กอบกาญจน์ เปิด ‘กาดกองแก้ว’ กระตุ้นท่องเที่ยวเชียงของ ใครๆต้องมาเยือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 18:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820474


รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิด ‘กาดกองแก้ว’ มีประชาชนร่วมงานนับพันคน มั่นใจ เชียงของจะไม่เป็นแค่เมืองผ่าน แต่เป็นประตูสู่อนาคต เป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน …วันที่ 24 ธ.ค.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิด “กาดกองแก้ว รอยยิ้ม มิตรภาพ และจินตนาการ ถนนคนเดินยุคเก่าของคนยุคใหม่” โดยมี นายบุญส่ง เตชะมณีสถิต ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายทัศนัย สุธาพจน์ นางปราณปริยา พลเยี่ยม ผอ.ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชนร่วมงานนับพันคน

สำหรับภายในงาน มีการแสดงของเยาวชน เป็นชุดสะท้อนถึงวิถีของคนเชียงของที่เชื่อมโยงกับลาวและจีนตอนใต้ ในชุด “เชียงของประตูสู่อนาคต” การแสดงถึงแผนอนาคตที่จะก้าวไปของ 7 ตำบลชุดการแสดงดาว 7 แฉก พร้อมด้วย กลุ่มแม่บ้านไทลื้อ ได้แสดงพลังที่แต่ชุดไทยลื้อ 689 คน มาร่วมแสดงต้อนรับ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าของคนในชุมชนร่วมแสดงและจำหน่าย ซึ่งจะเปิดทุกวันเสาร์ เวลา 15.00–21.00 น. บนถนนสายกลาง ซึ่งเป็นถนนใจกลาง อ.เชียงของ

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า รู้สึกประทับใจมากในทุกๆ สิ่งที่พบเห็นใน อ.เชียงของ ภูมิใจในคนเชียงของ ทั้งพลังของการแสดงของเยาวชน และการต้อนรับของกลุ่มแม่บ้านไทลื้อที่มาร่วมงานจำนวนมาก ได้แวะชมโรงหนังเก่าที่มีการฟื้นฟูขึ้นมา เชื่อว่า ต่อไปเชียงของไม่เป็นเพียงประตูสู่อินโดจีน แต่เป็นประตูสู่อนาคต อยู่ที่คนที่นี่นำสิ่งดีจากในอดีต มาสู่คนที่ดีในปัจจุบันและอนาคต และพร้อมจับมือไปด้วยกัน ถ้าทุกคนมีพลังตามคำมั่นสัญญา เชียงของจะไม่ใช่ทางผ่าน แต่จะเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน เปิดเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วย อยู่ในแผนที่ของมรดกตลอดไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังกล่าวในการเปิดกิจกรรม เจ้าบ้านน้อย ณ โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว ว่า ขอให้เยาวชนที่มาอบรมกว่าร้อยคนได้เข้าใจว่า การท่องเที่ยวไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องรายได้เข้าประเทศ แต่หมายถึงความเป็นมิตรกับผู้มาเยือน เพราะ 70% ของนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคน ที่เข้าเที่ยวจะกลับมาเที่ยวอีก เนื่องจากความประทับใจในความเป็นมิตรของคนไทย และขอให้นักเรียนภาคภูมิใจในท้องถิ่น เพื่อรักษาอัตลักษณ์ ทั้งงานผ้า อาหาร ภาษา วัฒนธรรม

พีเอฟพี เอาใจคนรักชาบู ขนทัพจัดเต็ม 13 ผลิตภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 ธ.ค. 2559 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819873


พีเอฟพี ขยายเข้าร้านค้าสะดวกซื้อ พร้อมบุกแม็คโครทั่วประเทศ นำเสนอ 13 ผลิตภัณฑ์ ในธีม King of Shabu จัดหนักเรื่องชาบู เอาใจคนรักสุขภาพ นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งจากปลาทะเล เปิดเผยว่า ทุกผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพี ทำมาจากเนื้อปลาที่มีคุณภาพและโปรตีนสูง ปราศจากผงชูรสและวัตถุกันเสีย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี และเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว พีเอฟพีจึงขยายพันธมิตรทางธุรกิจไปยังร้านค้าสะดวกซื้อต่างๆ อาทิ CP Fresh Mart, CJ Express, Max Mart, Spar Supermarket, Lawson108 และห้างแม็คโคร

โดยเฉพาะห้างแม็คโครที่มีผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพีวางจำหน่ายมากถึง 40 รายการ ในปีนี้ทางพีเอฟพีได้คัดสรร 13 ผลิตภัณฑ์สำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด King of Shabu เพื่อเอาใจคนรักชาบูโดยเฉพาะ ได้แก่ เต้าหู้หมึกแผ่น เต้าหู้ชีส เต้าหู้ปลารูปปลา ลูกชิ้นปลาสไตล์ภูเก็ต ลูกชิ้นปลาแซลมอน ลูกชิ้นหมึก คริสตัลไข่ปลา คริสตัลไข่เค็ม หมึกฮอกไกโด ฟิชชีสโรล ปลาม้วนไข่เค็ม รวมไปถึงอาหารทานเล่นอย่าง แหนมปลาหมึก และชิกูว่าชุบเกล็ดขนมปัง ที่วางจำหน่ายในห้างแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศแล้ววันนี้

“เราได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของพีเอฟพีได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าสะดวกซื้อ หรือห้างแม็คโครที่เรายกให้เป็น King of Shabu เพื่อให้คนที่มาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชาบูได้ของครบจบในที่เดียว” นายทวี กล่าว

เช้าวันเสาร์ ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 19,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2559 09:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820221


ราคาทองวันที่ 24 ธ.ค. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300 ขายออกบาทละ 19,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 ขายออกบาทละ 19,900 บาท…เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.05 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,300.00 บาท ขายออกบาทละ 19,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,950.00 บาท ขายออกบาทละ 19,900.00 บาท

 

ธปท.ผุดแผนสู้โลกผันผวน ได้ฤกษ์จัดการแบงก์จอมยัดเยียดดันยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/820117


“วิรไท” เปิดมิติใหม่ ธปท.ออกยุทธศาสตร์ 3 ปี รองรับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและผันผวน ปี 2560 ย้ำจะดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศให้มั่นคงแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เดินหน้าสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ พร้อมดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งจัดการแบงก์นอกคอกยัดเยียดขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินหวังทำยอดสูงนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) ได้อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ของ ธปท. เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานของ ธปท.ช่วงปี 2560-2562 โดยมีแนวทางหลักที่จะดูแลการเติบโตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจการเงินโลกในระยะต่อไป ซึ่งมีแนวโน้มผันผวนที่สูงขึ้น มีความไม่แน่นอนมากขึ้น มีความซับซ้อน และยากจะคาดการณ์มากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญคือ ด้านที่ 1 การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน (Stability) ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของธนาคารกลาง ธปท.จะมุ่งรักษาเสถียรภาพการเงินและเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ โดยจะพัฒนาศักยภาพการติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงควบคู่ไปกับการขยายเครื่องมือด้านนโยบายให้ทันสมัย และเตรียมความพร้อมที่จะใช้อย่างทันท่วงทีหากเกิดกรณีวิกฤติตลอดจนผลักดันให้กลไกตลาดอัตราแลกเปลี่ยนฯ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ยังจะดำเนินการทบทวนกฎระเบียบด้านการควบคุมแลกเปลี่ยนเงินให้เอื้อต่อการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ และเอื้อต่อการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก ขณะเดียวกันจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นแกนผลักดันการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศให้มั่นคงแต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนให้สถาบันการเงินมีการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และภัยคุกคามจากไซเบอร์ที่ได้มาตรฐานสากลถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลเพื่อคุ้มครองข้อมูลและผู้บริโภค

