อธิบดีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 19 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726188


บันทึกการแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงชุดใหม่ๆมีอธิบดีและรองปลัดกระทรวงตลอดจนรองหัวหน้าหน่วยงานเทียบเท่ากระทรวงอีกจำนวนมากพอสมควร

เริ่มที่ กระทรวงพลังงาน ให้ นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ รองปลัดกระทรวง เป็น อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สลับกับ นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็น รองปลัดกระทรวง และ นายสมนึก บำรุงสาลี ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น รองปลัดกระทรวง อีกคนแล้วให้ นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขึ้นเป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ไปเป็น อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สลับกับ นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มาเป็น อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นายสากล ฐินะกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผู้ตรวจราชการกระทรวง 2 คน คือ นายเสริมยศ สมมั่น กับ นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ เป็น รองปลัดกระทรวง

ที่ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ มีการแต่งตั้งรองหัวหน้าหน่วย 2 รายคือ นายธวัชชัย ฤทธากรณ์ ที่ปรึกษาด้านการดำเนินงานข่าวกรองในต่างประเทศ (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็น รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ นายวิม ยาหิรัญ ที่ปรึกษาด้านข่าวกรองความมั่นคงและสถาบันหลัก (นักการข่าวทรงคุณวุฒิ) กลุ่มงานที่ปรึกษา สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็น รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

นอกจากนั้นยังมีการจ้างข้าราชการภายหลังครบเกษียณอายุราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอการจ้าง นายชลิต มานิตกุล เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เป็นลูกจ้างชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ ภายหลังครบเกษียณอายุราชการ เป็นเวลา 2 เดือน 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2559 โดยให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ (พ.ข.ต.) รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับตามตำแหน่งเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดำรงอยู่ก่อนการเกษียณอายุราชการ ส่วนค่าย้ายถิ่นที่อยู่และค่าพาหนะเดินทางกลับประเทศไทยให้เป็นไปตามสิทธิที่พึงได้รับจากการพ้นหน้าที่ราชการในต่างประเทศตามปกติ

หลายกระทรวงมีการแต่งตั้งวางตัวผู้บริหารกันค่อนข้างครบถ้วนแล้วยังเหลือของ กระทรวงการต่างประเทศ ที่มีตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ว่างอยู่หลายเมืองและต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทั้งภายในภายนอกประเทศด้วย เช่น อธิบดีและรองปลัดกระทรวงออกไปเป็นเอกอัครราชทูต เป็นต้น

กระบวนการแต่งตั้งของกระทรวงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอกอัครราชทูต จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศที่จะไปประจำอยู่เสียก่อนจึงค่อยนำมาขออนุมัติจาก ครม. ผลการแต่งตั้งจึงออกมาค่อนข้างช้ากว่ากระทรวงอื่นๆ กว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์อาจล่วงไปถึงเดือนธันวาคม

บางครั้งบางหนที่มีภารกิจสำคัญรออยู่หลัง เอกอัครราชทูต เกษียณแล้วและทูตใหม่ก็ยังไม่มีมาก็จำเป็นต้องจ้างทูตคนเก่าทำหน้าที่ต่อไปอย่างที่เห็น.

“ซี.12”

 

มุมข้าราชการ 17/09/59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 17 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724540


บทพิสูจน์ความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมในการแต่งตั้ง เลขาธิการ ศอ.บต. คนใหม่ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ด้วยการเลื่อนรองเลขาธิการ ศุภณัฐ สิรันทวิเนติ ขึ้นมาเป็นเลขาธิการเต็มตัว นั่นหมายความว่าผู้รับผิดชอบเห็นความสำคัญของพลังสามประสานในการแก้ปัญหาของฝ่ายราชการอันประกอบด้วย ทหาร ตำรวจ และ พลเรือน ซึ่งต่างก็มีจุดเด่นและจุดด้อยอยู่ในตัวทำให้สามารถรองรับอุปสรรคปิดช่องว่างได้สมบูรณ์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่…

ว่าที่เลขาธิการศุภณัฐ เป็นคนใต้โดยสายเลือดถือกำเนิดที่เมืองนคร จบปริญญาตรีรามคำแหง ปริญญาโทสงขลานครินทร์ รับราชการวนเวียนอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอดเป็นเวลากว่า 30 ปี ตั้งแต่ปลัดอำเภอ นายอำเภอจนถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นไทยพุทธที่พูดจาภาษายาวีได้ในระดับดี มีประสบการณ์และสายสัมพันธ์ด้านการข่าวสูงเป็นการตัดสินใจที่ให้น้ำหนักในการทำความเข้าใจในกลุ่มขัดแย้งด้วยการเจรจาแบบสันติมากกว่าการใช้กำลัง ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกที่ควรตามหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา…

ที่ออกมาพร้อมกันคือการวางตัว ผู้ว่าราชการจังหวัด ในพื้นที่ที่ว่างอยู่หนึ่งตำแหน่งนั่นคือการเลื่อน วีรนันท์ เพ็งจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีขึ้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีนี่ก็เป็นการแต่งตั้งที่คำนึงถึงสภาพปัญหาที่ต้องการคนทำงานที่มีประสบการณ์ในพื้นที่มารับผิดชอบมากกว่าการใช้ตำแหน่งว่างเพื่อประโยชน์ในการผลักดันคนใกล้ชิด กระบวนการนำเสนอใน 2 ตำแหน่งนี้ต้องให้เครดิตผู้รับผิดชอบอย่าง ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.ที่กำลังจะเกษียณและ กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยผู้รู้ทุกอย่างกระจ่างดั่งฝ่ามือในพื้นที่ชายแดนภาคใต้…

ส่วนรายการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด 30 ตำแหน่งรวมทั้งผู้ตรวจราชการกระทรวงโดยภาพรวมไม่ขี้เหร่นักนอกจากประเด็นเล็กๆน้อยๆที่ต้องออกปากทักตามประสาคนรักกันชอบกันอย่างเช่นยังใจไม่กว้างพอที่จะให้ ข้าราชการหญิง ขึ้นมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอีกสักคนก็เลยมีเพียง สายพิรุณ น้อยศิริ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้หญิงคนเดียว ในคำสั่งที่ได้ตำแหน่งเพียงผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย…

คำสั่งล่าสุดนี้มีผู้ว่าฯ 3 รายที่ได้ย้ายเมือง คือ สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ย้ายจากนครนายกไปเป็น ผวจ.พระนครศรีอยุธยา โชคชัย เดชอมรธัญ ย้ายจากมหาสารคามไปเป็น ผวจ.ภูเก็ต และ สุวัฒน์ พรมสุวรรณ ย้ายจากน่านไปเป็น ผวจ.ลำปาง เป็นการวางตัวที่น่าจับตามองโดยเฉพาะรายแรก ผู้ว่าฯสุจินต์ ว่ากันว่าเป็น เด็กสร้าง ของ ค่ายสิงห์ดำ ถ้าเป็นจริงตามนี้ปีหน้าให้จับตามองว่าจะต้องเก็บของอีกครั้งไปนั่งเก้าอี้ รองปลัดกระทรวง หรือ อธิบดี ที่มีว่าง…

อีก 2 รายที่น่าติดตามความก้าวหน้าในอนาคตคือ สฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กับ ประดิษฐ์ ยมานันท์ รองอธิบดีกรมการปกครองที่ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เมื่อมาถึงจุดนี้เปรียบเสมือนพยัคฆ์ติดปีก เส้นทางข้างหน้าอยู่ที่ฝีมือในการบริหารว่าจะสามารถโชว์ฟอร์มได้ในระดับใด…

ขอทักถามความเป็นธรรมให้ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครที่ถูกคำสั่งพิเศษให้มาประจำกระทรวงเมื่อสอบสวนทวนความแล้วไม่มีความผิดอะไรในเรื่องราวที่ถูกกล่าวหา เมื่อไรจะคืนตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เสียที จะเป็นที่ไหนก็ได้คนทำงานที่มีฝีมือไม่เกี่ยงสถานที่อยู่แล้ว…

บรรทัดสุดท้ายได้ยินเสียงกล่าวขวัญถึงการทำงานของผู้ว่าฯที่ไม่มีชื่อในคำสั่งย้ายคราวนี้เพราะเพิ่งไปอยู่ได้ไม่ทันจะครบขวบปีแต่ ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาก็กลายเป็นขวัญใจชาวพังงาด้วยเวลาอันรวดเร็วจากทัศนะและมุมมองในการพัฒนาเมืองที่ลุ่มลึกและยาวไกลด้วยสายตาของคนมีศิลปะในหัวใจ ประกอบกับมือรองอย่าง สกล จันทรักษ์ รอง ผวจ.พังงา มีพลังในการทำงานอย่างเหลือเฟือสามารถแบ่งเบาภารกิจไปได้มากมาย ทำให้ ผู้ว่าฯภัคพงศ์ มีเวลาที่จะสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่เพื่อให้เมืองพังงาโด่งดังในทุกด้าน…

“ซี.12”

 

นักธุรกิจใน วปอ. 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ซี.12 16 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723325


หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 59 ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ประจำปีการศึกษา 2559–2560 ก็มีบุคคลทั่วไปที่เป็นนักธุรกิจผ่านการคัดเลือกเข้ามาเรียนด้วย 23 ราย

ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารกิจการรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาสู่สังคมระดับสูงจึงจำเป็นต้องขยายแวดวงสายสัมพันธ์ให้มากเข้าไว้ ประกอบด้วย

1.นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย 2.นายทรงเจริญ ปรมะเจริญโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท ที.ซี.แวลู่ จำกัด 3.นายนพดล สัจจพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสมาร์ทบิลเดอร์ จำกัด 4.นายพรชัย รัตนเมธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคาซา รอคคา จำกัด 5.นายวิทวัส ตันติเวสส รองกรรมการผู้จัดการบริหารด้านการตลาดกลาง บริษัทซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

6.นายสุพร หลักมั่นคง ผู้อำนวยการบริหารสายงานฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด 7.นายสุมิตร เพชราภิรัชต์ ประธานกรรมการ/กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทชัยรัชการ (กรุงเทพ) จำกัด 8.นายอธิโชค วินทกร ประธานบริษัท บริษัทสมาร์ท อินเตอร์โพรดักส์ จำกัด 9.นายอนุมัติ อาหมัด สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 10.นายเจิมพล ภูมิตระกูล กรรมการบริหาร และผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัทโรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน)

11.นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ กรรมการบริหาร บริษัทเพชรบุญมา จำกัด 12.นายเลิศชัย วงค์ชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอร์โรว์ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) 13.นางจุฬาลักษณ์ ฟูรูโนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสหไทยสากล กรุ๊ป จำกัด 14.นางจุไรภรณ์ วิจักขณวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทคิว แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด 15.นางณฐพร ชลายนนาวิน ผู้ประนีประนอมศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

16.นางผ่องพรรณ ไพพรรณรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทไพพรรณรัตน์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด 17.นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทนครชัยแอร์ จำกัด 18.นางสาวราตรี ศรีสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัทอเมริเทค กรุ๊ป จำกัด 19.นางสาวศรีวิมล ฉัตรจุฑามาส ที่ปรึกษาบริษัท ที.ซี.เจ.เอเซีย จำกัด (มหาชน) 20.นางสาวสร้อยเพชร เรศานนท์ นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย

21.นางสาวสุปราณี ศิริอาภานนท์ ประธานบริษัทเอสพีพี เซรามิค จำกัด 22.นางสาวอลิสา เลิศเดชเดชา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ป.เคมีเทค จำกัด 23.พลตรีชัยวัฒน์ โฆสิตาภา ผู้ชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

รายสุดท้ายนี่มาเหนือเมฆ คือยังรับราชการเป็นทหารแต่เข้ามาในโควตาภาคเอกชนเสียยังงั้น.

“ซี.12”

 

เหลียวหลังการเมือง 2559 : ปีแห่งการไว้อาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824725


วันเวลาไม่มีเกียร์ว่างหรือเกียร์ถอยหลัง

เมื่อเข็มนาฬิกาเดินหน้า โลกหมุนมาครบ 365 วัน “ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสวันสุดท้ายของปี 2559 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มองย้อนหลังสำรวจสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา

ปีที่เราสรุปนิยามว่า “ปีแห่งการไว้อาลัย”

ตามสถานการณ์เสมือนวันเวลาของประเทศไทยหยุดนิ่ง ณ เวลา 19.00 น.วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559

จากแถลงการณ์สำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริพระชนม พรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี

สิ้นพ่อหลวงของปวงพสกนิกร

ณ วินาทีนั้นหัวใจไทยทุกดวงเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ น้ำตาแห่งความอาลัยไหลนองแผ่นดิน

ทำใจไม่ได้กับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่นานาชาติทั่วโลกให้การยอมรับ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในบริบทของสังคมแบบไทยๆที่มีความพิเศษเฉพาะไม่เหมือนประเทศอื่น

พระราชาเป็นพ่อของทุกคนในแผ่นดิน ไม่ใช่แค่ประมุขประเทศ

ดังพระราชกรณียกิจที่ปรากฏต่อทุกสายตา ตลอดเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถือปากกา กางแผนที่ สะพายกล้อง บุกป่า ฝ่าดง ขึ้นเขา ลงห้วย เสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดาร ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ นำมาซึ่งโครงการพระราชดำริแก้ปัญหาชาวบ้าน ทั้งเรื่องน้ำ เรื่องดิน

นับแล้วกว่า 4,500 โครงการ

ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของราษฎร

หรือในตอนบ้านเมืองมีปัญหาจากวิกฤติการเมือง สถานการณ์ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงกับความมั่นคง

ก็ทรงเป็นเสมือนน้ำดับไฟ ยุติเหตุไทยฆ่าไทย

ไม่ว่าสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในเหตุการณ์ตุลาวิปโยคปี 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ล้วนคลี่คลายลงด้วยพระบารมี

ทรงเป็น “ราชัน” แห่งการปกครองอย่างแท้จริง

เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงเปรียบสถานการณ์เหมือนลูกที่สูญเสียพ่อผู้เป็นเสาหลักของบ้าน นอกจากอาการของความโศกเศร้าเสียใจอาลัยรัก

มันยังแฝงไปด้วยอารมณ์ว้าเหว่ ไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า

สถานการณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องปลุกปลอบให้คนไทยตั้งสติ และเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน

เสียใจ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่ ประเทศไทยยังต้องเดินหน้าต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งของความอาลัย ก็ได้เห็นภาพของพสกนิกรชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศ ในชุดสีดำเดินทางมากราบเคารพพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระบรมมหาราชวัง อย่างไม่ขาดสาย

และยังเกิดภาพสวยสดงดงาม คนไทยแสดงน้ำใจช่วยเหลือกัน

“จิตอาสา” มอเตอร์ไซค์รับส่งผู้โดยสารไม่คิดค่าบริการ บริษัทห้างร้านเอกชนและประชาชนทั่วไปนำอาหาร น้ำดื่ม ยาดม ยาหม่อง แจกฟรีให้กับประชาชนที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ บริษัทเอกชนเปิดย้อมผ้าให้ชาวบ้านในห้วงที่เสื้อดำขาดตลาดราคาแพง

ต่างคนต่างมุ่งสืบสานพระราชปณิธาน ทำความดีถวายพ่อ

ความโศกเศร้าเสียใจแปรเป็นพลังสามัคคี ไม่มีการแตกขั้วแยกค่าย น้ำตาสลายสีเสื้อจางลงไป

และในสถานการณ์ที่คนไทยกำลังอยู่ระหว่างทำใจกับการสูญเสียครั้งใหญ่การสืบราชสันตติวงศ์ต้องรอเวลาตามพระประสงค์องค์รัชทายาทที่ทรงขอเวลาแสดงความเสียใจร่วมกับประชาชนทั้งประเทศไปก่อน

ด้วยพระทัยอาลัยรักพระราชบิดา

จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม “ราชาฤกษ์” หลังพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร หรือครบรอบ 50 วันของการเสด็จสวรรคตของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ก็มีการทูลเชิญ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ขึ้นทรงราชย์ เป็น “ในหลวงรัชกาลที่ 10” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและโบราณราชประเพณี

ท่ามกลางความปีติยินดีของพสกนิกรชาวไทยที่ได้กษัตริย์สืบสานพระราชปณิธานพระราชบิดา ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัชกาล การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบ 70 ปี ที่เกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปใหญ่

นั่นทำให้ขั้นตอนต่างๆต้องดำเนินการคู่ขนานกันไป ระหว่างโรดแม็ป คสช.กับพระราชพิธีสำคัญ

มีการปรับสถานการณ์ตามความเหมาะสม

ซึ่งก็ทำให้มีการตั้งคำถามถึงกำหนดการตามปฏิทินโรดแม็ปเดิมจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

โดยเฉพาะกำหนดการเลือกตั้งใหญ่

ในขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายรัฐบาล ยืนยันในเบื้องต้นโรดแม็ปไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2560

เว้นแต่จะมี “ตัวแปร” ทำให้สถานการณ์ไม่ดำเนินไปตามนั้น

สรุป ณ วันนี้ยังยืนตามโปรแกรมโรดแม็ปเดิมไว้ ตามขั้นตอนร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ต่อเนื่องกับการจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ กระบวนการตามโรดแม็ปยังเดินหน้าไปสู่การคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหญ่

ในสถานการณ์ที่เงื่อนไขคำถามพ่วงเอื้อให้ คสช.สืบทอดอำนาจไปอีกอย่างน้อย 5 ปี เพื่อนำประเทศเปลี่ยนผ่านช่วงสำคัญ บวกกับเงื่อนไขตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่จะเป็นกรอบให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องดำเนินการตามพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศที่ถูกออกแบบไว้

ตามรูปการณ์ ทหาร คสช.ล็อกเกมอำนาจประเทศไทยไปอีกยาว

ตรงกันข้าม นักเลือกตั้งอาชีพต้องทบทวนบทบาทกันครั้งใหญ่ ในเมื่อผลประชามติและคำถามพ่วงสะท้อนอารมณ์ประชาชนเลือกฝากความหวังไว้กับทหารมากกว่านักการเมือง

