รัฐสภาลดธงครึ่งเสา สิ้น จอห์น เกลนน์! นาซาสดุดี ฮีโร่แท้จริงของอเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 18:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806771

 

ชาวอเมริกันสุดอาลัย จอห์น เกลนน์ ส.ว.รัฐโอไฮโอและนักบินอวกาศคนแรกของนาซาที่สร้างประวัติศาสตร์โคจรรอบโลก เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ ด้วยวัย 95 ปี ขณะที่นาซา ทวีตข้อความสดุดี จอห์น เกลนน์ คือ ฮีโร่ที่แท้จริงของชาวอเมริกัน

เมื่อ 9 ธ.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายจอห์น เกลนน์ วุฒิสมาชิก (ส.ว.) รัฐโอไฮโอ และผู้สร้างประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นนักบินอวกาศคนแรกของสหรัฐฯ ที่ประสบความสำเร็จในการโคจรรอบโลกด้วยกระสวยอวกาศ ‘เฟรนชิพ 7’ ในปี 2505 ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 95 ปีเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. หลังจากเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเจมส์ แคนเซอร์ ในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอมานานกว่าสัปดาห์

‘ถึงแม้เขาได้ทะยานลึกเข้าไปสู่ห้วงอวกาศและขึ้นไปสู่ที่สูงของอาคารรัฐสภา แต่หัวใจของเขาไม่เคยห่างจาก ‘รากเหง้า’ บ้านเกิดในรัฐโอไฮโอ ’ นายจอห์น แคซิช ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอสดุดีจอห์น เกลนน์ ซึ่งศพของเขา คาดว่าจะถูกนำไปฝังที่สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน ในรัฐเวอร์จิเนีย


จอห์น เกลนน์ นักบินอวกาศคนแรกของนาซา ที่โคจรรอบโลก เมื่อปี 2505

สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศคนแรกของนาซาที่โคจรรอบโลก

ทั้งนี้ ตามประวัติ จอห์น เกลนน์ เกิดเมื่อปี 2464 เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของช่างประปาและครูสอนในโรงเรียน ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐโอไฮโอ โดย เกลนน์รักอยากเป็นนักบินมาตั้งแต่เด็กแล้ว ส่วนชีวิตครอบครัว แต่งงานกับแอนนี คาสเตอร์ หญิงสาวที่รักกันมาตั้งแต่วัยเด็ก และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เดวิด และลินน์ โดย จอห์น เกลนน์ เข้ามารับใช้ชาติ ด้วยการเป็นนักบินขับไล่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และในสงครามเกาหลี ก่อนจะเข้าร่วมกับสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา)


อาคารรัฐสภา ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ลดธงลงครึ่งเสา ไว้อาลัยแด่จอห์น เกลนน์ เสียชีวิตเมื่อ 8 ธ.ค.59

จากนั้น วันที่ 20 ก.พ.2505 เกลนน์ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศแบบนักบินเดี่ยวที่อยู่ในกระสวยอวกาศ ‘เฟรนชิพ 7’ (Freiedship-7 space capsule) ซึ่งถูกส่งขึ้นไปในห้วงอวกาศโดยจรวดแอตลาส เพื่อบุกเบิกพรมแดนใหม่ของชาวอเมริกัน และจอห์น เกลนน์ ได้โคจรรอบโลก 3 รอบ ภายใต้เวลา 5 ชั่วโมง


จอห์น เกลนน์ (ซ้าย) บนกระสวยอวกาศ ดิสคัฟเวอร์รี่ เมื่อ 1 พ.ย.2541

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา มอบเหรียญ ‘ประธานาธิบดีแห่งเสรีภาพ’ ให้แก่จอห์น เกลนน์ ที่ทำเนียบขาว เมื่อ 29 พ.ค.2555

นอกจากนั้น เกลนน์ยังสนใจการเมือง สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐโอไฮโอ มานานถึง 24 ปี โดยเมื่อปี 2544 เกลน์ได้รับเหรียญเกียรติยศ ‘เหรียญทองสภาคองเกรส’ ซึ่งถือเป็นรางวัลทรงเกียรติสูงสุดของพลเรือนในสหรัฐฯ และปีต่อมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ยังได้มอบเหรียญประธานาธิบดีแห่งเสรีภาพ ให้แก่จอห์น เกลนน์ด้วย


โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงจากเครื่องบินที่สนามบิน จอห์น เกลนน์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต ที่เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ เมื่อ 28พ.ย.59

หลังการเสียชีวิตของจอห์น เกลนน์ ด้านประธานาธิบดีโอบามาได้ออกแถลงการณ์สดุดีเขาว่า เกลนน์ ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของเขาทำลายกำแพงขวางกั้นต่างๆ ขณะที่ นาซา ได้ทวีตข้อความยกย่องจอห์น เกลนน์ว่า คือ ‘ฮีโร่ที่แท้จริงของชาวอเมริกัน’

 

ไอซิส สูญเสียนักรบไปแล้วครึ่งแสน หลังโดนสหรัฐฯนำทีมถล่มหนักกว่า 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806667

 

เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสหรัฐฯ เผยไอซิสสูญเสียนักรบไปแล้วอย่างน้อย 50,000 คน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังกองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายกลุ่มสุดโหดในอิรักและซีเรีย แต่ที่น่ากังวล คือไอซิสสามารถระดมนักรบมาเสริมทัพแทนคนที่ตายไป ในเวลารวดเร็ว

เมื่อ 9 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสของสหรัฐฯ ว่า กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิสได้สูญเสียนักรบไปมากถึงอย่างน้อย 50,000 ราย นับตั้งแต่กองกำลังพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯ เริ่มต้นปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายกลุ่มไอซิสทั้งในอิรักและซีเรีย ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสอเมริกันผู้นี้ยังบอกถึงตัวเลขจำนวนนักรบไอซิสที่โดนปลิดชีพดังกล่าวว่า เป็น ‘การประเมินตัวเลขอย่างระมัดระวัง’

บีบีซี แจ้งว่า การที่กลุ่มไอซิสต้องสูญเสียนักรบไปมากขนาดนี้ในเวลาแค่ 2 ปี นั้น แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ รวมทั้งศักยภาพของกำลังทหารอเมริกันที่มีจำนวนไม่มากนักในการให้การสนับสนุนกองกำลังทหารรัฐบาลท้องถิ่นในการปราบปรามไอซิส อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ยังคงย้ำเตือนว่า ถึงแม้กลุ่มไอซิสได้สูญเสียนักรบไปจำนวนมาก แต่ก็สามารถเกณฑ์นักรบเข้ามาเสริมกำลังได้ในเวลารวดเร็ว


ขณะเดียวกัน บีบีซี ยังชี้ว่า ปกติแล้ว ทางการสหรัฐฯ ไม่ค่อยเต็มใจที่จะเปิดเผยตัวเลขฝ่ายศัตรูที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหารของกองกำลังสหรัฐฯเท่าใดนัก แต่ปรากฏว่า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ทหารอาวุโสจะออกมาเปิดเผยตัวเลขนักรบไอซิสที่เสียชีวิตไปล่าสุดนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ท.ฌอน แม็คฟาร์แลนด์ เพิ่งเปิดเผยกับนักข่าวเอเอฟพีว่า ไอซิสสูญเสียนักรบในซีเรียและอิรักไปแล้วประมาณ 45,000 ราย และเดือน ก.พ. เลขานุการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวก็เปิดเผยว่า ไอซิสเสียนักรบไปแล้วอย่างน้อย 25,000 ราย

นอกจากนั้น ไอซิสยังสูญเสียการยึดครองดินแดนเป็นจำนวนมาก หลังจากเคยยึดไว้ได้ในอิรักและซีเรีย โดยขณะนี้ ไอซิสได้ถูกโจมตีอย่างหนัก จากกองกำลังรัสเซีย ตุรกี อิรัก ซีเรีย และนักรบชาวเคิร์ด รวมทั้งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่ทรงอานุภาพจากสหรัฐฯ และอังกฤษ ซึ่งตอนนี้ กองกำลังพันธมิตรกำลังบุกตีเมืองโมซูล ในอิรัก และเมืองรัคกา ในซีเรีย ซึ่งถือเป็นเมืองใหญ่บนริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรตีสที่ไหลจากด้านตะวันออกในซีเรีย ไปยังทิศตะวันตกของอิรัก คืนจากการยึดครองของไอซิสด้วย

 

ปาร์ก กึน เฮ ไม่รอด! สมาชิกสภาเกาหลีใต้ ลงมติ ถอดถอนพ้นตำแหน่ง ปธน.แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 15:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806551

 

สมาชิกรัฐสภาโสมขาว ลงดาบ ลงมติด้วยคะแนน 234 ต่อ 56 เสียง ถอดถอนประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ พ้นจากตำแหน่ง แต่กระบวนการต่อไปจะเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องตัดสินวินิจฉัย สมควรถอดถอนปาร์ก กึน เฮ พ้นจากตำแหน่งหรือไม่

เมื่อ 9 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สมาชิกรัฐสภาแห่งชาติเกาหลีใต้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 234 ต่อ 56 เสียง ถอดถอน หรือ อิมพีช (impeach) ประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ พ้นจากตำแหน่งผู้นำเกาหลีใต้ ในข้อหาพัวพันกับการคอร์รัปชัน  เป็นเหตุให้นับแต่นี้ อำนาจในการบริหารประเทศในตำแหน่งประธานาธิบดีของปาร์ก กึน เฮ ต้องส่งมอบให้แก่นายกรัฐมนตรี ฮวาง คโย อาห์น ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้จะทำหน้าที่พิจารณาตัดสินว่าในที่สุดแล้ว สมควรถอดถอนปาร์ก กึน เฮ หรือไม่

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติอื้อฉาวครั้งใหญ่ โดนชาวเกาหลีใต้ชุมนุมประท้วงขับไล่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์แล้ว จากการอนุญาตให้นางชเว ซุน ซิล เพื่อนสนิทเข้ามาแทรกแซงกิจการการเมืองทั้งที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล และนางชเวยังโดนกล่าวหาทุจริตคอรัปชันด้วยการไปกดดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้หลายบริษัทบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ 2แห่งที่นางชเวก่อตั้งขึ้นด้วย.


