ชี้พ่อแม่ต้องรู้เรื่องโภชนาการสำหรับลูก เพื่อการวางอนาคตในยุคประเทศไทย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238853

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เด็ก และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นในเรื่อง เตรียมลูกให้พร้อม ต้อนรับโลกและสังคมแบบ 4.0 ว่า การเตรียมสมองของลูกให้พร้อมสำหรับก้าวทันโลกนั้น ทำได้ทั้งผ่านการฝึกฝนทางความคิดและการเตรียมพร้อมผ่านโภชนาการ ซึ่งพ่อแม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของเด็กเพื่อที่จะสามารถส่งเสริมได้อย่างถูกต้อง เช่น 4 ทักษะแห่งอนาคต อาทิ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การร่วมมือกันทำงานและการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า แต่ก่อนที่จะเสริมทักษะเหล่านี้ สมองเด็กควรต้องพร้อม ซึ่งช่วงเวลาที่เด็กจะพัฒนาสมองมากที่สุดคือ ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงสามขวบปีแรกของชีวิต เพราะเป็นช่วงที่โครงสร้างของสมองจะมีการพัฒนาระบบการทำงานที่ซับซ้อน นั่นคือการพัฒนาสิ่งที่เราเรียกว่า ไซแนปส์ (synapse) ที่จะเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองเกิดเป็นโครงข่ายเส้นใยประสาทนับล้านโครงข่าย ก่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะได้มาจากสารอาหารที่เด็กได้รับ ร่วมกับการกระตุ้นผ่านกิจวัตรประจำวัน อย่างการคิด พูด ฟัง มองเห็น การเคลื่อนไหว ดังนั้นสารอาหารที่ครบถ้วนจึงเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมสมองและพัฒนาทักษะของเด็ก ตั้งแต่ขวบปีแรกอาหารหลักคือนม จากนั้นเริ่มเพิ่มอาหารเสริมตามวัยได้หลังจากอายุสี่ถึงหกเดือน หลังจากหนึ่งขวบเป็นต้นไป อาหารหลักก็คืออาหารสามมื้อที่มีสารอาหารครบห้าหมู่ และมีนมเป็นอาหารเสริม ซึ่งปัจจุบัน มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่านมที่มี DHA ในปริมาณที่เหมาะสม มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยประสาท (Myelin Sheath) ในสมองซึ่งเป็นฉนวนให้กระแสไฟฟ้าวิ่งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับและส่งสัญญาณกระแสประสาท (Nerve Impulse) ระหว่างเซลล์ประสาท เพิ่มการเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างแสนล้านเซลล์สมองของลูก ส่งผลต่อการเรียนรู้ทำให้การเรียนรู้ 4 ทักษะแห่งอนาคตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บอร์ดเห็นชอบแผนขับเคลื่อนกองทุนสื่อฯ จัดระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วน 27 ตุลาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238850

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ครั้งที่ 5/2559 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนขับเคลื่อน/แผนปฏิบัติการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ปี 2559 (มิถุนายน-ธันวาคม 2559) และกรอบการขับเคลื่อนภารกิจกองทุนฯ ปี 2560 ในวงเงิน 505 ล้านบาท เพื่อเสนอข้องบประมาณจากกองทุน กสทช.ต่อไป โดยที่ประชุมมีมติ ให้สำนักงานฯ ดำเนินการปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรเงิน และร่างข้อบังคับคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินแก่แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ…. ซึ่งมาตรา 21 (7) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ….เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการ ในการสนับสนุนงบประมาณแก่โครงการและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นอกจากนี้คณะกรรมการยังมีมติให้มีการจัดระดมความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในวันที่ 27
ตุลาคม 2559 โดยจะเชิญภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อร่วมกันพัฒนากองทุนฯ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และจะมีการเปิดตัวกองทุนอย่างเป็นทางการต่อไปก่อนสิ้นปี 2559

ประธานคณะกรรมการกองทุนฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กำลังเปิดรับสมัครประกวดตราสัญลักษณ์กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย โดยตราสัญลักษณ์ที่ส่งเข้าประกวดต้องสื่อถึงภารกิจของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยจะปิดรับสมัครผลงานในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ และจะมีการตัดสินผลการประกวดในเดือนธันวาคมนี้

8มหา’ลัยเอกชน‘ไร้คุณภาพ’ สกอ.ขีดเส้น1เดือนปรับหลักสูตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238834

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.27 น.