ขณะที่ “นักลากตั้ง” ที่แฝงตัวอยู่ในคราบของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่างออกอาการกระดี๊กระด๊า

เชียร์ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯคุมเกมยาว

โดยจังหวะสถานการณ์เร้าในห้วงปลายปี คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวก็กดดันอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าไปทุกขณะ หลังมีการสืบพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วงท้ายๆ

ในปรากฏการณ์ที่คดีสำคัญของนักการเมืองก็มีการตัดสินเด็ดขาด แบบที่นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ นายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ถูกศาลตัดสินจำคุกจากคดีทุจริตโครงการจัดซื้อปุ๋ยปลอม ต่อเนื่องกับคิวของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที ก็ถูกตัดสินจำคุกในคดีแก้สัญญาสัมปทานเอื้อธุรกิจกลุ่มชินฯ

เชือดจริง ติดคุกจริง คดีทุจริตของนักการเมืองเกิดความชัดเจน ตามเหตุและผลของการกระท

และส่วนใหญ่จะเป็นคิวของลูกข่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องชะตากรรมโหดๆ สะท้อนความยากลำบากของทีม “นายใหญ่” ที่โดนสลายกำลังไปโดยปริยาย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ใช่ทรงตัวง่ายๆ ตามรูปการณ์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ต้องเจอกับแรงเสียดทานภายนอกภายใน บีบให้เปลี่ยนหัวขบวนใหม่ หลังจากแสดงจุดยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาลทหาร คสช. ในการประกาศโหวตโนรัฐธรรมนูญ

ประชาธิปัตย์ก็เหมือนรถคว่ำ ยังตั้งหลักไม่ทัน

แนวรบด้านนักการเมืองเอื้อต่อการคุมเกมยาวของรัฐบาลทหาร คสช.

แต่ถึงกระนั้น มันก็มีโจทย์ยากที่พร้อมทำให้สถานการณ์พลิกผันได้ทุกเมื่อ

กับภาวการณ์ทางด้านความมั่นคงที่ยังมีความพยายามของพวกก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลามขึ้นมาบนพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนจนถึงประจวบคีรีขันธ์

ในขณะที่ความยากลำบากของรัฐบาลในการเฝ้าจับตาขบวนการก่อการร้าย รวมไปถึงขบวนการหมิ่นสถาบันและต่อต้านทหารที่แทรกซึมอยู่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตามเงื่อนไขที่ประเทศไทยต้องเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

บวกกับโลกยุค “New Nomal” สังคมสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียที่ควบคุมลำบาก

แต่ที่ยากกว่านั้นก็คือโจทย์ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน อาการแบบที่รัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติข้าวราคาตก เป็นโจทย์ที่เพิ่มเข้ามาซ้ำซ้อนกับความพยายามแก้ปัญหาใบเหลืองสินค้าด้านการประมง หรือการเคลียร์สถานการณ์ใบแดงด้านการบินพลเรือน

ภาวะเศรษฐกิจภายในที่โดนกดทับจากภาวะเศรษฐกิจโลก แถมเงื่อนไข “แซงก์ชั่น” รัฐบาลทหาร

สถานการณ์ติดล็อกไปทุกจุด

สุดท้ายเลย พล.อ.ประยุทธ์จำใจต้องปรับ ครม.ชุด “ประยุทธ์ 4” ในช่วงส่งท้ายปี ทั้งการขยับสลับกันเองภายในหมู่รัฐมนตรีเก่าและการดึงคนหน้าใหม่เข้ามา รวมแล้ว 12 ตำแหน่ง

แต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกมองว่าไม่ได้ตอบโจทย์สักเท่าไหร่

ในเมื่อ รมต.ท็อปบูตชุดเดิมยังนั่งอยู่เกินครึ่ง ครม. พี่ใหญ่ พี่รอง ผองเพื่อนที่ร่วมเสี่ยงยึดอำนาจมา ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แบบที่ว่ามาด้วยกันไปด้วยกัน

หนีวัฒนธรรมทหารไม่หลุด สลัดฟอร์มรัฐบาลท็อป-บูตไม่พ้น

สุดท้ายก็เป็นประชาชนที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน

รอการคืนอำนาจ เลือกตั้ง.

“ทีมการเมือง”

 

บุคคลการเมืองแห่งปี 2559 : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดุลอำนาจเปลี่ยนผ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/824073


โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบรอบอีกคำรบ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ที่ต้องใช้เวลาในห้วงรอยต่อก่อนสิ้นปี มานั่งประชุมปรึกษาหารือกัน

เฟ้นหา “บุคคลการเมืองแห่งปี”

และทุกๆปี โดยกติกาที่ปฏิบัติกันมา ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี โดยการตัดสินจากทีมของเรา ไม่ได้หมายความว่า เขาหรือเธอผู้นั้นต้องเป็นนัก การเมืองที่วิเศษวิโส มีผลงานยอดเยี่ยมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม หรือมีความสามารถเชี่ยวชาญการเมืองขั้นเทพ

แต่ “บุคคลการเมืองแห่งปี” ในนิยามความหมายของเรา หมายถึงบุคคลที่มีบทบาท มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสีสันฉูดฉาด สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นให้เกิดขึ้นกับการเมืองในประเทศ ไทยได้อย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์

ลักษณะเดียวกับนิตยสารไทม์ที่ปีนี้ได้ประกาศยก “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็น “บุคคลแห่งปี” ประจำปี 2016 จากกรณีสร้างความตกตะลึงคว้าชัยชนะศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างปรากฏการณ์ทางการเมือง เข้ากุมบังเหียนมหาอำนาจอเมริกาที่เต็มไปด้วยความแตกแยก

ในอารมณ์ที่หัวหน้ากองบรรณาธิการไทม์ ตั้งคำถามเป็นนัย “ปีนี้มันดีหรือร้าย”

นั่นหมายถึงเน้นเฉพาะความโดดเด่นจริงๆไม่เกี่ยวด้านบวกด้านลบ

และบังเอิญบุคคลการเมืองแห่งปีของทีมเราในปี 2559 ก็เป็นคนที่ถูกเปรียบเทียบมีพฤติกรรมคล้ายๆกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดยที่เจ้าตัวก็ออกตัวเป็นเชิงยอมรับ “บางครั้งคำพูดผมก็จริงใจมากเกินไปหน่อย อาจจะไม่สุภาพบ้าง แต่ด้วยเจตนาผมไม่มีอะไรกับใครทั้งสิ้น และเมื่อผมไปแล้ว ผมไม่เคยโกรธใคร ผมพูดไปก็จบแค่นั้น วันหน้าก็อาจจะมีโมโหอีก เพราะถือเป็นพฤติกรรมส่วนตัวผม อาจจะเป็นสิ่งไม่ดี อย่าเอาเป็นตัวอย่าง เพราะพฤติกรรมที่ดีก็ยังมีอยู่มาก”

จากพื้นฐานของคนที่กล้าพูดทะลุกลางปล้องตรงไปตรงมา

ไม่เน้นลีลา ไม่เก่งสร้างภาพ ไม่ชอบโลกสวย

แน่นอน หลายคนเดาถูกตั้งแต่ต้น บุคคลการเมืองแห่งปี 2559 ที่เรายกให้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เจ้าของฉายา “นายกฯ ลุงตู่”

เจ้าเก่า หน้าเดิม ผู้ครองตำแหน่งนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ว่ากันตามภาษากีฬาฟุตบอลก็ต้องเรียกว่า “แฮตทริก”

ทั้งนี้ทั้งนั้น นั่นก็เพราะกวาดสายตาดูแล้ว ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้กุมอำนาจสูงสุด

อยู่ในจุดนี้มาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

โดยสถานะผู้นำประเทศไทยภายใต้สถานการณ์อำนาจพิเศษ

ผ่านมา 2 ปีครึ่งแล้ว ถึงแม้เสียงเชียร์จะซาลงไป เมื่อเทียบกันวันแรก พล.อ.ประยุทธ์นำกองทัพยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินแทนอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

ด้วยพันธะสัญญา “คืนความสุขให้คนไทย”

ซึ่งก็ยังไม่มีอะไรจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน ยังเป็นแค่ความฝันลอยๆ

ขณะที่ของจริงตรงหน้าที่สัมผัสได้ กับภาวะทางเศรษฐกิจที่ปัญหาความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน สถานการณ์ด้านความมั่นคง ระเบิดป่วนเมืองลามมาถึง 7 จังหวัดภาคใต้ ประจวบคีรีขันธ์ มายันกรุงเทพมหานคร บรรยากาศทางการเมืองก็ยังไม่มีใครยอมใคร

“นายกฯลุงตู่” บริหารอยู่บนความขัดแย้งที่ไม่ได้ลดอุณหภูมิลงไป

แค่หลบซ่อนอยู่ใต้ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44

แต่ในสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ ไฟต์บังคับที่คนไทยส่วนใหญ่ตัดสินใจมอบธงให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดินตามโรดแม็ปมาเกินครึ่งทางแล้ว

