เผยการทำโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ เสียงส่วนใหญ่มองว่า ตั้งใจมากกว่าอารมณ์ชั่ววูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239272

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข โดยได้เชิญดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บรรยายพิเศษ เรื่อง “New Technology a Tools for Healthcare” พร้อมถ่ายทอดเสียงไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบความร่วมมือเดิมที่มีอยู่ และความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นใหม่ เร่งสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อคนไทย

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงวิทยาศาสตร์มีความร่วมมือกันมาโดยต่อเนื่อง เราไม่ได้เริ่มต้น
จากศูนย์ ครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้น(คิกออฟ)ความสัมพันธ์ที่เข้มข้นเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับประชาชน ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์อยู่ระหว่างการบูรณาการการทำงานด้านงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดระบบการพัฒนางานทั้งหมด โดยเริ่มต้นที่การบูรณาการระดับนโยบาย มีการยุบรวมคณะกรรมการที่ทำงานคล้ายกัน  3 หน่วยงานและตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ คือสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการเป็นคนของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญเป็นประโยชน์สำหรับกระทรวงสาธารณสุขมาก ในการใช้ประโยชน์จากการวิจัย พัฒนา นวัตกรรม

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่าได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้อำนวยการสำนัก และเขตสุขภาพ ที่ทำงานวิจัย พัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ทำงานต่อเนื่องกันอย่างใกล้ชิดต่อไป อาทิ การวิจัยพัฒนา ยา วัคซีน วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนรวดเร็ว ใช้การต่อยอด แตกยอด ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งความร่วมมือทั้ง 2 กระทรวงนี้จะเกิดพลังศักยภาพในการทำงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อประชาชนคนไทย

รวม 4 พลังขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยสู่เวทีโลก สจล.-แสตมฟอร์ด- SIPA จับมือศูนย์บ่มเพาะในอเมริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239271

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPAร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.), และมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด (STIU)จับมือกับ Houston Technology Center(HTC) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ร่วมมือกันเพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพในประเทศไทยได้รับการส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ การเข้าถึงกลุ่มผู้ร่วมพัฒนานวัตกรรม ผู้ร่วมลงทุนแหล่งเงินทุนและแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายใต้โครงการ Digital
Startup ที่ทาง SIPA ได้จัดขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจดิจิทัลของประเทศ หรือ Digital Economy และเพื่อเป็นการพัฒนากำลังคนทางด้านดิจิทัลอีกด้วย โดยความร่วมมือ 4 องค์กรจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้สตาร์ทอัพไทยให้สามารถเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลก โดยการสร้างกลุ่ม Tech Startup ที่มีโอกาสในการประสบความสำเร็จสูงนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดคือมีนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและมีทีมที่เข้มแข็ง มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคนิคและด้านธุรกิจด้วย ตลอดจนสามารถพัฒนาเป็นเชิงพาณิชย์ได้ แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีสื่อกลางที่จะนำผู้มีศักยภาพและมีสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมที่น่าสนใจ รวมทั้งผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจมาพบเจอและร่วมงานกัน ดังนั้นการรวมพลัง4 องค์กรวันนี้จึงเป็นตัวอย่างของการสร้างกลุ่ม Tech Startup ให้เข้มแข็งยั่งยืนโดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังซึ่งนำโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาแล้ว อาทิผลงานการวิจัยพัฒนาด้าน Tech R&Dในสาขาต่างๆ เฉลี่ยรวมปีละกว่า 500 ชิ้นมีผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่นเช่น หุ่นยนต์รปภ.TubbyBot, วีลแชร์ควบคุมด้วยดวงตา, เครื่องวัดความอ่อน-แก่ของทุเรียน เป็นต้น, ส่วน Stamford International University เป็นผู้นำพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ
และ Entrepreneurship การนำผลงานนวัตกรรมจาก สจล. มาร่วมมือกับทีมนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถทางธุรกิจ โดยมีโค้ชระดับโลก HTC และภายใต้โครงการ Digital Startupสนับสนุนโดย SIPA เป็นการดึงเอาจุดแข็งของแต่ละสถาบันมาประสานกันได้อย่างลงตัว เริ่มต้นจากการนำงานนวัตกรรมจากคณะวิศวะลาดกระบัง มาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสร้างผู้ประกอบการใหม่ (Enterpreneurship) ของแสตมฟอร์ด โดยนักศึกษาจากทั้งสองสถาบันจะได้เรียนรู้และพัฒนาโครงการวิศวกรรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจยิ่งขึ้น