ยุทธศาสตร์ด้านที่ 2 การพัฒนาระบบการเงิน โดย ธปท.จะส่งเสริมผู้ให้บริการทางการเงินรวมทั้งบริษัทนวัตกรรมการเงินที่ใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ (Fintech) ให้มีการแข่งขัน สร้างนวัตกรรมและบริการทางการเงินดิจิทัลที่ครบวงจรมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ระบบการเงินไทย โดยเฉพาะการดูแลประชาชน และลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้น สนับสนุนบทบาทของผู้บริการเฉพาะทาง (niche players) เพื่อลดช่องว่างของการเข้าถึงบริการทางการเงิน ตลอดจนยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงินเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับการบริการอย่างเป็นธรรม และส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างเป็นระบบ เช่น การออมเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และสนับ สนุนให้มีโครงการแก้ไขปัญหาหนี้แก่รายย่อย ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านที่ 3 เป็นการสร้างความเข้มแข็งขององค์กร เพื่อยกระดับองค์กรให้ทันสมัยใน 5 ด้านคือ 1.การใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น 2.การเพิ่มบทบาทการวิจัยเพื่อใช้ในการดำเนินนโยบายทุกด้านของ ธปท. 3.การเพิ่มศักยภาพบุคลากร 4. การเพิ่มศักยภาพองค์กร และ 5.การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในปี 2560 นั้น เป้าหมายที่ ธปท.จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ประกอบด้วย การศึกษาเพื่อดำเนินการปรับปรุงกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การป้องกันความเสี่ยงของภาคเอกชน และการไหลเข้าออกของเงินทุน เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุน รวมถึงลดกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยที่เคยใช้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กำลังศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงิน และขยายชุดเครื่องมือใหม่ โดยเมื่อส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านดอกเบี้ยทำได้ยากขึ้นในภาวะที่สภาพคล่องสูงทั่วโลก การดูแลในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะจำเป็นมากขึ้น รวมถึงการใช้มาตรการการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเฉพาะจุด (Macro Prudential)

ขณะที่ในส่วนของการดูแลผู้บริโภคอย่างเหมาะสมเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เราจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลให้พนักงานของธนาคารพาณิชย์มีความโปร่งใสและชัดเจนในการให้บริการและแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยไม่ควรที่จะตั้งกำหนดรายได้ หรือจำนวนผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่พนักงานแต่ละแห่งที่จะต้องขายได้เพิ่มเติมจากการรับฝากและถอนเงินตามปกติ เพื่อไม่ให้มีการยัดเยียดขายสินค้าให้กับลูกค้าอย่างที่เป็นอยู่ ส่วนด้านที่ 3 ที่จะดำเนินการในปี 2560 คือ การดูแลการเข้ามาของนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ผู้ให้บริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ โดยจะมีการจัดทำกฎเกณฑ์การให้ใบอนุญาตฟินเทคและให้ใบอนุญาตการดำเนินการภายในปีหน้า.

 

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/economy/472055

เพิ่มทักษะมนุษย์ทองคำรับปีไก่

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ปี 2560 นักษัตริย์ปีระกา หรือปีไก่ที่จะมาถึงนี้ หลายคนถือโอกาสเป็นช่วงเริ่มสิ่งใหม่สิ่งดีมีสิริมงคลให้กับชีวิต ขณะที่ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง ต่างก็เล็งหาหนทางใหม่ๆ ภายใต้แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โดยในส่วนของลูกจ้างอาชีพ เมกะเทรนด์ที่ควรเพิ่มทักษะอัพเกรดตัวเอง นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่าปี 2560 จ๊อบส์ ดีบี มองอาชีพดาวรุ่งไว้ 7 อาชีพ

ทั้งนี้ อาชีพแรก คือ อาชีพที่เกี่ยวกับดิจิทัล เพราะเป็นสาขาที่ขาดแคลนแรงงาน มีสถาบันการศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งนโยบายรัฐบาลประเทศไทย 4.0 ก้าวข้ามจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรม ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อน โดยบุคลากรด้านดิจิทัลจะมีเงินเดือนสูงกว่าอาชีพดั้งเดิมถึง 61% ตัวอย่างอาชีพด้านดิจิทัลที่มีความต้องการสูง เช่น นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น ผู้ดูแลเครือข่ายไอที

อาชีพถัดมาที่มีแววรุ่งเรืองไม่แพ้กัน คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนสำหรับวัยเกษียณ เพราะในปี 2563 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดว่าจะมีจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังมีปัญหาการจัดการเงินออมน้อย ไม่รู้จักการลงทุน แต่ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินและทรัพย์เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากในวัยเกษียณ อีกทั้งอยากจะเกษียณอายุงานเร็วขึ้น แล้วหันไปเป็นเจ้าของกิจการ เลี้ยงชีพด้วยการเล่นหุ้น ให้เงินทำงานแทน ดังนั้นก็ต้องการใช้บริการกลุ่มคนที่จะช่วยวางแผนบริหารจัดการเงินที่ดี

ต่อมาคือนักโภชนาการและเทรนเนอร์ออกกำลังกาย เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมากระแสรักสุขภาพมาแรง วิถีชีวิตคนยุคนี้เปลี่ยนไป ดูแลสุขภาพมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกายเพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพ อีกทั้งสังคมเริ่มตระหนักถึงโรคภัยใหม่ๆ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้ต้องการหาผู้ช่วยดูแลทั้งโภชนาการและการออกกำลังกายที่ถูกต้องและได้ผลดี ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นผลจากกระแสที่คนยุคปัจจุบันต้องการการยอมรับสูง มีภาพลักษณ์ทางสังคมและภาพลักษณ์ของตัวบุคคลที่ดี พยายามสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง โดยมีผู้นำกระแสเป็นคนดังและนักแสดงที่เน้นรักษาความงาม ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและความงามเป็นตัวอย่าง

สำหรับอาชีพที่ 4 คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการพยาบาลและดูแลผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เมื่อคนทำงานนอกบ้านมากขึ้น อาจไม่มีเวลาดูแลผู้สูงอายุในบ้าน หรือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวต้องการการดูแลเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ ต้องอาศัยพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาดูแล

ขณะที่อาชีพที่ 5 คือ อาชีพผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางยังถือเป็นกลุ่มที่ตลาดแรงงานต้องการสูงต่อเนื่อง เช่น วิศวกร พนักงานบัญชี นักกฎหมาย แพทย์ เพราะเป็นอาชีพที่จำเป็นต้องจบตรงสายงาน จบสายอื่นไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งแรงงานบางส่วนออกจากตลาดไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่มีประสบการณ์ทำงานเชี่ยวชาญสูงในตลาดก็ถูกซื้อตัวด้วยค่าตัวสูงมาก

อาชีพที่ 6 คือ อาชีพด้านสอนภาษาอังกฤษ รองรับความต้องการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานที่สูงขึ้น โดยผู้สมัครงานที่ได้ภาษาอังกฤษมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษถึง 30% และสุดท้ายอาชีพที่ 7 เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแรงงานฝีมือเพื่อหารายได้เสริม เพราะคนทำงานยุคนี้ต่างมีอาชีพสำรอง เช่น ขายของออนไลน์ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ เก็บรายได้จากอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ทำโฮมสเตย์เน้นวิถีชีวิตเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นอาชีพที่สอนเพื่อพัฒนาทักษะด้านวิชาชีพจึงได้รับความนิยมมาก เช่น จัดคอร์สอบรม สัมมนา จัดเวิร์กช็อปต่างๆ

นพวรรณ กล่าวว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 ยังมีความคล้ายคลึงกับปี 2559 เพราะกระแสต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะกระแสที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน ที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี ซึ่งก็คาดว่าจะทำให้อาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระแสนี้ คือ ด้านไอทีและดิจิทัล จะยังเป็นกลุ่มอาชีพดาวจรัสแสงในตลาดงานไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

