“ผู้เล่นใหม่” เกมหน้า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819361


ก็ไม่รู้ว่าวันนี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ยังมั่นใจคุมเกมได้หรือไม่

กับความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ในนามเครือข่ายพลเมืองต่อต้านซิงเกิล เกตเวย์ ไทยแลนด์ฯ เริ่มขยายวงโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานราชการต่างๆ

ล่าสุดกลุ่มแฮกเกอร์ในนาม “Anonymous” ได้โพสต์ในหน้าเพจ ระบุว่า ได้เข้าแฮกข้อมูลบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศกว่า 3,000 รายเรียบร้อย

“ข้าศึกที่มองไม่เห็น” รุกไล่แรง แนวรบ “ไซเบอร์วอร์” ระอุ

นั่นก็เป็นเรื่องที่ “อำนาจรัฐ” ไม่เพียงตั้งรับ ถ้าไม่ถอยก็ต้องไม่นิ่งเฉยกับเรื่องท้าทายฝีมือ

การบริหารจัดการภัยคุกคามความมั่นคงในโลกยุคใหม่

เช่นเดียวกันกับอีกปมที่กำลังจะเพิ่มดีกรีร้อน กรณีที่ผู้แทนจาก 6 องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชน เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ สปท.ทบทวนร่างกฎหมายที่ชื่อหรูดูดี ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ

แต่เนื้อในสาระ มีการกำหนดให้ตั้งคณะกรรมการดูแล ทั้งเรื่องใบอนุญาต ใบประกอบวิชาชีพ โดยมี 4 ปลัดกระทรวงเข้าไปเป็นกรรมการร่วมเคาะ

จนมีคำถาม เปิดช่อง “คนนอก” มาร่วม “คุ้มครอง” หรือ “ควบคุม”

แนวรบไซเบอร์ร้อนฉ่า สปท.มาเปิดปมขยายสมรภูมิใหม่จนเสี่ยงเป็นศึกหลายด้าน เพราะในเรื่องขอบเขตความจำเป็นในกรอบคุมความมั่นคง และสิทธิเสรีภาพประชาชน

อีกปมที่รัฐบาลและ คสช.ต้องคิดให้ถี่ถ้วน

ต่างจากอีกคิวคุมเข้ม ในการยืนยันหลายครั้งของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ถึงแม้จะยอมผ่อนคลายกฎเหล็กคุมเข้ม

แต่ยังเสียงแข็งไม่ปลดล็อกปล่อยฟรีเลยทีเดียว

แต่ธรรมชาติการเมือง ในยามเริ่มมีสัญญาณคืนสนาม ก็เป็นไฟต์บังคับต้องขยับ

จึงไม่แปลก แวดวงการเมืองเวลานี้เริ่มมีความเคลื่อนไหว โดยโฟกัสแรกที่ขั้วใหญ่ กับกระแสและภาพข่าว “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.พาคณะมหาเศรษฐีไปดูที่ดิน

มีข้อสังเกต หรือคิวนี้จะขายของตุน “หน้าตัก” ไว้รับ “แผนใหญ่” ขนเครือข่ายถอยจาก ปชป.

แยกตัวไปตั้งพรรคการเมือง ใต้ร่มเงาสีเขียวครึ้ม

ส่วนอีกค่ายใหญ่พรรคเพื่อไทย เวลานี้ยังไม่รู้ “บอร์ดตระกูลชินฯ” เคาะลงตัวแล้วหรือไม่ กับตำแหน่งแม่ทัพหญิงเหล็ก “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เจ้าแม่ กทม. ที่คนมองว่าห่มขาวตรึงกระแส แรงดีไม่มีตก

ที่คืบหน้าคือ “เจ๊หน่อย” โผล่ถี่ในหมู่คนเครือข่าย “นายใหญ่” แนวร่วมเริ่มขยายวงมากขึ้น เพราะข่าวว่ายี่ห้อจันทร์ส่องหล้า

การันตีมาระดับหนึ่ง อาจช่วยลดแรงต้านจาก “เจ๊ๆตระกูลชินฯ”

พร้อมกับการพูดถึงสูตรเดินทัพ ยกเครื่องค่ายบริษัทจำกัด ไปสู่ จำกัดแล้วติดวงเล็บ “มหาชน”

ยกระดับ หจก.ในกงสี สู่สถาบันการเมือง

โดยมีวงศ์วานนายใหญ่แบ็กอัพในฐานะ “ผู้มีอุปการคุณ” ในสูตรถึงคิวของ “ผู้เล่นหน้าใหม่”

แต่อะไรก็ไม่น่าสนใจเท่าการขยับของแนวร่วม “บิ๊กเนม”

ในอำนาจพิเศษ จากกระแสข่าวมีเครือข่ายใกล้ชิด เป็นกองเชียร์ เตรียมตั้งพรรคหนุน “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ

ชูขายผู้เล่น “หน้าใหม่” ในสนามการเมืองเต็มตัว

โยงกระแสข่าว “นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล” อดีต ส.ว. “ธรรมศาสตร์คอนเน็กชั่น” ของ “ดร.สมคิด” โผล่ในหลายวง สปท. จนเชื่อมต่อไปว่าเป็น “ดีลเมกเกอร์” คนสำคัญในการสร้างค่ายตั้งพรรค

รวมทั้งกรณีที่มีอดีต ส.ว. กทม.อย่างนายชัชวาลย์ คงอุดม ประกาศนำพรรคพลังท้องถิ่นไทยของตัวเอง ลงสนามเลือกตั้งรอบหน้า ก็เลยถูกโยงไปกับชื่อ “ดร.สมคิด” ที่มีสายสัมพันธ์กัน

เคยส่งทีมไปช่วยบริหารธุรกิจสื่อในเครืออดีต ส.ว.มาแล้ว

จึงอยู่ในขุมข่าย “สมคิดเน็ตเวิร์ก” และอาจเป็นอีกแนวร่วมบนเส้นทางอนาคต

หาก “ดร.สมคิด” ตัดสินใจลงสนามเต็มตัว.

ทีมข่าวการเมือง

 

ช็อตด่วนต้องรีบเคลียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818477


สบโอกาสยาหอมออกสื่อตรงๆ

ตามซีนที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

การันตีไม่เคยคิดปรับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ออกจาก ครม. เพราะทำงานดี ไม่มีข้อบกพร่อง

น้องเล็กเคลียร์ทางให้พี่ใหญ่สบายใจ ภายหลังการประชุม ครม. “ประยุทธ์ 4” นัดแรก

พร้อมแสดงความเชื่อมั่นทีมงานชุด “เหล้าเก่าเขย่าขวดใหม่” ที่ฟอร์มทีมเองมากับมือจะทำงานได้ โดยขอให้ดูเรื่องวิธีการทำงานมากกว่ามองที่ตัวบุคคล

ฝากเดิมพันอนาคตไว้กับทีมงานชุดใหม่ บนแนวโน้มที่อาจจะเป็นการปรับทัพใหญ่ครั้งสุดท้ายของรัฐบาล ในสถานการณ์นับถอยหลังที่ฝ่ายกุมอำนาจเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ปี ต้องคืนสนามประชาธิปไตย จัดการเลือกตั้งให้ทันปลายปี 2560

เดินตามโรดแม็ปที่ให้สัญญาประชาคมไว้กับทุกฝ่าย

โดยมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเน้นหนักหลังจากนี้คือ “การปั๊มชีพจรเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นคืนชีพ”

ตามสัญญาณที่ นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคมป้ายแดง ระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุม ครม. ให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้เป็นรูปธรรม

ผู้นำรัฐบาลกำชับออเดอร์เร่งขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นตามเป้าที่วางไว้ โดยใช้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเปิดประตูส่งออกสินค้าไปต่างแดน โกยรายได้เข้าประเทศ

อำนาจพิเศษทิ้งน้ำหนักแก้ปัญหาเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายไปที่การวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการค้าต่างประเทศ เป็นตัวชี้ขาดเสถียรภาพรัฐบาล

เสริมด้วยแพ็กเกจทั้งมาตรการช็อปช่วยชาติ การแจกเงินผู้มีรายได้น้อย การตรึงราคาแก๊สแอลพีจีให้คนจนและหาบเร่แผงลอย ช่วยแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านอีกทาง

