ผวา ม็อบชาวอินโดฯ 2แสน รวมพลังประท้วงใหญ่หน 2 ไล่ผู้ว่ากรุงจาการ์ตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 17:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800307

 

ชาวอินโดฯ นับ 2 แสนคน ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่หนสองในกรุงจาการ์ตา ขับไล่ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา นับถือคริสต์ พ้นตำแหน่งฐานดูหมิ่นคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ด้านประธานาธิบดีโจโก วิโดโด มาที่ชุมนุมอย่างไม่มีใครคาดคิด เพื่อร่วมละหมาด และเรียกร้องให้ม็อบสลายการชุมนุมอย่างสงบ

เมื่อ 2 ธ.ค. 59 สำนักข่าวเอพีรายงาน ชาวมุสลิมหัวอนุรักษ์นิยมอย่างน้อย 200,000 คน นัดรวมพลังกันที่อนุสาวรีย์แห่งชาติ ในกรุงจาการ์ตา ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่เป็นหนที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. เพื่อขับไล่ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา นายบาสุกี ซาฮายา ปูร์นามา หรือมีชื่อเล่นเรียกขานว่า ‘อาฮ็อค’ พ้นจากตำแหน่ง ฐานดูหมิ่นคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม และขณะนี้อยู่ระหว่างโดนคำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว

เอพี แจ้งว่า ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด หรือ โจโกวี ซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับ นายปูร์นามา และแสดงความฉุนเฉียวต่อชาวมุสลิมสายแข็งที่ออกมาชุมนุมประท้วงไล่ นายปูร์นามา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาเป็นครั้งแรกนั้น ได้เดินทางมายังบริเวณอนุสาวรีย์แห่งชาติ ซึ่งรู้จักในชื่อ ‘โมนาส’ อย่างไม่มีใครคาดคิด ในวันศุกร์ที่ 2 ธ.ค. เพื่อร่วมพิธีละหมาดร่วมกับฝูงชนผู้ประท้วงด้วย โดยประธานาธิบดีวิโดโดยังได้เรียกร้องให้ผู้ประท้วงสลายการชุมนุมด้วยความสงบ



ด้านโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซีย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดมีผู้มาร่วมชุมนุมประท้วงในคราวนี้ถึงประมาณ 200,000 คน โดยทางการได้มีการระดมกำลังตำรวจ 22,000 นาย และทหาร 5,000 นาย มาคอยรักษาความสงบเรียบร้อย



ข่าวแจ้งว่า องค์กรหลายองค์กรซึ่งเป็นแกนนำจัดการชุมนุมประท้วงไล่ นายปูร์นามา พ้นตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตานั้น ได้พยายามที่จะนัดรวมพลังกันที่อนุสาวรีย์แห่งชาติ เพื่อลดปัญหากีดขวางการจราจร แต่ก็ต้องเจอกับปัญหาที่มีฝูงชนหลั่งไหลมาร่วมชุมนุมประท้วงจนเต็มพื้นที่ในเวลารวดเร็ว โดยการประท้วงครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 พ.ย. มีฝูงชนนับแสนคนร่วมออกมาประท้วงขับไล่ นายปูร์นามา ซึ่งเป็นชาวอินโดนีเซียเชื้อสายจีน นับถือศาสนาคริสต์ จนนับว่าเขาเป็นผู้ว่าการกรุงจาการ์ตาคนแรกในรอบครึ่งศตวรรษ ที่ไม่ใช่ชาวมุสลิม ซึ่งการประท้วงที่ดำเนินไปจนถึงช่วงค่ำคืน ได้นำไปสู่การเกิดเหตุความรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายสิบคน


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวอินโดฯหลายหมื่น ฮือประท้วงขับไล่ผู้ว่ากรุงจาการ์ตา หมิ่นอิสลาม

 

ไฟไหม้ป่ารัฐเทนเนสซี ตายแล้ว 11 สุดสลด หญิงวัย 70 หนีออกจากบ้านไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800237

 

ไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในรัฐเทนเนสซี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 11 ราย และหนึ่งในจำนวนนี้ เป็นหญิงวัย 70 ที่บ้านถูกไฟป่าลุกลามมาไหม้ แต่เคราะห์ร้าย หนีออกมาไม่ทัน ลูกชายเผยแม่โทร.มาบอกด้วยความหวาดกลัวว่าบ้านโดนไฟไหม้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ไฟไหม้ป่ารุนแรงในรัฐเทนเนสซี ประเทศสหรัฐฯ โดยเฉพาะที่เมืองแกตลินเบิร์ก หลังจากเกิดไฟไหม้ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ Great Smoky Mountain (เกรต สโมคกี้ เมาเท่น) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 พ.ย. จนต้องแจ้งให้ประชาชนรีบอพยพออกจากเมืองว่า จากรายงานของสำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินรัฐเทนเนสซี ระบุมีผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ป่าเพิ่มอีก 4 ราย เมื่อ 1 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้ยอดเหยื่อเพิ่มเป็น 11 รายแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 74 คน บางส่วนยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล อีกทั้งบ้านเรือนเกือบ 8,500 หลังยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทางการกำลังเร่งประเมินความเสียหายอยู่

เว็บไซต์ NBCNEWS แจ้งว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อวันพุธที่ 30 พ.ย. ได้ช่วยพนักงานดับเพลิงในความพยายามควบคุมเหตุไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในรัฐเทนเนสซี ซึ่งได้เผาผลาญพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 4 หมื่นไร่ และสามารถควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียงได้แล้วประมาณ 10%


ไฟป่าลุกไหม้ป่าสองฝั่งทางหลวง หมายเบข 441 ระหว่างเมืองแกทลินเบิร์กกับพีเจียน ฟอร์จ รัฐเทนเนสซี เมื่อวันจันทร์ที่ 28พ.ย.

รถยนต์และบ้านในเมืองแกทลินเบิร์ก โดนพระเพลิงเผาผลาญ

ด้านนายไมค์ เวอร์เนอร์ นายกเทศมนตรีเมืองแกตลินเบิร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในชาวเมืองที่ต้องสูญเสียบ้านจากเหตุไฟไหม้ป่าคราวนี้ด้วย กล่าวว่า ห้างร้านธุรกิจส่วนมากในเมืองแกตลินเบิร์กได้กลับมาเปิดทำการได้แล้วเมื่อวันพฤหัสฯ หลังจากพระเพลิงได้ผ่านพ้นไป ขณะที่ WBIR reported รายงานว่า ในจำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตจากไฟไหม้ป่า ในเมืองแกตลินเบิร์ก คือ นางอลิซ แฮกเลอร์ หญิงวัย 70 ปี ซึ่งได้โทรศัพท์ไปหาลูกชายด้วยความหวาดกลัวว่า ขณะนี้บ้านกำลังถูกไฟไหม้ และลูกชายได้บอกกับนางแฮกเลอร์ว่าให้รีบออกมาจากบ้าน


หญิงชาวเมืองแกทลินเบิร์ก มองดูสภาพความเสียหายจากไฟป่าด้วยความเศร้า

นายเจมส์ วูด ลูกชายของนางแฮกเลอร์ เล่าวว่า หลังจากแม่โทรศัพท์มาหาว่าบ้านกำลังถูกไฟไหม้แล้ว เขาได้พยายามที่จะไปหาแม่ทันที แต่ตอนนั้น ไฟได้ลุกไหม้พื้นที่บริเวณถนนวิลีย์ โอคลีย์ จนไม่สามารถขับรถฝ่าเข้าไปได้ และสุดท้าย แม่ของเขาเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้ป่าในรัฐเทนเนสซี ในขณะที่ ผู้กำกับการฝ่ายดับเพลิง เผยว่า มีอาคารบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างในซีเวียร์ เคาตี้ โดนไฟป่าเผาผลาญและได้รับความเสียหายกว่า 700 หลัง ในจำนวนนี้ราว 300 หลังอยู่ในเมืองแกตลินเบิร์ก

 

‘เขาคือคนที่ดีที่สุด’ทรัมป์ตั้ง เจมส์ แมททิส ฉายา‘หมาบ้า’เป็นรมว.กลาโหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 14:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/800097

 

ทรัมป์ ตั้ง พล.อ.เจมส์ แมททิส อดีตผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในสมรภูมิรบสุดเดือดที่เมืองฟัลลูจา ในอิรัก ฉายา ‘หมาบ้า’ นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหมในรัฐบาลมะกันชุดใหม่ ร่วมทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ

เมื่อ 2 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ตัดสินใจตั้ง พล.อ.เจมส์ แมททิส อดีตผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธินแห่งกองทัพสหรัฐฯ วัย 66 ปี ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิรบในอิรักและอัฟกานิสถาน นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหมคนใหม่ หลังจากทรัมป์จะกระทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.2560