หนุ่มเกาหลีใต้ดีใจหลังรู้ผลการลงมติของรัฐสภา ถอดถอนปาร์ก กึน เฮ พ้นตำแหน่ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รอดหรือไม่รอด อิมพีชเมนต์! รัฐสภาโสมขาวลงมติชี้ชะตา ปธน.ปาร์ก 9 ธ.ค. อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805521

ปาร์ก กึน เฮ จะไปต่อไหวไหม เจอม็อบคนนับล้านออกมาไล่ อัยการจ่อเรียกสอบ

 

สุดช็อก หมอออสซี่ จงใจฉีดอินซูลินฆ่าเมีย ฮุบประกัน 17ล้าน อยู่กับชู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 14:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806427

 

ต้องอึ้ง… ศาลสูงออสเตรเลีย พบความผิด หมอไบรอัน วัย 63 จงใจฉีดอินซูลินปริมาณมากเกินกำหนดเพื่อฆ่าภรรยา หลังอัยการพบหลักฐานค้นหาข้อมูล เขียนใบสั่งซื้อยาเอง ฉีดเอง หวังเอาเงินประกันที่ภรรยาทำไว้กว่า 17.5 ล้าน และจะได้อยู่กับชู้รัก

เมื่อ 9 ธ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าคดีดังในออสเตรเลีย นายแพทย์ไบรอัน คริซคิตต์ วัย 63 ปี ชาวออสเตรเลียในนครซิดนีย์ รัฐนิว เซาท์ เวลส์ ตกเป็นผู้ต้องหาอุกฉกรรจ์ ก่อคดีฆาตกรรม นางคริสตีน คริซคิตต์ อายุ 61 ปี ภรรยาของตนเองเมื่อปี 2553 หรือ 6 ปีก่อนนั้น ในที่สุด เมื่อ 8 ธ.ค. ศาลสูงนิว เซาท์ เวลส์ ซึ่งได้ใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์พิจารณาคดี พบว่า นายแพทย์ไบรอัน ซึ่งเป็นหมออายุรแพทย์ ได้ตั้งใจฆาตกรรม ฉีดฮอร์โมนอินซูลินปริมาณเกินกำหนดเพื่อปลิดชีพเธอ ที่บ้านพัก ในนครซิดนีย์ ช่วงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และ 1 มกราคม 2553

ระหว่างการพิจารณาคดี อัยการได้ให้การต่อศาลสูงว่า ในช่วงหลายวันก่อนที่ นายแพทย์ไบรอัน จะลงมือฆ่าภรรยาของเขาเองนั้น เขาได้เสิร์จ ค้นหาข้อมูลในกูเกิลเกี่ยวกับการจงใจใช้ฮอร์โมนอินซูลินปริมาณมากเกินกำหนดที่ส่งผลอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาได้เขียนใบสั่งยาสำหรับการซื้ออินซูลินให้แก่คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และนำใบสั่งยาไปซื้อที่ร้านขายยาแคมป์เบลล์ทาวน์ โดยหลังจากที่เขาได้ฉีดอินซูลินในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อชีวิตให้แก่ภรรยาแล้ว ในค่ำคืนนั้น เขายังไปหา นางสาวลินดา ลิเวอร์มอร์ ชู้รักของเขาด้วย

อัยการยังอ้างว่า เจตนาที่นายแพทย์ไบรอันต้องการฆ่านางคริสตีน ภรรยา เพื่อหวังเอาเงินประกันชีวิตที่นางคริสตีนทำไว้เป็นจำนวนเงินกว่า 5 แสนดอลลาร์ (ประมาณกว่า 17.5 ล้านบาท) และยังต้องการดำเนินความสัมพันธ์กับ นางลิเวอร์มอร์ ชู้รัก ที่ทำให้เขาไม่ชอบภรรยาของตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ

เว็บไซต์ ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ ในออสเตรเลีย รายงานว่า บริเวณด้านนอกศาลสูงนิว เซาท์ เวลส์ นางเทรซีย์ วิกกินส์ บุตรสาวคนโตของนางคริสตีน คริซคิตต์ ที่เกิดจากการแต่งงานครั้งแรก ซึ่งมารับฟังการพิจารณาไต่สวนคดี พูดด้วยความเสียใจว่า เธอคิดว่า เธอรู้จักนายคริซคิตต์ดี และคงไม่มีคำพูดใดสามารถอธิบายถึงความเจ็บปวดของครอบครัวที่ได้รับในครั้งนี้ได้

ทั้งนี้ หลังจาก นางคริสตีน คริซคิตต์ เสียชีวิตในช่วงสิ้นปีแล้ว ไม่มีการชันสูตรศพใดๆ จนถึงวันที่ 2 ม.ค. 53 และไม่มีการแจ้งสาเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิต กระทั่งหลายเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ดูภาพศพของนางคริสตีน หลังเสียชีวิต และสังเกตเห็นรอยจุดเล็กๆ สีแดงชัดเจนรอยหนึ่งที่บริเวณก้นของนางคริสตีน จนนำไปสู่การสืบสวนในคดีนี้ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตจนได้ความกระจ่างชัดในที่สุด