3 สถาบันประสบผลสำเร็จ แว่นตานำทาง ช่วยผู้พิการทางสายตาเดินทางได้สะดวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239270

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

พ.อ.นพ.อารมย์ ขุนภาษี ผู้อำนวยการกองเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า เนื่องจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีทหารที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและใบหน้า ในบางรายนอกจากบาดเจ็บทางสมองแล้วอาจสูญเสียการมองเห็น ดังนั้นตนจึงได้ร่วมกับคณะนักวิจัยจากสถาบันต่างๆ ประกอบด้วยนายเดชฤทธิ์ มณีธรรม หัวหน้าสาขาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นางสาวเบญจลักษณ์ เมืองมีศรี มหาวิทยาลัย
ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ และพ.อ.นพ.สุธีพานิชกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า คิดค้นนวัตกรรม “PMK Glasses Navigator” แว่นตานำทางให้ผู้ป่วยทางสายตาขึ้น ซึ่งแว่นตาดังกล่าวจะมีประโยชน์ช่วยพัฒนาทักษะด้านการเดิน เช่น ช่วยฝึกเดินหลบหลีกสิ่งกีดขวาง โดยผู้ป่วยทางสายตาที่ไม่ได้พิการมาแต่กำเนิด อุปกรณ์แว่นตานำทางจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินและการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ส่วนแรกเป็นโครงสร้าง(Hardware) จะเป็นโครงสร้างกล่องพลาสติกแบบสี่เหลี่ยม ไมโครคอนโทรลเลอร์ ชุดตรวจจับและวัดระยะทางด้วยคลื่นอัลตราโซนิค ชุดบันทึกเสียง แบตเตอรี่ ขนาด 9 โวลต์ ส่วนที่สองจะเป็นซอฟต์แวร์ โดยใช้ภาษาซีในการเขียนควบคุมการทำงานทั้งระบบ ทั้งนี้หลักการทำงานผู้ป่วยสวมแว่นตานำทาง เมื่อเคลื่อนไหวตนเองด้วยการเดิน เจอสิ่งกีดขวางคลื่นอัลตราโซนิคจะตรวจจับและวัดสัญญาณสะท้อนกลับมาพร้อมกับมีเสียงบอกระยะ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ยินเสียงและสามารถรับรู้ถึงสิ่งกีดขวางด้านหน้าว่าอยู่ที่ระยะเท่าไร จะได้หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้ ซึ่งแว่นตานำทางนี้สามารถวัดระยะได้ไกลถึง 2 เมตรน้ำหนักประมาณ 0.2 กิโลกรัม สำหรับระยะเวลาในการใช้งานขึ้นอยู่กับผู้ป่วย โดยแบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์ อยู่ได้ประมาณ 2 เดือนสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้านสามารถเลือกใช้กล่องนำทางขนาดเล็กได้ โดยกล่องนำทางขนาดเล็กนี้จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยทางสายตาที่อยู่ที่บ้านไม่ต้องสวมแว่นตา สามารถถือกล่องนำทางขนาดเล็กไว้ด้านหน้า พร้อมกับกดปุ่มทุกครั้งที่ต้องการวัดระยะทาง ทำให้ผู้ป่วยสามารถได้ยินเสียงและรู้ระยะทางว่ามีสิ่งกีดขวางภายในบ้านได้สำหรับแว่นตานำทางและกล่องนำทางนี้ทางคณะผู้วิจัย ได้เริ่มนำไปใช้กับผู้ป่วยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว ซึ่งต้นทุนในการผลิตชุดละประมาณ 5,000-6,000 บาท ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.086-8821475

‘นายกฯภูฏาน’ลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239241

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.01 น.