‘เขาคือคนที่ดีที่สุดของเรา’ ทรัมป์กล่าวถึงการเลือก พล.อ.แมททิส เป็น รมว.กลาโหมคนใหม่ในรัฐบาลของเขา ขณะกล่าวปราศรัยที่เมืองซินซินเนติ รัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ในระหว่างตระเวนทัวร์ขอบคุณบรรดาผู้สนับสนุนที่เลือกเขาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ โดยใช้ชื่อทัวร์ครั้งนี้ว่า ‘USA Thank You Tour 2016’ โดยทรัมป์ยังชม พล.อ.แมททิสว่า เขาคือสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับ พล.อ.จอร์จ แพทตัน (ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) ที่พวกเรามีอยู่


พล.อ.เจมส์ แมททิส

ขณะที่ บีบีซี ระบุว่า พล.อ.แมททิส รู้จักกันดีในฉายา ‘Mad Dog’ หรือ ‘หมาบ้า’ และเขายังเป็นผู้หนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา ต่อนโยบายในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนโยบายต่ออิหร่าน และ พล.อ.แมททิสได้แสดงความเห็นมาตลอดว่า อิหร่าน คือ ประเทศที่คุกคามต่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางมากที่สุด


(จากซ้ายไปขวา) โดนัลด์ ทรัมป์, พล.อ.เจมส์ แมททิส และไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

ด้านซีเอ็นเอ็น แจ้งว่า ทรัมป์ได้เลือก พล.อ.แมททิส มาเป็น รมว.กลาโหมในรัฐบาลชุดใหม่ ร่วมทีมความมั่นคงของเขา ซึ่งได้เลือก พล.ท.ไมเคิล ฟลินน์ เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ และไมค์ ปอมเปโอ เป็นผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (ซีไอเอ) คนใหม่ โดยซีเอ็นเอ็น เผยด้วยว่า พล.อ.แมททิส ว่าที่ รมว.กลาโหมคนใหม่ของสหรัฐฯ เคยเป็นผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธินในสมรภูมิรบที่เมืองฟัลลูจาในอิรักเมื่อปี 2547 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสงครามที่ดุเดือดและนองเลือดมากที่สุด อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพร่วมสหรัฐฯ ระหว่างปี 2549-2552 และผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระหว่างปี 2553-2556
.

 

สื่อนอกรายงานทั่วโลก พสกนิกรไทยแซ่ซ้อง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 11:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799896

 

สื่อต่างประเทศทั่วโลก รายงาน พสกนิกรชาวไทย แซ่ซ้องยินดี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ขึ้นทรงราชย์เป็น ‘สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10’ กษัตริย์พระองค์ใหม่ของประเทศไทย หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมราชชนก เสด็จสวรรคต

เมื่อ 2 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้ง CNN ในสหรัฐฯ และ BBC ของอังกฤษ รายงานพสกนิกรชาวไทยได้แซ่ซ้องยินดี เปล่งเสียง ‘ทรงพระเจริญ’ ดังกึกก้อง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 64 พรรษา ทรงรับอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็น ‘สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10’ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมราชชนก เสด็จสวรรคตผ่านมา 50 วัน นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559

บีบีซี รายงานว่า ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมราชชนก เสด็จสวรรคต ขณะสิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 หลังทรงครองสิริราชสมบัติ 70 ปี และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกแล้ว นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ตนได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ถึงการอัญเชิญพระองค์สืบพระราชสมบัติ โดยพระองค์ตรัสว่า ขอให้รอเวลาที่เหมาะสม คือ หลังจากที่พระองค์ทรงทำพระทัยและแสดงความเสียใจร่วมกับประชาชนคนไทยทั้งชาติ และระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับประชาชนผ่านพ้นไปแล้ว


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.59 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานนิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท และในโอกาสนี้ นายพรเพชรได้กราบบังคมทูลอัญเชิญองค์รัชทายาท เสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ สืบราชสันตติวงศ์ โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10ว่า ‘เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง’.

