สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ คว่ำบาตรบริษัท-ชายรัสเซียเพิ่ม กรณีควบรวมไครเมีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817442

 

สหรัฐฯ ดำเนินการคว่ำบาตรบุคคลและบริษัทของรัสเซียเพิ่มเติม เพื่อลงโทษกรณีรัสเซียควบรวมแคว้นไครเมียของยูเครนเมื่อปี 2014…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศในวันอังคารที่ 20 ธ.ค. ว่า พวกเขาได้ขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตรนักธุรกิจชาวรัสเซีย 7 คน และบริษัทกับรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลรัสเซียอีก 8 แห่ง เพื่อลงโทษกรณีรัสเซียควบรวมแคว้นไครเมียของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองเมื่อปี 2014 ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการยั่วยุ

ตามที่ระบุในแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชาวรัสเซีย 6 ใน 7 คนที่ถูกขึ้นบัญชีดำ เป็นผู้บริหารของธนาคาร ‘แบงก์ รอสสิยา’ หรือของธนาคารในเครืออย่าง ‘เอบีอาร์ เมเนจเมนต์’ และ ‘โซบินแบงก์’ โดย แบงก์ รอสสิยา กับ โซบินแบงก์ เคยถูกคว่ำบาตรไปแล้วในปี 2014 ส่วน เอบีอาร์ เมเนจเมนต์ เพิ่งโดนคว่ำบาตรในปีนี้ ส่วนคนที่ 7 คือนาย เยฟเกนี พริโกชิน มีการติดต่อทางธุรกิจกับกระทรวงกลาโหมรัสเซียหลายอย่าง

ทั้งนี้ การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นการห้ามไม่ให้ชาวอเมริกันหรือบริษัทอเมริกัน ทำข้อตกลงใดๆ กับบริษัท หรือบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร โดยนายจอร์จ สมิธ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การกระทำของสหรัฐฯ ในวันนี้เป็นการตอบโต้ที่รัสเซียยึดครองไครเมียอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรุกรานยูเครนอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายเซอร์เก เรียบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย บอกกับสื่อในประเทศว่า การคว่ำบาตรที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมยั่วยุโดยรัฐบาลของประธานาธิบดี บารัค โอบามา และรัสเซียจะขยายรายชื่อคว่ำบาตรที่มีต่อสหรัฐฯ เพื่อเป็นการตอบโต้

อนึ่ง การคว่ำบาตรรัสเซียครั้งล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นเพียง 1 เดือนก่อนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ จะส่งมอบตำแหน่งต่อให้แก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ผู้ชื่นชมประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย และเคยกล่าวว่า เป็นเรื่องดีหากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

 

อิเหนาประจาน จับฝรั่งลักจักรยานคล้องป้ายผมเป็นขโมย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817346

 

(ภาพจาก Instagram: agungwiryawan)

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 2 ราย เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ถูกชาวบ้านบนเกาะกิลี ภาคกลางของอินโดนีเซีย ทำการลงโทษด้วยการประจานความผิด นำป้ายที่เขียนข้อความว่า “ผมเป็นขโมย อย่าทำเยี่ยงอย่างผม” มาคล้องคอ ก่อนพาเดินรอบเกาะให้พบกับความอับอาย หลัง 10 วันก่อน ทั้งคู่ได้ทำการขโมยจักรยานของโรงแรมที่พัก แต่ถูกผู้จัดการโรงแรมตรวจพบผ่านทางกล้องวงจรปิด

ด้านนายมูฮาหมัด เทาฟิก ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านกิลี ตราวันกัน ระบุว่าชาวต่างชาติดังกล่าวได้ยอมรับสารภาพ และยอมรับข้อตกลงของทางเรา การพาเดินประจานให้พบความอับอายเป็นกฎระเบียบของหมู่บ้านเรามานานหลายปี ส่วนตำรวจจะไปตั้งข้อหาอะไรก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่แล้วเราไม่เกี่ยว ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในปีนี้ที่ชาวต่างชาติถูกพาเดินประจาน ส่วนชาวอินโดนีเซียที่ถูกพาประจานปีนี้ เกิดขึ้น 2-3 ครั้ง

นอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศยังรายงานด้วยว่า หลังจากนักท่องเที่ยวดังกล่าวถูกนำประจานแล้ว ก็ถูกบังคับให้ออกจากเกาะไป และไม่มีการเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมการสอบสวนครั้งนี้หรือไม่.

 

ดินไหวโซโลมอนอีกครั้งที่ 4 ในรอบ 2 สัปดาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2559 04:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817337

 

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 แมกนิจูด เขย่าใกล้พื้นที่หมู่เกาะโซโลมอน กลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เมื่อช่วงวันอังคาร 20 ธ.ค. ถือเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งที่ 4 ในช่วงเวลากว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ไม่มีประกาศเตือนภัยเกิดคลื่นสึนามิ หรือก่อเกิดความเสียหายรุนแรง แต่ก็ทำให้ผู้คนพากันขวัญผวา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ 18 ธ.ค. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.0 แมกนิจูด เขย่าหมู่เกาะโซโลมอน จุดเกิดแผ่นดินไหวอยู่ใต้ทะเลลึก 39 กม. บริเวณน่านน้ำฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างเมืองกิรากิรา เมืองเอกแห่งหนึ่งของหมู่เกาะโซโลมอน แม้มีแจ้งเตือนภัยเกิดสึนามิ แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่มีรายงานความเสียหาย และเมื่อ 17 ธ.ค. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 แมกนิจูด ทางตะวันออกของปาปัวนิวกินี จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใต้ผิวดิน 103 กม. ห่างจากเมืองราบาล บนเกาะนิวไอร์แลนด์ ไปทางตะวันออกราว 157 กม. ตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.5 แมกนิจูด

ทั้งนี้ ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวหลายระลอกในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงแผ่นดินไหว 7.8 แมกนิจูด ที่เมืองไครสต์เชิร์จของนิวซีแลนด์ เมื่อ 13 พ.ย. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่าจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ตามมาอีก ขณะเดียวกัน เกิดแผ่นดินไหว 5.8 แมกนิจูด เขย่าชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือเอกวาดอร์เมื่อช่วงวันจันทร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 6 ราย บ้านเรือนและโรงแรมเสียหายจำนวนหนึ่ง.