“อาชีพใหม่ๆ ที่ปี 2560 จะยิ่งเห็นความต้องการในตลาดแรงงานมากขึ้น น่าจะเป็นนักการตลาดดิจิทัล กราฟฟิกดีไซเนอร์ ฝ่าย SEO คือ ผู้ที่ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุด SEM คือ ผู้ที่ทำการตลาดผ่านเว็บไซต์ค้นหาต่างๆ คนเขียนแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เป็นต้น เพราะกระแสการบริโภคสื่อออนไลน์ยังเติบโตได้ดี เห็นได้จากผลสำรวจมูลค่างบโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล โดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) พบว่า ปี 2559 มีมูลค่ารวมกว่า 9,883 ล้านบาท เติบโตกว่า 22% จากปีก่อนหน้า” นพวรรณ กล่าว

ด้านคนในวงการธุรกิจ สมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองว่า อาชีพดาวรุ่งในปี 2560 คงหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพราะโลกการค้าไร้พรมแดนและช่องทางการขาย การสื่อสาร เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ส่งผลให้ทุกองค์กรหรือทุกกลุ่มธุรกิจต้องการบุคลากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลคอนเทนต์ โดยยังเป็นอาชีพที่ยังขาดแคลนในตลาด

ส่วนอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามอง คือ นักการตลาด ในยุคเศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจโลกมีความผกผัน เมื่อดีมานด์ในตลาดมีน้อย ขณะที่การแข่งขันมีคู่แข่งมากนัก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กเกิดขึ้นในโซเชียล มีเดีย งบการตลาดไม่สูง ขายสินค้าได้ราคาถูกเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง นักการตลาดจึงเป็นอาชีพดาวรุ่ง บริษัทต่างๆ ต้องการตัวมาพัฒนาสินค้าใหม่ๆ จัดกิจกรรมการตลาดตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

ตามด้วยอาชีพซัพพลายเชนเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจไม่ดีด้วยเช่นเดียวกัน องค์กรต่างๆ ต้องพยายามลดต้นทุน จึงต้องการผู้บริหารงานทางด้านซัพพลายเชนที่เก่ง และอาชีพกลับมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง คือ กลุ่มวิศวกร หลังจากภาครัฐลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในปี 2560 ด้วยงบจำนวนมาก ทำให้วิศวกรเป็นอาชีพกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง โดยเฉพาะด้านการก่อสร้าง และอาชีพที่เป็นดาวรุ่งหลายคนไม่คาดคิด คือ แผนกทรัพยากรบุคคล ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่สุดขององค์กร เพราะเป็นประตูในการคัดเลือกรับพนักงานเข้าทำงาน องค์กรจะมีคนเก่ง หรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับฝ่ายบุคคล

ก่อนหน้านี้ สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มโครงสร้างแรงงานปี 2560 จะเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยแรงงานจะเน้นพัฒนาทักษะสูงขึ้นให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพทั้งด้านช่างและงานบริการ ด้านเหล่านี้มีการปรับอัตราเงินเดือนมากกว่าตลาดเพื่อจูงใจให้คนเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มแรงงานที่ยังไม่ได้ใช้ความสามารถเต็มที่จะถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุ ผู้หญิง คนพิการ คนตกงาน

นอกจากนี้ แมนพาวเวอร์ได้ทำงานวิจัยเรื่องยุคแห่งมนุษยชน 2.0 แรงงานแห่งอนาคต ประเมินว่าการขับเคลื่อนโลกการทำงานยุคนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินทุน แต่ขับเคลื่อนด้วยทุนมนุษย์ คือ ความรู้ ความสามารถ และทักษะ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น การโยกย้ายแรงงานไร้พรมแดนมากขึ้น เน้นหาคนที่เติมทักษะได้มากกว่าคนที่เหมาะสม

เมื่อรู้แล้วว่าอาชีพไหนอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ก็ควรเร่งเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเหล่านั้นเพื่อจะได้เป็นแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่ตลาดต้องการ

 

2016 ปีแห่งความเซอร์ไพรส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/472987

2016 ปีแห่งความเซอร์ไพรส์

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ปี 2016 เกือบจะเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงครองโลก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์พลิกผันหลายต่อหลายครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าปีนี้เป็นปีแห่งการนอกเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง โดยเฉพาะด้านการเมือง ในขณะที่การก่อการร้ายยังคงเขย่าขวัญอย่างต่อเนื่องในยุโรป ส่วนอเมริกาใต้ไปจนถึงเอเชียก็ต้องต่อสู้กับการระบาดของเชื้อไวรัสซิกา และยังมีอีกหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนมีผลต่อเนื่อง หรืออาจจบลงอย่างรวดเร็วจนคนทั่วโลกหลงลืมไปแล้ว ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ขอประมวลเรื่องราวทั่วโลกให้ติดตามดังนี้

1.ก่อการร้ายสะท้านยุโรป

นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ก่อวินาศกรรมโจมตีกรุงปารีส เมื่อปลายปี 2015 ที่ผ่านมา การเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายก็ได้กลายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป กระนั้นก็ยังคงเกิดเหตุโจมตีสะเทือนขวัญขึ้นหลายครั้ง ไล่ตั้งแต่สนามบินในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมื่อเดือน มี.ค. เมืองนีซ ฝรั่งเศส นครอิสตันบูล ตุรกี เมืองมิวนิก เยอรมนี จนกระทั่งถึงช่วงพีกของปีในช่วงเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่งเป็นการก่อเหตุในลักษณะโลนวูล์ฟ หรือการลงมือเพียงลำพังหรือไม่กี่คน ทำให้ยากต่อการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแท้จริง

2.ปานามา เปเปอร์ส ไล่บี้หนีภาษี

แวดวงธุรกิจโลกต้องเผชิญเรื่องเขย่าขวัญอีกครั้ง เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา กับการเปิดโปงรายชื่อธุรกิจและบุคคลนับล้านรายชื่อที่เข้าข่ายการเลี่ยงภาษี ด้วยการไปจดทะเบียนตั้งบริษัทในประเทศปลอดภาษีทั้งหลาย อาทิ ปานามาและบรรดาประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน นับเป็นการเปิดโปงครั้งใหญ๋ที่สุดนับตั้งแต่กรณีวิกิลีกส์ ผู้นำบางประเทศ เช่น นายกรัฐมนตรีของไอซ์แลนด์ต้องลาออกและนำไปสู่การตื่นตัวของภาครัฐทั่วโลกที่ร่วมกันหาทางปิดช่องการเลี่ยงภาษี ตั้งแต่การไล่บี้กับประเทศต้นทาง เช่น ปานามา ไปจนถึงการออกกฎหมายในประเทศตนเอง

ไนเจล ฟาราจ ผู้น&<048662;ำพรรคฝ่ายค้านอังกฤษขณะนั้นฉลองชัยหลังชนะการประชามติ

3.ทะเลจีนใต้ร้อนระอุ

ภายหลังศาลอนุญาโตตุลาการของสหประชาชาติว่าด้วยอนุสัญญากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าการอ้างสิทธิของจีนในทะเลจีนใต้จาก “สิทธิทางประวัติศาสตร์” ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศที่อ้างสิทธิในพื้นที่ทะเลจีนใต้แทบจะในทันที คำตัดสินของศาลเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่าระบบการเมืองที่ชาติมหาอำนาจเป็นผู้สร้างขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยังสามารถนำมาใช้กับโลกปัจจุบันที่มีความหลากหลายได้หรือไม่ จีนมีท่าทีแข็งกร้าวต่อแรงกดดันของทุกฝ่ายซึ่งรวมถึงสหรัฐและยุโรป ที่ต้องการเข้ามาร่วมไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียน-จีน ยังตึงเครียดไปด้วยจนกระทั่งผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์เข้ามา