ก่อนหน้านี้ คำให้การของนายแพทย์ไบรอัน ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในเย็นวันที่พบ นางคริสตีน ภรรยาเสียชีวิต บอกว่าเขาและภริยาได้เกิดการทะเลาะตบตีกัน จนทำให้เขาเก็บเสื้อผ้าและขับรถออกมาจากบ้านด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจอดนอนที่สวนสาธารณะและหลับไป โดยนายแพทย์ไบรอันบอกกับตำรวจว่าเขาได้โทรศัพท์หาเพื่อนคือ นางสาวลิเวอร์มอร์ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงคนนี้ อย่างไรก็ตาม คำให้การหนสองของนายแพทย์ไบรอัน เขาสารภาพผิดกับตำรวจว่าได้พูดเท็จเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับนางสาวลิเวอร์มอร์ และบอกว่าหลังทะเลาะกันแล้ว เขาได้ขับรถตรงไปยังบ้านของลิเวอร์มอร์และนอนค้างคืนที่นั่น แต่เมื่อเขากลับมาบ้านในวันปีใหม่ ก็พบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตแล้วบนพื้นในห้องนอน

 

โล่งอก ยกเลิกเตือนสึนามิ แผ่นดินไหวแรง 7.8 ใกล้หมู่เกาะโซโลมอนในแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 11:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806311

 

(ภาพจาก earthquake.usgs.gov)

ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก ยกเลิกคำเตือนภัยสึนามิ อาจเกิดคลื่นสูงถึง 3 เมตรซัดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่รุนแรงขนาด 7.8 ใกล้หมู่เกาะโซโลมอน ตอนเช้าตรู่ ขณะที่ประชาชนในเมืองหลวงพากันแตกตื่น รู้สึกได้ว่าธรณีพิโรธหนนี้รุนแรงที่สุดและเกิดนานที่สุด

เมื่อ 9 ธ.ค.59 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงาน ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกาศยกเลิกคำเตือนภัยสึนามิ อาจเกิดคลื่นยักษ์สูงถึง 3 เมตรซัดกระหน่ำพื้นที่ชายฝั่งริมมหาสมุทรแปซิฟิกแล้ว หลังสำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ ตรวจวัดพบเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 ในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้หมู่เกาะโซโลมอน ประเทศในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ทางตะวันออกของประเทศปาปัวนิวกินี เมื่อเวลาประมาณ 04.38 น. ของเช้าวันที่ 9 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โดยศูนย์กลางธรณีพิโรธอยู่ห่างจากเกาะมาคิรา ของหมู่เกาะโซโลมอน ไม่ถึง 30 กม. และอยู่ห่างจากเมืองคิราคิรา บนเกาะมาคิราราว 70 กม.

ตามรายงานจากการตรวจวัดความสูงของคลื่น พบว่า เกิดคลื่นสูงเพียง 0.12 เมตร ซัดฝั่งใกล้กรุงโฮนีอารา บนเกาะกัวดัลคาแนล ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 200 กม. อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้คนที่หมู่เกาะโซโลมอนจะเผชิญกับแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่ประชาชนในกรุงโฮนีอารา เมืองหลวงของหมู่เกาะโซโลมอน รู้สึกได้ว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้รุนแรงที่สุดและเกิดนานมากที่สุดกว่าแผ่นดินไหวที่ผ่านๆ มา

‘ผมอยู่บริเวณตอนกลางของกรุงโฮนีอารา ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านชุมชนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นหนึ่งในครั้งที่รุนแรงที่สุดและเกิดนานที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา’ นายตาลี ฮอง ชาวกรุงโฮนีอาราเล่าเหตุการณ์ด้วยความระทึก ขณะที่มีผู้คนในโรงแรมต่างๆ พากันแตกตื่นตกใจวิ่งออกมาจากห้องพัก จากแรงสั่นสะเทือนของธรณีพิโรธ.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผวา! ธรณีพิโรธ 7.8 เขย่าหมู่เกาะโซโลมอน เตือนสึนามิ 3ม.

 

ทัพรบ.ซีเรีย ระงับการต่อสู้ในอเลปโป เปิดทางอพยพพลเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806077

 

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเผยในวันพฤหัสบดี ว่ากองทัพซีเรียระงับการต่อสู้ในเมืองอเลปโป เพื่อเปิดทางให้ประชาชนที่ติดอยู่ในเมืองอพยพออกจากพื้นที่…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งรัสเซีย ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพรัฐบาลซีเรียได้ระงับปฏิบัติการต่อสู้ในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองอเลปโปเป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้มีการอพยพประชาชนที่ติดอยู่ในเขตต่อสู้ ซึ่งนายลาฟรอฟคาดว่า จะมีคนถูกพาออกไปประมาณ 8,000 คน