เป็นเรื่องพิสูจน์ดรีมทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ว่า จะมีฝีมือประคองรัฐบาลยืนระยะได้อย่างมั่นคงได้หรือไม่

แต่ช็อตเชื่อมโยงภาวะเศรษฐกิจกลายๆที่หัวหน้า คสช.เพิ่งใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไขกันสดๆร้อนๆคือ การอุ้มผู้ประกอบการธุรกิจทีวีดิจิทัลให้แบ่งชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตคลื่นความถี่ต่อ กสทช.ได้

ต่อลมหายใจเจ้าของธุรกิจสื่อที่กำลังสะบักสะบอมให้สามารถยืนอยู่ในสนามแข่งขันต่อไปได้ ไม่ต้องเกมโอเวอร์ปิดตัวตามสถานีบางแห่งที่ชัดดาวน์ตัวเองไปก่อนหน้านี้

อันเป็นผลพวงต่อเนื่องจากพิษเศรษฐกิจย่ำแย่ จนกระทบต่อรายได้ของสถานี ส่อแววไม่สามารถชำระค่าใบอนุญาตต่อ กสทช.ได้ทันกำหนดภายในเวลาที่กำหนด

จึงต้องออกมาตรการยืดหยุ่นขยายเวลาผ่อนชำระค่างวด ช่วยทีวีดิจิทัลเลี่ยงภาวะจอดำ เลย์ออฟพนักงาน

ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจให้ยิ่งทรุดหนักที่ไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังเร่งสร้างความปรองดอง สื่อดิจิทัลย่อมมีความสำคัญต่อนโยบายส่งเสริมสร้างความสามัคคี ในยามที่ต้องพึ่งสื่อเป็นช่องทางส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน

หัวหน้า คสช.เร่งขันนอตความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เสริมภูมิต้านทานด้านความมั่นคง ช่วยรัฐบาลยืนระยะได้

แต่ช็อตสำคัญซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องตามแก้เร่งด่วนขณะนี้คือ กรณีกลุ่มพลเมืองต่อต้านซิงเกิล เกตเวย์ประกาศยกระดับโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานราชการต่างๆ

ประท้วงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติผ่าน ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้มีผลบังคับ

ใช้เป็นกฎหมาย โดยมีรายชื่อประชาชน 3 แสนชื่อ เป็นต้นทุนคัดค้าน

กลุ่มแฮกเกอร์แหย่หนวดเสือ ปั่นป่วนเว็บรัฐล่มไปหลายแห่ง ถึงขั้น คสช.ต้องเรียกประชุมรับมือ ระดับบิ๊กกองทัพต้องช่วยชี้แจงข้อดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯฉบับใหม่อีกทาง

ในอารมณ์ที่ “บิ๊กตู่” ก็หวาดผวาประเด็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นสารตั้งต้น สะสมปฏิกิริยาไม่พอใจรัฐบาล โดยสั่งการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งอธิบายรายละเอียดข้อกฎหมายให้ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิดเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า เป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพประชาชนตามคำยุยง

รีบราไฟสงครามไซเบอร์ไม่ให้ลุกลามตามแรงกระพือของฝ่ายตรงข้ามที่แหย่จุดอ่อนรัฐบาลทหารไม่รับฟังความเห็นประชาชน

การ์ดตกให้กระแสไซเบอร์จุดติดเมื่อไร ท็อปบูตก็เสียท่าได้เช่นกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

สู้กันที่จุดแข็ง-จุดอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 21 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817351


ยกเครื่องกันไปแล้ว ได้เวลาที่ ครม.ชุดใหม่ ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ต้องเดินหน้าลุยงานในห้วงที่ 3 โค้งสำคัญก่อนถึงโรดแม็ปเลือกตั้งที่ประกาศไว้

โฟกัสสำคัญของรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ที่นอกจากจัดคนทำงานในตำแหน่งที่ว่างแล้ว “บิ๊กตู่” ยังเลือกปรับเปลี่ยนในส่วนรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ

กับรายชื่อที่ออกมา สรุปได้ตามที่มาและปูมประวัติ ทั้งที่อยู่เดิมและหน้าใหม่ นายกฯยังให้ความไว้วางใจทีมงานของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ

มอบอำนาจเต็มให้ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ช่วยคัดสรรจัดโผ

ชื่อของ “สุวิทย์ เมษินทรีย์–ออมสิน ชีวะพฤกษ์–อรรชกา สีบุญเรือง–อุตตม สาวนายน” ติดยี่ห้อ “เครือข่ายสมคิด” ชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วนที่มาใหม่ ทั้ง “พิชิต อัคราทิตย์” วาณิชธนกิจมีชื่อในวงตลาดเงินตลาดทุน

ชิมลางจากคิวนั่งเก้าอี้ประธานบอร์ด รฟท. ปั๊มงานรถไฟทางคู่

แนบแน่นกับ “ดร.สมคิด” คิวนี้เลยถูกโปรโมตเป็น รมช.คมนาคม

ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ จัดเป็นกำลังหลักของ ดร.สมคิด ที่ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนของ “หมอประเวศ วะสี” เดินงาน “มูลนิธิสัมมาชีพ” ต้นแบบยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล

หนนี้ได้ขึ้นเวทีเล่นจริง ผลักดัน “ประชารัฐ” ให้ถึงที่หมาย

นอกเหนือไปจากการผสมผสานรัฐมนตรีประเภทสายตรงผู้นำ ทั้ง “ชุติมา

บุณยประภัศร” รมช.พาณิชย์ ก็สมาชิก “วปอ.รุ่น 50” รุ่่นเดียวกับนายกฯ ขณะที่ รมว.ดิจิทัลฯ “บิ๊กตู่” เลือกส่ง “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” จาก “Think Tank” สถาบันคลังสมองชาติ ที่เลือกใช้บริการมาแล้วหลายราย ไปเดินงาน

เป็น รมต.จาก “สายตรงผู้นำ” บวก “ขุมข่ายหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ”

เดิมพันร่วมระหว่าง “บิ๊กตู่” และเส้นทางอนาคตของ “สมคิด”

ปรับ ครม.รอบนี้ “บิ๊กตู่” จึงเน้นหนักไปที่โจทย์เศรษฐกิจที่ยังเป็น “จุดอ่อน”

ไม่แปลก กรณีที่ “3นายกฯ” ทั้ง “ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รวมทั้ง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ออกมาโพสต์ข้อความและรูปภาพบนโซเชียลมีเดีย อวยพรปีใหม่ ยกความสำคัญกับเรื่องข้าว

แฝงคิวโยงทิ่ม “จุดอ่อน” ปมราคาข้าว การแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านของรัฐบาล

อีกนัยก็ยก “จุดแข็ง” นายใหญ่มาบลัฟใส่รัฐบาล

ก็เป็นคิวร้อนที่อำนาจพิเศษก็ย่อมไหวตัวรับรู้ ทางหนึ่งก็เป็นตัวเร่งให้ปรับทีมงาน เร่งเดินหน้าแก้ปมเศรษฐกิจปากท้อง คลอดสารพัดมาตรการกระตุ้นแล้ว

ล่าสุด “บิ๊กตู่” สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ให้เร่งทำงานเชิงรุกในปัญหาการทุจริต

แฝงคิวชี้เป้าไปที่ฝ่ายตรงข้าม

ในเวทีเดียวกัน ป.ป.ท.ยังรายงานการตรวจสอบการกระทำที่ส่อทุจริตของข้าราชการ ตามคำสั่งมาตรา 44 มีข้าราชการอยู่ในข่ายกระทำผิด 353 คน มีคำสั่งลงโทษ 81 คน ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว 17 คน

ทำให้มีข้าราชการต้องพ้นจากตำแหน่ง 98 คน ต้นสังกัดตรวจสอบทางวินัยตามอำนาจแล้ว 41 คน

เปิดข้อมูลโยงเข้าปมจำนำข้าวสมัยรัฐบาลน้องสาว “นายใหญ่”

ตามมาติดๆ “บิ๊กตู่” สั่งให้ติดตามคดีโครงการบ้านเอื้ออาทร ทำความชัดเจนโครงการใหญ่ๆ

เพื่อนำมาเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดปัญหาในรัฐบาลนี้อีก

ถึงออกตัวว่าไม่ได้จ้องจับผิดใคร แต่ให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และเตือนไว้เท่านั้น แต่นั่นก็มองได้เหมือนกัน ในห้วงที่เครือข่าย “นายใหญ่” ระดมกันออกมาทิ่ม “จุดอ่อน” ของรัฐบาล

ผู้นำอำนาจพิเศษต้องแก้เกม ดึง “จุดแข็ง” มารับแรงกระแทกที่พุ่งเข้าใส่

ที่สำคัญยังเป็นคิวกระแทกกลับ “จุดอ่อน” ขั้วตรงข้าม.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปิดจุดอ่อนสกัดแรงปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 20 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/816157


ติดเครื่องทำงานทันที ไม่ต้องรำมวยไหว้ครูให้เสียเวลา

ตามโปรแกรมที่ “ครม.ประยุทธ์ 4” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ฤกษ์เข้าร่วมประชุม ครม.ทันที ภายหลังเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนในการปฏิบัติหน้าที่

ไม่จำเป็นต้องฮันนีมูนปรับตัวในการทำงาน เพราะโฉมหน้าทีมงานใหม่ส่วนใหญ่ล้วนแต่คนหน้าเดิม แค่ถูกรีไซเคิล สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งกันเท่านั้น

มีสภาพไม่ต่างจาก “เหล้าเก่าเขย่าขวดใหม่”

จะผิดคาดก็ตรงที่ไม่มี “บิ๊กเนม” อย่าง “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ อดีตผู้ช่วย ผบ.ทบ. ติดโผรัฐมนตรีใหม่

หรือกระทั่ง “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ยังนั่งเก้าอี้ตัวเดิม ไม่ได้ข้ามชั้นจาก รมช.กลาโหม ไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตามกระแสที่ออกมาหนาหู

ไร้ชื่อระดับบิ๊กกองทัพมานั่งสลับฉากรอบใหม่ เลี่ยงเสียงติเตียน ถูกครหาหมุนเวียนตำแหน่งให้คนในรั้วสีเขียวเชยชม

ผู้นำ คสช.ตั้งการ์ดสูง ไม่นำคนสีเดียวกันมาเป็นรัฐมนตรีเพิ่มเสียงวิพากษ์วิจารณ์

แต่ที่ถูกกลั่นกรอง เฟ้นหามือดีมาเป็นการเฉพาะคือ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แม้จะไม่เปลี่ยนหัวขบวนระดับเจ้ากระทรวง แต่ก็เสริมทีมงานมืออาชีพมาเป็นรัฐมนตรีช่วย

แก้เกมในภาวะที่พิษเศรษฐกิจกำลัง “จ่อคอหอย” รัฐบาลอยู่ในเวลานี้

ขนอดีตข้าราชการมือดีผสมผสานหัวกะทิภาคเอกชนมาช่วยงานในกระทรวงหัวใจทางเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศ แบ่งเบาภารกิจเจ้ากระทรวง

ดึง น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ข้ามห้วยเป็น รมช.เกษตรฯ มาช่วยปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร ดูเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตรให้ได้มากขึ้น

ควบคู่กับการใช้บริการคนภาคธุรกิจอย่าง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็น รมช.พาณิชย์ ช่วยเรื่องการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศ และ นายพิชิต อัคราทิตย์ เป็น รมช.คมนาคม มาช่วยดูแลวางแผนด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เข็นโครงการรถไฟฟ้า

ตั้งแท่นรับมือแนวโน้มสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าในปี 2560 กับปัญหาซ้ำซากเดิมๆ อย่างเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว หรือการส่งออกสินค้า

หัวหน้า คสช.วางช็อตปรับโหมดการบริหารงาน เร่งอุดจุดบอดรัฐบาลทหารเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ให้ตัวเองแบกภาระหลังแอ่นอยู่เพียงคนเดียว

ดูโฉมหน้าและชื่อชั้นทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของ “บิ๊กตู่” ไม่ถึงขั้นขี้เหร่ เป็นการปรับ ครม.ชุดใหญ่เตรียมกรุยทางสู่โรดแม็ปเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความราบรื่น

ในรูปการณ์ที่ผู้นำ คสช.ต้องเร่งไขลานทีมงาน “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นคืนชีพหลังปีใหม่ โดยมีอนาคตของรัฐบาลเป็นเดิมพัน

โจทย์เศรษฐกิจกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาล คสช.ต้องแก้เกมให้ขาด ไม่ให้ฝ่ายการเมืองฉวยจังหวะสร้างแรงกระเพื่อม

ตามจังหวะแท็กทีมที่ 3 อดีตนายกรัฐมนตรี นำโดย ทักษิณ ชินวัตร กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมกัน “มอบข้าวจากชาวนาเป็นของขวัญปีใหม่ 2560”

เครือข่ายตระกูลชินฯ เล่นเกมตามน้ำ อาศัยช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หย่อนทุ่นเรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เช็กเรตติ้งแฟนคลับ แหย่หนวด คสช.

ตบมุกตอกย้ำปมราคาข้าวตกต่ำที่เป็นปัญหาเล่นงานท็อปบูตสะบักสะบอมช่วงที่ผ่านมา มาสะกิดใจชาวนาตอนปลายปี เป็นการสั่งสมหัวเชื้อรอวันปะทุ

แม้ในสถานการณ์ปัจจุบัน คสช.ยังกำกระบองยักษ์แน่น สะกดนักการเมือง มิให้ออกนอกลู่นอกทาง

ฝ่ายกองทัพยังคอนโทรลฝ่ายการเมืองได้อยู่หมัด ไม่ปล่อยผีให้นักการเมืองทำกิจกรรมเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ

แต่ถ้าพลาดพลั้ง ฟื้นเศรษฐกิจไม่ได้ผล ปล่อยปัญหาปากท้องชาวบ้านลุกลามขยายวง ได้เจอคลื่นแทรกจากฝ่ายการเมืองรบกวนแน่

เปิดช่องเพิ่มแรงปะทุ รัฐบาลก็อาจหงายหลังได้ทุกเวลา.

ทีมข่าวการเมือง

 

เปิดแผนภารกิจกองทัพพระราชา : เทิดเกล้า-ป้องราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/814566


“กองทัพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตลอด สามารถตอบสนองงานของรัฐบาลได้”

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 รู้จักกันดีในนาม “บิ๊กแดง” เน้นน้ำเสียงระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

เพื่อต้องการตอกย้ำภาพภายในกองทัพว่า ไม่มีการแบ่งสายระหว่าง “วงศ์เทวัญกับบูรภาพยัคฆ์” ตามที่สื่อมวลชนตั้งให้

กองทัพทำงานเป็นหลักให้ประเทศชาติมาจนถึงทุกวันนี้

การดูแลความมั่นคงของประเทศ ดูแลทุกข์สุขของประชาชน ทั้งปกป้องและการพัฒนา กองทัพมีแผนอยู่ในมือทั้งหมด แต่ละปีจะต้องมองภาพรวมของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล วัตถุประสงค์หลักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ให้ไว้กับกองทัพบกว่า ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนในทุกรูปแบบ

ในช่วงแรกที่ คสช.เข้ามาได้เดินหน้าจัดระเบียบสังคม อาทิ การปราบปรามผู้มีอิทธิพล จัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์และรถตู้ การปราบปรามยาเสพติด การแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้ามาควบคุม กำกับดูแลและให้นโยบาย

เช่น การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 1 ดำเนินการที่แหลมบาลีฮาย พัทยา จ.ชลบุรี เดิมเป็นพื้นที่สาธารณะประมาณ 10 ไร่ มีเรือสปีดโบ๊ตจอดรุกล้ำพื้นที่มาเป็นเวลานาน เราได้เข้าไปขอความร่วมมือ ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เป็นตัวอย่างหนึ่งชี้ให้เห็นว่าทหารเข้าไป ไม่ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ คสช.ให้ไว้ในการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเดินหน้าจัดระเบียบสังคม บางครั้งต้องเข้าใจว่าหน่วยงานพลเรือนหรือราชการยังติดขัด มีผู้มีอิทธิพลหรือมีผลประโยชน์บางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่เราเข้าไปเป็นผู้ประสานงานทำให้มันถูกต้อง และผู้ประกอบการที่รู้ว่าทำผิดกฎหมายก็ให้ความร่วมมือ เมื่อให้ความร่วมมือ รัฐต้องเยียวยาหาทางออกให้ พล.อ.ประวิตรยกให้กรณีแหลมบาลีฮายเป็นโมเดลแก้ปัญหาพื้นที่จ.ภูเก็ตและหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

