ลอยกระทง’59 งดมหรสพรื่นเริง รอชม‘ซูเปอร์มูน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244571

ลอยกระทง’59  งดมหรสพรื่นเริง  รอชม‘ซูเปอร์มูน’

ลอยกระทง’59 งดมหรสพรื่นเริง รอชม‘ซูเปอร์มูน’

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลอยกระทง’59

งดมหรสพรื่นเริง

รอชม‘ซูเปอร์มูน’

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ศูนย์ฝึกกีฬาทางน้ำวอเตอร์แลนด์ ศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทยภาค 3 เตรียมจัดงานสืบสานประเพณีลอยกระทง น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้ประดิษฐ์กระทงยักษ์ใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร ความสูง 7 เมตร กลีบกระทงทำด้วยไฟเบอร์กลาสสีขาวจำนวน 69 กลีบ ซึ่งสีขาว หมายถึงการแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

และบริเวณทั่วทั้งกระทงได้ติดเลข ๙ ไทย สีทองไว้จำนวน 89 ตัว ซึ่งสีทองหมายถึงการน้อมส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีเลข ๙ ไทย สีเงิน สีทอง ติดริบบิ้นสีดำ จำนวน 1,999 ชิ้น สำหรับปักกับกระทง ไว้แจกให้ประชาชนที่มาร่วมงานอีกด้วย รวมถึงประดับประดาแสงไฟไว้ภายในกระทง เพื่อเตรียมนำไปลอยในงานสืบสานประเพณีลอยกระทง ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันพรุ่งนี้ (14 พ.ย. 2559) ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.นครราชสีมา

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.พิษณุโลก จะมีการจัดงานลอยกระทงที่บริเวณริมแม่น้ำน่านหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ โดยในปีนี้งดดนตรี มหรสพรื่นเริง พร้อมทั้งห้ามจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ แต่จะมีการจัดงานบรรยากาศแบบย้อนยุค เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ประกอบการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ จากชมรมลูกเสือชาวบ้าน การแสดงดนตรีไทยของชมรมผู้สูงอายุ นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมทั้งร่วมกันอธิษฐานกระทง ถวายเป็นพุทธบูชา

ส่วนที่ จ.ชัยนาท เมื่อคืนวันที่ 12พ.ย.ที่ผ่านมา สภาพอากาศโดยทั่วไป ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทำให้สามารถมองเห็นดวงดาวและดวงจันทร์ขนาดใหญ่ หรือซุปเปอร์มูน ที่ใกล้จะเต็มดวง เนื่องจากกำลังจะถึงวันเพ็ญเดือน 12 หรือวันลอยกระทง ซึ่งปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 14 พ.ย. คาดว่าจะเป็นพระจันทร์เต็มดวงขนาดใหญ่กว่าปกติ หรือที่เรียกว่า ซุปเปอร์ฟูลมูน จากปรากฏการณ์ที่ดวงใจโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 68 ปี ทำให้สามารถมองเห็นพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันลอยกระทง มีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นจากปกติร้อยละ 14 และสว่างมากกว่าปกติอีกร้อยละ 30

เช่นเดียวกับที่ จ.ราชบุรี เป็นอีกจุดที่คาดว่าจะได้เห็นปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน โดยครั้งนี้คนไทยจะได้ชมกันแบบชัดๆ เต็มตา เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกัน อีกซีกโลกอยู่ในช่วงกลางวันพอดี แม้จะสามารถมองเห็นได้แต่ก็ไม่ชัดเท่าการชมจันทร์ในเวลากลางคืน ทั้งนี้ในวันดังกล่าว หากพื้นที่ใดที่ไม่มีเมฆหมอกบดบังหรือมีฝนตก คาดว่าจะได้รับชมพระจันทร์ที่สวยที่สุดคุ้มค่าแก่การรอคอยยาวนาน 68 ปี เพราะในวันดังกล่าวพระจันทร์จะโคจรห่างจากโลกของเราเพียง 356,511 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

ด้าน จ.สงขลา ตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม สภ.สะเดา ร่วมกันตั้งด่านตรวจสกัดเส้นทางขาเข้าเมือง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย รวมถึงประชาชนชาวไทยที่จะออกมาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง แม้ในปีนี้จะไม่เน้นการจัดกิจกรรมรื่นเริง แต่เน้นการลอยกระทงตามประเพณีก็ตาม ทั้งนี้ พ.ต.ท.ถาวร ผลกล้า รอง ผกก.สภ.สะเดา ได้เน้นย้ำให้ตรวจสอบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึงตัวบุคคล เน้นภารกิจป้องกันเหตุไม่สงบและอาชญากรรม ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

 

ส่วนที่กรุงเทพมหานคร กทม. แจ้งเตือนประชาชนที่ต้องเดินทางด้วยเรือในคลองแสนแสบและคลองผดุงกรุงเกษม ในวันที่ 14 พ.ย. 2559 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง โดยวันดังกล่าวมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินเรือ สำหรับคลองแสนแสบ ได้แก่ ช่วงจากท่าเรือประตูน้ำถึงท่าเรือผ่านฟ้า ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป และช่วงจากท่าประตูน้ำถึงวัดศรีบุญเรือง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ส่วนคลองผดุงกรุงเกษม ได้แก่ ช่วงจากเทเวศน์ถึงหัวลำโพง ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

น้อมดวงใจถวายอาลัย ในหลวงร.9 ศิริราช-ทร.จัดยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244573

น้อมดวงใจถวายอาลัย ในหลวงร.9 ศิริราช-ทร.จัดยิ่งใหญ่

น้อมดวงใจถวายอาลัย ในหลวงร.9 ศิริราช-ทร.จัดยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้อมดวงใจถวายอาลัย

ในหลวงร.9
ศิริราช-ทร.จัดยิ่งใหญ่

ร่วมจุดเทียน-แปรอักษร

ประกาศสานพระปณิธาน

เพลงสรรเสริญฯดังกึกก้อง

เตรียมพิธีตัดไม้จันทน์หอม

พสกนิกรทั่วประเทศร่วมใจทำบุญพร้อมจัดกิจกรรมน้อมแสดงความไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร อย่างต่อเนื่อง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งนับถึงวันนี้ครบ 30 วัน ของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งแผ่นดิน

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 13 พฤศจิกายน ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเป็นประธานในการบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม

สวรรคตครบ30วันปชช.เนืองแน่น

สำหรับบรรยากาศบริเวณพระบรมมหาราชวัง ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช เสด็จสวรรคตครบรอบ 30 วัน ยังมีประชาชนจำนวนมากจากทั่วสารทิศเดินทางมารอต่อคิวเพื่อเข้าถวายบังคมพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด บางส่วนปักหลักค้างคืนที่สนามหลวง เพื่อจะได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพในช่วงเช้า โดยพสกนิกรส่วนใหญ่มาเป็นหมู่คณะจากต่างจังหวัด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพทางประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 05.00 น. จากนั้นเปลี่ยนทางเข้าเป็นประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี เมื่อเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมโกศพระบรมศพ พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้วมอบให้เป็นที่ระลึก

กลุ่มชนเผ่านับร้อยกราบพระบรมศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มชนเผ่าชุมชนพระบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน 101 คนเดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์เคยเสด็จเยี่ยมประชาชนชุมชนหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม และทรงทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวเขา และทรงโปรดเกล้าฯให้รับชุมชนพระบาทห้วยต้มเข้ามาอยู่ในมูลนิธิโครงการหลวง ทำให้ชาวชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตจว.ลงนามแสดงอาลัย8ล้านคน

ขณะที่กระทรวงมหาดไทย สรุปผลดำเนินการจัดกิจกรรมลงนามแสดงความอาลัยและกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล มีประชาชนลงนามแสดงความอาลัย ณ วันที่ 12 พฤศจิกายนมี 38,969 คน มียอดสะสมการลงนามแสดงความอาลัยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคมเป็นต้นมา จำนวน 8,133,405 คน กิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กิจกรรมสวดอภิธรรมมีผู้เข้าร่วม 127,613 คน มียอดสะสมผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวดอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม-12 พฤศจิกายนจำนวน 10,356,198 คน การทำบุญตักบาตร มีผู้เข้าร่วม 18,112 คน มียอดสะสมผู้เข้าร่วมกิจกรรมการทำบุญตักบาตรจำนวน 3,068,679 คนและกิจกรรมอื่นๆ 61,627 คน มียอดสะสมผู้เข้าร่วมกิจกรรมอื่นจำนวน 3,339,176 คน.

พระบรมฯพระราชทานอาหาร3มื้อ

ที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯนำอาหารและน้ำดื่มพระราชทานมาแจกให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเมนูอาหารพระราชทานวันนี้ มื้อเช้า เกี๊ยวหมูน้ำใส นมหนองโพ มื้อกลางวันข้าวหมูแดง ข้าวต้มมัดไฮโซ ทอดมันปลา ผัดหมี่ป้าน้อย เต้าฮวยฟรุ๊ตสลัด ขนมฟักทอง และร่ม 500 คัน มื้อบ่ายขนมไทย ข้าวเหนียวหมู-ไก่ทอด ไข่ต้ม มื้อเย็นข้าวแกงส้ม ไข่ยางมะตูม ผัดไท

ส่งนร.ทุนพระราชทานเป็นจิตอาสา

นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนจากมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร 20 คน มาเป็นจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ด้วยการเดินเสิร์ฟน้ำและบริการเข็นรถเข็นให้ผู้ป่วยและคนชรา ทั้งนี้ นักเรียนทุนพระราชทานทุกรุ่นจะสลับกันมาประจำการและคอยอำนวยความสะดวกที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ไปตลอดจนครบ 100 วัน โดยนักเรียนทุนทุกคนที่ได้รับคัดเลือกมาทำกิจกรรมจิตอาสาได้ ต้องส่งเรียงความเรื่องความประทับใจโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในจังหวัดของตัวเอง เพื่อให้คณะกรรมการของมูลนิธิคัดเลือกต่อไป

กอร.รส.ปรับแผนรับมือปชช.

หลังการประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ประจำวัน พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงว่า ที่ประชุมพูดถึงปัญหาประชาชนที่เข้ามาบริเวณสนามหลวงจำนวนมาก ทั้งในวันมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและวันลอยกระทง ซึ่งเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนมีประชาชนเดินทางมาเป็น 1.4 แสนคน ในจำนวนนี้เข้าสักการะพบรมศพ 3 หมื่นคน แนวทางการบริหารจัดการ กทม.ปรับพื้นที่บริเวณสนามหลวงโซนเหนือใกล้เสร็จแล้ว โดยตั้งเต็นท์ 70 หลัง โดยพื้นที่ตรงกลางจะมีเต็นท์อยู่ 40 หลังใช้เป็นจุดพักคอยของประชาชนที่จะเข้าสักการะ ทั้งนี้ เมื่อถึงคิวแล้วประชาชนก็จะทยอยเคลื่อนเป็นกลุ่ม ทำให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยบังแดดบังฝน เพราะจะเปิดให้ประชาชนสักการะยาวไปถึงปี 2560 นอกจากนี้ จะจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ผู้คนมีโอกาสรับชมระหว่างเข้าคิวรอ สำหรับการสัญจรทางน้ำของประชาชนที่จะเดินทางมาสักการะได้ตรวจสอบความแข็งแรงของท่าเรือให้ได้มาตรฐาน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจดูแลประชาชนที่อยู่บนโป๊ะตามจำนวนที่กำหนดและเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ติดตั้งบอลลูนยักษ์แจ้งต้น-ท้ายคิว

ด้านพ.ท.บุญมี อาทร รองผู้บังคับส่วนแยก กองบัญชาการช่วยรบที่ 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กอร.รส.นำบอลลูนขนาดใหญ่ 2 ลูกมาติดตั้งไว้ในสนามหลวง ลูกแรกคือ”จุดเข้าคิว” เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าหัวแถวการเข้าสักการะอยู่บริเวณใด ส่วนลูกที่สองคือ “ท้ายคิว” เป็นลูกที่แจ้งว่า ส่วนท้ายของแถวการเข้าสักการะบรมศพอยู่บริเวณใด โดยจะผูกติดไว้กับรถกอล์ฟขนาดเล็ก ซึ่งจะเคลื่อนตามท้ายแถวไปเรื่อยๆ เป็นการลดปัญหาการหาท้ายแถวไม่เจอของประชาชน นอกจากนี้ ยังตั้งเต็นท์จุดพักรอคอยในสนามหลวงกว่า 10 หลังเพื่อให้ประชาชนพักคลายร้อนระหว่างเข้าแถว ทั้งยังสามารถแยกแถวการเข้าสักการะกับแถวรับอาหารตามเต็นท์ต่างๆ จึงอยากขอให้ประชาชนสังเกตบอลลูนดังกล่าวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ กอร.รส. ได้จัดจุดบริการยืม-คืนร่มกว่า 3พันคันแก่ประชาชนเพื่อคลายร้อน รวมไปถึงบริการยืมรถเข็นวีลแชร์แก่ประชาชน โดยนำบัตรประชาชน, ใบขับขี่ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ มาลงทะเบียนแลกรถเข็นวีลแชร์แก่คนชราและผู้พิการ เมื่อใช้เสร็จแล้วจึงนำมาคืนได้ที่ กอร.รส.แต่ถ้าเป็นประชาชนไม่มีญาติพี่น้องมาด้วย ก็สามารถขอให้จิตอาสาเป็นผู้เข็นรถเข็นให้ได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ประชาชนทุกคนต้องเข้าแถวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพเหมือนกันทุกคน หากมีลูกหลานเข็นก็ต้องเข้าแถวเช่นประชาชนทั่วไปเช่นกัน

