ค่อยๆล็อกเข้าเหลี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809387


โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกของการขึ้นทรงราชย์ เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้กลับตัว ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์กับประเทศชาติสืบไป

โดยนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า กรมราชทัณฑ์จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการ เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ต้องขังได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษประมาณ 1 แสนราย และได้รับการปล่อยตัวพ้นเรือนจำประมาณ 30,000 ราย

แน่นอน จุดสนใจของสังคมก็คงจะอยู่ที่คนดังในแวดวงการเมืองและธุรกิจที่ต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำหลายราย

เบื้องต้นเลย หนึ่งในชื่อที่อยู่ในข่ายพ้นโทษก็คือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย “จอมโวยฝีปากกล้า” ที่โดนศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีสั่งรื้อบาร์เบียร์ย่านสุขุมวิท ชดใช้ความผิดในเรือนจำมาเกือบปีแล้ว

ยังมีอีกหลายคนที่เป็นอดีตรัฐมนตรี นักการเมืองใหญ่ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่แนวโน้มได้สิทธิตามเงื่อนไข ถ้าไม่ได้รับการปล่อยตัวก็ได้ลดโทษลดจำนวนเวลาจองจำลง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อานิสงส์นี้ไม่ได้ส่งถึงพวกติดคดีที่ยังไม่ได้รับโทษคุมขังแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับพวกที่จ่อรอเข้ารับการชำระโทษในระยะเวลาอันใกล้

ตามฉากเร้าสถานการณ์ “เส้นตาย”

ทีมงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ประชุมร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจ วางแผนปฏิบัติเข้าล็อกตัว “ธัมมชโย” เจ้าสำนักธรรมกาย มาดำเนินคดีจากที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีฟอกเงินและรุกป่า

ตั้งท่าบุกปิดเกมในไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้

ในขณะที่ฝั่งธรรมกายก็มีการเรียกระดมลูกศิษย์ร่วมพิธีสวดมนต์ “ล้านจบ” วางหมากใช้คนเป็นกำแพงมนุษย์ในการอารักขาเจ้าสำนัก วางกำลังคุ้มกันเต็มอัตราศึก

ขู่กันโต้งๆเลยว่า อาจมีเจ็บตายจำนวนมาก

แน่นอน จากอาการตั้งป้อม “สู้ตาย” มันกระตุกอาการพะว้าพะวังของเจ้าหน้าที่ได้ผลทุกครั้ง

เพราะมันเสี่ยงกับการเกิดเหตุสูญเสียที่ประเมินไม่ได้

หากมีการบุกเข้าไปแบบบุ่มบ่าม โดยไม่รู้ใครเป็นใคร ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ในสถานการณ์ที่อ่านไต๋ฝ่ายธรรมกายเองก็ดึงจังหวะวัดใจ พร้อมลากเกมเข้าสู่จุดปะทะ

แถมไม่มีหลักประกันอารมณ์ของพวกคลั่ง “ลัทธิ”

และถ้าเกิดเหตุนองเลือดสูญเสีย ฝ่ายที่รับผิดชอบหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ทางการ

รัฐบาล คสช.คงต้องตกเป็นจำเลยสังคม

และโดยแนวโน้มสถานการณ์ก็หนีไม่พ้นลามไปผสมหัวเชื้อไฟสะสมชนวนความขัดแย้งระหว่างขั้ว ความเกลียดชังระหว่างสีที่สุมอยู่ใต้อำนาจพิเศษ

อาจลุกพรึบพรับ ลามจนยากแก่การควบคุม

เป็นสถานการณ์ที่ไม่ส่งผลดีต่อช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเปลี่ยนผ่าน และโดยเฉพาะในบรรยากาศช่วงพระราชพิธีสำคัญ

ได้แค่แหย่เท่านั้น เดาทางรัฐบาล คสช.คงไม่เสี่ยงหักดิบ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ยุทธการเช็กบิล “ธัมมชโย” จะจนแต้ม

ว่ากันตามยุทธศาสตร์ “ค่อยๆนวด” แบบที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ในช่วงดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ได้คุมเกมนำร่อง ลากมาจนเกือบถึงปลายทาง

เน้นเดินตามเหลี่ยมกฎหมาย จนล็อกเจ้าสำนักธรรมกายเข้าเหลี่ยมเงื่อนตาย ถึงวันนี้ยังไม่มอบตัว แต่ก็เหมือนติดคุก เพราะกักบริเวณอยู่แค่ภายในวัด

และถ้าโดนดำเนินคดีอาญา ไม่ได้ประกันตัวก็ต้องสึกจากความเป็นพระตามกฎหมาย

ตามรูปการณ์ยุทธการปิดประตูตีแมวจะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ นับจากการ “ถอดปลั๊ก” ช่องสถานีโทรทัศน์ DMC TV ของสำนักธรรมกาย จอดำตามคำสั่ง กสทช. ปิดช่องทางการติดต่อกับสาวก

ช็อตต่อไปก็น่าจะอยู่ที่ยุทธการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง”

ศิษย์เอกอย่าง “เจ้าสัวสามีดารา” หรือเสี่ยยักษ์อสังหาริมทรัพย์ ก็คงไม่อยากเสี่ยงกับมาตรการไล่บี้ไล่ต้อนให้กระเทือนอาณาจักรธุรกิจส่วนตัว

แค่ขู่เช็กบิล ไล่บี้ภาษีก็กลัวกันตัวสั่นแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง

 

เริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปพรรคการเมือง : เซ็ตอัพอุดมการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 12 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807882


ถูกกดดันอย่างหนักจนต้องเปลือยเปล่าให้เห็นเนื้อหา

นั่นคือสภาพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกบรรดานักการเมืองเรียกร้องให้ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ถูกกระทบชิ่งไปด้วย กลับชิงเปิดให้เห็นเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไปก่อน

เพื่อให้บรรยากาศการเมืองผ่อนคลายขึ้นและประกอบการรับฟังความคิดเห็น อย่างน้อยพรรคการเมืองจะได้รู้ดำรู้แดงกันเสียทีว่า ถูกตีกรอบจับเซ็ตซีโร่หรือไม่ แม้ กรธ.ทิ้งท้ายถ้อยคำเอาไว้ทุกหน้ากระดาษของร่างกฎหมายว่า “อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติม”

ขั้นตอนนับจากนี้ไป กรธ.จะต้องยกร่างกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ให้แล้วเสร็จภายใน 280 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ทันในกรอบเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกแต่ละฉบับ

ถ้า สนช.พิจารณาไม่เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด ถือว่า สนช.เห็นชอบตามที่ กรธ.เสนอ

เมื่อที่ประชุม สนช.พิจารณาเสร็จให้ส่งกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือ กรธ.พิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือ กรธ.เห็นกฎหมายลูกไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างกฎหมายลูกนั้น

และให้ สนช.ตั้ง กมธ.วิสามัญคณะหนึ่ง 11 คน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ สนช.และ กรธ.ที่คณะ กรธ.มอบหมาย ฝ่ายละ 5 คน

พิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างเพื่อให้ความเห็นชอบถ้า สนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ถือว่าเห็นชอบตามร่างที่ กรธ.เสนอ กรณี สนช.มี “มติไม่เห็นชอบ” ด้วยเสียงเกิน 2 ใน 3 ให้ “ร่างเป็นอันตกไป”

ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับนี้ กมธ.ยกร่างเพื่อตอบโจทย์การยกระดับพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองจริงๆ ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน มีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค

การดำเนินกิจกรรมของพรรคเป็นไปโดยเปิดเผย ตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

และออกแบบมาตรการกำกับดูแลไม่ให้สมาชิกพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เนื้อหาในภาพรวมสร้างเงื่อนไขและข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ทุกพรรคการเมืองต้องจัดประชุม เพื่อเปลี่ยนตัวคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่กฎหมายประกาศใช้ จนถูกนักการเมืองบางคนระบุว่าพรรคการเมืองจะถูกรีเซ็ตหลังจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองประกาศใช้

และในหมวดการจัดตั้งพรรคการเมืองยังกำหนดเอาไว้ว่า การตั้งชื่อพรรคการเมือง ชื่อย่อและภาพเครื่องหมายของพรรคต้องไม่มีลักษณะต้องตามของพรรคการเมืองที่ถูกยุบและยังไม่พ้น 20 ปี นับตั้งแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ

“แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงวันที่ กรธ.ส่งร่างกฎหมายให้ สนช.ก็จะเปิดรับฟังและยังแก้ไขได้อยู่เสมอ” นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. และในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน กรธ.เกริ่นให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เปิดประตูให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเสนอความเห็น เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง จรรโลงประชาธิปไตย

ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ จะเปิดเวทีรับฟังจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมือง
ประเด็นไหนปรับได้ก็ปรับ แต่หากปรับไม่ได้ก็จะแนบท้ายส่งให้ สนช.ไปประกอบการพิจารณา

ที่ผ่านมา กรธ.ไม่มีเจตนากลั่นแกล้งหรือเลือกที่รักมักที่ชังพรรคใดพรรคหนึ่ง เราดูจุดเชื่อมโยงระหว่างประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจกับผู้ใช้อำนาจ อิงสถานการณ์ของทั่วโลกและดูอนาคตด้วยว่าจะเป็นอย่างไร

เพราะการเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน เข้ามาใช้อำนาจบริหารประเทศ โดยกำหนดนโยบายออกมาเป็นแพ็กเกจ ในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร ที่ต้องสอดคล้องเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันหมด

โดยเริ่มจากผู้มีอุดมการณ์เดียวกันและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด จำนวนไม่น้อยกว่า 500 คนร่วมกันดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมาย ก่อนยืนคำขอจดทะเบียนตั้งพรรค ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคต้องประชุมกันก่อนโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 250 คน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินเป็นทุนประเดิมของพรรคการเมือง คนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาทแต่ไม่เกิน 5 แสนบาท

สมาชิกพรรคต้องเสียค่าสมาชิกปีละ 100 บาท จะมากกว่านี้ก็ได้ เก็บค่าสมาชิกได้เท่าไหร่ กองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองจะเติมเต็มให้เท่านั้นตามเพดานที่กำหนดไว้ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อกระตุ้นให้หาสมาชิก และอีก 50 เปอร์เซ็นต์ กองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองจะสมทบตามจำนวน ส.ส.

การจ่ายเงินค่าสมาชิกเพื่อให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมือง และเป็นทุนรอนสำหรับทำกิจกรรม ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายของพรรค

ที่ผ่านมาพรรคการเมืองขนาดเล็กมักมีปัญหา เพราะไม่มีเงินจากค่าสมาชิก ก็ไปจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อจะได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ทำให้บางพรรคตั้งขึ้นมาเพื่อรับเงินก้อนนี้ แต่ไม่ได้หวังที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

แต่เราต้องการให้พรรคการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ พรรคขนาดเล็กมีโอกาสเติบโต ตั้งพรรคง่ายขึ้น แล้วค่อยๆหาเสียงสะสมหาสมาชิกไปเรื่อยๆ ภายใน 4 ปีต้องมีสมาชิกพรรคขั้นต่ำ 2 หมื่นคน

ถึงอย่างไรก็ต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาลงสมัครแล้วได้คะแนนเสียงไม่ถึง 2 หมื่น จะเอา ส.ส.ที่ไหนล่ะ

มองอีกมุมหนึ่งเหมือนพรรคใหญ่จะได้เปรียบ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งพรรคเล็กๆก็มีโอกาสแจ้งเกิด เพราะเราต้องการให้พรรคเก่าปรับปรุงตัวเองและมีพรรคใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.พรรค การเมืองถูกบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อต่อการเกิดพรรคการเมืองที่จะสืบทอดอำนาจต่อจาก คสช. นายชาติชาย บอกว่า ขณะนี้พรรค
การเมืองที่สืบทอดอำนาจจาก คสช.ยังไม่มี

หลักการตั้งพรรคการเมือง เมื่อตั้งแล้วจะไปมีความสัมพันธ์กับกลุ่มไหนถือเป็นเรื่องของเขา แต่ขอยืนยันในตัวกฎหมายไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร

ฉะนั้นขอยืนยันอีกครั้งว่า กรธ.ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง จรรโลงประชาธิปไตย จะได้นักการเมืองที่เข้าไปทำงานให้สอดรับกับสถานการณ์โลกและเดินตามยุทธศาสตร์ชาติตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังร่างออกมาเป็นกฎหมาย

ขอให้พรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า เข้ามาร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศจะเดินไปทางไหน ไม่ว่ายุทธศาสตร์ชาติจะมีขึ้นก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง ควรมาช่วยกันทำ ไม่ใช่มาก่นด่าหลังจากยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้วว่า เป็นการบังคับให้ทำตามกรอบที่กำหนดไว้ ทั้งที่ยุทธศาสตร์ชาติสามารถปรับได้ตามสถานการณ์โลก

แต่ขณะนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลกมันไม่ดี หลายประเทศมีปัญหา อาจมีผลกระทบต่อประเทศไทยรัฐบาลต้องหาวิธีการให้ประชาชนยอมรับสภาพความเป็นจริงถึงปัญหาดังกล่าว

เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ย่อมมีผลต่อการเมืองที่จะทะเลาะกัน ยิ่งในระยะนี้เรามีการเปลี่ยนผ่านในช่วงสำคัญ จะทำอย่างไรให้ประเทศ ไทยปลอดภัยไว้ก่อน ประคับประคองให้การเมืองนิ่ง

พรรคการเมืองต้องยึดผลประโยชน์รวมของประเทศ ประคับ ประคองกันไปก่อน นี่คือข้อกังวล

เพราะเวลาเขียนกฎหมายก็กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เหมือนตอนทำรัฐธรรมนูญปี 2540 วาดฝันเอาไว้สวยหรู แต่พอเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก ทุกคนต้องเอาปากท้องเอาตัวเองให้รอดก่อน

จนลืมหลักการที่ดีๆของรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายเป็นชนวนเหตุหนึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งจนถึงทุกวันนี้.

ทีมการเมือง

 

โฉมหน้าครม. วัดดุลอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 11 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/807176


ภาคบังคับ “ประยุทธ์” ยกเครื่องคณะรัฐมนตรี

บรรยากาศในห้วงเปลี่ยนผ่านฤดู

ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง เข้าสู่หน้าหนาว แม้แต่กรุงเทพมหานครก็อากาศเย็นลงจนรู้สึกได้ ในขณะที่ภาคใต้ฝนตกอย่างหนัก หลายจังหวัดต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมใหญ่

สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง อยู่ในภาวะวิกฤติหนักในรอบหลายปี

โดยที่ความเดือดร้อนของราษฎรอยู่ในสายพระเนตร พระกรรณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “รัชกาลที่ 10” พระราชทานถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย

พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย ก็ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์นำชุดธารน้ำใจจากสภากาชาดและน้ำดื่มมอบให้แก่ประชาชนผู้เดือดร้อน
ด้วยน้ำพระทัยช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทั้งทหาร คสช. กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย

มีการมอบหมายให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนด้วยตนเอง

ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ก็เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนคร-ศรีธรรมราช เพื่อให้กำลังใจและมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ประชาชน พร้อมสั่งการกำลังพลของกองทัพในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน
รัฐบาล กองทัพ ต้องระดมการช่วยเหลือเต็มอัตรา

สะท้อนภาวะซีเรียสของสถานการณ์

และโดยปรากฏการณ์ต่อเนื่อง จากเหตุฉุกเฉินน้ำท่วมภาคใต้ ภาวะความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของชาวบ้าน มันก็มาเพิ่มโจทย์ทดสอบเชิงบริหารของรัฐบาลทหาร คสช.

