ขสมก.จัดรถบริการรับ-ส่งปชช. จากจุดจอดรถ4มุมเมืองตั้งแต่6.00น.-24.00น.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240630

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 11.04 น.

18 ต.ค. 59 พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคตส. ได้กำชับเรื่องรถขสมก. ที่ตจะบริการประชาชนนั้นต้องไม่ขาดระยะและต้องมีความปลอดภัยในการเดินทาง จากเดิมที่จัดจุดจอดรถให้กับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดใน  4 มุมเมือง ที่จะรองรับรถได้ 11,000 คัน และเพิ่มอีก 2 จุดคือเซ็นทรัลพระราม 2 กับ เซ็นทรัลศาลายา จะสามารถรับรถได้ในจำนวนหลักพันคัน

โดย ขสมก. จะจัดรถมารับส่งจากจุดจอดรถเหล่านี้เข้าสู่บริเวณท้องสนามหลวง นอกจากนี้ขอแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรเอกชน ที่ยินดีสนับสนุนที่จอดรถให้แก่ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด ให้แจ้งมาที่ขสมก. โดยจะดำเนินการจัดรถโดยสารประจำทาง เพื่อไปรับประชาชนจากจุดนั้นๆเพิ่มเติม ทั้งนี้รถขสมก.ทั้งหมดจะเริ่มวิ่งรับโดยสารตั้งแต่เวลา 06.00น. -24.00น. หรือจนกว่าจะรับส่งประชนชนจนหมด ไม่ต้องกังวลเรื่องตกค้าง โดยรถออกทุก15 นาที หรือเมื่อรถเต็มก็จะออกทัน

ยังจำได้ไหม!!! ‘พ่อ’บอก’ปลื้มใจ ในวันเสด็จฯออกมหาสมาคม (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240622

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 11.01 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระมหากษัตริย์ ที่ปวงชนชาวไทยต่างพร้อมใจกันเคารพยกย่องพระองค์ในฐานะ “พ่อของแผ่นดิน” ไม่ว่าพระองค์ท่านเสด็จฯ ณ ที่แห่งใด พสกนิกรต่างมารอรับเสด็จอย่างเนืองแน่นทุกครั้ง เพื่อหวังจะได้..

ชื่นชมพระบารมี!!!

5 ธันวาคม 2555 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พสกนิกรทุกหมู่เหล่ามีโอกาสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมี และแสดงความจงรักภักดี เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 85 พรรษา ในครั้งนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำรัส ความว่า…

“คำอวยพร คำสัตย์ปฏิญาณที่ทุกท่านได้กล่าวนั้นเป็นที่ประทับใจมาก ขอขอบใจท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนชาวไทย ที่พรั่งพร้อมกันมา ด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่าน ที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น

มีความเชื่อเสมอว่า ความเมตตา ความปรารถนาดีของท่านต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอันสำคัญ ที่จะทำให้ความพร้อมเพรียงให้เกิดขึ้น ให้ดีขึ้นทั้งในหมู่คณะ และในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมอันนี้ ข้อนี้ ประจำอยู่ในใจ ก็จะมีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และธำรงค์มั่นคงต่อไป ได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนไตร และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่าน และชาติไทยให้มีแต่ความผาสุข ร่มเย็น ยั่งยืนไป”

เชื่อว่า เรื่องราวอันน่าประทับใจในครั้งนั้น ยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนคนไทย และในโอกาสนี้ แนวหน้าออนไลน์ ขอประมวลภาพแห่งความประทับใจมาให้ทุกท่านได้ระลึกถึงอีกครั้ง

 


‘วินทร์ เลียววาริณ’ชมฝรั่งที่เข้าใจ ความโศกเศร้าของชาวไทยวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240627

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.56 น.