 

จีนทุ่ม 5พันล้านบาท สร้าง ‘ไททานิก’ จำลองเท่าของจริงเพื่อการท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799667

 

จีนเริ่มดำเนินการสร้างเรือ ไททานิก จำลองขนาดเท่าของจริงซึ่งจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อ 104 ปีก่อน แล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อการท่องเที่ยว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การสร้างแบบจำลองของเรือ ‘อาร์เอ็มเอส ไททานิก’ ขนาดเท่าของจริงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยว คาดว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งหมดกว่า 1 พันล้านหยวน หรือประมาณ 5,180 ล้านบาท โดยได้รับเงินทุนบางส่วนจากรัฐบาลเขตต้าอิง ในมณฑลเสฉวน ทางตะวันตกของประเทศจีน

เรือจำลองลำนี้เมื่อสร้างเสร็จจะมีความยาว 269 ม. กว้าง 28 ม. และจะมีลักษณะภายในเหมือนกับไททานิกลำจริงทุกประการ โดยจะมีทั้งห้องเต้นรำ, โรงละคร, สระว่ายน้ำ และห้องต่างๆ และเรือลำนี้จะถูกนำไปจอดไว้ถาวรที่อ่างเก็บน้ำในแม่นำ้ฉีเจียง (Qijiang River)

ทั้งนี้ ตามรายงานของสำนักข่าว ไชนา เดลีย์ โครงการนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว แต่การก่อสร้างเพิ่มเริ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนาย ซู่ เส้าจุน หนึ่งผู้ออกเงินทุนกล่าวว่า “นับตั้งแต่ที่เรือ อาร์เอ็มเอส ไททานิก อับปางลง ก็ไม่มีใครเคยเห็นพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์ของเรือลำนี้ ชิ้นส่วนพิมพ์เขียวมากมายกระจัดกระจายไปอยู่ในมือของนักสะสมหรือหายไป เราใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมพิมพ์เขียวเหล่านี้จากหลายพื้นที่ทั่วโลกและสามารถหามาได้เกือบทั้งหมด”

 

ทำไมน้ำมันหมด? สุดเครียด คำต่อคำ นักบินเที่ยวบินมรณะ ก่อนตกโคลอมเบีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799287

 

โศกนาฏกรรมเครื่องบินเช่าเหมาลำ ของสายการบินลาเมีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน LMI 2399 ประสบเหตุตกบริเวณเชิงเขา ใกล้เมืองเมดิยิน ทางตอนกลางของประเทศโคลอมเบีย เมื่อประมาณ 22.15 น. ของคืนวันจันทร์ที่ 28 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะนำเหล่านักฟุตบอลและเจ้าหน้าที่ของทีม ชาเปโคเอนเซ ของบราซิล รวมทั้งนักข่าว พร้อมทั้งลูกเรือ รวม 77 ชีวิต เดินทางมุ่งหน้าจากเมืองซานตา ครูซ ประเทศโบลิเวีย เพื่อไปฟาดแข้งในศึก Copa Sudamerciana รอบชิงชนะเลิศ ที่เมืองเมเดยิน ในโคลอมเบีย

อุบัติเหตุทางอากาศครั้งนี้ ปลิดชีพผู้โดยสารและลูกเรือรวม 71 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่และนักฟุตบอลของทีมชาเปโคเอนเซ ซึ่งต้องสูญเสียนักเตะไปถึง 19 ราย อีกทั้ง ยังมีนักข่าวสายกีฬา เสียชีวิต 20 ราย ขณะที่ มีผู้รอดตาย 6 คน ประกอบด้วย นักฟุตบอล 3 คน ลูกเรือ 2 คน และนักข่าวอีก 1 คน จนถือเป็นโศกนาฏรรมเครื่องบินตกสุดช็อก ที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่งทั้งต่อวงการลูกหนัง และแฟนบอล ตลอดจนแวดวงผู้สื่อข่าวของบราซิล

*นักบินแจ้งเหตุฉุกเฉินมายังหอบังคับการบิน

โศกนาฏกรรมเครื่องบินของลาเมีย แอร์ไลน์ส ตกที่โคลอมเบีย นับเป็นเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่มีเทปบันทึกเสียงหลุดออกมาสู่สาธารณะ เป็นคำพูดระหว่างนักบินที่แจ้งเหตุฉุกเฉิน เข้ามายังหอบังคับการบินเมืองเมดิยิน ก่อนเครื่องบินจะหายไปจากจอเรดาร์ และพบว่าได้ประสบเหตุตกบริเวณเชิงเขา ใกล้เมืองเมดิยิน จนทำให้เครื่องบินแตกเป็นเสี่ยงๆ


ศพผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุเครื่องบินตก บริเวณเชิงเขา ใกล้เมืองเมดิยิน

