สมเด็จพระบรมฯพระราชทานอาหาร ให้พสกนิกรที่สนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242226

สมเด็จพระบรมฯพระราชทานอาหาร ให้พสกนิกรที่สนามหลวง

สมเด็จพระบรมฯพระราชทานอาหาร ให้พสกนิกรที่สนามหลวง

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 13.57 น.

29 ต.ค.59 ที่บริเวณเต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศใต้ ฝั่งตรงข้ามประตูมณีนพรัตน์ พระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้พระราชทานอาหาร ผลไม้ ขนมหวาน น้ำดื่ม โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารในกองงานส่วนพระองค์ฯ และหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำมาแจกจ่ายประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กองงานในพระองค์ฯ เปิดเผยว่า เนื่องจากเป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพ คาดว่าจะมีประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงได้เพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับประชาชน โดยเพิ่มในส่วนของอาหารทุกมื้อตั้งแต่เช้า กลางวัน และเย็น รอบละ 4,000 ชุด โดยอาหารพระราชทานแต่ละมื้อนั้นล้วนเป็นอาหารจากร้านเด็ดดังในกรุงเทพฯ โดยช่วงเช้าจะเป็นเส้นหมี่กระเพาะปลา มื้อกลางวัน ขนมจีบ ซาลาเปา ผัดไทยกุ้งสดแบล็คแคนยอน ส่วนอาหารว่างที่บริการในช่วงบ่ายก็ยังคงเป็นขนมไทยหลากชนิดเช่นทุกวัน และมื้อเย็นเป็นข้าวราดพะแนงไก่ – หมู ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (30 ต.ค.) ได้เตรียมอาหารพระราชทานไว้อีกจำนวนรอบละ 4,000 ชุดเช่นกัน ประกอบด้วย มื้อเช้า เป็นโจ๊กหมู – ตับ นมหนองโพ มื้อกลางวัน แกงส้ม ขนมจีบ ซาลาเปา และมื้อเย็นเป็นผัดไทย ไข่พะโล้ ไว้บริการประชาชน

‘ม.ล.ปนัดดา’แจกข้าวพันธุ์ดี’พอเพียง’ เทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งข้าว(ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242213

'ม.ล.ปนัดดา'แจกข้าวพันธุ์ดี'พอเพียง' เทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งข้าว(ประมวลภาพ)

‘ม.ล.ปนัดดา’แจกข้าวพันธุ์ดี’พอเพียง’ เทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งข้าว(ประมวลภาพ)

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 11.08 น.

29 ต.ค.59 เวลา 08.00 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีหลากหลายพันธุ์บรรจุซองโดยมีกระดาษเขียนคำว่า “พอเพียง” อยู่ถายใน จากกรมการข้าวจำนวน 10,000 ชุด มาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ บริเวณทางออกระหว่างประตูศรีสุนทรและประตูเทวาภิรมย์

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงได้รับการเทิดพระเกียรติให้ทรงเป็นพระบิดาแห่งข้าวไทย และทรงเป็นนักพัฒนาพันธุ์ข้าว จากที่ได้เลือกนำพันธุ์ข้าวมาแจกจ่ายในวันนี้เพราะข้าวเป็นหัวใจหลักของเกษตรกร โดยในซองมีคำว่าพอเพียง ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกและพระองค์ยังคงทรงประทับอยู่ในจิตใจของพวกเราทุกคนซึ่งประชาชนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนยังโศกเศร้าร้องไห้ตื้นตันใจที่ได้มีโอกาสมาถวายสักการะพระบรมศพ

ม.ล.ปนัดดา กล่าวอีกว่า ระยะเวลากว่า 37 ปี ที่ทำงานถวายพระองค์ท่าน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มาโดยตลอด พระองค์ทรงเป็นพระบิดานักปกครองผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องความดีงาม ให้คนไทยได้เรียนรู้อย่างชัดเจน ทั้งความซื่อสัตย์สุจริต อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนชาวไทยและต่างประเทศ ทำให้ได้เห็นพระจริยวัตรอันงดงาม อยากให้ทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามพระราชปณิธานของพระองค์ ช่วยกันก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ในเรื่องการทรงงานราชการทรงเป็นต้นแบบ ทรงไม่ถือพระองค์ ไม่เคยทรงกริ้วใคร ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยให้แก่เหล่าผู้ถวายงานและประชาชน

ด้านนางสาวนนทิญา ครัวจตุรัส อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่ทันตสาธารณสุข รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ต.สลุย อ.ท่าแซะ จ.ขุมพร กล่าวภายหลังเข้าถวายสักการะพระบรมศพ กล่าวด้วยความโศกเศร้า ว่า เสียใจมากเมื่อรู้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคต รู้อยู่ว่าวันหนึ่งเหตุการณ์นี้จะมาถึงแต่ก็ทำใจยาก อยากจะมาร่วมแสดงความอาลัยในวันแรก ๆแต่ตนเป็นข้าราชการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ และวันนี้ได้มีโอกาสมาถึงตอน 06.00 น.รู้สึกดีใจว่าจะได้มีโอกาสเข้าถวายสักการะ

“ความรู้สึกขณะที่ขึ้นไปกราบพระบรมศพ ตอนนั้นพูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ แต่คิดว่าคนไทยทุกคนที่มาวันนี้เป็นเหมือนๆกัน คือเศร้าโศกเสียใจ และซาบซึ้งใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนกับเรา ในฐานะข้าราชการคนหนึ่งได้น้อมนำพระราชดำรัชของพระองค์มาปฏิบัติในการดูและประชาชน ให้ได้รับสิทธิเข้าถึงบริการด้านสุขภาพทุกรูปแบบ ทำงานด้วยความภาคภูมิใจและเต็มใจสมกับเป็นลูกพ่อของแผ่นดิน ทั้งนี้ จะนำภาพพระบรมโกศที่ได้รับวันนี้ไปใส่กรอบบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล”

 

เจ้าหน้าที่ยกเลิกแจกบัตรคิว ถวายบังคมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242210

เจ้าหน้าที่ยกเลิกแจกบัตรคิว ถวายบังคมพระบรมศพ

เจ้าหน้าที่ยกเลิกแจกบัตรคิว ถวายบังคมพระบรมศพ

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 10.22 น.

29 ต.ค. 59 พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 เปิดเผยถึงแผนการแจกบัตรคิวให้กับประชาชนที่เดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ว่าจากการประเมินพบว่ามีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องจัดระบบการดูแลใหม่ โดยจะไม่มีการแจกบัตรคิวตามแผนที่วางไว้ แต่จะให้เจ้าหน้าที่ทหารจัดระเบียบ ตรวจดูเครื่องแต่งกาย และความพร้อมของประชาชนก่อนจะเข้าไปภายในบริเวณสนามหลวงฝั่งเหนือ โดยจะจัดให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพ รอบละ 70 คน และจะปิดในเวลา 21.00 น. หรือจนกว่าสำนักพระราชวังจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พสกนิกรทั่วสารทิศหลั่งไหล สักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศวันแรก (ประมวลภาพ)

พสกนิกรทั่วสารทิศหลั่งไหล สักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศวันแรก (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242204

พสกนิกรทั่วสารทิศหลั่งไหล สักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศวันแรก (ประมวลภาพ)

พสกนิกรทั่วสารทิศหลั่งไหล สักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศวันแรก (ประมวลภาพ)

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.49 น.