9 ต.ค.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ได้มีบุคคลสำคัญ และคณะบุคคลจากภาครัฐ ภาคเอกชน และพสกนิกรทุกสาขาอาชีพ จากทั่วประเทศ พร้อมใจกันนำแจกันดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความจงรักภักดี พร้อมลงนามถวายพระพร ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งๆ ขึ้น มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ปกเกล้าปกกระหม่อมเหล่าปวงประชาราษฎร์ตลอดไป อาทิ สหกรณ์การเกษตรปฎิรูปที่ดินเมืองสุรินทร์ จำกัด , คณะกรรมการและอาสาสมัครสาธารณสุขตลาดหนองแคน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด , สหกรณ์ต้นกล้าพัฒนาเกษตรกร จังหวัดกาฬสินธุ์ จำกัด , ลูกเสือชาวบ้านกรุงเทพมหานคร

นักบริหารท้องถิ่นรุ่น 84/2 สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น , คณะสงฆ์วัดอัมพวัน กทม.พร้อมด้วยสามเณรในโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูฝนเฉลิมพระเกียรติ , สมาคมนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จ.ขอนแก่น , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 , ร้านพระรักษ์การเกษตร จ.ชุมพร, ครูสมาธิรุ่นที่ 31 สถาบันพลังจิตตานุภาพ สาขา 1 กทม. , สภานักเรียนและครูโรงเรียนสัตหีบวิทยาคม จ.ชลบุรี , โรงเรียนเตรียมทหาร จ.นครนายก , นักบริหารงานทั่วไป รุ่นที่ 60/1 สถาบันพัฒนาบุคคลากรท้องถิ่น , รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐคีร์กีซ , นางณัฐวรรณ ภิรมย์ภักดี ทีปสุวรรณ พร้อมด้วยคณาจารย์และนักเรียน โครงการโปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ , นายอูมินต์ เว รองประธานาธิบดีเมียนมา

และในเวลา 15.35 น.ที่ผ่านมา นายเชอริ่ง ต๊อบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน นำผ้าแพรสีขาว มาทูลเกล้าฯ ถวาย และลงนามถวายพระพร

 

ปลัดศธ.มอบ’พิษณุ’ ศึกษาแนวทางขยายวงเงินกู้กองทุนหมุนเวียนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239240

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.46 น.

9 ต.ค.59 ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความห่วงใยปัญหาหนี้สินข้าราชการครู โดยให้กระทรวงศึกษาธิการสำรวจทรัพย์สินและหนี้สินของครู และหาทางลดหนี้ให้ครูนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะบูรณาการการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งมีโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอยู่หลายโครงการเป็นหลัก และนำเงินกองทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู ของ ก.ค.ศ.เข้าไปเสริม เพื่อลดภาระหนี้สินให้แก่ครู ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 นี้ กองทุนเงินทุนหมุนเวียนฯ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้อีก จำนวน 120 ล้านบาท จากที่เคยได้รับจัดสรรงบฯ มาตั้งแต่ปี 2540 ปัจจุบันมีเงินในกองทุนฯ รวมดอกเบี้ยแล้วไม่ต่ำกว่า 1,600 ล้านบาท

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการปล่อยกู้ของเงินกองทุนหมุนเวียนฯ จะให้ครูผู้สอนกู้ยืมไปแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระ 8 ปี หรือ 96 งวด เฉลี่ยเดือนละ 2,630 บาท ซึ่งครูจะไม่ได้จับเงินก่อนนี้ แต่เป็นการผ่านมือไปชำระหนี้สินเดิม และต้องมีหลักฐานยืนยันการเป็นหนี้ที่ชัดเจน โดยตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา มีข้าราชการครูได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมไปแล้ว จำนวน 56,384 ราย แบ่งเป็น ลูกหนี้ปกติ จำนวน 7,225 ราย ลูกหนี้ค้างชำระ จำนวน 686 ราย และลูกหนี้ที่ถูกเรียกคืนเงินกู้ยืมและดำเนินคดี จำนวน 57 ราย

“ดูจากสภาพหนี้แล้วผมคิดว่าควรปรับขยายวงเงินกู้ยืมให้สูงขึ้นได้ แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท โดยมีเงื่อนไขว่า ปล่อยกู้เฉพาะรายที่มีปัญหาหนี้วิกฤต แต่ประเมินแล้วมีศักยภาพในการผ่อนชำระเงินคืน และที่สำคัญต้องไม่ก่อหนี้ซ้ำซ้อน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดภาระในการผ่อนชำระให้ครูได้ เนื่องจากดอกเบี้ยของกองทุนฯ นี้ จะถูกกว่าหากเทียบกับการกู้ยืมในโครงการอื่น ทั้งนี้ ผมจะมอบให้ ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.ศึกษาความเป็นไปได้ และนำแนวทางเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการเงินทุนหมุนเวียนฯ เพื่อพิจารณาต่อไป” ปลัด ศธ.กล่าว

พสกนิกรทั่วสารทิศหลอมรวมใจ ลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239132

วันเสาร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.10 น.