“วันนี้ ผมสามารถบอกพวกคุณได้ว่า ปฏิบัติการต่อสู้ของกองทัพซีเรียในภาคตะวันออกของเมืองอเลปโปได้ถูกระงับแล้ว เพราะกำลังมีปฏิบัติการใหญ่เพื่อช่วยอพยพพลเรือน” นายลาฟรอฟกล่าวนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศยุโรปที่เยอรมนี เขายังระบุด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพรัสเซียและสหรัฐฯ จะประชุมกันที่นครเจนีวาในวันเสาร์นี้ เพื่อหาหนทางทำให้เหตุรุนแรงในเมืองอเลปโปจบลง

ด้านโฆษกหญิงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า นายลาฟรอฟได้พูดคุยกับนายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แล้ว และทั้งคู่ตกลงร่วมกันที่จะหารือเรื่องการหยุดยิงที่จะเปิดทางให้มีการขนส่งความช่วยเหลือ และขนย้ายพลเรือนออกจากเมือง

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียและซีเรียเกิดขึ้นหลังจากกองทัพรัฐบาลสามารถยึดคืนพื้นที่ถูกฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลยึดครองในภาคตะวันออกของเมืองอเลปโปได้แล้ว 75% ทำให้ฝ่ายกบฏต้องถอนกำลังออกจากเขตเมืองเก่า และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม เพื่อการอพยพประชาชน

 

จีนปลื้มทรัมป์ชูซี้เก่า สี จิ้นผิง เป็นทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ธ.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805961

 

เมื่อ 7 ธ.ค. นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ซึ่งนิตยสาร “ไทม์” ยกให้เป็น “บุคคลแห่งปี 2016” เดินหน้าตั้งคณะรัฐมนตรี โดยเลือก พล.อ.จอห์น เคลลี นายทหารนาวิกโยธินเกษียณอายุวัย 66 ปีเป็น รมว.ความมั่นคงมาตุภูมิ ซึ่งมีหน้าที่รวมทั้งดูแลเรื่องผู้อพยพ นับเป็นนายพลคนที่ 3 ใน ครม. ถัดจาก พล.อ.เจมส์ แมททิส รมว.กลาโหม และพลโทไมเคิล ฟลินน์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ทรัมป์ยังเลือกนายสกอตต์ พรูอิท อัยการสูงสุดของรัฐโอกลาโฮมาผู้สนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิลรวมทั้งถ่านหิน เป็นหัวหน้าสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม, เลือกนางลินดา แม็กมาฮอน อดีตซีอีโอบริษัทมวยปล้ำอาชีพ WWW เป็นหัวหน้าสำนักงานธุรกิจขนาดเล็ก และเลือกนายเทอร์รี แบรนสตัด ผู้ว่าการรัฐไอโอวา ผู้มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำจีน ทำให้จีนแสดงความยินดี ระบุว่าเขาเป็น “เพื่อนเก่า” ของจีน

ทรัมป์ยังให้สัมภาษณ์ “ไทม์” ชื่นชมประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่ามี “เคมี” ตรงกัน หลังพบปะพูดคุยกันหลายครั้ง และว่าตนชอบโอบามาจริงๆ โอบามาก็คงชอบตน ด้านบริษัทโบอิ้งสัญญาจะควบคุมงบประมาณการสร้างเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดี “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ใหม่ 2 ลำ หลังทรัมป์ขู่จะยกเลิกคำสั่งซื้อเพราะแพงเกินไปถึง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.

 

ทำไม ‘แอร์ ฟอร์ซ วัน’ ถึงแพงนัก?! จน ‘ทรัมป์’ ยี้อยากเลิกสั่งซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806027

 

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เตรียมใช้จ่ายงบประมาณจำนวนราว 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.14 แสนล้านบาท) ในโครงการซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 รุ่นใหม่ของบริษัท โบอิ้ง 2 ลำเพื่อมาใช้เป็น ‘แอร์ ฟอร์ซ วัน’ เครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีแดนลุงแซมลำใหม่ แทนที่ลำเดิมซึ่งใช้งานมานานหลายสิบปีแล้ว

แต่ทว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีชาวรัฐนิวยอร์ก และว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งสหรัฐอเมริกา ออกอาการไม่ปลื้มกับความคิดนี้ และออกมาเสนอแนะว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรจะยกเลิกการสั่งซื้อเครื่องบินทั้ง 2 ลำนี้ เพราะราคาแพงเกินไป

เรื่องที่ทรัมป์พูดอาจเป็นความจริง เพราะหากเป็นสายการบินทั่วไป พวกเขาต้องการเงินราว 378.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.35 หมื่นล้านบาท) ก็สามารถซื้อโบอิ้ง 747-8 ได้ 1 ลำ แล้วทำไม แอร์ฟอร์ซวัน จึงมีราคาสูงนัก ที่มาแห่งความแพงของเครื่องบินซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในโลกลำนี้อยู่ตรงไหน?