การปราบปรามผู้มีอิทธิพลก็เช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อเดินหน้าเข้าไปตรวจค้นอาวุธ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ดำเนินการอะไรที่รุนแรง

สมัยก่อนบางพื้นที่ไม่พอใจก็ใช้ซุ้มมือปืนไปยิงไปฆ่ากัน ภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐก็เกิดความกลัว ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ตอนนี้เบาบางไปเยอะ ผู้มีอิทธิพลบางคนก็ปรับตัว ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์

อีกหลายโครงการที่ได้เข้าไปจัดระเบียบสังคม บทบาททหารที่เข้าไป นายกรัฐมนตรีมักย้ำอยู่เสมอว่า จะต้องทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแข็งแรงและส่งมอบให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดำเนินการต่อ

แต่ประชาชนเข้าใจว่าทหารเข้าไปมีบทบาทและทำทุกเรื่อง ทหารทุกคนไม่มีเจตนาใดๆที่จะมาทำอะไรกับประชาชน เรามีหน้าที่ดูแลประชาชน และทหารคือประชาชนคนหนึ่ง เพียงแต่ขอให้เข้าใจถึงบทบาทการทำงาน อาจจะดูหนักไปบ้าง เบาไปบ้าง ขอให้เห็นใจทหารที่เข้ามาดูแลตามจุดต่างๆ ความจริงไม่ใช่หน้าที่ของทหารโดยตรง

โดยเฉพาะขณะนี้ภาวะของประเทศมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ยังไม่รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดีย่อมสะเทือนถึงกันหมด

การทำมาหากินของประชาชนถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้ายังปล่อยให้บางคนเอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยไม่มีใครเข้ามาดูแล ประชาชนก็เดือดร้อน คนที่ได้ประโยชน์เป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆเท่านั้น ทหารถึงต้องเข้าไปจัดการแก้ไข

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็เช่นเดียวกันที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง เป็นการสะสมของอิทธิพลท้องถิ่น ระดับจังหวัด ระดับประเทศมาเป็นเวลานาน สะสมจนเกิดความเคยชิน มีการฮั้วประมูลโครงการต่างๆ แต่วันนี้ลดน้อยถอยลง เพราะกฎหมายที่ออกมาใหม่ มีอัตราโทษรุนแรงขึ้น

ส่วนการโยกย้ายข้าราชการ ที่ผ่านมาในระบบการเมืองใครไม่ให้ความร่วมมือจะถูกย้าย จนข้าราชการเกิดความกลัว เมื่อกลัวก็ยอมทำตาม ข้าราชการที่แต่งตั้งไปตั้งแต่ระดับเด็กๆ ลองคิดดูมาถึงวันนี้มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดไหน

ตรงนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ นายกรัฐมนตรีพูดอยู่เสมอว่า เราไม่สามารถจะย้ายข้าราชการที่รู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับการเมืองได้ทั้งหมด แต่ต้องทำให้เขาเห็นในสิ่งที่ถูกที่ควร ไปกล่อมเกลาจิตใจเขา ยกเว้นข้าราชการที่ไม่ไหวจริงๆถึงจะปรับย้ายออกจากหน่วยงานนั้นไป

ถึงเชื่อว่านายกรัฐมนตรี มีจิตใจดี มีคุณธรรมสูง ปกครองด้วยหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง

การทำหน้าที่ดูแลประชาชนและต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล ภารกิจ 2 ด้านนี้บางทีลงมือปฏิบัติอาจจะขัดแย้งกัน จะทำอย่างไร พล.ท.อภิรัชต์ บอกว่า หลักการทำงานเมื่อได้รับงานมา บางอย่างมีความคาบเกี่ยวระหว่างการดูแลประชาชนและการใช้อำนาจ จะต้องมองว่าเมื่อจะให้งานสำเร็จผลไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจจะได้ผลสัก 70 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ทุกอย่างต้องอะลุ่มอล่วยกัน

ในฐานะที่ถืออำนาจรัฐจะต้องเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ ขอให้พบกันคนละครึ่งทาง ถ้าจะประหัตประหารกัน มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทหารก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เมื่อเกิดวิกฤติหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กองทัพภาคที่ 1 จะถูกจับตาตลอดว่ามีบทบาทอย่างไร พล.ท.อภิรัชต์ บอกว่า ขอบเขตอำนาจของกองทัพภาคที่ 1 ดูแลพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด 26 จังหวัด และมีหน่วยงานทหารหลักอยู่ในกองทัพภาคที่ 1

บทบาทของกองทัพกับการเมือง เราเป็นทหารของทุกรัฐบาล เป็นทหารในพระมหากษัตริย์

การดำเนินการอะไรไม่สามารถบิดเบือนความจริงได้ เพราะทหารมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 1 มีผู้บังคับบัญชา ประกอบไปด้วย พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. พล.อ.ประวิตร พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เราเดินไปในทิศทางและจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือกองทัพจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสุขในทุกรูปแบบ ตามภารกิจที่ต้องดูแล “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน”

ฉะนั้นที่บอกว่ากองทัพภาคที่ 1 ถูกจับตามอง อาจเกิดจากพื้นที่ที่รับผิดชอบ ภารกิจและพันธกิจอยู่ในภาคกลาง บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ตามจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย

มีกองพลรบหลัก 3 กองพล ประกอบด้วย กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ มีภารกิจรับผิดชอบในเขตพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ลพบุรี สิงห์บุรี และอยุธยา กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ นอกเหนือจากกองพลทหารราบหลัก เป็นกองพลยานเกราะ มีกองกำลังบูรพา ดูแลตามชายแดนตะวันออกประเทศกัมพูชา

กองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งมีกองกำลังสุรสีห์ ดูแลด้านทิศตะวันตก ในส่วนของมณฑลทหารบก ก็บังคับบัญชาดูแลในจังหวัดที่ได้รับมอบหมาย ทำงานพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ทำให้มีบทบาท เมื่อมีสถานการณ์ทางการเมืองก็ต้องเข้าไปดูแลทุกครั้งไป กองทัพก็มีประสบการณ์ ได้เห็นท่าทีต่างๆของนักการเมืองและรัฐบาล

ขณะที่การพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นหน้าที่ของหน่วยทหารทุกหน่วย ที่สำคัญสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ชาวไทยเคารพและเทิดทูน

ทหารเทิดพระเกียรติและถวายความปลอดภัยในทุกโอกาสทุกเมื่ออยู่แล้ว

ในฐานะที่รับราชการในหน่วยรักษาพระองค์เป็นเวลานาน ตั้งแต่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาถึงผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ที่จะต้องถวายงานต่อพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ทำแบบที่เรียกว่า พร้อมถวายชีวิต

แต่ในปัจจุบันสื่อมวลชนทราบดีว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้ที่พยายามต่อต้าน บิดเบือนความจริงผ่านโลกโซเชียลมีเดีย

การที่เป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย แล้วยังทำลายประเทศชาติด้วยการก้าวล่วง ถือว่าไม่ถูกต้อง

ฉะนั้นหน้าที่ปกป้องสถาบันไม่ใช่เพียงทหารเท่านั้น

แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยต้องช่วยกัน.