แนวโน้มไม่มีใครให้ฝากความหวังได้มากเท่ากับ “นายกฯลุงตู่”

เมื่อเทียบเรตติ้งกับรัฐมนตรีคนอื่นใน ครม. หรือวัดกับอดีตนักการเมืองทุกป้อมค่าย

ตามตัวเลขโพลสำรวจความเห็นสำนักต่างๆที่ออกมา ประชาชนก็ยังให้คะแนนความพึงพอใจในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เหนือกว่าคนอื่นหลายช่วงตัว

ฐานคะแนนต้นทุนหน้าตักยังหนาแน่น

มีแฟนคลับจำนวนมากที่นิยมชมชอบในความเป็นตัวตนของ “นายกฯลุงตู่”

และจุดหนึ่งที่สังเกตได้ถึงยุทธศาสตร์ “การตลาด” ที่ยกระดับความเข้มข้นขึ้น จนแยกไม่ออกว่าเป็นรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

ดังภาพข่าวที่ พล.อ.ประยุทธ์จะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่กระทรวง หน่วยราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นำมาจัด อีเวนต์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี

โชว์ลีลามวยไทย เล่นกระอั้วแทงควาย ลงมือผัดไทยแจกทีมงาน

หรือการต้อนรับนักกีฬาดังๆที่เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ก็มีช็อตเรียกเสียงฮือฮากับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ตีแบดมินตันกับ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ หรือเล่นวอลเลย์บอลกับทีมนักวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทย

เรียกว่า “นายกฯลุงตู่” เล่นได้ทุกบท ทำได้ทุกอย่าง

ด้วยความเป็นธรรมชาติ ในมุมของ “รัฏฐาธิปัตย์ผู้น่ารัก” นั่นก็หักล้างกับภาพที่เจ้าตัวมักจะหลุดอาการหงุดหงิด แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวใส่นักข่าวเมื่อเจอคำถามแทงใจดำ หรือแม้แต่พฤติกรรม “ห่ามๆ” ในแบบฉบับของทหาร

จนถูกวิจารณ์ภาพลักษณ์ของคนเป็นผู้นำ

กระแสวูบวาบเป็นบางวัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ถึงขั้นเพลี่ยงพล้ำทาง การเมือง

เรื่องของเรื่อง มันพิสูจน์ได้จากผลการประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของ คสช.ที่ผ่านด่านฝ่าแรงต้านมาได้แบบพลิกความคาดหมาย

ภายใต้สถานการณ์แบบที่นักการเมืองทั้งฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย รณรงค์ไม่เอาด้วย หรือแม้แต่แนวร่วมฝ่ายเดียวกันเองอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ประกาศโหวตโนชัดๆ

ท่ามกลางกระแสความนิยมรัฐบาลทหาร คสช.ที่เริ่มเป๋ เพราะปั่นผลงานไม่ออก ฝีมือการบริหารด้านเศรษฐกิจที่ไม่เข้าตาประชาชน แถมยังมีข่าวไม่ชอบมาพากล กระแสไม่โปร่งใสในหมู่เครือข่ายใกล้ชิดผู้ถืออำนาจ

ปัจจัยแวดล้อมเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน คะแนนโดยภาพรวมรัฐบาลติดลบ

ไม่มีตัวช่วย มีแต่ตัวฉุด

ตามรูปการณ์ย่อมแสดงถึงต้นทุนส่วนตัวของ พล.อ.ประยุทธ์เพียวๆที่ลากรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านสถานการณ์พลิกคว่ำพลิกหงายมาได้

และก็นั่นก็เป็นแรงส่งต่อเนื่อง โดยผลประชามติทำให้หลายฝ่ายมองสถานการณ์ข้ามช็อตไปถึงการลากยาวอำนาจ

“นายกฯลุงตู่” คือตัวเต็งหามที่จะล็อกนายกรัฐมนตรีคนนอกของรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เพื่อคุมอำนาจต่ออีกอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ออกแบบตามคำถามพ่วง

กระชับสถานะ “ผู้กุมดุลอำนาจเปลี่ยนผ่าน” อย่างเด่นชัด

ถึงแม้จะมีจังหวะขัดขาจนเกือบหัวทิ่มคะมำกับปมฉาวคนตระกูล “จันทร์โอชา” กรณีลูกและภรรยาของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ถูกแฉปมผลประโยชน์ทับซ้อนในกองทัพ

แต่ประตูหลังบ้านของ พล.อ.ประยุทธ์ยังลงกลอนแน่น

“อาจารย์น้อง” รองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกฯยังรักษาสถานะของคนเก็บเนื้อ เก็บตัว เข้าถึงยาก เจาะถึงตัวลำบาก

นั่นก็ทำให้ภูมิคุ้มกันเรื่องทุจริตของ “นายกฯลุงตู่” ยังแข็งแรง

และกับสถานการณ์สำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงถึงภาวะผู้นำในเหตุการณ์ที่ถือว่ายากลำบากที่สุดในชีวิต กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนคนไทย

“ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จสวรรคต แผ่นดินวิปโยค น้ำตาท่วม

บรรยากาศประเทศเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

“นายกฯลุงตู่” ได้ปลุกปลอบให้คนไทยตั้งสติ และเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด เพื่อสืบสานปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เสียใจ แต่ต้องไม่ลืมหน้าที่

พล.อ.ประยุทธ์ สามารถดูแลสถานการณ์เปลี่ยนผ่านรัชกาล การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี เป็นไปอย่างเรียบร้อย

กับสถานะของผู้นำที่ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ไม่หยุดชะงัก

นี่ก็เพียงพอกับสถานะของบุคคลการเมืองแห่งปี 59 แฮตทริกเป็นปีที่ 3 ติดกัน

แต่งานสำคัญในการเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การปฏิรูปใหญ่ ตามพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ที่คนทั้งประเทศตั้งความหวังกับ “นายกฯลุงตู่” ไว้อย่างล้นปรี่

ยังต้องรอการพิสูจน์จาก พล.อ.ประยุทธ์.

“ทีมการเมือง”

 

ช็อตยืดเยื้อให้รอแก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/823053


ตกเป็นเป้าถูกเจาะยางยามขาลอย

ในช็อตต่อเนื่องล่าสุดของ “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชายสุดเลิฟของ “บิ๊กตู่”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ในสถานการณ์วันถอดหัวโขน “บิ๊กกองทัพ” ที่หลายฝ่ายเคยให้ความเกรงใจ

กรณีถูกนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ชี้เป้าเป็นเจ้าของคฤหาสน์หรู ที่ จ.พิษณุโลก ตั้งแง่จับผิดความร่ำรวยของน้องชายผู้นำ คสช.

จน “บิ๊กติ๊ก” ต้องรีบชี้แจง ยอมรับเป็นบ้านพักตัวเองที่สร้างไว้อยู่หลังเกษียณอายุราชการ แต่เพิ่งสร้างเสร็จเดือน ส.ค.2559 จึงอยู่ระหว่างการรอยื่นบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช.

ไม่มีเจตนาปกปิดบัญชีทรัพย์สินตามที่มีการจับผิดกัน

รีบเคลียร์ปมร้อนทันทีทันใด ดับเชื้อปะทุไม่ให้ลามถึงพี่ชาย ในมุมที่พร้อมถูกขาป่วนลากเป็นประเด็นการเมืองให้กระทบความน่าเชื่อถือของ “นายกฯประยุทธ์”

ซ้ำเติมสถานการณ์ร้อนๆที่ “บิ๊กตู่” กำลังแก้เกมไล่จับก๊วนแฮกเกอร์ เครือข่าย “กลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์” ที่ตั้งป้อมโจมตีเว็บไซต์หน่วยราชการอย่างต่อเนื่อง

แลกหมัดโต้ตอบนักรบไซเบอร์ที่ยังปฏิบัติการลูบคม คสช.ไม่เลิก ถึงขั้นแหย่หนวดเสือ ปั่นป่วนเว็บไซต์หน่วยความมั่นคง ทั้งตำรวจและทหาร ล่าสุดยังเจาะระบบข้อมูลกองทัพแฉการจัดซื้อเครื่องมือถอดรหัสข้อมูล 4 เครื่อง ในปี 2559 มากางหลักฐานโชว์ต่อสาธารณชน

จน ผอ.ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ต้องออกโรงปฏิเสธว่า กองทัพไม่เคยจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวแม้แต่รายการเดียว

เจอเล่นสงครามจิตวิทยา ตั้งคำถามชวนให้สังคมเกิดความคลุมเครือถึงการจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าวมาเพื่ออะไร หรือมีเจตนาสอดแนมข้อมูลจากประชาชนหรือไม่

ยกระดับจากการแฮกปั่นป่วนระบบออนไลน์หน่วยงานรัฐ เปิดโปงข้อมูลจับผิดหน่วยความมั่นคง

เล่นงานจุดอ่อนรัฐบาลทหารที่มีรอยด่างเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอยู่ก่อนหน้านี้