6 ต.ค.59 นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการ กกอ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ลงไปตรวจสอบมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาล 2 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหาเรื่องการจัดการศึกษา 10 แห่งนั้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เรื่องจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก และมหาวิทยาลัยบูรพา (มบ.) ขณะนี้อยู่ระหว่างตั้งคณะบุคคลเข้าไปปฏิบัติหน้าที่

‘ส่วนมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพนั้น ตรวจสอบพบว่าไม่มีคุณภาพจริง 8 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนทั้งหมด กกอ.ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ส่งหนังสือให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวจัดทำแผนปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน และส่งให้ สกอ.พิจารณา ภายใน 1 เดือน คาดว่าจะให้เวลาปรับปรุง 1 ภาคเรียน หากทำไม่ได้จะต้องดำเนินตามมาตรการ เช่น ให้งดรับนักศึกษา เป็นต้น’ นายสุภัทร กล่าว

นายสุภัทรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งที่มีข้อร้องเรียนเรื่องธรรมาภิบาลของสภา และอธิการบดี ที่มีความขัดแย้งกัน ล่าสุดมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์มีปัญหา ทำให้นายกสภา และกรรมการสภาบางส่วนลาออกจากตำแหน่ง และ สกอ.อยู่ระหว่างตรวจสอบ โดยตนจะนำปัญหาของมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาทั้งหมดเข้าหารือในการประชุม กกอ. วันที่ 12 ตุลาคม นี้

‘สุวพันธุ์’ถกอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา ปัดตอบ!เลื่อนคดี’พระธัมมชโย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238801

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.28 น.

6 ต.ค.59 ที่ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (เดิม) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 49/2559 ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นถือครั้งที่ 2 โดยเราได้เรียกผู้แทนจากทุกหน่วยด้านศาสนา และผู้แทนศาสนา เพื่อหารือแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช.ที่ 49/2559 โดยจะพิจารณายุทธศาสตร์ อาทิ การสนับสนุนการศึกษา การส่งเสริมและคุ้มครองศาสนา การเผยแพร่หลักธรรมที่ถูกต้อง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างศาสนาต่างๆ และการสร้างความรับรู้และความเข้าใจในกิจการของศาสนาต่างๆ ซึ่งทางผู้แทนศาสนาได้ช่วยกันคิดมาเรียบร้อยแล้ว และเราจะมาช่วยประมวลสรุปร่วมกันต่อไป

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า ใครที่มีความเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมก็สามารถส่งมาพิจารณา ภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ จากนั้นสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรมการศาสนา และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จะร่วมพิจารณาและจะประชุมครั้งที่ 3 อีกครั้ง ในวันที่ 18 ต.ค.เพื่อสรุปเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน พ.ย.นี้ จากนั้นเราจะออกเป็นแผนดำเนินงานเพื่ออุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในไทยต่อไป อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้เราจะมีการทำงานร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ พศ. , กรมการศาสนา และ วธ.หรือที่เรียกว่าศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนกิจการศาสนาร่วมกัน

เมื่อถามถึงร่างรัฐธรรมนูญที่มีการสร้างความเข้าใจผิดเรื่องศาสนา นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ได้อธิบายให้เข้าใจในการประชุมครั้งที่ผ่านมาแล้ว และผู้แทนของทุกศาสนาเข้าใจ และมองเห็นว่าคำสั่งของ คสช.ฉบับที่ 49/2559 ที่ให้เชิญหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรทางศาสนาทุกศาสนามาหารือ เพื่อแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ช่วยสร้างความกระจ่าง ทั้งนี้ เมื่อมีการเสนอเข้า ครม.และเห็นชอบ คณะกรรมการดังกล่าวนี้ก็ยังจะทำงานโดยจะมีการประชุมทุกๆ 3 เดือน ในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย ส่วนในเชิงขับเคลื่อนจะให้ พศ.และกรมการศาสนา ไปทำงานร่วมกัน และมาอธิบายให้คณะกรรมการฯ ฟังทุกๆ 3 เดือน

