้ไข 1 วัน จนถึงวันที่ 5 พ.ค.จึงนำทูลเกล้าถวาย กระทั่งมีการนำไปจัดสร้างเป็นเหรียญจำนวน 800 กว่าเหรียญ โดยตนได้รับพระราชทานมาด้วย 1 เหรียญและได้เก็บเอาไว้อย่างดีแล้ว

ทั้งนี้ อาจารย์เฉลิมชัย ได้กล่าวทั้งนำตาว่า การถวายงานภาพร่างดังกล่าวทำให้ตนเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางศิลปะอย่างมาก ทั้งเรื่องขององค์ประกอบ การประสานกลมกลืน รูปลักษณ์ ความสัมพันธ์ รูปทรง ความสมดุล ฯลฯ โดยตนเป็นเพียงแค่คนใช้มือร่างภาพตามที่ทรงรับสั่ง ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นครูที่สุดยอดของตน และถือเป็นความภาคภูมิใจสำหรับตนอย่างมากที่ได้มีโอกาสถวายงานในครั้งนี้