โบอิ้ง 747-8 ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะซื้อมาใช้เป็นแอร์ ฟอร์ซ วันลำใหม่

เปลี่ยนจาก 747-200 เป็น 747-8

สหรัฐฯ ตั้งใจจะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 มาแทนลำเก่าคือ โบอิ้ง 747-200 ที่ใช้มานานเกือบ 30 ปี โดยโบอิ้ง 747-8 เป็นแบบล่าสุดของ บ.โดยสารในตระกูล 747 ที่โบอิ้งผลิตขึ้น มีการปรับปรุงลำตัวให้ยาวขึ้น จาก 231 ฟุต 10 นิ้ว ของโบอิ้ง 747-200 เป็น 250 ฟุต 2 นิ้ว ปีกที่ออกแบบใหม่ยาวกว่า โบอิ้ง 747-200 อยู่ 29 ฟุต ลดแรงต้านของอากาศ ใช้เครื่องยนต์ GEnx-2B ถึง 4 เครื่อง อันเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ส ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง เสียงรบกวนลดลง

โบอิ้ง 787-8 ยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่ารุ่นก่อน โดยจะปล่อยออกมา 18 ตันต่อ 1 เที่ยวบิน เครื่องบินลำนี้ยังถือเป็นเครื่องบินโดยสารที่บินได้เร็วที่สุดในโลก โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 0.855 มัค ขณะที่พิสัยการเดินทางยาวไกล สามารถเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ไปจนถึงเกาะฮ่องกง ระยะทาง 7,730 ไมล์ ได้โดยไม่ต้องหยุดพัก ขณะที่ โบอิ้ง 747-200 สามารถบินไกลสุดจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.- กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ด้วยระยะทาง 6,735 ไมล์ เท่านั้น

โบอิ้ง 787-8 ยังบรรทุกน้ำหนักได้มากขึ้น โดยบรรทุกได้ 987,000 ปอนด์ มากกว่าโบอิ้ง 747-200 ที่บรรทุกได้ 833,00 ปอนด์เท่านั้น


โบอิ้ง วีซี-25เอ แอร์ ฟอร์ซ วัน ลำที่ใช้ในปัจจุบัน

มีศักยภาพเท่าเครื่องบินกองทัพ

แอร์ ฟอร์ซ วัน ในทางเทคนิคแล้วไม่ใช่เครื่องบิน แต่เป็นชื่อเรียก ซึ่งมอบให้แก่อากาศยานของกองทัพอากาศใดๆ ที่ประธานาธิบดีโดยสาร โดยในปัจจุบันชื่อนี้ใช้สื่อถึง เครื่องบินโบอิ้ง 747-200 รุ่นดัดแปลง ที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้มาตั้งแต่ยุคปี 1990 เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ค่อยได้เดินทางโดยเครื่องบินของสายการบินใดๆ

แต่บอกว่าประธานาธิบดีใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-200 อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะจริงๆ แล้ว เครื่องบินที่ใช้เป็น แอร์ฟอร์ซวัน คือเครื่องบิน โบอิ้ง วีซี-25เอ (VC-25A) หรือ โบอิ้ง 747-200 เวอร์ชั่นของกองทัพต่างหาก โดยได้รับการดัดแปลงให้กลายเป็นสิ่งที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เรียกว่า ‘ศูนย์บัญชาการเคลื่อนที่’ ในสถานการณ์ที่เกิดการโจมตีต่อสหรัฐฯ

ข้อมูลจากบัญชีงบประมาณสำหรับการซื้อเครื่องบินลำใหม่ ค่าใช้จ่ายรวมไปถึงการยกระดับระบบไฟฟ้าทั้งหมดภายในเครื่องให้เป็นระดับกองทัพ และมีระบบพลังงานสำรอง 2 เครื่อง และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทำให้ แอร์ฟอร์ซวัน ลำใหม่มีศักยภาพสามารถป้องกันการโจมตีด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (อีเอ็มพี) ซึ่งเป็นระเบิดพลังงานชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ได้ อีเอ็นพี ยังสามารถเกิดจากผลข้างเคียงของการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ในอากาศที่ระดับสูงอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในส่วนอื่นๆ เช่นอุปกรณ์การสื่อสารเกรดกองทัพ และระบบป้องกันตนเอง ซึ่งอาจหมายถึงระบบตอบโต้ด้วยไฟฟ้าเพื่อสกัดขีปนาวุธ แต่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในส่วนนี้ เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนหางของ แอร์ฟอร์ซวัน ลำที่ใช้ในปัจจุบัน ก็ยังเป็นปริศนาว่าอะไรอยู่ภายในกันแน่

การอัพเกรดทั้งหมดทั้งมวลนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ถูกๆ และอันที่จริงการซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 จำนวน 2 ลำ เป็นเพียงขั้นตอนแรกของกระบวนการเปลี่ยน แอร์ฟอร์ซวัน ลำใหม่ เท่านั้น และต้องรอให้การซื้อเสร็จสิ้นก่อน จากนั้นการออกแบบจริงๆ จึงจะเริ่มขึ้น ซึ่งงบประมาณที่ประเมินไว้ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง


โบอิ้ง 757 เครื่องบินส่วนตัวสุดหรูของโดนัลด์ ทรัมป์

ใหญ่กว่าและดีกว่าเครื่องบินส่วนตัวของทรัมป์

นายทรัมป์ ผู้จะรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไปในวันที่ 20 ม.ค. ปีหน้า เคยคุยโวเอาไว้กับนิตยสาร ‘โรลลิง สโตน’ เมื่อปี 2015 ว่า เครื่องบินส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นเครื่อง โบอิ้ง 757 ใหญ่กว่า แอร์ฟอร์ซวัน ซึ่งด้อยกว่าเครื่องบินของเขาทุกด้าน