 

ร่างทูตรัสเซียกลับถึงบ้านเกิด หมีขาว-ตุรกีร่วมสืบเหตุลอบสังหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 03:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817362

 

เจ้าหน้าที่สืบสวนของรัสเซียและตุรกี ร่วมกับสืบสวนการลอบสังหารเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี  เพื่อหาว่าคนร้ายก่อการคนเดียวหรือไม่ ขณะที่ร่างของทูตรายนี้ถูกส่งกลับมาตุภูมิแล้ว…

เมื่อ 21 ธ.ค.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจากประเทศตุรกีและรัสเซียกำลังร่วมมือกันสืบสวนกรณีการลอบสังหารนาย อันเดร คาร์ลอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศตุรกี ผู้ถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาผู้คนและกล้องบันทึกเหตุการณ์ที่พิธีเปิดงานจัดแสดงภาพในกรุงอังการา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนของรัสเซีย 18 นายและเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศ เดินทางมาถึงตุรกีแล้วในวันอังคาร และเริ่มการตรวจสอบศูนย์ศิลปะสมัยใหม่ ‘ชาดัส ซานัต มาคีซี’ ที่นายคาร์ลอฟถูกยิงถึง 9 นัดจนเสียชีวิตระหว่างที่เขากำลังกล่าวในพิธีเปิดนิทรรศการจัดแสดงภาพถ่าย โดยคนร้ายตะโกนว่า “อัลเลาะห์ อัคบาร์” (พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) ก่อนจะพูดเป็นภาษาตุรกีว่า “อย่าลืมอเลปโป อย่าลืมซีเรีย” ด้วย

เป้าหมายของการสืบสวนร่วมครั้งนี้คือหาว่านาย เมฟลุต เมิร์ต อัลตินตัส อายุ 22 ปี คนร้ายผู้เป็นสมาชิกหน่วยตำรวจปราบจลาจลของตุรกี วางแผนก่อเหตุคนเดียวหรือไม่ โดยจนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่จับกุมเพียงคนใกล้ชิดของนายอัลตินตัส ได้แก่ พ่อแม่, น้องสาว, ญาติอีก 3 คน และเพื่อนร่วมห้องพักของเขาในกรุงอังการาอีก 1 คน


ทหารกองเกียรติยศของตุรกีแบกโลกศพและถือรูปภาพของนายอันเดร คาร์ลอฟ ที่ท่าอากาศยานเอเซนโบกา

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงของตุรกีคนหนึ่งผู้ไม่เปิดเผยชื่อเชื่อว่านายอัลตินตัส ไม่ได้ก่อเหตุคนเดียว เพราะพฤติกรรมของเขาบ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญอย่างมาก ไม่ใช่ลักษณะของการก่อการคนเดียว ส่วนนายอับดุลเลาะห์ อาการ์ นักวิเคราะห์อิสระด้านความมั่นคงชาวตุรกี กล่าวว่า การลอบสังหารครั้งนี้น่าจะมีกลุ่มลักษณะองค์กรอยู่เบื้องหลัง เพราะนายอัลตินตัสดูเหมือนจะได้รับการฝึกมามากกว่าการฝึกของตำรวจปราบจลาจล

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศตุรกีคนหนึ่งอ้างว่า นายเมฟลุต คาวูโซกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร โดยนายคาวูโซกลูได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับลอบสังหารแต่นายแคร์รี และย้ำด้วยว่า ตุรกีกับรัสเซียรู้ว่านายเฟตุลเลาะห์ กูเลน นักบวชมุสลิมซึ่งกำลังลี้ภัยในสหรัฐฯ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ ตุรกีเคยกล่าวหานายกูเลนว่าเป็นผู้บงการการก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ซึ่งล้มเหลวเมื่อเดือนก.ค.


เจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงโลงศพของนายอันเดร คาร์ลอฟ ขึ้นเครื่องบินเพื่อนำกลับสู่รัสเซีย

อีกด้านหนึ่ง ตุรกีจัดพิธีศพและเชิดชูเกียรติของนายอันเดร คาร์ลอฟ เป็นเวลาสั้นๆ ที่ท่าอากาศยานเอเซนโบกา เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร โลงบรรจุศพของเขาถูกลำเลียงมาตามพื้นยางมะตอยของสนามบินพร้อมด้วยทหารกองเกียรติยศของตุรกี 6 นาย เพื่อนำไปขึ้นเครื่องบินที่ถูกส่งมารับโดยรัสเซีย และเดินทางกลับสู่บ้านเกิด โดยมีทูตระดับสูงของตุรกี และนายตูกรูล เตอร์กีส รองนายกรัฐมนตรีตุรกี เข้าร่วมในพิธีด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

โลกประณาม เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำตุรกี โดนยิงสังหารอุกอาจ (ชมคลิป)

ด่วน! มือปืนยิงดับเอกอัครราชทูตรัสเซียในตุรกี

 

เยอรมนีปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยขับรถบรรทุกชนคนในกรุงเบอร์ลินแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 02:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817331

 

เจ้าหน้าที่เยอรมันปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกชนผู้คนที่ตลาดคริสมาสต์ในกรุงเบอร์ลินแล้ว โดยระบุว่ามีหลักฐานไม่พอ หลังก่อนหน้านี้พวกเขาออกมาแสดงความไม่แน่ใจว่าจับคนร้ายถูกตัว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศเยอรมนีปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยเพียงรายเดียว ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาส ในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บอีก 49 คนแล้ว หลังก่อนหน้านี้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาระบุว่า พวกเขาไม่แน่ใจว่าจับคนร้ายถูกตัว