18 ต.ค. 59 จากกรณีที่ “วินทร์ เลียววาริณ” นักเขียนชื่อดังได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “วินทร์ เลียววาริณ” ระบุถึงกรณีที่ชาวต่างชาติบางกลุ่ม ระบุรู้สึกพลาดที่มาเที่ยวประเทศไทยในช่วงนี้นั้น
ในช่วงค่ำวันเดียวกัน นักเขียนชื่อดังได้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงชาวต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่ง โดยระบุว่า “พูดถึง ‘ฝรั่งไม่เข้าใจ’ ก็ต้องพูดถึง ‘ฝรั่งที่เข้าใจ’ เช่นกัน โพสต์ก่อนหน้านี้ผมเขียนขึ้นเพราะอ่านจดหมายฝรั่งเขียนบ่นเรื่องนี้อยู่หลายราย ทั้งในไทยและต่างประเทศ บวกกับเห็นสื่อนอกบางรายไม่มีมารยาท ทำให้เกิดอาการ ‘ของขึ้น’ เล็กน้อย คนอ่านก็คงเข้าใจว่าบทความไม่ได้หมายความถึงฝรั่งทั้งหมด คนไทยยินดีต้อนรับ ‘ฝรั่งที่เข้าใจ’ เสมอ
ผมเองรู้จักและสนิทสนมกับฝรั่งหลายคนซึ่งอยู่เมืองไทยมานานหลายสิบปี จนเรียกได้ว่าพวกเขากลายเป็นไทยไปแล้ว ล้วนเป็นคนดี น่ารัก เข้าใจวัฒนธรรมไทย เป็นฝรั่งแบบมีสติปัญญา คบได้สนิทใจ และพวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับ ‘ฝรั่งไม่เข้าใจ’ เช่นกัน
รูปจาก NationTV นี้เป็นฝรั่งน่ารัก ยืนแจกน้ำให้ประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมพิธี เห็นภาพแล้วก็รู้สึกดีเหลือเกิน ถึงไม่รู้จักกัน แต่หัวใจเชื่อมถึงกันได้สนิท ทุกเรื่องราวมีสองด้านหลายมุม เราเองก็มี ‘คนไทยที่ไม่เข้าใจ’ เช่นกัน ก็หวังว่าวิกฤตินี้จะช่วยสมานรอยร้าวที่เคยมีอยู่ของคนไทยทั้งหลาย”

 

ปชช.ทยอยมายังท้องสนามหลวง เพื่อร่วมน้อมถวายบังคมพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240623

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.33 น.

18 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศของวันนี้ โดยมีประชาชนสวมชุดดำ เดินทางมาลงนามถวายสักการะแด่อาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณท้องสนามหลวง

 

ออมสินเปิดแลกธนบัตรที่ระลึก84พรรษา’ในหลวง’ ล็อตสุดท้าย 90,000 ชุด(ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240617

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.05 น.

18 ต.ค.59 ที่ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ได้เปิดให้ประชาชนแลกธนบัตรที่ระลึก ล็อตสุดท้าย 90,000 ชุด โดยธนบัตรที่ระลึกที่เปิดให้แลกนั้น ได้จัดทำขึ้นในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา เมื่อปี พ.ศ.2554 ซึ่งมี 2 แบบ คือ แบบธนบัตรกับแผ่นพับเป็นซองใส่ธนบัตร จำหน่ายชุดละ 200 บาท และแบบธนบัตรพร้อมกรอบอคริลิคและหีบเพลง จำหน่ายชุดละ 500 บาท ธนาคารออมสินจึงเปิดให้ประชาชนทั่วไปแลกได้  หรือจนกว่าธนบัตรชุดนี้จะหมด โดยจำกัดการแลกจำนวนคนละไม่เกิน 5 ชุด สำหรับแบบชุดละ 200 บาท และจำกัดชุดหีบเพลง คนละไม่เกิน 1 ชุด และแลกได้เฉพาะที่ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่

 

คุณตาวัย75เคยเช็ดรองพระบาท’ในหลวง’ เผยรู้สึกคนไทยสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240611

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 09.00 น.

18 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ้านเลขที่ 0882/3 ถนนปลัดมณฑล ต.เมืองใต้ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ บ้านของนายบุญธรรม ครูทอง ชายชราอายุ 75 ปี อดีตข้าราชการโรงพยาบาลศรีสะเกษ ที่เคยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทอดผ้าพระกฐินที่วัดบ้านปราสาทเยอ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ และได้เช็ดรองพระบาทของในหลวง เป็นการรับใช้ใกล้ชิดครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งภาพนี้เป็น 1 ใน 20 ภาพประทับใจที่หาดูยาก

นายบุญธรรม ครูทอง อายุ 75 ปี เล่าว่า ในอดีต ตนทำงานรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ  ส่วนภรรยามีอาชีพค้าขาย  เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2514 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินและทรงเยี่ยมราษฎร ที่ วัดปราสาทเยอเหนือ อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ตนได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในนามข้าราชการโรงพยาบาลศรีสะเกษ ตอนที่เฮลิคอปเตอร์ของในหลวงลงที่สนามโรงเรียนบ้านปราสาทเยอมีฝนตกลงมาอย่างหนัก สนามโรงเรียนไม่มีหญ้าจึงมีแต่โคลน  นักเรียนที่ตั้งแถวรับเสด็จก็ยืนตากฝน