เมื่อถามว่า จะต้องออกเป็นกฎหมายถาวรก่อนหรือไม่ เพราะร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหาเรื่องกการบิดเบือนไปแล้ว นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น ในส่วนที่บิดเบือนไปถ้าเรานำข้อเท็จจริงไปตอบ ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนก็จะจบไป ตนเชื่อว่าข้อเท็จจริงได้ตอบไปแล้วว่ารัฐบาลคิดอย่างไร รัฐธรรมนูญจริงๆ เขียนอย่างไร และรัฐบาลทำอย่างไร เราสานต่อจนถึงทุกวันนี้ ต่อไปหาก ครม.เห็นชอบในยุทธศาสตร์และแนวทางเกี่ยวกับการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย รวมถึงฝ่ายขับเคลื่อน ฝ่ายราชการ และฝ่ายนโยบายจะเดินไปตามกรอบที่วางไว้ ซึ่งจะสามารถติดตามดูแลความก้าวหน้า ทำให้การดำเนินงานของศาสนาต่างๆ เป็นไปอย่างถูกทิศทาง และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

เมื่อถามถึงประเด็นอัยการสั่งเลื่อนคดี พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กับพวกคดีฟอกเงินเป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากผลสอบเพิ่มเติมยังไม่ครบถ้วน และมีเอกสารจำนวนมากที่ต้องตรวจสอบ นายสุวพันธุ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เป็นเรื่องของอัยการ”

พระวัดกู่คำจนปัญญากำจัดปลวก ร้องภาครัฐดูแลพิพิธภัณฑ์ชุมชน (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238773

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 12.07 น.

พระวัดกู่คำ จังหวัดน่าน จนปัญญากำจัดปลวก กัดกินอาคารพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดกู่คำ นานหลายปี วอนหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ

6 ต.ค59 พระสงฆ์ และเณร วัดกู่คำ ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน เร่งสำรวจร่องรอยปลวก ที่กำลังกัดกินกุฏิพระ และอาคารพิพิธภัณฑ์ชุมชมวัดกู่คำ ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี โดยปลวกได้กัดกินตัวอาคารตั้งแต่ชั้นล่างไปจนถึงชั้นบน ทำให้ตัวอาคารทรุด แตกร้าว สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

ด้าน พระปลัดขวัญชัย สิริวฑุฒโน เจ้าอาวาสวัดกู่คำ กล่าวว่า อาคารพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดกู่คำแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2464 มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี โดยเมื่อปี 2555 ได้บูรณะ ซ่อมแซม ปรับปรุงโดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน งบประมาณ 2 ล้านกว่าบาท เพื่ออนุรักษ์ และรักษาอาคารเก่าอันทรงคุณค่าไว้ และใช้เป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้โบราณต่างๆ ของทางวัด ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

ซึ่งปลวกที่กัดกินเนื้อไม้นั้นไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้เนื่องด้วยปลวกจะกัดกินข้างในของเนื้อไม้ จะสามารถมองเห็นปลวกและทราบว่า ปลวกกินไม้ก็ต่อเมื่อปลวกได้กัดเนื้อไม้จนทะลุออกมา โดยปลวกได้เริ่มกัดกินเนื้อไม้ตั้งแต่ก่อนที่จะบูรณะอาคารหลังดังกล่าว แต่กลังจากบูรณะเสร็จสิน เมื่อปี 2555 ปลวกก็ยังกัดกินเนื้อไม้อยู่เรื่อยมา ทางวัดได้ใช้ทุกวิถีทาง ทั้งสารเคมี สมุนไพร รวมไปถึงการทำความสะอาดต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล ปลวกก็ยังกัดกินเนื้อไม้ตลอดระยะเวลาหลังจากบูรณะซ่อมแซม