อัยการเยอรมนีระบุว่า พวกเขาไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอจะดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยรายนี้ ซึ่งถูกระบุชื่อว่า นาวีด บี. ชาวปากีสถานอายุ 23 ปี ผู้ขอลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเยอรมนีเมื่อปลายปีก่อน โดยเขาถูกจับกุมที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุคือตลาดคริสต์มาสที่จัตุรัสไบรท์ไชแพลตซ์ ราว 1 ไมล์ หลังมีคนแจ้งว่าเห็นเขาหลบหนีจากที่เกิดเหตุ ตำรวจยังพบด้วยว่าเขามีประวัติอาชญากรรมสถานเบา แต่พบความเชื่อมโยงกับองค์กรติดอาวุธ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวในหน่วยข่าวกรองของเยอรมนีบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ผู้ต้องสงสัยอาจเป็นคนขับรถตัวจริง กำลังหลบหนีอยู่ และอาจมีอาวุธในครอบครองด้วย เนื่องจากมีการพบผู้ชาวโปแลนด์ถูกปืนยิงเสียชีวิตที่ที่นั่งผู้โดยสารของรถบรรทุกที่ใช้ก่อเหตุ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตร.เยอรมันไม่แน่ใจ จับคนร้ายเหตุรถบรรทุกชนคนในเบอร์ลินถูกตัว

เยอรมนีสยอง ไอซิสอ้างอยู่เบื้องหลัง รถบรรทุกพุ่งชนคนที่เบอร์ลิน ตาย12

ผวา! รถบรรทุกพุ่งใส่ฝูงชนที่ตลาดคริสต์มาสในเบอร์ลินดับ 9 เจ็บครึ่งร้อย

 

รบ.ออสซี่มั่นใจ กำลังหาซาก MH370 ผิดที่!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธ.ค. 2559 00:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817262

 

สำนักงานความปลอดภัยการคมนาคมออสเตรเลียเผยรายงานใหม่ ยอมรับว่าพวกเขากำลังค้นหาซากเครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ในมหาสมุทรอินเดียผิดจุด…

สำนักข่าวต่างประทเศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 20 ธ.ค. สำนักงานความปลอดภัยการคมนาคมออสเตรเลีย (ATSB) ออกรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับการค้นหาเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ที่หายสาบสูญไปเมื่อ 2 ปีก่อน โดยยืนยันว่า ทีมค้นหาซึ่งกำลังหาซากเครื่องบินลำนี้ในน่านน้ำทางใต้ของมหาสมุทรอินเดีย กำลังค้นหาผิดที่

รายงานของ ATSB เป็นผลลัพธ์จากการประชุม ‘First Principles Review’ ที่กรุงแคนเบอร์รา ของออสเตรเลียระหว่างวันที่ 2-4 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีความเป็นไปได้ 95% ที่ซากของเอ็มเอช 370 จะไม่อยู่ในพื้นที่ค้นหาปัจจุบัน ที่ค้นหาไปแล้วกว่า 110,000 ตร.กม.

รายงานล่าสุดยังอ้างผลการวิเคราะห์ใหม่ ชี้ว่า พื้นที่แห่งใหม่ที่ควรค้นหาคือ น่านน้ำครอบคลุมพื้นที่ว่า 25,000 ตร.กม. ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่ค้นหาปัจจุบัน “ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่า พื้นที่ค้นหาก่อนหน้านี้ไม่น่าจะมีซากเครื่องบินที่หายไปลำนี้” โฆษกสำนัก ATSB ระบุในแถลงการณ์

อย่างไรกตาม นาย ดาร์เรน เชนเตอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานแห่งออสเตรเลียยืนยันว่า จะไม่ีการขยายเวลาค้นหาแม้มีการพบหลักฐานใหม่ “ข้อมูลในรายงานของ ATSB ไม่ได้ระบุตำแหน่งอย่างเฉพาะเจาะจงของเครื่องบินที่หายไปลำนี้ พวกเราใกล้จะเสร็จสิ้นการค้นหาใต้น้ำพื้นที่ 120,000 ตร.กม. แล้ว และเรายังหวังว่าจะระบุตำแหน่งเครื่องบินลำนี้ได้”

ทั้งนี้ โบอิ้ง 777-200 อีอาร์ เที่ยวบินที่ เอ็มเอช 370 พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน หายไปจากจอเรดาร์ในทะเลจีนใต้ ขณะเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2014 โดยจากหลักฐานที่พบจนถึงตอนนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เครื่องบินลำนี้บินวกกลับมายังบริเวณช่องแคบมะละกา และบินลงไปยังตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย จนกระทั่งน้ำมันหมดและตกในทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่พบเบาะแส หรือซากเครื่องบินในพื้นที่ค้นหา แต่กลับมีรายงานการพบเศษชิ้นส่วนเครื่องบินปริศนาในดินแดนทางตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งหายจากจุดค้นหาไปนับพันไมล์มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ตร.เยอรมันไม่แน่ใจ จับคนร้ายเหตุรถบรรทุกชนคนในเบอร์ลินถูกตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 23:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817242

 

ตำรวจและเจ้าหน้าหน้าที่หลายหน่วยงานของเยอรมนีออกมายอมรับว่า พวกเขาไม่แน่ใจว่าจับคนร้ายเหตุรถบรรทุกพุ่งชนคนในกรุงเบอร์ลินถูกตัว และคนร้ายตัวจริงอาจยังคงลอยนวล…

สำนักข่าวต่างประทศรายงานว่า ตำรวจเยอรมันไม่มั่นใจว่า ชายผู้ขอลี้ภัยที่พวกเขาควบคุมตัวเอาไว้ในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนที่ตลาดคริสต์มาส ที่จัตุรัสไบรท์ไชแพลตซ์ ใกล้ถนน คูร์เฟอร์สเตนดัมม์ ย่านการค้าหลักในภาคตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. เป็นผู้ก่อเหตุครั้งนี้จริงๆ หรือไม่