ทีมการเมือง

 

ปรับ ครม. “ประยุทธ์” ติดข้อจำกัดวัฒนธรรมทหาร : ประชาชนกล้ำกลืน รอคืนอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 18 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813836


ย่างเข้ากลางเดือนธันวาคม บรรยากาศเทศกาลปีใหม่ก็เร้าเข้ามา

โดยเฉพาะรายการแจก “ของขวัญชิ้นใหญ่” ของรัฐบาล ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ระหว่างวันที่ 14–31 ธันวาคม รวม 18 วัน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการช่วงเวลาดังกล่าว มาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท

หรือที่เรียกกัน โปรโมชั่น “ช็อปช่วยชาติ”

ต่อยอดกับมาตรการ “อัดฉีด” แจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยคนละ 1,300–1,500 บาท โอนเงินใส่บัญชีให้ไปใช้จ่ายกันแบบไม่มีเงื่อนไข

ได้รับโบนัสกันถ้วนหน้าทั้งคนจน คนชั้นกลาง

เป็นการใช้โอกาสมอบของขวัญให้ประชาชน แฝงไปกับมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศที่ชะลอตัวลง หวังผลให้เศรษฐกิจขยายได้ตามเป้าหมายที่ 3.3 เปอร์เซ็นต์

เร่งเข็นตัวเลขเศรษฐกิจกันแบบสุดกำลัง

นั่นเพราะตามประเพณีมาถึงช่วงสิ้นปี ก็ถือเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลจะต้องสรุปผลงานในรอบปี โชว์ให้ประชาชนได้เห็นว่ามีอะไรจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง

ท่ามกลางเสียงบ่นเรื่องปากท้องของชาวบ้าน

สถานการณ์สะท้อน “จุดบอด” เชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ ตามฟอร์มรัฐบาลทหาร

ยิ่งเป็นอะไรที่ตอกย้ำด้วยวิกฤติราคาข้าวตกต่ำ ที่มีการเปรียบเทียบชั้นเชิงในการแก้ปัญหา ตามจังหวะที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิงเหลี่ยมปาดหน้า

ในการเล่นเป็นตัวกลางออกช่วยซื้อขายข้าวให้ชาวนา แก้ปัญหาฉุกเฉินได้ตรงจุดตรงเวลา

ขณะที่รัฐบาล คสช.มะงุมมะงาหรา วิ่งไล่ตามปัญหาไม่ทัน

ภาพมันชัดเจนแบบที่ชาวบ้านมองออกด้วยสายตาเปล่า

นั่นเท่ากับกดดันให้รัฐบาลทหารต้องปรับโหมดการบริหารเพื่อกู้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองนักการเมือง

ประกอบกับความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีตามไฟต์บังคับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ต้องดึงคนมานั่งตำแหน่งที่ว่างอย่างน้อย 4 เก้าอี้ คือตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ รมว. ยุติธรรม รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ รมช.เกษตรและสหกรณ์

จังหวะเปิดล็อก บรรยากาศเข้าสู่ห้วงของการวัดใจ

เดาทาง พล.อ.ประยุทธ์ จะเอายังไง ในมุมถ้าปรับเล็ก แค่ไม่กี่ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ก็มองว่า สถานการณ์มันก็จะวนอยู่กับที่เหมือนเดิม เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่มุ่งไปที่เชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ หรือถ้ายกเครื่องปรับใหญ่แบบล้างไพ่ ก็ต้องเสี่ยงแลกกับภาวะกระเพื่อมภายในขุมอำนาจ คสช.

ออกมุมไหนก็ป่วน ทำให้ตัดสินใจยากพอสมควร

นั่นก็เป็นเหตุหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องดึงเวลาด้วยการตั้งคนรักษาการในตำแหน่งที่ว่างไปก่อน โดยให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รักษาการ รมว.ยุติธรรม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ รักษาการตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ

ทอดจังหวะในการชั่งใจไปอีกพักใหญ่

ตามรูปการณ์เลยทำให้ประเมินได้ว่า โอกาสปรับ ครม.แบบยกเครื่อง ก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะถ้าปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่งคงทำได้เลยไม่ต้องตัดสินใจนาน

ยิ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรีว่า หากใคร คนไหนที่ต้องการ อยากกลับไปพักก็สามารถทำได้ ไม่ขัดขวาง

สัญญาณเหมือนการเปิดทางพร้อมล้างไพ่

แนวโน้มเหมือนจะฝืนกระแสไม่ไหว พล.อ.ประยุทธ์ต้องเปิดทางมือบริหารอาชีพมาสลับฉากรัฐมนตรีทหารที่นั่งเกินครึ่ง ครม. ปรับโทนภาพรัฐบาลท็อปบูต

ลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศที่ตั้งแง่ “แบน” ยาว

กดดันภาวการณ์ทางเศรษฐกิจให้ยิ่งติดล็อกทั้งเงื่อนไขภายนอกภายใน ชนวนอันตรายจากความเดือดร้อนที่ลามถึงปากท้องชาวบ้าน ตามแนวโน้มสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า กับปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำซ้ำวิกฤติราคาข้าว ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ

โหมดงานหนักๆ สถานการณ์โคตรหินรออยู่ข้างหน้า

ถ้ายังเป็นรัฐบาลทหารฟอร์มเดิม เชิงบริหารสู้มืออาชีพไม่ได้ ผลงานไม่เข้าตาประชาชน อาศัยลำพังแค่ “นายกฯ ลุงตู่” ที่เรตติ้งติดลมบนคนเดียว

มันก็เหนื่อยที่ “นายกฯลุงตู่” จะอุ้มกระเตง ลากถูลู่ถูกังกันต่อไป

แต่อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการปรับ ครม.อีกรอบ ในมุมที่มองได้ในลักษณะเป็นการ “ออกตัว” เป็นนัย

สถานการณ์วันนี้ไม่ใช่สถานการณ์บริหารราชการแผ่นดินด้วยนักการเมือง การบริหารงานภายในกรอบของรัฐบาล คสช.เรามีอำนาจในการกำกับดูแล การปฏิบัติงานที่ลงลึกไปถึงทุกกระทรวง โดยเฉพาะอย่างตนเองมีอำนาจที่จะสั่งการทุกกระทรวงด้วยตัวเอง

ทั้งในส่วนความคิดริเริ่ม การมองวิสัยทัศน์ การมองยุทธศาสตร์ชาติ และกำหนดแนวทางปฏิบัติกว้างๆลงไป กระทรวงมีหน้าที่ในการนำไปสู่การปฏิบัติ และขับเคลื่อนคิดแผนงานโครงการต่างๆขึ้นมา

ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีมันมีค่าเท่ากัน

ไม่เหมือนกับรัฐบาลอื่นที่ผ่านมาที่เป็นคนละพรรค การเมือง คนละกระทรวง จึงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคแต่ละพรรค ดังนั้นการบริหารราชการแผ่นดินจึงต่างกัน

อย่าให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก คอยดูแล้วกัน เมื่อปรับ ครม.แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบ้าง ทุกวันนี้หลายอย่างเกิดผลสัมฤทธิ์มามากพอสมควร

แปลไทยเป็นไทย สรุปใจความสั้นๆ

ใครเป็นรัฐมนตรีไม่สำคัญ เพราะทุกอย่างอยู่ที่ “นายกฯ ลุงตู่” บัญชาการเกมเองทั้งหมด

หรืออีกนัยก็คือการปฏิเสธ ไม่จำเป็นต้องดึงมือบริหารอาชีพมาสลับฉาก ที่ผ่านมารัฐมนตรีทหารที่นั่งเต็ม ครม.ก็ทำงานตามยุทธศาสตร์รัฐบาลอำนาจพิเศษ

เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานพอสมควร แต่ประชาชนมองไม่เห็นเอง

ฟันธงตามนี้ การปรับ ครม.ก็คงแค่ขยับกันเล็กๆแทนตำแหน่งว่างเท่านั้น

“นายกฯลุงตู่” ไม่พร้อมเสี่ยงยกเครื่องรัฐบาลให้เกิดแรงกระเพื่อม

แน่นอนในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องพูดให้เห็นภาพทหารกับมือบริหารอาชีพไม่ต่างกัน เน้นจุดสำคัญที่ตัวผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษล้วงได้ทุกกระทรวง

พยายามใช้ “ต้นทุนหน้าตักส่วนตัว” ของนายกฯ ลุงตู่ “ขายพ่วง” ครม.ท็อปบูต

แต่ว่ากันในสายตาของประชาชนทั่วไป โดยต้นทุนเวลาที่ผ่านมา 2 ปีครึ่งของรัฐบาล คสช.มาถึงจุดนี้มันมีคำตอบอยู่ในตัวแล้วกับการใช้บริการทหารมานั่งบริหารเป็นรัฐมนตรี

ตามเงื่อนไขที่เน้นเฉพาะงานด้านความมั่นคง ตรงกันข้ามกับจุดบอดในเชิงบริหารด้านเศรษฐกิจ