4.ดูเตอร์เตเปลี่ยนสมดุลเอเชีย

กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลกหลังจาก โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตนายกเทศมนตรีจากเมืองดาเวา วัย 71 ปี ที่ถูกขนานนามว่าเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งเอเชีย ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ด้วยเป็นคนที่มีบุคลิกโผงผาง วาจาดุดัน เล่นมุขทางเพศแบบไร้รสนิยม และคำสัญญาที่จะล้างบางอาชญากร เพียงแค่ 6 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง สงครามกวาดล้างยาเสพติดของดูเตอร์เตทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 คน สะเทือนไปถึงความสัมพันธ์กับมหามิตรเก่าอย่างสหรัฐ ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้ จนดูเตอร์เตประกาศปรับสมดุลขั้วอำนาจหันไปหาจีนแทน ส่งผลให้จีนที่เพลี่ยงพล้ำจากกรณีทะเลจีนใต้ก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง และทำให้นโยบายปักหมุดเอเชียของสหรัฐเริ่มสะดุดลง

ผู้คนร่วมไว้อาลัยต่อเหตุก่อการร้ายใน

5.เบร็กซิตหักทุกปากกาเซียน

กลายเป็นเหตุการณ์พลิกล็อกที่ช็อกคนทั่วโลกเมื่อย่างเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2016 เมื่อสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต การตัดสินใจดังกล่าวสร้างความผันผวนในตลาดทุนโลกอย่างหนัก ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 31 ปี เดวิด คาเมรอน ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเปิดทางให้ เทเรซา เมย์ เป็นผู้นำอังกฤษออกจากมรสุมนี้ แม้หลังจากฝุ่นตลบไปแล้วสถานการณ์จะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดคิด ตรงกันข้ามค่าเงินที่อ่อนค่าลงช่วยกระตุ้นการค้าและการท่องเที่ยวได้มาก ทว่าต้องจับตากันต่อไปในปี 2017 ซึ่งอังกฤษประกาศจะเริ่มต้นกระบวนการเจรจาออกจากอียูภายในเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้

6.รัฐประหารล่มในตุรกี

ความพยายามก่อรัฐประการโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี เรเซบ เตยิบ เออร์โดอาน ของกองทัพตุรกีในกรุงอังการา คืนวันที่ 15 ก.ค. ต้องพบกับความล้มเหลว เมื่อเออร์โดอานซึ่งอยู่ระหว่างการพักร้อนรีบเดินทางไปปักหลักต่อสู้ที่นครอิสตันบูล และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันลุกขึ้นต่อต้าน รัฐประหารจบสิ้นลงในวันต่อมา มีผู้เสียชีวิต 265 คน เออร์โดอานกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ เฟตุลเลาะห์ กูเลน อดีตผู้นำทางศาสนาซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ และนำไปสู่การกวาดล้างขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่ ทั้งในกองทัพและหน่วยงานราชการจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการจับกุมแล้วนับหมื่นคน และมีผู้ถูกพักงานหรือถูกไล่ออกจากราชการอย่างน้อย 1.2 แสนคนทั่วประเทศ

รัฐประหารล่มในตุรกี

 

7.ไวรัสซิการะบาดหนัก

โรคติดเชื้อไวรัสซิกาซึ่งมียุงลายบ้านเป็นพาหะนำโรค พบการระบาดในบราซิลตั้งแต่เดือน พ.ค. 2015 และแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบละตินอเมริกา อเมริกากลาง และกลุ่มประเทศในแคริเบียน ก่อนที่ไวรัสตัวนี้จะลุกลามถึงเอเชียในเวลาต่อมา องค์การอนามัยโลกได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ทว่าการตื่นตัวรับมือกับซิกามากที่สุดในปีนี้คือช่วงที่บราซิลเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในเดือน ส.ค. นักกีฬาบางรายปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเนื่องจากกลัวเชื้อไวรัสตัวนี้ เพราะแม้จะไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิตในผู้ใหญ่ แต่ไวรัสตัวนี้มีผลข้างเคียงกับหญิงตั้งครรภ์ ทำให้ทารกที่เกิดมาอาจมีภาวะสมองเล็ก หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์ได้

8.ชัยชนะทรัมป์เขย่าโลก

ถือเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ส่งท้ายปี 2016 กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งชัยชนะตกเป็นของ โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีฝีปากจัดตัวแทนพรรครีพับลิกัน ที่คว้าคะแนนคณะผู้แทนเลือกตั้ง (Electoral vote) ได้มากกว่า 2 ใน 3 ในขณะที่คู่แข่งอย่าง ฮิลลารี คลินตัน ทำผลงานได้ที่สุดเพียงเสียงลงคะแนนดิบของประชาชน (Popular Vote) ชัยชนะดังกล่าวก่อให้เกิดการประท้วงตามเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐ และเกิดความกังวลเรื่องการเหยียดผิว-ผู้อพยพขึ้นในประเทศ ขณะที่ทั่วโลกต่างก็กังวลไม่น้อยกับผลกระทบทางด้านนโยบายที่จะตามมา อาทิ การกีดกันทางการค้า การยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) การลดความสนใจนอกบ้านเพื่อมุ่งเรื่องในบ้านเป็นหลัก และการเบนเข็มจากพลังงานทางเลือกรวมถึงความตกลงเรื่องโลกร้อน หันกลับไปมุ่งพลังงานรูปแบบเก่าที่ก่อให้เกิดมลภาวะมากกว่าแทน

ชาวซีเรียกลับเข้าสู่อเลปโปที่เหลือเพียงซากปรักหักพังหลังรัฐบาลบุกยึดคืนจากกบฏ

9.Post-Truth : อารมณ์เหนือเหตุผล

พจนานุกรมของออกซฟอร์ดอธิบายความหมายโดยนัยของคำว่า “Post-Truth” คือเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ความจริงไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์รับรู้และความเชื่อส่วนบุคคล คำนี้ถูกยกมาใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงการลงประชามติเบร็กซิต และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เห็นได้จากแคมเปญหาเสียงในช่วงเวลาดังกล่าวจะเจือด้วยอารมณ์มากกว่ายกความจริงมาเพื่อโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียงให้สนับสนุนตน

10.สงครามกลางเมืองซีเรีย

สงครามกลางเมืองซีเรียระหว่างฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด และกลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี เริ่มมีความกระจ่างมากขึ้นในวันนี้ เมื่อฝ่ายรัฐบาลที่มีประเทศรัสเซียให้การสนับสนุน สามารถยึดคืนเมืองอเลปโป เมืองใหญ่อันดับ 2 ของซีเรีย และเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกลับมาได้ ในขณะที่ฝ่ายกบฏยอมที่จะอพยพออกไป กระนั้นก็ตามการปิดฉากในอเลปโปก็ต้องแลกมาด้วยซากปรักหักพังของเมืองที่ล่มสลายไปแล้ว สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยคาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองซีเรียแล้วกว่า 4 แสนคน ขณะที่การปิดฉากในอเลปโปยังเป็นแค่การยุติเบื้องต้น การแก้แค้นของฝ่ายต่อต้านยังคงเกิดขึ้นตามมา และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมส่งท้ายปีกับการสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี ทำให้สถานการณ์ซีเรียยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังที่ยังต้องจับตามองกันต่อไปในปี 2017 นี้

 

‘เฟด’ สะเทือนโลก มุ่งขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 3 ครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/470484

‘เฟด’ สะเทือนโลก มุ่งขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า 3 ครั้ง