ชูโรงปมปิดหูปิดตาประชาชนกลับมาอีกครั้ง หวังใช้เป็นหัวเชื้อปลุกมวลชนเป็นแนวร่วมให้ออกมางัดข้อกับอำนาจท็อปบูตในรอบนี้
ตามแนวโน้มที่ชนวนร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เริ่มขยายวงไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านกฎหมายดังกล่าวแบบเงียบๆ เพราะมีกฎเหล็กห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ค้ำคออยู่

ขณะที่กลุ่มนักวิชาการเริ่มเปิดเวทีแสดงความเป็นห่วงเนื้อหากฎหมายที่ใช้ถ้อยคำตีความครอบจักรวาลและกำกวม ส่อกระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน

โดยมีรายชื่อประชาชน 3 แสนรายที่เข้าชื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นข้ออ้าง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องยอมรับความเป็นจริงในโลกโซเชียลคือ เรื่องการสื่อสารที่เป็นเสมือนดาบสองคม แม้มีคุณอนันต์ แต่มีโทษมหันต์เช่นกัน หากไม่พิจารณากลั่นกรอง เสพข้อมูลอย่างมีสติและเหตุผล

เห็นได้จากการใช้ข้อมูลในโลกออนไลน์หลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อ ค้าขายสิ่งผิดกฎหมาย การตัดต่อเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสม ภาพอนาจาร ยั่วยุทางอารมณ์ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ

ตลอดจนการแอบแฝงใช้สังคมไซเบอร์เป็นเครื่องมือปลุกปั่น ปลุกระดมทางการเมืองก็มีให้เห็นกันอยู่

จึงจำเป็นต้องมีมาตรการทางกฎหมายมาป้องปราม และคุ้มครองภัยในโลกไซเบอร์ ที่ทุกวันนี้ผู้คนใช้ชีวิตเสพติดข้อมูลอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเป็นหลัก

แม้ตามรูปการณ์ปัจจุบันแรงต้านร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ยังมีพลังไม่หนักแน่นพอ เพราะกระแสสังคมยังไม่ตื่นตัวขานรับในปริมาณมากพอที่จะเขย่าให้ฝ่ายท็อปบูตสั่นคลอนได้

พลังพลเมืองเน็ตยังจุดไม่ติด ทำได้แค่แหย่ๆหยุดๆ เคลื่อนไหวป่วนหน้าจอ และแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจ ในห้วงที่อำนาจพิเศษยังคุมอำนาจความมั่นคงได้อยู่หมัด

ขณะที่รัฐบาล คสช. ก็ยังเก้ๆกังๆ ไม่สามารถล้างข้อครหาได้หมดจด ตามจุดอ่อนสไตล์รัฐบาลทหาร ที่ไม่ถนัดเรื่องประชาสัมพันธ์ ไม่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเคลียร์ข้อครหาอย่างจริงๆจังๆ ใช้เพียงการโต้ตอบผ่านสื่อรายวัน

กลายเป็นชนวนร้อนส่งท้ายปี 2559 รอยืดเยื้อข้ามปีให้รัฐบาลได้ไล่แก้กันต่อไป

และช็อตที่น่าจับตาหลังปีใหม่คือ ร่างกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงด้านดิจิทัลที่ค้างท่ออยู่ใน สนช.รอการพิจารณาในปีหน้าอีกหลายฉบับ

มีช็อตหวาดเสียว ให้ท็อปบูตต้องฝ่าแรงเสียดทานอีกหลายด่าน.

ทีมข่าวการเมือง

 

เกมยาวแบบ ‘สมคิด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 27 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/822082


สัญญาณหวิวๆส่งท้ายปีเก่า อารมณ์เสียวๆปีหน้า

ตามข่าวที่นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยภาพรวมคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลในปี 2559 พบสัญญาณที่แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวม จากตัวเลขคดีทางเศรษฐกิจ คดีแพ่ง คดีล้มละลายที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

แนวโน้มฟ้องด้วยสถิติชัดๆ โยงสถานการณ์เห็นๆ

อย่างไรก็ตาม ในมุมเศรษฐกิจ คนสำคัญสุดยังเป็นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ประกาศด้วยความมั่นใจ สถานการณ์เศรษฐกิจปีหน้าดีขึ้นแน่นอน

การันตีตัวเลขจีดีพีปีหน้าเกินร้อยละ 3 แน่

เรื่องของเรื่อง เช็กเบื้องหลังไม่ใช่แค่ลีลากระตุกความมั่นใจเท่านั้น

แต่จุดสำคัญที่ได้ยินมาตรงกัน โดยที่มาความมั่นใจของนายสมคิดอยู่บนพื้นฐานการอ่านสถานการณ์ในอนาคต ประกอบการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐบาล

ภายหลัง “การเปลี่ยนผ่าน” ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเป็นไปอย่างเรียบร้อย

จุดเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นไปแล้ว

แนวโน้มแบบที่กลุ่มทุนต่างชาติเริ่มขยับกลับมาขอโปรโมชั่นส่งเสริมการลงทุน ขณะที่กลุ่มทุนเก่ายักษ์ใหญ่โลกอย่าง “โตโยต้า” ยืนยันกับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล จะอยู่เมืองไทยแน่นอน ด้วยความเป็นมิตรเก่าแก่ ถือประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง

กลุ่มทุนต่างชาติยังมองประเทศไทยมีฐานแข็งแกร่ง

เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนทั้งพม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย ที่มีขนาดทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสริมการลงทุนเทียบกันไม่ได้

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ นายสมคิดก็เสียงแข็งว่าไม่หมดมุก

โดยปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ รัฐบาลพยายามอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบฐานรากผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การแทรกแซงราคาสินค้าทางการเกษตรฯทั้งข้าว ยางพารา ฯลฯ

ถือเป็นการกู้สถานการณ์ “หลุมดำ”

ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลทหาร คสช.ไม่เอาด้วยกับโครงการจำนำข้าวที่ติดปัญหาคาราคาซังโครงการทุจริตมโหฬาร รวมถึงการประกันราคาข้าวที่มีช่องโหว่ให้โกงได้

ทำให้การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปสู่เศรษฐกิจฐานรากตามกลไกปกติของประเทศเกษตรกรรมแบบไทยๆต้องติดขัดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะปลดล็อกด้วยโครงการจำนำยุ้งฉาง

แล้วก็ผ่านพ้นจุดยากลำบากของวิกฤติข้าวไปได้

ส่วนการท่องเที่ยวก็กลับสู่ภาวะปกติ หลังแก้เกมทัวร์ศูนย์เหรียญได้ทัน

ที่สำคัญคือการเร่งเมกะโปรเจกต์ เดินหน้าประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพู สีเหลือง สีส้ม รวมถึงการสร้างถนนหนทางที่เป็นงบประจำ รวมแล้วมูลค่างบประมาณนับล้านล้านบาท

ขณะที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือ EEC ที่กฎหมายผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามโปรแกรม จีดีพีเกินร้อยละ 3 แน่

สำหรับนายสมคิดแล้ว ถึงนาทีนี้ภารกิจสำคัญของรัฐบาล คือการขยับให้พ้น “curve” เส้นโค้งเศรษฐกิจที่ต้องอิงกับการส่งออกและสินค้าเกษตรให้ได้ภายใน 2–3 ปี

โดยมุ่งไปที่การสร้างมูลค่าการท่องเที่ยว เอสเอ็มอีส่งเสริม สตาร์ตอัพ

ว่ากันตามนี้ แนวโน้มเกมยาวเข้าทางรัฐบาลอำนาจพิเศษ คสช.

แน่นอน ในมุมของพรรคเพื่อไทย ทีม “นายใหญ่” ไม่มีทางให้ราคาอยู่แล้ว ต้องเบิ้ลบลัฟกันตามฟอร์ม เพราะมันคือเหลี่ยมทางการเมืองที่มีคะแนนนิยมเป็นเดิมพัน

จะปล่อยให้ “สมคิด” ติดลมบนไม่ได้

แต่เรื่องของเรื่อง มันสำคัญที่การเริ่มเล่นเป็นทีมเดียวกัน

แบบที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม เริ่มหันมาฟังคำแนะนำนายสมคิดที่บอกให้เคลียร์คนรอบข้างบางคนที่ชอบแอบอ้างชื่อไปทำเรื่องเสียๆหายๆ เป็นต้นทุนทางเครดิตทำให้ตกเป็นเป้าโจมตี กระเทือนถึงรัฐบาล

หรือกับ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่เอาด้วยกับแนวคิดทางเศรษฐกิจระยะยาวของนายสมคิด พร้อมใช้ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ผ่าทางตันให้ เอื้อต่อการเดินหน้ายุทธศาสตร์ได้ผลอย่างรวดเร็ว

ในมุมที่เอื้อให้ “สมคิด” ทำให้ชีวิตคนไทยในปีหน้าพอมีหวังขึ้นมาบ้าง.