29 ต.ค. 59 เมื่อเวลา 07.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วย คุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาองค์โตในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 16 จากนั้นทรงวางพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ทรงกราบ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนวารเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสมภังค์ แสดงปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงข้างเดียว ที่หน้าพระแท่นนพปฏลมหาเศวตฉัตร พระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 28 ต.ค จากนั้นถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม ก่อนเสด็จกลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 59 เป็นต้นไป เวลา 08.00-21.00 น. ทุกวัน (ยกเว้นช่วงมีพระราชพิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท) นั้น

เช้าวันนี้ มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อจองบัตรคิวในการเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้เป็นที่รักและศรัทธายิ่งของปวงชนชาวไทย โดยบางคนเดินทางมาตั้งแต่เย็นของวันที่ 28 ต.ค. เพื่อจองคิวให้ได้เข้าถวายสักการะเป็นคนแรก ๆ ถึงแม้เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาจะมีฝนตกลงมาเป็นระยะๆ ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความศรัทธาอันแรงกล้าของปวงพสกนิกรชาวไทยทีมีต่อพ่อแห่งแผ่นดิน

สำหรับบรรยากาศของการสักการะพระบรมศพเป็นไปด้วยความเศร้าโศกและยังคงมีเสียงสะอื้นไห้ด้วยความอาลัยของพสกนิกร หลายคนถือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในพระอิริยาบถต่างๆ ไว้แนบอก พร้อมตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าดวงพระวิญญาณว่าหากเกิดชาติหน้าขอได้เป็นข้ารองพระบาท

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 05.15 สำนักพระราชวัง ได้เปิดให้พสกนิกนเข้าถวายสักการะพระบรมศพแล้ว เนื่องจากมีประชาชนมารอจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในวันนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพพระบรมฉายาลักษณ์ แก่พสกนิกรทุกคนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ เพื่อให้ประชาชนเก็บไว้เป็นที่ระลึกต่อไป เป็นภาพพระบรมโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สี่สี ขนาด 5X7 นิ้ว ด้านหลังของภาพพิมพ์ตัวหนังสือมีข้อความหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (7 วัน) ระหว่างวันที่ 19 – 20 ตุลาคม 2559 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) ระหว่างวันที่ 27-28 ตุลาคม 2559

นายกล้า ลอดสันเที๊ย ชาว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่ได้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือขณะที่ถือพระบรมฉายาลักษณ์ ว่า ตนเดินทางมาพร้อมครอบครัว มาถึงเต็นท์ที่นั่งรอตั้งแต่เวลา 21.15 น. ของวันที่ 28 ตุลาคม 59 ถึงแม้ฝนจะตกหนักแต่ก็ไม่ท้อ เพราะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่อยากมาแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน เพราะทรงช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่เคยทรงคิดถึงพระองค์เองเลย ไม่ว่าจะเป็นถิ่นทุรกันดารทั้งขึ้นภูเขาข้ามลำห้วยลำบากเพียงใดก็ไม่ทรงท้อ  ด้วยเหตุนี้ตนเองและครอบครัวจึงตั้งใจอยากมาร่วมส่งพระองค์สู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ขณะที่ นางกมลวรรณ สุขเขียว อายุ 59 ปี ซึ่งเดินทางมาจาก อ.ศาลายา จ.นครปฐม ตั้งแต่ 17.00 น. ของวันที่ 28 ต.ค. ซึ่งได้เข้าถวายสักการะหน้าพระบรมศพเป็นกลุ่มแรกของวันนี้ เล่าว่า ตนได้มาลงนามถวายความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลฯ ที่ศาลาสหทัยฯ 4 ครั้ง และตั้งใจแต่แรกว่าวันนี้จะเดินทางมาเพื่อเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ ถึงต้องรอนานขนาดไหนหรือต้องตากฝนตากแดดก็ไม่ท้อ เพราะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงลำบากเพื่อประชาชนมามากกว่าเราหลายพันเท่า

“พระองค์สวรรคต 16 วันแล้ว แต่ตอนที่ขึ้นไปกราบใกล้ๆ พระบรมโกศรู้สึกใจหาย น้ำตาไหล ไม่อยากให้ทรงสวรรคต อยากให้พระองค์ท่านอยู่กับประชาชนไปนานๆ อย่างที่ทรงสัญญาไว้ว่าจะทรงอยู่ถึง 120 ปี แต่ถึงแม้พระองค์จะไม่อยู่แล้ว ก็จะขอน้อมนำพระราชดำริเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้โดยอยู่อย่างพอกินพอใช้ และรู้จักประมาณตน” นางกมลวรรณ กล่าวทั้งน้ำตา แห่งความอาลัย

ด้าน นางประกอบ รักษาแก้ว อายุ 50 ปี ชาวเขาโล อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า รู้สึกเสียใจมากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต วันนี้ตนเดินทางมาพร้อมชมรมลูกเสือชาวบ้าน 200 คน ตั้งใจมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ และจะปฏิบัติตนเป็นคนดีช่วยเหลือสังคม และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามที่พระองค์สอนไว้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่ยกเลิกแจกบัตรคิว ถวายบังคมพระบรมศพ

เปิดสักการะพระบรมศพ หมื่นคนต่อวัน เบื้องหน้าพระบรมโกศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242191

เปิดสักการะพระบรมศพ  หมื่นคนต่อวัน  เบื้องหน้าพระบรมโกศ

เปิดสักการะพระบรมศพ หมื่นคนต่อวัน เบื้องหน้าพระบรมโกศ

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เปิดสักการะพระบรมศพ

หมื่นคนต่อวัน
เบื้องหน้าพระบรมโกศ

พสกนิกรตั้งใจรอคิววันแรก

ปักหลักค้างคืนสนามหลวง

ย้ายจุดรับบัตรไปฝั่งศาลฎีกา

สปน.เล็งแจกข้าวถุงที่ระลึก

เมื่อเวลา 11.03 น.วันที่ 28 ตุลาคม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวันที่สิบห้าของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวันที่สองของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร ครบรอบวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 15 วัน

ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อน สวดถวายพรพระ จบ ทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา เจ้าพนักงานนิมนต์พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ขึ้นนั่งยังอาสนะ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ถวายพระธรรมเทศนา แสดงพระธรรมเทศนา

ต่อมา พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร แสดงพระธรรมเทศนา ถวายพระธรรมเทศนาจบ พระ 4 รูป สวดธรรมคาถา จากนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประเคนจตุปัจจัยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา แล้วทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์อีก 89 รูป เท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา เสด็จฯกลับ

“สมเด็จพระเทพฯ”เสด็จฯ

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 06.59 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชทานฉันเช้าแด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบหน้าพระบรมศพ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร หน้าพระแท่นภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาส และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ทั้งนั้นสดัปกรณ์ ถวายอนุโมทนา แล้วเสด็จฯทรงจุดธูปเทียนกระบะมุขหน้าเตียงพระพิธีธรรม เพื่อสวดพระอภิธรรมชุดแรกของวัน แล้วเสด็จฯกลับ

ยอดลงนามอาลัย15วัน 4.7แสนคน

ส่วนบรรยากาศบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอเข้าแถวถวายสักการะและลงนามแสดงความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าสักการะและลงนามสมุดหลวงแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นวันสุดท้าย ก่อนเปิดให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม เวลา 08.00-21.00น.ทุกวัน โดยวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายสักการะตั้งแต่เวลา 07.50น.