ทั้งๆที่ถือดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 มีอำนาจพิเศษเต็มไม้เต็มมือ

มีทางลัดในการบริหารมากกว่ารัฐบาลนักการเมืองปกติ สะดวกกว่าหลายเท่า

แต่เทียบเนื้องานของรัฐบาลทหาร คสช.กับความคาดหวังอันล้นปรี่ของประชาชนที่รอคอยสัญญาการคืนความสุขแล้ว ถ้าบอกว่าสมน้ำสมเนื้อ

มันก็จะเป็นการโกหกสังคมจนเกินธรรมชาติไป

เชื่อว่า คนฉลาดอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ก็คงเข้าใจได้ถึงสถานการณ์นี้

แต่เรื่องของเรื่องโดยวัฒนธรรมทหาร อาการ

เกรงอกเกรงใจในหมู่พี่น้องผองเพื่อน

มันสลัดยังไงก็ไม่หลุด

ตามสภาพการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับพี่ใหญ่อย่าง พล.อ.ประวิตร “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และทีมงาน คสช. ร่วมเหนื่อยร่วมเสี่ยงยึดอำนาจกันมาก็ต้องตอบแทนกันไป

ทิ้งกันไม่ได้ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกัน

ถึงจะปั่นผลงานไม่ออก ติดเงื่อนไขในเชิงบริหาร หนีฟอร์มของรัฐบาลทหารไม่ออก

ก็ต้องอุ้มกระเตง ลากถูลู่ถูกังกันต่อ

และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จำใจต้องฝืนกระแส เลือกยึดเพื่อนพ้องน้องพี่ในหมู่ทหาร เน้นสถานการณ์ความมั่นคงทางอำนาจ มาก่อนความจำเป็นทางการเมือง

สุดท้ายเลย การปรับ ครม.ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

ประชาชนที่ยังหนุน “นายกฯลุงตู่” ก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด

ในสถานการณ์ที่ยังไม่มี “ฮีโร่” คนใหม่มาทดแทน

ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน รอจนกว่าจะครบโปรแกรมโรดแม็ป คสช.

เลือกตั้ง คืนอำนาจประชาชน.

“ทีมการเมือง”

 

เป้าใหญ่กระแสข่าวลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 17 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/813626


ส่งสัญญาณผ่อนคันเร่งลางๆ

กับท่าทีล่าสุดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่

แบะท่าพร้อมทบทวนเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เปิดช่องให้พรรคการเมืองหายใจโล่งปอดมากขึ้น

อาทิ การยืดหยุ่นกรอบเวลาการหาสมาชิกพรรค จากเดิมต้องให้ครบ 5,000 คน ในปีแรก และครบ 20,000 คน ภายใน 4 ปี เป็นให้มีสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งในช่วงแรกก่อนการเลือกตั้ง

หรือเรื่องทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมืองจำนวน 1 ล้านบาท จากเดิมผู้ก่อตั้งพรรคต้องร่วมลงขันคนละ 2,000 บาท เป็นใครมีมากจ่ายมาก มีน้อยจ่ายน้อย แต่ยังคงทุนประเดิม 1 ล้านบาท เช่นเดิม

“ซือแป๋มีชัย” ยอมอะลุ้มอล่วย ลดโทนความเข้มข้นกฎเหล็กร่างกฎหมายลูกลง ไม่ให้เป็นสายล่อฟ้า เรียกแขกจากฝ่ายการเมือง

รอปรับจูนรายละเอียดรอบใหม่ ส่งให้ กรธ.พิจารณาทบทวนอีกครั้ง

ภายหลังถูกท้วงติง รุมถล่มอย่างหนักจากพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กต่างส่ายหน้า จับมือบอยคอตหลักการร่างกฎหมายพรรคการเมือง

ยังไม่นับรวมพิมพ์เขียวฉบับล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เพิ่งคลี่เนื้อหาให้ยลโฉมสดๆร้อนๆ จำนวน 72 มาตรา โดยเสริมเขี้ยวเล็บ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเชิงรุก สลัดภาพ “เสือกระดาษ” ในอดีต

ติดดาบให้ กกต.มีอำนาจเพียบทั้งการสอบสวน การออกหมายเรียกคดีทุจริตเลือกตั้ง พร้อมดึง ปปง. และ สตง.ร่วมทีมตรวจสอบเส้นทางท่อน้ำเลี้ยงซื้อเสียง

แต่ยังมีปัญหาคาใจเรื่องการกำหนดคุณสมบัติ กกต.ใหม่ ตามเงื่อนไขร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันบางคนหมิ่นเหม่กระเด็นตกเก้าอี้ ภายหลังที่ร่างกฎหมายลูกฉบับนี้ประกาศใช้

รวมถึงการไม่สบอารมณ์ที่ กรธ.ดีไซน์ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” มาทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตเลือกตั้งในพื้นที่แทน “กกต.จังหวัด”

ตามอารมณ์ขุ่นมัวที่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ตัวจี๊ด ติดใจถึงขั้นออกมาวีน “ซือแป๋มีชัย” ก่อนหน้านี้

ก็น่าห่วงว่า จะเกิดแรงกระเพื่อมจาก กกต.มาร่วมเขย่า กรธ.เพิ่มขึ้นอีกทางหรือไม่

ทิศทางร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ถูกตั้งแง่ขวางลำจากฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ และอาจขยายวงไปถึงเครือข่ายแม่น้ำสายต่างๆ ทั้ง ครม.-สนช.ที่ส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาหลายส่วนในร่างกฎหมายลูก เวอร์ชั่น กรธ.

แนวโน้มหนีไม่พ้น กรธ.ต้องไปปรับจูนเนื้อหาร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ ให้เหมาะสม ประสานความพอใจทุกฝ่ายให้ลงตัว ไม่ให้มีปัญหาผูกโยงไปกระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง

กรธ.ยังต้องฝ่าแรงเสียดทานอีกหลายด่าน กว่าจะประคองตัวไปถึงสนามเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับสถานการณ์รัฐบาล คสช.ที่ถูกทดสอบฝีมือแก้ปัญหาหลายเรื่อง อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ คดีวัดพระธรรมกาย รวมถึงคิวแทรกเรื่องร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เปิดศึกคุกรุ่นกับ “สังคมชาวเน็ต” ยื่นรายชื่อประชาชน 3 แสนชื่อ คัดค้านหัวชนฝาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่มีเนื้อหากระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน

สวนทางสัญญาณทุบโต๊ะของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ยืนยันความจำเป็นต้องมีร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้ได้

กลายเป็นอีกหนึ่งคลื่นแทรกที่รุกไล่เล่นงานรัฐบาลทหาร

แต่ที่ดูหนักหนาสาหัสที่สุด และกำลังกระเพื่อมหนักอยู่ตอนนี้คือ สัญญาณปรับ ครม.ที่ทำท่าลุกลามจากการปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่งขยับไปสู่กระแสยกเครื่อง ฟอร์มทีมงานรัฐบาลใหม่

โฉมหน้า “ครม.ประยุทธ์ 4” อาจไม่หยุดอยู่แค่ 3-4 เก้าอี้ตามโควตาที่ว่างลง แต่สั่นคลอนไปถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่มีข่าวกระฉ่อนหนาหูไขก๊อกทิ้งเก้าอี้รัฐมนตรี

จนเจ้าตัวฉุน ออกลูกโหวกเหวกใส่สื่อ ชี้แจงร่ายยาวยืนยันไม่ได้ยื่นใบลาออก และพร้อมนั่งเก้าอี้ทำงานต่อไป

รีบดับกระแสข่าวลือไม่ให้ลามทุ่่ง หลังถูกลากลงมาละเลงในสนามข่าวลวงเป็นระยะๆ

แม้จะเชื่อมั่นในตัว “บิ๊กตู่” น้องเล็กบูรพาพยัคฆ์จะไม่หักหน้าพี่ใหญ่ ตามวิสัยพี่น้องชายชาติทหารที่กอดคอร่วมลงเรือลำเดียวกันมา

แต่ในยามต้นทุนอำนาจของพี่ใหญ่ คสช.เริ่มลดน้อยถอยลงไปตามกาลเวลา บารมีไม่แข็งแกร่งแน่นปึ้กเหมือนระยะแรก

มิหนำซ้ำยังตกที่นั่งตำบลกระสุนตกบ่อยครั้ง เป็นเป้าล่อถูกวิจารณ์บั่นทอนภาพลักษณ์รัฐบาลช่วงที่ผ่านมา

จึงหนีไม่พ้นโดนกระแสข่าวลือถล่ม.