แต่ในความเป็นจริงแล้วโบอิ้ง 757-200 ของทรัมป์ เล็กกว่าแอร์ฟอร์ซวันในทุกมิติ จากข้อมูลของบริษัท โบอิ้ง แอร์ฟอร์ซวันลำปัจจุบันมีความยาว 231 ฟุต 10 นิ้ว และมีความยาวระหว่างปีก 2 ข้างมากกว่า 195 ฟุต ขณะที่เครื่องบินส่วนตัวของทรัมป์ยาวเพียง 155 ฟุต และมีความยาวระหว่างปีกแค่ 134 ฟุต ไม่ต้องพูดถึง โบอิ้ง 747-8 ที่ใหญ่กว่าแอร์ฟอร์ซวันที่ใช้อยู่เสียอีก

แอร์ฟอร์ซวันยังเหนือกว่าเครื่องบินส่วนตัวของทรัมป์ในเรื่องพลังการบินด้วย โดยเครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลำนี้ สามารถบินได้ไกลกว่าเครื่องบินส่วนใหญ่ และอย่างที่ระบุไว้ข้างต้นว่า โบอิ้ง 747-8 ที่จะมาเป็นแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ สามารถบินจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถึงฮ่องกงได้โดยไม่ต้องหยุดพัก และยังสามารถเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้อีก ทำให้ทำเนียบขาวอ้างว่า เครื่องบินลำนี้มีระยะการบินไร้ขีดจำกัด


ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำลังจะขึ้น แอร์ ฟอร์ซ วัน หลังเดินทางเยือนฐานทัพอากาศ แอนดรูว์ ในรัฐแมรีแลนด์ เมื่อ 6 ธ.ค.

ให้ความรู้สึกของการเป็นประธานาธิบดี

ถึงแม้ว่า แอร์ฟอร์ซวัน จะไม่มีเข็มขัดนิรภัยหัวทองคำเหมือนเครื่องบินส่วนตัวสุดหรูของทรัมป์ แต่มันยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่บ่งบอกว่า นี่เป็นเครื่องบินของผู้นำสหรัฐฯ

ภายในของแอร์ฟอร์ซวันลำปัจจุบันมี 3 ชั้น และพื้นที่ใช้สอยขนาดราว 400 ตร.ม. ซึ่งรวมถึง ห้องทำงานส่วนตัวของประธานาธิบดี, ห้องประชุม แม้กระทั่งโรงยิม นอกจากนี้ยังมีห้องครัว 2 ห้องพร้อมทีมเชฟ และอาหารเพียงพอสำหรับ 100 คน ซึ่งจัดเตรียมโดยพ่อครัวของกองทัพและปิดผนึกวัตถุดิบทั้งหมดเอาไว้อย่างปลอดภัย

นักข่าวสามารถเดินทางไปพร้อมกับประธานาธิบดีได้เที่ยวละ 13 คน โดยจะต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยอารักขาประธานาธิบดีอย่างละเอียดสุดๆ ก่อนจะขึ้นบิน และพวกเขาจะถูกนำไปรวมตัวกันอยู่ในส่วนที่เรียกว่า ‘ฟองสบู่’ ที่มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธจากหน่วยอารักาขาประธานาธิบดีประจำอยู่ 1 นาย และถูกควบคุมการเคลื่อนย้ายทั้งหมดตลอดการเดินทาง

ส่วนที่เป็นพื้นที่ของประธานาธิบดีซึ่งอยู่ด้านหน้าของตัวเครื่องสามารถเข้าได้โดยผ่านทางเดินเพียงทางเดียว ที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีนั่งเฝ้าอยู่ตลอดเวลา เครื่องบินลำนี้ยังมีห้องพยาบาลที่สามารถใช้เป็นห้องผ่าตัด และมีแพทย์อยู่บนเครื่องอย่างน้อย 1 คน


โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ไม่อยากสั่งสื่อเครื่องบินมาเป็นแอร์ ฟอร์ซ วันลำใหม่

บินเที่ยวเดียวก็แพงแล้ว

องค์ประกอบเหล่านี้ แน่นอนว่าเป็นการเพิ่มค้าใช้จ่ายในงบประมาณสำหรับเครื่องบินส่วนตัวของผู้นำสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของแอร์ฟอร์ซวันยังสูงลิ่ว โดยตัวเลขการประเมินสูงสุดตก ‘ชั่วโมง’ ละ 180,000-200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6.4 ล้าน-7.1 ล้านบาท)