กระทั่งเวลา 16.00 น.สำนักพระราชวังปิดให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ รวมมีประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพจำนวน 44,143 คน รวมตั้งแต่วันที่ 15-28 ตุลาคมมีทั้งสิ้น 475,209 คน สำหรับยอดเงินที่ประชาชนถวายร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลวันนี้มีทั้งสิ้น 1,531,038 บาท รวมยอดเงินถวายทำบุญตั้งแต่วันที่ 14-28 ตุลาคมมีจำนวน 11,465,297.25 บาท

ปักหลักค้างสนามหลวงรอคิว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนบางส่วนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ได้เข้าสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงความชัดเจนในการแจกบัตรคิวเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศในวันที่ 29 ตุลาคมวันละ 10,000 คน พอทราบว่าเจ้าหน้าที่จะเปิดให้รับบัตรคิวตั้งแต่เวลา 08.00 น. หลายคนปรับแผนนอนค้างคืนที่สนามหลวง เพื่อจะได้เป็น 1 ใน 10,000 คน

เมนูพระราชทานข้าวเหนียวหมู-ผัดไท

ส่วนที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ข้าราชบริพารในกองงานส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมารและหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ นำอาหารมาแจกให้ประชาชนที่เดินทางมาลงนามแสดงความอาลัยที่ศาลาสหทัยสมาคม โดยเมนูอาหารพระราชทานวันนี้ มื้อเช้า เป็นข้าวเหนียวหมูปิ้ง มื้อเที่ยง ข้าวเป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวหมี่ปลา ส่วนมื้อเย็น เป็นผัดไท

เพิ่มปริมาณอาหารรอบละ5-6พันชุด

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า สำหรับวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมาจำนวนมาก จึงเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นในส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็น รอบละ 5-6 พันชุด โดยช่วงเช้าเป็นเส้นหมี่กระเพาะปลา มื้อกลางวัน ขนมจีบซาลาเปา ศิริวรรณ ผัดไทยกุ้งสดแบคแคนยอน ส่วนอาหารว่างช่วงบ่าย เป็นขนมไทยหลากชนิด พร้อมน้ำสมุนไพร และมื้อเย็น เป็นข้าวราดพะแนงไก่-หมู นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมฯทรงห่วงใยสุขภาพและสภาวะจิตใจของพสกนิกรจึงรับสั่งให้แผนกแพทย์ในพระองค์เข้าไปสมทบกับกองแพทย์หลวงอีกจำนวนหนึ่ง โดยการตั้งเต้นท์คอยดูแลรักษาประชาชนที่ล้มป่วย บริเวณประตูวิมานเทเวศร์ ตรงข้ามลานจอดรถกองพระราชพิธี

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯพระราชทานแพทย์

วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่มูลนิธิ 5 ธันวามหาราชเปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากรพ.จุฬาภรณ์มาให้บริการประชาชน โดยจะให้บริการทุกวันจันทร์ พุธและศุกร์ โดยเฉพาะวันที่ 29 ตุลาคมที่คาดจะมีพสกนิกรมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพจำนวนมาก จึงอาจเสริมกำลังหน่วยแพทย์จากรพ.วิชัยยุทธเพื่อให้บริการทั่วถึง นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่นำอาหารและเครื่องดื่มพระราชทานมาแจกพสกนิกรที่มาร่วมถวายความอาลัยด้วย 3 มื้อ อาทิ ข้าวหมูทอดกระเทียม ข้าวทอดมันปลากราย และน้ำผลไม้กล่องพร้อมดื่มของดอยคำ

ทูตจีนร่วมแจกอาหารที่สนามหลวง

ส่วนที่สนามหลวง นายหนิง ฟุ่ ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมภริยา นำเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครทูตจีนประจำประเทศไทยตั้งเต็นท์แจกอาหารให้ประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัยพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแซนวิชกับน้ำผลไม้ 5,000 กล่อง โดยนายหนิง ฟุ่ ขุย กล่าวผ่านล่ามแปลภาษาว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีมิตรไมตรีและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประธานาธิบดีและชาวจีนอย่างดีเยี่ยม ทางสถานทูตจีน ซึ่งมีตนเป็นตัวแทนของชาวจีน ขอแสดงความเสียใจกับคนไทยทุกคน เราก็เหมือนพี่น้องกันจะจับมือกันไว้แล้วก้าวผ่านไปให้ได้ จะคอยให้กำลังใจเสมอ เมื่อคนจีนทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ต่างโศกเศร้าสลดกับเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่แพ้คนไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่นับถือของตนและชาวจีน

พร้อมรับคลื่นพสกนิกร29ตค.

ขณะที่หลายหน่วยงานซักซ้อมความพร้อมรองรับคลื่นมหาชนที่จะเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังสำนักพระราชวังออกประกาศกรณีมีพระราชทานพระราชานุญาตให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป เวลา 08.00-21.00 น.ของทุกวัน

โดยพล.อ.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.)แถลงหลังประชุม กอร.รส.)ประจำวันว่า ทุกหน่วยงานพร้อมรับประชาชนที่เดินทางกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทวันที่ 29 ตุลาคมเป็นวันแรก ทั้งการอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการการจราจรโดยรอบ คาดว่าวันแรกประชาชนเดินทางมาจำนวนมาก

แนะทยอยมายังมีเวลาอีก1ปี

สำหรับการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพที่สำนักพระราชวังกำหนดจำนวนวันคือ วันละ 10,000 คน ใช้ระบบแจกบัตรคิว 1 คนต่อ1บัตร แต่จะประเมินสถานการณ์และปรับแผนให้เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้เข้ากราบพระบรมศพได้ทุกคน ยืนยันว่าการจัดระบบบัตรคิวจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ อยากให้ประชาชนทยอยเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ เพราะยังมีเวลาอีก 1 ปี ไม่ใช่ 100 วันตามที่มีกระแสข่าว

ย้ายจุดรับบัตรคิวไปฝั่งศาลฎีกา

พล.อ.พงษ์สวัสดิ์ยังกล่าวถึงการจัดคิวให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพว่า เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอนาน รับคิวแล้วสามารถออกไปผ่อนคลายได้ไม่ต้องนั่งรอคิวทั้งวัน ทั้งนี้ ขอให้ฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่จะได้ไม่ช้า สำหรับวันที่ 29 ตุลาคมจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องต้นเฉลี่ยวันละ 7,000-10,000 คน รวมคนที่กระทรวงมหาดไทยจัดมาจากต่างจังหวัด 3,000 คน ซึ่งจะเป็นคนที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาเอง ทางกอร.รส.จะประเมินจำนวนคนที่ให้เข้าเคารพพระบรมศพต่อวัน ทั้งนี้ กอร.รส.จะเปลี่ยนจุดรับบัตรคิวจากเดิมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป

“วันที่ 29 ตุลาคม สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าเคารพพระบรมศพตั้งเเต่เวลา 08.00-21.00 น. ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะมีพระราชพิธี 4 รอบ เมื่อหักเวลาพระราชพิธีออกไปแล้วจะเหลือเวลาในการเข้าถวายสักการะ 8 ชั่วโมง ซึ่งจากการคำนวณของเจ้าหน้าที่ในเบื้องต้นรอบละ 70 คน ใช้เวลา 5 นาที ดังนั้น 1 ชั่วโมงจะได้ 840 คน เมื่อรวม 8 ชม.จะได้ 6,720 คน และอาจขยายเวลาให้ยืดหยุ่นเพิ่มเติมเพื่อรองรับประชาชนให้ได้ 10,000 คนต่อวัน”พล.อ.พงษ์สวัสดิ์กล่าว