*สุดเครียด น้ำมันกำลังจะหมดแล้ว

ก่อนที่สำนักข่าวบีบีซี สื่อยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ จะมีการเผยแพร่รายละเอียดในเทปบันทึกเสียง ถอดคำพูดของนักบินกับหอบังคับการบินเมืองเมดิยินแบบคำต่อคำนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการบินพลเรือนโคลอมเบีย แย้มก่อนหน้านี้ จนสร้างความช็อกตกตะลึงซ้ำอีกว่า สาเหตุทำให้เที่ยวบิน 2933 โหม่งโลก อาจมาจากน้ำมันหมด เพราะเศษซากเครื่องบินไม่พบร่องรอยไฟไหม้

*ถอดคำต่อคำ-นาทีสุดท้าย ก่อนเครื่องบินโหม่งโลก

นักบิน : เที่ยวบิน 2933 รายงาน พวกเราประสบปัญหาระบบไฟฟ้าล้มเหลวทั้งหมด และพวกเรา น้ำมันกำลังจะหมด

หอบังคับการบิน: รันเวย์ เคลียร์! สามารถใช้การได้ แม้ฝนจะตก แจ้งพนักงานดับเพลิงเตรียมพร้อม!

นักบิน : เส้นแสดงระยะพร้อมทิศทางหาย บอกผมด้วย ทิศทางจากรันเวย์

หอบังคับการบิน : ฉันไม่สามารถเห็นคุณจากเรดาร์ ตอนนี้เส้นทางบินของคุณคืออะไร?

นักบิน : ทิศ 330

หอบังคับการบิน : เลี้ยวไปทางซ้าย ทิศ 350 คุณอยู่ในพื้นที่ VOR ของเมืองริโอ เนโกร และหน่ึงไมล์เหนือเมือง VOR เมื่อคุณถึงที่นั่น, ขอยืนยัน ให้เลี้ยวไปทางซ้าย ทิศ 350

นักบิน : ทิศ350?

หอบังคับการบิน : คุณอยู่ห่างจากเมืองริโอ เนโกร 1 ไมล์ (ไมล์ทะเล) ตอนนี้คุณบินอยู่ที่ความสูงเท่าไร?

นักบิน : ผมอยู่ที่ความสูง 9,000 ฟุต เส้นแสดงระยะพร้อมทิศทางหาย! เส้นแสดงระยะพร้อมทิศทางหาย!

หอบังคับการบิน : คุณอยู่ห่างจากรันเวย์ 8.5 ไมล์

จากนั้น เสียงจากนักบินก็เงียบหายไป ก่อนจะพบว่าเที่ยวบิน 2933 ได้ประสบเหตุตกเสียแล้ว ทำให้ทางการโคลอมเบียเร่งส่งทีมกู้ภัยไปยังจุดเกิดเหตุทันที เพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัย และนำร่างเหยื่อเคราะห์ร้ายออกจากจุดเครื่องบินตก


*ซากเครื่องบินบ่งชัดน้ำมันหมด ไม่มีร่องรอยไฟไหม้

นายอัลเฟรโด โบคาเนกรา ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนโคลอมเบีย กล่าวถึงการมาตรวจสอบจุดเครื่องบินตกว่า ไม่พบเครื่องบินมีน้ำมันในช่วงเวลาโหม่งโลก สอดคล้องกับเทปบันทึกเสียงที่หลุดออกมา ซึ่งได้ยินเสียงของนักบินแจ้งมายังหอควบคุมการบินเมืองเมดิยินอย่างชัดเจน เพื่อขอลงจอดฉุกเฉิน เนื่องจากประสบเหตุร้ายแรงไม่คาดฝัน ระบบไฟฟ้าของเครื่องบินล้มเหลวสิ้นเชิง และเครื่องบินน้ำมันกำลังจะหมด

‘เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ จุดเครื่องบินตก จากการตรวจสอบซากและช้ินส่วนเครื่องบิน พวกเราสามารถยืนยันได้ว่า เครื่องบินไม่มีน้ำมันในช่วงที่ตกสู่พื้นโลก’ ผอ.สำนักงานการบินพลเรือนโคลอมเบีย แถลงข่าว


*เร่งไขปริศนาทำไมเครื่องบินน้ำมันหมด?

