ญี่ปุ่นเพิ่มงบเสริมกำลังยามฝั่ง รับมือข้อพิพาททะเลจีนตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 23:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818394

 

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศเพิ่มงบประมาณให้แก่หน่วยยามฝั่ง เพื่อเสริมกำลังรับมือข้อพิพาทแย่งชิงดินแดนในทะเลจีนตะวันออกกับจีน ที่ยังคงคุกรุ่น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ แห่งประเทศญี่ปุ่น กล่าวในวันพุธที่ 21 ธ.ค. ว่า พวกเขาจะยกระดับความพยายามในการเสริมความเข้มแข็งแก่กองกำลังยามฝั่ง ในขณะที่ไม่มีวี่แววว่าข้อพิพาทแย่งชิงดินแดนหมู่เกาะเซนคาคุ หรือ เกาะเตียวอิ๋ว ในทะเลจีนตะวันออก ระหว่างแดนอาทิตย์อุทัยกับแดนมังกรจะบรรเทาลง

นายอาเบะกล่าวว่า งบประมาณของหน่วยยามฝั่งในปีงบประมาณถัดไปซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนเม.ย. 2017 จะมีมากกว่า 2.1 แสนล้านเยน (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) มากกว่าปี 2016 ราว 2.23 หมื่นล้านเยน เพื่อเพิ่มเรือลาดตระเวนขนาดใหญ่ลำใหม่อีก 5 ลำ และเพิ่มเจ้าหน้าที่องค์กรบังคับใช้กฎหมายทางทะเลมากกว่า 200 คน

“นับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2012 เรือของรัฐบาลจีนก็ได้แล่นเข้าใกล้เกาะเซนคาคุเกือบทุกวัน และได้ล่วงล้ำเข้าสู่น่านน้ำของญี่ปุ่นรอบหมู่เกาะนี้เดือนละ 2-3 ครั้ง” นายอาเบะกล่าวระหว่างการประชุมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้

ด้านนาย เคอิจิ อิชิอิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีหน้าที่ดูและหน่วยยามฝั่งด้วย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สถานการณ์เกี่ยวกับหมู่เกาะพิพาทแห่งนี้กำลังกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเพิ่มชึ้นของการบุกรุกจากฝ่ายจีน

 

ตร.อิเหนายิงปะทะดับ 3 คนร้าย สกัดแผนระเบิดฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 22:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818377

 

ตำรวจอินโดนีเซียออกปฏิบัติการบุกตรวจค้นบ้านต้องสงสัยในเมืองชานกรุงจาการ์ตาเมื่อวันพุธ และเกิดการยิงปะทะกับผู้ต้องสงสัย ซึ่งต่อมาถูกสังหาร 3 ราย และค้นพบระเบิดในบ้านหลังนี้ด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 21 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายของประเทศอินโดนีเซีย สังหารผู้ต้องสงสัยเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม (ไอซิส) 3 รายในปฏิบัติการบุกตรวจค้นที่เมืองทังเกอรัง ชานเมืองหลวงกรุงจาการ์ตา จนเกิดการยิงปะทะกัน

หลังการบุกตรวจค้นในวันพุธ ริควานโต โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซียออกมาระบุว่า มีผู้ต้องสงสัยถูกสังหาร 3 ราย และถูกจับกุม 1 คน โดยผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้วางแผนทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ป้อมจราจรในช่วงสิ้นปี 2016 และกดระเบิดลูกใหญ่เมื่อผู้คนมารวมตัว ตำรวจยังพบระเบิด 5 ลูกที่บ้านที่พวกเขาบุกตรวจค้นด้วย

อีกด้านหนึ่ง ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยอก 3 คนในปฏิบัติการบุกตรวจค้น 3 ครั้งที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันบนเกาะสุมาตรา และเกาะบาตัม ฐานทำงานให้ผู้กลุ่มติดอาวุธ และช่วยเหลือชาวมุสลิมอุยกูร์จากจีนเข้าสู่อินโดนีเซียเพื่อเข้าร่วมเครือข่ายติดอาวุธ

ทั้งนี้ ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตำรวจอินโดนีเซียระบุว่า พวกเขาสกัดแผนโจมตีด้วยระเบิดในหลายครั้ง โดยในสัปดาห์นี้มีผู้ต้องสงสัยวางแผนก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตาและสถานที่อื่นๆ ถูกนำตัวมาสอบปากคำแล้วอย่างน้อย 14 คน

 

เยอรมนี ‘พลิกแผ่นดิน’ ล่า หนุ่มตูนิเซีย อาจเป็นคนขับรถบรรทุกชนคนสุดสยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818257

 

ตำรวจเยอรมนี ยกกำลังตามไล่ล่า หนุ่มชาวตูนิเซีย ต้องสงสัยอาจเป็นคนร้ายก่อเหตุสยอง ขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาส ในกรุงเบอร์ลิน ดับสลด 12 เจ็บ 49 ราย