แจงขั้นตอนถวายสักการะ

ก่อนหน้านี้ สำนักพระราชวัง ออกประกาศแจ้งเส้นทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า หลังจากนั้นเมื่อรับบัตรคิวแล้ว ให้ตั้งแถวรอเข้าเขตพระบรมมหาราชวัง 4 แถว อาจใช้เวลา 3 ชั่วโมงหลังรับบัตรคิว จึงแจ้งให้ประชาชนเตรียมหมวก แว่นกันแดด ร่ม เสื้อกันฝน รวมถึงยารักษาโรคประจำตัว ยาดมและน้ำดื่มระหว่างเข้าแถว โดยเปิดให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรีผ่านประตูพิมานไชยศรี เลี้ยวขวาไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถึงประตูกำแพงแก้วด้านตะวันออกของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดแถวเพื่อให้ประชาชนเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ จากนั้นให้เดินผ่านประตูกำแพงแก้วด้านตะวันออก เพื่อขึ้นสู่พระที่นั่งฯ ด้านมุขตะวันออกของพระที่นั่ง และถวายสักการะพระบรมศพ

กราบพระบรมศพ1ครั้งไม่แบมือ

เมื่อเข้าสู่ภายในพระที่นั่งฯ ตรงหน้าพระศพ ให้กราบพระบรมศพ 1 ครั้งโดยไม่แบมือ จากนั้นให้กราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่ประดิษฐานใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 3 ครั้ง เสร็จแล้วให้ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางมุขด้านเหนือ เลี้ยวซ้ายออกประตูกำแพงแก้วด้านตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นให้เดินออกจากพระบรมมหาราชวัง สู่ถนนมหาราช ทางประตูศรีสุนทรและประตูเทวาภิรมย์ ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ขอความร่วมมือทุกคนห้ามบันทึกภาพใดๆ

ย้ำปิดถนน27เส้นทาง29-30ตค.

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.รองบช.น.) เปิดเผยว่า วันที่ 29-30 ตุลาคม กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะเริ่มปิดการจราจรในเส้นทางต่อเนื่องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังตั้งแต่เวลา 07.00น.ใน 27 เส้นทาง ดังนั้น เพื่อลดปัญหาการจราจร บช.น.จึงขอความร่วมมือประชาชนที่จะเข้ามาถวายบังคมพระบรมศพใช้ระบบขนส่งสาธารณะจะได้รับความสะดวกมากกว่า โดยจะมีรถชัตเทิลบัสบริการรับ-ส่งมายังจุดเชื่อมต่อได้แก่ สถานีหัวลำโพง ขนส่งหมอชิต สายใต้เก่า ขนส่งเอกมัย นอกจากนี้ ยังจัดจุดจอดรถบริเวณชานเมือง ได้แก่ เมืองทองธานี ถนนพุทธมณฑลสาย1 พื้นที่ก่อสร้างห้างบางกอกมอลล์แยกบางนา เซนทรัลเวสต์เกตบางบัวทอง และสโมสรตำรวจ ซึ่งประชาชนสามารถใช้บริการรถชัตเทิลบัสที่ ขสมก.จัดไว้บริการเพื่อเดินทางเข้ามายังบริเวณท้องสนามหลวง

สำหรับรถบัสที่มารับส่งประชาชนเป็นหมู่คณะ เมื่อส่งคนลงแล้วให้วนรถออกไปพักคอยตามจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ 6 จุด ได้แก่ ขนส่งสายใต้เก่า ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 และ 2 บนถนนราชพฤกษ์ระหว่างถนนบรมและถนนเพชรเกษม บริเวณถนนกาญจนาภิเษกตัดใหม่จากแยกไฟฉายออกถนนกาญจนาภิเษก และถนนกาญจนาภิเษกช่วงระหว่างถนนเพชรเกษมกับถนนบรมราชชนนี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) หมายเลขโทรศัพท์ 1197 หรือ WWW.TRAFFICPOLICE.GO.TH.

ศตส.กำหนดคิววันละหมื่นคน

เช่นเดียวกับ ที่ทำเนียบฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)แถลงหลังประชุม ศตส.ว่า ยังยึดแผนเตรียมพร้อมจัดระเบียบประชาชนที่มาถวายบังคมพระบรมศพตามหลักการเดิม แต่จะยืดหยุ่น ในส่วนผู้ที่เดินทางเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ซึ่งจะปรับตามสถานการณ์

“สำหรับจำนวนคนที่จะเปิดเข้าถวายบังคมพระบรมศพยังอยู่ที่ 10,000 คนต่อวัน ให้เข้าเที่ยวละ 70 คน ถ้ายังมีตกค้างจะใช้หลักยืดหยุ่น ถ้าถือบัตรอยู่ที่ 10,000 คน จะพยายามให้เข้าตามกำหนด แม้เวลาอาจเลยไปบ้าง และถ้าเลย 10,000 คนไปแล้ว ยังมีเวลาเหลือจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพเพิ่มเติม ซึ่งเราจะยึดหลักให้ประชาชนเข้าได้มากที่สุด”นายสุวพันธุ์กล่าว

ระบบขนส่งเน้นความปลอดภัย

และว่า ขอให้ประชาชนทยอยเดินทางมาเพราะยังมีเวลาอีกมาก ทั้งนี้เรื่องบัตรคิว กอร.รส.เป็นผู้กำหนดซึ่งมีระบบอยู่แล้ว ส่วนการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนนั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)จะเพิ่มจำนวนเที่ยวรถให้อีก 10% รวมถึงที่จอดรถเพิ่มเติม และปรับ 8 จุดจอดรถเดิมให้เหมาะสม นอกจากนี้ จะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะการนำเรือขนาดใหญ่ที่จุคนได้ 400 คนมาให้บริการจากท่าเรือสาธรมายังท่าช้างต้องเน้นความปลอดภัยเป็นพิเศษ

สปน.แจกข้าวหมื่นถุงเป็นที่ระลึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีบันทึกข้อความ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)ร่วมจัดเตรียมของที่ระลึก ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากนางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ รองปลัดสปน. ปฏิบัติราชการแทนปลัดสปน.ใจความว่า จากกรณีสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีนโยบายจะมอบของที่ระลึกให้ประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559-21 มกราคม 2560 เป็นข้าวเปลือกบรรจุถุง 1 หมื่นถุงต่อวัน

4จว.แรกเข้ากราบพระบรมศพ

ด้านนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงแผนอำนวยความสะดวกให้ประชาชนต่างจังหวัดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมว่า มท.กำหนดประชาชนเป็น 4 ภาค รวมวันละ 3,000 คน เฉลี่ยจังหวัดละ 750 คน เรียงตามอักษร ก-ฮ โดยรอบแรกวันที่ 29 ตุลาคม ประกอบด้วย จ.กระบี่ จ.กำแพงเพชร จ.กาฬสินธุ์ และจ.กาญจนบุรี เบื้องต้นสำนักพระราชวังแจ้งว่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคับพระบรมศพได้วันละ 10,000 คน ซึ่งในส่วนมท.ประเมินว่า 100 วันแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนต่างจังหวัดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพจะมีประมาณ 225,000 คน