ด้านเฟรดดี้ โบนินญา เจ้าหน้าที่สำนักงานการบินพลเรือนโคลอมเบีย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 พ.ย.หลังเครื่องบินตกผ่านมา 3 วันว่า ตามกฎการบินนั้น เครื่องบิน ‘ต้อง’ มีน้ำมันสำรองไว้ใช้ในกรณีพิเศษ สำหรับบินได้อีกเป็นระยะเวลา 30 นาที เพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนไปลงยังสนามบินอื่นเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้น ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดกับเที่ยวบิน 2933 แสดงให้เห็นว่า เครื่องบินไม่เหลือน้ำมันสำหรับที่จะเปลี่ยนไปลงจอดสนามบินอื่น

‘เครื่องยนต์เป็นแหล่งของการเกิดกระแสไฟฟ้า แต่เมื่อไม่มีน้ำมัน ระบบไฟฟ้าของเครื่องบินก็ล้มเหลวหมดอย่างสิ้นเชิง’ นายโบนินญา กล่าว พร้อมกับระบุว่า เทปบันทึกเสียงของนักบินกับเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินเมดิยิน ที่หลุดออกมา และได้ยินชัดเจน ได้แจ้งเหตุฉุกเฉินว่า ระบบไฟฟ้าของเครื่องบินล้มเหลวทั้งหมด และน้ำมันกำลังจะหมด

นอกจากนั้น ก่อนที่เทปบันทึกเสียงจะสิ้นสุดลง นักบินได้แจ้งตำแหน่งของเครื่องบินว่ากำลังบินอยู่ที่ระดับความสูง 9,000 ฟุต (2,745 เมตร) ก่อนเครื่องบินจะตกบริเวณเชิงเขา และเครื่องบินไม่ได้เกิดการระเบิด


แฟนบอลรุ่นเยาว์ ….เด็กหญิงชาวบราซิลสุดเศร้าหลังทราบข่าวร้ายของทีมชาเปโคเอนเซ

*ส่ง ‘กล่องดำ’ ไปตรวจสอบที่อังกฤษ 

ด้วยความที่เครื่องบินของลาเมีย แอร์ไลน์ส เป็นเครื่องบิน British Airospace 146 (บริติช แอร์โรสเปซ 146) เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กแบบ 4 เครื่องยนต์ จึงได้มีการส่ง ‘กล่องดำ’ (Black Boxes) บันทึกข้อมูลการบินและเสียงในห้องนักบิน ไปเปิดและตรวจสอบที่บริษัท BAE ในอังกฤษ ซึ่งการตรวจสอบกล่องดำ กุญแจไขปริศนา อย่างสมบูรณ์ทั้งหมดกว่าจะเสร็จเรียบร้อย คาดว่าต้องใช้เวลาหลายเดือน จึงจะทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เที่ยวบิน LMI 2399 ตกที่โคลอมเบีย

 

ปธน.ฝรั่งเศสยืนยัน ไม่ลงชิงตำแหน่งผู้นำสมัย 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 03:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799636

 

ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประกาศในวันพฤหัสบดีว่า เขาจะไม่ลงชิงตำแหน่งผู้นำฝรั่งเศสเป็นสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในปีหน้า เนื่องจากขาดเสียงสนับสนุน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งประเทศฝรั่งเศส กล่าวในวันพฤหัสบดี (1 ธ.ค.) ว่า เขาจะไม่ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2017 ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสไม่ร่วมชิงตำแหน่งผู้นำประเทศอีกสมัย หลังความนิยมตกต่ำเหลือเพียง 4% จาก 63% เมื่อครั้งรับตำแหน่งในปี 2012

นายออลลองด์ ผู้เป็นประธานาธิบดีที่คะแนนความนิยมน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสแถลงผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ว่า “ในวันนี้ผมรู้ตัวถึงความเสี่ยงของการไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ จะทำให้เกิดผลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ผมจึงตัดสินใจไม่เป็นผู้ท้าชิงในการเลือกตั้งประธานาธิบดี”

ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในระบบเลือกตั้ง 2 รอบ โดยรอบแรกจะจัดขึ้นในเดือนเม.ย. แต่หากไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด (ได้คะแนน 40-45% และมีคะแนนห่างจากอันดับ 2 ที่ 5-15%) ก็ต้องจัดการเลือกตั้งรอบ 2 ในเดือนพ.ค.