ที่กำลังมะงุมมะงาหลากับโจทย์ปัญหาทางเศรษฐกิจ

“ติดหล่ม” เข็นไม่ขึ้น จากแรงกดทับสารพัดด้าน

อีกทั้งโดยจังหวะก็เดินมาถึงจุดสำคัญ ตามเงื่อนสถานการณ์บังคับให้ต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี ภายหลังจาก พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม ลาออกจากตำแหน่งไปเป็นองคมนตรี

ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่างลงอีก 2 ที่นั่ง

ประกอบกับตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไอซีทีเดิม ที่ว่างมาระยะหนึ่งหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม

รวมไปถึงสถานการณ์ก่อนหน้าที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ แสดงท่าทีชัดเจนในการขอให้มี รมช.เกษตรฯมาช่วยทำงานในกระทรวงที่มีภารกิจจำนวนมาก

จากเงื่อนไขอย่างน้อยก็ต้องมีการตั้งรัฐมนตรีเพิ่มใหม่อีก 4 ตำแหน่ง

คิวขยับปรับเปลี่ยน ครม. “ประยุทธ์ 4” ต้องมีขึ้นในไม่ช้า

แม้ ณ ห้วงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังดึงจังหวะ ทอดเวลาออกไป โดยมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายก- รัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม และนายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ทำหน้าที่รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ

รอเวลาดำเนินการปรับ ครม.ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ซึ่งเบื้องต้นเลยก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ในมุมของการหาคนมาแทนทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์และ พล.อ.ไพบูลย์ ที่ถือเป็นรัฐมนตรีระดับ “มืองาน” คนสำคัญของรัฐบาล

การหามือระดับเดียวกันมาแทนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องใช้เวลาสักระยะในการพิจารณารัฐมนตรีที่รู้มือรู้ใจ

แต่นั่นก็เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ กับเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ไม่ใช่จุดที่ตอบโจทย์ปัญหา เมื่อเทียบน้ำหนักกับปมใหญ่ของรัฐบาล คสช.

มันอยู่ที่การตอบโจทย์ในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ

ประเมินจากทิศทางกระแส มาถึงตรงนี้เป็นการเดาใจ พล.อ.ประยุทธ์จะปรับเล็กแค่ไม่กี่ตำแหน่งหรือปรับใหญ่แบบยกเครื่องไปเลย

แน่นอน ถ้าออกแนวปรับเล็ก ทดแทนเก้าอี้ที่ว่าง

ตามแนวทางหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อม ไม่กล้าเสี่ยงวงแตก

จำเป็นต้องประคองฐานอำนาจ คสช.ไว้

มันก็หนีไม่พ้นถูกวิจารณ์ในเรื่องของอาการเกรงใจพี่ๆน้องๆเพื่อนๆ พล.อ.ประยุทธ์ผู้กล้าท้าชนสิบทิศ แต่ไม่กล้าแตะต้องคนแวดล้อมใกล้ชิดตามฟอร์ม

โดยสถานการณ์ก็ยังคงวนอยู่กับที่ไม่ไปไหน

ปรับ ครม.ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ในขณะที่แรงกดดันก็ยกระดับขึ้นทุกวันตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจติดหล่มลึกลงทุกขณะ ปัญหาความ เดือดร้อนปากท้องชาวบ้านก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

สถานการณ์หากินฝืดเคืองสวนทางกับภาวะข้าวยากหมากแพง

แรงกดดันจากความไม่พอใจรัฐบาลทหารจะแปรผันตามความลำบาก ทุกข์ยากของชาวบ้าน

ไหนจะปมความไม่โปร่งใสจากกรณีคนในเครือข่ายอำนาจ คสช.ที่มีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายตัวเอง ถูกตั้งแง่สงสัยในพฤติกรรมที่เริ่มไม่แตกต่างจากนักการเมืองที่เคยด่าไว้

ชนวนอันตราย เชื้อไฟพร้อมลามสุมพรึบได้ทุกเมื่อ

เชื่อว่า ประเด็นนี้ต่างหากที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์คิดหนัก

อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินจากการดึงจังหวะ ทอดเวลาออกไป โดยที่ “นายกฯลุงตู่” ไม่รีบปรับครม.แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งๆที่ทำได้เลย ถ้าตัดสินใจจะปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่ง

นั่นย่อมแสดงถึงการชั่งใจ แนวโน้มจ่อรื้อใหญ่ครม.ก็เป็นไปได้สูง

ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์ยังพูดเป็นนัย รัฐมนตรีใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร แต่ต้องทำงานได้

มันก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างสอดรับไปในทิศทางเดียวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เสียงเรียกร้องให้มีการปรับโทน ลดภาพของคณะรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยทหาร

เพื่อคลายสถานการณ์ ผ่อนแรงต่อต้านจากทั้งในและต่างประเทศ

เพราะมันปฏิเสธไม่ออก ในเมื่อสถานการณ์อย่างที่เห็นๆกัน ผ่านมากว่า2 ปีครึ่ง ตามเงื่อนเวลาเข้าสู่ห้วงปลายเทอมโรดแม็ป คสช.

โดยสภาพรัฐบาลที่เลือกใช้บริการทหารนั่งเป็นรัฐมนตรีเกินครึ่ง ครม. มีดีเฉพาะสถานการณ์ด้านความมั่นคง แต่ปั่นเนื้องานด้านอื่นไม่ออก

ตามฟอร์มของรัฐบาลทหารที่ไม่เชี่ยวเชิงบริหาร โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ยิ่งต้องเจอกับมาตรการแซงก์ชั่นจากต่างประเทศที่ไม่ยอมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกตั้งตามกติกาประชาธิปไตย

มันก็เลยยิ่งหืดขึ้นคอไปกันใหญ่

และก็เป็นอะไรที่เลยโหมดสถานการณ์หลังยึดอำนาจไปแล้ว รัฐบาลไม่ต้องเน้นปัจจัยด้านความมั่นคง

เมื่อเทียบภาวะความจำเป็นในภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์เร่งด่วนเฉพาะหน้าในการกู้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว

เหตุผลที่ต้องใช้บริการทหารน้ำหนักเหลือน้อยเต็มที

พล.อ.ประยุทธ์ก็คงประเมินออก ถ้าการปรับครม.ยังออกมารูปเดิม แค่ขยับเล็กๆแทนตำแหน่งว่าง รัฐมนตรียังเต็มไปด้วยท็อปบูต แรงเสียดทานทั้งในและต่างประเทศไม่ลดดีกรีลง

สถานการณ์ปัญหาก็ยังวนซ้ำซาก

ผลงานการคืนความสุขให้ประชาชนตามสัญญา ยังจับต้องไม่ได้

นั่นไม่อันตรายเท่ากับว่า ด้วยปัญหาสะสมของรัฐบาลทหาร นับวันจะพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะเป็นแรงฉุดการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูป

นี่แหละประเด็นที่มีน้ำหนักมากสุดต่อการตัดสินใจ

เอาเป็นว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้จะเป็นจุดชี้วัดครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ผู้มีฐานต้นทุนสนับสนุนทางสังคมสูงที่สุดในรัฐบาล ตามผลโพลที่สะท้อนมาตลอด 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

จะเป็นการพิสูจน์ว่า พล.อ.ประยุทธ์คือผู้ถือดุลอำนาจตัวจริงหรือไม่

เหนืออื่นใด มันจะเป็นจุดที่ประชาชนคนไทยประเมินสถานการณ์ดุลอำนาจภายใต้มือของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

ทิศทางการเดินไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

มีโอกาสถึงเป้าหมายปลายทางในการนำประเทศไปสู่การปฏิรูปใหญ่ ครั้งประวัติศาสตร์หรือไม่

สำคัญที่สุด มันจะเป็นคำตอบถึงสถานภาพของพล.อ.ประยุทธ์

ยังอยู่ในจุดที่พร้อมจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านอยู่หรือเปล่า.

“ทีมการเมือง”

 

ด่านสุดท้ายอยู่ที่สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 10 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806952


แขวนโจทย์ร้อนไว้ชั่วคราว

ตามฉากที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไม่เร่งปิดจ๊อบ ปรับ ครม. เรือแป๊ะรอบใหม่ แทนที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม และ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ที่ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯเป็นองคมนตรี

“บิ๊กตู่” ยังนิ่งเงียบ ไม่บุ่มบ่ามเซ็ตทีมงานใหม่ ขอตีกรรเชียงประคองตัว ใช้วิธีแต่งตั้งผู้มีหน้าที่รักษาการทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีเดิมไปพลางก่อน

เช่นเดียวกับคนที่เป็นแคนดิเดตว่าที่รัฐมนตรีใหม่ ยังเก็บปิดปากเงียบ ไม่ตีปีกออกนอกหน้า เต้นไปตามโผที่แพร่สะพัดอยู่ในเวลานี้ ต้องรอดูท่าทีจากหัวหน้า คสช.