สำหรับขบวนรถแต่ละจังหวัดจะมี 15 คัน เบื้องต้นกำหนดจุดพักคอยไว้ 2 จุดสำคัญคือ ภาคใต้ พักคอยที่พุทธมณฑลสาย 4 ส่วนภาคเหนือและอีสานพักคอยที่อิมแพ็คเมืองทองธานี เพื่อรอการประสานให้ทยอยเข้ามาทีละขบวนป้องกันปัญหาจราจร ยืนยันว่าประชาชนที่เดินมาทางมากับกระทรวงมหาดไทยก็ต้องรับบัตรคิวเหมือนประชาชนทั่วไป

มท.ย้ำให้ทั่วถึงห้ามเอาญาติมา

ปลัด มท.ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้จำกัดสิทธิบุคคลใด แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีสิทธิ ซึ่งย้ำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ว่าอย่าคัดเลือกเฉพาะข้าราชการหรือญาติของตัวเอง ถ้าสำนักพระราชวังขยายวันให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพเพิ่มกระทรวงก็จะขยายเวลาเช่นกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ต้องกำชับประชาชนเรื่องการแต่งกาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องสวมกระโปรงหรือผ้าถุงยาวเท่านั้น ส่วนคนมีโรคประจำตัวต้องพกยามาด้วย

สร้างห้องน้ำเพิ่มรองรับปชช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนได้ติดตั้งห้องสุขาชั่วคราวเพิ่ม เพราะเห็นว่ามีประชาชนมาร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวนมาก รถสุขาเคลื่อนที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอจะให้บริการประชาชน โดยตั้งขึ้นแถวหน้าสำนักงานศาลฏีกา หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ หน้ามหาวิทยาลัยศิปกร หน้าวัดมหาธาตุ และใกล้เต็นท์กอร.รส. ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนใช้ได้ในวันที่ 29 ตุลาคม

มธ.แปรอักษรประวัติศาสตร์

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์และประชาคมธรรมศาสตร์ร่วมจัดกิจกรรม”ชาวธรรมศาสตร์ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันประมาณ 2,000 คน ร่วมแปรอักษรครั้งประวัติศาสตร์ ชุด”ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้” สำหรับแนวคิดหลักของการแปรอักษรชุดนี้ น.ส.พิมพ์พิชญ์ ธีระพิทยานนท์ ประธานชุมนุมเชียร์มธ.เผยว่า เน้นพระราชกรณียกิจและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานแก่คนไทย มุ่งหวังให้สังคมไทยฉุกคิดถึงสิ่งที่พ่อหลวงต้องการถ่ายทอดถึงคนไทย

ทั้งนี้ ใช้เวลาแปรอักษร 30 นาทีแบ่งเป็น 3 ชุดเนื้อหาคือ 1.กล่าวบทกวีไว้อาลัย 2.แปรภาพและข้อความด้วยเพลทและร่มสีขาวนับพันคัน พร้อมเพลงพระราชนิพนธ์”อาทิตย์อับแสง” และ3.การแปรภาพผ่าน 3 เรื่องราวคือ “วันวาน” การนำเสนอพระราชกรณียกิจตลอด 70 ปีที่ผ่านมา “วันนี้” ถ่ายทอดความความรู้สึกสุดอาลัยของประชาชน และ “วันพรุ่งนี้” เป็นความตั้งใจของชาวธรรมศาสตร์ที่จะร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวงอย่างสุดหัวใจ

พบจารึกเสด็จฯเยี่ยมชาวสันทราย

สำหรับบรรยากาศในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ชาวบ้านสันทรายหลวงหมู่ 1 ต.สันทราย อ.เมือง จ.เชียงราย ใช้รถแบคโฮขุดดินบริเวณประตูทางเข้าวัดสันทรายหลวง พบแผ่นคอนกรีตที่มีฐานเป็นคอนกรีตหกเหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น ด้านบนสุดเป็นทรงวงกลม 2 ชั้น ชั้นแรกห่อหุ้มแผ่นคอนกรีตเรียบที่อยู่ชั้นใน ด้านบนแผ่นมีการสลักข้อความลงบนคอนกรีตด้วยอักษณที่บรรจงมีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ทรงเสด็จและเยี่ยมพสกนิกรชาว ต.สันทราย ณ ที่นี่ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2501 ตรงกันวันอังคาร แรม 6 ค่ำ เดือน 4 (เดือน 6 เหนือ) ปีจอ เวลา 16.45 น.” ซึ่งชาวบ้านได้นำขึ้นมาไว้หน้าวัดท่ามกลางความตื้นตันใจและประทับใจที่ได้พบสิ่งสำคัญดังกล่าว หลังได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่

คนไร้สัญชาติสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

นายปัญญา ศรีทอง 59 ปี พร้อม นายสมชาย ฉุนมี 56 ปี อาชีพเกษตรกร และ นายโมฮามัต อากบาร อายุ 31 ปี อาชีพขายลอตเตอรี่ เป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติ แต่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิด ทั้ง 3 คน เป็นชาวต.หินดาด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมใจกันสวมชุดสีดำ มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ห้อยคอออกเดินเท้าจากที่ว่าการ อบต.หินดาด อ.ท้องผาภูมิไปยังสนามหลวงเพื่อกราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมระยะทาง 269 กม. โดย นายโมฮามัตเผยว่า แม้ไม่มีโอกาสได้สัญชาติไทย แต่ตนรักพ่อหลวงไม่แพ้ใคร เพราะพ่อหลวงทำเพื่อคนไทยมานาน ในฐานะที่เกิดในผืนแผ่นดินไทย ก็อยากจะทำเพื่อพ่อหลวงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

อดีตทหารพระราชาเดินเท้าเข้ากรุง

เช่นเดียวกับ นายโชติ สมคลองสก อายุ 60 ปี ชาวอ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชเดินเท้าจากวัดควนสระบัว หมู่ 2 ต.ท่ายางไปกรุงเทพฯ เพื่อถวายความอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยระบุว่า ตนเคยเป็นทหารพรานของพระราชา ปัจจุบันทำงานช่วยเหลือสังคมโดยการเป็นชุดรักษาความสงบหมู่บ้าน ช่วยงานราชการตลอดมาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มาวันนี้ตัดสินใจเดินเท้ากว่า 800 กม.ไปสนามหลวงเพื่อแสดงความอาลัยอาลัยพระบรมศพ ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ คาดใช้เวลา20 วันคงถึงกทม.

ต้องฟัง!หนังตะลุงเมืองคอน เป่าปี่เพลง’สรรเสริญฯ’เพราะจับใจ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242197

ต้องฟัง!หนังตะลุงเมืองคอน เป่าปี่เพลง'สรรเสริญฯ'เพราะจับใจ (ชมคลิป)

ต้องฟัง!หนังตะลุงเมืองคอน เป่าปี่เพลง’สรรเสริญฯ’เพราะจับใจ (ชมคลิป)

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 21.00 น.