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0.25-0.50% เป็น 0.50-0.75% ตามคาดหมาย และยังปรับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2017 โดยค่ากลางคาดการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟด (เอฟโอเอ็มซี) อยู่ที่ระหว่าง 1.25-1.50% ปรับขึ้นจากคาดการณ์เดือน ก.ย.ที่ 0.50-0.75% หรือหากขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จะมีการขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 3 ครั้งในปีหน้า

นอกจากนี้ เฟดยังขึ้นคาดการณ์สำหรับปี 2018 และ 2019 เช่นกัน โดยค่ากลางแนวโน้มจากเอฟโอเอ็มซีอยู่ที่ 2-2.25% ในปี 2018 หรือหมายถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% จำนวน 3 ครั้ง ขณะที่ของปี 2019 อยู่ที่ 2.75-3% ซึ่งหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้ง

เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวรองรับเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งและการจ้างงานที่กลับมาอยู่ในระดับก่อนเศรษฐกิจถดถอยในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นให้การจ้างงานกลับมาเต็มอัตรา

การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ว่า นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เช่น การปรับลดภาษีและการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นมาตรการทางการคลัง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐปรับสูงขึ้น

“ฉันไม่อยากคาดการณ์ไปก่อนจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่ชัดเจน และจนกว่าจะมีแนวโน้มที่สิ่งเหล่านั้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจ” เยลเลน กล่าว

เยลเลน ระบุว่า แม้สมาชิกเอฟโอเอ็มซีบางส่วนจะเห็นด้วยต่อการนำมาตรการดังกล่าวมาคำนวณอัตราเงินเฟ้อ แต่เฟดไม่ได้มีการปรับขึ้นคาดการณ์เงินเฟ้อหลัก ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน โดยยังคงไว้อยู่ที่ 1.8% ในปี 2017 และ 2% ในปี 2018 โดยการลงทุนจากภาครัฐถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และทำให้เฟดต้องขึ้นคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ย

ภายหลังการเปิดเผยของเฟด ราคาทองคำปรับลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 3 ก.พ. ขณะที่เมื่อวานนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเทียบสกุลเงินหลักในตะกร้าค่าเงินใกล้จุดสูงสุดในรอบ 14 ปี โดยแตะ 117 เยน/เหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน และยังแตะระดับ 1.0468 เหรียญสหรัฐ/ยูโร เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2015 ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่าค่าเงินยูโรอาจอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 1 เหรียญสหรัฐ/ยูโร เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2002

ด้านตลาดหุ้นเอเชีย นอกจากตลาดหุ้นโตเกียวที่ปิดบวกได้ 0.10% จากปัจจัยค่าเงินเยนแล้ว ตลาดหุ้นสำคัญๆ ส่วนใหญ่ในเอเชียต่างปิดตลาดในแดนลบ โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชีย-แปซิฟิก นอกญี่ปุ่นปรับลดลง 1.2% ตามหลังดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์และเอสแอนด์พี 500 ที่ปิดตัวแดนลบ เนื่องจากตลาดประหลาดใจต่อคาดการณ์ดอกเบี้ยปีหน้าของเฟดที่จะปรับขึ้น 3 ครั้ง

แบงก์ชาติโลกตั้งรับเฟด

หลังการประกาศขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเพียงไม่กี่นาที ประเทศที่มีการผูกค่าเงินเอาไว้กับเหรียญสหรัฐ อย่างประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับ เช่น ซาอุดิอาระเบีย ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลาง 0.25% เป็น 0.75% ด้านคูเวตขึ้นในอัตราเท่ากันเป็น 2.50% เช่นเดียวกับบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และกาตาร์ ที่มีความเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว ขณะที่ประเทศอื่น เช่น โอมาน อาจมีความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันตามมาภายหลัง

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการเงินฮ่องกง (เอชเคเอ็มเอ) ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1% ตามหลังเฟดเช่นเดียวกัน โดยนอร์แมน ฉาน ทัค-ลัม ประธานบริหารเอชเคเอ็มเอ ออกโรงเตือนว่า การขึ้นดอกเบี้ยที่จะตามมาอีกหลายครั้งในปีหน้า จะส่งผลให้เกิดภาวะทุนไหลออกจากฮ่องกง หลังได้รับเงินทุนไหลเข้ามาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ราว 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ทั้งนี้ ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปิดการซื้อขายเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ตั้งค่ากลางเงินหยวนเอาไว้ที่ 6.9289 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2008 หลังค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปิดการซื้อขายต่ำสุดในรอบ 1 เดือน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างเทรดเดอร์จากธนาคารในเซี่ยงไฮ้ ระบุว่า ธนาคารรัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของจีน ต่างเทขายค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนออนชอร์เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อช่วยพยุงค่าเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่าลงมากเกินไปนัก หลังก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ธนาคารรัฐวิสาหกิจจีนมีการนำเสนอสภาพคล่องในสกุลเหรียญสหรัฐในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 7% ในรอบ 1 ปี

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.25% เพื่อช่วยเศรษฐกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งจะกดดันการใช้นโยบายของรัฐบาลและการลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า บีโอเคไม่สามารถตัดสินใจได้ระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยตามเฟดเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก กับการคงหรือลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม อีจูยอล ผู้ว่าการบีโอเค ระบุว่า เฟดไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่บีโอเคใช้ในการตัดสินใจ แต่จะต้องดูเศรษฐกิจภาพรวมด้วย

 

การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนจุดประกายขัดแย้งเชื้อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2559 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/world/469199

การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนจุดประกายขัดแย้งเชื้อชาติ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความขัดแย้งทางการเมืองของมาเลเซียเกิดจากข่าวอื้อฉาวจากกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ส่งผลให้เกิดการเดินขบวนประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซียลงจากตำแหน่ง ขณะที่นาจิบซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา  ออกเดินขบวนร่วมกับชาวมุสลิมหลายพันคนเพื่อเรียกร้องการยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาในเมียนมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านาจิบกำลังเล่นเกมทางชาติพันธุ์ และอาจก่อเป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 91 ปี เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า จะเดินหน้ากดดันนาจิบต่อไป เนื่องจากการอยู่ในอำนาจต่อไปของนาจิบเป็นตัวการทำลายประเทศ เนื่องจากความวุ่นวายไม่เปิดทางให้กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรียังระบุอีกด้วยว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีการจุดประเด็นด้านชาติพันธุ์ด้วยการดึงฐานเสียงชาวมาเลเซียเชื้อชาติมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งจะสร้างความขัดแย้งทางชาติพันธุ์กับชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน โดยมาเลเซียจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ เปิดเผยว่า นาจิบเปิดเผยก่อนหน้านี้ต่อหน้าพรรคอัมโน ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดระหว่างพรรค อัมโน พรรครัฐบาล และพันธมิตร  ซึ่งสนับสนุนชาวมาเลเซียเชื้อสาย มาเลย์กับพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคกิจประชาธิปไตย (ดีเอพี) ซึ่งนาจิบระบุว่า เป็นพรรคที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อชาติจีน และมีการต่อต้านชาวมุสลิม รวมถึงชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์

“ถ้าประเทศนี้ตกอยู่ในมือของดีเอพี ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งและแนวคิดไม่เชื่อในศาสนา จะส่งผลให้สิทธิและเอกสิทธิ์ของชาวมาเลเซีย ซึ่งอัมโนปกป้องมาโดยตลอด ต้องหายไป” นาจิบ กล่าว

ด้าน สิวามุรุกัน ปานเตียน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี ออฟ ไซแอนซ์ ในมาเลเซีย กล่าวว่า นาจิบพยายามดึงความภักดีและการอยู่ในโอวาทขึ้นมาเพื่อรวบรวมพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว และเพื่อต่อสู้กับฝ่ายดีเอพี รวมถึงกำจัดอิทธิพลของมหาเธร์ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรคอัมโน นาจิบพยายามดึงความกลัวทางเชื้อชาติเพื่อรวบรวมพรรคอัมโนอีกครั้ง

เมียนมาแบนทำงานในมาเลย์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของเมียนมา ว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางการเมียนมาได้ระงับ การออกใบอนุญาตสำหรับชาวเมียนมาที่ต้องการไปทำงานในมาเลเซียตั้งแต่ วันที่ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ภายในมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ นาจิบ เรียกความขัดแย้งภายในเมียนมากับชาวโรฮีนจาเป็นการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างการเดินขบวนเรียกร้องการยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยนาจิบเรียกร้องให้องค์กรนานาชาติอย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) เข้าแทรกแซงปัญหาดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลมาเลเซียยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียน พิจารณาถอดความเป็นสมาชิกของเมียนมาอีกด้วย

เอเอฟพี รายงานว่า ผู้รอดชีวิต จากความขัดแย้งในรัฐยะไข่เปิดเผยสถานการณ์ภายในว่ามีการข่มขืน ทรมาน และฆาตกรรมชาวโรฮีนจา โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาราว 5.6 หมื่นคน หลบหนีออกจากเมียนมาล่องเรือมายังฝั่งมาเลเซีย

จีนโดดช่วยอุ้มวันเอ็มดีบี

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐวิสาหกิจจากจีนเตรียมเป็นผู้จ่ายค่ายอมความให้กับวันเอ็มดีบี ในการยุติความขัดแย้งกับกองทุนอินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม อินเวสต์เมนต์ โค (ไอพีไอซี) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเรียกร้องค่าเสีย หายราว 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท)

เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไอพีไอซี ระบุว่า วันเอ็มดีบีไม่ชำระหนี้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ที่มีกำหนดชำระตั้งแต่ปีก่อน และยังเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้แทนวันเอ็มดีบีเมื่อเดือน พ.ค. เป็นเงิน 52.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,824 ล้านบาท) ในฐานะ ผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอน  ปี 2022 ก่อนที่ไอพีไอซีจะยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอนในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ที่ผ่านมา จีนกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับวันเอ็มดีบี โดยรัฐวิสาหกิจจากจีนเข้าซื้อสินทรัพย์ ซึ่งหมายรวมถึงธุรกิจพลังงานของวันเอ็มดีบี โดยนาจิบ เปิดเผยว่า การเข้าซื้อของจีนช่วยให้ วันเอ็มดีบีลดหนี้ได้ถึง 4.04 หมื่นล้าน ริงกิต (ราว 3.3 แสนล้าบาท) ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่แน่นแฟ้นขึ้น ขณะที่สหรัฐเข้าสอบสวนกองทุน ดังกล่าว และพบว่ามีความผิดปกติของการเคลื่อนย้ายเงินทุน 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.22 แสนล้านบาท)

ขณะเดียวกัน รอยเตอร์ส รายงานอ้างเอกสารฟ้องคดีของศาลสหรัฐ พบว่า ครอบครัวของโจโลว์ นักธุรกิจและเพื่อนสนิทของครอบครัวนาจิบ ซึ่งถูกสหรัฐสั่งยึดทรัพย์ 650 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) ยื่นฟ้องศาลในหมู่เกาะเคย์แมนและในนิวซีแลนด์ เพื่อโยกย้ายทรัพย์สิน เช่น อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ จากทรัสตี้เก่าในสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังทรัสตี้ใหม่ และจะทำให้การขึ้นให้การต่อศาลเลื่อนจากวันที่ 12 ธ.ค. ไปจนถึง 23 ม.ค.ปีหน้า

 

‘สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’มองเศรษฐกิจปีระกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472988

'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์'มองเศรษฐกิจปีระกา

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์“รองนายกรัฐมนตรี ถึงมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มของปี 2560 ตลอดจนแนวนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อน

พอใจเศรษฐกิจปี59 แม้ซึม โค้งสุดท้าย

“สมคิด” กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจซึมๆ ไปบ้างในไตรมาส 4 นี้เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าประเทศอยู่ในภาวะใด ประชาชนอาจไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริโภคภายในเป็นตัวที่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ฉะนั้น ในไตรมาส 4 ปี 2559 ก็อาจคาดคะเนในเชิงบวกมากไม่ได้ แต่รัฐบาลก็พยายามจะใส่มาตรการต่างๆ ลงไป แต่เชื่อว่าทั้งปีออกมาน่าจะใช้ได้ 3% กว่าได้ เพียงแต่ 3% กว่าเท่าไหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทางธนาคารโลกมองว่า 3.1% ซึ่งค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนปีหน้าเขาทำนายว่า 3.2% ก็ถือว่าดีมาก เพราะว่าปีที่แล้วเขาทำนายว่าปีนี้ได้ 2% แต่เราก็ขึ้นมาถึง 3.1%

เศรษฐกิจไทยประคองมาได้ถือว่าเก่งแล้วในสถานการณ์ที่การส่งออกเป็นแบบนี้ ถ้าการส่งออกดีขึ้น ระยะต่อไปอาจจะขึ้นไปถึง 4-5% แต่เมื่อการส่งออกยังเป็นแบบนี้ เราจึงต้องรีบรีฟอร์มให้สินค้าที่เรามีแข่งขันได้ เพราะตอนสินค้าที่เราเคยแข่งขันได้ เช่น เสื้อผ้าตอนนี้ไปอยู่ที่กัมพูชา เวียดนามหมดแล้ว ส่วนจะขยับไปสู่การผลิตสินค้าแบรนด์ด้วยตัวเองและด้วยต้นทุนที่ถูกโดยการปรับการผลิตไปใช้เครื่องจักร ถ้าเราจะแข่งจะต้องปรับตรงนี้

“เซนติเมนต์ของไตรมาส 4 ยังไม่แน่นหนาเท่าที่ควร แต่ทั้งปีแล้วถือว่า 3% แน่ แต่อัตรานี้เราต้องยอมรับว่าเม็ดเงินยังไม่ลงไปถึงรากหญ้า ยังไม่กระจายทั่ว เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปีหน้า ถามว่าพอใจไหม ผมถือว่าพอใจเพราะเราไต่ขึ้นมาจาก 0.8% มาเป็น 2.8% ในปีที่แล้ว และที่ 3% กว่าในปีนี้ ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว” สมคิด กล่าว

ข้อมูลชี้ทิศทางปีหน้าเป็นบวก

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีที่ทยอยเปิดเผยออกมาขณะนี้ ถือว่าชี้ไปทางบวก ยกตัวอย่างตัวเลขตลาดหลักทรัพย์ ทั้งผลประกอบการมูลค่าการซื้อขาย ดัชนี ผลตอบแทนตอนนี้สูงสุดในอาเซียน แสดงว่าความมั่งคั่งเกิดขึ้นจริง แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะต้องผลักสิ่งที่กระจุกอยู่นี้ให้กระจายลงไปให้ได้ ซึ่งอยู่ๆ ภายในพริบตาใครก็ทำไม่ได้ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องทำกลไกให้ลงไป อันนี้คือการรีฟอร์มที่รัฐบาลจะทำให้ต่อเนื่องในปี 2560