8 ต.ค.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีคณะบุคคลและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมใจนำพานพุ่มดอกไม้ แจกันดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงงานเพื่อความอยู่ดีมีสุขแก่เหล่าพกนิกรตลอดมา พร้อมลงนามถวายพระพรขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน อาทิ กลุ่มพัฒนาบทบาทสตรี อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ , คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ , ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.ชุมพร , คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 จ.ชลบุรี

กองทุนแม่ของแผ่นดิน ชุมชนวัดแจ้ง อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ , มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา จ.พังงา , คณะศรัทธาบารมี ปู่โต วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม เขตพระนคร กทม. , ชมรมแม่บ้านกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ กทม. , ชมรมคนรักในหลวง อ.สีดา จ.นครราชสีมา , คณะนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยุรีรัมย์ , ชมรมศิษย์เก่าวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล , นางบุญศรี สุธีรชัย ประธานบริษัท ดิสโม พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด เขตทุ่งครุ กทม.ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย จำนวน 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีคณะกองทุนสวัสดิการชุมชน ต.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ , คณะผู้สูงอายุเทศบาล ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา , ชมรมข้าราชการบำราญ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก , คณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน เครือข่ายกลุ่มโรงเรียนเมืองตรอน 2 อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ , คณะผู้บริหาร ครู นักเรียนโรงเรียนวีรสตรีอนุสรณ์ ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต , สมาคมแม่ค้าตลาดสด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ , ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข เทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น , ชมรมสร้างสุขภาพ หมู่บ้านบุรีรัมย์ จ.ปทุมธานี , ชมรมแอโรบิค บ้านถนนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี , กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านทุ่งสงบ อ.สว่างอารมย์ จ.อุทัยธานี , นายอำเภอสังขะ พร้อมข้าราชการ และเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดิน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ , คณะราษฎร์อาสารักษาหมู่บ้าน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี , คณะครูโรงเรียนบ้านหน้าเขา อ.วังวิดศษ จ.ตรัง , กลุ่มสตรี ต.วังตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี , พระครูอนุกูล สารธรรม เจ้าคณะอำเภอมัญจาคีรี วัดโพธิ์กลาง ต.กุดเค้า อ.ปัญจาคีรี จ.ขอนแก่น , น.ส.ศิชาดา ลำพูน ชาว ต.เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม เป็นต้น

 

ปิดเทอมไปปลูกป่า! นร.อุทัย-ชัยนาทจิตอาสาร่วมทำกิจกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239089

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 20.34 น.

7 ต.ค.59 นายอัษฎ์ เอกปิยะกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะเทโพ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ได้นำนักเรียนจำนวน 30 คน มาศึกษาผลกระทบของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ และการแก้ไขปัญหาด้วยการปลูกป่าฟื้นฟูธรรมชาติ ที่เขาขยาย อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท พร้อมร่วมกันปลูกต้นยางนา จำนวน 109 ต้นและต้นไม้อื่นๆ รวมประมาณ 500 ต้น เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจตระหนักถึงปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าจากการเห็นพื้นที่จริง และปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนป่าไม้ อีกทั้งฝึกฝนให้เด็กมีจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวมเนื่องในโอกาสวันปิดภาคเรียน โดยมีนางศรี ศรีวงษ์ญาติดี และนางศลักษณ์ บุญศรีพรชัย ผู้แทนมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ให้การต้อนรับ

นอกจากนี้ นางพัชนี สุขสบาย ครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 46 จ.ชัยนาท ได้นำเด็กนักเรียนช่วยกันปลูกต้นศรีตรัง ที่เขาขยายแห่งนี้เช่นกัน โดยมีพนักงานแขวงทางหลวงชัยนาท และอาสาสมัคร (อส.) ชัยนาทร่วมปลูกต้นไม้กับเด็กนักเรียนด้วยท่ามกลางสายฝนโปรยปรายโดยตลอด