ทึ่ง..! กลุ่มศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุงเมืองคอน ร่วมอัดบันทึกเสียงปี่บรรเลง “เพลงสรรเสริญพระบารมี” ถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ในหลวง” รัชกาลที่ 9 ขณะที่ชาวเน็ตแห่ชื่นชมและแชร์อย่างกว้างขวาง

28 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้คนในโลกออนไลน์ได้เข้าไปชมและแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊คของ “DV Studio” และ “Suphamon Akaros” ซึ่งมีการรวมตัวของศิลปินพื้นบ้านหนังตะลุง ทำการอัดและบันทึกเสี่ยงปี่หนังตะลุงเป่าปี่บรรเลง “เพลงสรรเสริญพระบารมี” เพื่อร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้นำคลิปวิดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2559 มีผู้สนใจเข้าไปรับชมและแชร์เป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดยอดมีผู้รับชมกว่า 9.2 พันครั้ง และแชร์กว่า 500 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการนำคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ทางยูทูปอีกด้วย

สำหรับการจัดทำคลิปบรรเลงเสียงปี่เพลงสรรเสริญพระบารมีชุดนี้ นายมนตรี คงแก้ว อาจารย์โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยนครศรีธรรมราช ได้เชิญกลุ่มลูกคู่หนังตะลุง ประกอบด้วย นายประเสริฐ หนูขุน (ปี่) นายสมเกียรติ เกลี้ยงคำหมอ (คีบอร์ด) นายจำลอง หอมไกล (กลอง) นายนิโรจน์ อ่อนอยู่ (ทับ) นายเจริญ เพชรแก้ว (โหม่ง-ฉิ่ง) โดยให้นายประเสริฐ เป็นผู้เป่าปี่บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ให้คนอื่น ๆ ร่วมยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัย และนายเอกภูมิ เดชพิชัย เป็นผู้ภ่ายคลิปวีดีโอทั้งกล่าว ก่อนนำมาทำการตัดต่อและบันทึกเสียง แล้วเริ่มเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา

จากปาก’อดีตผบช.ตชด.-ลูกสาวร.ต.ต.เฉลิม’ ผู้เคยถวายงานใกล้ชิด’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242178

จากปาก'อดีตผบช.ตชด.-ลูกสาวร.ต.ต.เฉลิม' ผู้เคยถวายงานใกล้ชิด'ในหลวง'

จากปาก’อดีตผบช.ตชด.-ลูกสาวร.ต.ต.เฉลิม’ ผู้เคยถวายงานใกล้ชิด’ในหลวง’

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.30 น.

28 ต.ค. 59 ที่พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน พ.ต.อ.อังกรู  คล้ายคลึง รรท.ผบก.สท. พร้อมด้วย พล.ต.อ.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีต ผบช.ตชด. ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์ นางอรุณศรี  เฟื่องแก้ว อายุ 60 ปี และนางกัลยา เจริญทำนุกิจ อายุ 56 ปี เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 116 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบบรมราชชนนี และเป็นห้วงเวลาในการไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการดังกล่าวได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.30-16.30 น.ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 13 พ.ย.

โดย พล.ต.อ.สมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับการถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ว่า ตนเริ่มรับราชการตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่ปี 2513 ก่อนมาปฏิบัติหน้าที่ต้องมีการฝึกหลักสูตรต่อต้านความไม่สงบ และหลักสูตรกระโดดร่ม ผู้บังคับบัญชาของตำรวจตระเวนชายแดนให้ความรู้และสั่งสอน โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานหลักการทำงานที่สำคัญ ซึ่งเรียกว่ายุทธศาสตร์สำหรับตำรวจตระเวนชายแดนในยุคนั้น

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2513 พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดนที่ค่ายดารารัศมี กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พระองค์ท่านได้มีพระบรมราโชวาทว่า ในการต่อสู้กับศัตรู ตำรวจตระเวนชายแดนต้องยึดประชาชนเป็นหลัก ด้วยการป้องกัน คุ้มครอง ให้ความปลอดภัยแก่ประชาชน จนกระทั่งประชาชนให้ความไว้วางใจ ด้วยการช่วยเหลือในเรื่องวัตถุสิ่งของ เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค ในยามที่อยู่ในพื้นที่ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนญาติพี่น้อง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเห็นตำรวจตระเวนชายแดนเป็นมิตร เป็นเพื่อนที่ดี สามารถพึ่งพาได้

ต้องให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา เช่น เรื่องการศึกษา จึงมีการตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เรื่องการเกษตร เรื่องการสาธารณสุข และเรื่องอื่นๆ เพราะฉะนั้นเป็นลักษณะของเครื่องมือที่ทำให้เห็นว่าตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจพลร่มเป็นมิตรกับประชาชน ในการทำงานของตำรวจนั้น แม้ว่ามีกำลังตำรวจตามแนวชายแดนจำนวนน้อยนิด แต่เนื่องจากว่าตำรวจเป็นคนที่ประชาชนให้ความไว้วางใจในการทำงานค่อนข้างเข้มแข็ง เสียสละอดทน แม้ว่ามีกำลังน้อยก็เหมือนมีกำลังมาก เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีระเบียบวินัยมีประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้พระองค์ยังมีพระบรมราโชวาทอีกว่า ผู้บังคับบัญชานั้นต้องช่วยกันกวดขัน ปลูกฝังระเบียบวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้มีความเสียสละ อดทน ช่วยเหลือประชาชน เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้นำ จึงถือว่าเป็นยุทธศาสตร์พระราชทานที่มีคุณค่ายิ่งที่ตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจพลร่มต้องถือปฏิบัติแล้วนำไปทำเป็นแผนปฏิบัติการต่างๆ

พล.ต.อ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ท่านได้เสด็จแปรพระราชฐานที่วังไกลกังวล และได้เสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนที่ห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่ารถของท่านไปติดหล่ม ตำรวจพลร่มที่ถวายอารักขาช่วยเข็นยานพาหนะให้ พระองค์ท่านได้ไว้วางพระราชหฤทัยตำรวจพลร่ม ซึ่งในการพัฒนาที่หุบกะพง ห้วยสัตว์ใหญ่ ห้วยมงคล และพื้นที่ใกล้เคียง พระองค์ท่านเห็นว่าทางทุรกันดาร เวลาประชาชนใช้เส้นทางรถก็ติดหล่ม จึงได้พระราชทานรถแทรกเตอร์ดีซี และดี 6 ให้ตำรวจพลร่ม ใช้พัฒนาเส้นทาง ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบในการพัฒนาของพระองค์ท่านในยุคนั้น ประมาณปี 2505

ปี 2515 พ.ต.อ.สมควร  หริกุล ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน ได้เสนอตั้งลูกเสือชาวบ้าน ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.ตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 จ.อุดรธานี ได้คิดค้นวิธีการทำให้ประชาชนได้มีความรักสามัคคีกัน และมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นพลเมืองดีมีระเบียบวินัย ในยุคที่มีความ แตกแยกกันทางความคิด สมัยการคุกคามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงใช้วิธีการลูกเสือแห่งชาติมาปรับใช้ใน การอบรมประชาชน เป็นการต่อสู้ทางความคิด ไม่ใช้อาวุธ มีแค่การชู3 นิ้ว มีคำกล่าวปฏิญาณว่าข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และข้าจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ เมื่อทดลองฝึกอบรมแล้วได้ผลดี ประกอบกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงทราบว่าตำรวจตระเวนชายแดนมีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้าน จึง เสด็จเยี่ยมเมื่อ 29 พ.ย.2514 ทอดพระเนตรการฝึกอบรม ที่บ้านทรายมูล อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และทรงเห็นว่าลูกเสือชาวบ้านทำให้เกิดความรักใคร่กลมเกลียวกัน