เมื่อ 21 ธ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ตำรวจเยอรมนีกำลังไล่ล่านายเอนิส เอ ชายชาวตูนิเซีย หลังพบกระดาษบัตรประชาชนตกอยู่ในรถบรรทุกสีดำ ยี่ห้อสแกนเนีย ที่คนร้ายนำมาใช้ก่อเหตุขับพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาส ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา คาดนายเอนิส เอ หนุ่มชาวตูนิเซีย อายุประมาณ 21 หรือ 23 ปีรายนี้ อาจเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์สะเทือนขวัญ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ และบาดเจ็บ 49 ราย


ขณะที่ แหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจ ยังเผยกับนักข่าว เดอร์ สปีเกล สื่อท้องถิ่นในเยอรมนีด้วยว่า ผู้ต้องสงสัยหนุ่มชาวตูนิเซียรายนี้ ยังใช้ชื่ออื่นๆ อีก 3 ชื่อด้วย ส่วนกรณีที่กลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม หรือไอซิส ออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายในเบอร์ลินนั้น จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมนียังไม่พบเบาะแสหลักฐานว่ากลุ่มสุดโหดกลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังเหตุร้ายแรงแต่อย่างใด


ก่อนหน้านี้ ตำรวจเยอรมนีได้จับกุมหนุ่มชาวปากีสถาน ซึ่งกำลังยื่นขอลี้ภัยอยู่ในเยอรมนี วัย 23 ปีคนหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกพุ่งชนคนที่ตลาดคริสต์มาสในกรุงเบอร์ลิน แต่สุดท้ายได้ปล่อยตัวไป หลังจากตำรวจได้สอบปากคำ และชายชาวปากีสถานรายนี้ได้ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่อเหตุสะเทือนขวัญ อีกทั้งตำรวจยังไม่พบหลักฐานใดๆ ที่จะจับกุมดำเนินคดี


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เยอรมนีปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยขับรถบรรทุกชนคนในกรุงเบอร์ลินแล้ว

เยอรมนีสยอง ไอซิสอ้างอยู่เบื้องหลัง รถบรรทุกพุ่งชนคนที่เบอร์ลิน ตาย12

 

โคเรียน แอร์ระทึก ชายคลั่งทำร้ายแอร์โฮสเตส ‘ริชาร์ด มาร์กซ์’ โดดช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/818173

 

ริชาร์ด มาร์กซ์ นักร้องดังและภรรยา เจอเหตุการณ์ระทึกบนเครื่องบินโดยสารโคเรียน แอร์ ฮานอย-โซล จู่ๆ มีผู้โดยสารชายคนหนึ่งเกิดคลุ้มคลั่งทำร้ายแอร์โฮสเตสหญิง จนผู้โดยสารบนเครื่อง และ ริชาร์ด มาร์กซ์ ต้องช่วยกันตะครุบตัวชายคนดังกล่าวให้สงบลง ติงพนักงานต้อนรับบนเครื่องขาดอุปกรณ์ และไม่มีความรู้ในการใช้ปืนไฟฟ้าระงับสถานการณ์

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุระทึกบนเครื่องบินโดยสารของสายการบิน Korean Air (โคเรียน แอร์) เที่ยวบิน KE 480 จากกรุงฮานอย เมืองหลวงเวียดนาม ไปยังกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้โดยสารชายคนหนึ่งเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ทำร้ายแอร์โฮสเตสหญิงคนหนึ่งบนเครื่อง ก่อนจะพยายามทำร้ายผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วย ขณะที่ผู้โดยสารบนเที่ยวบินนี้ รวมทั้ง ริชาร์ด มาร์กซ์ นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน เจ้าของเพลงฮิต ‘Right Here Waiting’ (ไรท์ เฮียร์ เวตติ้ง) และเดซี ฟูเอ็นเตส ภรรยาคนสวย เดินทางมาด้วย โดย ริชาร์ด มาร์กซ์ และผู้โดยสารคนอื่นได้ช่วยกันจับกุมชายคลั่งคนดังกล่าวให้เขาสงบสติอารมณ์ลง


เดซี ฟูเอ็นเตส ทวีตข้อความ-ภาพเหตุการณ์ ผ่านทวิตเตอร์ของ @ daisyfuentes ทางออนไลน์

ด้านเดซี ฟูเอ็นเตส ภรรยาของริชาร์ด มาร์กซ์ ได้ทวีตข้อความเล่าเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นว่า มีผู้โดยสารชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ที่นั่งแถวหน้าของเธอ และ ริชาร์ด มาร์กซ์ ได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งเร่ิมทำร้ายพนักงานหญิง โดย ริชาร์ด มาร์กซ์ และผู้โดสารคนอื่นจึงได้ช่วยกันจับตัวชายคนนี้ไว้ ขณะที่การเดินทางจากฮานอย มายังกรุงโซล ต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมง โดยเดซีบอกว่าเธอรู้สึกแย่มากที่เห็นพนักงานต้อนรับหญิงโดนทำร้าย แต่ไม่มีใครเตรียมพร้อมสำหรับรับมือสถานการณ์ร้ายแบบนี้ เพราะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินไม่มีใครรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ปืนไฟฟ้า หรือการใช้เชือกมัดตัวชายที่คลุ้มคลั่งเลย