แต่ด้วยตัวอาคารโบราณ 2 ชั้น ชั้นล่างก่อสร้างด้วยอิฐดิน ซึ่งมีความชื้นสูง จึงทำให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลวก และได้กัดกินตัวอาคารลุกลามไปชั้น 2 ซึ่งเป็นไม้เก่าแก่ไปทั่วอาคาร ทั้งไม้ และเสาถูกกัดกินจะหลุดร่วง ตัวอาคารทรุด ผนังแตกร้าวเสียหายโดยที่ผ่านมาทางวัดได้จ้างบริษัทมากำจัดปลวกไปแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดได้ ยังถูกกัดกินสร้างความเสียหายอย่างต่อเนื่อง หวั่นว่าอาคารจะพังทรุดตัวลงมา ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เคยปรับปรุงไว้ จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ดูแล เพื่ออนุรักษ์อาคารไว้ให้ดีดังเดิม โอยอาคารพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดกู่คำ จะเป็นที่เก็บและแสดงสิงของมีค่าตั้งแต่อดีต และส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสิ่งของที่ทำมาจากไม้เก่าตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งมีอายุมากว่า 300 – 400 ปี

พระปลัดขวัญชัย สิริวฑุฒโน เจ้าอาวาสวัดกู่คำ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ทางวันกู่คำนี้ได้รับงบการบูรณะซ่อมแซม อาคารพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดกู่ มาก็จริง แต่หลังจากซ่อมแซมปรับปรุงตามงบประมาณที่ได้มานั้นแต่หลังจากที่ได้บูรณะเสร็จสิ้น ก็ไม่มีงบประมาณที่ไว้ใช้ดูแลบำรุงรักษาในปีถัดๆไป ในการบำรุงรักษานั้นจึงกลายเป็นภาระของวัดกู่คำ ซึ่งวัดกู่คำนั้นเป็นวัดเล็กๆ จะมีปัจจัยจากศรัทธาที่มาทำบุญที่วัดไม่มาก จึงทำให้ปัจจัยที่จะนำมาบำรุงดูแลรักษาไม่ค่อยมี จึงขอวอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีจิตรศรัทราเข้ามาดูแลหรือช่วยเหลือในเรื่องของการกำจัดปลวก

นอกจากนี้ หากใครที่มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินเข้าช่วยเหลือได้ที่ ธนาคารออมสิน สาขาน่าน เลขบัญชี05091100440

 

ร้านก๋วยเตี๋ยวพังงาใจบุญปิด15วัน เปิดโรงทานจัด9อาหารเจกินฟรี!!! (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238764

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.22 น.

เจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยว “เตี๋ยวจัดเต็ม” จังหวัดพังงา ใจบุญใช้เงินส่วนตัว ปิดร้าน 15 วัน จัดโรงทานกินอาหารเจฟรีตลอด 9 วัน ทำมาแล้วประมาณ 3  ปี ทานเต็มอิ่มแต่ห้ามนำกลับ ต้องตื่นมาเตรียมตั้งแต่ตี 4 ทำแล้วมีความสุข ได้บุญกุศล

6 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 16/2 ม.3 บ้านบางญวน ต.ตากแดด อ.เมือง จ.พังงา เป็นที่ตั้งของร้านขายก๋วยเตี๋ยว “เตี๋ยวจัดเต็ม” เป็นร้านของนายสมหมาย ทองยวน อายุ 55 ปี และนางหทัยชนก ทองยวน อายุ 53 ปี สองสามีภรรยา ได้ปิดร้านตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 59 ที่ผ่านมา ทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ภายในร้านทั้งหมด แล้วเปิดเป็นโรงทานอาหารเจให้รับประทานฟรี ไม่ต้องเสียเงินหรือบริจาคใดๆ แก่ผู้ที่ถือศีลกินผักในจังหวัดพังงา  มีทั้งอาหารเจ ประกอบด้วย อาหารประเภทข้าวสวย แกงจืดจับฉ่าย แกงส้ม น้ำพริกตระไคร้ ผัดผักบุ้ง ผัดฝักทอง ผัดวุ้นเส้น และของหวาน สลับหมุนเวียนกันไปทุกวัน วันละ 9 อย่าง ทุกอย่างเป็นอาหารเจทั้งสิ้นโดยมีประชาชนจำนวนมากที่เคยรับประทานกันมาตั้งแต่ปีก่อนๆ และคนที่ทราบข่าวก็เดินทางเข้ามารับประทานกันอย่างเต็มที่ โดยให้เดินเข้าไปตักข้าวสวยใส่จานให้พอเหมาะกับที่ตนเองกิน และนายสมหมาย ภรรยา พร้อมกับลูกหลาน เพื่อนฝูงญาติๆ ก็จะมาช่วยกันบริการตักอาหารเจใส่จานให้ทุกคน โดยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสทั้งผู้กิน และผู้ตัก รับประทานกันอย่างเบิกบานใจ

