ร่วมจุดเทียน-แปรอักษร
ประกาศสานพระปณิธาน
เพลงสรรเสริญฯดังกึกก้อง
เตรียมพิธีตัดไม้จันทน์หอม
พสกนิกรทั่วประเทศร่วมใจทำบุญพร้อมจัดกิจกรรมน้อมแสดงความไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร อย่างต่อเนื่อง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งนับถึงวันนี้ครบ 30 วัน ของการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งแผ่นดิน
เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 13 พฤศจิกายน ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเป็นประธานในการบำเพ็ญพระราชกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม
สวรรคตครบ30วันปชช.เนืองแน่น
สำหรับบรรยากาศบริเวณพระบรมมหาราชวัง ซึ่งในวันนี้เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช เสด็จสวรรคตครบรอบ 30 วัน ยังมีประชาชนจำนวนมากจากทั่วสารทิศเดินทางมารอต่อคิวเพื่อเข้าถวายบังคมพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด บางส่วนปักหลักค้างคืนที่สนามหลวง เพื่อจะได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพในช่วงเช้า โดยพสกนิกรส่วนใหญ่มาเป็นหมู่คณะจากต่างจังหวัด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพทางประตูวิเศษไชยศรีในเวลา 05.00 น. จากนั้นเปลี่ยนทางเข้าเป็นประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลาน ในเวลา 08.30 น. เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเข้าทางประตูวิเศษไชยศรี เมื่อเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมโกศพระบรมศพ พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้วมอบให้เป็นที่ระลึก
กลุ่มชนเผ่านับร้อยกราบพระบรมศพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มชนเผ่าชุมชนพระบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน 101 คนเดินทางมาสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์เคยเสด็จเยี่ยมประชาชนชุมชนหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม และทรงทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวเขา และทรงโปรดเกล้าฯให้รับชุมชนพระบาทห้วยต้มเข้ามาอยู่ในมูลนิธิโครงการหลวง ทำให้ชาวชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ตจว.ลงนามแสดงอาลัย8ล้านคน
ขณะที่กระทรวงมหาดไทย สรุปผลดำเนินการจัดกิจกรรมลงนามแสดงความอาลัยและกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล มีประชาชนลงนามแสดงความอาลัย ณ วันที่ 12 พฤศจิกายนมี 38,969 คน มียอดสะสมการลงนามแสดงความอาลัยตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคมเป็นต้นมา จำนวน 8,133,405 คน กิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กิจกรรมสวดอภิธรรมมีผู้เข้าร่วม 127,613 คน มียอดสะสมผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวดอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม-12 พฤศจิกายนจำนวน 10,356,198 คน การทำบุญตักบาตร มีผู้เข้าร่วม 18,112 คน มียอดสะสมผู้เข้าร่วมกิจกรรมการทำบุญตักบาตรจำนวน 3,068,679 คนและกิจกรรมอื่นๆ 61,627 คน มียอดสะสมผู้เข้าร่วมกิจกรรมอื่นจำนวน 3,339,176 คน.
พระบรมฯพระราชทานอาหาร3มื้อ
ที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯนำอาหารและน้ำดื่มพระราชทานมาแจกให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเมนูอาหารพระราชทานวันนี้ มื้อเช้า เกี๊ยวหมูน้ำใส นมหนองโพ มื้อกลางวันข้าวหมูแดง ข้าวต้มมัดไฮโซ ทอดมันปลา ผัดหมี่ป้าน้อย เต้าฮวยฟรุ๊ตสลัด ขนมฟักทอง และร่ม 500 คัน มื้อบ่ายขนมไทย ข้าวเหนียวหมู-ไก่ทอด ไข่ต้ม มื้อเย็นข้าวแกงส้ม ไข่ยางมะตูม ผัดไท
ส่งนร.ทุนพระราชทานเป็นจิตอาสา
นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนจากมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร 20 คน มาเป็นจิตอาสาคอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ด้วยการเดินเสิร์ฟน้ำและบริการเข็นรถเข็นให้ผู้ป่วยและคนชรา ทั้งนี้ นักเรียนทุนพระราชทานทุกรุ่นจะสลับกันมาประจำการและคอยอำนวยความสะดวกที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ไปตลอดจนครบ 100 วัน โดยนักเรียนทุนทุกคนที่ได้รับคัดเลือกมาทำกิจกรรมจิตอาสาได้ ต้องส่งเรียงความเรื่องความประทับใจโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในจังหวัดของตัวเอง เพื่อให้คณะกรรมการของมูลนิธิคัดเลือกต่อไป
กอร.รส.ปรับแผนรับมือปชช.
หลังการประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ประจำวัน พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงว่า ที่ประชุมพูดถึงปัญหาประชาชนที่เข้ามาบริเวณสนามหลวงจำนวนมาก ทั้งในวันมีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและวันลอยกระทง ซึ่งเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนมีประชาชนเดินทางมาเป็น 1.4 แสนคน ในจำนวนนี้เข้าสักการะพบรมศพ 3 หมื่นคน แนวทางการบริหารจัดการ กทม.ปรับพื้นที่บริเวณสนามหลวงโซนเหนือใกล้เสร็จแล้ว โดยตั้งเต็นท์ 70 หลัง โดยพื้นที่ตรงกลางจะมีเต็นท์อยู่ 40 หลังใช้เป็นจุดพักคอยของประชาชนที่จะเข้าสักการะ ทั้งนี้ เมื่อถึงคิวแล้วประชาชนก็จะทยอยเคลื่อนเป็นกลุ่ม ทำให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยบังแดดบังฝน เพราะจะเปิดให้ประชาชนสักการะยาวไปถึงปี 2560 นอกจากนี้ จะจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ผู้คนมีโอกาสรับชมระหว่างเข้าคิวรอ สำหรับการสัญจรทางน้ำของประชาชนที่จะเดินทางมาสักการะได้ตรวจสอบความแข็งแรงของท่าเรือให้ได้มาตรฐาน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจดูแลประชาชนที่อยู่บนโป๊ะตามจำนวนที่กำหนดและเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ติดตั้งบอลลูนยักษ์แจ้งต้น-ท้ายคิว
ด้านพ.ท.บุญมี อาทร รองผู้บังคับส่วนแยก กองบัญชาการช่วยรบที่ 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กอร.รส.นำบอลลูนขนาดใหญ่ 2 ลูกมาติดตั้งไว้ในสนามหลวง ลูกแรกคือ”จุดเข้าคิว” เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าหัวแถวการเข้าสักการะอยู่บริเวณใด ส่วนลูกที่สองคือ “ท้ายคิว” เป็นลูกที่แจ้งว่า ส่วนท้ายของแถวการเข้าสักการะบรมศพอยู่บริเวณใด โดยจะผูกติดไว้กับรถกอล์ฟขนาดเล็ก ซึ่งจะเคลื่อนตามท้ายแถวไปเรื่อยๆ เป็นการลดปัญหาการหาท้ายแถวไม่เจอของประชาชน นอกจากนี้ ยังตั้งเต็นท์จุดพักรอคอยในสนามหลวงกว่า 10 หลังเพื่อให้ประชาชนพักคลายร้อนระหว่างเข้าแถว ทั้งยังสามารถแยกแถวการเข้าสักการะกับแถวรับอาหารตามเต็นท์ต่างๆ จึงอยากขอให้ประชาชนสังเกตบอลลูนดังกล่าวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว
นอกจากนี้ กอร.รส. ได้จัดจุดบริการยืม-คืนร่มกว่า 3พันคันแก่ประชาชนเพื่อคลายร้อน รวมไปถึงบริการยืมรถเข็นวีลแชร์แก่ประชาชน โดยนำบัตรประชาชน, ใบขับขี่ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ มาลงทะเบียนแลกรถเข็นวีลแชร์แก่คนชราและผู้พิการ เมื่อใช้เสร็จแล้วจึงนำมาคืนได้ที่ กอร.รส.แต่ถ้าเป็นประชาชนไม่มีญาติพี่น้องมาด้วย ก็สามารถขอให้จิตอาสาเป็นผู้เข็นรถเข็นให้ได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ประชาชนทุกคนต้องเข้าแถวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพเหมือนกันทุกคน หากมีลูกหลานเข็นก็ต้องเข้าแถวเช่นประชาชนทั่วไปเช่นกัน
คลื่นมหาชนแห่แน่นศิริราช
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือลานพระบิดา โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และกองทัพเรือ โดยฐานทัพเรือกรุงเทพ ร่วมจัดกิจกรรม “น้อมดวงใจชาวศิริราช ตามรอยพระราชปณิธานพระภูมิพล” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างหาที่สุดมิได้ บรรยากาศก่อนเริ่มงานมีประชาชนจำนวนมากทยอยไปจับจองพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าจนแน่นขนัด ส่วนใหญ่ถือภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ทร.บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์
กระทั่งเวลา 16.15 น. วงดนตรีกองดุริยางค์ราชนาวี นำเครื่องดนตรี 130 ชิ้น พร้อมนักดนตรีและนักร้อง 160 คน โดยมีนาวาเอกภาสกร สุวรรณพันธ์ ผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ เป็นผู้ควบคุมร่วมด้วยสมาชิกหลายรุ่นจากชมรมประสานเสียงศิริราช 45 คน เริ่มบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ อาทิ เพลงแสงเทียน อาทิตย์อับแสง ยามเย็น สายฝน ในหลวงของแผ่นดิน แผ่นดินของเรา เป็นต้น
ประกาศสืบสานพระราชปณิธาน
โดยผศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราชกล่าวว่า งานในวันนี้นอกจากการแปรตัวอักษรเลข ๙ การจุดเทียนแสดงความอาลัย และการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์แล้ว พวกเราชาวศิริราชจะเดินตามรอยพระราชปณิธานของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเพียรในการทำงาน และความสามัคคี ซึ่งการจัดงานครั้งนี้แสดงถึงความสามัคคีร่วมใจกันทำกิจกรรม