นายบุญธรรม  เล่าต่อไปว่า หลังจากที่พระองค์ท่านถวายผ้าพระกฐินและทรงเยี่ยมราษฎร เสร็จแล้วได้กลับมาเพื่อขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ ตนก็ยืนส่งเสด็จอยู่ไม่ไกลมากนัก ขณะที่พระองค์ท่านจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์นั้น  ท่านได้ทอดพระเนตรไปที่รองพระบาทซึ่งเลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน ตนเห็นดังนั้น จึงได้วิ่งเข้าไปโดยไม่มีใครห้ามดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาคุกเข่าลงเช็ดรองพระบาทให้ในหลวงโดยมีเพื่อนอีกสองคนซึ่งตอนนี้เสียชีวิตแล้วได้ตามเข้าไปช่วยเช็ดด้วย เมื่อเช็ดเสร็จแล้วท่านก็เสด็จขึ้นเฮลิคอปเตอร์โดยที่ตนไม่ทราบว่าพระองค์ได้ตรัสอะไรกับตนบ้าง ตอนนั้นตื่นเต้นจนหูอื้อไปหมด

นายบุญธรรม กล่าวในตอนท้ายว่า วันนั้น ตนรู้สึกปลาบปลื้มดีใจมาก ที่ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในหลวงอย่างใกล้ชิด เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต  ตนได้นำรูปนั้นตั้งไว้บนหัวเตียงนอนกราบไหว้ก่อนอนทุกคืน แต่เมื่อมาถึงวันนี้ หลังจากที่รู้ข่าวว่าท่านจากพวกเราไปแล้ว ตนตกใจและเสียใจมากที่พ่อของแผ่นดินจากพวกเราไป ตนตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก รู้สึกเศร้าใจ รู้สึกเหมือนกับว่าเราได้สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต จึงขอส่งเสด็จพระองค์ท่านพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสู่สรวงสวรรค์

 

‘แจ็ค หม่า’ลงนามถวายความอาลัย ยก’ในหลวง’น่าเคารพที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240610

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.41 น.

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.59 เฟซบุ๊คกระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่คลิป แจ๊ค หม่า นักธุรกิจระดับโลก ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารกลุ่มบริษัท อาลีบาบา กล่าวถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังลงนามถวายอาลัยและถวายราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

โดยนายแจ๊ค หม่า ระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงเป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือที่สุดในโลก พระองค์ทรงเป็นที่รักและเคารพของพวกเราทุกคน และของผมด้วยเช่นกัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปประเทศไทยมากกว่า 10 ครั้ง ทุกครั้งที่ไปประเทศไทย ผมเห็นผู้คนรักและเทิดทูนพระองค์ เพราะเรารู้ว่าพระองค์ได้ทรงทำสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อประเทศไทย เพื่อเอเชีย และเพื่อโลกของเรา…”

 

‘การทูตหยุดโลก’ ย้อนความสัมพันธ์’ในหลวง-จักรพรรดิญี่ปุ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240607

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.17 น.

18 ต.ค.59 ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คส่วนตัว  Thon Thamrongnawasawat ย้อนความสัมพันธ์ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เมื่อกว่า 50 ปีก่อน โดยมี ‘ปลา’เป็นจุดเชื่อมความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งผู้เขียน ระบุเหตุการณ์ช่วงเวลานั้น ว่า เป็นการทูตหยุดโลก