นายสมหมาย ทองยวน กล่าวว่า ตนพร้อมภรรยา ซึ่งเป็นแม่ครัวได้ริเริ่มกันมาเมื่อประมาณ 2  ปีก่อน ทำต่อๆ กันมาถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 3 ตอนแรกก็ปรึกษากับภรรยาว่าเราจะทำบุญแบบไหนที่ไม่บาป จึงคิดขึ้นมาได้ว่าการกินเจ น่าจะบริสุทธิ์ ได้บุญมากที่สุด และที่สำคัญไปกว่านั้นคือทำแล้วรู้สึกมีความสุขจนบอกไม่ถูก และจะทำต่อไปเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของโรงทานเจฟรี โดยให้คนที่มารับประทาน ทานกันให้เต็มอิ่ม และไม่ให้นำกลับบ้าน ปีแรกๆก็ใช้งบส่วนตัว ต่อมา เพื่อนฝูงญาติมิตรมาสมทบทำบุญด้วยจนปัจจุบัน โดยมีตน และป้า ญาติ เพื่อนฝูง โดยเริ่มจากตื่นตี 4 ไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาดนำมาหั่นจัดเตรียม แล้วก็เริ่มเปิดให้รับประทานกันตั้งแต่ประมาณ 08.00-20.00 น. ของทุกวัน จนไปถึงวันที่ 9  ต.ค. 59 วันสุดท้ายของเทศกาลถือศีลกินผัก

 

กูรูแวดวงการเมืองไทย ร่วมรำลึกวีรชนในวาระ ครบรอบ43ปี14ตุลา16

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238650

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “อนาคตการเมืองไทย กับประชาธิปไตยไทย ในระยะเปลี่ยนผ่าน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 43 ปี รำลึกเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 หวนลำลึกและสดุดีแด่เหล่าวีรชนคนกล้า โดยผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองไทย อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้แทนจากโครงการอินเตอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน (I-Law) ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (ก.ร.ธ) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม 2559 ตั้งแต่เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วิธีหาทางปั้นอนาคตประเทศให้ยั่งยืน ภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238652

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

x

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต และดร.สันติ กนกธนาพร ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากร ในการเสวนา “Future Foresight เตรียมปัจจุบัน วางแผนอนาคตประเทศไทย ในมุมมองรัฐประศาสนศาสตร์” จัดโดย วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับนิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ณ วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต กล่าวว่า เราต้องคิดล่วงหน้าว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งต้องคิดทั้งแง่บวกและลบรวมถึงผลกระทบที่ตามมา ในด้านของรัฐประศาสนศาสตร์เป็นเรื่องของการปกครองระบบชาติ ซึ่งต้องมองถึงระดับท้องถิ่นด้วย เพราะโลกปัจจุบันเป็นเรื่องของการกระจายอำนาจเป็นกุญแจสู่ประชาธิปไตย การบริหารต้องมองมิติที่เกี่ยวกับภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมซึ่งนับเป็นเรื่องสำคัญ รวมถึงมิติภายในและระหว่างประเทศด้วย การบริหารแบบใหม่นักบริหารจำเป็นต้องใช้ศิลปะ ยุทธวิธีให้เกิดความปรองดอง รักใคร่กลมเกลียว เพื่อให้เกิดความสุขสงบทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของมนุษย์เป็นหลัก สังคมยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมกับการปรับตัวตลอดเวลา

ดร.สันติ กนกธนาพร ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กล่าวว่า วิธีการที่จะทำให้หน่วยงานเดินไปข้างหน้าจะต้องคิดต่างจากคนอื่น ต้องสามารถปรับตัว ยืนหยุ่นได้ทำให้เหมือนฟองน้ำ ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์นักบริหารต้องรู้จักบริหารความไม่แน่นอนในเรื่องใหม่ๆ ต้องวิเคราะห์สังคม เทคโนโลยีเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง ต้องรู้จักสแกนเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และสร้างภาพเหตุการณ์ในอนาคตพร้อมเตรียมรับมือแก้ไขและฟื้นฟู เพราะองค์กรจะใหญ่แค่ไหนก็อยู่ไม่รอด ถ้าไม่ดักเหตุการณ์ โดยสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองได้เช่น ภาคเอกชนต้องสร้างรูปแบบธุรกิจขึ้นมาใหม่ต้องตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ มองถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพราะโลกปัจจุบันไร้พรมแดน ทุกคนจึงต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ เราจะต้องรีบเปลี่ยนก่อนที่จะถูกเปลี่ยน ต้องปั้นอนาคต ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุการณ์และค่อยแก้ไข เวลาเป็นสิ่งสำคัญแทนที่จะเป็นโอกาส หากผิดพลาดกลับกลายเป็นความเสี่ยงดังนั้นจงรีบดักเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

โลกสดใส กายสุขสันต์ : สานพลังชุมชนท้องถิ่น สร้างสุขภาวะในทุกมิติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238654

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับได้ว่า เป็นเรื่องน่าทึ่ง ที่เราได้เห็น คนมากกว่า 3,500 คนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ (อปท.) 527 แห่งมาอยู่รวมกัน โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “ร่วมใจกันสานพลังจัดการตนเอง เสริมความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่น สร้างสุขภาวะในทุกมิติ”

เราได้ยินคำพูดที่เกิดจากการร่วมตัวกันในครั้งนี้ ว่า “เราอาศัยหลักให้เขาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดีกว่าการที่เราจะไปถ่ายทอดความรู้ให้เขาไปทำเพียงอย่างเดียว เพราะการเรียนรู้ไปแก้ไขปัญหาไป และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จะให้รูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจนกว่า เราไม่ได้หวังเป้าหมายว่าจะต้องสำเร็จทั่วทุกแห่งภายในกี่ปีเพราะเราคิดว่าเรื่องเหล่านี้จะต้องอาศัยอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ และอาศัยทุนศักยภาพของตนเอง ไม่ใช่เรียนรู้ที่จะไปพึ่งพาคนอื่น หรือไปชี้แนะว่าจะไปพึ่งคนอื่นได้อย่างไร แต่เป็นการให้เขาเรียนรู้ที่จะไปจัดการด้วยตนเอง” ผู้ที่กล่าวคือ นายธวัชชัย ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส.

ในงานนี้ รศ.ดร.ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ได้สรุปภาพรวมว่า ทำให้ได้เกิดความร่วมมือในพื้นที่ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการสร้างชุมชนสุขภาวะทั้งประเทศ ขณะที่การร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นวาระของประเทศมี 7 ประเด็น อันนำไปสู่ 21 เป้าหมายของการขับเคลื่อน ดังนี้ 1.การควบคุมการบริโภคยาสูบ โดยผู้นำไม่สูบและนำพาให้สมาชิกในชุมชนลด ละเลิก ยาสูบ และทุกคนร่วมเป็นนักรณรงค์ 2.การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดอุบัติเหตุ โดยกำหนดมาตรการของชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้ดื่มให้ลดละเลิก พร้อมชวนให้สมาชิกในชุมชน มีบทบาทในการรณรงค์ “ลดเมา เพิ่มสุข” 3.ระบบอาหารชุมชน โดยทุกครัวเรือนลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ด้วยการสร้างอาหารที่ปลอดภัยได้เอง 4.การพัฒนาระบบการดูแลเด็กปฐมวัยโดยชุมชนท้องถิ่น เน้นส่งเสริมบทบาทให้ศูนย์พัฒนาครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของบริการสาธารณะของ อปท. 5.การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน โดยพัฒนาทักษะเด็กและเยาวชนให้เป็นนักรณรงค์ของชุมชนและมีจิตอาสา 6.การจัดการสิ่งแวดล้อมและลดโลกร้อน โดยทุกชุมชนท้องถิ่นมีการจัดการน้ำด้วยตัวเอง และส่งเสริมให้เพิ่มพื้นที่ป่าและลดมลพิษ 7.ระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น โดยผู้สูงอายุทุกคนต้องได้เข้าโรงเรียนผู้สูงอายุตลอดชีพ ผู้สูงอายุที่ป่วย พิการติดเตียง ต้องได้รับการดูแล บ้านและที่สาธารณะต้องเอื้อให้ผู้สูงอายุมีอิสรภาพในการดำเนินชีวิต