ทั้งนี้ โครงการฟื้นฟูเขาขยาย เริ่มขึ้นเมื่อครั้งที่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ดำรงตำแหน่งเป็น ผวจ.ชัยนาทเมื่อปี 2557 โดยมีจุดประสงค์เพื่อพลิกฟื้นให้เขาขยายกลับคืนสภาพเป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ พืชพันธุ์ไม้ทั้งประจำถิ่นและพันธุ์ไม้นานาชาติ หลังเขาขยายถูกบุกรุกถางป่าจะโล่งเตียนเปรียบเหมือนเป็นเขาทะเลทรายมานาน จึงได้ระดมกำลังทั้งงบประมาณภาครัฐและเอกชนมาปลูกป่าและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมประชุมกับภาคประชาคมจังหวัดชัยนาททุกภาคส่วน ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ และมีมติก่อตั้ง “มูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการระดมทุน จัดกิจกรรมในลักษณะประชารัฐ คือ ทั้งภาคราชการ ภาคประชาชนทั่วไป ภาคเอกชนและนักธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการ ดูแลทำนุบำรุง และฟื้นฟูเขาขยายให้มีความยั่งยืน พลิกฟื้นกลับมามีสภาพอุดมสมบูรณ์ เพื่อหวังให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัด

โครงการพลิกฟื้นเขาขยายจากเขาทะเลทรายเป็นเขาสวรรค์ โดย “เขาขยาย” ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ต.เขาท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท มีความสูงประมาณ 120 เมตร พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ เป็นพื้นที่ภูเขาประมาณ 157 ไร่ และพื้นที่ราบเชิงเขาประมาณ 843 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 8.6 กิโลเมตร

 

วช.ยิ้มรับคสช.ประกาศปฏิรูประบบวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239033

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.18 น.

7 ต.ค.59 ที่ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ อดีตประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ แถลงข่าว ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่อง ปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ แต่งตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายยุทธศาสตร์ รวมทั้งปรับปรุงระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีเอกภาพ

ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลได้มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปวิทยาแขนงต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ดังนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงได้มีประกาศเรื่องการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยได้กำหนดให้มีสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นเลขานุการร่วมกัน

มีหน้าที่ในการกำหนดทิศทางและนโยบายการดำเนินงานของหน่วยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไปในทิศทางเดียวกัน กำหนดแผนที่นำทาง (Roadmap) เกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ระบบวิจัย และนวัตกรรมของประเทศทั้งในระยะสั้นระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างหน้าที่ของหน่วยงานในระบบวิจัยให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

ทั้งนี้ ให้ยุบเลิกสภาวิจัยแห่งชาติ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการสาขาวิชาการตามกฎหมาย ว่าด้วยสภาวิจัยแห่งชาติ  คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ คำสั่งของ คสช.ดังกล่าวไม่มีการยุบหน่วยงานใดๆ เป็นการปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อสร้างเอกภาพของหน่วยงานในระบบวิจัย และเพิ่มประสิทธิภาพทางการบริหารเป็นหลัก โดยให้ วช.และ สวทน.ร่วมทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการกิจสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ

ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร กล่าวว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ จะทำให้การปฏิรูประบบวิจัยเป็นรูปธรรมในด้านนโยบายที่มีความเป็นเอกภาพ สำหรับคณะกรรมการต่างๆ ที่ถูกยุบเลิกไปนั้น ถือว่าคณะกรรมการทั้งหลายนั้น เป็นผู้ที่เสียสละเพื่อให้การปฏิรูประบบวิจัยเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้และสามารถนำงานวิจัยมาใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อาชีวะเฟ้นหาสุดยอดฝีมือนักศึกษาไทย เปิดเวทีแข่งขันชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238851