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดหลายสำนักชี้ว่า นายออลลองด์ รวมทั้งผู้สมัครคนอื่นๆ จากพรรคสังคมนิยมของเขา จะไม่รอดจากการเลือกตั้งรอบแรก และการเลือกตั้งในรอบที่ 2 จะเป็นการชิงชัยกันระหว่างตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลางขวาคือนาย ฟรองซัวส์ ฟิลยง และนางมารีน เลอ แปง จากพรรคแนวหน้าแห่งชาติ ฝ่ายขวาจัด

 

โบลิเวียระงับใบอนุญาตประกอบการสายการบิน ‘ลาเมีย’ หลังบินตกดับ 71 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 03:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799591

 

หน่วยงานการบินของประเทศโบลิเวีย ระงับใบอนุญาตประกอบการของ ลาเมีย แอร์ไลน์ส แล้ว หลังจากเครื่องบินของพวกเขาตกบนภูเขาในโคลอมเบียทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 71 ราย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานการบินพลเรือนของประเทศโบลิเวีย มีคำสั่งระงับใบอนุญาตประกอบการของ ‘ลาเมีย แอร์ไลน์ส’ สายการบินซึ่งให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำแล้ว หลังจากเกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของพวกเขาตกในประเทศโคลอมเบียเมื่อคืนวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 71 รายจากผู้โดยสารและลูกเรือ 77 คน เกินครึ่งเป็นสมาชิกทีมฟุตบอล ชาเปโคเอนเซ จากบราซิล และมีผู้รอดชีวิต 6 คน

ลาเมีย แอร์ไลน์เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2015 มีเครื่องบิน 3 ลำ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เครื่องบินอีก 2 ลำกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมีข้อสังเกตที่น่าสงสัยหลายอย่าง โดยนายอัลเฟรโด โบคาเนกรา หัวหน้าสำนักงานการบินโคลอมเบียกล่าวว่า เครื่องบิน แอฟโร อาร์เจ85 ลำนี้ไม่มีเชื้อเพลิงในขณะที่ตกลงในพื้นที่ภูเขาใกล้เมืองเมเดยิน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ขณะที่มีการเปิดเผยเทปเสียงของ มิเกล กีโรกา นักบินซึ่งแจ้งต่อหอบังคับการบินว่า เครื่องบินประสบปัญหาระบบไฟฟ้าล้มเหลว และขาดน้ำมัน

ขณะที่นาย เฟรดดี โบนิยา เจ้าหน้าที่การบินอีกคนกล่าวว่า ตามข้อบังคับ เครื่องบินทุกลำจะต้องมีเชื้อเพลิงสำรองให้พอสามารถบินได้อีกประมาณ 30 นาที เพื่อเดินทางไปให้ถึงสนามบินในกรณีฉุกเฉิน แต่เครื่องบินลำนี้กลับไม่มี “เครื่องบินเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า แต่หากไม่มีเชื้อเพลิง แน่นอนว่าแหล่งพลังงานไฟฟาก็หายไปอย่างสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เครื่องบินลำนี้ตกเพราะสาเหตุใด แต่เจ้าหน้าที่ของโคลอมเบียค้นพบกล่องดำทั้ง 2 กล่องของเครื่องบินลำนี้แล้ว และมันอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้กล่องดำจะถูกส่งไปให้เจ้าหน้าที่สืบสวนในสหราชอาณาจักรตรวจสอบ โดยคาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เทปเสียงชี้! เที่ยวบินมรณะเกิดปัญหาไฟฟ้าล้มเหลว-น้ำมันหมด

 

เดือด! หนุ่มใหญ่วางเพลิงที่บ้านเกิดพ่อปธน.โสมใต้ ประท้วงให้ลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธ.ค. 2559 00:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799532

 

เกิดเหตุลอบวางเพลิงขึ้นที่บ้านเกิดของบิดาของน.ส. ปาร์ก กึน-เฮ ประธานาธิบดีแห่งประเทศเกาหลีใต้ จนเกิดความเสียหาย โดยผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกตำรวจจับกุมตัวแล้ว เรียกร้องให้น.ส.ปาร์กลาออกจากตำแหน่ง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. เกิดเหตุลอบวางเพลิงขึ้นที่บ้านเกิดของนาย ปาร์ก ชอง-ฮี อดีตผู้นำเผด็จการทหาร และบิดาของน.ส. ปาร์ก กึน-เฮ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีใต้ ที่เมืองกุมิ ทางใต้ของประเทศ ทำให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้ได้รับความเสียหาย


ชาวเกาหลีใต้รวมตัวประท้วงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีปาร์ก กึน-เฮ ลาออกจากตำแหน่ง