โฉมหน้า ครม. “ประยุทธ์ 4” คงต้องทอดยาวออกไปอีกระยะ โดยยังไม่รู้แนวโน้มว่า เป็นการปรับเล็ก เฉพาะตำแหน่งที่ว่างลงไม่กี่เก้าอี้ หรือปรับใหญ่ เพื่อยกเครื่องการทำงานใหม่ทั้งคณะ

ในบริบทที่หัวหน้า คสช.เอ่ยถามกันตรงๆกลางวง ครม.ว่า มีรัฐมนตรีคนใดทำงานไม่ไหว อยากพักหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ การปรับ ครม.เที่ยวนี้ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ “บิ๊กตู่” ต้องคิดหนักและรอบคอบในการวางตัวมือทำงานชุดใหม่ให้เข้าขากันมากที่สุด ไม่ให้ขบเหลี่ยมขัดขากัน จนกระทบต่อการทำงานรัฐบาล

บนสถานการณ์ที่มีอนาคตรัฐบาลเป็นเดิมพันหลังจากนี้ ท็อปบูตเตรียมฮึดก๊อกสองปั่นผลงาน เร่งสร้างแรงศรัทธา และความเชื่อมั่นต่อประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

ไม่ให้เป้าหมายที่วางไว้ต้องสะดุด เพื่อขับเคลื่อนโรดแม็ปให้เป็นไปตามปฏิทินที่วางไว้

ในสถานการณ์ล่าสุดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพิ่งปล่อยของลอตใหม่ออกมาให้ยลโฉม

พิมพ์เขียวร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เวอร์ชั่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

ยังคงคอนเซปต์ยาขมสำหรับพรรคการเมือง เป็นช็อตต่อเนื่องจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับ “ประชามติ” ที่เล่นงานนักการเมืองเบ้หน้าไปก่อนหน้านี้

ตั้งป้อมคุมเข้มพรรคการเมืองทุกฝีก้าว ทั้งเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง การจ่ายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง การตรวจสอบกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรคอย่างเข้มงวด

กำหนดสเปกสูงลิบ พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกพรรคภายใน 4 ปี ไม่น้อยกว่า 20,000 คน ต้องมีการจัดตั้งตัวแทนพรรคประจำทุกจังหวัด และการตั้งสาขาพรรคให้ครบทุกภาค

พรรคการเมืองขนาดเล็ก ขนาดกลาง ส่อแววเหนื่อยรากเลือด ทรงตัวอยู่ยากในอนาคต

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็ถูกตีกรอบให้คณะกรรมการบริหารพรรคคอยควบคุมสมาชิกพรรคไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

หากเข้าเกียร์ว่าง ปล่อยให้ลูกทีมทำผิด มีสิทธิกระเด็นตกเก้าอี้ทั้งคณะ และถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นของแถมอีก 20 ปี

กรธ.ยัดไส้ยาแรงหลายขนาน เนื้อหาสร้างความสาหัสให้นักเลือกตั้งอาชีพ ผิดธรรมชาติจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองในหลายยุคที่ผ่านมา

ร่างกฎหมายลูกฉบับแรกถูกส่งสัญญาณเขย่านักการเมือง ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็กต่างดิ้นพล่าน ส่ายหน้ารับไม่ได้กับกติกาฉบับให้โทษพรรคการเมือง

กระตุกแรงกระเพื่อมจากฝ่ายการเมืองทุกค่าย เรียกร้องให้กรธ.แก้ไขเนื้อหาแต่เนิ่นๆ

ยังไม่รวมร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 3 ฉบับ ที่ กรธ.ยังไม่ปล่อยของออกมาเขย่าขวัญนักการเมือง

อย่างไรก็ตามแม้ฝ่ายการเมืองจะโหวกเหวกเสียงดังแค่ไหนก็หนีไม่พ้น ต้องทำใจรับสภาพ ปรับตัวให้เข้ากับกติกาฉบับใหม่

แต่ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือ ขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะรับไม้ร่างกฎหมายลูกจาก กรธ.ไปปรับปรุงแก้ไขเป็นด่านสุดท้าย เพื่อไฟเขียวให้กฎหมายมีผลบังคับใช้

ยังไม่รู้ว่า จะรีเซ็ตเนื้อหาของ กรธ.ให้รุนแรงกว่าเดิมหรือไม่ ตามอารมณ์ลึกๆของ สนช.บางส่วน ที่อยากสังคายนาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ขอให้ล้างไพ่ จดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด

ฝ่ายการเมืองยังได้ลุ้นหนาวๆร้อนๆกันอีกหลายยก

กรธ.ยังแค่ด่านเริ่มต้น ด่านสุดท้ายของ สนช.น่ากลัวกว่าเยอะ.

ทีมข่าวการเมือง

 

ติดเดิมพันพ่วงกันไป?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 9 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805941


อ่านทาง คิวปรับ ครม.หลังจาก 2 รัฐมนตรี “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อำลาตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.ยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งองคมนตรี

มีคิวพ่วงอีก 1 เก้าอี้แน่ๆ ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เก้าอี้ยังว่างอยู่

ยังไม่รวมจากข่าวโยกสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้ ต้องนำคนเข้ามาเสริมแทน

นับรวมแล้วแค่เบื้องต้นก็ปาเข้าไป 4–5 กระทรวง

แถมล่าสุด ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รักษาการตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่า สัปดาห์หน้าถึงจะได้เวลาเข้ากระทรวง เพื่อพูดคุยเรื่องงาน

จบข่าว “เกมไว” อาจต้องปรับรื้อกันหลายจุด

สรุปรวม ข่าวโผ ครม. “สื่อตั้ง” ที่มาหลากหลาย ทั้งมีข้อมูลข้อเท็จจริงบางส่วนเสี้ยว ข่าวจากกระแส ไปกระทั่งข่าวลอยลม “หวังผล” เรื่องแรงลุ้นแรงดัน กระทั่งโยนชื่อออกมาล่อสหบาทา

“ปล่อยของ” ฝุ่นตลบ ไม่แพ้โผ ครม.ยุคนักการเมือง

ทั้งนี้โปรแกรมใหญ่ยุคเปลี่ยนผ่าน โฉมหน้า ครม.จะชี้วัดหลายอย่างสำหรับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. และ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

ตรวจดีกรีอำนาจ “คนคู่แห่ง คสช.”

ยังมีอีกจุดที่ต้องจับตา คือ “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล”

ในภาวะที่ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” อย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ เข็นทุกมาตรการ อัดฉีดกันทุกระดับ แต่ก็ยังฉุดเศรษฐกิจให้ฟื้นยาก

นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก และต้องตามแก้มาตรการแซงก์ชั่นจากโลกตะวันตก

อยู่ในภาวะติดหล่ม “รัฐบาลท็อปบูต”

ทำให้ภาพรวมเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินเครื่องฝืดแทบทุกตัว

ตัวเลขส่งออกมีโอกาสพลาดเป้าจากที่ตั้งใจเข็นให้เป็นบวก กระทบราคาพืชผลการเกษตร ตัวเลขจีดีพี เข็นเต็มที่ได้แค่ไม่ต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์

ถึงได้ภาคท่องเที่ยวและบริการมาอุ้มภาพรวม และหวังผลภาคหน้า กับการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ ฯลฯ รวมทั้งกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการจับจ่ายใช้สอยในภาคประชาชน

โดยจุดสำคัญอยู่ที่ดัชนีชี้วัด “ปากท้องชาวบ้าน”

ขณะที่คิวปรับเปลี่ยนเสริมทัพทีมเศรษฐกิจในห้วงที่ยังหามืองานมาเสริมไม่ง่าย

แต่อย่างไรก็ตาม รอบนี้ “บิ๊กตู่” ก็คงถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โดยเฉพาะรายการแก้ปมขบเหลี่ยมปีนเกลียวระหว่างกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

ต้อง “จูน” หลายจุดเหมือนกัน

ขณะที่ “ดร.สมคิด” เอง กับโจทย์เศรษฐกิจนอกจากเป็นเดิมพันสำคัญกับภาวะความเป็นไปของรัฐบาลอำนาจพิเศษแล้ว