จากซ้ายไปขวา นายเคราส์ คานด์ต ผู้บัญชาการตำรวจกรุงเบอร์ลิน,นายราล์ฟ โรเธอร์ อัยการสูงสุดกรุงเบอร์ลิน, โฮลเกอร์ มึนช์ ประธานสำนักงานตำรวจคดีอาชญากรรมกลาง และนาย ปีเตอร์ แฟรงก์ อัยการสูงสุดแห่งศาลยุติธรรมกลาง ร่วมงานแถลงข่าวในกรุงเบอร์ลิน

นายเคราส์ คานด์ต ผู้บัญชาการตำรวจกรุงเบอร์ลินระบุที่งานแถลงข่าวในวันอังคารว่า เจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าชายคนนี้ ซึ่งถูกจับกุมตัวที่สวนสาธารณะห่างจากที่เกิดเหตุราว 1 ไมล์ เป็นผู้ก่อการโจมตีหรือไม่ ขณะที่ก่อนหน้านี้นาย โธมัส เดอ เมซิแอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเยอรมนีก็ออกมาระบุว่า ชายผู้ต้องสงสัยปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการโจมตีนี้

ด้านนายปีเตอร์ แฟรงก์ อัยการสูงสุดแห่งศาลยุติธรรมกลางของเยอรมนีบอกกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเขากำลังพิจารณาทฤษฎีที่ว่า ชายที่ถูกควบคุมตัวอาจไม่ใช่คนร้าย “เราไม่รู้ว่าคนร้ายมีเพียงคนเดียวหรือมีหลายคน เราไม่รู้ว่ามีการให้ความสนับสนุนแก่คนร้ายหรือไม่”

ส่วนนาย โฮลเกอร์ มึนช์ ประธานสำนักงานตำรวจคดีอาชญากรรมกลาง ซึ่งอยู่ในงานแถลงข่าวเดียวกัน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า คนขับรถบรรทุกตัวจริงอาจยังลอยนวลอยู่หรือไม่ ว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชายไว้เพียงคนเดียว และพวกเขากำลังตรวจสอบหลักฐานทั้งหมด ว่ามีผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ อีกหรือไม่ นายมึนช์ยังเตือนด้วยว่า อาจมีการใช้อาวุธในการโจมตีครั้งนี้ด้วย แต่ยังหาไม่พบ


อาเรียล ซูรอฟสกี เจ้าของบริษัทรถบรรทุกที่ถูกนำไปใช้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของตำรวจเยอรมนี รถบรรทุกที่ถูกใช้ในการก่อเหตุเป็นของบริษัทสัญชาติโปแลนด์ และบรรทุกเหล็กหนักถึง 25 ตันในตอนเกิดเหตุ ซึ่งนาย อาเรียล ซูรอฟสกี ผู้เป็นเจ้าของบริษัทบอกกับสถานีโทรทัศน์ TVN 24 ว่า รถบรรทุกคันนี้อาจถูกขโมยไป เพราะญาติของเขาซึ่งควรเป็นคนขับรถคันนี้ ไม่ได้เป็นคนขับ

ตำรวจเบอร์ลินยืนยันคำพูดของนายซูรอฟสกี โดยพวกเขาพบศพนาย ลูคัสซ์ เออร์บัน ญาติของนายซูรอฟสกีถูกยิงเสียชีวิตบนรถบรรทุก และเชื่อว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็นคนขับในตอนเกิดเหตุ

 

สวิสระทึก กราดยิงสนั่นศูนย์อิสลามในซูริก เจ็บ 3 ตร.เจอศพมือปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ธ.ค. 2559 19:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/817067

 

เกิดเหตุสะเทือนขวัญที่สวิตเซอร์แลนด์ มือปืนชายบุกกราดยิงผู้คนที่ศูนย์อิสลาม ในเมืองซูริก โดนคมกระสุน ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้ สาหัส 2 ก่อนตำรวจจะพบศพมือปืน ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ

เมื่อ 20 ธ.ค. 53 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุกราดยิงที่ศูนย์อิสลาม ใกล้กับสถานีรถไฟซูริก ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อตอนเย็นวันที่ 19 ธันวาคม ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้ 2 ราย ซึ่งมีอายุ 30 ปี และ 56 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนชายที่โดนคมกระสุนรายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บน้อยกว่า ก่อนต่อมา กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสวิส ซึ่งออกติดตามหาคนร้าย พบว่ามือปืนที่ลงมือก่อเหตุได้เสียชีวิตแล้ว รวมทั้งยังพบปืนกระบอกหนึ่งด้วย และจุดพบศพ อยู่ห่างจากศูนย์อิสลามแห่งนี้ไม่ไกลนัก


บริเวณด้านหน้าศูนย์อิสลาม ในเมืองซูริก ที่เกิดเหตุกราดยิง

สื่อท้องถิ่นในสวิตเซอร์แลนด์ เผยว่า ขณะเกิดเหตุ มือปืนชายคนหนึ่งบุกเข้าไปในศูนย์อิสลามของชาวมุสลิมที่มาจากโซมาเลีย เอริเทรีย และแอฟริกาเหนือ ตอนเวลาประมาณ 17.30 น. มีคนอยู่ในศูนย์ประมาณ 10 คน โดยมือปืนสวมเสื้อสีดำ และหมวกขนแกะ ภายหลังลงมือก่อเหตุสยองแล้ว มือปืนรายนี้ได้วิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังค้นหา ก่อนจะพบว่าเขาเสียชีวิตแล้ว.