ทีมข่าวการเมือง

 

พลิกวิกฤติเป็นโอกาสเปิดประตูปรองดอง : ก้าวพ้นกับดัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820854


“ทีมข่าวการเมือง” ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่า สัมภาษณ์บุคคลสำคัญทางการเมืองมาเปิดมุมมอง แง้มมติความคิดและตัวตน เพื่อต่อจิ๊กซอว์ในช่วงเปลี่ยนผ่านการเมืองตามกติกาใหม่ ที่จะเริ่มเดินหน้าสู่ศักราชใหม่

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มี ชื่อถูกวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เจ้าตัวขยับมุมคิดเปิดใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า ในปี 2560 ควรจะเป็นปีเริ่มต้นทำให้เกิดสิ่งที่ดีๆในบ้านเมือง ให้บ้านเมืองเดินสู่ความศิวิไลซ์

โดยเฉพาะทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ทำงานเพื่อบ้านเมือง ควรน้อมนำพระราชดำรัสของ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ที่ทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนมีความสุข ประเทศชาติสงบสุขสันติ ไม่มีความขัดแย้งต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีพระเมตตาห่วงใยราษฎร

พรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นสถาบันทางการเมือง จะน้อมนำพระราชดำรัสนี้ใส่เกล้าไว้สูงสุด เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานและการกำหนดนโยบายของพรรคในอนาคต จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทสุดความสามารถ

พร้อมจะร่วมแรงร่วมใจกับประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขจัดความขัดแย้งในบ้านเมือง บนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เพราะความแตกแยกที่เกิดขึ้นมากว่า 10 ปี ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศและได้สร้างปัญหา สร้างความยากลำบากให้คนไทย

ถึงเวลาหยุดเล่นกีฬาสีแห่งการแย่งชิงอำนาจ กลับมาเคารพกติกาประชาธิปไตยแทนวิถีต่อสู้บนท้องถนน ใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรมตามหลักนิติธรรม ทุกฝ่ายสมควรจะต้องทบทวนตัวเอง ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายกองทัพ จะต้องปรับบทบาทการดำเนินงานให้สอดคล้องสนองพระราชปณิธานของพระองค์ท่านให้ได้

วันนี้ใครก็ตามที่รักบ้านเมืองจริง จะต้องร่วมมือและหันหน้ามาช่วยกันคิดหาทางออกจากภาวะความขัดแย้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนและนักลงทุน เพื่อให้การค้า การลงทุนฟื้นกลับคืนมา

ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีความขัดแย้ง เศรษฐกิจก็ยากที่จะฟื้น รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บ่นว่าเอกชนไม่ยอมลงทุน จะมาลงทุนได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีความมั่นใจในอนาคตของประเทศไทย

เห็นได้จากมีเพื่อนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นระบุว่า จากนี้ไปการลงทุนในประเทศไทยคงจะต้องหยุดเอาไว้ก่อน ทั้งที่คนญี่ปุ่นชอบประเทศไทยมาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยากเกินกว่าความเข้าใจของนักธุรกิจญี่ปุ่น

โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นักธุรกิจญี่ปุ่นคนนี้มองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้รัฐบาลไทย ไม่สามารถให้ความมั่นใจและไม่มีอำนาจคุ้มครองนักลงทุน จำเป็นจะต้องย้ายการลงทุนไปที่อื่น

การบังคับใช้กฎหมายเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ยิ่งออกกฎหมายหรือกติกาที่ขัดต่อหลักสากลมากๆเข้า ยิ่งทำให้นักธุรกิจไทยและต่างประเทศไม่มั่นใจอนาคตของประเทศ

ฉะนั้นขอให้รัฐบาลจะออกกฎหมายใดๆ ขอให้เป็นไปเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอนาคตใหม่ เอื้อต่อการค้า การลงทุน และสอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ๆได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการค้าขายอย่างสิ้นเชิง หลายธุรกิจจะถูกผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ถ้าไม่ปรับตัวให้รวดเร็วทันการเปลี่ยนแปลง เราจะตกยุคทันที โอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศจะหดหายไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นในปี 2560 ถึงเวลาที่ผู้มีหน้าที่ต่อบ้านเมืองและคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย จะต้องร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ต้องเสียสละ รับฟังด้วยหัวใจ เริ่มสร้างกระบวนการเปิดเวทีให้ทุกฝ่าย ร่วมคิดร่วมทำมองอนาคตประเทศไทยร่วมกัน

อย่าทำแค่เป็นรูปแบบเหมือนหลอกกัน เพราะเดินไปติดหล่มความขัดแย้งอีก คราวนี้จะไม่ติดแค่หล่มความขัดแย้ง จะกระโดดลงเหวเลย ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องสนับสนุนหารือทางออกให้ประเทศ ในทางที่ถูกตามกติกาและกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรทำตัวเป็นผู้ขัดแย้ง ไม่ใช่ชักใบให้เรือเสีย ขอให้ยกโทษให้คนนั้นคนนี้ ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต้องเอาไว้ทีหลัง ควรพูดถึงเรื่องของประเทศก่อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกำลังเดินมาถึงปากเหว เศรษฐกิจไม่มีทางดีขึ้นถ้ายังขัดแย้งกันอยู่

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยขอเสนอความเห็นในนามส่วนตัวว่า จะต้องทบทวนบทบาทที่ผ่านมา ปรับปรุงการทำงาน พร้อมน้อมนำพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 10 มาปฏิบัติอย่างจริงจัง

โดยเฉพาะที่พระองค์ท่านได้พระราชทานกุญแจมาไขประตูออกจากปัญหาความขัดแย้ง เพื่อให้ประชาชนมีความสุข ประเทศสุขสันติ ไม่ขัดแย้ง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องไขกุญแจพร้อมๆกัน

ถ้าฝ่ายอื่นไม่พร้อมที่จะไขกุญแจ พรรคเพื่อไทยจะขอนำร่องไขกุญแจก่อน หมดเวลาที่จะโทษคนอื่น ต้องปรับตัวเอง พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่ยึดมั่นและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดมั่นการแก้ไขปัญหาด้วยระบบและกฎหมาย ไม่สนับสนุนการกระทำที่นำไปสู่ความขัดแย้ง

เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจและให้อำนาจสมาชิกคัดเลือกและการตรวจสอบนักการเมืองของพรรคเพื่อให้ได้คนดี มีความซื่อสัตย์ สร้างเสริมการทำงานที่ใช้องค์ความรู้ และแนวคิดที่ทันสมัยทันการเปลี่ยนแปลงของโลก มาแก้ไขปัญหาของประเทศบนความโปร่งใส

สิ่งใดที่พรรคทำแล้วเป็นความกังวลใจ ความไม่สบายใจต่อประชาชน ไม่ว่าจะเกิดจากข้อผิดพลาดหรือจากการถูกป้ายสี จะต้องพร้อมขจัดไปให้หมด แล้วกลับมาใช้จุดแข็งของพรรค ที่ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาสร้างนโยบายแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศให้ทันยุคทันสมัย

พรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นเครื่องมือและกลไกแก้ปัญหาของประเทศที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่อยู่ในขณะนี้ ถ้าทำได้แบบนี้รับรองเราจะเป็นส่วนหนึ่งองค์กรหนึ่งที่จะให้ความร่วมไม้ร่วมมือกับประชาชนให้หลุดพ้นปัญหาของประเทศ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในฐานะที่สังคมจับตามองว่าจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะนำพาพรรคเดินตามแนวที่เสนอมา คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า เริ่มต้นคิดก็ผิดแล้วที่จะเลือกคนนั้นคนนี้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค

การปรับปรุงพรรคจะต้องเริ่มคิดใหม่ โดยให้สมาชิกพรรคเป็นผู้คัดเลือกว่า จะเอาใครมาทำหน้าที่อะไร เราชอบใครก็เป็นหนึ่งเสียงที่สนับสนุน ถ้าใครไม่ปรับปรุงตัวเองจะตกยุคสมัยเป็นซากปรักหักพังของประเทศ

ถ้ายอมปรับตัวเองอย่างเคร่งครัด จะกลายเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ของประเทศ ส่วนตัวอยากให้พรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ของประเทศ

แต่พรรคเพื่อไทยคู่กับตระกูลชินวัตรมายาวนานตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ถ้าเปิดให้สมาชิกพรรคคัดเลือกคณะผู้บริหารพรรค เพื่อรองรับการเมืองใหม่ตามกติกาใหม่ ตระกูลชินวัตรยังอยู่ภายในพรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ บอกว่า เราจะต้องสร้างพรรคเพื่อไทยให้เป็นสถาบันทางการเมือง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรคทุกคน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการกำกับและควบคุมนักการเมือง อันนี้เป็นหัวใจที่พรรคจะต้องทำ เปรียบเหมือนพรรคการเมืองเป็นบริษัทจำกัด มีเถ้าแก่คอยสั่งการทุกอย่างในบริษัท เมื่อบริษัทเจริญเติบโตขึ้นจะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์

ผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อมมีตระกูลชิน เราอย่าไปโกหกว่าไม่มีแต่เมื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีกฎเกณฑ์ควบคุมกำกับ ผู้ถือหุ้นจะต้องปฏิบัติตาม อาจจะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นมากกว่าคนอื่น แต่ทุกคนมีเสียงเท่ากันหมด

จะไปบอกว่าพรรคนี้ต้องไม่มีคนตระกูลนี้ตระกูลนั้น พอถึงวันลงสมัครรับเลือกตั้งปรากฏว่ามีคนในตระกูล “วงศ์สวัสดิ์-ดามาพงศ์-ชินวัตร” แล้วมาบอกว่าโกหกใช่หรือไม่ ขอพูดตรงไปตรงมา ในเมื่อเขาเป็นคนก่อตั้งพรรคและทำนโยบายหลายด้านให้เกิดผลดีต่อประเทศ และเป็นผู้ถือหุ้นที่แปลงจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชน

ฉะนั้นตอนเป็นบริษัทจำกัดเจ้าของบริษัทชี้ได้ทุกอย่าง

แต่พอเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนก็มีข้อจำกัดต่างๆควบคุม เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น

จะไปทำเหมือนเป็นเถ้าแก่บริษัทจำกัดคงไม่ได้.