ยังจะส่งผลบวกหรือลบ ต่อแผนอนาคตของ “สมคิด”

เพราะถึงแม้เจ้าตัวจะประกาศไม่คัมแบ็กการเมืองและเก้าอี้ในรัฐบาลรอบที่สาม แต่อีกทางก็มีกระแสข่าวเครือข่ายคนใกล้ชิด “สมคิดกรุ๊ป” เคลื่อนไหวคึกคัก

มีดีลเมกเกอร์ใน สปท. ระดับเพื่อนซี้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเคลื่อนไหว ทาบทามผู้คนมาร่วมทัพ

นัยว่าเตรียมเปิดค่ายตั้งพรรคการเมือง ลุยสนามเลือกตั้ง

อีกค่ายการเมืองแห่งใหม่ที่ยังไม่รู้เป้าหมายชัด และอยู่เครือข่ายขั้วใดระหว่าง “คนคู่ คสช.” หรือไม่

หรือจะแผนส่วนตัวของผู้คนในเครือข่าย “ดร.สมคิด”

แต่ที่แน่ๆ ถึงจุดถึงเวลาที่ “ดร.สมคิด” ต้องเร่งปั่นงาน โชว์ฝีมือด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เห็นผล ในระยะเวลาที่กระชั้นเข้ามา

นอกจากเพื่อปั่นแต้มให้รัฐบาลอำนาจพิเศษ และถ้าทำได้เข้าเป้าก็จะเข้าแผน ช่วยเป็นแต้มหนุน

ผลักดันแบรนด์ใหม่ ค่ายในเครือ “สมคิดกรุ๊ป” อีกทาง.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรับตอบโจทย์หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/804962


เคร่งขรึม ไร้ปฏิกิริยากับคำถามนักข่าว

ในอารมณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ในฐานะผู้เฉลยคำตอบสุดท้ายในการปรับคณะรัฐมนตรี

ปรับเล็ก ปรับใหญ่ ใครเข้า ใครออก

ตามอาการไม่บอกก็เดาได้ ผู้นำ คสช.กำลังอยู่ในโหมดใช้ความคิดอย่างหนักในการหาคนทดแทน “มืองาน” สำคัญของรัฐบาล ภายหลัง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม ลาออกไปรับตำแหน่งองคมนตรี

ถึงจังหวะต้องขยับปรับเปลี่ยนตามเงื่อนสถานการณ์

ผนวกกับความจำเป็นในการปรับแก้ปัญหาเชิงบริหาร โดยเฉพาะสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่ความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้าน

สารพัดปัจจัย ทำให้อั้นไว้ไม่ไหว ถึงแม้ “บิ๊กตู่” จะไม่อยากให้เกิดแรงกระเพื่อมก็ตาม

และก็เป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อมีสัญญาณของการขยับปรับ ครม.

บรรยากาศก็เร้ากระแส แบบที่ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ต้องปฏิเสธกระแสข่าวที่มีชื่อไปเป็น รมว.ยุติธรรม รวมทั้ง รมว.ศึกษาธิการ

อาการเดียวกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่บอกปัดคำถามนำนักข่าวที่เจ้าตัวจะไปนั่งในตำแหน่ง รมว.คมนาคมแทนนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม

ในอารมณ์ที่ต่างคนต่างนิ่ง รักษาฟอร์ม สงวนท่าที

ขณะที่อีกด้านก็มีโผสะพัดในหน้าหนังสือพิมพ์ ชื่อของแคนดิเดตที่คั่วเก้าอี้ ถูกเก็งว่าจะมานั่งเป็นรัฐมนตรี ในบัญชี ครม. “ประยุทธ์ 4”

ส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักไปที่การปรับเล็กแทนโควตาเก้าอี้ว่าง

ที่แน่ๆในส่วนกระทรวงด้านความมั่นคง ดูเหมือน “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม จะตีกันไว้แล้วว่าไม่น่าจะปรับเปลี่ยนอะไร

บอกเป็นนัย ไม่ต้องแตะโควตากลาโหม มหาดไทย

ส่วนที่เป็นไฮไลต์ จุดโฟกัสอยู่ที่เก้าอี้ รมว.ยุติธรรม ที่จะต้องมาสานต่อภารกิจเดิมพันในการจัดการเคลียร์คดี “ธัมมชโย” แห่งสำนักธรรมกาย

ตามรูปการณ์ที่ พล.อ.ไพบูลย์ลากคดีมาจนเกือบปลายทางแล้ว

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับตำรวจจ่อลุยปิดเกมในไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้

แนวโน้มจึงต้องได้มือ “ทุบ” ที่ดุดันในระดับไม่แพ้กัน ไม่เช่นนั้น ถ้ารัฐมนตรีคนใหม่มาแล้วทำฟาวล์ คว้าน้ำเหลว มันยิ่งเสี่ยงถูกมองเป็นมวยล้มต้มคนดู

อีกจุดก็คือกระทรวงสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นเลยตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไอซีทีเดิม ที่ว่างมาระยะหนึ่งหลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยโควตาเดิมเป็นของทีมงานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

ตามรูปการณ์ก็น่าจะต้องได้คนที่เล่นเข้าขากับกัปตันทีมเศรษฐกิจ เพื่อความลงตัวในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.

ก็เลยมีชื่อของนายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.ไอซีที ถูกส่งเข้าประกวดอีกครั้ง

แต่อีกมุมก็ต้องชั่งน้ำหนักปมของความมั่นคงที่ทหารมองกระทรวงดิจิทัลฯเป็นด่านสกัดอาชญากรไซเบอร์ การแทรกซึมของพวกจ้องป่วนกิจการภายใน

ตำแหน่งนี้ก็เป็นอะไรที่ “นายกฯลุงตู่” ตัดสินใจยากพอสมควร

อะไรไม่เท่ากับว่ามีคนบลัฟดักคอล่วงหน้าแล้ว นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย ตีปี๊บดังๆไม่คาดหวังว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีแล้วการบริหารงานของรัฐบาลทหารจะดีขึ้น เพราะรัฐมนตรีที่ออกไปก็ไม่ได้อยู่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแต่อย่างใด

พร้อมยุให้ พล.อ.ประยุทธ์ เอาคนมีฝีมือด้านเศรษฐกิจมาเป็นรองนายกฯดูแลด้านเศรษฐกิจแทนนายสมคิด เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีคลัง และรัฐมนตรีพาณิชย์ น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
จี้จุดบอดไปที่การบริหารด้านเศรษฐกิจ

ตอกย้ำสภาพที่รัฐบาลทหาร “ติดหล่ม” เข็นไม่ขึ้น.

ทีมข่าวการเมือง

 

ล็อก ‘ลายแทง’ ไว้ก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 7 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/803787


จังหวะต้องเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนสถานการณ์

ล่าสุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี โดยมีรายชื่อ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม

คงจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี

โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยรูปการณ์ก็ดำเนินสอดคล้องไปกับกระแสข่าวการขยับปรับ ครม.เพื่อปรับภาพของรัฐบาลทหาร ลดแรงเสียดทานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ที่ยกระดับอาการวิกฤติหนักหนาสาหัสขึ้นทุกขณะ

เป็นสถานการณ์ที่ต้อง “สลับฉาก” กู้ปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้า ในภาวะที่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปชัวร์หรือไม่

ขึ้นอยู่กับปัจจัย “ตัวแปร” ที่แทรกเข้ามาได้ตลอดเวลา

“นายกฯลุงตู่” จำเป็นต้องดึงมือบริหารอาชีพเข้ามาช่วยงาน เพราะลำพังมืออาชีพระดับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีม ออกแรงยังไงก็เข็นไม่ขึ้น

เพราะ “ติดหล่ม” ภาพรัฐบาลทหาร

ต้องเผชิญสถานการณ์ด้านต่างประเทศที่ตั้งแง่ใส่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ เดินมาตรการแซงก์ชั่นกดดันให้ประเทศไทยรีบเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชน

เพิ่มโจทย์ยากๆทางเศรษฐกิจให้หนักขึ้นไปใหญ่

ทั้งปัจจัยภายใน ภายนอกประเทศ วนไปวนมาติดล็อกหมด ประกอบกับห้วงเวลาที่ผ่านมากว่า 2 ปีครึ่ง ตามธรรมชาติของรัฐบาลทหารต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในเชิงบริหาร ลดโทนโหมดความมั่นคงลงไป ต้องดึง “มือบริหาร” เก่งๆมาช่วยกู้สถานการณ์ปากท้องประชาชน

ก่อนโดนกระแสต่อต้าน เพราะอารมณ์ชาวบ้านเดือดร้อนไล่ตะเพิดรัฐบาล

ตามโจทย์ของ “นายกฯลุงตู่” หนีไม่พ้นปรับ ครม. สลับฉากหลบแรงเสียดทานเฉพาะหน้า

ในสถานการณ์ต่อเนื่องกับเสียงของนักการเมืองที่ร้องขอไฟเขียว เสนอ คสช.ปลดล็อกกฎเหล็กให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม

จะได้มีเวลาแต่งตัว เตรียมลงสนามเลือกตั้งได้ทันเวลา

ตามปรากฏการณ์แบบที่พรรคเพื่อไทยและค่ายประชาธิปัตย์เริ่มพูดในโทนเดียวกัน

ด้านหนึ่งนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 นิรโทษกรรมให้ผู้ได้รับโทษจากความขัดแย้งและเห็นต่างทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง เพราะเป็นแนวทางที่มีความหวังในการสร้างความปรองดองได้

ในมุมเดียวกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เห็นว่า การสร้างความปรองดองควรจะมาก่อนการเลือกตั้ง เรื่องอะไรที่ยังไม่เข้าใจก็เปิดเวทีเปิดอกพูดคุยให้ตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องความยุติธรรมและประชาธิปไตย และผู้ที่เป็นเจ้าภาพหลักต้องทำหน้าที่ของผู้มีอำนาจ คือรัฐบาล เพราะมีอำนาจใช้มาตรา 44 อยู่ในมือแล้ว

แนวโน้มพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ช่วยกันเร้ากระแส เร่งสถานการณ์ให้ทหารเปิดพื้นที่ให้ขยับแข้งขยับขา

แต่ถึงจะไม่ปลดล็อก ทุกป้อมก็ต้องขยับวางหมากทางลึกกันอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน มันก็มีสัญญาณให้จับทางได้จากการเร่งปั่นแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียกประชุมคสช.เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และก็เป็นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่รับงานในนามทีมกฤษฎีกา ในการหารือร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การมียุทธศาสตร์และวิธีการปฏิรูปภายในระยะเวลา 1 ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญนายมีชัยขู่ล่วงหน้า หากรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ถือว่าทำผิด ย่อมมีโทษจากการกระทำอันขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน

ล็อกหลักประกันความชัวร์ ถึงที่สุดถ้า คสช.ทนสถานการณ์บีบไม่ไหว ต้องเปลี่ยนทีมใหม่

ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องเดินตาม “ลายแทง” ไปสู่การปฏิรูป.

ทีมข่าวการเมือง

 

ช็อตแรกสลับฉากก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 6 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/802836


“5 ธันวาคม” ในอารมณ์ใจหาย คนไทยยังคิดถึง “พ่อ” ทุกลมหายใจ

ขณะที่การเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบ 70 ปี ยังดำเนินไปตามกระบวนการ ล่าสุด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าเฝ้าฯกราบพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณในโอกาสที่ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี

ตามสถานะอันเป็นมงคลสูงสุด ในฐานะประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับสถาบันมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ โดยสถานการณ์ต่อเนื่องไปกับความคืบหน้าตามโรดแม็ปของรัฐบาล คสช.

ก็ถูกกระแสเร้า เร่งให้เกิดความชัดเจนเป็นรายวัน

ตามบรรยากาศแบบที่โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องออกมาบอกปัดเสียงวิจารณ์เป็นเชิง “ดักทาง” คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจ้องลากเกมทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ
เพื่อยื้อโปรแกรมการเลือกตั้งออกไป

มีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จี้ให้ทีมงานของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ รีบเปิดโฉมโชว์ร่างกฎหมายลูก

โดยเฉพาะในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อย่าทำเป็นกั๊กไว้เหมือนมีวาระแฝงเร้น

และก็เป็นอะไรที่มีที่มาที่ไป สังเกตว่ากระแสเร่งกระบวนการทำกฎหมายลูกที่แรงขึ้นมา ในจังหวะล้อกับมุกที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ออกตัวเป็นนัยปูทางหนีทีไล่ ขอความเป็นธรรมให้รัฐบาล คสช.

หากมี “ตัวแปร” แทรกซ้อนให้โรดแม็ปต้องเปลี่ยนไป

ในอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ก็เริ่มตีกรรเชียงชิ่ง ไม่ยอมตอบคำถามนักข่าวที่ขอให้ยืนยันโรดแม็ปเลือกตั้งยังเหมือนเดิม

อ้ำๆอึ้งๆแบไต๋ อยู่ที่เงื่อนไขในประเทศและนอกประเทศ

ไม่ปฏิเสธแบบเต็มปากเต็มคำ ยืนกรานเสียงแข็งเหมือนแรกๆ

สรุปถึงชั่วโมงนี้ “ชักไม่ชัวร์” จะได้เลือกตั้งตามโรดแม็ป

เรื่องของเรื่อง ก็อย่างที่รู้กัน โดยเงื่อนสถานการณ์ที่โยงกันระหว่างการดำเนินการตามโรดแม็ปที่ต้องทำคู่ขนานกันไปกับพระราชพิธีสำคัญ มีการปรับตามความเหมาะสมของสถานการณ์

ด้านหนึ่งยึดตามที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯระบุการจัดสร้างพระเมรุมาศที่จะเริ่มลงเสาเข็ม ในวันที่ 10 มกราคมต้นปีหน้า คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2560

แน่นอน โดยเงื่อนเวลาก็คาบเกี่ยวปลายโรดแม็ปพอดี

ถ้าจะมีการจัดเลือกตั้งตามโปรแกรม ก็เป็นอะไรที่ขัดกับบรรยากาศการหาเสียง

แต่อีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเงื่อนสถานการณ์บังคับให้ประเทศไทยรีบกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย ต้องลดแรงเสียดทานจากนานาชาติ เลี่ยงมาตรการแซงก์ชั่น

ถ้ายังไม่มีการเลือกตั้ง ก็รังแต่จะทรุดกับทรุด ตามแรงกดทับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกขณะ แบบที่มีเสียงขู่เป็นระยะ ปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีเรื่องของความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมารับผู้นำต่างชาติที่จะเดินทางเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญ

โดยเงื่อนไขที่ย้อนแย้งกัน มันก็ไม่แปลกที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเองก็ไม่กล้าฟันธง

แต่ครั้นจะอยู่ในอาการงงๆ ปล่อยไปตามดวงเลยก็ไม่ได้

ตามข่าววงใน จะมีคิว “สลับฉาก” แก้กระแสไปพลางๆ โดยความจำเป็นต้องล้างภาพรัฐบาลทหาร ลดแรงต้านนานาชาติ พร้อมกับลดแรงเสียดทานภายใน เคลียร์ปมการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนือการตรวจสอบ ที่แฝงเหลี่ยมเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เริ่มไม่แตกต่างจากนักการเมือง

จับตารายการปรับ ครม.จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้

แต่ถ้ายังเอาไม่อยู่ กู้สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ได้

ช็อตต่อไปค่อยว่ากันถึงตัวนายกรัฐมนตรี.