นายธวัชชัย ฟักอังกูร ประธานกรรมการบริหารแผนสุขภาวะชุมชน สสส. บอกถึงทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจนับจากนี้ว่า เราจะสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญใน 7 ประเด็นที่กำหนดไว้ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยท้องถิ่นไหนสมัครใจที่จะเรียนรู้เรื่องอะไรก็ให้ไปจับคู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นนั้นๆ ซึ่งขณะนี้เราจับคู่กันได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะให้ระยะเวลาทำงาน 2-3 ปี และถ้าเกิดประสบความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ก็จะปรับสภาพไปเป็นผู้นำเพื่อขยายผลต่อไป ทุกวันนี้อปท.เปลี่ยนไปมาก จากการที่มองเพียงว่าเขาจะต้องได้อะไร กลายเป็นการที่มองว่าเขามีอะไรที่จะให้กับชุมชนได้บ้าง ตรงนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแนวความคิดด้านการพัฒนาของเขา

สำหรับ ความประทับใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เสียงส่วนใหญ่เปิดเผยถึงความประทับใจที่มีต่องานนี้ว่า ได้มาเห็นวิธีคิดในการแก้ปัญหาของแต่ละท้องถิ่น ทำให้ทราบว่าสิ่งที่เคยทำมานั้นยังไม่ถูกวิธี ซึ่งพอมารับรู้กระบวนการจากเวทีนี้ทำให้เข้าใจถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา และรู้สึกมีแรงผลักดันในการทำงานมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าการจัดงานในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้นำแนวทางการดำเนินงานของแต่ละประเด็นไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ต่อไป

โดย ปานมณี

คณะบุคคลทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน เข้าลงนามถวายพระพร’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238680

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.30 น.

5 ต.ค.59 ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้ลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ 08.30 – 16.30 น. คณะบุคคลและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้นำชุมชน รวมถึงประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพร้อมใจนำแจกันดอกไม้ พานพุ่มดอกไม้ และสิ่งของต่างๆ มาทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่องพร้อมลงนามถวายพระพร ขอให้ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ นายณัยณพ ภิรมย์ภักดี นายกสมาคมกีฬาคนพิการทางสมองแห่งประเทศไทย และนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานมูลนิธิ คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ, คณะผู้บริหาร บุคลากร และครูโรงเรียนอนุบาลแม่สรวย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย, พล.ท.ชัยพฤกษ์ อัยยะภาคย์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมคณะข้าราชการ, คณะผู้บริหาร บริษัท ไบโอโกรว์ (ทีเอช) จำกัด, สมาชิกชมรมสวดมนต์เฉลิมพระเกียรติ สาขาวัดเจริญร่มเมือง อ.สิเกา จ.ตรัง, คณะอบต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม, ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.ชลบุรี, คณะผู้บริหารและพนักงานเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร, กลุ่มแม่บ้านเกษตรศิวิลัย อบต.แพรกษา จ.สมุทรปราการ,

สมาคมภริยาข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, องค์กรสภาชุมชน ต.ต้นมะม่วง และ ต.บ้านหม้อ อ.เมือง จ.เพชรบุรี, คณะอาจารย์นักศึกษาคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, คณะข้าราชการกรมยุทธศึกษาทหารบก นำโดย พล.ท.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก, พล.ต.สุรเดช ประเคนรี ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 1 และ น.อ.หญิง.พรพรรณ ประเคนรี ประธานชมรมแม่บ้าน ค่ายพนัสบดีศรีอุทัย จ.ชลบุรี, สมาคมสื่อมวลชนประเทศไทย, คณะครูและนักเรียนโรงเรียนอนุบาลวัดพรพระร่วง กทม., พล.ต.สมควร สาคร ผู้อำนวยการสำนักกองบัญชาการ กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมคณะ, คณะผู้บริหารและพนักงานกลุ่มในเครือ บริษัท เซ็นทรัล กรุ๊ป จำกัด เป็นต้น