คลื่นมหาชนแห่แน่นศิริราช

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือลานพระบิดา โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และกองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือกรุงเทพ ร่วมจัดกิจกรรม “น้อมดวงใจชาวศิริราช ตามรอยพระราชปณิธานพระภูมิพล” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างหาที่สุดมิได้ บรรยากาศก่อนเริ่มงานมีประชาชนจำนวนมากทยอยไปจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าจนแน่นขนัด ส่วนใหญ่ถือภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ทร.บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์

กระทั่งเวลา 16.15 น. วงดนตรีกองดุริยางค์ราชนาวี นำเครื่องดนตรี 130 ชิ้น พร้อมนักดนตรีและนักร้อง 160 คน โดยมีนาวาเอกภาสกร สุวรรณพันธ์ ผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ เป็นผู้ควบคุมร่วมด้วยสมาชิกหลายรุ่นจากชมรมประสานเสียงศิริราช 45 คน เริ่มบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ อาทิ เพลงแสงเทียน อาทิตย์อับแสง ยามเย็น สายฝน ในหลวงของแผ่นดิน แผ่นดินของเรา เป็นต้น

ประกาศสืบสานพระราชปณิธาน

โดยผศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราชกล่าวว่า งานในวันนี้นอกจากการแปรตัวอักษรเลข ๙ การจุดเทียนแสดงความอาลัย และการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์แล้ว พวกเราชาวศิริราชจะเดินตามรอยพระราชปณิธานของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเพียรในการทำงาน และความสามัคคี ซึ่งการจัดงานครั้งนี้แสดงถึงความสามัคคีร่วมใจกันทำกิจกรรม

ถวายสักการะ-แปรอักษรเลข9

จากนั้นเวลา 17.15 น. ศ.นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธาน ร่วมกับพล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.นำบุคลากรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตบางกอกน้อย กำลังพลฐานทัพเรือกรุงเทพ และประชาชนจำนวนมาก ทำพิธีถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนั้น กำลังพลฐานทัพเรือกรุงเทพ และเหล่าพยาบาล ฝ่ายการพยาบาล รพ.ศิริราช 140 คน ร่วมกันแปรอักษรหมายเลขเก้าไทย “๙” อันหมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ส่งผลให้ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนเปี่ยมไปด้วยความสุข นอกจากนี้ ยังหมายถึงการครองหัวใจคนไทยทั้งแผ่นดินไว้อีกด้วย

นอกจากนี้ ศ. เกียรติยศ นพ. สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์เล่าถึงความผูกพันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 กับศิริราช ซึ่งเป็นเรื่องราวดีๆขณะที่พระองค์ทรงประทับรักษาพระอาการประชวรอยู่ที่รพ.ศิริราช พร้อมกับ จัดการแสดงวิดีทัศน์พระราชาผู้ทรงธรรม

จุดเทียน-เพลงสรรเสริญกึกก้อง

หลังจากนั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์พร้อมด้วยพล.ร.อ.ณะนำพสกนิกรร่วมแสดงความอาลัย โดยยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที ตามด้วยการขับร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” เพลง”ต้นไม้ของพ่อ” นำโดย นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี ชมรมประสานเสียงศิริราช แทนความรู้สึกที่มีต่อต้นศรีตรัง ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปลูกพระราชทานไว้ให้ศิริราช ซึ่งชาวศิริราชจะดูแลต้นไม้ที่พ่อปลูกต้นนี้ให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับคำสอนของพ่อให้งดงามคงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน จากนั้นได้ร้องเพลงความฝันอันสูงสุด ก่อนบันทึกภาพประวัติศาสตร์ในความทรงจำด้วยการจุดเทียนในอักษรเลข ๙ แสงเทียนคำมั่นสัญญาขอตามรอยพระราชปณิธาน

บุรีรัมย์ทำบุญถวายในหลวง

วันเดียวกัน หลายจังหวัดร่วมทำบุญในโอกาสครบ 30 วันแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นำข้าราชการและประชาชนร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 30 วันแห่งการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่วัดกลางพระอารามหลวง อ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพระสงฆ์ได้เจริญจิตภาวนา นั่งสมาธิ 9 นาที เพื่อตั้งจิตอธิษฐานน้อมส่งดวงพระวิญญาณของพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ทั้งเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโรงทานเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ เพื่อทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ ๙ ด้วย

คนสงขลาบวชถวายในหลวง

ที่วัดชัยชนะสงคราม ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ประชาชน 12 คน พร้อมใจอุปสมบทหมู่พระภิกษุและสามเณรเป็นเวลา 15 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 วันแห่งการสวรรคต สำหรับผู้ที่บวชมีทั้งทหาร ครู นักเรียนและประชาชนทั่วไปที่ลาราชการและลางานมาบวชมาบวชเพื่อทำความดีถวายพ่อของแผ่นดิน

พร้อมบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม

ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีตัดต้นจันทน์หอม บริเวณหลังที่ทำการสำนักงานอุทยานฯ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 14 พฤศจิกายน เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระบรมศพว่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเรียกประชุมหน่วยงานเจ้าหน้าที่อุทยานฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแบ่งหน้าที่ดูแลสถานที่ พร้อมอำนวยความสะดวกให้กองราชพิธี สำนักพระราชวัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งประชาชนที่เดินทางไปร่วมพิธี

โดยนายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีร่วมกันจัดสถานที่ เตรียมพร้อมประกอบพิธีบวงสรวง เพื่อตัดไม้จันทน์หอม 4 ต้น ลำดับที่ 11, 12, 14 และ 15 ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน ใช้ฤกษ์เวลา 14.09-14.39 น. เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทุกส่วนเตรียมสถานที่มณฑลพิธีที่ต้นจันทน์หอมต้นที่ 15 ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งตั้งโต๊ะสำหรับพิธีบวงสรวง และตั้งเครื่องสังเวย

สำหรับกำหนดพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม วันที่ 14 พฤศจิกายน เริ่มเวลา 14.00 น. โดยนายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการเดินทางถึงมณฑลพิธี หลั่งน้ำเทพมนตร์เจิมบริเวณต้นจันทน์หอมต้นที่ 15 เป็นปฐมฤกษ์ โหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ภูษามาลาไกวบัณเฑาะว์ หลั่งน้ำเทพมนตร์เจิมขวาน สำหรับใช้ตัดต้นจันทน์หอม จุดเทียนเงิน เทียนทอง ธูป บนโต๊ะเครื่องบวงสรวงและปักธูปบริวารที่เครื่องสังเวยทั้งหมด นายฉัตรชัย ปื่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ อ่านประกาศบวงสรวง จากนั้นไปยังบริเวณหน้าต้นจันทน์หอม ประพรมน้ำเทพมนต์ที่ต้นจันทน์หอม แล้วใช้ขวานฟันที่ต้นจันทน์หอมเป็นปฐมฤกษ์ และโปรยดอกไม้รอบบริเวณต้นจันทน์หอม โหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ภูษามาลาไกวบัณเฑาะว์ กระทั่งเสร็จพิธี ทั้งนี้ การใช้ขวานทองทำพิธีตัดเชิงสัญลักษณ์ เป็นโบราณราชประเพณี ส่วนการตัดจริงคาดว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องรอการออกแบบพระเมรุมาศ และการกำหนดขนาดการแปรรูปไม้จากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร

จัดนิทรรศการไม้สูงค่าให้ความรู้ปชช.

ด้านนางสุภาพร เกิดพุ่ม ครูผู้เชี่ยวชาญ ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนกุยบุรีวิทยา พร้อมเจ้าหน้าที่จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับไม้จันทน์หอม ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีมาตั้งแสดงในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนที่มาร่วมพิธี โดยนางสุภาพรเผยว่า โรงเรียนกุยบุรีวิทยาเปิดหลักสูตรท้องถิ่นชื่อรายวิชาจันทร์หอม ไม้มงคลมีค่าที่มีความสำคัญมาก จึงอยากมีส่วนร่วมตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยทำประวัติไม้จันทน์หอม ความสำคัญ ประโยชน์ที่จะนำไปใช้ ซึ่งทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดย ไม้จันทร์หอมเมื่อหมดอายุขัยยืนต้นตายเองตามธรรมชาติ ที่เรียกว่าตายพราย ก็จะมีกลิ่นหอมที่เนื้อไม้ จึงเป็นโบราณราชประเพณี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เลยคิดเอามาประดิษฐ์ทำให้เกิดลวดลายความสวยงามเอามาใช้กับพระมหากษัตริย์ กับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น และใช้ในศาสนาในบางโอกาส ซึ่งกลิ่นหอมของไม้จันทร์หอม เป็นอมตะ แหล่งที่มากที่สุดในประเทศไทยก็คือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดแล้ว และอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง แต่มากสุดที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ อุทยานที่ได้ช่วยอนุรักษ์ดูแลเป็นอย่างดี

สื่อเล็งตั้งกองบุญมหาราชา”ภูมิพล”

เวลา 17.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงานรวมใจคนสื่อน้อมเกล้าฯแสดงความอาลัย“พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙”  โดยนายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นประธานถวายพวงมาลัย พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า ในนามผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วม 30 องค์กร นอกจากจัดงานวันนี้แล้วยังมีแนวคิดร่วมมือจัดกิจกรรมอื่น อาทิ บริจาคโลหิตในวาระ 100 วันของการสวรรคต โครงการนิทรรศการภาพและเรื่องราวประทับใจของในหลวงกับสื่อ รวมถึงโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อาทิ โครงการ”มหาทานสู่ชาวโลก”ให้สื่อมวลชนร่วมกันผลักดันแนวคิดจัดตั้งกองบุญมหาราชา“ภูมิพล”  ระดมทุนให้หน่วยงานสากลที่มีศักยภาพและน่าเชื่อถือนำไปจัดซื้อข้าวจากชาวนาส่งไปบริจาคช่วยผู้ทุกข์ยากทั่วโลก นอกจากเป็นการช่วยชาวนาไทยที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาข้าวแล้ว ยังเป็นมหากุศลช่วยชาวโลกที่ทุกข์ยากหิวโหยอีกด้วย

โรงครัวฯเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)วันสุดท้าย แจกจ่ายอาหาร28วันกว่า2แสนชุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244561

โรงครัวฯเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)วันสุดท้าย แจกจ่ายอาหาร28วันกว่า2แสนชุด

โรงครัวฯเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)วันสุดท้าย แจกจ่ายอาหาร28วันกว่า2แสนชุด

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 20.25 น.

13 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รถโรงครัวเคลื่อนที่ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ช่วยด้วยใจคนไทยไม่ทิ้งกัน ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย หน้ากรมศิลปากร เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก แจกจ่ายอาหารปรุงสดเป็นวันสุดท้าย ซึ่งอาหารในวันนี้ ประกอบไปด้วยข้าวเหนียวไก่ทอด และข้าวเหนียวชุบแป้งทอด ให้กับประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ

สำหรับการปฏิบัติภารกิจของรถโรงครัวเคลื่อนที่ ตามรับสั่งของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ ในฐานะองค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา)ยามยาก ที่ทรงต้องการให้บริการประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เริ่มมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ถึง 13 พ.ย.59 เป็นเวลาทั้งสิ้น 28 วัน แจกจ่ายอาหารปรุงสดให้ประชาชนมามากกว่า 2 แสนชุด

ทั้งนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ ยังเสด็จมาทรงปรุงอาหารสดแจกจ่ายประชาชนด้วยพระองค์เองถึง 15 ครั้ง เคยตรากตรำพระวรกายยืนทอดไก่อยู่นานสูงสุดถึง 7 ชั่วโมง

นางสายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการมูลนิธิ เผยว่า ทางมูลนิธิฯ จะกลับมาเปิดโรงครัวเคลื่อนที่เพื่อแจกอาหารประชาชนตามรับสั่งอีกครั้ง ในช่วงที่มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50) วัน คือ 1-5 ธ.ค. และในพระราชพิธีสตมวาร (100วัน)

แฟ้มภาพ

ปชช.หลั่งไหลร่วม’น้อมดวงใจชาวศิริราช แปรอักษรเลข๙-แสดงความอาลัย (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244552

ปชช.หลั่งไหลร่วม'น้อมดวงใจชาวศิริราช แปรอักษรเลข๙-แสดงความอาลัย (ประมวลภาพ)

ปชช.หลั่งไหลร่วม’น้อมดวงใจชาวศิริราช แปรอักษรเลข๙-แสดงความอาลัย (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.52 น.