ทีมข่าวการเมือง

 

อ่านโผจากสัญญาณผู้นำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/812711


มหามงคลชีวิต

สำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ตามที่ได้กล่าวในช่วงหนึ่งระหว่างร่วมประชุมมอบนโยบายการจัดทำงบฯ ปี 2561

โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงรับสั่งกับรัฐบาล และรัฐมนตรีบางท่านว่า ขอให้ทำหน้าที่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขให้มากที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน โดยใช้แนวทางของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ที่ได้ทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา

“พระองค์ท่านทรงให้สืบสานต่อในสิ่งเหล่านี้ไม่ให้เสื่อมถอยหรือน้อยลงไปกว่าเดิมที่มีอยู่ ทรงรับสั่งด้วยความห่วงใยในสิ่งสำคัญหลักๆ คือ การศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การสาธารณสุข การเสริมสร้างอาชีพรายได้ และคุณภาพชีวิต”

“สิ่งสำคัญจะต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข สันติ ไม่มีความขัดแย้ง”

“บิ๊กตู่” รับใส่เกล้า เป็นเข็มทิศมุ่งในการทำงาน

และแน่นอน คิวนี้ผู้นำได้กำชับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัดที่ร่วมประชุมในการสนองพระราชปณิธาน ตามแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ โดยใช้ศาสตร์พระราชา รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปฏิบัติ สนองสิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่ง

เช่นเดียวกับแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นเรื่องที่ “บิ๊กตู่” ย้ำมาตลอด

และที่เป็นช็อตร้อนๆในเวทีนี้ “บิ๊กตู่” เอ่ยถึงปัญหาการทำงาน โดยยกตัวอย่างปมการเชื่อมเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ขาดตอนช่วงสถานีบางซื่อ

“วันนี้หนึ่งกิโลเมตรยังต่อไม่ได้ แต่จะต้องต่อให้ได้ในรัฐบาลนี้ ถ้าต่อไม่ได้จะเล่นงานคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ เดี๋ยวจะทำเอง 2-3 ปีแล้วติดอยู่นั่น ไม่รู้ติดอะไรนักหนา”

รับก้อนอิฐกันไป ทั้งกระทรวงคมนาคม บอร์ด รฟม.ที่กำกับดูแล

และแน่นอน โฟกัสที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เจ้ากระทรวงคมนาคม มาเจอช็อตไฮไลต์จากผู้นำในช่วงไคลแม็กซ์ เลยต้องอ่านสัญญาณกันให้ดี

เพราะต้องมีคนไปโยงกับการคาดการณ์โผ ครม.คิวใหญ่ยกเครื่องทีมเศรษฐกิจ เป้าหมายที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ

ถึงแม้เป็นข่าวที่ยังไม่พิสูจน์ทราบเป้าประสงค์ ปล่อยขย่มเขย่าหรือไม่อย่างไร

แต่คิวโพล่งจากปากผู้นำ “รมต.อาคม” สะดุ้งแน่

ประกอบกับประเมินจากการทำงานระหว่างกระทรวงคมนาคม กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ จังหวะของ 2 บิ๊กเนม ยังขาดๆเกินๆ ไม่เข้าขา

ตัวอย่างปมดีลเรื่องรถไฟ รถไฟทางคู่กับประเทศจีน เหมือนคนละทีม ทำคนละทาง

รวมทั้งอีกหลายจุดกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ที่หากไม่รื้อไม่โละ ผู้นำก็ต้องจูนเครื่อง

ต่างจากอีกช็อตไฮไลต์ของ “บิ๊กตู่” ในคิวเอ่ยในที่ประชุม ครม. ชื่นชมกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในเรื่องการทำงาน ยกเป็นโมเดลตัวอย่างให้กระทรวงอื่นๆ

ทำเอา “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เจ้ากระทรวงหน้าบานไปเลย

กับเรื่องที่คาดการณ์กันได้ถึง “ตั๋วยาว” บนเก้าอี้เสนาบดี

เผลอๆมีพาสชั้น ยกระดับไปอีกขั้น

ล้อไปกับอีกกระแสข่าวที่ปลิวว่อนต่อเนื่องในช่วงนี้ ลือกันหนักถึงการปรับเปลี่ยนในระดับเก้าอี้ของบิ๊ก “คนสำคัญ” ด้านความมั่นคงในรัฐบาลอำนาจพิเศษ มีทั้งข่าวถูกลดอำนาจ โดนถอดงานให้เหลือน้อยลง

ไปจนกระทั่งไขก๊อก “ลาออก” ไปเลย

แต่อย่างที่ว่า ถึงเป็นรัฐบาลท็อปบูต แต่ก็ไม่แพ้ในยุคนักการเมืองในเรื่องของวิชาใต้ดิน ทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อย แฝงกลยุทธ์ซ่อนเร้น และมีเป้าหมาย เริ่มมากันถี่

จึงยังฟันธงไปเลยไม่ได้ จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

แต่ถ้าสรุปออกมาเป็นข้อเท็จจริง แม้แค่จริงบางส่วนในกรณีนี้ก็น่าจะมีแรงสั่นสะเทือนตามมา

ในระดับ “อาฟเตอร์ช็อก” ของวงอำนาจพิเศษกันเลย.

ทีมข่าวการเมือง

 

ไล่กลบแรงกระเพื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 15 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811552


อัดแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจมือเป็นระวิง

ตามช็อตต่อเนื่องล่าสุดของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ที่ปล่อยแพ็กเกจ “ช็อปช่วยชาติ” ล่อใจประชาชนควักเงินจากกระเป๋าซื้อสินค้าและบริการ ช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค.2559

โดยสามารถนำใบกำกับภาษีรายจ่ายการซื้อสินค้าและบริการในช่วงดังกล่าว มาใช้ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน

โปรโมชั่นการตลาดเดิมๆที่เคยนำมาใช้ได้ผลเมื่อช่วง 7 วันส่งท้ายปี 2558 จนเกิดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบ 9,000 ล้านบาท ถูกนำมาปัดฝุ่นใช้รอบใหม่

มาเที่ยวนี้ ขยายเวลาเพิ่มเป็นทวีคูณ 18 วัน

เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศช่วงปลายปี 2559 ให้คึกคัก ตั้งเป้ามีคนใช้สิทธิ 2 ล้านคน ปั่นให้เกิดเงินสะพัด 20,000 ล้านบาท หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนกว่าเท่าตัว

โมเดลแฮปปี้นิวเยียร์ เอาใจชนชั้นกลาง ต่อยอดจากมาตรการช่วยเหลือคนจนก่อนหน้านี้ที่ให้เงินช่วยเหลือฟรีๆแก่คนมีรายได้น้อยคนละ 1,500-3,000 บาท

ในภาวะที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กำลังขันนอตสารพัดมาตรการให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในไตรมาสสุดท้าย มาปั๊มชีพจรเศรษฐกิจ เร่งแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน

ตามผลโพลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่สำรวจความเห็นสิ่งที่ประชาชนอยากได้ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลอันดับแรกคือ การเร่งแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง และการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน

กลายเป็นเดิมพันพิสูจน์ฝีมือทีมเศรษฐกิจ จะลบคำปรามาสทหารแก้เศรษฐกิจไม่เป็น ฉุดเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในต้นปีหน้าได้หรือไม่

บนพื้นฐานสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่อยู่ในภาวะทรงๆทรุดๆ โดยมีแรงเสี้ยมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลคอยแหย่ให้ “บิ๊กตู่” รีเซ็ตทีมเศรษฐกิจยกลอต

ในคิวที่ยังต้องลุ้นระทึกการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 4” ที่ผู้นำ คสช.ยังเด้งเชือก ไม่มี

คำตอบชัดเจนว่า จะเป็นการปรับเล็ก ไม่กี่ตำแหน่ง หรือยกเครื่องครั้งใหญ่ ปรับหลายกระทรวง