สหรัถ สังคปรีชา โซเชียลต้องวิ่งตามเขา เพราะเขาไม่วิ่งตามโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 16 ก.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/656132

 

คงจะมีหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าที่หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเหมือนรูปสลัก ที่ไม่พ่ายแพ้ต่อกาลเวลา รอยยิ้มอบอุ่นกระชากใจทั้งสาวรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ เสียงร้องนุ่มๆ มาดนิ่งๆ ที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ยังได้รับความนิยมแบบสม่ำเสมอมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่ต้องพึ่งซิกแพค ไม่ต้องง้ออินสตาแกรม และก็เสียใจด้วยนะซัคเกอร์เบิร์ก โซเชียลต้องวิ่งตามเขา เพราะเขาไม่วิ่งตามโซเชียล

“ขอเปลี่ยนเวลาเป็นเที่ยงวันเสาร์ และเปลี่ยนสถานที่เป็นทองหล่อนะคะ” ผู้จัดการของก้อง-สหรัถ โทร.มาคอนเฟิร์มนัดหมายสัมภาษณ์ในเวลาเกือบเที่ยงคืนของวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงดนตรีคอนเสิร์ตดังกระหึ่มลอดมาตามสายโทรศัพท์ เป็นการนัดหมายครั้งที่สามหรือสี่ ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ก็ดีใจที่ผมไม่ต้องตามไปสัมภาษณ์เขาที่หลังเวทีคอนเสิร์ตที่พัทยา

ที่เล่ามาไม่ได้หมายความว่า กว่าจะนัดผู้ชายคนนี้ได้นั้นยากลำบาก แต่มองในมุมกลับ ผู้ชายคนนี้ออกอัลบั้มแรกในปี พ.ศ. 2531 ในนามของวงนูโว เขาไม่ใช่เซเลบที่มีข่าวฉาวประเภทนักข่าวตามล่าในงานอีเวนต์ เขาไม่ใช่พระเอ๊กพระเอกที่ละครออนแอร์ชนกันหลายช่อง และรายการ The Voice ที่เขาเป็นโค้ชอยู่นั้นก็จบซีซั่นไปตั้งนานแล้ว แต่คิวงานของ ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา ยังคงแน่นเอี้ยด! ไม่ว่าเทรนด์ดารา/นักร้องหนุ่มจะเปลี่ยนไปอย่างไร ต้องพ่วงมาด้วยแพ็กเกจซิกแพค จมูกโด่ง หน้าเกาหลี ต้องอัพรูปตัวเองลงอินสตาแกรม รวมทั้งตอบโต้กับแฟนคลับอย่างใกล้ชิด ผู้ชายคนนี้กลับไม่ต้องทำอะไรเลย


เที่ยงวันเสาร์ที่กรุงเทพฯ กระหน่ำไปด้วยสายฝน เรานัดเจอกันที่ร้านอาหารจีนย่านทองหล่อ สหรัถและผู้จัดการนั่งสั่งอาหารรออยู่ที่โต๊ะแล้ว

“ชอบทานอาหารจีนเหรอครับ” เราถามเปิด

“ได้หมดครับ แล้วแต่วัน บางวันก็อิตาเลียน บางวันก็จีน บางวันก็ญี่ปุ่น บางวันก็ไทย บางวันก็อินเดีย” สหรัถตอบด้วยเสียงนุ่มทุ้ม จังหวะสมูธสม่ำเสมอเหมือนอย่างที่เราได้ฟังในรายการ The Voice เขาสั่งซุปเสฉวนและฮะเก๋า คืนก่อนหน้านี้ เขายังเล่นคอนเสิร์ตที่พัทยาจนดึกดื่น ก่อนจะตีรถกลับมายังกรุงเทพฯ ทันที คาดว่าคงมีเวลานอนไม่มากนัก แต่ใบหน้าของเขาก็ยังดูสดใส ไม่มีวี่แววความเหนื่อยหรือง่วงเลยสักนิด

“งานประจำตอนนี้ก็มีเล่นคอนเสิร์ตนี่ละครับ มีคอนเสิร์ตทั้งของวงนูโว วงโจ-ก้อง ก้อง Acoustic เดี่ยว แล้วก็มีอัดสปอตโฆษณา พากย์เสียง ละครซิทคอม เดี๋ยวก็จะมีหนังปลายปี กรกฎาคมนี้น่าจะเริ่มถ่ายทำแล้ว”

ในคอนเสิร์ต เราได้ฟังแต่เพลงฮิตตลอดกาลของพวกเขา เพลงที่เราทั้งประเทศร้องตามกันได้ ซึ่งมันก็สนุกดี แต่บางทีเราก็สงสัย “แล้วไม่คิดอยากจะทำเพลงใหม่หรือครับ” ผมถาม สหรัถหันมามองหน้าทันที คงคิดว่าไอ้เด็กคนนี้ไม่ได้ติดตามวงการเพลงเลยสินะ “เคยทำครับ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้พวกผมก็ทำอัลบั้ม แต่มันไม่เวิร์ก รู้สึกเราทุ่มเทไปมันก็เหนื่อยเปล่า ออกอัลบั้มใหม่มาคนก็ยังชอบอัลบั้มเก่าอยู่ดี คนก็ยังเรียกร้องนูโวชุด 1, 2, 3, 4 อยู่ดี เราลองทำนูโว 5, 6, 7 ลองทำอะไรมาแล้วก็ไม่ได้ผลตอบรับ ในคอนเสิร์ตหนึ่งมันก็เล่นได้ประมาณชั่วโมงนิดๆ ก็ตกประมาณ 15 เพลง ซึ่ง 15 เพลงนี้ก็ต้องเอาเพลงที่เขาชอบกัน พอเล่นเพลงใหม่ๆ คนก็จะถามว่าทำไมไม่เล่น ‘ไม่เป็นไรเลย’ ‘ลืมไปไม่รักกัน’ ‘ลึกสุดใจ’


“เราก็เลยสรุปกันแล้วว่า ทำอัลบั้มใหม่ไปก็ไม่มีประโยชน์ นอกเสียจากว่ามันจะฟลุคมากจริงๆ เกิดเปรี้ยงปร้างแบบเพลง ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ ของพี่ติ๊ก ชิโร่ ถามว่ามันยากไหม มันยากมาก พี่ติ๊กเองก็ไม่รู้หรอกว่าเพลง ‘รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง’ จะดังขนาดนี้ วันที่แต่งเขาก็คงทำให้ดีที่สุด แต่จะดังแค่ไหนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ได้ เป็นบุญวาสนาของเขา บางคนแต่งเพลงดีแต่ไม่ถูกหูคนไทย ก็มีเยอะนะครับ เพลงคุณภาพแต่ไม่ค่อยโดนเท่าไร แต่บางเพลงเป็นโป๊ง โป๊ง ชึ่ง ง่ายๆ แต่ดังแบบถล่มทลาย ผมก็งงตลาดคนฟังเหมือนกัน ตกลงเพลงดีมันคืออะไรวะ”