13 พ.ย. 59 เวลา17.00 น. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ และศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ นายแพทย์ ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พร้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ ประกอบด้วย พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และ พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ได้นำกำลังพลกองทัพเรือ จำนวน 389 นาย แยกเป็น นายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ จำนวน 89 นาย และกำลังพลจากฐานทัพเรือกรุงเทพ จำนวน 300 นาย ตลอดจนบุคลากร จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมในกิจกรรมน้อมดวงใจชาวศิริราช ตามรอยพระราชปณิธานพระภูมิพล ซึ่ง กองทัพเรือ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยกองทัพเรือ ณ โรงพยาบาลศิริราช และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อ ถวายความอาลัย และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ภายในโรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

สำหรับการจัดกิจกรรม น้อมดวงใจชาวศิริราช “ตามรอยพระราชปณิธานพระภูมิพล”  กิจกรรมเริ่มด้วย การบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์จากวงดุริยางค์ราชนาวี นำเครื่องดนตรี 130 ชิ้น 160 ชีวิต  โดยมี นาวาเอกภาสกร  สุวรรณพันธ์ ผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือเป็นผู้ควบคุมวง โอกาสนี้  ยังได้ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่ เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน ซึ่งจะมาบรรเลงครั้งนี้เป็นครั้งแรกในงาน ชื่อเพลง“แสงเทียนแสงฟ้า” นอกจากนี้ยังมีเพลงพระราชนิพนธ์ที่นำมาบรรเลงในวันนี้ ได้แก่ เพลงแสงเทียน, อาทิตย์อับแสง, ชะตาชีวิต,  ลมหนาว,  ในดวงใจนิรันดร์, แผ่นดินของเรา,  ยามเย็น, ในหลวงของแผ่นดิน, ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป, แสงทิพย์, แสงเดือน, ของขวัญจากก้อนดิน, ยามค่ำ, แว่ว, สายฝน ซึ่งทุกท่านที่มาร่วมงานสามารถร่วมร้องคลอไปด้วยกัน

เวลาประมาณ 16.30 น. จะเป็นการถวายสักการะต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เริ่มด้วยศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำคณะผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณาจารย์  และบุคลากรศิริราช ชุดที่สอง พลเรือตรีวศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ นำกำลังพลฐานทัพเรือกรุงเทพ  ชุดที่สาม ฝ่ายการพยาบาล รพ. ศิริราช นำโดย นางพิทยา ถนัดช่าง และปิดท้ายด้วยนักศึกษาวิทยาเขตบางกอกน้อย

จากนั้นเวลา 17.00 น.  กำลังพลฐานทัพเรือกรุงเทพ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จำนวน140 คน ร่วมแปรอักษรหมายเลข ๙  อันหมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ผู้ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ส่งผลให้ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนเปี่ยมไปด้วยความสุข นอกจากนี้ยังหมายถึง การครองหัวใจคนทั้งแผ่นดินเอาไว้อีกด้วย ด้วยเพราะการทรงงานของพระองค์ ทรงนึกถึงแต่ความสุขของประชาชนเป็นอันดับแรก ดังที่ ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล เขียนไว้ในหนังสือ “ใต้เบื้องพระยุคลบาท” ว่า เคยรับสั่งกับพวกเราครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้ผู้อื่น” หลังจากนั้น ศาสตราจารย์ เกียรติยศ นายแพทย์สงคราม ทรัพย์เจริญ เล่าถึงความผูกพัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับศิริราช

ต่อจากนั้นก็จะเป็นพิธีแสดงความอาลัย โดยมี พล.ร.อ.ณะ  อารีนิจ  และ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้กล่าวแสดงความอาลัยแทนพสกนิกรที่มาร่วมในพิธี จากนั้นทุกท่านยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที  ตามด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และจุดเทียนขาวให้สว่างไสวทั่วบริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ฯ  เพื่อร่วมส่งใจแสดงความอาลัยน้อมเกล้าฯ ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อด้วยเพลงต้นไม้ของพ่อ* และเพลงความฝันอันสูงสุด จบด้วยการบันทึกภาพประวัติศาสตร์เพื่อเก็บไว้ในความทรงจำของทุกคน

ต้นไม้ของพ่อในที่นี้ หมายถึง “ต้นศรีตรัง” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9  ได้ทรงปลูกพระราชทานไว้ให้กับชาวศิริราช เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554  แม้หลายท่านอาจจะเข้าใจว่า  ต้นไม้ต้นนี้ได้เหี่ยวเฉาไป แต่แท้จริงแล้ว ต้นไม้นี้ยังมีชีวิต และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ซึ่งรวมถึงว่า เราทุกคนในที่นี้ก็จะร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ต่อไปอย่างยั่งยืน

ประวัติวงดุริยางค์ราชนาวี กองดุริยางค์ทหารเรือ

ในปี พ.ศ.2478 ดนตรีของทหารเรือซึ่งมีชื่อเดิมว่า “กองแตร” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หมวดดุริยางค์ทหารเรือ” ขึ้นการบังคับบัญชากับสถานีทหารเรือกรุงเทพ (ปัจจุบันเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ) ได้มีการขยายอัตรากำลังพลเพิ่มขึ้นและแบ่งส่วนราชการออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกแตรวง และ แผนกซอวง ซึ่งแผนกซอวงนี้ก็คือ “วงดุริยางค์ราชนาวี” นั่นเอง จึงนับได้ว่า “วงดุริยางค์ราชนาวี” ได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2478 เป็นต้นมา

กองทัพเรือก่อตั้งวงดุริยางค์ราชนาวี เมื่อปี พ.ศ.2478 และจากนั้นได้พัฒนาก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนสามารถแสดงคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2502 เวลา 20.30 น. ณ หอประชุมวัฒนธรรม โดยใช้ชื่อ “ออร์เคสตรัลคอนเสิร์ต” โดยมี เรือตรี สมัคร  เศวตดิษ เป็นผู้อำนวยเพลง ต่อมาในปี พ.ศ.2503 ได้แสดงคอนเสิร์ตอีก 3 ครั้ง โดยแสดงในวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2503 และวันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2503 ณ หอประชุมวัฒนธรรม และหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชื่อ “ราชนาวีคอนเสิร์ต” และเรือตรี สมัคร  เศวตดิษ เป็นผู้อำนวยเพลง ส่วนครั้งที่ 3 กองทัพเรือได้จัดงานแสดงดนตรี “อานันทมหิดลคอนเสิร์ต” ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2503 ณ หอประชุมวัฒนธรรม ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล  ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชปรารภแก่ผู้บัญชาการทหารเรือซึ่งเป็นประธานกรรมการจะจัดงานแสดงดนตรี “อานันทมหิดลคอนเสิร์ต” ด้วยมีพระราชประสงค์ให้กองทัพเรือจัดแสดงดนตรีเพื่อหารายได้บำรุงสภากาชาดไทยบ้าง กองทัพเรือจึงได้จัดการแสดงดนตรีกาชาดคอนเสิร์ตต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 จนถึงปี พ.ศ.2559 เป็นจำนวน 43 ครั้ง โดยการแสดงทั้ง 43 ครั้งที่ผ่านมา
“วงดุริยางค์ราชนาวี” เป็นวงดนตรีที่มีภารกิจการบรรเลงมากวงหนึ่ง ทั้งนี้มิใช่เพียงงานคอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการบรรเลงในงานราชพิธี รัฐพิธี และงานสำคัญต่างๆ อยู่เป็นประจำ จึงนับได้ว่า “วงดุริยางค์ราชนาวี” เป็นวงดนตรีที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการดนตรีของไทยในปัจจุบัน

พระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อดุริยางค์ราชนาวี  จากในคราวที่ ฯพณฯ นายคาร์ล  คาร์สเทนส์ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารรัฐเยอรมันและภริยา เดินทางมาเยือนประเทศไทย และได้มีงานเลี้ยงรับรองขึ้น ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2527 คราวนั้น  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานข้อคิดและคำแนะนำในการแสดงดนตรี แก่ นาวาตรี วีระพันธ์ วอกลาง (ยศในขณะนั้น) ผู้อำนวยการเพลงวงดุริยางค์ราชนาวี คราวที่  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เสด็จ ฯ ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตในปี พ.ศ.2507 ทรงเห็นว่าเครื่องลมไม้ที่ใช้บรรเลงในวง มีสภาพเก่าและคุณภาพของเสียงไม่ได้มาตรฐาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องดนตรีส่วนพระองค์ จำนวน 3 ชิ้น ให้แก่  กองดุริยางค์ทหารเรือ ประกอบด้วย ปี่บีแฟลต คลาริเนต พระราชทานเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2507 ปี่โอโบ พระราชทาน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2509  และปี่บาสซูน พระราชทานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2516  และต่อมาเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2529  ทรงมีพระราชดำรัสว่า “ทหารเรือมีเครื่องเก่าๆ มาก ควรจัดพิพิธภัณฑ์ดนตรีขึ้น”  ซึ่งหลังจากนั้นพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่กองดุริยางค์ทหารเรือ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา

หัวหินจัดแข่งเรือยาวถ้วยพระราชทาน น้อมสำนึก’พ่อหลวง’เสด็จฯอ่างเก็บน้ำเขาเต่า (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244526

หัวหินจัดแข่งเรือยาวถ้วยพระราชทาน น้อมสำนึก'พ่อหลวง'เสด็จฯอ่างเก็บน้ำเขาเต่า (ประมวลภาพ)

หัวหินจัดแข่งเรือยาวถ้วยพระราชทาน น้อมสำนึก’พ่อหลวง’เสด็จฯอ่างเก็บน้ำเขาเต่า (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 18.39 น.

เรือยาวนับร้อยลำทั่วประเทศ ร่วมงานแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน จ.ประจวบฯน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่า

13 พ.ย.59 เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 13 พ.ย.59 ที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายรุจน์ประทีป ธรรมรพีภัทร์ นายอำเภอหัวหิน พร้อมด้วย นายนพพรวุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน ร่วมเปิดงาน “เรือยาวร่วมใจถวายพ่อหลวง” โดยมีเรือยาวถ้วยพระราชทานทั้งประเทศจำนวน 119 ลำ ฝีพายและประชาชนนักท่องเที่ยวเกือบ 1 หมื่นคนร่วมในงานท่ามกลางอากาศแจ่มใส

ทั้งนี้ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวหัวหิน ครั้งพระองค์ท่านพร้อมด้วยคุณทองแดง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การแข่งขันเรือยาวประเพณีของเทศบาลเมืองหัวหิน ชิงถ้วยพระราชทานฯ ที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ท่ามกลางพสกนิกรจำนวนมากได้เฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2551

ภายหลังเปิดงานแล้วได้อัญเชิญถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากเรือยาวที่ชนะเลิศมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยทั้ง 4 ภาค จำนวน 11 ถ้วยรางวัล  4 โล่พระราชทานและ 1 ขันพระราชทาน ขึ้นประดิษฐานบนแท่นหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 4 ทีมได้แก่ ทีมเรือจาก อ.เมือง จ.น่าน, อ.เมือง จ.นครพนม, อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร

จากนั้นเป็นการขับเสภาเห่เรือจำลองเรือสุพรรณหงส์และเรือจำลองอนันตนาคราช จากฝีพายเด็กนักเรียน ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ท่ามกลางบรรยากาศเสียงเพลงเห่เรืออย่างหดหู่ สร้างความเศร้าโศกน้ำตาซึมของพสกรนิกรที่คิดถึงพระองค์ท่าน ก่อนเริ่มการแข่งขันขึ้นโขนชิงธงประเภท 55 ฝีพาย 33 ฝีพายและ 23 ฝีพาย

 

‘บิ๊กตู่’แนะปชช.ใช้วันลอยกระทงสืบสานประเพณีไทย วอนงดจุดพลุ-โคมลอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244518

'บิ๊กตู่'แนะปชช.ใช้วันลอยกระทงสืบสานประเพณีไทย วอนงดจุดพลุ-โคมลอย

‘บิ๊กตู่’แนะปชช.ใช้วันลอยกระทงสืบสานประเพณีไทย วอนงดจุดพลุ-โคมลอย

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 18.15 น.

13 พ.ย. 59 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันลอยกระทงที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้(14พ.ย.)ซึ่งเป็นวันแรกที่รัฐบาลประกาศให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมได้ตามปกติ แม้หลายพื้นที่จะยกเลิกการจัดงานใหญ่และปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฝากให้ประชาชนใช้โอกาสนี้สืบสานประเพณีไทยที่งดงาม และสนุกสนานรื่นเริงได้ตามสมควร ควบคู่ไปกับการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรน้ำ โดยนายกฯ อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาจารย์ ช่วยกันปลูกฝังบุตรหลานและนักเรียน ให้มีจิตสำนึกที่ดี ไม่คำนึงถึงแต่ความสนุกสนานในช่วงเทศกาลเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้จังหวะเวลานี้เรียนรู้แก่นแท้ของวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ และเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรน้ำ เพราะน้ำคือชีวิต ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันลอยกระทง รัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม เพื่อดูแลประชาชนทั้งเรื่องการเดินทางและความปลอดภัยบริเวณสถานที่จัดงานต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เช่น การตรวจตราสิ่งแปลกปลอมหรือมิจฉาชีพในจุดที่มีผู้คนหนาแน่น ความมั่นคงแข็งแรงของโป๊ะและจุดลอยกระทง พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา ดูแลกันและกัน ระมัดระวังป้องกันเหตุจมน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ในปีนี้หน่วยงานภาครัฐได้ขอความร่วมมือประชาชนงดจุดพลุไฟ ตะไล โคมลอย โคมควัน หรือวัตถุอื่น ๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น รวมถึงการยิงปืนขึ้นฟ้าที่ผิดกฎหมาย เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและชุมชน  ทั้งนี้ หากผู้ใดพบเห็นเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดเหตุอาชญากรรม ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทางสายด่วน 1599 และ 191หรือหากเกิดอัคคีภัยและอุบัติภัย สามารถแจ้งได้ที่ 1784 ตลอด 24 ชม.