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โพสต์ข้อความไว้ดังนี้

ทุกคนทราบว่าราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษ หลายคนทราบว่าปลานิลมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าว แต่น้อยคนทราบว่า #ก่อนปลานิลยังมีปลาบู่ #เมื่อสองกษัตริย์ชวนไปชมปลา #การทูตหยุดโลก #คือความหมายของเหลือเชื่อ
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็น “มีนกร” (คำนี้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา เด็กประมง ม.เกษตรศาสตร์ เรียกตัวเองว่า “มีนกร” มาแต่ไหนแต่ไร)
พระองค์สนใจเรียนรู้เรื่องปลา จนจบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ ขณะนั้นพระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมาร
ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างสองกษัตริย์ เริ่มจากกษัตริย์ของไทย เสด็จเยือนญี่ปุ่นในพ.ศ.2506 (27 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน) ก่อนเชิญมกุฎราชกุมารเสด็จเยือนไทย
มกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่นเสด็จเยือนไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ.2507
ในครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และจัดโปรแกรมช่วงหนึ่งให้ “ไปทอดพระเนตรปลา”
หากอ่านผ่านๆ คุณอาจไม่คิดอะไร แต่ถ้าพิจารณาสักนิด มกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่น มหาอำนาจแห่งเอเชีย เสด็จมาไทยเป็นครั้งแรก เราจะชวนไปดู “ปลา” ไหมครับ ?
เป็นใครก็คงส่ายหน้า เป็นใครก็คงคิดไม่ถึง
เขามาเยือนเป็นครั้งแรก เราต้องจัดประชุมให้หนัก พูดคุยกันเรื่องการบ้านการเมือง มีงานเลี้ยงใหญ่โต ใครจะคิดถึงโปรแกรม “ไปดูปลา”
แต่มหากษัตริย์ไทยคิด และเป็นความคิดที่ “หลุดกรอบ” มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอะเจอ
คนรุ่นนี้มักพูดกันถึงความคิดแปลกใหม่ เราเบื่อการยึดติด เบื่อโน่นนี่นั่น ถึงเวลานอกกรอบ
เคยทราบไหมครับว่าใครคือผู้ “นอกกรอบ” ที่แท้จริง และนอกกรอบมาเมื่อกว่า 50 ปีก่อน
คนชอบปลามาเยือน ก็ต้องพาเขาไปดูปลาสิ
เป็นความคิดที่ห้าวหาญจนสุดจะจินตนาการไหว เมื่อคิดว่าทั้งผู้ต้อนรับและผู้มาเยือนเป็นกษัตริย์
ไม่มีใครทราบว่ามหากษัตริย์ของไทยคิดเช่นไร แต่ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ผมคิดว่าท่านอาจคิดถึงประวัติศาสตร์ เพราะเคยมีคนทำมาก่อนหน้านั้น และทำจนสำเร็จ
ย้อนไปเดือนมีนาคม พ.ศ.2433 มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของรัชกาลที่ 5 ถือเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์ชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจในยุโรป เสด็จมาเยือนไทย
ในครั้งนั้นคือการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงการ “คล้องช้างครั้งสุดท้าย” ที่ช้างป่าถูกต้อนมากว่า 300 ตัว กลายเป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืมของมกุฎราชกุมาร ผู้ต่อมาทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ซาร์นิโคลัสที่ 2
และเมื่อสยามเดือดร้อนถึงขีดสุด รอบด้านล้วนตกเป็นอาณานิคม มหาอำนาจต่างชาติถึงขั้นเตรียมแบ่งประเทศเรา รัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องเสด็จยุโรปเพื่อแสดงว่าเราเจริญแล้ว มิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ประเทศเดียวที่ต้อนรับเราด้วยไมตรีจิตคือรัสเซีย
เมื่อภาพคิงจุฬาลงกรณ์ประทับคู่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ยุโรป ประเทศอื่นถึงยอมรับและต้อนรับพระองค์ จนทำให้ไทยยังคงเป็นไทยจนทุกวันนี้
และนั่นคือการทูตหยุดโลกที่เริ่มต้นจาก “ช้าง”
การทูตหยุดโลกเริ่มต้นอีกครั้ง จาก “ปลา” ที่กษัตริย์แห่งไทยพามกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นไปทอดพระเนตร
สถานที่คือพิพิธภัณฑ์ประมง ตั้งอยู่ในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ที่ทำงานของผม
บันทึกบอกไว้ มกุฎราชกุมารทรงพระสำราญมาก หยิบขวดโน้นยกขวดนี้ขึ้นมาดู (สังเกตในภาพ) รวมถึง “ปลาบู่”