น.ส.ปาร์กกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ลาออกจากตำแหน่งจากทั้งฝ่ายค้าน และประชาชนที่ออกมาประท้วงอย่างต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หลังตกเป็นข่าวฉาว ปล่อยให้นาง ชเว ซูน-ซิล เพื่อนสนิทเข้าแทรกแซงกิจการรัฐ และใช้ความสัมพันธ์ของเธอกับน.ส.ปาร์กให้บริษัทยักษ์ใหญ่บริจาคเงินจำนวนมากแก่กองทัพที่เธอควบคุม แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ นับเป็นการแสดงการไม่ยอมรับในตัวน.ส.ปาร์กครั้งรุนแรงที่สุด

ตามการเปิดเผยของสำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้ ผู้ต้องสงสัยวางเพลิงเป็นชายอายุ 48 ปี ถูกตำรวจจับกุมตัวได้บริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ โดยเขาบอกกับตำรวจว่า “ประธานาธิบดีคนนี้ควรล่าออกหรือฆ่าตัวตายไปเสีย ผมวางเพลิงเพราะเธอไม่ยอมทำทั้งสองอย่าง”

ขณะเดียวกัน ตำรวจกำลังสืบสวนด้วยว่า ชายคนนี้เป็นคนเดียวกับที่เขียนข้อความโจมตีในสมุดลงชื่อไว้อาลัยแก่นายปาร์ก ชอง-ฮี ในวันเดียวกันหรือไม่ โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า “ฆ่าตัวตายเสีย ปาร์ก กึน-เฮ หยุดทำให้ชื่อบิดาของคุณแปดเปื้อนได้แล้ว”


บ้านเกิดของปาร์ก ชอง-ฮี ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้

อนึ่ง ปาร์ก ชอง-ฮี มีผลงานในการนำพาเกาหลีใต้ซึ่งกำลังบอบช้ำจากภัยสงคราม ให้รอดพ้นจากภาวะความยากจนในช่วงการปกครองด้วยหมัดเหล็กของเขาตั้งแต่ปี 1961 ถึงปี 1979 ซึ่งเขาถูกลอบสังหารโดยฝีมีอของหัวหน้าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเขาเอง อย่างไรก็ตาม แม้นายปาร์กจะได้รับการยกย่องในเรื่องนี้ แต่รัฐบาลของเขาก็ถูกโจมตีในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

 

บอดี้การ์ดยิงดับ ‘ดาโต๊ะ’ กับอีก 2 ศพ กลางทางด่วนปีนัง ก่อนโดนรวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ธ.ค. 2559 22:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/799496

 

(ภาพจาก channelnewsasia)

ตำรวจมาเลเซีย จับกุมตัวผู้ต้องสงสัย ก่อเหตุยิงคนเสียชีวิต 3 ราย บนทางด่วนสายหนึ่งในรัฐปีนัง เมื่อเย็นวันพฤหัสบดี โดยพบว่าเขาเป็นบอดี้การ์ดของผู้มีตำแหน่งดาโต๊ะคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันขึ้นที่ทางด่วน ‘ตุน ดร. ลิม ชอง ยู’ ในรัฐปีนัง ของประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลาประมาณ 19:30น. วันพฤหัสบดี (1 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย รวมบุคคลผู้มีตำแหน่ง ‘ดาโต๊ะ’ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน ก่อนที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ในเวลาต่อมา

ไซนัล ซามาห์ หัวหน้าสำนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรม (ซีไอดี) ของรัฐปีนัง ระบุในงานแถลงข่าวว่า มือปืนผู้ก่อเหตุคือบอดี้การ์ดส่วนตัวของบุคคลตำแหน่งดาโต๊ะผู้เสียชีวิต และเดินทางไปกับรถยนต์ของเขา “ผู้โดยสารอีกคนในรถ พยายามวิ่งหนี แต่ผู้ต้องสงสัยยิงปืนใส่เขาอย่างต่อเนื่อง”

ด้านผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจภูธรเมืองจอร์จทาวน์ เมืองเอกของรัฐปีนัง ยืนยันว่าบุคคลตำแหน่งดาโต๊ะผู้เสียชีวิตมีชื่อว่า ออง เตียก ควอง อายุ 32 ปี ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 4 คน คนหนึ่งเป็นผู้หญิงมีอาการสาหัส โดยเธอถูกส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลปีนังแล้ว

ส่วนผู้บาดเจ็บอีกคนคือนาย มูฮัมหมัด อามิรุล อามิน อาเมียร์ ช่างภาพของสถานีโทรทัศน์ ‘เรดิโอ เทเลวิเซียน มาเลเซีย’ (อาร์ทีเอ็ม) โดนกระสุนลูกหลงเข้าบริเวณหน้าอก