ทีมข่าวการเมือง

 

รวมใจพสกนิกรชาวไทยเข้าสู่โหมดปรองดอง : ใต้ร่มพระบารมีรัชกาลที่10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 5 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/801611


นับเป็นวันมหามงคลสำหรับปวงชนชาวไทย

เมื่อราชอาณาจักรไทยมีพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีวงศ์

พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

บัดนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่แล้ว ตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์

ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณีทุกประการ

ขอย้อนกลับไปถึงความเป็นมาของชาติไทยตามประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาถึงปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยไม่มีช่วงใดว่างเว้นการปกครองในระบอบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ต่างจากระบอบกษัตริย์ในนานาชาติ” นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นผู้ที่ครบเครื่องทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติด้านรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

พร้อมขยายภาพให้เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศต่อเนื่องมาตลอด ช่วยทำให้คนในชาติมีจุดศูนย์รวมและรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน

ยิ่งดีเป็นพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์มีราชประศาสนศาสตร์ ผสมกับระบบการเมือง นักการเมือง นโยบายของนักการเมือง ผสมกับระบบราชการ ภาคเอกชนผสมกับประชาสังคม เป็นราชประศาสนศาสตร์ที่ไทยช่วยกันคิดช่วยกันทำ มีความต่อเนื่อง ถ้ารัฐบาลปกติทำจะไม่ต่อเนื่อง

อาทิ ระบบชลประทาน ฝนเทียม การทำนุ บำรุงดูแลป่าไม้ ด้านการกีฬาก็เช่นเดียวกัน ที่ทรงเป็นกำลังใจให้นักกีฬา ที่สำคัญพระองค์ท่านสอนพวกเราว่า ต้องศึกษาด้วยตัวเองตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องเรียนสาขาใดแล้วรู้แค่สาขานั้น ทรงเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญของการศึกษา

รัชสมัยที่ยาวนาน 70 ปี โครงการเหล่านี้ปรากฏให้เห็นผลหมดถึงความสำเร็จออกมาเป็นความอยู่ดีกินดี ความมั่นคงร่มเย็นของชาติ และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ปวงชนชาวไทย

แต่ถ้าติดตามรัฐบาลแต่ละชุด ดูนายกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เกาะติดการทำงานของรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงต่างๆจะไม่พานพบเห็นสิ่งเหล่านี้เลย นึกไม่ออกว่าประเทศไทยก้าวหน้ามาได้อย่างไร ความเจริญของบ้านเมืองไม่ได้ไปดูว่ารัฐบาลทำอะไรได้มาก ไม่ได้อยู่ที่นายกรัฐมนตรีคนไหนเก่ง หากพูดถึงแต่ละคนเหล่านี้ คนอาจจะเฉยๆ

พอพูดถึงพระเจ้าอยู่หัวปุ๊บที่รวมทุกอย่างไว้ได้ เป็นทั้งความยาวนานต่อเนื่อง คงเส้น คงวา 70 ปีมานี้ เปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนกลายมาเป็นรายได้ปานกลาง เปลี่ยนจากประเทศ ที่ไม่มีคนรู้จัก กลายเป็นประเทศที่มีคนมาเยี่ยมเยียน มาศึกษาดูงานมากที่สุดในโลก กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านทำให้สหประชาชาติยอมรับ

ฉะนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมอยู่คู่กับประเทศไทยและความเจริญขึ้นของบ้านเมือง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า

เมื่อประเทศมีปัญหาวิกฤติหลายอย่าง หาทางออกไม่ได้ ด้วยพระองค์ทรงมีพระปรีชาญาณทำให้ประเทศไทยเดินออกจากวิกฤติได้

เมื่อเข้าสู่แผ่นดินรัชกาลที่ 10

พสกนิกรชาวไทยจะทำอย่างไรให้การเฉลิมฉลองรัชกาลใหม่ดีที่สุด สมพระเกียรติที่สุด

ทำให้คนทั้งโลกเห็นว่าคนไทยรัก เคารพ เทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ตลอดไป

ต่อไปอะไรที่พระองค์ท่านสอน และแนะ เรา จะตั้งใจรับฟังเอาไปปฏิบัติให้มากที่สุด เพื่อให้สังคม กลับมารักกัน เพราะ 10 ปีมาแล้วที่สังคมไทยแตกแยก ทางความคิดเป็นสองขั้ว

เราเสียเวลาและเหนื่อยกันมามากพอแล้ว สังคมไทยอ่อนแรงลงไป ทำให้ความ มั่นใจของคนในชาติลดลงไปหมด จะทำอย่างไรให้คนไทยกลับมา รวมกันเป็นหนึ่งเดียวเหมือนที่ผ่านๆมา

ดูจากการแสดงออกของคนไทยกรณีสวรรคต งดงามมากในการแสดง ออกด้านความสามัคคี กลมเกลียว มาถึงวันนี้เชื่อมั่นคนไทยจะให้อภัยซึ่งกัน และกันมากยิ่งขึ้น

จะรวมเป็นพสกนิกรภายใต้ร่มพระบารมีโพธิสมภารอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ในฐานะเป็นนักรัฐศาสตร์และศึกษาด้านการปรองดองของคนในชาติ สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจะเตรียมรับเข้าสู่การปรองดองในอนาคตได้อย่างไร นายเอนก บอกว่า ขณะนี้เป็นโอกาสของบ้านเมืองต้องการความสงบสันติสุข ความปรองดอง และความรัก

เพราะตอนที่เราอยู่ในช่วงบรรยากาศแห่งความทุกข์โศก ปรากฏว่า เกิดความปรองดองกันมากอย่างคิดไม่ถึง ปรองดองของคนต่างวัย ปรองดองทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ คนไทยรวมใจเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่ต้องตระเตรียม

คนไทยสมัครสมานสามัคคี เทิดทูนบูชา อาลัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยิ่งใหญ่มาก ทำให้เกียรติภูมิของประเทศไทยสูงเด่นเป็นสง่ามากในสายตาโลก

ดูการถ่ายทอดจากเวที การประชุมองค์การสหประชาชาติ (UN) พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นรัฐบุรุษสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก เราในฐานะคนไทยก็พลอยภาคภูมิใจไปด้วยว่า ประเทศไทยมีอะไรดีเหลือเกิน คนต่างชาติก็ยังรู้ และองค์การสหประชาชาติก็ยังรับรู้

ฉะนั้น ชาวไทยจะต้องปรองดองกันต่อไปอีก ต้องปรองดองกันเป็นพิเศษ อะไรที่โอนอ่อนยินยอมกันได้ก็พยายามทำ อะไรที่จะให้อภัยกัน ไม่ถือโทษโกรธกัน อะไรที่ลืมได้ต้องลืม จะต้องร่วมกันสร้างจิตใจของคนในชาติให้หันหน้าเข้าหากัน

เพื่อเฉลิมฉลองและต้อนรับรัชกาลที่ 10 จะทำให้รัชกาลที่ 10 ยิ่งสง่างาม และทำให้เราเชื่อมั่นสถาบันกษัตริย์จะนำพาผ่านวิกฤติ ความอับจน ความตีบตันต่างๆไปได้เสมอ สิ่งที่สำคัญคือเป็นศูนย์รวมใจของคนในชาติ

ทีมข่าวการเมือง ถามถึงแนวทางความปรองดองที่เหมาะที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร นายเอนก ออกตัวก่อนถึงเรื่องที่ไม่มีความสามารถหรือคุณวุฒิพอที่จะไปชี้นำใครได้

แต่ถ้าการเมืองฝ่ายต่างๆ มาร่วมกันนำพาประเทศไทยในรัชสมัยใหม่ก้าวไปข้างหน้าได้ดี โดยลืมเรื่องเก่าๆ การทำการเมืองแบบที่เป็นปรปักษ์ห้ำหั่นขอให้ลดน้อยลง เกิดแรงบันดาลใจที่อยากปรองดองสามัคคี

หันมาทำเรื่องใหม่ๆที่ทำให้คนไทยรักสามัคคีก็จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศ สิ่งที่บอกกล่าวไปไม่ได้เรียกร้องอะไรต่อบรรดานักการเมือง แต่ถ้าทำได้ก็จะอนุโมทนา

เชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้

เพราะที่ผ่านมาได้เห็นแล้วสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถรวมใจคนได้อย่างไม่เคยคิดมาก่อน เราสร้างระบอบประชาธิปไตย สร้างรัฐธรรมนูญ สร้างพรรคการเมือง สร้างการเลือกตั้งขึ้นมา เอาความคิดของฝรั่งด้านการเมือง
การปกครองมาเพื่อรวมคนไทยให้เป็นชาติเดียวกัน เพื่อพัฒนาประเทศในระบอบใหม่ได้ ปรากฏว่าที่ผ่านมา 86 ปี ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่

ในที่สุดแล้วเราพบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นระบอบที่เราคิดกันขึ้นมาเอง เมื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลังปี 2475 ได้ผลมากกว่าเยอะ สามารถเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติได้

มาถึงวันนี้เหนือกว่าระบอบประชาธิปไตยในแง่รวมใจคน เพราะระบอบประชาธิปไตยแยกคนออกเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เลยรวมกันได้ยาก

แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ตั้งอยู่ในคอนเซปต์นี้ เพราะเราต่างเป็นพสกนิกรของพระมหากษัตริย์

แน่นอนไม่สามารถทำให้รวมกันได้ตลอด เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์สมัยใหม่ อาจมีความขัดแย้งกัน

แต่สถาบันพระมหากษัตริย์จะทำให้ความขัดแย้งต่างๆทุเลาลง

เพราะพระมหากษัตริย์ทำเพื่อชาติบ้านเมือง

ทำให้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย.

ทีมการเมือง

 

ศูนย์รวมใจเดินหน้าประเทศ : ปวงชนชาวไทย “ปลื้มปีติ” ในหลวงพระองค์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ทีมข่าวการเมือง 4 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800827


“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์

ณ เวลา 19.16 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235 “มหาราชาฤกษ์” ราชอาณาจักรไทยมี “พระมหากษัตริย์” พระองค์ใหม่

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ท่ามกลางเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงย่ำฆ้องกลองระฆังทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

เข้าสู่แผ่นดิน “รัชกาลที่ 10” โดยสมบูรณ์

ครบขั้นตอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

โดยฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมซึมซับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 70 ปี

อยู่ในบรรยากาศขลังๆการเปลี่ยนรัชกาลและปลื้มปีติกับ “ในหลวง รัชกาลที่ 10”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลา-นนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

“บุคคลสำคัญ” ที่ร่วมในพิธีการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์

ตามสถานะ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ครบ 3 เสาหลักอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นั่นก็เป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่จะทรงใช้พระราชอำนาจผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

รัฐบาล สภา ศาล ภายใต้พระปรมาภิไธย

ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงชัดเจน ณ บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงไว้ซึ่งอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

ส่วนการดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่า ควรดำเนินการหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศแล้ว

นั่นก็พอจะคาดการณ์แนวโน้มปฏิทินงานล่วงหน้า

ตามเงื่อนเวลาที่ต้องเดินคู่ขนานกันไประหว่างพระราชพิธีกับกระบวนการตามโรดแม็ป

เบื้องต้นเลย พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงลง พระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามกำหนดที่ต้องประกาศบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 2560

เป็นจุดต่อเนื่องที่สำคัญของขั้นตอนโรดแม็ปที่เดินต่อไปสู่การเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน

ทั้งนี้ ตามกระบวนการ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ก็จะเป็นจุดเริ่มกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ตามความคืบหน้าล่าสุดที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดเผยเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแก้ถ้อยคำอีกเล็กน้อย แต่ยังมีเนื้อหาคงเดิม ไม่แตกต่างจากที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้

นั่นก็หมายถึง การคงยุทธศาสตร์ “ล้างหน้าไพ่”

แบบที่ค่ายการเมืองใหญ่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแง่ต่อต้าน “การเซ็ตซีโร่” ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ทำให้พรรคเก่าไม่ได้เปรียบพรรคการเมืองตั้งใหม่

เพียงแต่ไม่เซ็ตซีโร่ด้วยการออกกฎหมายโดยตรง แต่ล้างกระดานกันด้วยการกำหนดเงื่อนคุณสมบัติ

เป้าหมายตอน “นักการเมืองพันธุ์เก่า”

และโดยแนวโน้มก็น่าจะสถานการณ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามสูตรของ “ซือแป๋มีชัย” ที่ยึดหลักการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม”

แบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาโยนทุ่นเป็นเชิงวิเคราะห์ “ตัวแปร” ที่อาจแทรกให้โรดแม็ปเลื่อนไป ในมุมของความวุ่นวายในการเลือกตั้ง

ถ้าหากจัดเลือกตั้งทันทีหลังกฎหมายลูกเสร็จ อาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่

โดยเฉพาะการเลือกตั้งตามกติกาใหม่แบบที่ยังไม่เคยเจอ กับการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีวิธีนับคะแนนคิดสัดส่วนแตกต่างจากเดิม

ไม่ใช่ใครได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ พรรคที่ได้คะแนนไม่ใช่มากสุดอาจชนะก็ได้

อ่านทางยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย” ต้องเน้นดัดหลังเซียนเลือกตั้ง

สกัดไม่ให้รัฐบาลพรรคเดียวยึดสภาได้

เบื้องต้นนายมีชัยยืนยันจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเป็นการภายในก่อน เพื่อให้มีเวลาศึกษารายละเอียด รวมถึงมีแนวคิดส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยองค์กรอิสระต่างๆให้ สนช.พิจารณาควบคู่ไปด้วย ตามรูปการณ์การจัดทำกฎหมายลูกไม่น่าจะมีปัญหาล่าช้า

เพราะทำพิมพ์เขียวล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

โดยแนวโน้มขั้นตอนตามโรดแม็ปที่ยังสามารถปรับเปลี่ยนรองรับพระราชพิธีสำคัญเพื่อความเหมาะสมของสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องชั่งน้ำหนัก วัดผลได้ ผลเสีย

เช่น ถ้าจะหดโปรแกรมการเลือกตั้งเข้ามาเร็วขึ้น เพื่อเป็นไปตามเงื่อนไขลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศ คืนบรรยากาศประชาธิปไตยเพื่อแลกกับการลดแรงกดดันรัฐบาลทหาร มาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางการทูต

และนั่นก็หมายรวมถึงความเป็นไปในการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับแขก ผู้นำชาติต่างๆที่ได้รับเชิญให้มาร่วมพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักไทย

แต่ตรงกันข้าม ถ้าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญ การเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

โดยบรรยากาศการหาเสียงมันก็ขัดกับกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง

นี่เป็นน้ำหนักของการดึงเวลาเลือกตั้งออกไป

โดยเงื่อนไขย้อนแย้ง มันก็เป็นอะไรที่ตัดสินใจลำบาก อย่างที่แกนนำรัฐบาลทหาร คสช.ออกตัวไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวแปรชี้ขาดสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน

ไม่มีใครเสี่ยงฟันธงล่วงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ ณ วันนี้ ถือว่าประเทศไทยได้ผ่านก้าวจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีไปได้แล้ว

อย่างนิ่มนวลและราบเรียบ

ไร้แรงกระเพื่อมใดๆทั้งในมุมของเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง

ในบรรยากาศความปลื้มปีติของไพร่ฟ้าประชาชนคนไทย “ในหลวง รัชกาลที่ 10” ทรงเป็น “ศูนย์รวมใจ”

โดยความตั้งพระทัยที่จะตามรอยพระบาทของพระราชบิดา

เปรียบเหมือนแสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย เป็นความหวังใหม่ในการนำประเทศไทยกลับสู่ความเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง

อนาคตสดใส ในแผ่นดินของ “องค์มหาวชิราลงกรณ”

แต่ก่อนอื่นเลยทุกฝ่ายต้องมุ่งสำรวจตัวเองด้วย

นักการเมืองที่ถูกตั้งแง่มาตลอดว่า เป็นตัวการนำประเทศไทยติดหล่มวงจรอุบาทว์จนเกือบล่มสลาย เพราะพฤติกรรมน้ำเน่า แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์

ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง ทำงานเช้าชามเย็นชาม แต่มุ่งทุจริตคอร์รัปชันจนเป็นเรื่องชินชา

กลุ่มทุนใหญ่ที่จ้องแต่จะกอบโกยกำไร ผูกขาดธุรกิจ จนทำให้เกิดภาวะความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้นทุกวัน

แม้แต่ประชาชนไทยเองที่เริ่มเคยตัวกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัว ละเลยหน้าที่ ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างพฤติกรรมสะสมทำให้ประเทศไทยติดหล่มวิกฤติ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาปฏิรูปตัวเองให้พร้อมไปสู่อนาคตที่ดี

เพื่อประเทศไทยที่สดใสในอนาคต.

“ทีมการเมือง”