กองประกวดหนูน้อยเทพีวิสุทฑิ์กษัตริย์ ร่วมกิจกรรมอาสาแจกของให้ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244517

กองประกวดหนูน้อยเทพีวิสุทฑิ์กษัตริย์ ร่วมกิจกรรมอาสาแจกของให้ปชช.

กองประกวดหนูน้อยเทพีวิสุทฑิ์กษัตริย์ ร่วมกิจกรรมอาสาแจกของให้ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 18.00 น.

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่เต็นท์ 5 สนามหลวงโซนเหนือ กองประกวดเทพีวิสุทธิ์กษัตริย์ นำหนูน้อยวิสุทธิ์กษัตริย์ ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 8-14 ปีที่เคยผ่านการประกวดเทพีแห่งนี้มาแล้ว จำนวน 20 คน มาร่วมแจกอาหารและสิ่งของ อาทิ ข้าวต้มน้ำวุ่น ข้าวต้มหมู โรตีสายไหม ขนมเปี๊ยะ และยาดม

ด.ญ.ภณิตา สิงห์ณรงค์ หรือน้องแภมมี่ อายุ 14 ปี โรงเรียนเซนโยเซฟคอนแวนต์ กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาร่วมกิจกรรมแจกสิ่งของกับเพื่อนๆ ก่อนหน้านี้เคยมาเป็นจิตอาสาเก็บขยะมาแล้ว แม้ว่าจะเหนื่อยแต่มีความสุขที่ได้มาทำเพื่อคนอื่น และได้ประสบการชีวิต ที่สำคัญได้ซึมซับความรู้สึกดีๆ ที่ได้ทำเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ก่อนหน้านี้พ่อแม่เคยเล่าสิ่งต่างๆ ที่ในหลวง ร.9 ทรงงานเพื่อประชาชน และได้ศึกษาจากการอ่านหนังสือ รู้สึกในความทึ่งในพระปรีชาสามารถที่พระองค์ทรงมีโครงการพระราชดำริออกมานับพันโครงการ ที่ตนชอบที่สุดคือโครงการฝนหลวง ที่เปลี่ยนผืนดินแห้งแล้งของภาคอีสานให้มีความชุ่มชื่น เกษตรกรสามารถทำไร่นาได้

ครั้งหนึ่ง!ประทับเรือไม้ขุดทรงงาน ความปีติใจไม่รู้ลืมของชาวรือเสาะ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244460

ครั้งหนึ่ง!ประทับเรือไม้ขุดทรงงาน ความปีติใจไม่รู้ลืมของชาวรือเสาะ (ประมวลภาพ)

ครั้งหนึ่ง!ประทับเรือไม้ขุดทรงงาน ความปีติใจไม่รู้ลืมของชาวรือเสาะ (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 13.50 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประทับเรือไม้ขุดทรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำให้กับราษฎร ที่อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดทรายทอง บ้านบากง เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรและเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรทัศนียภาพบริเวณบึงบัวบากง ด้วยเรือไม้หลุมพอ เป็นเรือขุดที่พระองค์ท่านประทับทรงงาน

นายเทพประทาน พ้นภัย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านบากง ตำบลรือเสาะ อำเภอเสาะ จ.นราธิวาส กล่าวถึงความประทับใจเมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาเยี่ยมในพื้นที่ว่า สมัยที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มาที่วันทรายทอง บ้านบางกง เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2527 ตนมีอายุเพียง 10 ขวบ ได้มีโอกาสมารอรับเสด็จที่บริเวณลานวัดทรายทอง ร่วมกับชาวบ้าน จำนวนมาก

หลังจากที่ประองค์ท่านทรงพบปะราษฏรแล้ว ท่านจะทรงประทับเรือขุดจากวัดไปยังบึงบัวบากง โดยเมื่อสมัยก่อนนั้น ยังไม่มีถนนเชื่อมต่อเหมือนกับสมัยนี้ โดยท่านประทับเรือลำดังกล่าว โดยมี ตานุช เป็นฝีพาย เดินทางจากวัดมายังบึงบัวบากงแห่งนี้ เพื่อมาดูการแก้ปัญหาแหล่งน้ำ จากนั้น จึงมีพระราชดำริให้สร้างฝายกั้นน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านใช้เพื่อการเกษตรและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากก่อนหน้านี้ น้ำจะท่วมทุกปี และหลังจากนั้น น้ำก็ไม่ท่วมพื้นที่อีกเลย

ขณะเดียวกัน นายอุดมศักดิ์ แสงมณี ชาวบ้านในหมู่บ้านบากง ได้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเรือลำดังกล่าวว่า เมื่อสมัยก่อน เรือลำนี้อยู่ที่วัดบ้านบางกง ต.บากง อ.รือเสาะ ซึ่งเป็นของหลวงพ่อท่านดำ เจ้าอาวาสวัดบางกง ซึ่งท่านดำได้ขอไม้จากชาวบ้านเพื่อนำมาขุดเรือไว้บิณฑบาตในหน้าน้ำท่วมเพื่อให้เข้าถึงชาวบ้านให้ง่ายขึ้น

ต่อมา เรือลำดังกล่าวก็ได้เก็บไว้ที่วัด และเมื่อพระองค์ท่านจะเสด็จฯมาเยี่ยมราษฏรในพื้นที่ จึงได้นำเรือขุดลำดังกล่าวมาใช้เป็นเรือพายสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้ทรงงาน​ และเมื่อปี 2529 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมงกุราชกุมาร ก็เคยประทับเรือลำนี้ เพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพในบึงบัวบากงด้วย