ทีมการเมือง

 

รอพิสูจน์“ประสิทธิภาพ”ครม.ข้อจำกัดทหาร : ผ่อนคลายทุกข์ สุขส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820274


เมอรี่คริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่า

วันเวลาย่างเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข โหมดของการเฉลิมฉลอง

บรรยากาศแห่งการมอบของขวัญ การจ่ายโบนัสประจำปี

โดยก่อนหน้านี้ก็มีการนำร่องส่งความสุขไปแล้ว กับของขวัญจากรัฐบาลทหาร คสช.ที่แจกให้ประชาชน ทั้งการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยรายละ 1,500– 3,000 บาท ต่อเนื่องกับโปรโมชั่น “ช็อปช่วยชาติ” ใช้จ่ายวงเงิน 15,000 บาทนำมาลดหย่อนภาษีช่วงปีใหม่

ทั้งจ่ายสดโอนเข้าบัญชีให้เลยและหักลดภาษีตามเงื่อนไข

ยังไม่นับโปรโมชั่นร่วมรายการ แบบที่กรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือเรกูเลเตอร์ มีมติปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ลง 4 สตางค์ต่อหน่วย สำหรับงวดใหม่ มกราคม–เมษายน 2560 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชน

หรือมาตรการของขวัญปีใหม่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 2 แห่ง คือธนาคารออมสิน และธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย คืนเงินให้กับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี ชำระตรงเวลา

เรียกว่าแจกกันแบบไม่อั้น เป็นของขวัญจากรัฐบาลจัดให้ประชาชน

แฝงยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดการหมุนเงินภายในประเทศ

ผ่อนคลายทุกข์ มอบความสุขส่งท้ายปี

ภายใต้บรรยากาศของการไว้อาลัยจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพสกนิกรชาวไทย เป็นภาวะลึกๆในจิตใจของประชาชนทุกคน

การฉลองต้องคำนึงถึงความสำรวม เหมาะสมกับสถานการณ์

นั่นทำให้หลายส่วนได้ปรับเปลี่ยนจากงานรื่นเริง เป็นการจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราช-กุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และเพื่อเป็นมงคลกับชีวิตในโอกาสขึ้นปีใหม่

ปีที่ไม่มี “ส.ค.ส.จากพ่อ” อีกแล้ว

และโดยแนวโน้มสถานการณ์ที่จะประมาทไม่ได้ กับการคุมเข้มงานด้านความมั่นคง

จากปรากฏการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ขบวนการแฝงก่อเหตุรุนแรง วางระเบิด วินาศกรรม มักจะอาศัยจังหวะทีเผลอจากผู้คนกำลังฉลองปีใหม่ ก่อเหตุป่วนเมือง

พุ่งเป้าหมายไปในที่มีคนชุมนุมมากๆ

โดยเฉพาะเค้าลางจากเหตุก่อการร้ายจากนอกประเทศสดๆร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกไล่ขยี้ประชาชนในตลาดนัดที่ประเทศเยอรมนีทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หรือเหตุลอบสังหารทูตรัสเซียประจำตุรกีที่มีเหตุจูงใจโยงกับขบวนการก่อการร้ายในประเทศซีเรีย

เชื้อก่อการร้ายลามแฝงตัวอยู่ในทุกจุดทั่วโลก

ประเทศไทยจึงละสายตาไม่ได้ ตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยหัวเชื้อขัดแย้งทั้งชนวนจากภายนอกประเทศ และปัจจัยความขัดแย้งสะสมภายในประเทศ

โดยปัจจัยแวดล้อมอาจเกิดเหตุร้ายได้ทุกขณะ

ถือเป็นภารกิจเดิมพันสำคัญที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะเบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง จะต้องโชว์ศักยภาพในการควบคุมความสงบ

สร้างความอุ่นอกอุ่นใจให้ประชาชน

ขณะที่บรรยากาศทางการเมืองซาลงตามธรรมชาติของบรรยากาศที่กำลังเข้าสู่โหมดเทศกาลปีใหม่

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ช็อตสุดท้ายก่อนสิ้นปี ตามโปรแกรมที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ-มนตรี หัวหน้า คสช.ได้ดำเนินการปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 4”

ขยับใหญ่ ปรับย้ายหลายตำแหน่ง

แต่ส่วนมากเป็นการสลับเก้าอี้กันเองภายในทีม ครม.เดิม มีการดึงคนนอกเข้ามาแค่ 5 คน

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ เป็น รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็น รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล เป็นรมช.ต่างประเทศ นางสาวชุติมา บุณยประภัศร เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายพิชิต
อัคราทิตย์ เป็น รมช.คมนาคม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมช.พาณิชย์ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็น รมว.ยุติธรรม นางอรรชกา สีบุญเรือง เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็น รมว.ศึกษาธิการ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เป็นรมช.ศึกษาธิการ นายอุตตม สาวนายน เป็น รมว.อุตสาหกรรม

ทั้งหมด 12 ตำแหน่ง โดยไม่มีการปรับออก แต่เป็นการเพิ่มรัฐมนตรีเข้ามา และสลับโยกย้าย

โดยเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายวีระศักดิ์ น.ส.ชุติมา นายพิชิต นายสนธิรัตน์ และนายอุตตม ที่อดีตดำรงตำแหน่ง รมว.ไอซีที

ไม่มีทหารเข้า และไม่มีทหารออก

“พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร “พี่รอง” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รวมไปถึงรัฐมนตรีทหารยังนั่งกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาเกินครึ่ง ครม.

ตามสภาพแบบที่ “ทีมการเมืองไทยรัฐ” ได้คาดการณ์ไว้ อย่างไรเสียก็หนีข้อจำกัดสลัดวัฒนธรรมทหารไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีทางหักเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ร่วมเสี่ยงยึดอำนาจร่วมกันมา

มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน

โดยรูปการณ์ ครม. “ประยุทธ์ 4” เน้นไปที่การแก้ปมการบริหารเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก

โฟกัสจุดหลักๆอย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีปัญหาในเชิงบริหาร ถูกสังคมเฝ้าตามาเป็นระยะในเรื่องของการไม่มีผลงาน ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัญหาสินค้าทางการเกษตรราคาตกต่ำ

แต่ด้วยสถานะที่เจ้ากระทรวงอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯเป็นเพื่อนรักสายตรง “บิ๊กตู่” การกู้สถานการณ์ยกแรกเลยมีการสลับให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯมากำกับงานกระทรวงเกษตรฯแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่เป็นกัปตันทีมเศรษฐกิจ

ตอกย้ำการติดขัดในเชิงประสานงาน

แล้วก็เป็น พล.อ.ฉัตรชัยที่เอ่ยปากร้องขอให้ตั้งรมช.มาช่วยงาน สุดท้ายก็เป็นชื่อของ น.ส.ชุติมา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ใกล้ชิดกับนายสมคิดมานั่งเป็นรัฐมนตรีช่วย

ดีลงานโดยตรงกับกัปตันทีมเศรษฐกิจ

เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่กระทรวงคมนาคมซึ่งมีข่าวกระเส็นกระสายมาตลอดเกี่ยวกับปมติดๆขัดๆ

ระหว่างนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม สายตรง “นายกฯลุงตู่” กับนายสมคิด เป็นเหตุที่เมกะโปรเจกต์ระบบรางไม่คืบหน้าอย่างที่ควรเป็น

รอบนี้จึงเป็นสิทธิให้นายสมคิดได้ดึงมือบริหารบริษัทเอกชนที่ใกล้ชิดอย่างนายพิชิต มานั่งเป็น รมช.คมนาคม เพื่อเร่งปั่นเนื้องานเมกะโปรเจกต์

คมนาคม เกษตรฯ 2 กระทรวงหลักทางเศรษฐกิจตามข่าววงในเบื้องหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งวงถกกับนายสมคิดเป็นหลักก่อนเผยโฉมหน้า ครม.ใหม่ออกมา