ปลาบู่ดังกล่าวเป็นปลาบู่ที่พบในเมืองไทยเป็นครั้งแรกของโลก ตัวแรกๆ ที่ค้นพบและถูกนำมาศึกษาจนเป็นตัวอย่างต้นแบบอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
นั่นยังไม่แปลกอะไร แต่ความสำคัญมี 2 ประการ
1) ปลาบู่ชนิดนี้มีชื่อว่า “ปลาบู่มหิดล” ตั้งชื่อเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
2) ปลาบู่ชนิดนี้ค้นพบและตั้งชื่อ โดยดร. ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ
มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นรักปลาเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อทราบว่า ปลาบู่ถูกตั้งชื่อตามพระราชบิดาของกษัตริย์ไทย ความประทับใจย่อมก่อเกิด
อย่าเอาความคิดเราไปตัดสินครับ ในสายของนักอนุกรมวิธาน การที่จะมีชื่อใครสักคนเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์ชนิดหนึ่ง เป็นเกียรติสุดๆ และชื่อนั้นถูกบันทึกไว้ในพ.ศ.2496 นานแสนนานในครั้งที่โลกเรายังไม่ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้
การตั้งชื่อสัตว์ต้องมีที่มาที่ไป ในครั้งนั้น ดร.สมิธ ถวายชื่อให้เพราะพระบรมราชชนกทรงช่วยกิจการประมงไทยให้ตั้งต้นได้ รวมถึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ส่งคนไปเรียนเมืองนอกในสาขาวิชาด้านนี้ ก่อนกลับมาเป็นบรมครูสอนพวกเรารุ่นต่อมา
ผมยังมีข้อ 2 นั่นคือดร.สมิท ผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกา รัชกาลที่ 6 ขอตัวมาเมื่อจัดตั้ง “กรมรักษาสัตว์น้ำ” เพื่อเป็นเจ้ากรมคนแรก เพราะคนไทยยังไม่มีความรู้ทางนี้เลย
ดร.สมิท ถือเป็น “ระดับเทพ” แห่งวงการมีนวิทยาในยุคนั้น ใครศึกษาเรื่องปลา ล้วนต้องรู้จักท่าน
จึงไม่น่าแปลกใจที่มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ทรงหยิบขวดนี้ขึ้นมาดู พร้อมอุทานว่า “นี่เป็นปลาที่ดร.สมิทเก็บหรือ ?” (มีบันทึกอ้างอิง มิใช่คิดเอาเองครับ)
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความประทับใจสุดๆ จนกลายเป็นความสนิทสนมเป็นการส่วนพระองค์
เมื่อได้ใจ “คนรักปลา” ต่อมาในพ.ศ.2508 พระองค์จึงขอพระราชทาน “ปลานิล” จากมกุฎราชกุมารญี่ปุ่น
ผมเชื่อเหลือเกินว่า พระองค์ทรงเล็งเห็นอยู่แล้ว คนไทยต้องการโปรตีนเพื่อพัฒนาร่างกายพัฒนาสมอง แต่โปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นใดล้วนมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวบ้านสามัญชนจะหากินได้ทุกวี่วัน
มีแต่ปลาและปลาเท่านั้น ที่ชาวบ้านจับได้กินได้ และคนไทยก็กินปลามาแต่โบราณ เพียงแต่ขาดปลาที่เลี้ยงง่ายโตวัยอยู่ได้ในทุกแหล่งน้ำ และไม่รบกวนระบบนิเวศเกินไป
ปลานิลอ้วน เนื้อเยอะและอร่อย ปลานิลที่มีถิ่นกำเนิดจากลุ่มแม่น้ำไนล์ จึงเป็นปลาที่น่าจะเหมาะสมที่สุด
ตรงนี้มีข้อสงสัย พระองค์ทราบได้อย่างไรว่าต้องเป็นปลานิล ?
คำตอบคือเรากำลังพูดถึงใคร ?
กรุณาเข้าใจว่าเรากำลังพูดถึง “มหาปราชญ์”
มกุฎราชกุมารถวายปลานิล 50 ตัวให้ด้วยความยินดี จากนั้นก็ตายไป 40 ตัว (ตามคำบอกเล่า) เหลือเพียง 10 ตัว พระองค์จึงรีบนำกลับมาเลี้ยงเองในวังสวนจิตรลดา
หากใครสงสัยคำว่า “มหาปราชญ์” ที่ผมระบุไว้ น่าจะสิ้นสงสัยตรงนี้
คนที่แต่งเพลงได้เกือบ 50 เพลง สร้างและเล่นเรือใบก็ได้ ทำฝนเทียมก็ได้ เลี้ยงปลาที่คนอื่นเลี้ยงไม่รอดให้รอด คนแบบนั้นควรจะเรียกว่าอะไรครับ ?
และอย่าลืมว่าท่านเป็นกษัตริย์ มีภารกิจมากมายมหาศาล
มหาปราชญ์จึงเป็นคำที่ถูกต้องทุกประการ ไม่ได้มีการยอยศให้เกินเหตุ
หนึ่งปีผ่านไป พระองค์ตั้งชื่อ “ปลานิล” ให้เชื่อมโยงกับชื่ออังกฤษ (Nilotica – ปลาแม่น้ำไนล์) ก่อนพระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนเลี้ยง
ขอบอกวันที่สักนิด มกุฎราชกุมารถวายปลานิล 50 ตัวในวันที่ 25 มีนาคม 2508
พระองค์มีปลาเหลือ 10 ตัว เลี้ยงและขยายพันธุ์ พระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว ในวันที่ 17 มีนาคม 2509
ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ปลา 10 ตัวกลายเป็น 10,000 ตัว (ยังไม่รวมที่พระองค์เก็บไว้) ผมไม่ทราบจะอธิบายเช่นไร ? มีอิทธิฤทธิ์ บุญบารมี ?
แต่มีคำบอกเล่าว่า พระองค์ไม่ทรงเสวยปลานิล ด้วยเหตุผลง่ายๆ “เลี้ยงมาเหมือนลูก จะไปกินลงได้อย่างไร” (ถ้อยคำจากคำบอกเล่า)