เมื่อฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านได้จำนวนหนึ่ง พ.ต.อ.สมควร จึงได้สรุปผลการฝึกอบรมเสนอต่อ  พล.ต.ท.สุรพล  จุลละพราหมณ์  ผบช.ตชด. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)  ท่านได้ให้การสนับสนุนการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นอย่างดี และได้มอบหมายให้  พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน  ผช.ผบช.ตชด. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) รวบรวมข้อมูลการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียด พล.ต.ท.สุรพล จึงมอบหมายให้  พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ นำเรื่องราวการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียดขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2515  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน พระราชทานเงินจำนวน 100,000 บาทเพื่อจัดทำห่วงรัดผ้าผูกคอ หน้าเสือ และทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พล.ต.อ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่สำคัญอีกเรื่อง เมื่อวันที่ 5 เม.ย. พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปที่วังไกรกังวล และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ห้วยทราย เป็นหมู่บ้านหนึ่งใน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พระองค์ท่านได้มีพระกระแสรับสั่งพื้นที่ในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เดิมเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่ต่อมามีความแห้งแล้งมากเนื่องจากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ป่าไม้ก็มีประชาชนเข้าไปบุกรุกทำลาย พระองค์ท่านจึงจัดตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นมา ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณย้ายจากภาคใต้มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นคนแรกเมื่อปี 2516 และได้ถวายงานพระองค์ท่าน สำหรับในศูนย์พัฒนาห้วยทราย จะเน้นเรื่องเกษตรกรรม เน้นเรื่องการปลูกป่าและฟื้นฟูพื้นทีให้อุดมสมบูรณ์ จากนั้นได้ให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัย มีการประกอบอาชีพตามหลักวิชาการ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้าน นางอรุณศรี เฟื่องแก้ว ซึ่งเป็นบุตรสาวของ ร.ต.ต.เฉลิม เฟื่องแก้ว ที่เคยถวายงานอย่างใกล้ชิด อาทิ การเข็นเรือที่ประทับตอนเสด็จประพาส และเคยได้รับของพระราชทานจากพระหัตถ์ ในขณะรับราชการสมัยที่อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นคือ พล.ต.อ.หลวงอดุล อดุลเดชจรัส (ช่วงปี พ.ศ. 2492-2494) โดยจะถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกต่างๆ ในฐานะเป็นผู้ที่ได้กำเนิดในสถานที่ ณ วังปารุสกวัน ว่า ตนไม่ได้มีโอกาสพบพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฟังจากเพียงพ่อเล่าเท่านั้น ตอนนั้นพ่อของตนเป็นตำรวจพลร่ม จึงได้มีโอกาสถวายงานอย่างใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในสมัยนั้นตนยังเด็กทราบเพียงว่าคุณพ่อเป็นทหารในวังปารุสกวัน เป็นทหารตามเสด็จเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเรือใบที่วังไกลกังวล หัวหิน คุณพ่อก็เป็นคนเข็นเรือลงทะเลทุกครั้ง

ทุกครั้งที่คุณพ่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี คุณพ่อจะต้องยืนตรงพร้อมวันทยหัตถ์ทุกครั้งไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไร คุณพ่อสอนให้จงรักภักดีต่อทุกพระองค์ และได้สอนให้ใช้หลักพอเพียงในการดำเนินชีวิต คุณพ่อรักพระองค์มากถึงขั้นไม่สอบนายร้อยเพราะกลัวจะไม่ได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็เลยสละสิทธิ จนอายุ 50 กว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ย้ายคุณพ่อจากวังสวนจิตลดามาอยู่วังสวนอัมพร เพราะเห็นว่าคุณพ่ออายุมากแล้ว ก็เลยให้เป็นคนขับรถส่งอาหารเข้าวัง ก่อนคุณพ่อจะเสียชีวิตได้บอกกับตนว่า ให้จงรักภักดีกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ห้ามดูหมิ่นเพราะท่านเสมือนพ่อคนหนึ่ง พอทราบข่าวว่าท่านสวรรคตตนพูดอะไรไม่ออกและเสียใจมาก นึกถึงพ่อขึ้นมา ตนน่าจะทำดีกว่านี้เมื่อตอนที่ท่านอยู่ หากแลกชีวิตได้ตนยอมตายแทน

“สิ่งหนึ่งที่ตนเห็นคุณพ่อทำคือ พ่อจะรีดยาสีฟันทุกครั้งจนหมด หมดจนไม่สามารถใช้ได้ พ่อเล่าว่าพ่อเห็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำเป็นกิจวัตรประจําวัน พ่อจึงนำมาใช้และมาสอนลูกๆ”

ขณะเดียวกัน นางกัลยา เจริญทำนุกิจ อายุ 56 ปี บุตรสาวคนที่สองของ ร.ต.ต.เฉลิม เล่าว่า เมื่อตนอายุ 4-5 ขวบ มีโอกาสพบพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากได้ตามคุณพ่อไปทำงาน ตนได้ชี้ถามพ่อว่านั้นคือใครทำไมใครๆ ถึงก้มกราบไหว้ พ่อบอกว่านั้นคือพ่อหลวงของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นคนดีต้องจงรักภักดีให้มาก ต้นจึงก้มลงกราบ ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ทรงเห็นพระพักตร์ท่าน หลังจากนั้นไม่มีโอกาสได้พบพระพักตร์พระองค์ท่านอีกเลย อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์มหาราช บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตนได้เห็นแค่พระบาทของพระองค์ท่านก็ดีใจมากแล้ว ตนเกิดที่วังแห่งนี้และพ่อทำงานจนกระทั่งเกษียณราชการ เป็นเวลากว่า 40  ปี พ่อรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมากจงสอนให้ลูกจงรักภักดีไม่ว่าจะได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใดพ่อจะยืนตรงพร้อมวันทยาหัตถ์ทุกครั้ง สอนเสมอมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นคนที่ทำให้เราอยู่ดีกินดีทุกวันนี้

ครั้งแรกที่เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตนรู้สึกประทับใจมากพระองค์ท่านเป็นคนใจดี ท่านเหมือนคนธรรมดาไม่เหมือนดั่งในเทพนิยายที่ตนได้อ่านมา ไม่ถือเนื้อถือตัวไม่ว่าจะกับประชาชนหรือข้าราชบริพาร นอกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ตนยังมีโอกาสเห็นพระพักตร์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตนได้สัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน รู้สึกว่ามีบุญมากจริงๆ อีกทั้งยังมีโอกาสเห็นพระพักตร์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ท่านทรงมาวิ่ง ณ วังปารุสกวัน ตนจึงได้วิ่งตามพระองค์ท่าน

“ความรู้สึกหลังจากทราบการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสมือนหัวใจจะหลุดออกไม่อยากจะเชื่อ อยากให้เป็นความฝันไม่อยากให้เป็นจริง สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือยึดตามหลักคำสอนของพระองค์ท่านในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง” นางกัลยากล่าวทั้งน้ำตา

รัฐบาลประกาศเฉลิมพระเกียรติ ‘รัชกาลที่ 5’ และ ‘รัชกาลที่ 9’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242149

รัฐบาลประกาศเฉลิมพระเกียรติ 'รัชกาลที่ 5' และ 'รัชกาลที่ 9'

รัฐบาลประกาศเฉลิมพระเกียรติ ‘รัชกาลที่ 5’ และ ‘รัชกาลที่ 9’

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.40 น.

28 ต.ค. 59 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น “พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย” และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”

โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่เกษตรกรและปวงชนชาวไทย ด้วยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าว และการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยในห้วงแห่งรัชกาลตามลําดับ ทั้งนี้ ด้วยพระวิริยอุตสาหะอุทิศกําลังพระวรกายและกําลังพระปัญญา ทําให้ข้าวไทยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ การจัดระบบชลประทาน ที่เหมาะสม การขนส่งและการพัฒนาระบบการผลิตโดยรวม ประเทศไทยจึงมีความมั่นคงทางด้านอาหาร และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยรวมกล่าวคือ

1. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการปฏิรูปข้าวไทย โดยทรงริเริ่มการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าวใหม่ที่ส่งผลดี และเอื้อประโยชน์ต่อระบบการผลิตและการค้าข้าวของประเทศไทย มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการโดยการยกเลิกกรมนาแล้วจัดตั้งกระทรวงเกษตราธิการเพื่อสนับสนุนด้านการผลิต การยกเลิกระบบศักดินา การคัดเลือกข้าวพันธุ์ดีมีคุณภาพจากต่างประเทศมาทดลองปลูก การจัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าว การขยายพื้นที่ปลูกข้าวด้วยการวางรากฐานระบบชลประทานสมัยใหม่ รวมทั้งนําเครื่องจักรไถนามาทดลองใช้ในการผลิต และเป็นแบบอย่างของการทําเกษตรสมัยใหม่แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนการค้าข้าวโดยริเริ่มระบบขนส่งทางรถไฟและกิจการไปรษณีย์โทรเลข เพื่อใช้ในการเดินทางและขนส่งลําเลียงผลผลิตข้าว การวางรากฐานงานวิจัยและพัฒนาข้าวไทยโดยการจัดตั้งโรงเรียนเกษตราธิการเพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการในกรม กองต่างๆ ของกระทรวงเกษตราธิการรวมทั้งได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงให้ไปศึกษาด้านการเกษตรสาขาต่าง ๆ ยังต่างประเทศ

2. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย โดยทรงพระราชดําริและทรงดําเนินการเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาข้าวทรงมุ่งมั่นทุ่มเทกําลังพระวรกายในการปรับใช้ผลการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แก่เกษตรกรที่ประกอบอาชีพทํานา อาทิ การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก่อให้เกิดขวัญกําลังใจและความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม

ทรงค้นคิดวิธีเกษตรทฤษฎีใหม่ การทํานาขั้นบันได โครงการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ต่างๆ ที่เรียกว่า “แกล้งดิน” การกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี สู่เกษตรกร ที่เรียกว่า “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” ทรงพระราชทานที่ดินเพื่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไร่ และธัญพืชเมืองหนาว ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรวิจัยและพัฒนาข้าว ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้แก่มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ และพระราชทานทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาข้าวให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด

รัฐบาลสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมรําลึกในพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อการปฏิรูปข้าวไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยเป็นอเนกประการ รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ทั้ง 2 พระองค์ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี งานวิจัยข้าวไทย ในปี 2559 คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 เห็นชอบ

1. ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น “พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย”
2. ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”

ประกาศ ณ วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

อ้างอิง : www.ratchakitcha.soc.go.th

คสช.แนะปชช.เข้ากราบพระบรมศพ ให้ความร่วมมือกับจนท.เคร่งครัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242142

คสช.แนะปชช.เข้ากราบพระบรมศพ ให้ความร่วมมือกับจนท.เคร่งครัด

คสช.แนะปชช.เข้ากราบพระบรมศพ ให้ความร่วมมือกับจนท.เคร่งครัด

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.34 น.

28 ต.ค.59 พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนได้มีโอกาสเข้าไป แสดงความจงรักภักดี เข้ากราบพระบรมศพ พระบาทสมเด็ดพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระบรมมหาราชวังตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปนั้น คสช.ซึ่งดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือมาตรการที่กำหนดไว้ โดยรักษาความมีระเบียบวินัย ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่ฉวยโอกาสหรือหาประโยชน์ในทางมิชอบ ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ รู้ในหน้าที่และ เอื้ออาทรต่อกัน สร้างความรักสามัคคี และที่สำคัญคือเป็นการร่วมกันทำความดีถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วย

ทั้งนี้ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้เข้มงวดตรวจเรือโดยสารที่ให้บริการรับส่ง เช่น อุปกรณ์ช่วยชีวิตบนเรือ และ ความแข็งแรงตลอดจน แสงสว่างที่บริเวณท่าน้ำ สำหรับพี่น้องประชาชนที่เดินทางโดยเรือโดยสาร ขอเน้นย้ำให้ความร่วมมือให้เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยทางน้ำ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดโดยเฉพาะการเดินทางในช่วงกลางคืน

เปิดแผนผังแสดงการรับ’บัตรคิว’ ถวายบังคมพระบรมศพ29ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242131

เปิดแผนผังแสดงการรับ'บัตรคิว' ถวายบังคมพระบรมศพ29ต.ค.นี้

เปิดแผนผังแสดงการรับ’บัตรคิว’ ถวายบังคมพระบรมศพ29ต.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.07 น.

28 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการ ศตส.กล่าวว่า ศตส.ได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ 2 ช่วง คือ ช่วงแรกวันที่ 29 – 31 ต.ค.59 จะปิดการจราจรตามถนนโดยรอบสนามหลวง และพระบรมมหาราชวัง เช่น ปิดถนนราชดำเนินไปถึงแยกหลานหลวง ตั้งแต่เวลา 07.00 น.เป็นต้นไป ปิดแยกอรุณอัมรินทร์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น.และตามแยกต่างๆ โดยรอบ ซึ่งคาดการณ์ว่าประชาชนจำนวนมากจะเดินทางเข้ามาภายในบริเวณมณฑลพิธี ขณะเดียวกันจะห้ามรถยนต์ส่วนบุคคล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่โดยสารสาธารณะของ ขสมก.รับ – ส่งประชาชนจากพื้นที่รอบนอกเข้ามายังพื้นที่ชั้นในได้ ส่วนช่วงที่ 2 คือ การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถวายบังคมเบื้องหน้าพระบรมศพ จะใช้ระบบรับบัตรคิว มีจุดพักคอย ซึ่งประเมินว่าจะมีประชาชนวันละ 10,000 คน เข้าถวายบังคมเบื้องหน้าพระบรมศพ โดยจะกำหนดให้เข้าครั้งละ 150 คน

ทั้งนี้ ศตส.จะประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน หากสามารถเพิ่มจำนวนประชาชนได้มากกว่าวันละ 10,000 คน ก็จะดำเนินการให้ทันที จึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ต้องรีบเร่งเข้ามาช่วงวันแรกๆ ขอให้ทยอยกันมา เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดวันสิ้นสุดการเข้าถวายบังคมและยังมีระยะเวลาอีกนานสำหรับการถวายบังคมพระบรมศพ

นอกจากนี้ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ยังได้เผยแพร่แผนผังรับบัตรคิวถวายบังคมพระบรมศพ ตามลิงค์ http://www.trafficpolice.go.th/backoffice/newsupdate/picnews/20775.jpg โดยมีรายละเอียดดังนี้

แผนผังรับบัตรคิวถวายบังคมพระบรมศพได้จากภาพข้างต้น