ถวายสักการะ-แปรอักษรเลข9
จากนั้นเวลา 17.15 น. ศ.นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธาน ร่วมกับพล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.นำบุคลากรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตบางกอกน้อย กำลังพลฐานทัพเรือกรุงเทพ และประชาชนจำนวนมาก ทำพิธีถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนั้น กำลังพลฐานทัพเรือกรุงเทพ และเหล่าพยาบาล ฝ่ายการพยาบาล รพ.ศิริราช 140 คน ร่วมกันแปรอักษรหมายเลขเก้าไทย “๙” อันหมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ส่งผลให้ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนเปี่ยมไปด้วยความสุข นอกจากนี้ ยังหมายถึงการครองหัวใจคนไทยทั้งแผ่นดินไว้อีกด้วย
นอกจากนี้ ศ. เกียรติยศ นพ. สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์ประจำพระองค์เล่าถึงความผูกพันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 กับศิริราช ซึ่งเป็นเรื่องราวดีๆขณะที่พระองค์ทรงประทับรักษาพระอาการประชวรอยู่ที่รพ.ศิริราช พร้อมกับ จัดการแสดงวิดีทัศน์พระราชาผู้ทรงธรรม
จุดเทียน-เพลงสรรเสริญกึกก้อง
หลังจากนั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์พร้อมด้วยพล.ร.อ.ณะนำพสกนิกรร่วมแสดงความอาลัย โดยยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที ตามด้วยการขับร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” เพลง”ต้นไม้ของพ่อ” นำโดย นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี ชมรมประสานเสียงศิริราช แทนความรู้สึกที่มีต่อต้นศรีตรัง ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปลูกพระราชทานไว้ให้ศิริราช ซึ่งชาวศิริราชจะดูแลต้นไม้ที่พ่อปลูกต้นนี้ให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับคำสอนของพ่อให้งดงามคงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน จากนั้นได้ร้องเพลงความฝันอันสูงสุด ก่อนบันทึกภาพประวัติศาสตร์ในความทรงจำด้วยการจุดเทียนในอักษรเลข ๙ แสงเทียนคำมั่นสัญญาขอตามรอยพระราชปณิธาน
บุรีรัมย์ทำบุญถวายในหลวง
วันเดียวกัน หลายจังหวัดร่วมทำบุญในโอกาสครบ 30 วันแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นำข้าราชการและประชาชนร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลครบ 30 วันแห่งการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่วัดกลางพระอารามหลวง อ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพระสงฆ์ได้เจริญจิตภาวนา นั่งสมาธิ 9 นาที เพื่อตั้งจิตอธิษฐานน้อมส่งดวงพระวิญญาณของพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ทั้งเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำโรงทานเลี้ยงอาหารผู้ยากไร้ เพื่อทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ ๙ ด้วย
คนสงขลาบวชถวายในหลวง
ที่วัดชัยชนะสงคราม ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ประชาชน 12 คน พร้อมใจอุปสมบทหมู่พระภิกษุและสามเณรเป็นเวลา 15 วัน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 วันแห่งการสวรรคต สำหรับผู้ที่บวชมีทั้งทหาร ครู นักเรียนและประชาชนทั่วไปที่ลาราชการและลางานมาบวชมาบวชเพื่อทำความดีถวายพ่อของแผ่นดิน
พร้อมบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม
ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมสำหรับพิธีตัดต้นจันทน์หอม บริเวณหลังที่ทำการสำนักงานอุทยานฯ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 14 พฤศจิกายน เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระบรมศพว่า อุทยานแห่งชาติกุยบุรีเรียกประชุมหน่วยงานเจ้าหน้าที่อุทยานฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแบ่งหน้าที่ดูแลสถานที่ พร้อมอำนวยความสะดวกให้กองราชพิธี สำนักพระราชวัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งประชาชนที่เดินทางไปร่วมพิธี
โดยนายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีร่วมกันจัดสถานที่ เตรียมพร้อมประกอบพิธีบวงสรวง เพื่อตัดไม้จันทน์หอม 4 ต้น ลำดับที่ 11, 12, 14 และ 15 ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน ใช้ฤกษ์เวลา 14.09-14.39 น. เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทุกส่วนเตรียมสถานที่มณฑลพิธีที่ต้นจันทน์หอมต้นที่ 15 ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งตั้งโต๊ะสำหรับพิธีบวงสรวง และตั้งเครื่องสังเวย
สำหรับกำหนดพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม วันที่ 14 พฤศจิกายน เริ่มเวลา 14.00 น. โดยนายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการเดินทางถึงมณฑลพิธี หลั่งน้ำเทพมนตร์เจิมบริเวณต้นจันทน์หอมต้นที่ 15 เป็นปฐมฤกษ์ โหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ภูษามาลาไกวบัณเฑาะว์ หลั่งน้ำเทพมนตร์เจิมขวาน สำหรับใช้ตัดต้นจันทน์หอม จุดเทียนเงิน เทียนทอง ธูป บนโต๊ะเครื่องบวงสรวงและปักธูปบริวารที่เครื่องสังเวยทั้งหมด นายฉัตรชัย ปื่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ อ่านประกาศบวงสรวง จากนั้นไปยังบริเวณหน้าต้นจันทน์หอม ประพรมน้ำเทพมนต์ที่ต้นจันทน์หอม แล้วใช้ขวานฟันที่ต้นจันทน์หอมเป็นปฐมฤกษ์ และโปรยดอกไม้รอบบริเวณต้นจันทน์หอม โหรหลวงลั่นฆ้องชัย ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ภูษามาลาไกวบัณเฑาะว์ กระทั่งเสร็จพิธี ทั้งนี้ การใช้ขวานทองทำพิธีตัดเชิงสัญลักษณ์ เป็นโบราณราชประเพณี ส่วนการตัดจริงคาดว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะต้องรอการออกแบบพระเมรุมาศ และการกำหนดขนาดการแปรรูปไม้จากสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
จัดนิทรรศการไม้สูงค่าให้ความรู้ปชช.
ด้านนางสุภาพร เกิดพุ่ม ครูผู้เชี่ยวชาญ ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนกุยบุรีวิทยา พร้อมเจ้าหน้าที่จัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับไม้จันทน์หอม ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีมาตั้งแสดงในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนที่มาร่วมพิธี โดยนางสุภาพรเผยว่า โรงเรียนกุยบุรีวิทยาเปิดหลักสูตรท้องถิ่นชื่อรายวิชาจันทร์หอม ไม้มงคลมีค่าที่มีความสำคัญมาก จึงอยากมีส่วนร่วมตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยทำประวัติไม้จันทน์หอม ความสำคัญ ประโยชน์ที่จะนำไปใช้ ซึ่งทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดย ไม้จันทร์หอมเมื่อหมดอายุขัยยืนต้นตายเองตามธรรมชาติ ที่เรียกว่าตายพราย ก็จะมีกลิ่นหอมที่เนื้อไม้ จึงเป็นโบราณราชประเพณี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เลยคิดเอามาประดิษฐ์ทำให้เกิดลวดลายความสวยงามเอามาใช้กับพระมหากษัตริย์ กับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น และใช้ในศาสนาในบางโอกาส ซึ่งกลิ่นหอมของไม้จันทร์หอม เป็นอมตะ แหล่งที่มากที่สุดในประเทศไทยก็คือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดแล้ว และอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง แต่มากสุดที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ซึ่งต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ อุทยานที่ได้ช่วยอนุรักษ์ดูแลเป็นอย่างดี
สื่อเล็งตั้งกองบุญมหาราชา”ภูมิพล”
เวลา 17.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงานรวมใจคนสื่อน้อมเกล้าฯแสดงความอาลัย“พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙” โดยนายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นประธานถวายพวงมาลัย พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า ในนามผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนร่วม 30 องค์กร นอกจากจัดงานวันนี้แล้วยังมีแนวคิดร่วมมือจัดกิจกรรมอื่น อาทิ บริจาคโลหิตในวาระ 100 วันของการสวรรคต โครงการนิทรรศการภาพและเรื่องราวประทับใจของในหลวงกับสื่อ รวมถึงโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อาทิ โครงการ”มหาทานสู่ชาวโลก”ให้สื่อมวลชนร่วมกันผลักดันแนวคิดจัดตั้งกองบุญมหาราชา“ภูมิพล” ระดมทุนให้หน่วยงานสากลที่มีศักยภาพและน่าเชื่อถือนำไปจัดซื้อข้าวจากชาวนาส่งไปบริจาคช่วยผู้ทุกข์ยากทั่วโลก นอกจากเป็นการช่วยชาวนาไทยที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาข้าวแล้ว ยังเป็นมหากุศลช่วยชาวโลกที่ทุกข์ยากหิวโหยอีกด้วย