สำหรับเรือประทับทรงงานลำนี้ เป็นเรือขุดใช้แรงงานคน ทำด้วยไม้หลุมพอ มีความยาว 5 เมตร 50 เซนติเมตร ความกว้างกลางลำเรือ 88 เซนติเมตร และความลึก 22 เซนติเมตร ปัจจุบัน ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในพื้นที่ได้เก็บรักษาเรือลำนี้ไว้ที่บริเวณศาลาทรงงาน ที่บึงบัวบากง และในอนาคตชาวบ้านตั้งใจ จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งความภาคภูมิใจให้ทุกคนได้มาเยี่ยมชม อีกทั้งเปิดพื้นที่บึงบากงบางส่วนจากพื้นที่ทังหมด จำนวน 150 ไร่

ตลอดจนให้ลูกหลานในหมู่บ้านได้เรียนรู้ และเล่าขานสืบต่อกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ทรงงานอย่างหนัก ตรากตรำพระวรกาย เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่อำเภอรือเสาะ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินอย่างยากลำบาก บางพื้นที่ต้องประทับเรือ แต่พระองค์ท่านก็มิทรงย่อท้อ ทรงมีพระราชหฤทัยให้ราษฎรได้อยู่ดีกินดี พระราชทานความช่วยเหลือต่างๆ วันนี้ ชาวอำเภอรือเสาะ พ้นจากความทุกข์ยาก และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

ปาฏิหาริย์!เมฆบังแดดให้ชาวท่าเรือ ขณะรวมใจแปรอักษรรอบพระนอนวัดสะตือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244458

ปาฏิหาริย์!เมฆบังแดดให้ชาวท่าเรือ  ขณะรวมใจแปรอักษรรอบพระนอนวัดสะตือ

ปาฏิหาริย์!เมฆบังแดดให้ชาวท่าเรือ ขณะรวมใจแปรอักษรรอบพระนอนวัดสะตือ

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 13.45 น.

13 พ.ย.59 ผู้สื่อสื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสะตือ ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา พระครูปริยัติยาธิคุณ เจ้าอาวาสวัดสะตือ เจ้าคณะอำเภอท่าเรือ  พระมหาสมบัติเจ้าคณะตำบลจำปา นายวิทิต ปิ่นนิกร นายอำเภอท่าเรือ นางศศิธร  ปิ่นนิกร  นายกกิ่งกาชาดอำเภอท่าเรือ  นำพสกนิกรทั้งข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น  พ่อค้า ประชาชน นักเรียน จำนวน 1,380 คน

พร้อมใจสวมเสื้อสีดำถือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร่วมกันแปรอักษรเพื่อแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คำว่า  ๙  พ่อหลวงของแผ่นดิน อ.ท่าเรือ รอบองค์พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน)หลวงพ่อโต อ่านพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกับยืนสงบนิ่งถวายอาลัย 89 วินาที  และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกันดังกึกก้อง

ซึ่งก่อนการรวมพลประชาชนที่มาเข้าแถวและรับพระบรมฉายาลักษณ์ แล้วไปยืนตามจุดที่กำหนดไว้ในการแปรอักษร ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนเปรี้ยง แต่ครั้นพอประชาชนเข้าประจำจุดเพื่อถ่ายภาพมุมสูง ปรากฎว่า เมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือองค์พระพุทธไสยาสน์ ได้มาบดบังแสงของพระอาทิตย์ที่ร้อนผ่าว ให้มีร่มเงากับคนที่มาร่วมแปรอักษรได้คลายร้อน ทำให้คนที่มาร่วมแปรอักษรถึงกับขนลุกกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คงเป็นเพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโตวัดสะตือ

สำหรับ วัดสะตือ ได้มีกำหนดจัดการแปรอักษรเพื่อแสดงความอาลัยเป็นเวลา 3 วัน คือ วันที่ 12-13-14 พ.ย. 59  สำหรับวันพรุ่งนี้วันที่ 13 พ.ย. เวลา 15.00 น. จะมีการแปรอักษรข้อความ  ๙  ธ คือดวงใจ อ.ท่าเรือ โดยมีรูป เทียนอยู่ด้านหน้าเลข ๙  ส่วนวันที่14 พ.ย.59 เริ่มแปรอักษรข้อความ ๙  ปิดทองหลังพระ ในเวลา 18.00 น. เนื่องจากวันที่ 14 ตรงกับวันลอยกระทงด้วย จึงมีการจุดประทีปหอมในกระทงกระดาษ ร้อยดวงใจใส่กระทงน้อมส่งสู่สวรรคาลัย  แปรอักษรเสร็จ จะเอากระทงเทียนหอมไปลอยเป็นสายหน้าเขื่อนพระรามหกซึ่งเป็นเขื่อนแห่งแรกในประเทศไทยและพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชทรงเคยเสด็จฯมาที่เขื่อนแห่งนี้ โดยทางเขื่อนจะมีการประดับไฟสวยงามในยามค่ำคืน

กอร.รส.ปรับแผนรับมือประชาชน สั่งตรวจสอบความแข็งแรง’ท่าเรือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244454

กอร.รส.ปรับแผนรับมือประชาชน สั่งตรวจสอบความแข็งแรง'ท่าเรือ'

กอร.รส.ปรับแผนรับมือประชาชน สั่งตรวจสอบความแข็งแรง’ท่าเรือ’

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 12.58 น.

13 พ.ย.59 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงผลการประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ว่า ที่ประชุมพูดถึงปัญหาประชาชนที่เข้ามาบริเวณท้องสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ทั้งในวันมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และวันลอยกระทง ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมา (12 พ.ย.) มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวน 1.4 แสนคน ในจำนวนนี้เข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นจำนวน 3 หมื่นคน

แนวทางการบริหารจัดการนั้น กทม.ได้ปรับพื้นที่บริเวณสนามหลวงโซนเหนือใกล้จะเสร็จแล้ว โดยมีการติดตั้งเต็นท์จำนวน 70 เต็นท์ โดยพื้นที่ตรงกลางจะมีเต็นท์อยู่ประมาณ 40 เต็นท์ ใช้เป็นจุดพักคอยของประชาชนที่จะเข้าถวายสักการะพระบรมศพ

ทั้งนี้ เมื่อถึงคิวแล้วประชาชนก็จะทยอยเคลื่อนที่เป็นกลุ่มทำให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยบังแดดบังฝน เพราะจะมีการเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ไปจนถึงปี 2560 นอกจากนี้ จะมีการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ผู้คนได้มีโอกาสรับชมระหว่างเข้าคิวรอ

สำหรับการสัญจรทางน้ำของประชาชนที่จะเดินทางมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ได้มีการตรวจสอบความแข็งแรงของท่าเรือที่อยู่ในมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยในอดีต และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจดูแลประชาชนที่อยู่บนโป๊ะตามจำนวนที่กำหนด และเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย