กสิกรไทยประกาศทุ่ม 5 พันล้านพัฒนาไอที ครองผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797462

 

กสิกรไทยประกาศแผนธุรกิจปีหน้าทุ่ม 5,000 ล้านบาท พัฒนาไอทีหวังครองอันดับ 1 ผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง หลังคนใช้แอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งโตก้าวกระโดด แบไต๋จ่อคิวควบสาขาที่ธุรกรรมน้อย แต่ไม่มีแผนปรับลดพนักงานขณะที่มองเศรษฐกิจอาเซียนสดใส โอกาสการธุรกิจของธนาคารยังมีอยู่

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของธนาคารในปีหน้า 60 ว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อจะสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 4-6% โดยประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.3% ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาครัฐ พร้อมทั้งเตรียมงบ 5,000 ล้านบาท ใช้ในการพัฒนาไอที และร่วมสร้างพันธมิตรใหม่ทั้งสตาร์ทอัพ และฟินเทค เพื่อนำบริการทางการเงินใหม่ๆมาให้บริการลูกค้า เพื่อครองความเป็นผู้นำดิจิทัลแบงกิ้ง โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าแอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งเป็น 7.1 ล้านราย จากปัจจุบันมีอยู่ 5 ล้านราย

“การใช้บริการโมบายแบงกิ้งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วง 9 เดือนแรก มีจำนวนธุรกรรมสูงถึง 1,000 ล้านรายการ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 48.9% จากปี 58 ทั้งปีมีจำนวนธุรกรรม 700 ล้านรายการ และในปี 60 เชื่อว่ายอดการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงก์กิ้งจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ดังนั้นปีหน้าจะมีการพิจารณาควบรวมสาขา โดยสาขาที่มีปริมาณธุรกรรมน้อย ก็จะควบรวมสาขา แต่จะไม่มีนโยบายการปรับลดพนักงาน”

ทั้งนี้ปริมาณการทำธุกรรมการเงินผ่านสาขาในปี 58 ที่ผ่านมา มีการใช้บริการสาขาคิดเป็นสัดส่วน 60% และอีก 40% ใช้บริการช่องทางอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้ง แต่ในช่วงปี 59 มีการใช้บริการสาขาสัดส่วนลดลงเหลือ 35% และใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้งเพิ่มขึ้นเป็น 65% และลูกค้าที่ใช้โมบายแบงกิ้งที่มีอยู่ 5 ล้านราย มียอดการใช้บริการธุรกรรมการเงินสูงถึง 80%

“อย่างไรก็ตาม เรื่องของการปรับลดพนักงานถือเป็นเรื่องอนาคต ยังไม่เกิดขึ้นในปีหน้า แต่หากพนักงานของธนาคารสามารถปรับตัวรองรับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีปัญหาและสามารถอยู่ในธุรกิจธนาคารต่อไปได้ เนื่องจากในปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนกำลังเติบโต มีจำนวนประชากรสูงถึง 530 ล้านคน ดังนั้นโอกาสของการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ยังมีอยู่”

นางสาวขัตติยากล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางธุรกิจข้ามประเทศ กสิกรไทยมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อการรับชำระเงินและการลงทุนแห่งภูมิภาค ด้วยการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับการโอนเงินและชำระเงินข้ามประเทศด้วยสกุลเงินท้องถิ่นในภูมิภาคอาเซียน สนับสนุนการระดมทุนเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงไฟฟ้า ถนน และท่าเรือในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งการควบรวมกิจการ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทไทยและญี่ปุ่น

นางสาวขัตติยายังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า คาดว่าธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ในปี 2560 คือ ธุรกิจก่อสร้าง จากบรรยากาศการลงทุนที่ค่อยๆฟื้นตัว และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ธุรกิจยานยนต์ จากการที่โครงการรถคันแรกทยอยสิ้นสุดลง น่าจะเป็นผลดีต่อยอดขายรถยนต์ในประเทศ ขณะที่การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนมีโอกาสฟื้นตัวโดยเฉพาะตลาดอาเซียนและออสเตรเลีย ธุรกิจบริการสุขภาพ ได้รับอานิสงส์จากกลุ่มลูกค้า Medical Tourism ซึ่งไทยมีความได้เปรียบมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และธุรกิจท่องเที่ยวที่บางตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น อาทิ รัสเซีย และสแกนดิเนเวีย.

 

ปลูก “ข้าวโพด” รุกป่า-พื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797461

 

เกษตรกรร้องพาณิชย์ผู้ส่งออกไม่กล้าซื้อ

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯจะทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ หลังจากที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จ.นครราชสีมา เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนให้ช่วยเหลือ เนื่องจากไม่มีโรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ เพราะเกรงว่าเมื่อนำไปผลิตเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาจทำให้ประเทศผู้นำเข้ากีดกัน เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อม และบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน

สำหรับการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นกำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดนอกพื้นที่เอกสารสิทธิ แต่มีรายชื่อได้รับการช่วยเหลือจากโครงการประกันรายได้เมื่อปี 49 ซึ่งจะขอความร่วมมือให้จังหวัดเป็นผู้รับรองเกษตรกรกลุ่มนี้ และอีกกลุ่มที่ไม่มีรายชื่อในฐานการช่วยเหลือประกันรายได้เมื่อปี 49 จะให้กลุ่มสหกรณ์รวบรวมรายชื่อ จากนั้นกระทรวงจะประสานโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้ามารับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ อาจขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าซึ่งเกษตรกรต้องเข้าใจด้วย หากได้ราคาเท่ากันอาจจูงใจให้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน โดยราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเอกสารสิทธิล่าสุดราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัม กก.ละ 7.30-7.60 บาท ถ้าพื้นที่นอกเอกสารสิทธิจะรับซื้อที่ กก.ละ 6.30-6.60 บาท ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันเกษตรกรเกือบ 90% ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ในจำนวนนี้ 40% บุกรุกป่าสงวน.

 

“วีระศักดิ์” กดดันทิ้งเก้าอี้อธิบดี ชธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797456

 

(อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ปรากฏว่า นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) ได้ยื่นใบลาออกจากราชการต่อนายอารีพงศ์ แต่นายอารีพงศ์ได้ระงับใบลาออกไว้ชั่วคราว คาดว่าเหตุผลส่วนตัวที่นายวีระศักดิ์ขอลาออก อาจมาจากแรงกดดันเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และความล่าช้าในการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชในอ่าวไทย ที่จะหมดอายุสัมปทานให้ผู้ผลิตรายเดิมในปี 2565-2566 รวมทั้งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ล่าช้า

ซึ่งการที่นายอารีพงศ์ยับยั้งใบลาออกของนายวีระศักดิ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวงพลังงาน สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อครบกำหนดตามระเบียบราชการ 30 วัน นายวีระศักดิ์อาจยื่นใบลาออกอีกครั้ง เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์เดิมได้ แม้นายวีระศักดิ์จะมีกำหนดเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค.2561 ก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ได้พยายามติดต่อนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง นายวีระศักดิ์ได้กล่าวชี้แจงสั้นๆว่า ยังทำงานอยู่ ไม่ได้มีการลาออกแต่อย่างใด และจะทำงานในทุกๆด้านอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่านายวีระศักดิ์อาจมีความเครียดและเผชิญกับแรงกดดันจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน เพราะเรื่องที่รับผิดชอบทั้งหมดมีความล่าช้าในการดำเนินงานมาก จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ท่ามกลางข่าวลือว่าจะมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานอีกรอบหนึ่ง

ขณะเดียวกันในส่วนของการคัดเลือกผู้บริหารระดับรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ว่างลง 2 ตำแหน่งนั้น ก็มีกระแสข่าวว่าสร้างความอึดอัดใจให้กับนายวีระศักดิ์ด้วยเช่นกัน โดยผู้ที่ถูกคาดหมายว่า จะมานั่งในตำแหน่งรองอธิบดีทั้ง 2 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายหร่อหยา จันทรัตนา หัวหน้าสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน ที่ก้าวขึ้นมาจากสำนักงานพลังงาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เชี่ยวชาญด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมในภาคใต้ และนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ กระทรวงพลังงาน.

 

ธปท.ผุดไอเดียจัดการหนี้เน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797451

 

จับมือแบงก์ตั้งองค์กรแก้สินเชื่อไม่มีหลักประกัน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจัดตั้งกลไกในการเจรจาหนี้สำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured loan) เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ร่วมกับทางสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการจัดการหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ของสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันของทั้งระบบสถาบันการเงินทั้งหมด ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับหลายประเทศเช่น มาเลเซีย ต่อจากนั้นเมื่อมีกลไกการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งทำให้หนี้เสียลดลงได้แล้ว หลังจากนั้นต้องมีกลไกที่ดูแลไม่ให้คนที่แก้หนี้ไปแล้วหรือประนอมหนี้ได้แล้วไปก่อหนี้เพิ่มขึ้นควบคู่กันไปด้วย เป็นการแก้จิ๊กซอว์ควบคู่กันไปด้วย

“หน่วยงานที่กำลังศึกษานี้ยังไม่สรุปรูปแบบที่ชัดเจน อาจจะเป็นองค์กร หรือหน่วยงานเฉพาะแยกออก ทำให้จากปกติที่การจัดการหนี้ลูกค้าแต่ละคนต้องวิ่งไปทีละธนาคาร ธนาคารเจ้าหนี้เองก็มีหลายราย ใครตามได้เร็วก็ได้หนี้คืนเร็ว หรือถ้าธนาคารไม่ตามเองก็ต้องจ้างคนนอกตามต้นทุนก็อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ส่วนต่างหนี้ที่ได้คืนก็นิดเดียว แต่ต่อไปการปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในศูนย์เดียวกัน เพราะถึงมีหนี้หลายแห่ง แต่มีเงินหมุนเวียนก้อนเดียว ซึ่งเมื่อเจ้าหนี้ทำงานร่วมกันก็จะสามารถหาวิธีการกระบวนการประนอมหนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้จัดตั้งคณะทำงานเสร็จไปแล้ว”

ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมฯได้หารือกับ ธปท.ถึงแนวทางดูแลบริหารจัดการลูกหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยบริหารหนี้ได้มีประสิทธิภาพ และทำให้หนี้เสียลูกค้ากลุ่มนี้ลดลง โดยเบื้องต้นจะเป็นความร่วมมือของสมาชิกสมาคมธนาคาร 15 รายก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปได้ต้นปีหน้า และหากประสบความสำเร็จจะขยายผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์)

“จากนี้จะต้องมีการศึกษารายละเอียดด้านต่างๆ ทั้งเกณฑ์การติดตามลูกหนี้ ซึ่งต้องดูเป็นรายๆไปว่าลูกหนี้แต่ละคนธนาคารไหนจะเป็นเจ้าหนี้หลัก เป็นเจ้าหนี้รอง หรือการเรียกเก็บหนี้จะมาแบ่งกันหรือไม่ รวมถึงผลกระทบต่อรายได้ ค่าธรรมเนียมของธนาคาร ซึ่งต้องมีการหารือรายละเอียดอย่างรอบด้าน”.

 

ไฉนชาวนาไทยถึงจน? เปิดเบื้องหลังราคาข้าวตกต่ำ สู่ทางออกที่ควรจะเป็น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/795822

 

เมื่อย้อนกลับไป 5-30 ปีก่อน ประเทศไทยเคยครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนจะมาเสียตำแหน่งให้กับอินเดียเมื่อปี 2554 ตอนที่เราเริ่มโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ด และในช่วงปี 2551 ราคาข้าวในตลาดโลกถีบตัวขึ้นสูงติดเพดาน โดยข้าวเปลือกพุ่งขึ้นไปสูงกว่า 14,000 บาท แต่แล้วในวันนี้ดูเหมือนจะตรงกันข้าม ราคาซื้อขายข้าวล่วงหน้า เดือนธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ส่งออกข้าวซื้อข้าวสารหอมมะลิกับโรงสีในราคาตันละ 15,800 บาท หรือกิโลกรัมละ 15.80 บาท เมื่อทอนเป็นราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ จะอยู่ที่ตันละ 8,000 บาทเศษ ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี

คำถามคือ…เกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ข้าวในปัจจุบัน?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เชิญแหล่งข่าวนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้เกียรติมาพูดคุยถึงเรื่องข้าว อาหารหลักของคนไทย โดยนักวิชาการท่านนั้น คือ ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร


ราคาข้าวตกต่ำมาจาก 2 สาเหตุ คือ ผลผลิตเยอะ และการบริโภคลดลง
เกิดอะไรขึ้นกับราคาข้าวในปัจจุบัน?

ดร.วิโรจน์ ระบุว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ 1. ผลผลิตเยอะ และสต๊อกข้าวมีมากที่สุดในรอบ 15 ปี โดยในช่วง 2-3 ปีก่อน เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้เกิดภัยแล้งในหลายประเทศ พอมาปีนี้ลานีญากำลังเข้ามาแทนที่ ประเทศอินเดียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกในช่วงหลังได้ข้าวดีที่สุดในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนข้าวในประเทศไทยก็เริ่มดีขึ้นด้วย ทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น และด้วยความที่ตลาดข้าวเป็นตลาดที่เล็กมาก โดยขณะที่ผลผลิตทั่วโลกอยู่ที่ 480 ล้านตัน แต่ที่ส่งออกขายกันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30-40 ล้านตัน เพราะฉะนั้น หากผลผลิตข้าวของโลกเพิ่มขึ้น 10-20 ล้านตันก็กระทบราคาข้าวแล้ว

2. การบริโภคลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าข้าวสาลีมีราคาถูกด้วย และในประเทศไทย รวมทั้งประเทศจีน มีการนำเข้าข้าวสาลีมาใช้เป็นอาหารสัตว์แทนปลายข้าวมากขึ้นด้วย

“ส่วนที่หลายคนเชื่อว่า การไม่ได้กำหนดพื้นที่ในการเพาะปลูกข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวออกมาเยอะนั้น แทบจะไม่เกี่ยว เพราะว่าผลผลิตข้าวในประเทศไทยถือว่าน้อยมาก ประมาณ 4-5% ของผลผลิตโลก เพราะฉะนั้น ถ้ายกตัวอย่างประเทศที่มีผลผลิตข้าวมากที่สุดอย่างประเทศจีน หากผลผลิตเขาเปลี่ยนไปสัก 10% ก็มากกว่าข้าวที่ประเทศไทยส่งออกทั้งปีแล้ว”


ผลผลิตข้าวในประเทศไทยถือว่าน้อยมาก ประมาณ 4-5% ของผลผลิตโลก
กระบวนการกำหนดราคาข้าวมาจากไหน?

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ราคาข้าวส่วนใหญ่จะกำหนดกันในตลาดโลก ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มผู้ขายและนายหน้าระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า International Trader และ International Brokers โดยพวกเขาจะทำหน้าที่แทนประเทศผู้ซื้อ ไปติดต่อผู้ส่งออกในประเทศต่างๆ ว่าต้องการขายข้าวในราคาเท่าไร

จากนั้นก็เสนอราคามาโดยคำนวณจากปัจจัยหลักในการกำหนดราคาข้าว คือ ผลผลิต การบริโภค และสต๊อกข้าว และปัจจัยอื่นๆ เช่น ในแต่ละประเทศชอบกินข้าวอะไร ซึ่งราคาเสนอนี้จะไปกำหนดราคาข้าวให้กับผู้ส่งออกของแต่ละประเทศ และถ้าผู้ส่งออกไปรับราคาจากผู้ซื้อมา พวกเขาจะต้องไปรับซื้อผลผลิตในประเทศในราคาที่ต่ำกว่าที่รับมาเพื่อให้ได้กำไร ถ้าราคาสะท้อนความเป็นจริง ราคาก็จะต่ำลงเป็นทอดๆ แต่หากผู้ส่งออกไปรับออเดอร์ในราคาที่ต่ำเกินไป ขณะที่ผลผลิตในประเทศมีน้อย ราคาข้าวก็อาจจะสูงกว่าออเดอร์ที่พวกเขารับมา และพวกเขาก็จะขาดทุน

“ถ้าถามว่า ราคาทำไมไปกำหนดจากตรงนั้น ประเทศเรากำหนดเองไม่ได้เหรอ คำตอบก็คือ โบรกเกอร์พวกนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศผู้ซื้อ โดยจะไปหาดูว่าในประเทศที่ผลิตข้าวต่างๆ ประเทศใดให้ดีลที่ดีที่สุดให้เขา ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์แต่ละประเทศเป็นอย่างไรด้วย เช่น ในช่วงที่ไทยมีโครงการจำนำข้าว ข้าวไทยแพงหรือหาซื้อได้ยาก เขาก็หันไปซื้อจากประเทศอื่นแทน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้ข้าวหอมประเทศอื่นเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น ถึงแม้ว่าข้าวหอมของเขาอาจจะไม่โดดเด่นเท่าข้าวหอมมะลิเรา แต่สำหรับคนกินข้าวในบางประเทศอาจจะถือว่าไม่ได้แตกต่างกันมาก”


โบรกเกอร์ จะเสนอราคามาให้กับประเทศผู้ส่งออกข้าว โดยคำนวณจากปัจจัยหลักในการกำหนดราคาข้าว คือ ผลผลิต การบริโภค และสต๊อกข้าว
ในอนาคตประเทศไทยสามารถเป็นผู้กำหนดราคาข้าวได้เองหรือไม่?

การกำหนดราคาเองจะทำได้ก็ต่อเมื่อเราไม่ต้องสนใจจะขายข้าวที่เหลือกินเหลือใช้ได้หมดหรือไม่ เพราะถ้าราคาที่เรากำหนดสูงกว่าข้าวประเทศอื่นอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น ข้าวขาวราคาสูงกว่าคู่แข่งเกิน 40-60 เหรียญต่อตัน (ซึ่งส่วนนี้สะท้อนคุณภาพการสีข้าวที่ดีกว่าของเรา) ผู้ซื้อก็จะหันไปซื้อจากประเทศอื่นมากขึ้น ในที่สุด เมื่อมีข้าวเหลือจากการที่ส่งออกไม่ได้ ราคาในประเทศก็จะตกลงอยู่ดี

ที่ผ่านมามีการสมคบคิดของโรงสี ที่มีผลทำให้ราคาข้าวดิ่งหรือไม่?

ดร.วิโรจน์ ตอบอย่างชัดเจนว่า ยาก! … เพราะโรงสีในประเทศไทยมีเยอะมากเป็นหมื่นโรง และการที่จะมานั่งสมคบคิดแบบนี้มันยาก และยิ่งหากไปกดราคาต่ำๆ ขณะที่ผลผลิตมีน้อย เมื่อถึงเวลาก็ต้องแย่งกันซื้อ ส่วนในอนาคตราคาข้าวจะตกต่ำกว่านี้ไหมก็ไม่แน่ แต่ปกติการกำหนดราคาข้าวจะมองเผื่ออนาคตเอาไว้ด้วยแล้ว สมมติว่า โรงสีที่สีข้าวเดือนนี้เพื่อจะขายเดือนหน้า ถ้าเขาคิดว่าราคาข้าวเดือนหน้าจะต่ำกว่าเดือนนี้เขาจะหยุดซื้อ ยกเว้นว่าเขาจะมีออเดอร์อยู่ในมือที่จะต้องรีบส่ง ซึ่งหมายความว่าเขาจะมีกำไรเมื่อคิดจากราคาข้าวเปลือกในขณะนี้ ดังนั้น ถ้าคนเชื่อว่าราคาข้าวในอนาคตจะต่ำลง ก็ย่อมจะดึงราคาข้าวในปัจจุบันให้ต่ำลงด้วยเช่นกัน


เรื่องการสมคบคิดของโรงสีนั้น ดร.วิโรจน์ ตอบว่า ยาก! … เพราะโรงสีในประเทศไทยมีเยอะมากเป็นหมื่นโรง
เกษตรกรขายข้าวเอง จะช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวได้หรือไม่?

นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ เผยว่า ระบบเดิมของเราจะมีข้าวที่สำหรับขายออกสู่ตลาดกับข้าวที่เก็บไว้กินเอง สำหรับข้าวที่เก็บไว้กินเอง เกษตรกรมักจะเอาไปสีกับโรงสีเล็กในพื้นที่ ซึ่งโรงสีจะได้ค่าสีเป็นรำ ปลายข้าว และแกลบ ส่วนต้นข้าว (เมล็ดข้าว) ก็คืนเกษตรกรมา แต่ว่าโรงสีเหล่านั้นมักเป็นโรงสีที่มีคุณภาพต่ำ ส่วนข้าวที่ขายกันในตลาดที่เป็นข้าวถุง จะมาจากโรงสีที่มีคุณภาพสูง มีเครื่องยิงสีราคาเป็นสิบล้านบาท ซึ่งปกติเครื่องสีขนาดเล็กหรือโรงสีขนาดเล็กจะทำคุณภาพระดับนี้ไม่ได้

วิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาคุณภาพข้าวของชาวนาอาจทำได้โดยชาวนาต้องรวบรวมข้าวจำนวนมากพอสมควรไปจ้างโรงสีที่มีคุณภาพสูงสีให้ แต่ในกรณีที่ชาวนาสีข้าวเองหรือใช้โรงสีเล็กที่มีคุณภาพต่ำ แล้วมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่ยอมรับข้าวที่มีคุณภาพการสีต่ำลง ก็อาจจะพอขายได้ แต่ถ้าคิดจะขายตลาดส่งออกก็คงจะยาก และต้องไม่ลืมว่า ต่อให้ขายเองในประเทศได้หมด ก็จะขายได้เพียงครึ่งเดียวของผลผลิตข้าวทั้งหมดที่ประเทศไทยผลิตได้ ที่เหลือจะต้องส่งออกอีกครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพึ่งระบบคนกลาง โรงสี และผู้ส่งออกอยู่แล้ว


ช่วงจำนำข้าวที่ไทยเริ่มสะสมสต๊อกก็อาจจะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวขึ้นบ้างในช่วงแรก เพียงแต่ว่าราคาเริ่มตกตั้งแต่หลังจำนำข้าวผ่านไป 6 เดือน
พิษจำนำข้าวฉุดราคาตกต่ำหรือไม่?

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า โลกเคยเกิดวิกฤตการณ์อาหาร หรือ Food Crisis ในปี 2551-2552 ในช่วงนั้นราคาข้าวเปลือก (ข้าวขาว) พุ่งขึ้นไปถึง 14,000 บาท จากนั้นราคาก็เริ่มลง ต่อมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์มาทำโครงการจำนำข้าว ก็ส่งผลให้ชาวนาในประเทศไทยปลูกข้าวเพิ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ไม่ได้ส่งออกข้าว ทำให้ประเทศอินเดียถือโอกาสที่มีสต๊อกเหลืออยู่ค่อนข้างเยอะก็ปล่อยสต๊อกออกมา หลังจากนั้นสต๊อกข้าวของประเทศไทย 19 ล้านตัน ซึ่งเท่ากับปริมาณส่งออกในยามปกติถึงสองปี ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาตลาดโลกมากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ว่าอย่างไรก็ผลิตข้าวได้เกินพอ ต่างกับอินเดียที่แม้ว่าจะผลิตข้าวเยอะกว่า แต่ก็มีประชากรเยอะมาก บางปีก็ข้าวเหลือ แต่บางปีข้าวก็ขาด ฉะนั้น สต๊อกข้าว 19 ล้านตันในอินเดียจะไม่กระทบตลาดมากเท่าสต๊อกข้าว 19 ล้านตันในประเทศไทย

ช่วงจำนำข้าวที่ไทยเริ่มสะสมสต๊อกก็อาจจะมีส่วนช่วยดึงราคาข้าวขึ้นบ้างในช่วงแรก เพียงแต่ว่าราคาเริ่มตกตั้งแต่หลังจำนำข้าวผ่านไป 6 เดือน หลังจากที่ประเทศอื่นเร่งระบายข้าวออกมาเยอะมาก และวงการข้าวก็ทราบดีว่าประเทศไทยมีสต๊อกข้าวจำนวนมาก ที่ถ้าปล่อยออกมามากๆ เมื่อไหร่ ราคาข้าวก็จะตกลงได้ทันที ซึ่งนี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวอยู่ในระดับที่ต่ำและไม่เคยโงหัวขึ้นมามากตั้งแต่หลังจากที่เราทำโครงการจำนำข้าวได้ประมาณครึ่งปี

แต่อาจจะเป็นโชคดีที่ 2 ปีหลังจากนั้น ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ก็เจอภัยแล้งทั้ง 2 ปี ดังนั้น ผลกระทบจากสต๊อกข้าวของเราจึงมีไม่มากเท่าในปีนี้ ที่ผลผลิตข้าวดีทั้งประเทศไทย อินเดีย และเวียดนามด้วย!


ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร
ทำไมข้าวกล้องที่ไม่ผ่านการขัดสี ถึงมีราคาสูงกว่าข้าวขาวที่ขัดสีแล้ว?

ดร.วิโรจน์ อธิบายว่า ตลาดข้าวกล้องเล็กกว่าและการเก็บรักษาลำบากกว่าข้าวขาว ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษามีต้นทุนสูงกว่าข้าวขาว นอกจากนี้ คนทำก็พยายามทำขายตลาดบน คือตลาดของคนที่มีรายได้สูงด้วย รวมทั้งความเชื่อว่าข้าวกล้องเป็นของดีกว่า กินแล้วสุขภาพดี จึงสามารถตั้งราคาได้สูงกว่าข้าวขาว

สรุปแล้วเกษตรกรจะได้เงินเท่าไร?

ดร.วิโรจน์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยมาก โดยประเภทของข้าวหลักๆ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ข้าวนาปี ที่ปลูกแถวภาคอีสานกับภาคเหนือ ถ้าเป็นหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 350-400 กิโลกรัม และปลูกได้ปีละครั้ง ข้าวหอมมะลิราคาจะดีกว่าข้าวขาว กับข้าวนาปรัง ซึ่งในภาคกลางจะปลูกได้ 2-2.5 ครั้งต่อปี (5 ครั้งใน 2 ปี) และผลผลิตต่อไร่ประมาณ 700-800 กิโลกรัม หรือในแต่ละรอบมีรายได้เกือบ 2 เท่าของข้าวหอมมะลิ ฉะนั้น โดยทั่วไปแล้ว ชาวนาในภาคกลางจะมีรายได้มากกว่าชาวนาในภาคอีสานมากกว่า 1-2 เท่าตัว

“ผมเคยคุยกับชาวนาแถวรังสิต เขาบอกว่า ในปีแรกซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ได้ช่วยอะไรชาวนาในภาคกลาง เขาได้กำไรเฉลี่ยไร่ละ 2,500 บาท เขามีนาทั้งหมด 40 ไร่ ก็จะได้กำไรรอบละ 100,000 บาท 1 ปีก็ได้ 200,000 บาท แล้วเรื่องอะไรที่ผมจะเลิกปลูกข้าว จริงๆ 200,000 บาทต่อปีก็ไม่ถึงกับเยอะมาก และน่าจะรวมค่าเช่าที่ดินอยู่ในนั้นด้วย แต่ชาวนาที่เขามีที่ดินอยู่เขาก็รู้สึกว่าทำนาดีกว่าอยู่เปล่าๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่ที่ได้แบบนั้น ภาคอีสานรายได้อาจจะน้อยกว่านี้”


โดยทั่วไปแล้ว ชาวนาในภาคกลางจะมีรายได้มากกว่าชาวนาในภาคอีสานมากกว่า 1-2 เท่าตัว
ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวทุกคน แต่ทำไมเกษตรกรไทยถึงจน?

นักวิชาการผู้ทำวิจัยเรื่องข้าวมากว่า 30 ปี เผยว่า ประเทศไทยผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมาก และหากดูราคาสินค้าเกษตรแทบทุกตัวช่วง 100 ปีที่ผ่านมาปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ จะพบว่าราคาสินค้าเกษตรเกือบทุกตัวตกลง เหตุผลหลักคือ ประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้นทั่วโลก ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เกษตรกรจำนวนมากพร้อมที่จะรับราคาที่ต่ำลง

“ประเทศไทยผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมาก สมัยก่อนที่ผมเริ่มทำวิจัยเมื่อ 30 ปีก่อน ประเทศไทยก็เป็นเบอร์หนึ่งของโลกในการส่งออกข้าวแล้ว ซึ่งเราส่งออกปีละ 2-4 ล้านตัน แต่ว่าช่วงก่อนจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราส่งออกมากเป็นประวัติการณ์เกือบ 11 ล้านตัน ตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เราส่งออกน้อย แต่ค่าเช่านาของเราเพิ่มเท่าตัว แสดงว่าคนเข้าคิวกันเพื่อทำนามากขึ้น และในความเป็นจริงพื้นที่ปลูกข้าวของเราเพิ่มถึงร้อยละ 10”

นอกจากเราผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้นแล้ว เหตุผลอีกข้อหนึ่งคือ คนไทยกินข้าวน้อยลงด้วย ประเทศไทยก็คล้ายกับญี่ปุ่นที่ชอบบอกว่าข้าวเป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรม 20-30 ปีก่อนเขากินเท่าเราประมาณ 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือ 60 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ของไทยเมื่อ 30 ปีก่อนเรากินข้าวเฉลี่ย 166 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือ 104 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งอีก 20 ปี ข้างหน้าอาจจะเหลือ 60 กิโลกรัมต่อคนต่อปีเหมือนกับประเทศญี่ปุ่นก็เป็นไปได้


ประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้นทั่วโลก ต้นทุนต่อหน่วยลดลง เกษตรกรจำนวนมากพร้อมที่จะรับราคาที่ต่ำลง

ผลผลิตการเกษตรในญี่ปุ่นมีราคาสูง เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ไม่ผูกกับตลาดโลก ซึ่งหมายความว่า ญี่ปุ่นจะผลิตข้าวน้อยกว่าที่เขากินและใช้ เขาจึงนำเข้าข้าวเข้ามาในประเทศ เมื่อข้าวขาดเขาก็สามารถตั้งราคาสูงๆ ได้ ขณะเดียวกัน วิธีการที่ทำให้ข้าวขาดก็คือ กำหนดโควตานำเข้าข้าวไม่ให้สูงมาก และเอาเงินที่เก็บภาษีนำเข้ามาอุดหนุนเกษตรกรได้อีก

ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจำกัดการนำเข้าน้อยเพื่อรักษาราคาให้แพงในตลาด แต่ถ้าปล่อยให้นำเข้าเต็มที่ราคาข้าวที่ญี่ปุ่นก็ไม่แตกต่างจากราคาข้างนอก ส่วนผลผลิตอื่นๆ ขึ้นกับว่านำเข้าหรือไม่ ญี่ปุ่นอยู่ในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากสามารถหารายได้จากทางอื่นได้ดีกว่าเป็นเกษตรกร ขณะที่ ประเทศไทยพอมีโครงการจำนำข้าวคนก็แห่กันไปปลูกข้าวกัน ญี่ปุ่นสามารถตั้งราคาสูงได้เพราะคนทำเกษตรกรน้อย ผลผลิตไม่มาก คนกินมีรายได้สูง คนทำก็มีจำนวนน้อย ก็สามารถตั้งราคาสูงได้ ต่างจากประเทศไทยที่มีคนกินรายได้น้อย คนทำมีจำนวนมาก ผลผลิตเยอะ ส่งออกด้วย


ดร.วิโรจน์ นักวิชาการผู้ทำวิจัยเรื่องข้าวมากว่า 30 ปี
ตอนนี้ราคาข้าวเริ่มต่ำลงแล้ว ควรจะแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าวอย่างไร?

ดร.วิโรจน์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ใครที่คิดว่าปลูกข้าวแล้วไม่คุ้มอย่าไปส่งเสริมให้เขาปลูก คนเมืองหรือชาวนาวันหยุดไม่ควรไปแย่งชาวนาปลูกข้าว เพราะในเมื่อรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรไม่ถึง 1 ใน 10 ก็ไม่ควรจะเก็บคนไว้เกิน 10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีเยอะอยู่แล้ว แล้วยังพยายามดันคนเข้าไปอีก เช่น โครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ก็จะยิ่งทำให้ต้องแบ่งรายได้ที่มีจำกัดกับคนจำนวนมาก ส่งผลให้รายได้ต่อคนลดน้อยลงไป

ส่วนเรื่องการจำกัดพื้นที่การเพาะปลูก สมัยก่อนในภาคกลางจะหาคนที่ทำเกิน 50 ไร่ได้น้อย แต่ปัจจุบันนี้ชาวนาที่ทำเกิน 100 ไร่มีอยู่เยอะมาก และไม่ใช่ที่ดินของตัวเอง โดยส่วนใหญ่จะไปเช่าที่ดินทำกินต่อจากชาวนาที่ทำแล้วไม่กำไรหรือที่ดินที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งคนกลุ่มนี้ที่ทำเกษตรขนาดใหญ่ก็คือชาวนาที่ประสบความสำเร็จ

“เราไม่ต้องไปเรียกให้คนหยุดทำนา แต่อย่าไปโปรโมตให้ทำ คนที่ทำแล้วไม่ได้กำไรเขาก็หยุดเอง อย่าไปโฆษณาชวนเชื่อว่าทำเกษตรดีอย่างนั้นอย่างนี้ เกษตรไม่สามารถเป็นคำตอบสำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้กำไร คนที่จะอยู่ได้คือเกษตรกรที่มีประสิทธิภาพสูงที่พร้อมรับราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำได้ ฉะนั้น ใครทำได้ดีก็ทำไป แต่อย่าพยายามบอกว่า ใครๆ ก็ทำเกษตรได้ หรือควรทำเกษตร เพราะมันไม่ใช่!”


ใครที่คิดว่าปลูกข้าวแล้วไม่คุ้มอย่าไปส่งเสริมให้เขาปลูก คนเมืองหรือชาวนาวันหยุดไม่ควรไปแย่งชาวนาปลูกข้าว
คู่แข่งตลาดค้าข้าวที่สำคัญคือใคร หากพม่ามีผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้เทียบเท่ากับไทย จะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร จะแย่งตลาดส่งออกหรือไม่?

ดร.วิโรจน์ อธิบายว่า ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าธัญพืช (ข้าว ข้าวโพด) พืชหัว (อย่างมันสำปะหลัง) พืชพลังงาน (รวมทั้งอ้อย) หรือแม้แต่น้ำมัน ต่างก็แข่งกันหรือมีผลกระทบซึ่งกันและกัน

นอกจากฝนดีแล้ว สาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ร่วงมากในช่วงนี้ เกิดจากประเทศไทยและจีนนำเข้าข้าวสาลีเข้ามาจำนวนมากใช้ผสมอาหารสัตว์แทนปลายข้าว ข้าวโพด หรือมัน เนื่องจากราคาข้าวสาลีลดลงมาก ซึ่งการนำเข้าก็มีผลกระทบทั้งราคาปลายข้าว (ซึ่งส่งผลต่อไปถึงราคาข้าว) ข้าวโพด และมันสำปะหลัง


สาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ร่วงมากในช่วงนี้ เกิดจากประเทศไทยและจีนนำเข้าข้าวสาลีเข้ามาจำนวนมาก

การมองเรื่องคู่แข่งจึงไม่ใช่แค่ว่าประเทศไหนจะหันมาส่งออกข้าวแข่งกับเราได้มากขึ้นในอนาคตเช่น พม่า กัมพูชา เท่านั้น แม้กระทั่งการปรับตัวของประเทศที่ปกตินำเข้าข้าวอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา ที่พยายามพึ่งตัวเองมากขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวไทยเช่นกัน

และคู่แข่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันสำหรับข้าวก็คือพืชอื่น ดังนั้น การวางนโยบายเกษตรสำหรับอนาคตต้องคิดถึงระบบที่เกษตรกรที่จะยังประกอบอาชีพนี้ต่อไปจะต้องเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงที่สามารถอยู่ได้กับราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มต่ำลงในระยะยาว

“ไม่ใช่ชอบมาคิดกันแบบง่ายๆ แบบ ‘พายเรือในอ่าง’ ว่า ปีไหนข้าวหรือยางราคาไม่ดีก็เรียกไปปลูกข้าวโพด อ้อย หญ้า พืชไถกลบเป็นปุ๋ย หรือปาล์มน้ำมัน หรือมัวติดกับดักอุดมการณ์เกษตร ต้องการเพิ่มจำนวนเกษตรกรโดยการโฆษณาให้คนเมืองหันไปทำเกษตร เป็น ‘คนกล้าคืนถิ่น’ ที่ไปซ้ำเติมโดยการไปแย่งอาชีพ ที่ดิน และรายได้ที่น้อยนิดอยู่แล้วจากเกษตรกรตัวจริงซึ่งในปัจจุบันเกษตรกรก็มีจำนวนมากเกินไปแล้วในชนบท” ดร.วิโรจน์ ฝากทิ้งท้าย.


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ชาวเลอยากเปลี่ยนอาชีพขอกู้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797447

 

“ฉัตรชัย” แสดงจุดยืนแก้ “ไอยูยู” ครม.เปิดทางขยายสินเชื่อประมง

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายโดยให้ปรับหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้ชาวประมงที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นสามารถขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ด้วย จากเดิมกำหนดให้ช่วยเหลือเฉพาะชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่ต้องการเงินไปปรับปรุงเรือประมง หรือเปลี่ยนเครื่องมือการทำประมงและอุปกรณ์ส่วนควบให้ถูกกฎหมาย โดยมีกรอบสินเชื่อตามที่ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 8 มี.ค.2559 วงเงิน 500 ล้านบาท ปัจจุบันมีคนมาเข้าร่วมโครงการแล้ว 129 ราย คิดเป็นวงเงินกู้ 148 ล้านบาท เหลือวงเงินอีก 352 ล้านบาท

“มีชาวประมงจำนวนมากที่ต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อขอสินเชื่อ แต่ไม่ต้องการทำประมงต่อไป โดยต้องการเปลี่ยนอาชีพ เช่น ชาวประมงในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา และชาวประมงในพื้นที่ จ.จันทบุรี จะขอเปลี่ยนอาชีพไปทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง หรือทำปศุสัตว์ รวมทั้งแปรรูปสัตว์น้ำ ครม.จึงอนุมัติหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมชาวประมงที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพได้ด้วย ขณะเดียวกัน ครม.ให้ขยายเวลาโครงการไปสิ้นสุดวันที่ 30 เม.ย.2560 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2559”

ขณะที่การแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเข้าร่วมประชุมระดับผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคเอเชียเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ระดับภูมิภาค ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภูมิภาคเอเชียรวม 7 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา ศรีลังกา สาธารณรัฐเกาหลี องค์การระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว

“ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากเวทีนี้ในการแสดงถึงจุดยืนและความมุ่งมั่นในการร่วมเป็นหนึ่งในประเทศที่กำหนดนโยบายการจัดการความยั่งยืนของทะเลและทรัพยากรประมง โดยเราได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายและปัญหาแรงงานในภาคการประมงเป็นวาระแห่งชาติที่ได้เร่งรัดดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาแรงงานทั้งระบบและในภาคการประมงอย่างต่อเนื่อง”.