บุญบารมีคงมีจุดเริ่มมาจาก “เลี้ยงมาเหมือนลูก”
ทรงทุ่มเทฟูมฟัก เหมือนเศรษฐีดูแลเอาใจใส่ปลาราคาแพง เพื่อเลี้ยงไว้ประดับบารมี
เผอิญพระองค์ฟูมฟักปลานิล ไม่ใช่เพราะสวยดีประดับบารมีได้ แต่เพราะปลานิลคือปลาที่พระองค์ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นทางออกให้ประชาชนชาวสยาม
เวลาผ่านมา 50 ปี ผมไม่ต้องหาตัวเลขใดๆ มายืนยันว่าพระองค์ประสบความสำเร็จ ขอเพียงคุณเดินไปตามตลาด คุณเห็นปลานิลย่างปลานิลทอดบนตะแกรงบ้างไหม ?
มีปลาใดราคาถูกเท่านี้ มีเนื้อมากเท่านี้ และทุกคนกินได้กินดี ดังเช่นปลานิล
ผมเพิ่มตัวเลขให้เพื่อความชัดเจน ปัจจุบัน เมืองไทยผลิตปลานิลได้ปีละ 220,000 ตัน จากฟาร์ม 300,000 แห่ง สร้างงานให้ผู้คนเรือนล้าน
ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาล จนเป็นปลาส่งออกลำดับต้นๆ ของเมืองไทย
นำทุกอย่างกลับมาคิดใหม่
2506 เสด็จเยือนญี่ปุ่น
2507 มกุฎราชกุมารเสด็จมา พาไปดูปลาบู่
2508 ขอปลานิลมาเลี้ยง 50 ตัว
2509 พระราชทานปลา 10,000 ตัวให้กรมประมง
2559 ปลามากกว่า 220,000 ตันต่อปี สร้างงานให้คนนับล้าน เป็นโปรตีนราคาถูกและดีที่สุดของประเทศนี้
ผมพูดถึง “การทูตหยุดโลก” มาหลายครั้ง แต่ยังไม่อธิบายความหมายให้ชัดเจน
ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว
การทูตหยุดโลก = ปลาบู่ = ปลานิล = คนไทยมีกิน = คนมีงานทำ
เป็นสมการแสนง่าย แต่ใคร่ขอถามว่า แล้วใครจะคิดได้ ?
แล้วใครจะคิดได้เมื่อกว่า 50 ปีก่อน แล้วใครจะมองการณ์ไกลขนาดนั้น
สมัยผมเป็นสปช. เราช่วยกันทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี แค่นั้นยังปวดหัวแทบตาย
บางคนพูดว่าจะคิดไปได้ยังไงไกลขนาดนั้น บางคนบอกว่าสิงคโปร์มาเลเซียเขาทำหมดแล้ว เขาก้าวหน้าไปไกลกว่าเราตั้งนาน
20 ปี ? ก้าวไกลไปกว่าเราตั้งนาน ?
50 ปี ปลาบู่ ปลานิล คน 66 ล้าน คิดคนเดียว ทำจนจบ
ยังไม่พูดถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองประเทศ ไม่พูดถึงปรากฏการณ์ที่ไม่มีมาก่อน เมื่อองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น “ไว้ทุกข์” ให้พระสหายผู้สนิทสนมกว่า 50 ปี
ไว้ทุกข์ให้กับ “บุรุษผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในเรื่องปลา”
ไม่ใช่ค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เชี่ยวชาญเก่งกาจในวิทยาศาสตร์เรื่องปลา
แต่ทำให้ปลา 10 ตัวกลายเป็น 220,000 ตันต่อปี
ทำให้ “ปลา” กับ “คน” มาเชื่อมต่อกันอย่างสุดที่ใครจะเปรียบได้
ผมไม่ตั้งใจเขียนบทความนี้ให้คุณร้องไห้ เพราะผมเขียนไม่ไหวแล้ว บทความ “โลกร้อน” ทำเอาผมเกือบตาย
ผมตั้งใจจะสื่อให้ชัดเจนว่า ทำไมผมถึง “กราบ” ?
ผมไม่เคยกราบเพราะเขาบอกให้กราบ ไม่เคยกราบเพราะเขาสอนให้กราบ
ไม่เคยกราบเพราะคนอื่นเขากราบกัน ผมไม่กราบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
ผมกราบ “ความจริง” เท่านั้น
ผมกราบสยบแทบเท้า กราบด้วยหัวจิตหัวใจ
กราบเพราะผมเห็นประจักษ์
กราบแทบเท้าพระองค์ท่าน
คำว่า “เหลือเชื่อ” ถูกใช้กันจนเกร่อ
แต่สำหรับผมแล้ว อย่างนี้สิถึงเป็น “เหลือเชื่อ”
คิดได้ไง…ทำได้ไง…เหลือเชื่อ
จึงทรุดกายกราบซบหน้าแนบดินด้วยความอาลัย
บุรุษผู้สร้างสิ่งที่ไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการได้
อย่างนี้สิมันถึงต้องกราบ อย่างนี้สิมันถึงต้องร้องไห้
ร้องให้ใจสลาย…
ร้องเพราะยิ่งค้นยิ่งเขียน จึงยิ่งรู้ว่า เราสูญเสียมากเกินไป
มันมากเกินไปจริงๆ !
หมายเหตุ – ผมไม่เคยก้าวล่วงความคิดส่วนตัวของใคร จะคิดอย่างไรกับพระองค์ท่านเป็นสิทธิของคุณ
ว่าแต่…คุณเคยกินปลานิลไหมครับ ?
…..
ที่มา – งานเขียนชุดนี้ผมตั้งใจทำเพื่อเป็นบทเรียนของนิสิต ม.เกษตรศาสตร์ ที่ผมกำลังจะนำไปสอน มีทั้งหมด 3 ตอน “โลกร้อน” “จากปลาบู่ถึงปลานิล” และ “จับปลาอย่างไร”
ผมใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไม่ถนัดในการใช้ราชาศัพท์ และผมตั้งใจเขียนให้คุณอ่านเข้าใจง่าย
ผมยินดีให้คุณแชร์ไปใช้ประโยชน์ได้ แต่หากมีการตีพิมพ์ รบกวนติดต่อผมก่อนครับ เพราะแต่ละเรื่องใช้เวลานานมาก และใช้เวลาร้องไห้นานกว่า

บัวแก้วฉะสื่อนอก บิดเบือนข่าว‘พ่อหลวง’ ตร.ลั่นจับหมดโพสต์มั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240599

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สถานทูตไทยประจำราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม โดยสมเด็จฮุนเซ็นได้แสดงความอาลัยและเสียดายอย่างที่สุดต่อการสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ ต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลและประชาชนไทย และขอบวงสรวงต่อดวงพระวิญญาณของพระองค์ให้ทรงสถิตอยู่ในสุคติภพทุกชาติตราบนิรันดร์

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เผยแพร่แถลงการณ์ลงวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการรายงานข่าวการสวรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและการไว้อาลัยของชาวไทย โดยตำหนิสื่อต่างประเทศบางแห่งที่รายงานข้อมูลที่ผิดและยั่วยุ

“มีการรายงานข่าวว่า คนไทยนับพันมารวมตัวกันแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระบรมหาราชวัง จริงๆ แล้วจำนวนประชาชนที่เดินทางมานั้นมากมายเกินกว่าที่มีการรายงานไว้มาก ชาวไทยทั่วประเทศได้มารวมตัวกันเพื่อไว้อาลัยให้แก่การสูญเสียกษัตริย์ที่เป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่ง คนหลายแสนคนต่อแถวและรวมตัวกันในเส้นทางการเคลื่อนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระบรมมหาราชวัง ขณะที่ประชาชนอื่นๆ ก็ชมการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ด้วยความเศร้าสลด หลายคนเฝ้ารออยู่บนบาทวิถีทั้งคืน เพื่อหาจุดที่พวกเขาจะสามารถแสดงความอาลัยครั้งสุดท้ายให้กับกษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง ผู้ซึ่งสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และถือเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของประชาชนชาวไทย กษัตริย์ผู้ซึ่งเป็นทั้งหัวใจและจิตวิญญาณของชาติได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนและประเทศของพระองค์

ในการเตรียมการไว้อาลัย ทางรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะอำนวยความสะดวกให้คลื่นมหาชนจากทั่วประเทศที่จะเดินทางมาแสดงความจงรักภักดี โดยจำนวนผู้ที่จะเดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพนั้นคาดว่าจะมีจำนวนหลายล้านคน

พบว่า มีสื่อต่างชาติขนาดใหญ่ได้รายงานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือผิดพลาด โดยมีการกล่าวหา สร้างความจูงใจและยั่วยุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความโศกสลดของคนไทยทั้งประเทศ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงเป็นการขาดจริยธรรม และยังเป็นการกระทำซึ่งขาดความเป็นมืออาชีพ ขาดความเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกของไทย และก้าวร้าวต่อวัฒนธรรมและประเพณีของไทย กระทรวงการต่างประเทศขอตำหนิการกระทำดังกล่าว อันสะท้อนให้เห็นถึงอคติของผู้เขียน และต้นสังกัดของพวกเขา ทั้งขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว” แถลงอย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศระบุ

วันเดียวกันที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์(ศตส.) แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมศตส.กล่าวว่า เรื่องความมั่นคงยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ไม่ปรากฏสิ่งบอกเหตุหรือความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ขอให้ทุกฝ่ายสบายใจการฉวยโอกาสอะไรก็แล้วแต่ไม่ควรทำ เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและสมพระเกียรติ บนความร่วมมือรวมใจของทุกฝ่าย

กระนั้นก็ตามอาจมีบางฝ่าย บางกลุ่มที่ยังทำเรื่องไม่เหมาะสม อาทิ จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.สุราษฎร์ธานี โดยแต่ละจังหวัดได้แก้ไขปัญหาแล้ว ว่าตามเหตุผลและกฎหมาย ส่วนการเผยแพร่ภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมในต่างประเทศ พบมี 6 ราย แต่ไม่ขอระบุชื่อ เป็นรายเดิมๆ ซึ่งการดำเนินการกับคนเหล่านี้ค่อนข้างยาก เพราะอยู่ต่างประเทศ

ด้าน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา(สบ10) รักษาราชการแทน รอง ผบ.ตร.และโฆษกตร. เปิดเผยว่า ขอฝากเตือน และยืนยัน จะดำเนินคดีตามกฎหมาย หากพบผู้แสดงความคิดเห็นข้อความอันไม่เหมาะสมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด พร้อมเห็นว่า ทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตนเอง ขออย่าทำสิ่งที่ไม่สมควร

ชี้ความสำคัญสมองสามส่วนในมนุษย์ พ่อแม่คือผู้บ่มเพาะการพัฒนาสมองของลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240517

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์และผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์ปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวกเพื่อการพัฒนาสมอง จิตใจ และพฤติกรรม The 101s : A Guide to Positive Discipline ของ Dr. Katherine C Kersey ผลงานวิจัยซึ่งรวมเอาหลักการทางจิตวิทยาและพัฒนาการสมองมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพกล่าวว่า สมองของคนเรามีโครงสร้างทั้งหมดสามส่วน ส่วนที่อยู่บริเวณท้ายทอยคือสมองส่วนสัญชาตญาณ ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับการมีชีวิตรอด ควบคุมระบบอัตโนมัติของร่างกาย ส่วนที่สองตรงกลางคือสมองส่วนอารมณ์ ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึก การเรียนรู้ และจดจำ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เจริญเติบโตเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด สมองส่วนที่สาม คือสมองส่วนหน้า ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนคิดและควบคุมอารมณ์นั้นจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี ดังนั้น ตั้งแต่แรกเกิดจึงเป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมการทำงานของสมองส่วนหน้า เพื่อให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณ ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (Critical Thinking) กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์(Creativity) ด้วยการสื่อสาร (Communication) ที่สอดคล้องกับการพัฒนาของสมอง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม (Collaboration) อย่างมีความสุข ซึ่งทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดคุณภาพของความผูกพันในครอบครัวระหว่างพ่อแม่และลูก

ดังนั้นในช่วงปฐมวัยพ่อแม่จึงควรใช้เทคนิคการสร้างวินัยเชิงบวก ซึ่งเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ประมวลง่าย ไม่กระตุ้นอารมณ์ และสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเด็ก เช่น แทนที่จะสอนลูกด้วยคำติว่า “ทำไมอยู่ไม่สุข ไม่มีสมาธิทำการบ้านเลยนะ!” เปลี่ยนเป็น “แม่ชอบหนูตอนนี้ ดูมีสมาธิระบายสีมากเลย” เพื่อให้ลูกเข้าใจก่อนว่าสมาธิคืออะไร ซึ่งการสื่อสารด้วยคำพูดเชิงบวกนี้จะกลายเป็นคลังคำที่ลูกเอาไว้ใช้อธิบายสิ่งต่างๆ กับตัวเอง ใช้สื่อสารกับผู้อื่น ใช้คิดวิเคราะห์ พ่อแม่จึงควรแน่ใจว่าสิ่งที่พูดกับลูกจะสร้างคลังคำและคลังประสบการณ์ที่ดี ซึ่งจะทำให้สมองส่วนสัญชาตญาณและอารมณ์ได้ทำงานร่วมกับสมองส่วนคิด ก่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสารที่ดีและความอยากมีส่วนร่วมกับผู้อื่นตามมา

ผศ.ดร.ปนัดดา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพูดถึงการใช้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน มันจะไม่อันตรายกับลูกเลย และถือเป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนลูกให้มีความรับผิดชอบ หากพ่อแม่ยื่นเทคโนโลยีให้ลูก พร้อมกับหน้าที่และข้อจำกัด ซึ่งเด็กเล็กไม่ควรเกิน 20 นาที หรือลองให้ลูกได้ตัดสินใจลองวางแผนการทำหน้าที่ต่างๆ ภายในบ้านตามที่ได้รับมอบหมายด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องทำตามลำดับ 1 2 3 ตามที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การจัดสรรเวลาและลำดับความสำคัญ ช่วยสร้างวิธีการคิดวิเคราะห์ไปในตัว และที่สำคัญหลายครั้งเราพบว่าเทคโนโลยีที่เข้าถึงลูกนั้น เนื้อหายังไม่รุนแรงเท่าท่าที น้ำเสียง และคำพูดต่อว่าของพ่อแม่ ที่ไปกระตุ้นให้ลูกใช้สมองส่วนสัญชาตญาณ และอารมณ์ในการป้องกันตัวเอง ฉะนั้นเทคโนโลยี ไม่ใช่ตัวยับยั้งพัฒนาการ หรือสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกให้ล่าช้าเสมอไป