เรื่องค่าใช้จ่ายในการบินเป็นเรื่องที่นายทรัมป์ใช้โจมตีประธานาธิบดีโอบามา ที่นั่งแอร์ฟอร์ซวันไปช่วยหาเสียงให้แก่นางฮิลลารี คลินตัน ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี แม้นางคลินตันจะบอกกว่าทีมหาเสียงของเธอจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เองก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทรัมป์จะยกเลิกหรือสานต่อโครงการเปลี่ยน แอร์ ฟอร์ซ วัน ก็มีความเป็นไปได้สูงอยู่แล้วที่เขาจะไม่ได้นั่งเครื่องบินที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของสหรัฐฯ ลำนี้ เนื่องจากมันมีกำหนดเข้าประจำการราวๆ ปี 2024 ซึ่งทรัมป์จะมีโอกาสได้นั่งแอร์ ฟอร์ซ วันลำใหม่ก็ต่อเมื่อ เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2020 เท่านั้น

 

ผวา! ธรณีพิโรธ 7.8 เขย่าหมู่เกาะโซโลมอน เตือนสึนามิ 3ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805947

 

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.8 บริเวณหมู่เกาะโซโลมอนในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ศูนย์เตือนภัยสหรัฐฯ ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิในหลายพื้นที่ในแปซิฟิกตอนใต้…

สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ ยูเอสจีเอส รายงานว่า เมื่อเวลา 04:38น. วันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่น (ราว 00:38น. ตามเวลาไทย) เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.8 ในทะเลใกล้หมู่เกาะโซโลมอน ในมหาสมุทรแปซิฟิก จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ความลึก 41.0 กม. ห่างจากกรุงโฮนิอารา เมืองหลวงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 203.9 กม.

หลังเกิดเหตุ ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกของสหรัฐฯ ก็ประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิบริเวณชายฝั่งของหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งบางจุดอาจเผชิญคลื่นสึนามิสูงระหว่าง 1-3 ม. ด้วย ขณะที่พวกเขายังเตือนว่าคลื่นสึนามิสูงสุด 1 ม. อาจพัดเข้าสู่ชายฝั่งของประเทศวานูอาตู, ประเทศปาปัวนิวกินี, ประเทศนาอุรู, นิว คาเลโดเนีย อาณานิคมพิเศษของฝรั่งเศส, ประเทศตูวาลู และ เกาะคอสไร ของประเทศไมโครนีเซีย ภายใน 3 ชั่วโมงข้างหน้า โดยก่อนหน้านี้มีการเตือนภัยสึนามิที่รัฐฮาวายของสหรัฐฯ ด้วย แต่ถูกยกเลิกในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ มีรายงานว่าสัญญาณโทรศัพท์และไฟฟ้าในบางพื้นที่ของหมู่เกาะโซโลมอน ไม่สามารถใช้ได้ ส่วนผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์หลายคนระบุว่า ทางการหมู่เกาะโซโลมอน มีคำสั่งอพยพประชาชนในหลายพื้นที่ เพื่อเคลื่อนย้ายประชาชนไปอยู่บนที่สูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายและผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ

 

ปารีสเผชิญหมอกควันหนักสุดรอบ 10 ปี ต้องสั่งรถทะเบียนคู่-คี่วิ่งสลับวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 01:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/805911

 

ทางการกรุงปารีสใช้มาตรการให้รถยนต์ทะเบียนเลขคู่และเลขคี่ วิ่งสลับวันกัน เพื่อลดปัญหาฝุ่นควันหนาทึบที่ปกคลุมเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสแห่งนี้มานานหลายวันแล้ว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญปัญหามลภาวะทางอากาศในช่วงฤดูหนาวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี จนทำให้ทางการต้องงัดมาตรการที่เป็นข้อถกเถียงหลายอย่างขึ้นมาใช้ เพื่อลดฝุ่นควันที่ปกคลุมหนาแน่นบดบังทัศนวิสัย

ในวันพฤหัสบดี ท้องฟ้าของกรุงปารีสถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันหนาทึบ จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกประกาสเตือนภัยมลภาวะเป็นเวลา 2 วัน ขณะที่สำนักงานสาธารณสุขปารีสร้องขอให้ประชาชาติลดกิจกรรมกลางแจ้งลง เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะที่มีต่อสุขภาพ

เทศบาลกรุงปารีสออกคำสั่งห้ามรถยนต์ครึ่งหนึ่งไม่ให้วิ่งบนถนน โดยให้รถยนต์เลขทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลขคู่ และเลขคี่ วิ่งสลับวันกันมาตั้งแต่เมื่อวันอังคาร และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงวันพฤหัสบดีแล้ว ขณะที่เมืองอื่นๆ เช่นเมืองลียง ก็กำลังมีแผนจะทำอย่างเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ชาวกรุงปารีสหลายคนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามใช้รถของเทศบาล เพื่อรับมือวิกฤตินี้ กรุงปารีสจึงให้บริการจักรยานเช่นของโครงการ ‘เวลิบ’ (Velib) และบริการเช่ารถพลังงานไฟฟ้าฟรี รวมทั้งบริการรถไฟใต้ดินและรถประจำทางด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานสาธารณสุขปารีสระบุว่า มลภาวะทางอากาศในกรุงปารีสยกระดับขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา และมีประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคนในแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ ที่ต้องสัมพัสกับมลภาวะในระดับสูงอยู่เป็นประจำ