ข้อมูลการส่งออกเดือน พ.ย.ก็ออกมาบวกได้ 10% เพราะญี่ปุ่นดีขึ้น และล่าสุดก็มีการคาดมาแล้วว่าญี่ปุ่นจะโตสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าจากไทยมีสูงขึ้น การทรุดตัวของจีนก็ชะลอ ส่วนสหรัฐผมเชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเพราะระยะยาวยังต้องดูต่อ ถ้าระยะสั้นและกลางดีขึ้น 3 ประเทศนี้จะทำให้การส่งออกของประเทศในเอเชียดีขึ้น แม้ถ้าสหรัฐ กีดกันการค้าจากจีนก็เป็นโอกาสของไทย แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำ ดังนี้ ทั้ง 3 ตลาดจะทำให้การส่งออกดีขึ้นและการส่งออกมีมูลค่า 70% ของจีดีพี ถ้าโตได้สัก 1-2% ก็ถือว่าดีและช่วยเศรษฐกิจในปีต่อไปมากแล้ว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการบริโภคก็คาดว่าจะดีขึ้น เพราะประการแรก โครงการต่างๆ เริ่มออกแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนไทยตัดสินใจลงทุนหลังจากรอดูสถานการณ์มานาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ซึ่งจะส่งผลถึงอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เงินจะเริ่มไหล ล่าสุดสภาหอการค้าไทยได้มีการติดต่อเข้ามาขออายุมาตรการสนับสนุนการเร่งลงทุนที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ นั่นแสดงว่าเอกชนเริ่มมั่นใจ แต่มาตรการนี้จะต่ออายุให้หรือไม่นั้นจะต้องหารือ รมว.คลัง ก่อน

ขณะนี้ถือว่านักลงทุนเกิดความมั่นใจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่มีแล้ว ถ้าเอกชนไทยตัดสินใจลงทุนแล้ว ต่างชาติก็จะตามมาเลย แล้วจะทำให้ตัว I หรือการลงทุนในภาพรวมดีขึ้น

“มองภาพแล้วปีหน้าจะดีขึ้น ไม่แย่กว่าปีนี้ สินค้าเกษตรก็จะดีขึ้นตามราคาการส่งออก แต่ก็ประมาทเรื่องของภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่แม้ปีหน้าจะดีขึ้น เราก็ไม่ได้พอใจเพียงเท่านี้ แต่รัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อรีฟอร์ม” สมคิด กล่าว

ผลักดันเอกชนนำขับเคลื่อนการเติบโต

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ปีหน้าการลงทุนมาแน่นอน เพราะนอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีเงินก้อนแรกที่ออกมาแล้วแน่ คือ งบประมาณกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาท ที่จะลงไปเพื่อการลงทุนในกลุ่มจังหวัด อันนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่คิด ขึ้นมาใหม่ แต่อยู่ในหัวผมมานานแล้ว เพราะมองการขับเคลื่อนประเทศจะต้องขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์กลุ่มโดยไม่ต้องอาศัยการพัฒนาจากส่วนกลาง เช่น กลุ่มจังหวัดอย่าง จ.เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มจังหวัดอันดามัน เหล่านี้มีความเกาะเกี่ยวกันในเชิงยุทธศาสตร์

ถ้ามีงบประมาณก้อนนี้มา และเป็นงบประมาณในเชิงลงทุนด้วย ตรงนี้เป็นหมากแรก เรารู้ว่าปีหน้าไม่มีคำว่าทรุด แต่ว่าเราต้องเร่งผลักดันการรีฟอร์ม และจะต้องผลักดันให้เอกชนลงทุน เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเริ่มแสดงบทบาท เอกชนจะต้องนำ แล้วรัฐบาลเป็นคนอำนวยความสะดวก มองกลับไปก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนมีสัดส่วนถึง 40% ของจีดีพี ผ่านมา 15 ปี ยังอยู่ที่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถกลับไปสู่ที่เก่าเพราะการเมืองมีปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนเอาความชัวร์ไว้ก่อน หรือไม่ก็ไปลงทุนเมืองนอกแทน

ลงทุนอีอีซี ยกระดับคลัสเตอร์เป้าหมาย

สมคิด กล่าวว่า ส่วนถัดมาที่จะเดินหน้าการปฏิรูปต่อเนื่อง คือ การลงทุนตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการขนส่ง และที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ Innovation Hub หรือ EECI เป็นพื้นหน่วยสนับสนุนด้านนวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญตามแนวทางประชารัฐ โดยการดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนด้านการวิจัย แต่ดึงให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นหัวหอกหลักในการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์เอื้อให้เกิดสตาร์ทอัพที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา

 

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลุยงานใหญ่ปั้น SME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472080

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลุยงานใหญ่ปั้น SME

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

ชื่อของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ถูกปรากฏในรายชื่อการปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรอบล่าสุด ซึ่งได้รับโอกาสให้เข้ามานั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลคาดหวังจะให้เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดย รมช.พาณิชย์คนใหม่ ได้คลุกคลีอย่างคร่ำหวอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในปัจจุบัน

“การผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น คือจะต้องมองว่าจะมาสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร การสร้างพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างไรถือเป็นงานหลัก โดยในช่วงก่อนที่จะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมจนมานั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ปัจจุบันนั้น เคยได้ก่อตั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งขณะนั้นมีการรวมตัวเอสเอ็มอีกันอยู่ แต่ว่ายังมีจุดรวมที่น้อยอยู่ จึงได้ก่อตั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีขึ้นมา มีสมาชิกทั่วประเทศ ทุกจังหวัด และยังเคยเป็นบอร์ดสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง” สนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สำหรับงานที่สนธิรัตน์ได้รับมอบหมายจากการแบ่งงานของ รมว.พาณิชย์ ประกอบไปด้วย กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นงานเดิมที่ รมช.พาณิชย์คนเดิม คือ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ดูแลอยู่แล้ว แต่ที่แตกต่างออกไป คือ สนธิรัตน์ยังได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้การทำงานทั้ง 3 กรมนั้น ซึ่งดูแลงานภายในประเทศจะได้มีกลไกในการขับเคลื่อนมากขึ้น

“ถ้าพูดถึงเอสเอ็มอีแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเป็นปลายน้ำของกระบวนการสร้างเอสเอ็มอี เพราะกระทรวงพาณิชย์อยู่กับงานด้านการพัฒนาด้านการตลาด ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาเอสเอ็มอี เพราะว่าภาคตลาดจะเป็นตัวบอกว่าจะกลับไปสู่พัฒนาสินค้าได้อย่างไร จะไปสู่การพัฒนาตัวบรรจุภัณฑ์ได้อย่างไร หรือจะเป็นตัวตอบว่าจะไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะพัฒนาให้เกิดการแข่งขันได้อย่างไร ดังนั้นบทบาทการพัฒนาเอสเอ็มอีของกระทรวงพาณิชย์ ต้องเป็นแกนหลักในการพัฒนาปลายน้ำ เพื่อสะท้อนกลับไปสู่กลางน้ำของกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วสะท้อนไปสู่ต้นน้ำของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” สนธิรัตน์ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม การเข้ามานั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ สนธิรัตน์ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมบทบาทต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้มากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งต้องการจัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีให้มีการทำงานเชิงบูรณาการที่ไม่ใช่ว่าบูรณาการงบประมาณ แต่ต้องบูรณาการในเชิงการทำงานได้มากขึ้น เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเอสเอ็มอี

“ผมมีความตั้งใจที่จะให้เกิดการทำงานร่วมกันในระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งในต่างประเทศนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงพาณิชย์แยกกันไม่ได้ แต่ประเทศไทยแยกกันมานาน แต่ที่ถูกต้องแยกกันไม่ได้ เหมือนไก่กับไข่ต้องอยู่คู่กัน ดังนั้นเรื่องนี้ก็จะหารือกับ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าจะร่วมกันตรงนี้ได้อย่างไร และอาจจะปรับไปถึงบทบาทของ สสว. เพราะในมุมมองของผมน่าจะเพิ่มบทบาท สสว.เป็นตัวหลักในการจัดการบูรณาการแผนและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี รวมทั้งประเมินวัดผลเป้าหมายของการพัฒนาที่มีการใช้งบของรัฐต่างๆ บทบาทเหล่านี้ก็คงพูดคุยกันในการจัดบทบาท” สนธิรัตน์ กล่าว