“บิ๊กตู่” อุบไต๋เงียบจนถึงนาทีสุดท้าย ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น เสี่ยงให้เกิดแรงเสียดทานในรัฐบาล ในห้วงเวลาเปลี่ยนผ่านโดยไม่จำเป็น

ควบคู่กับการบล็อกแรงกระเพื่อมที่อาจส่งตรงมาถึงรัฐบาล

ในกรณีข้าราชการประจำตั้งป้อมคัดค้านกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ที่มีข้อเสนอให้บริษัทประกันเอกชนมารับช่วงทำประกันสุขภาพในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวแทนรัฐบาล

เรียกแขกจากข้าราชการ ส่ายหน้าข้อเสนอกระทรวงการคลังที่ให้เอกชนมาดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแทนสวัสดิการภาครัฐที่ข้าราชการมีอยู่เดิม

จน “บิ๊กตู่” ต้องขยับออกโรงชี้แจงว่า รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องดังกล่าว

ถนอมน้ำใจข้าราชการที่เป็นมือไม้สำคัญ คอยขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลทหารมาตลอด

หรือกรณีการปรามเจ้าหน้าที่หยุดออฟไซด์ ประโคมข่าวการเตรียมดำเนินคดี “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายมากจนเกินเหตุ

คอนโทรลคดีธรรมกายให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ห้ามกระพือข่าวขยายความ เกรงทำให้สถานการณ์ลุกลามยากแก่การควบคุม

เบรกเกมเปิดศึกเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ-สาวกธรรมกาย

แต่ที่เสียงแข็งหนักแน่นเป็นพิเศษคือ การไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ตามคำขอ

ยังกำดาบมาตรา 44 แน่น ห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหวจัดกิจกรรม

ตามทิศทางที่เบอร์หนึ่ง คสช.ส่งสัญญาณสดๆร้อนๆ ปฏิเสธปล่อยผีนักเลือกตั้งอาชีพ และหากยังไม่ร่วมมือ ไม่ฟัง จะใส่ล็อกเพิ่มขึ้นอีกชั้นด้วย

แสดงจุดยืนชัดเจน ใส่กลอนล็อกประตูให้นักการเมืองถูกพันธนาการต่อไป ไม่กล้าผลีผลามปลดโซ่ตรวนการเมืองให้สุ่มเสี่ยงเกิดคลื่นใต้น้ำ สร้างความวุ่นวายในอนาคต

ผู้นำ คสช.เร่งดับหัวเชื้อความขัดแย้ง สะกดวงจรเสี่ยงทุกช็อตให้นิ่งอยู่กับที่ ในช่วงปลายปีที่รัฐบาลกำลังอวดผลงานสู่สายตาประชาชน

เคลียร์จุดเปราะบาง ไม่เสี่ยงยกระดับแรงกระเพื่อมทุกกรณี.

ทีมข่าวการเมือง

 

บทบังคับให้ต้องเล่น?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 14 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/810452


เป็นไปตามที่ “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ระบุ การเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อเชิญตัวพระเทพญานมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินการตามหมายจับ

ข้อหาฟอกเงิน ฉ้อโกง รับของโจร และคดีบุกรุกพื้นที่ป่า

แต่ยังไม่กำหนดดีเดย์ “บุกธรรมกาย” ชัด ถึงแม้ตามหมายค้นจากศาล จะกำหนดไว้วันที่ 13–16 ธ.ค. แต่รอง ผบ.ตร.ขาบู๊ประกาศจะต้องทำอย่างรอบคอบรัดกุม เล่นไปตามจังหวะ และโอกาส รอ “ปิดเกม”

แต่ยิ่งวาง “เส้นตาย” ก็ยิ่งไปปลุก “แรงต้าน”

เอาเป็นว่า ณ วันนี้ ปม “เจ้าสำนักธรรมกาย” กลายเป็นจุดโฟกัสของผู้คนในสังคม

คิวร้อนฉ่าที่กระทบบ้านเมือง ไม่เฉพาะแวดวงดงขมิ้น เพราะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย กับแรงต้านจากกลุ่มคนที่มีความคิดความเชื่อ ออกในเชิงยึดมั่นถือมั่นใน “ลัทธิ”

แต่ไม่ว่าอย่างไร บ้านต้องมีกฎบ้าน เมืองต้องมีกฎเมือง

ถึงจุดที่ต้องพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

อีกทางหนึ่งที่ยังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่เช่นกัน กับกระบวนการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่นำร่องเปิดโฉมฉบับเบื้องต้นออกมาก่อนแล้ว คือร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง

แค่เผยโฉมแรก กฎกติกาใหม่ก็ปลุกกระแสต้านถาโถมทั่วทิศ

เห็นชัด 2 ขั้วค่ายการเมือง เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์ สมานฉันท์ต้านแหลก

และร้องคีย์เดียวกัน ขอ “ปลดล็อก” พรรคการเมืองขยับแข้งขา

ในปมสำคัญของแรงต้าน ว่าด้วยเงื่อนไขกติกาที่วางไว้สำหรับการจดจัดตั้งพรรค ทั้งจำนวนสมาชิกพรรค สาขาพรรค ค่าบำรุงพรรค ทั้ง 2 ค่ายมองว่า สวนทางประชาธิปไตย เป็นกติกาเงื่อนไขที่ทำยาก

ที่ต้องฟังคือ ปิดโอกาสพรรคทางเลือก

ยิ่งกว่านั้น นักการเมืองค่ายเพื่อไทย มองว่ากฎกติกาที่มีเงื่อนไขหนัก ระบุโทษประเภท “ยาแรง” โดยเฉพาะบทลงโทษในเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ถึงขั้นจำคุกและ “ประหารชีวิต”

มองนักการเมืองเป็นอาชญากร

มีเป้าหมายชัดที่ค่ายเพื่อไทย จนทำให้ “อยู่ยาก”

เครือข่ายนายใหญ่ประกาศท่าทีชัด บอยคอตร่วมกระบวนการรับฟังความคิดเห็น

นั่นยังไม่เท่าไหร่ หันมาที่ค่ายประชาธิปัตย์ ตัวจี๊ด ปชป.อย่างนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรค ออกมาทิ่มแรงถึง กรธ. โดยเฉพาะหัวขบวนใหญ่ “ซือแป๋มีชัย ฤชุพันธุ์”

อัดแรงเป็นแค่ “ช่างไม้รับใบสั่ง” มาวาง “กับดัก”

ที่ร้อนสุด “ตัวจี๊ด ปชป.” โยนของหนักออกมา ระบุถึงกรณีมี สนช.บางรายรับใช้ท็อปบูตบางราย ล็อบบี้ให้คนค่ายประชาธิปัตย์ไปร่วมใน กมธ.พิจารณากฎหมายลูก

เตรียมสะกิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค อย่ายอมเป็นเครื่องมือ เช่นเดียวกับการประสานร่วมแผนลับอื่น

“ใครที่ดูถูกนักการเมืองชั่วหมด เลวหมด แล้วยังมีคนมาล็อบบี้ให้ไปยกมือในสภาฯให้เขาเป็นนายกฯอีกหรือ”

แฉโพย “ดีลลับ” โยงเก้าอี้ “ผู้นำ”

ลีลาหนักๆจาก ปชป.ที่ต้องจับตา เลิกติดลูกเกรงใจท็อปบูต ไม่หวั่นสะเทือนเกมเกาะเกี่ยววงโคจรอำนาจ เพราะเล่นไปตามน้ำไหลไปตามกระแส หรืออ่านทางแล้ว ในฐานะอีกขั้วใหญ่ที่เคยเป็นแนวร่วมชนิด “คนกันเอง”

มั่นใจ ยังไงก็ไม่หลุดจาก “แผนการทำทีม”

ถึงแม้ดีลเมกเกอร์ระดับ “เทพ” อย่าง “ลุงกำนัน” เตรียมถอยจากค่ายไปสร้างที่สร้างทางเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงกระเพื่อมเริ่มก่อหวอด ก็ถือเป็นงานหนักของผู้คุมเกมประเทศ หากคุมแรงต้าน 2 ขั้วพร้อมกันไม่ไหว เดินหมากอัดยาแรงกันผิดจังหวะ

โอกาสที่ฝ่าย “การเมือง” จะผสมโรงพลิกเกมได้ทุกเมื่อ.

ทีมข่าวการเมือง