ตามสภาพแก้ปัญหาฟันเฟืองขบ ต้องเพิ่มกลไกแก้ไขอาการติดขัดเฉพาะหน้า

ไม่ผ่าตัดใหญ่ แต่แก้อาการเป็นจุดๆ ไปพลาง

นั่นก็เลยถูกมองว่าการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 4” ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาเสียทีเดียว

โดยสภาพการณ์ข้างหน้าที่รอพิสูจน์ประสิทธิภาพ ครม.ใหม่ภายใต้ข้อจำกัดของทหาร

ในมุมถ้าลงล็อกลงตัว การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น สามารถแก้ปัญหาติดขัดได้ก็จะทำให้การเดินหน้าทำงานรัฐบาล คสช.แบกความคาดหวังของประชาชนไปต่อ

ลากกระเตง ครม.ที่เต็มไปด้วยท็อปบูต ฝ่าเงื่อนไขต่อต้านทหาร

แต่ในมุมตรงกันข้าม ถ้าสนิมเก่ากำเริบ บวกกับคนที่เพิ่มเข้าไปใหม่ เกิดการขัดแข้งขัดขาไม่ไปในทิศทางเดียวกัน มันก็จะยิ่งเครื่องรวนไปกันใหญ่

เสี่ยงเครื่องดับกลางทางได้เลย

และถึงตอนนั้นภาระหนักก็หนีไม่พ้นตกไปอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์

ตามเงื่อนไขที่เจ้าตัวออกหน้ารับประกันเลยว่า การตั้งรัฐมนตรีทุกฝ่ายไม่ควรมุ่งให้ความสนใจในเรื่องตัวบุคคล เนื่องจากเป็นการบริหารราชการในสถานการณ์พิเศษภายใต้รัฐบาลและ คสช.จึงไม่มีความแตกต่าง ไม่ว่าบุคคลใดจะได้รับการพิจารณา

พูดเป็นนัย ตั้งใครก็ต้องทำตามนายกฯที่มีอำนาจสั่งการบริหารตรงได้

มันจึงเป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลใดๆจะออกตัวแก้ต่างอีกต่อไป

ในสภาพที่ปรับ ครม. ผ่าตัดเล็กแล้วแก้ปัญหาขบเกลียวภายใน ครม.ไม่ได้ เศรษฐกิจเดินหน้าไม่ออก

เป็นสถานการณ์ตอกย้ำนายกฯไม่กล้าปรับเปลี่ยนพี่น้องผองเพื่อน หนีวัฒนธรรมทหารไม่พ้น

ยอมรับสภาพ “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้ถืออำนาจพิเศษ ทำได้แค่นี้

ทีมของเราก็ยังย้ำเหมือนที่เคยฟันธงไปแล้ว

มันคงไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับประชาชนคนไทยที่มอบฉันทามติให้ผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.มาถือธงนำก้าวข้ามสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศ

ต้องกล้ำกลืนฝืนทนรอเวลาครบตามโรดแม็ป

คืนอำนาจประชาชน เข้าคูหาเลือกตั้ง.

“ทีมการเมือง”

 

งัดยาแรงเปิดแนวรบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820134


ยืดหยุ่นแต่ไม่ทิ้งหลักการ

พิมพ์เขียวร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ฉบับทบทวนใหม่ หลังจากที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเวทีรับฟังข้อท้วงติงจากพรรคการเมือง

ยอมผ่อนคันเร่ง คลายกฎเหล็กบางส่วนให้พรรคการเมืองทรงตัวได้ง่ายขึ้น

ตามรูปการณ์ที่ กรธ.ผ่อนปรนความเข้มงวดเรื่องการหาสมาชิกพรรค จากเดิมต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ 20,000 คน ภายใน 4 ปี เหลือ 10,000 คน

การลดวงเงินลงขันก่อตั้งพรรคของผู้ร่วมอุดมการณ์จากขั้นต่ำคนละ 2,000 บาท เหลือ 1,000 บาท แต่ยังคงทุนประเดิมก่อตั้งพรรคไว้เท่าเดิมที่ 1 ล้านบาท

อุ้มพรรคเล็กหายใจได้คล่องขึ้น ไม่ให้อยู่ยากบนเส้นทางการเมืองในอนาคต

ตลอดจนการปรับบทลงโทษกรณีพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามกิจกรรม 4 ด้าน ที่พึงปฏิบัติ จากเดิมที่คาดโทษรุนแรงถึงขั้นยุบพรรค เหลือโทษเพียงแค่ตัดเงินอุดหนุนพรรคตามเกณฑ์ที่ควรจะได้รับจาก กกต.

กรธ.ยอมหย่อนเชือกผ่อนปรนให้พรรคการเมือง ไม่ขึงขังเสียงดังเหมือนในระยะแรก

แต่ที่ยังหนักแน่นเหมือนเดิมคือ การคงโทษสูงสุดประหารชีวิตนักการเมือง กรณีซื้อขายเก้าอี้ทางการเมือง ไม่อ่อนข้อให้ฝ่ายการเมืองที่ตั้งป้อมคัดค้านประเด็นดังกล่าว โดยอ้างว่า รุนแรงเกินไปและล้าสมัย

หรือกระทั่งการเพิ่มมาตรการใหม่ ให้พรรคการเมืองจ่ายเงินเดือนให้ ส.ส.ได้ แต่ต้องประกาศบัญชีชี้แจงรายการค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนต่อ กกต.

เปิดช่องให้จ่ายท่อน้ำเลี้ยงได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องงุบงิบแอบให้กัน ตามแนวคิดของกรธ.ให้ดึงเรื่องใต้ดินมาอยู่บนดิน เพื่อให้การดำเนินการของพรรคการเมืองมีความโปร่งใส

จับพรรคการเมืองเอกซเรย์ละเอียดยิบ อุดช่องว่างป้องกันทุจริตทุกช่องทางไว้ทั้งในร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายลูก ไม่ให้นักการเมืองซิกแซ็กได้เหมือนที่ผ่านมา

ไล่เลี่ยกับจังหวะที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบรายงาน “การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม” ส่งให้ ครม.รับไปพิจารณาดำเนินการ

ตั้งแท่นยกระดับการแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์เป็นวาระแห่งชาติ หวังล้างบางระบบอุปถัมภ์ในวงราชการที่เกื้อหนุนให้เกิดทุจริตตามมา

โดยออกประมวลจริยธรรมควบคุมข้าราชการ ห้ามรับของขวัญ รับเลี้ยง รับสินบน ไปกระทั่งห้ามเล่นกอล์ฟกับผู้มีส่วนได้ประโยชน์ และห้ามข้าราชการเกษียณอายุไปเป็นที่ปรึกษาภาคธุรกิจภายใน 2 ปีหลังเกษียณราชการ

เครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ร่วมตรึงโจทย์ปราบโกงสนอง คสช. เซ็ตระบบปราบปรามและป้องกันทุจริตครบวงจรทั้งในระดับนักการเมืองและข้าราชการ

ใช้นำร่องเป็นจุดขายมัดใจชาวบ้านที่อยากเห็นการเอาจริงเอาจังปราบปรามการทุจริตที่เรื้อรังคู่สังคมไทยมายาวนาน เพื่อให้ประเทศมีความโปร่งใสในทุกด้าน

เติมเต็มจุดแข็งช่วยรัฐบาลทหารเต็มที่

ในภาวะที่ฝ่ายอำนาจพิเศษกำลังถูกแรงกระแทกอย่างหนักจากประเด็นออกกฎหมายสุ่มเสี่ยงต่อการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนในปมร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

กลุ่มนักรบไซเบอร์ “พลเมืองต่อต้านซิงเกิล เกตเวย์” เริ่มขยายวงต่อต้าน ทำสงครามโซเชียลไล่โจมตีเว็บไซต์หน่วยราชการหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นขู่เปิดข้อมูลการใช้งบประมาณหน่วยงานกองทัพบก

ยกระดับลูบคมอำนาจเบอร์หนึ่ง คสช. ในสถานการณ์ที่ชักบานปลายออกไป

โดยที่ยังไม่รู้ว่า ภาครัฐจะคุมเกมอยู่หรือไม่

รวมถึงกรณีที่กำลังไต่ระดับดีกรีเดือด 6 องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนยื่นหนังสือเรียกร้องให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทบทวน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ”

ถูกสังคมสื่อตั้งคำถามเป็นกฎหมายติดหนวด สอดไส้ให้ 4 ปลัดกระทรวงเข้ามามีอำนาจในการให้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชนทุกแขนง

ดักคอหวังใช้อำนาจรัฐจ้องแทรกแซงการทำงานสื่อ สวนทางกับชื่อร่างกฎหมาย

ท็อปบูตเร่งเครื่องออกสารพัดกฎหมายควบคุมโลกไซเบอร์และตีวงการทำงานสื่อ กระชับอำนาจ บล็อกปัจจัยที่เป็นช่องทางให้เกิดแรงกระเพื่อมน้อยที่สุด

เปิดแนวรบชวนทะเลาะกับสังคมไซเบอร์และสื่อ ยังไม่นับคู่กรณีขาประจำอย่างนักการเมือง

ตรึงยาแรงโค้งสุดท้าย เพื่อกรุยทางตามโรดแม็ป.

ทีมข่าวการเมือง