ขณะที่ ริชาร์ด มาร์กซ์ ก็ได้ทวีตข้อความและโพสต์ภาพเหตุระทึกบนเครื่องบินโคเรียน แอร์ เที่ยวบิน KE480ด้วยเช่นกัน โดยนักร้องดังยังแสดงความเห็นต่อพนักงานหญิงบนเที่ยวบินนี้ว่า ขาดการฝึกฝนด้านทักษะในการควบคุมสถานการณ์เช่นนี้อย่างสิ้นเชิง



ริชาร์ต มาร์กซ์ ทวีตภาพ -เล่าเหตุการณ์ระทึกบนเครื่องบินโคเรียน แอร์ เที่ยวบิน KE 480 ฮานอย-โซล
 

ประมวลภาพ ตลาดดอกไม้ไฟเม็กซิโกระเบิดสนั่น ราพณาสูร ยอดเหยื่อพุ่ง 29

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 15:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817972

 

หายนะส่งท้ายปี ยอดเหยื่อ ตลาดขายดอกไม้ไฟ ในเม็กซิโก ระเบิดครั้งใหญ่ สุดน่ากลัว เพิ่มเป็น 29 บาดเจ็บเกือบร้อย ชาวบ้านใกล้ที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นกึกก้อง ต่อเนื่อง และเกิดไฟไหม้จนตลาดวอดหมด เบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุระเบิด

เมื่อ 21 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่ภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ตลาดขายดอกไม้ไฟ ‘ซาน พลาบลิโอ’ นอกกรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก เกิดระเบิดครั้งใหญ่เสียงดังสนั่น และระเบิดต่อเนื่องไปยังร้านค้าใกล้เคียง ก่อให้เกิดประกายไฟลุกไหม้เผาผลาญตลาดจนวอดวาย เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 29 ศพแล้ว และบาดเจ็บกว่า 70 คน



ข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเม็กซิโกยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้ตลาดขายดอกไม้ไฟระเบิดในขณะนี้ ขณะที่ประชาชนที่อยู่ใกล้ตลาดที่เกิดเหตุ เผยกับนักข่าวเอเอฟพีว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น และพวกตนคาดว่าเหตุระเบิดคงเกิดขึ้นที่ตลาดขายดอกไม้ไฟ ซาน พาบลิตโต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเม็กซิโก ซิตี้ ประมาณ 32 กม. เคยเกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อเดือนกันยายน 2548 จนได้รับความเสียหายอย่างหนักมาแล้ว



ด้านประธานาธิบดีเอ็นริเก้ นิเอโตแห่งเม็กซิโก ได้ทวีตข้อความทางออนไลน์ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวที่ต้องสูญเสียญาติมิตร และหวังว่าผู้ได้รับบาดเจ็บ จะหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการเม็กซิโกเผยด้วยว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บ มีเด็กๆรวมอยู่ด้วยหลายคน และส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ร่างกายเกือบ 90% เลยทีเดียว


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชมคลิป ตลาดขายส่งดอกไม้ไฟระเบิด ชานกรุงเม็กซิโกซิตี้ ตายแล้ว27 เจ็บ70

 

จุดจบ มือปืน หน่วยสวาทตุรกีระดมยิงไม่ยั้ง หลังลอบสังหารโหดทูตรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 12:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817726

 

สื่อนอกเผยแพร่ ภาพสลด มือปืน ก่อเหตุลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงอังการา โดนกำลังตำรวจหน่วยสวาทของตุรกีปลิดชีพ ระดมสาดกระสุนใส่แบบไม่ยั้งในที่เกิดเหตุ นอนตายเหยียดยาวจมกองเลือด ปลอกกระสุนเกลื่อนพื้น

เมื่อ 21 ธ.ค. 59 สื่อต่างประเทศเผยแพร่ภาพ จุดจบนายเมฟลุต เมิร์ต อัลตินตัส มือปืน ถูกตำรวจหน่วยสวาท ชุดปฏิบัติการจู่โจมของตุรกี ระดมยิงปลิดชีพ หลังนายอัลตินตัส ก่อเหตุช็อกโลก ลอบสังหารนายอันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกีอย่างอุกอาจ ด้วยการรัวยิงจากด้านหลัง เพื่อแก้แค้นให้กับชาวซีเรียในเมืองอเลปโป ที่โดนกองกำลังรัสเซียโจมตีทางอากาศ ขณะนายคาร์ลอฟ กำลังกล่าวเปิดงานนิทรรศการภาพถ่าย ที่แกลลอรี่จัดแสดงงานศิลปะแห่งหนึ่ง ในกรุงอังการา เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค.