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เปิดเผยถึงโครงการ “สุดยอดฝีมืออาชีวะไทย” ว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 จัดโครงการ “สุดยอดฝีมืออาชีวะไทย” Thailand’s Best Skills ขึ้น โดยจะรับสมัครนักศึกษาอาชีวศึกษาทุกสาขาวิชาจาก 5 ภาค ทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภาค และคัดเลือกเข้าแข่งขันระดับชาติทั้งแบบทีม และบุคคล โดยการเฟ้นหาสุดยอดฝีมืออาชีวะจากการเปิดเวทีการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ในสาขาที่เปิดสอนในสถานศึกษาของอาชีวะ โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ และค่านิยมที่ดีให้กับผู้เรียนสายอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาให้เป็นผู้ทรงคุณค่าของสังคมโดยนำความรู้เชิงทักษะวิชาชีพที่เรียนมาออกช่วยเหลือสังคมได้อย่างเต็มที่

สำหรับโจทย์ในการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ได้กำหนดไว้ 5 โจทย์ด้วยกัน คือ 1) รถตุ๊กๆ ดับเพลิง 2) บ้านสร้างสรรค์คู่ครัวไทย 3) โรบอท มาย เฟรนด์  4) ห้องสมุดศตวรรษ 21” และ 5) เกษตรแปลงเล็กหัวใจใหญ่ ทุกโจทย์จะต้องใช้ความรู้และทักษะของนักศึกษาหลากหลายสาขามาบูรณาการร่วมกันในการคิดการ ออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เช่น การทำรถตุ๊กๆ ดับเพลิง 1 คัน ใน 1 ทีมของโจทย์นี้ จะต้องมีนักศึกษาสาขาช่างยนต์ ช่างเชื่อมโลหะ ช่างกลโรงงาน ร่วมทำงานด้วยกัน หรือบ้านสร้างสรรค์คู่ครัวไทยใน 1 ทีม จะต้องมีนักศึกษาสาขาวิชาช่างเชื่อมโลหะ ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ สาขาการโรงแรม ร่วมกันทำงาน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปิดท้ายว่า การแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมืออาชีวะไทยครั้งนี้ คาดว่าจะมีนักศึกษาอาชีวศึกษาจาก 5 ภาค เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 1,000 คน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2559 ซึ่ง สอศ. ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในการนำเทปการแข่งขันออกอากาศเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สาธารณชนได้รับชมและเห็นความสำคัญของการศึกษาด้านวิชาชีพ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เรียนของอาชีวศึกษา และเป็นผลดีกับการพัฒนากำลังคนเพื่อออกไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องมีการพัฒนาด้านวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อพัฒนา เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ก้าวไปอย่างมั่นคง

ส่งเสริมนักศึกษาวิทยาศาสตร์อาหาร ต่อยอดคุณค่าผลิตภัณฑ์จากรำข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238852

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงเปิดตัวโครงการ “การประกวดโครงร่างงานวิจัยกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง (King Rice Oil Group Award)” ว่า กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงมีความมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับรำข้าวมาโดยตลอด จนได้รับรางวัลจากเวทีการประกวดรางวัลนวัตกรรมระดับชาติ ที่จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์มากมาย โดยให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมาก ซึ่งเรามองว่าในอนาคตประเทศของเราควรมีงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสิ่งดีๆของไทยให้มีคุณค่าและมูลค่ามากยิ่งขึ้นกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง จึงถือโอกาสในวาระดำเนินธุรกิจครบรอบ 40 ปี จัดการประกวดครั้งนี้ เพื่อให้นักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ในสาขาวิชาโภชนาการวิทยาศาสตร์อาหาร คหกรรมศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานด้านการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์จากรำข้าวไทย โดยเราหวังว่าเวทีนี้จะช่วยสนับสนุนให้เกิดไอเดียดีๆจากคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในวงการด้านอาหารและโภชนาการของประเทศต่อไป

นายประวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกวดครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจำนวน 7 ท่าน จาก 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ เกษตรศาสตร์ จุฬาฯ มหิดล ศรีนครินทรวิโรฒ และสวนดุสิต โดยมีเงินรางวัลเป็นทุนวิจัยรวม 4 แสนบาท แบ่งเป็น ระดับปริญญาโทและเอก 3 รางวัล จำนวนทุนวิจัยรวม 3 แสนบาท และระดับปริญญาตรี 5 รางวัลจำนวนทุนวิจัยรวม 1 แสนบาท สมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2559 ที่เว็บไซต์www.kingriceoilgroupaward.com”