 

กองทุนเงินทดแทน ฟื้นชีวิตไม่สิ้นหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/796626

 

คนทำงานโดยทั่วไปทุกคนทราบดีว่าเราถูกหักเงินทุกเดือนเพื่อสมทบ “กองทุนประกันสังคม” ไว้เบิกสิทธิต่างๆ แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้ นั่นคือ “นายจ้าง” ต้องจ่ายเงินสมทบทุน “กองทุนเงินทดแทน” ทุกๆปี เพื่อคุ้มครอง “ลูกจ้าง”…

กรณีได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยที่เกิดมาจากการทำงาน และเป็นการจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ได้ถูกหักเงินจ่ายสมทบเข้ากองทุนนี้ ทำให้ลูกจ้างโดยส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงความสำคัญหรือสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากกองทุนนี้
แสงอุทิตย์ ดวงดอก ชาวกาฬสินธุ์วัย 44 ปี หัวหน้าครอบครัวที่มีความขยันขันแข็ง มีภรรยาและลูก 2 คน คนโตอายุ 25 ปี มีหน้าที่การงานแล้ว ส่วนคนเล็กยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา เขาทำงานเป็นพนักงานบริษัทผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวส่งออกต่างประเทศแห่งหนึ่ง ย่าน อ.บางพลี จ. สมุทรปราการ เช่นเดียวกับภรรยา

นับเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ที่ทำหน้าที่ผสมแป้งบะหมี่และแป้งเกี๊ยว หน้าที่การงานกำลังเติบโตกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าคนงาน นั่นหมายถึงความมั่นคงทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ความหวังที่อยากจะให้ลูกได้เรียนสูงๆ เริ่มสดใส แต่แล้วก็ต้องดับวูบลงไป เมื่อต้องประสบเหตุที่ไม่คาดฝัน

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2558 เวลา 16.20 น. เป็นช่วงเวลาใกล้เลิกงานแล้ว แสงอุทิตย์กำลังเทแป้งผสมน้ำ เปิดมอเตอร์เพื่อคลุกเคล้าส่วนผสมในรอบสุดท้าย มือขวาก็ถูกเครื่องโม่ดูดเข้าไปติดอย่างไม่คาดคิด

เสี้ยววินาทีที่ยังพอมีสติก่อนที่ร่างจะถูกเครื่องดูดเข้าไปด้วย จึงตัดสินใจใช้แขนซ้ายกระชากแขนขวาของตัวเองอย่างสุดแรง ปล่อยให้มือขวาถูกเครื่องโม่บดอัดจนกระดูกแตกเป็นท่อนๆ เลือดเจิ่งนองไปทั่วพื้นโรงงานและเครื่องโม่ เสียงหวีดร้องดังไปทั่วบริเวณโรงงาน ภรรยาวิ่งมาดูเหตุการณ์ถึงกับเป็นลมล้มพับไป

หน่วยกู้ภัยนำร่างที่เต็มไปด้วยเลือดไปส่งที่ รพ.ศิครินทร์ เจ้าของโรงงานมีประกันอุบัติเหตุเครื่องโม่และรับว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการต่อแขน รวมกว่า 2 ล้านบาทให้…หลังจากนอนพักรักษาตัวอยู่ 1 เดือน จึงย้ายไปพักรักษาตัวที่ รพ.สมุทรปราการต่ออีก 4 เดือน เถ้าแก่หมดค่าใช้จ่ายไปอีก 4 แสนบาท

แต่…แขนขวาที่ต่อมาแล้วก็ยังไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากเส้นเอ็นยังมีปัญหา

“พอเกิดเหตุแล้ว ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเหมือนจบสิ้นแล้ว อนาคตที่หวังไว้ก็คงหมดไปด้วย คงทำงานนี้ต่อไม่ได้ เลยตัดสินใจลาออก…แล้วก็ได้รับการติดต่อจากฝ่ายบุคคลของบริษัทให้มาเข้ารับการฟื้นฟูกับศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 1 (จังหวัดปทุมธานี)…มาเดือนแรกยังทำใจไม่ได้ครับ อายไม่กล้าสู้หน้าคนอื่น แต่พอมาเจอเพื่อนบางคนแขนขาดทั้งสองข้างยังช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งอาบน้ำ ซักผ้า ทำให้มีกำลังใจสู้ชีวิตมากขึ้น”

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นฝันร้ายของแสงอุทิตย์ แต่ไม่ถึงกับร้ายที่สุด เพราะเขายังโชคดีเหลือแขนอีกข้างหนึ่งพร้อมทั้งกำลังใจจากครอบครัวที่ทำให้เขาพร้อมก้าวเดินต่อไป

แสงอุทิตย์ บอกว่า ถ้าไม่มีกองทุนเงินทดแทนที่เถ้าแก่จ่ายสมทบไว้ เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่มาถึงวันนี้ได้มั้ย แขนที่ขาดก็คงต่อไม่ได้ ตอนนี้ผมยังได้รับเงินทดแทนกรณีหยุดงาน ได้เบี้ยเลี้ยงในการเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ วันนี้ก็มาพักรักษาตัวเพื่อรอให้จบสิ้นขั้นตอนการรักษา

“โชคดี…ที่ยังได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนเงินทดแทน อยากบอกว่าขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่าประมาท เพียงแค่เสี้ยววินาทีอาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้…อนาคตก็คงจะกลับไปทำเกษตรที่บ้านใน จ.กาฬสินธุ์”

หลายหน่วยงานและหลายองค์กรเห็นถึงความสำคัญสิทธิประโยชน์ของ “กองทุนเงินทดแทน” ที่ลูกจ้างพึงได้รับเมื่อต้องประสบเหตุ วิภาวรรณ บุญอรัญ ฝ่ายบุคคล บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด คุยให้ฟังว่า เป็นนโยบายของบริษัท เมื่อรับพนักงานใหม่เข้ามาทุกคน ฝ่ายบุคคลจะทำการอบรมพร้อมกับแจ้งให้ทราบถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆจากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนที่ทุกคนพึงได้รับหากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน…โดยเฉพาะในส่วนของ “กองทุนเงินทดแทน”

“กองทุนทดแทนที่มีไว้ดูแลผู้ประกันตนกรณีเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยการหยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป…สิ่งเหล่านี้สามารถเบิกได้หมด บริษัทได้จ่ายสมทบให้กองทุนเงินทดแทนเป็นรายปีอยู่แล้ว เราจะย้ำเป็นพิเศษ เพราะบริษัทมีศูนย์กระจายสินค้าให้กับห้างเทสโก้ โลตัส อยู่ถึง 6 สาขา มีพนักงานประจำกว่า 500 คน และทุกครั้งที่มีน้องๆเข้ามาใหม่ ฝ่ายบุคคลจะมีหลักสูตรบรรจุเรื่องนี้ไว้เพื่ออบรมพนักงานใหม่และเป็นหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ”

บริษัทไม่ค่อยได้เจอกรณีบาดเจ็บจากการทำงานมากนัก เนื่องจากมีความเข้มงวดและระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล คอยเช็กสถิติ มีมาตรการป้องกัน มีการอบรมให้ความรู้ มีเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยมาตรวจเช็กทุก 3 เดือน เพื่อให้พนักงานมั่นใจว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย…แม้ว่าจะระวังอย่างมากแล้วก็ตามแต่อุบัติเหตุก็เกิดได้ทุกเวลา

“แต่ถ้าเรามีมาตรการรองรับที่ดี เมื่อเกิดแล้วสามารถดูแลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที จากหนักก็จะกลายเป็นเบา ดูแลจัดการให้พนักงานได้รับสวัสดิการเต็มที่…เห็นด้วยอย่างมากที่รัฐบาลมีกองทุนเงินทดแทนเข้ามาดูแลในส่วนนี้ อยากให้ทุกบริษัทได้ทำความเข้าใจกับพนักงานถึงความสำคัญของกองทุนตรงนี้”

ในประเทศไทย “กองทุนเงินทดแทน” นับเป็นก้าวแรกของการประกันสังคมไทย ที่ให้หลักประกันแก่ลูกจ้างกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากการทำงาน แต่ในเบื้องแรกนั้นยังเป็นประกาศคณะปฏิวัติ กระทั่งมีการตราเป็นพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาบังคับใช้

โดยกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้าง ต้องส่งเงินสมทบเข้า “กองทุนเงินทดแทน” เพื่อคุ้มครองลูกจ้างกรณีประสบอันตราย เจ็บป่วย ทำให้ต้องหยุดงาน สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องจากการทำงาน หรือทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง หรือเพื่อรักษาประโยชน์ให้กับนายจ้าง

โดยเป็นการคุ้มครองตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน ซึ่งมีค่ารักษาพยาบาลวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท

นอกจากเงินของกองทุนเงินทดแทนที่นำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนแล้ว ในแต่ละปีคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้จัดสรรเงินกองทุน 22% มาใช้เพื่อการฟื้นฟูลูกจ้าง และมอบให้สำนักงานประกันสังคมประสานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) ให้ความรู้และรณรงค์ในเรื่องความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงของลูกจ้างในการเกิดอันตรายหรือโรคจากการทำงานให้น้อยลง

เพราะแม้ว่า “กองทุนเงินทดแทน” จะให้สิทธิกับ “ลูกจ้าง” แต่ความจริงสำนักงานประกันสังคมไม่อยากให้ลูกจ้างคนใดมาใช้สิทธินี้เลย

ฝากย้ำประชาสัมพันธ์ให้รู้กันเอาไว้กรณีลูกจ้างประสบอันตรายที่ต้องเข้ารับการฟื้นฟูสามารถส่งเรื่องเพื่อเข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน 5 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย…ภาค 1 (ปทุมธานี) ภาค 2 (ระยอง) ภาค 3 (เชียงใหม่) ภาค 4 (ขอนแก่น) และ ภาค 5 (สงขลา) ขณะเดียวกันยังมีคลินิกโรคจากการทำงานที่คอยดูแลตรวจวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ซึ่งลูกจ้างคนใดที่สงสัยว่าเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน สามารถเข้ารับบริการตรวจวินิจฉัยได้ที่คลินิกโรคจากการทำงานได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ตรวจสอบรายชื่อคลินิกโรคจากการทำงานได้ที่ www.sso.go.th  เมนูดาวน์โหลดหัวข้ออื่นๆ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม โทร. 1506.

 

เบิ้ล!ยอดหักภาษีเที่ยวปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/797446

 

ครม.อนุมัติหักค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็น 30,000 บาท

ครม.อนุมัติมาตรการภาษีให้คนเที่ยวช่วง 1–31 ธ.ค.นี้นำค่าใช้จ่ายไปหักภาษีได้ 15,000 บาท ทำให้ยอดรวมทั้งปีหักภาษีได้ 30,000 บาท ด้านเอกชนปรบมือรัวๆ ช่วยท่องเที่ยวในประเทศที่กำลังซบได้พอดี “บิ๊กตู่” สั่งเข้มตรวจโรงแรมไม่จดทะเบียนตามกฎหมาย หวังมาตรการนี้ช่วยจัดระเบียบ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2559 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและค่าที่พักในโรงแรม สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศระหว่างวันที่ 1-31 ธ.ค.2559 สามารถนำมาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท

“รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา และเดินทางท่องเที่ยวในประเทศด้วย เป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไม่ให้เกิดไหลออกไปนอกประเทศ และนอกจากนั้น ยังเป็นการดึงให้ผู้ประกอบการ มัคคุเทศก์ และโรงแรมให้เข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมายมากขึ้นด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ย้ำในที่ประชุม ครม.ด้วยว่าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจผู้ประกอบการโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกกฎหมายตามที่ช่วงนี้มีข่าวปรากฏให้เห็น”

นายณัฐพรกล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการในลักษณะเดียวกันนี้ สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศ 15,000 บาท ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง 2 มาตรการจะหักภาษีได้ไม่เกิน 30,000 บาท ดังนั้น ใครที่ทั้งปีนี้ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย หากมาเที่ยวในช่วงจนเดือน ธ.ค.นี้ก็จะหักภาษีได้ 30,000 บาท โดยกระทรวงการคลังได้ประเมินว่ามาตรการภาษีในเรื่องนี้จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 150 ล้านบาท แต่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชนและเป็นการส่งเสริมและฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวผลจากการปราบปรามการท่องเที่ยวที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น

ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติที่คาดว่าจะได้รับการพิจารณาในครั้งนี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 29 พ.ย.ยังไม่ได้มีการพิจารณามาตรการช็อปช่วยชาติ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในช่วงต่อไป

ด้านนายภูริวัจน์ ลิ้มถาวรรัตน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จะหารือร่วมกับสมาคมเพื่อหาแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายหลังการออกมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งสมาคมจะนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวตามรอยพระบาทที่จะขายให้กับนักท่องเที่ยวผ่านทัวร์ เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นสัดส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางผ่านกรุ๊ปทัวร์ให้มีสัดส่วนมากขึ้น 10% จากเดิมมีสัดส่วนของกรุ๊ปทัวร์ 30% และเป็นกลุ่มท่องเที่ยวเอง (เอฟไอที) ถึง 70%

“เบื้องต้นมองว่าหากอยากให้มาตรการภาษีเพื่อการท่องเที่ยวได้ใช้จริงจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ครั้งใหญ่โดยอาจจะมีการดึงดาราหรือเซเลบริตี้ชื่อดังมาโปรโมตการท่องเที่ยวในประเทศพร้อมกับลดภาษี และจะต้องโปรโมตอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวเอง และตัดสินใจเลือกโรงแรมที่มีความสวยงาม น่ารัก ซึ่งบางโรงแรมไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้มาตรการภาษีไม่ได้ผลเท่าที่ควร ขณะที่บริษัททัวร์ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้บริการโรงแรมถูกกฎหมายอยู่แล้ว”

ขณะที่นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ภาคเหนือ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศคึกคักขึ้น หลังจากพบว่าเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว แต่อัตราการเข้าพักของคนไทยลดลงจากปีที่ผ่านมา 15% เมื่อมีมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในเดือน ธ.ค.นี้ คาดว่าจะช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวภาคเหนือช่วยให้มีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 90% จากเดิมคาดจะอยู่ที่ 65-75%

“ต้องขอขอบคุณรัฐบาลเป็นอย่างมากที่ออกมาตรการทางภาษีเพื่อมากระตุ้นการท่องเที่ยวในครั้งนี้ ซึ่งมองว่าเป็นช่วงจังหวะโอกาสที่ดีมาก เพราะตรงกับเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาวที่รัฐบาลก็เพิ่มวันหยุดให้ ยิ่งมีมาตรการภาษีออกมาอีกก็จะยิ่งช่วยดึงดูดให้คนวางแผนเที่ยวในประเทศแทนไปท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย และหวังว่าจะได้เห็นมาตรการแบบนี้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อีกครั้ง”.

 

“กทม.”คาดปี 59 ยอดผู้ป่วย“HIV”สะสม 7.8 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250683

ข่าวการเมือง คมชัดลึก, กทม. เผยผู้ป่วยติดเชื้อ HIV, กทมปี, คาดยอดผู้ป่วยHIVสะสม, กทม, คาด, ยอด, ผู้ป่วย, HIV, สะสม, หมื่น, กทมคาดปี, ยอดผู้ป่วยHIVสะสม, หมื่นคน

การเมือง  : 29 พ.ย. 2559

“กทม.”คาดปี 59 ยอดผู้ป่วย“HIV”สะสม 7.8 หมื่นคน

ระบุติดเชื้อรายใหม่เกือบ 3 พันคน ชี้กลุ่มเสี่ยงหน้าใหม่ เด็ก-เยาวชนอายุ 15-24 ปี หนุนใช้ถุงยางฯป้องกันโรค

          29 พ.ย. 59 – ที่โรงภาพยนต์สกาล่า สยามสแควร์ซอย 1 เขตปทุมวัน นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “คนกรุงเทพฯร่วมใจ..รณรงค์ต้านภัยเอดส์ ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ยุติเอดส์ (World Aids Day)” ภายใต้โครงการรณรงค์ลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ เพื่อยุติปัญหาเอดส์ และกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักถึงเรื่องเอดส์สามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอชไอวีได้ มุ่งเน้นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ทาง UNAIDS ได้กำหนดไว้ คือ Getting to Zero ได้แก่ ลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการตายจากเอดส์และการตีตรา รังเกียจผู้ติดเชื้อผู้ป่วยเอดส์ โดยมีนางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกทม. นายวงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย นางมรกต สนิทธางกูร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน หน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เยาวชน รวมทั้งสิ้นกว่า 250 คน เข้าร่วมงาน