เว็บไซต์ มิร์เรอร์ เผยแพร่ภาพถ่ายของนายอัลตินตัส นอนตายเหยียดยาวจมกองเลือดบนพื้นในแกลลอรี่ สถานที่ที่เขายิงนายคาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซีย โดยรอบตัวของนายอัลตินตัส เต็มไปด้วยปลอกกระสุนปืนที่ตกเกลื่อนพื้น หลังจากตำรวจหน่วยสวาทระดมยิงใส่ร่างของเขาแบบไม่ยั้ง


จากไปแล้ว…นายอันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี

ข่าวแจ้งว่า นายอัลตินตัส ได้เคยเป็นตำรวจ เรียนจบโรงเรียนตำรวจของตุรกี ก่อนจะถูกปลดจากงานตำรวจ หลังจากเขาได้เข้าร่วมกับกลุ่มทหารที่พยายามก่อปฏิวัติหวังยึดอำนาจประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดกัน แต่ล้มเหลวเมื่อ ก.ค.ปีก่อน โดยมีรายงานว่า นายอัลตินตัสได้เข้ามาในแกลลอรี่แห่งนี้เพื่อลงมือก่อเหตุลอบสังหารนายคาร์ลอฟ ด้วยการแสดงบัตรตำรวจ


ทหารกองเกียรติยศตุรกี แบกโลงศพนายอันเดร คาร์ลอฟ ขึ้นเครื่องบิน เพื่อนำร่างกลับไปประกอบพิธีศพที่รัสเซีย

หลังจาก นายอัลตินตัสก่อเหตุลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงอังการา แล้ว บรรดาสมาชิกในครอบครัวของเขา ทั้งพ่อ แม่ และพี่ เพื่อนร่วมอพาร์ตเมนต์ ได้ถูกตำรวจเรียกตัวมาสอบปากคำเพื่อสืบหาว่านายอัลตินตัสลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญนี้เพียงลำพัง หรือมีการติดต่อเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มใดหรือไม่ โดยนายเอสราฟิล ผู้เป็นบิดาของนายอัลตินตัส บอกกับตำรวจหลังรู้ข่าวการกระทำของบุตรชายว่า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายจึงก่อเรื่องแบบนี้ขึ้น และรู้สึกประหลาดใจมาก ในขณะที่ร่างไร้ลมหายใจของนายคาร์ลอฟได้ถูกนำเครื่องบินกลับไปประกอบพิธีศพที่บ้านเกิดในรัสเซีย โดยที่ทางการตุรกีและรัสเซียได้จัดพิธีส่ง-รับศพอย่างสมเกียรติ


ใจจะขาด ภริยาของนายอันเดร คาร์ลอฟ เสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปอย่างกะทันหันของสามี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โลกประณาม เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี โดนยิงสังหารอุกอาจ (ชมคลิป)

 

ตร.มือปืนรัว8นัด ช็อกโลก สังหารทูตรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 07:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817506

 

ขณะพูดเปิดนิทรรศการในตุรกี อีกรายตะบึงรถบรรทุกชนขยี้ ตาย12ศพที่เบอร์ลิน เยอรมนี

ระทึกโลกอีกครั้ง เมื่อคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนและร้านค้าย่านตลาดคริสต์มาสที่ถนนคนเดินในกรุงเบอร์ลิน ระหว่างผู้คนกำลังเดินเที่ยวยามค่ำคืนในห้วงเวลาใกล้วันแห่งความสุขของเทศกาลคริสต์มาส ถูกรถบดขยี้ดับสยอง 12 ศพ เจ็บกว่า 50 คน นายกฯเยอรมันเชื่อเป็นฝีมือกลุ่มก่อการร้าย ส่วนผู้ก่อเหตุถูกจับกุมได้เป็นผู้อพยพชาวปากีสถาน ขณะที่โลกสะท้านสะเทือนอีกคำรบ เมื่อเกิดเหตุเขย่าสันติภาพโลกรุนแรง มือปืนปฏิบัติการโหด ถล่มยิงเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี ขณะกำลังเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการภาพถ่าย ส่วนมือปืนเป็นตำรวจวัย 22 ปี ถูกวิสามัญฆาตกรรมตายตาม “ปูติน” คำราม เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มที่หวังทำลายความสัมพันธ์สองชาติ
ที่มีความขัดแย้งกันอยู่