สนธิรัตน์ ระบุว่า การจัดบทบาทมีความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณในการพัฒนาต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดบทบาทครั้งนี้ทำสำเร็จ จะช่วยลดการพัฒนาที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน แล้วไปเพิ่มการพัฒนาต่อยอด ถือเป็นประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นเป็นส่วนที่ตนตั้งใจมาเชื่อมร้อยตรงนี้ให้ เและที่มอง สสว.ควรเป็นแกนหลัก เพราะ สสว.มีแผนการพัฒนาเอสเอ็มอีเหล่านี้อยู่แล้ว คือต้องมองเอสเอ็มอีในการพัฒนาให้เป็นวงจร เหมือนกับการให้ยาเม็ดเดียวไม่ได้ ต้องไปดูไลฟ์ไซเคิลตั้งแต่เริ่มเป็นสตาร์ทอัพ เริ่มเข้ามาสู่ขั้นตอนการเติบโต และพัฒนาไปสู่เอสเอ็มอีไซส์เอส ไซส์เอสเอส ไซส์เอ็ม

ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นการพัฒนาเอสเอ็มอีที่ปลายน้ำ คือการเข้าไปดูแลงานด้านการตลาด ถือเป็นบทบาทสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเวลาถามว่าเอสเอ็มอีมีปัญหาด้านใดบ้าง มากกว่าครึ่งหนึ่งของเอสเอ็มอีทั้งประเทศจะตอบว่ามีปัญหาด้านการเงิน รองลงมาจากปัญหาการเงินคือปัญหาการตลาด ต่อมาจึงเป็นปัญหาการผลิต ปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาการจดทะเบียนต่างๆ ดังนั้นแกนหลักจริงๆ ของปัญหาเอสเอ็มอี คือ 2 ปัจจัยใหญ่ นั่นคือปัญหาการเงินและปัญหาตลาด

“บทบาทของกรมพัฒนาธุรกิจ เราต้องแบกรับปัญหาตลาด เพราะถ้าทำการพัฒนาเรื่องตลาดได้ดี ก็สามารถช่วยเอสเอ็มอีเข้มแข็งและแข่งขันได้ และยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะมีเรื่องอี-คอมเมิร์ซเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน การใช้แนวคิดตลาดแบบเดิมๆ คือ นำสินค้าวางขายห้าง หรือไปเปิดตลาด เป็นกลไกที่เก่าแล้ว แต่วันนี้มีกลไกใหม่ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นและหนีไม่ได้ คืออี-คอมเมิร์ซ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการทำงานภาครัฐด้วยเช่นกัน ในการทำให้สิ่งเหล่านี้ไปส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างไร ให้เอสเอ็มอีมีหนทางการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นงานของกรมพัฒนาธุรกิจที่ทำอยู่แล้วร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” สนธิรัตน์ กล่าว

แม้ว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศเกิดเยอะขึ้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มองว่าเมื่อมีเอสเอ็มอีเกิดเยอะขึ้น ก็จะมีเอสเอ็มอีที่ตายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างกลไกที่จะชะลอเอสเอ็มอีให้ตายช้าลง เพราะเมื่อเอสเอ็มอีตายช้าลงก็มีโอกาสที่เอสเอ็มอีเหล่านี้จะฟื้นตัวและก้าวไปสู่ผู้ประกอบการที่เข้มแข็งได้

“เอสเอ็มอีจำนวนเยอะคือสิ่งที่อยากเห็น เพราะสังคมผู้ประกอบการทั้งโลกก็เป็นแบบนั้น นั่นคือรัฐบาลส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ให้กระจายออกไป เมื่อเกิดมากขึ้นการล้มหายตายจากก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงต้องมีกลไกในการอุ้มชูเอสเอ็มอีให้ตายช้าลง หรือต้องทำให้เกิดเยอะ ตายช้า เพราะการตายช้ามีโอกาสรอด คือบางทีเอสเอ็มอีต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยการอยู่ไประยะหนึ่งถึงอยู่รอด เหมือนเด็กเล็กที่ไม่สบาย ต้องช่วยประคองเพราะช่วยตัวเองไม่ได้ เหมือนกับเอสเอ็มอีเพราะถ้าอยู่ได้นานก็จะมีพัฒนาการและยืน 2 ขาได้” สนธิรัตน์ อธิบาย

อย่างไรก็ดี สนธิรัตน์ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 50% ของจีดีพีประเทศ จากปัจจุบันที่จีดีพีเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 42% ของจีดีพีประเทศ เพราะในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอี 50% ขึ้นไป ทำให้เศรษฐกิจประเทศไม่ได้พึ่งพิงรายใหญ่เท่านั้น ทิศทางเหล่านี้คือภาพใหญ่แล้วก็ต้องผลักดันการทำงานให้ไปสู่ทิศทางนี้ให้ได้

ขณะที่งานดูแลเรื่องราคาสินค้านั้น สนธิรัตน์มองว่ากระทรวงพาณิชย์มีกลไกอยู่แล้วในการจับตาดูแลราคาสินค้า อธิบายง่ายๆ คือถ้าราคาสินค้าปรับตัวไม่เป็นธรรม กระทรวงก็จะเข้าไปดูแล เพราะกรมการค้าภายในมีบัญชีสินค้าติดตามในการดูแลหลายร้อยรายการดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือความสม่ำเสมอคือการติดตามตรวจสอบดูแล และพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมใกล้ชิด และสร้างสมดุลต้นทุน

“ราคาสินค้ามี 2 เรื่องที่อยู่ในนั้น เรื่องแรก ราคาที่เป็นธรรมสอดรับกับกลไกการเพิ่มของต้นทุนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จุับต้องได้ทางตัวเลข เช่น น้ำมันราคาขึ้นเท่านี้ จะกระทบราคาสินค้าเท่าไหร่ กลไกที่สองคือความรู้สึก บางครั้งไม่ได้แพงขึ้น อย่างขณะนี้ราคาหมู ไก่ ไข่ ไม่ได้แพงขึ้นมากว่า 2 ปี ผักก็ขึ้นลงตามฤดูกาล ลักษณะนี้เป็นการแพงขึ้นโดยความรู้สึก ต้องบริหารความรู้สึกของประชาชนด้วยการสื่อสาร และการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นงานหลักของรัฐบาลที่ทำอยู่แล้ว” สนธิรัตน์ กล่าว

ด้านการวัดผลการทำงานนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับทุกกระทรวงว่าปี 2560 เป็นปีที่ต้องการผลลัพธ์ เพราะ 2 ปีแรก เป็นปีแห่งการเข้ามาปรับฐาน ทำความสงบเรียบร้อย โดยปีแรกการปรับฐานได้เริ่มทำมาแล้ว ปีที่ 2 เป็นการปรับทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะแข่งขัน โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปรับประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมใหม่รับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงกันได้ทำไปมากในปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปี 2560 เป็นปีที่ต้องเอาผลมาทำงานในเรื่องต่างๆ

“ส่วนที่ผมดูแลจะต้องเห็นผลการพัฒนาสอดรับกับการไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่ 4.0 ที่ต้องแข่งขันมากขึ้น และให้มีความเข้มแข็ง ขยายตลาดเพิ่ม สร้างกลไกที่จะขายของปริมาณเท่าเดิม แต่ได้ราคาสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องขยับ และต้องไปคู่กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คือต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ออก เพราะเมื่อเพื่อนบ้านเศรษฐกิจดี ก็ส่งผลมาถึงไทยด้วย ที่จะค้าขายได้มากขึ้น มองให้เป็นตลาดเดียวกันด้วยการสร้างพาร์ตเนอร์ชิป หรือพันธมิตรร่วมกัน” สนธิรัตน์ทิ้งท้าย