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า จากหนังสือสถิติกทม.ปี 2557 ในกรุงเทพฯมีจำนวนประชากรในพื้นที่ 5,692,248 คน เป็นเพศชาย 2,695,519 คน เพศหญิง 2,996,765 คน เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี 1,692,557 คน เป็นเพศชาย 848,661 คน เพศหญิง 814,948 คน โดยคาดการณ์ว่า จากประชากรในพื้นที่ทั้งหมดมีจำนวนกลุ่มประชากรที่เข้าถึงยาก และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีมากกว่ากลุ่มประชากรอื่น ได้แก่ กลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย 77,301 คน ชายขายบริการทางเพศ 3,856 คน สาวประเภทสอง 43,082 คน พนักงานบริการทางเพศหญิง 27,519 คน และผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด 10,155 คน โดยปัจจุบันกทม.ได้ทำการคาดประมาณว่า มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีชีวิตอยู่ในปี 2559 จำนวนทั้งสิ้น 78,080 คน ซึ่งเป็นผู้ติดที่เชื้อเอชไอวีรายใหม่ จำนวน 2,289 คน เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี จำนวน 1,248 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 54.5 และเสียชีวิตถึง 2,409 คน

          นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากผลการเฝ้าระวังความชุกการติดเชื้อเอชไอวีในพื้นที่กรุงเทพฯในปี 2558 ที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มพนักงานบริการทางเพศหญิงในสถานที่สาธารณะติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 3.7 พนักงานบริการทางเพศหญิงในสถานบริการ ร้อยละ 1.1 กลุ่มชายที่มาตรวจรักษากามโรค ร้อยละ 4.4 และกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ร้อยละ 16.4 ในขณะที่การติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรทั่วไป มีความชุกในการติดเชื้อเอชไอวี ร้อยละ 0.9 ส่วนในปี 2559 ทำการเฝ้าระวังการติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย พบว่ายังคงมีความชุกของการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าประชากรกลุ่มอื่นอยู่ที่ร้อยละ 19.5 กลุ่มชายขายบริการ ร้อยละ 13.3 และกลุ่มสาวประเภทสอง ร้อยละ 12 อย่างไรก็ตาม กทม.ให้ความสำคัญกับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยรณรงค์การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งกับทุกคน รวมทั้งรณรงค์ผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้กระจายความรู้สู่ประชาชนให้มากที่สุด

“เอดส์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ เกิดจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 2,289 คน โดยเฉลี่ยประมาณวันละ 6 คน นับเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกคนควรให้ความสำคัญดูแลและป้องกันตนเอง วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดการใช้ถุงยางอนามัย จึงขอให้ทุกคนร่วมมือกันลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้ได้ เพื่อเป็นการยุติปัญหาเอดส์ให้หมดไปโดยเร็ว ” รองผู้ว่าฯกทม. กล่าว

 

CRSP ร้องยุติดำเนินคดี “ด.ช.ชาวโซมาเลีย” ลี้ภัยเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250682

ผู้ลี้ภัยหนีเข้าไทย, หนี, ผู้ลี้ภัย, CRSP ร้องยุติดำเนินคดี ด.ช.ชาวโซมาเลีย ผู้ลี้ภัยหนีเข้าไทย, ข่าวการเมือง คมชัดลึก, CRSP, ร้อง, ยุติ, ดำเนินคดี, ชาว, โซมาเลีย, ลี้ภัย, เข้า, ไทย, ร้องยุติดำเนินคดี, ดชชาวโซมาเลีย, ลี้ภัยเข้าไทย, CRC, Op-CRC, คณะกรรมการ

การเมือง  : 29 พ.ย. 2559

CRSP ร้องยุติดำเนินคดี “ด.ช.ชาวโซมาเลีย” ลี้ภัยเข้าไทย

CRSP เรียกร้อง รบ.ยุติการดำเนินคดีกับ “ด.ช.ชาวโซมาเลีย” วัย 16 ปี ผู้ลี้ภัยหลบหนีความรุนแรงเข้ามายังประเทศไทย

           เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (Coalition for the Rights of Refugees and Stateless Persons–CRSP) ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นหนึ่งในสมาชิกเครือข่าย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐยุติการดำเนินคดีกับผู้ลี้ภัยเด็กที่หลบหนีความรุนแรง ว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย.) ด.ช.โมฮัมหมัด (นามสมมติ) อายุ 16 ปี สัญชาติโซมาเลีย จะถูกอัยการฟ้องด้วยข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงราย แม้ว่าเด็กชายโมฮัมหมัดจะได้รับสถานะเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว

ด.ช.โมฮัมหมัด หลบหนีออกมาจากโประเทศโซมาเลียเข้ามายังประเทศไทย เมื่ออายุ 13 ปี ด.ช.โมฮัมหมัดสูญเสียบิดาและมารดาเนื่องจากสงครามภายในประเทศโซมาเลีย และได้อาศัยอยู่กับย่า จนเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 กลุ่มติดอาวุธในประเทศโซมาเลียบุกเข้ามาในชุมชนที่เขาอาศัยอยู่และบังคับให้เขาต้องเข้าร่วมกลุ่ม เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากโซมาเลียและถูกขบวนการชักนำพาเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย แต่ ด.ช. โมฮัมหมัด ได้ดำเนินการขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ สำนักงานประเทศไทย และเข้าเรียนในโรงเรียนของไทยระหว่างรอการเดินทางไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตารวจจับกุมในเดือน ก.พ.2559 ที่จังหวัดเชียงราย ขณะเดินทางกลับจากการร่วมงานกิจกรรมฟุตบอลของโรงเรียน และถูกควบคุมตัวในสถานพินิจฯ เชียงราย ในเดือนมี.ค. 2559

แม้ว่า ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาและพิธีสาร ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย แต่ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็ก (“CRC”) และพิธีสารเลือกรับฯ เรื่อง ความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (“Op-CRC”) ซึ่งภายใต้พันธกรณีดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิเด็ก (“คณะกรรมการ”) ได้ออกความเห็นทั่วไปฉบับที่ 11 (ค.ศ.2009) โดยเฉพาะย่อหน้า 68 ซึ่งให้คาแนะนาว่ารัฐภาคีต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษและให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่เด็กซึ่งพลัดถิ่นหรือกลายเป็นผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ตามรายงานของคณะกรรมการเกี่ยวกับสิทธิเด็กในบริบทของการย้ายถิ่นระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2555 คณะกรรมการมีความเห็นว่าการควบคุมตัวหรือกักตัวเด็ก อันเนื่องมาจากสถานภาพการเข้าเมืองของเด็กหรือของผู้ปกครองเด็กเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและถือว่าเป็นการขัดต่อหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กไม่ว่าในกรณีใด

            ความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบของกฎหมายในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยมาตรา 22 และ มาตรา 32 กาหนดให้รัฐปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่าในกรณีใดโดยคานึงถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสาคัญ และเด็กที่สมควรได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพคือเด็กที่เสี่ยงต่อการได้รับอันตรายและเด็กที่อยู่ในสภาพยากลำบาก

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศดังกล่าว ด.ช.โมฮัมหมัด มีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองเนื่องจากเหตุผลและข้อเท็จจริงข้างต้น แต่ในทางตรงข้าม เขากลับกำลังถูกอัยการเชียงราย ดำเนินคดีในวันที่ 30 พ.ย. 2559 นี้ ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 อันเนื่องจากการเข้าเมืองที่ไม่ถูกต้อง

เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย

1. ให้ยุติการจับกุม กักตัว กักขัง และดำเนินคดีกับผู้ลี้ภัยเด็กและเด็กต่างด้าว ดังเช่น ด.ช.โมฮัมหมัด ในข้อหาตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

2. ให้หลักประกันทางกฎหมายในการคุ้มครองเด็กกลุ่มดังกล่าวตามหลักการในอนุสัญญา ว่าด้วยสิทธิเด็กและพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง สิทธิในการได้รับการความเหลือทางมนุษยธรรม ประโยชน์สูงสุดของเด็ก และการกลมกลืนกับสังคมในชุมชน

3. ให้ทบทวนแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้มีความสอดคล้องกับหลักการที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิเด็ก