โลกป่วนก่อนสิ้นปี กลุ่มก่อการร้ายปฏิบัติการอุกอาจในหลายประเทศ สร้างความหวั่นผวาแก่ชาวโลก ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ว่า เกิดเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกแท่งเหล็กสีดำขนาด 25 ตัน พุ่งเข้าไปในตลาดคริสต์มาสบนถนนคนเดิน ใจกลางกรุงเบอร์ลิน ของเยอรมนี และอยู่ใกล้โบสถ์อนุสรณ์ไกเซอร์ วิลเฮม โบสถ์เก่าแก่และสำคัญตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยคนขับบังคับรถให้พุ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งร้านค้าและผู้คนที่มาเดินเที่ยวตลาดอย่างหนาแน่นหาของกินยามค่ำคืน ในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บ 48 คน เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.14 น. ของวันที่ 19 ธ.ค. ตามวันเวลาท้องถิ่น ตรงกับเวลา 02.14 น. หรือเช้าตรู่วันที่ 20 ธ.ค. ตามเวลาในไทย หลังก่อเหตุ คนร้ายได้ลงจากรถบรรทุกวิ่งหลบหนีจากที่เกิดเหตุ แต่ถูกพลเมืองดีวิ่งตามและแจ้งตำรวจให้เข้าจับกุมได้ใกล้อนุสาวรีย์วิคตอรี คอลัมน์ ที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ

นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษคนหนึ่ง เล่าถึงนาทีระทึกขวัญว่า รถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งผ่านหน้าไป 3 เมตร แล้วพุ่งชนทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า รวมทั้งร้านขายของและผู้คน ต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ คาดว่าเป็นการจงใจก่อเหตุ ระหว่างนี้ได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ที่แขนขาหักและช่วยดึงคนออกจากด้านใต้เวที ที่ทำขึ้นเพื่อฉลองคริสต์มาสและพังลงมาหลังถูกรถบรรทุกชน ขณะที่พยานอีกคนที่เป็นชาวออสเตรเลีย เผยว่าพบเห็นแต่เลือดและร่างผู้เสียชีวิตอยู่ทุกที่ ก่อนหน้านั้นเห็นรถบรรทุกสีดำขนาดใหญ่ พุ่งเข้ามาในตลาดด้วยความเร็วสูง ก่อนพุ่งชนบดขยี้ผู้คนแล้วไฟก็ดับทั่วบริเวณ ร้านแผงลอยขายอาหารและอื่นๆถูกชนเสียหายหมด

ต่อมาสื่อเยอรมนีเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุคือนายนาเว็ด บี. เป็นผู้อพยพชาวปากีสถาน อายุ 23 ปี เข้ามาเยอรมนีเมื่อปีที่แล้ว อยู่ระหว่างขอเอกสารรับรองสถานะผู้ลี้ภัย อาศัยถาวรอยู่ในเยอรมนี มีประวัติก่อคดีไม่ร้ายแรงแต่ไม่พบเชื่อมโยงกับกลุ่มหัวรุนแรงหรือกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าตรวจค้นภายในโรงเก็บเครื่องบินภายในสนามบินเก่าเท็มเพลฮอฟ ในกรุงเบอร์ลินซึ่งถูกปรับสร้างเป็นศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราวและเชื่อว่านายนาเว็ด บี. พักอยู่ก่อนก่อเหตุ นอกจากนี้ ตำรวจเยอรมนียังพบผู้เสียชีวิต 1 คน ตรงที่นั่งฝั่งผู้โดยสารของรถบรรทุกสีดำดังกล่าว ต่อมาพบว่าเป็นคนขับรถบรรทุกชาวโปแลนด์เสียชีวิตจากการถูกยิง โดยรถบรรทุกคันก่อเหตุ พบว่ามีการจดทะเบียนที่โปแลนด์

นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี แถลงต่อมาว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุก่อการร้ายและน่าจะเป็นฝีมือของผู้อพยพ ที่กำลังขอลี้ภัยอยู่ในเยอรมนี หากเป็นเรื่องจริงก็ยากที่จะรับได้ พร้อมให้คำมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง ส่วนผู้ก่อเหตุจะถูกลงโทษตามกฎหมายอย่างสาสม ด้านกระทรวงมหาดไทยของเยอรมนีระบุว่า ตลาดคริสต์มาสทั้งที่เกิดเหตุและอื่นๆในกรุงเบอร์ลิน จะถูกปิดชั่วคราวไปก่อน ส่วนตลาดคริสต์ มาสและงานอีเวนต์ใหญ่ๆทั่วประเทศ ยังอนุญาตให้จัดได้ แต่ต้องเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยเข้มงวดขึ้น

ข่าวระบุว่าเหตุรถบรรทุกพุ่งชนตลาดคริสต์มาสในกรุงเบอร์ลิน เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสหวาดกลัว ผู้อพยพที่เยอรมนีรองรับไว้จำนวนมากและในรอบปีนี้ได้เกิดเหตุโจมตีโดยสมาชิกกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส)ในเยอรมนีแล้วหลายครั้งและยังเป็นเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นที่เมืองนีซของฝรั่งเศสเมื่อเดือน ก.ค.ที่คนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนในงานฉลองวันชาติฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิต 86 คน

ด้านผู้นำโลกรวมทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ ต่างประณามและแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ โพสต์ทวิตเตอร์ ประณามผู้ก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรง ก่อเหตุโจมตีในเยอรมนีและว่าสถานการณ์นับวันแต่จะเลวร้ายลง โลกที่เจริญแล้วต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่

ที่สวิตเซอร์แลนด์ เจ้าหน้าที่ได้ยกเลิกการตามล่าผู้ก่อเหตุบุกยิงผู้คนภายในมัสยิดในเมืองซูริกซึ่งเกิดขึ้นเมื่อใกล้ค่ำของวันที่ 19 ธ.ค. ที่มีผู้ถูกยิงบาดเจ็บ3 คนในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 คนแล้ว หลังมีการพบศพผู้เสียชีวิต 1 คน ห่างจุดเกิดเหตุ ประมาณ 300 เมตร เชื่อว่าเป็นมือปืนที่ก่อเหตุ ซึ่งต้องสอบสวนรายละเอียดอื่นๆต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังเกิดเหตุร้ายรุนแรงเขย่าสันติภาพของโลก อีกหนึ่งระลอกเมื่อช่วงวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. โดยมีมือปืนบุกยิงนายอังเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี เหตุเกิดภายในศูนย์ จัดนิทรรศการ กลางกรุงอังการา เมืองหลวงตุรกี ใกล้สถานที่ตั้งอาคารสถานทูตหลายแห่ง รวมถึงสถานทูตรัสเซีย เหตุรุนแรงเกิดขึ้น ระหว่างที่นายคาร์ลอฟร่วมเป็นประธาน กล่าวเปิดนิทรรศการภาพ ถ่ายหัวข้อ “รัสเซียในมุมมองชาวเติร์ก” เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีชายคนหนึ่งรูปร่างสูง สวมสูทสีดำ จู่ๆก็ชักปืนพกสั้น ยิงขึ้นเพดาน 1 นัด ก่อนเล็งปืนกระหน่ำยิงไปที่ร่างนายคาร์ลอฟ จากด้านหลังอีก 8 นัด จนร่างนายคาร์ลอฟทรุดฮวบนอนหงายลงกับพื้นห้องจัดนิทรรศการ แล้วมือปืนกวัดแกว่งอาวุธและร้องตะโกนภาษาอารบิกและตุรกี ถอดข้อความระบุได้ว่า “อย่าลืมเรื่องราวที่เมืองอาเลปโป อย่าลืมเรื่องซีเรีย” ทั้งตะโกนคำภาษาอารบิก “อัลเลาะห์ อัคบาร์” หรือ “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่” นอกเหนือจากตะโกนสั่งผู้คนภายในห้องจัดนิทรรศการออกไปจากพื้นที่

เวลาต่อมา ตำรวจปิดล้อมพื้นที่ห้องนิทรรศการและใช้เวลาอีกนานกว่า 15 นาที โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมคนร้ายมือปืนมอบตัว แต่คนร้ายปฏิเสธและเกิดการยิงปะทะกัน จนคนร้ายถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่สุด แต่ทางการตุรกีไม่เปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์

ภายหลังเหตุรุนแรงยุติลง นายอังเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซีย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและแพทย์ประกาศยืนยันการเสียชีวิตของทูตรัสเซียประจำตุรกี ส่วนมือปืนถูกระบุว่า ชื่อนายเมฟลุต เมิร์ต อายดินตัส วัย 22 ปี เป็นตำรวจสังกัดหน่วยปราบจลาจล ทำงานตำรวจมานาน 2 ปีครึ่ง ทางการตุรกีสั่งควบคุมตัวบิดา มารดา และน้องสาวของตำรวจนายนี้ ที่บ้านพักในภาคตะวันตกของประเทศ เพื่อ สอบสวนหาความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของมือปืนกับกลุ่มหัวรุนแรงใดๆหรือไม่

ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แถลงแสดงความคิดเห็นภายหลังรับทราบข่าวร้าย ระบุเชื่อมั่นเหตุสังหารนายคาร์ลอฟ เป็นความพยายามยั่วยุของกลุ่มบุคคล ที่หวังทำลายความสัมพันธ์อันดีขึ้นระหว่างตุรกีกับรัสเซีย รวมถึงประกาศความต้องการรู้ถึงผู้อยู่เบื้องหลังคำสั่งสังหารทูตรัสเซียในตุรกี ทั้งให้คำมั่นจะเพิ่มความร่วมมือกันต่อสู้กับภัยก่อการร้ายและสร้างสันติภาพในซีเรีย ขณะที่นานาประเทศต่างแสดงท่าทีประณามการก่อเหตุร้าย โดยนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุถือเป็นการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนอย่างยิ่ง ส่วนนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุสหรัฐฯพร้อมช่วยเหลือรัสเซียและตุรกีสอบสวนเหตุร้าย ซึ่งส่งผลคุกคามถึงเหล่านักการทูตของชาติต่างๆทั่วโลก

ทั้งนี้ เหตุยิงสังหารนายคาร์ลอฟเกิดขึ้นหลังจากช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการเคลื่อนไหวประท้วงในตุรกีจากกรณีความร่วมมือของรัฐบาลตุรกีกับรัสเซียต่อสถานการณ์ความรุนแรงในเมืองอาเลปโปของซีเรีย ซึ่งมีสงครามกลางเมืองจากการต่อสู้ของฝ่ายกบฏ ซึ่งสหรัฐฯสนับสนุน กับฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดที่รัสเซียและตุรกีสนับสนุน ขณะที่ รัฐบาลรัสเซีย ตุรกีกับอิหร่านมีกำหนดการร่วมหารือกันที่กรุงมอสโก เมืองหลวงรัสเซียต่อสถานการณ์ความรุนแรงในซีเรีย

นอกจากนั้น หลังเกิดเหตุคนร้ายยิงสังหารนายคาร์ลอฟ ยังเกิดเหตุมือปืนอีกรายก่อเหตุยิงปืนหลายนัดบริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำกรุงอังการา คนร้ายมือปืนถูกตำรวจตุรกีจับกุมตัวไว้ได้และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ดังกล่าว แต่ก็ทำให้หน่วยงานด้านการทูตของสหรัฐฯทั้งหมดในกรุงอังการาต้องปิดทำการเมื่อวันอังคาร ที่ 20 ธ.ค.

วันเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ได้ชี้แจงเหตุระทึกขวัญกลางกรุงเบอร์ลินว่า ตามที่ได้เกิดเหตุรถบรรทุกวิ่งพุ่งเข้าชนตลาดคริสต์มาส ที่ย่านการค้าใจกลางกรุงเบอร์ลิน มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บมากกว่า 50 คน สื่อมวลชนคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นการก่อการร้าย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับกระทรวงต่างประเทศสหพันธ์ฯ และตำรวจสันติบาลแผนกคณะทูตต่างประเทศ ประชาชนไทยสามารถแจ้งหรือสอบถาม ข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินได้ที่หมายเลขฉุกเฉิน +49 152 0351 9139 และ +49 162 520 7553 ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุรถบรรทุกพุ่งใส่ฝูงชน ในกรุงเบอร์ลิน แต่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ติดตามสถานการณ์กับกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี และตำรวจสันติบาลแผนกทูตต่างประเทศ อย่างใกล้ชิดแล้ว

เวลา 17.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มีสารแสดงความเสียใจถึงนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐเยอรมนี กรณีเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกวิ่งพุ่งชนตลาดคริสต์มาส ใจกลางกรุงเบอร์ลิน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน โดยระบุว่า ประชาชนไทยและตน รู้สึกเสียใจที่ได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุสลดที่ตลาดคริสต์มาส ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 12 ราย ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ในนามของรัฐบาลและประชาชนไทยจึงขอแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียว แสดงความอาลัยแก่เหยื่อและชาวเยอรมันต่อเหตุเศร้าสลดที่เกิดขึ้น ประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ขอร่วมแบ่งปันความรู้สึกนี้กับรัฐบาลเยอรมนี และจะร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ

ขณะที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ก็มีสารแสดงความเสียใจต่อเหตุดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่ารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งและรู้สึกตกใจที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะเป็นเหตุให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของเหยื่อเคราะห์ร้าย และประชาชนชาวเยอรมัน ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไทยในฐานะเพื่อนสนิทจะร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศต่อสู้กับความรุนแรงทุกรูปแบบ

 

ชมคลิป ตลาดขายส่งดอกไม้ไฟระเบิด ชานกรุงเม็กซิโกซิตี้ ตายแล้ว27 เจ็บ70

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817461

 

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ตลาดขายส่งดอกไม้ไฟแห่งใหญ่ ที่ตั้งอยู่ชานกรุงเม็กซิโกซิตี้ ของเม็กซิโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 บาดเจ็บอย่างน้อย 70 คน

เหตุระเบิดที่ตลาดขายส่งดอกไม้ไฟ “ซาน ปาบลิโต” ตั้งอยู่ในเมืองตุลเตเปค ชานกรุงเม็กซิโกซิตี้ ของเม็กซิโก ห่างออกไปทางเหนือเพียง 32 กิโลเมตร โดยล่าสุดทีมกู้ภัยในพื้นที่เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ส ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 คน บาดเจ็บกว่า 70 คน โดยภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และควันไฟที่ลอยขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ (ชมคลิป ที่นี่)

สภากาชาดเม็กซิโกเปิดเผยว่า ได้ส่งรถพยาบาล 25 คัน ไปขนย้ายผู้บาดเจ็บออกมาจากจุดเกิดเหตุ ด้านสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนประกาศเตือนให้หลีกเลี่ยงบริเวณจุดเกิดเหตุเพื่อเปิดทางให้หน่วยแพทย์เข้าไปนำผู้บาดเจ็บออกมาอย่างเร่งด่วน โดยทางการ ระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและยังไม่ทราบสาเหตุการระเบิด

อย่างไรก็ตาม ตลาดดอกไม้ไฟแห่งนี้ เคยเกิดการระเบิดมาแล้วเมื่อช่วงก่อนวันชาติเม็กซิโกในปี 2548 และอีกครั้งในปี 2549 ทำลายร้านค้าไปนับร้อยร้าน.


ฆ่าทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 07:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817457

 

ภาพนาทีระทึกที่มือปืนวัย 22 ปี ใส่สูทบุกกระหน่ำยิงทูตรัสเซียประจำตุรกีที่ด้านหลัง 8 นัด ระหว่างเป็นประธานเปิดนิทรรศการภาพถ่ายที่ศูนย์นิทรรศการ กลางกรุงอังการา เมืองหลวงตุรกี ที่มีผู้อยู่ในงานถ่ายไว้ได้ โดยตัวมือปืนก็ถูกตำรวจที่ล้อมจับกุมยิงเสียชีวิตเช่นกัน.

 

‘บิ๊กตู่’ เชิญนายกฯญี่ปุ่น เยือนไทยปี 60 ฉลองสัมพันธ์ทางการทูต 130 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 06:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817286

 

(ภาพจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น)

เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว นำประชุมคณะกรรมการอาเซียนประจำกรุงโตเกียว ย้ำคำเชิญของ “บิ๊กตู่” เชิญนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เยือนไทยปี 2560 เพื่อฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 130 ปี

นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะประธานคณะกรรมการอาเซียนประจำกรุงโตเกียว (ASEAN Committee in Tokyo: ACT) ได้นำเอกอัครราชทูตอาเซียนประจำญี่ปุ่น 10 ประเทศ เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ซึ่ง นายเคนทะโร โสะโนะอุระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กระทรวงฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในระดับประชาชนระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น ตามโครงการ WA Project ซึ่ง นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ประกาศในการประชุมผู้นำอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษในโอกาสครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น เมื่อเดือน ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา

นายเคนทะโร กล่าวว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินความสัมพันธ์กับอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เปรียบเสมือนกลจักรขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก นอกจากนั้น อาเซียนยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค และมีบทบาทนำในเวทีการหารือที่สำคัญ เช่น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) และ การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF)

นอกเหนือจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแล้ว ญี่ปุ่น ประสงค์ที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับอาเซียนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชน และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม โดยประสงค์จะส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับโครงการ WA Project ซึ่งประกอบด้วย 2 กิจกรรมสำคัญ คือ การจัดส่งอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นไปเป็นผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นในประเทศอาเซียน ที่เรียกว่า “Nihongo Partners Programme” และการแลกเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งจากอาเซียนมาญี่ปุ่น และจากญี่ปุ่นไปอาเซียน โดยที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้จัดส่ง Nihongo Partners ไปยังอาเซียนแล้ว 548 คน และมีเป้าหมายที่จะจัดส่งไปทั้งสิ้น 3,000 คน ภายใน ค.ศ.2020 สำหรับการแลกเปลี่ยนด้านศิลปวัฒนธรรม ได้มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนานักฟุตบอลเยาวชน การพัฒนาทักษะของวงออร์เคสตรา และการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมระหว่างกัน จึงขอรับความร่วมมือจากอาเซียนต่อโครงการ WA Project ของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องต่อไป


ด้าน นายบรรสาน ในฐานะผู้แทนของเอกอัครราชทูตอาเซียนประจำกรุงโตเกียว ได้กล่าวขอบคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเอกอัครราชทูตอาเซียนโดยเฉพาะ และขอบคุณข้อริเริ่มของญี่ปุ่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน ซึ่งมีความสำคัญมากในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ไทยได้รับอาสาสมัครผู้ช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นหรือ Nihongo Partners ไปสอนในโรงเรียนมัธยมปลายของไทยแล้วจำนวน 141 คน ได้ช่วยยกระดับการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่นในไทย และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งนักเรียนและครูคนไทย ซึ่ง Nihongo Partners หลายคนชื่นชอบและแสดงความประสงค์จะพำนักในไทยต่อแม้จบวาระแล้ว

ทั้งนี้ ไทยยินดีที่ WA Project มีแผนที่จะจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ในปี 2560 โดยขอย้ำคำเชิญจากนายกรัฐมนตรีของไทย ให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนไทย โดยเฉพาะในปี 2560 ซึ่งเป็นปีพิเศษของความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีของการจัดตั้งอาเซียนในปี 2560 ไทยและประเทศอาเซียนอื่นๆ หวังที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่น ในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนในญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางในโอกาสนี้ด้วย

สำหรับการหารือดังกล่าวดำเนินไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตอาเซียน ที่ได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายการทูตสาธารณะของญี่ปุ่น และแสดงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือกับอาเซียนอย่างครอบคลุมและรอบด้าน และขอขอบคุณบทบาทนำของ นายบรรสาน เอกอัครราชทูตไทยในฐานะประธาน ACT และการประสานงานเพื่อจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งบรรลุประโยชน์สำหรับทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแท้จริง.