“ยอมแพ้ไหมครับ” ผมคิดว่าน่าจะเปลี่ยนจากร้านอาหารจีนเป็นร้านเหล้า น่าจะเหมาะกับบรรยากาศ และเรื่องที่เรากำลังคุยกันตอนนี้ “ก็มีบ้างนะ บางทีก็สงสารนักดนตรีเหมือนกัน อย่างผมหรือวงนูโว เราอยู่ตัวไปแล้ว เรามีเพลงเก่าของเราที่ยังขายได้ ไมโคร นูโว เจ-เจตริน หรือ ใหม่ เจริญปุระ ศิลปินพวกนี้มันเหมือนเขาลอยตัวไปแล้ว จัดคอนเสิร์ตที่อิมแพคฯ กี่ครั้งคนก็เต็ม แต่ผมเห็นใจนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ มากกว่า ผลิตงานเพลงออกมายอดขายก็ไม่มี ถ้าเขาไม่มีรายได้แล้วเขาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ขายไม่ได้ก็ต้องดาวน์โหลด ซึ่งยอดดาวน์โหลดต่อยูนิตมันก็น้อย จริงอยู่ อีกมุมมันมีทางออก มีสื่ออีกหลายแบบ ในยุคนี้แต่งเพลงเสร็จ ถ่าย MV แล้วลง YouTube ไปเลย เดี๋ยวก็มียอดวิวตามมา แต่ถามว่าแล้วจะไปซื้อซีดีที่ไหน ใครจะเป็นผู้ผลิต ใครจะปั๊มซีดีขายให้คุณ ใครจะทำปกซีดี ก็ต้องอาศัยบริษัท โอเค ยอดวิวคุณเยอะ แล้วอย่างไรต่อ ถ้าโชคดีก็ขายคอนเสิร์ตได้ แต่บางวงมีแค่ยอดวิวแต่ไม่ค่อยมีงานคอนเสิร์ต สุดท้ายก็ไม่รู้จะไปรับเงินจากตรงไหน มันลำบากเหมือนกันนะสำหรับเด็กรุ่นใหม่ๆ” แม้เนื้อความจะเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่เสียงของสหรัถก็ยังคงทุ้มนุ่ม เหมือนตอนที่ร้องเพลง “ลึกสุดใจ” ไม่มีผิดเลย

“หรือต้องทำตัวเองให้มีข่าว จับคู่จิ้น ออกอีเวนต์? เหมือนเป็นแผนมาร์เก็ตติ้งยังไงยังงั้น” ผมทำเป็นพูดลอยๆ แต่ความจริงคืออยากได้ความเห็นเขาเรื่องนี้นั่นแหละ ได้ผลด้วยแฮะ “ก็อาจจะเป็นเพราะว่าศิลปิน ดารา นักร้อง หรือคนที่อยู่ในวงการบันเทิงมีเยอะขึ้น ก็เลยต้องทำทุกทางเพื่อให้เป็นกระแสหรือมีการพูดถึง บางคนคิดผิดนะครับ ไปคิดว่าทำอะไรก็ได้ จะดีจะเลวอะไรไม่สน ขอให้มีคนพูดถึง แต่อีกมุมหนึ่งผมว่าก็น่าเห็นใจ น่าสงสารเขาเหมือนกัน เพราะเขาอาจจะไม่มีช่องทาง หรือเขาต้องการมีกระแส เพราะเขามีภาระจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเอง ครอบครัวหรือเปล่า ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ฉันได้เข้าไปถึงในจุดที่ฉันพอจะเมคมันนี่ได้ จริงๆ เขาอาจจะไม่อยากทำก็ได้ ก็มองได้สองมุม” จบคำตอบ ผมมองเข้าไปยังนัยน์ตาใสๆ ที่แสนอ่อนโยนคู่นั้นของสหรัถ แววตาคู่นี้แหละที่ทำเอาสาวๆ ละลายกันมาทั้งประเทศ พระเอกชัดๆ


คุณจะไม่มีวันเห็น ก้อง-สหรัถ ทำตัวเป็นข่าวฉาวแน่ๆ แม้แต่ข่าวซุบซิบหรือรูปปาปารัซซี่ชีวิตส่วนตัวใดๆ กระจอกข่าวทั้งหลายก็พากันงดเว้นเขาเอาไว้ ราวกับทำสัญญาใจกันมาแต่ชาติปางก่อน

“ก็ต้องขอบคุณนะครับที่สื่อทั้งหลายให้เกียรติ ผมเป็นคนให้เกียรติคน ให้เกียรติทุกๆ อาชีพ ผมเองก็จะเคารพการทำงานของคนทุกคน อย่างอาชีพนักข่าว แน่นอนเขาก็ต้องหาข่าว มันเป็นอาชีพของเขา เรามีอาชีพเป็นนักร้องนักดนตรีก็ต้องเล่นดนตรี แต่ละคนก็ต้องทำงานของตัวเองไป เราไม่ไปก้าวก่ายใคร ไม่ไปทำร้ายจิตใจใคร ก็คงไม่มีใครมาทำร้ายจิตใจเรา

“ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าผมเป็นคนโลว์เทคมั้งครับ สารภาพตามตรงว่าผมไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดียอะไรเลย เนื่องจากว่าไม่ค่อยมีเวลาจริงๆ กลางคืนผมก็ทำงาน ร้องเพลง ผมทำงานหนักก็เลยไม่ค่อยมีเวลามายุ่งกับโลกโซเชียลทั้งหลาย มาพิมพ์ มาตอบ มาแชต มาโพสต์นู่นนี่นั่น แล้วผมรู้สึกว่าถ้าเราโดดลงไปเล่นเมื่อไหร่มันจะวุ่นวาย เพราะเห็นมาหลายคนแล้วที่ชีวิตวุ่นวายเพราะโซเชียล ผมทำงานหนัก พอมีเวลาว่างก็อยากจะอยู่แบบสงบๆ พักผ่อน ฟังเพลง เทคโนโลยีพวกนี้บางทีถ้าใช้เป็นก็ดี แต่ต้องให้เราอยู่เหนือมันนะ แต่บางคนพอไปยุ่งกับมันมาก ไปอยู่ภายใต้มันก็ทำให้ชีวิตเดือดร้อนอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ผมก็เลยตัดสินใจว่าไม่ยุ่งแล้วกัน เวลาพักมันจะได้พักจริงๆ”

ก็ถูกอย่างที่สหรัถพูด เพราะตลอดเวลาที่ผมมาถึงร้านอาหาร นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เขา ผมยังไม่เห็นโทรศัพท์มือถือของเขาเลย ไม่มีเสียงโทร.เข้า ไลน์ไม่เตือน แชตไม่ดัง ไม่เห็นเขาโต้ตอบใดๆ กับใคร แต่อย่างที่เขาบอก ผลดีมันก็มีมหาศาลเพราะฐานแฟนคลับผ่านการเล่นโซเชียลนั้นมีผลมหาศาลต่อความนิยมในตัวดาราคนนั้นๆ ในเชิงธุรกิจ การอยู่และมีงานทำในวงการบันเทิงนี้ และนั่นจึงทำให้อินสตาแกรมกลายเป็นช่องทางการสื่อสาร หรือแม้แต่ช่องทางการหาข่าวของนักข่าวในปัจจุบัน


“เดี๋ยวนี้ดาราชายหนุ่มๆ เขาชอบเล่นอินสตาแกรมแล้วเซลฟี่ถอดเสื้อโชว์ซิกแพค ทำไมคุณไม่อยากโชว์ซิกแพคบ้างเหรอครับ” ผมเริ่มแหย่ เพราะเป็ดปักกิ่งเดินทางมาถึงยังโต๊ะอาหารแล้ว

“โอยยย…ยอมครับ ผมคงหมดเวลาแล้วมั้ง ด้วยอายุ ด้วยวัย ก็ปล่อยให้น้องๆ วัยยี่สิบเขาว่ากันไปก็แล้วกัน ผมทำได้มากสุดก็แค่ขี่จักรยาน (หัวเราะ) ถามว่าผู้ชายอยากมีซิกแพคไหม ผมว่าไม่มีใครปฏิเสธ อยากมีแน่นอน แต่มันต้องมีเวลาทุ่มเท ทุกวันนี้ผมหาเวลานอนยังไม่ค่อยได้เลย คือถ้ามีเวลาก็ไม่แน่นะ อาจทำก็ได้ เพราะเล่นก็ดีมันก็ได้สุขภาพที่ดี รูปร่างที่ดี ผมก็อยากมี ก็ไม่แน่นะ เดี๋ยวผมอาจจะเข้าฟิตเนส ทำซิกแพคแล้วถอดเสื้อโชว์ขึ้นปกนิตยสารก็ได้ นี่ก็มีอยู่นิดๆ นะครับ” ว่าแล้วเขาก็ตบท้องโชว์ ซึ่งไม่รู้ว่าตบซิกแพค หรือว่าที่ตบท้องเพราะหิวกันแน่

“ผมไม่ค่อยได้ทำอะไรกับหน้าตัวเองเลย ศัลยกรรมอะไรทั้งหลายนี่ไม่เคยทำเลย ไม่กล้าทำด้วย ผมกลัวมาก ผมกลัวเข็ม สิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำทุกๆ 3 เดือนก็คือคุณหมอให้ไปทำเลเซอร์ หมอบอกว่าควรจะทำก็ไปทำ ทำแล้วรู้สึกว่าดูใสๆ ขึ้นแค่นั้นเอง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการดูแลจากภายในมากกว่า ออกกำลังกายเป็นประจำ ผมไม่ค่อยกินเนื้อแดงนะครับ พยายามกินพืชผักผลไม้ให้เยอะหน่อย ภายในจะได้ไม่หมักหมมมาก สำหรับภายนอกก็คงทำได้เท่าที่ทำได้ไปก่อน

“คนเรามันก็ต้องมีเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ยอมแก่มันเป็นเรื่องที่ฝืนสังขารเกินไป วันหนึ่งอายุ 50 กว่าแล้ว จะต้องให้ดูหล่อมากเหมือนสามสิบ มันก็ผิดธรรมชาติ ก็ต้องดูยับบ้างย่นบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็ต้องยอมปล่อยมันไป ไม่ต้องไปฝืน ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น” พูดจบผมก็จ้องหน้าเขาทันที เออ… ไม่มีตีนกาเลยแฮะ ผิวยังตึงอยู่เลย แต่ความไม่สม่ำเสมอบนผิวหน้าหรือรอยสิวรอยกระเล็กๆ น้อยๆ ตามอายุยังมีอยู่ แต่เมื่อนับว่าอายุ 48 ปีแล้ว คงต้องบอกว่า ‘ดูดีชิบเป๋ง’

“ผมว่าที่ตอนนี้ซิกแพคมันเป็นเทรนด์ ก็เพราะว่าฟิตเนสมีมากขึ้น มีอาชีพเทรนเนอร์เกิด มีอุปกรณ์มีเทคโนโลยีหลายๆ อย่างรองรับเยอะ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วที่ผู้ชายจะไปเข้ายิม เมื่อก่อนจะเข้าฟิตเนสทีต้องไปเป็นเมมเบอร์ปีหนึ่งหลายหมื่นหลายแสน แต่เดี๋ยวนี้ก็ถูกลง ง่ายขึ้น ผู้ชายรูปร่างดีมันก็ดูดีถูกไหมครับ แน่นอนอยู่แล้ว คนรูปร่างหน้าตาดีก็ได้เปรียบ ไม่ใช่แค่สมัยนี้หรอกครับ เพียงแต่มันมีการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยเกิดขึ้น อย่างยุคหนึ่งคือถึงจุดสูงสุดของวงการดนตรี ตอนนี้ก็อาจจะค่อยๆ เฟดลง เพราะเคยแตะจุดที่สูงสุดมาแล้วหรือเปล่า แต่วงการกีฬา วงการฟิตเนส การออกกำลังกายอาจจะยังไม่เคยแตะถึงจุดสูงสุด ตอนนี้มันก็อาจจะเป็นช่วงที่การกีฬา หรือการออกกำลังกาย มีซิกแพค โชว์หุ่น พัฒนาขึ้นมาเพื่อไปยังจุดสูงสุดของมัน

“อันที่จริง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็วนไปวนมานะครับ กางเกงเดี๋ยวก็ขาบาน เดี๋ยวก็ขาเดฟ เมื่อก่อนก็บานคลุมรองเท้า แล้วก็หุบมาจนเหลือขากระบอกรัดติ้ว ผมเชื่อว่าอีกหน่อยมันก็บานออกไปอีก แล้วก็จะกลับมาหดอีก จะเป็นอย่างนี้ ก็วนเป็น Life Circle ของมันอยู่อย่างนี้” สหรัถจบประโยคพร้อมด้วยการยกซุปเสฉวนขึ้นมากินคำแรกหลังจากที่พยายามจะกินอยู่นาน แต่ไม่ได้โอกาสสักทีเพราะต้องตอบคำถาม


“แล้ว Life Circle ของคุณเองจะเดินทางไปยังไงต่อครับ”

“ผมคิดว่าพออายุ 50 กลางๆ ผมจะใช้ชีวิตเบาๆ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ ซะที เพราะเหนื่อยมาเยอะแล้ว พอแล้ว พักผ่อน ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ทำตัวให้แข็งแรง ไม่ต้องร่ำรวยมาก พอมีกินมีใช้อย่างมีความสุข ได้เล่นดนตรีเท่าที่ตัวเองอยากจะเล่น มีสถานที่ให้ตัวเองได้ระบาย ได้เล่นดนตรีอย่างที่ตัวเองฝันที่ตัวเองชอบ เมื่อถึงตอนนั้นผมจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำเลย จะไม่ฝืนใจอีกแล้ว ใช้ชีวิตเที่ยวไปเรื่อยๆ แล้วก็เล่นดนตรี เท่านั้นแหละ”

ผมนับนิ้วอยู่ในใจ 47 48… 55 อืม โอเค ชาวไทยยังมีเวลาได้ดูหน้าหล่อๆ ราวเทพบุตรของเขาไปอีกหลายปี

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

นักออกแบบหน้าใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์เสื้อผ้าสุดเก๋ จากวัสดุเหลือใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662791

 

ชนิสา แก้วเรือน มอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศโครงการประกวดนักออกแบบหน้าใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม.

สยามพิวรรธน์ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ไทยเบฟเวอเรจ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จัด โครงการประกวดเฟ้นหานักออกแบบหน้าใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม–“Sustainable Designer’s Project” ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีใจรักในงานแฟชั่น ได้แสดงศักยภาพในการออกแบบผลงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้รับเกียรติจากดีไซเนอร์มากฝีมือ 5 แบรนด์ดัง ได้แก่ ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และพิสิฐ จงนรังสิน จากแบรนด์ Tube Gallery, ประภากาศ อังศุสิงห์ แบรนด์ Hook’s, เฉลิมเกียรติ คติเกษมเลิศ แบรนด์ Wonder Anatomie, ณัฎฐ์ มั่งคั่ง แบรนด์ Kloset และพลัฏฐ์ พลาฎิ แบรนด์ Realistic Situation ร่วมเป็นโค้ชให้คำแนะนำแก่ผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศและรองฯไปเมื่อเร็วๆนี้ ที่สยามเซ็นเตอร์



ผลงานชนะเลิศ.

หลังจากคณะกรรมการพิจารณาผลงาน และสัมภาษณ์แนวคิด แรงบันดาลใจ รวมทั้งได้ชมแฟชั่นโชว์ที่เหล่าดีไซเนอร์คลื่นลูกใหม่สร้างสรรค์เป็นงานดีไซน์ขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ วิภาวี ดำรงโภคิน นิสิตสาวชั้นปีที่ 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เจ้าของผลงาน “Face of Denim” ที่นำ “ผ้ายีนส์” มาเป็นจุดเด่น โดยนำเศษผ้ายีนส์ที่ไม่ใช้แล้วจากโรงงาน มาดีไซน์เป็นชุดขึ้นใหม่ โดยผสมผสานกับเสื้อมือสอง ซึ่งการนำเศษผ้ายีนส์ที่ทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ เป็นการลดขยะที่ย่อยสลายได้ยาก มาสร้างให้เกิดมูลค่า โดยการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ian Berry (ไออัน เบอรี่) ซึ่งเป็นศิลปินชาวอังกฤษที่ออกแบบศิลปะหน้าคนลงบนผ้ายีนส์ เป็นการนำความแตกต่างของเนื้อผ้า โทนสีของยีนส์ มาตัดเย็บ ทำให้ชุดมีเลเยอร์ จนเกิดเป็นภาพ Portrait (หน้าคน) บนเสื้อผ้า



ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ อัครวินท์ สุมาลุย์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับผลงานชื่อว่า “E–Waest” เป็นการนำ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” มาเป็นไฮไลต์ในการออกแบบ รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ธนาคม สิทธิอัฐกร จากมหาวิทยาลัยศิลปากร กับผลงานชื่อว่า “Paradise” นำ “ผ้าถุง และผ้าปาเต๊ะ” มาเป็นไฮไลต์ในการออกแบบ และรางวัลชมเชย ได้แก่ วันชาติ ติดอิกุล จากมหาวิทยาลัยรังสิต กับผลงานชื่อว่า “Mutation” หรือ “การกลายพันธุ์” นำเสนอเครื่องแต่งกายที่ถูกตัดต่อดัดแปลงจากเสื้อผ้าหลากชิ้น และ อนุชิต บัวทิม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กับผลงาน “New Meaning Old Place”.