ทรัมป์โฉ่อีก-ลูกเขยจุ้นจ้าน บีบออกทีมดูแลความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785396

 

“บันคีมูน” เลขาฯยูเอ็น หวัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 จะใส่ใจข้อตกลงสากล ทั้งข้อตกลงปารีส เพื่อลดปัญหาโลกร้อน รวมถึงข้อตกลงเรื่องอาวุธนิวเคลียรแต่ “เกาหลีเหนือ-ซีเรีย” เชียร์ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ หลังจากนี้จะหันมาญาติดีด้วย ขณะเดียวกันส่องการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ส่อป่วน หลังเสียงแตก เหตุ “ทรัมป์” เล็งดึงคนสนิท-ผู้สนับสนุน-พวกอนุรักษ์สุดขั้วที่มานั่งตำแหน่งสำคัญ แถมสื่อปูด ทีมดูแลความมั่นคงของทรัมป์ถูกลูกเขยบีบให้ออก 2 ราย จนว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ต้องทวีตแจง ทุกคนยังทำงานประสานกันดี ด้านการประท้วงต้านว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ สุดอื้อฉาว ยังลุกลามไปหลายเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 พ.ย. ว่า กระแสต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีผู้อื้อฉาว ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งชนะเลือกตั้งเมื่อ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายหลายร้อยคนจากโรงเรียนในย่านแมนฮัตตันและควีนส์พากันผละห้องเรียนออกมาเดินขบวนประท้วงที่หน้าตึก “ทรัมป์ ทาวเวอร์” ซึ่งทรัมป์กำลังประชุมตั้งคณะรัฐมนตรีอยู่ข้างใน โดยผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญต่างๆ เช่น “ไม่เอาคู คลักซ์ แคลนซ์” (กลุ่มผิวขาวสุดโต่ง) “ไม่เอาฟาสซิสม์” และ “ไม่เอาพวกเหยียดผิว”

ขณะที่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวง กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายหลายร้อยคนก็ผละห้องเรียนออกมาประท้วงเช่นกัน เริ่มต้นเดินขบวนที่หน้าโรงแรมเปิดใหม่ของทรัมป์ จากนั้นเดินไปที่เดอะมอลล์ สภาคองเกรส ทำเนียบขาว และศาลสูงสุดหรือศาลฎีกา รวมทั้งชูแผ่นป้ายเขียนข้อความต่างๆ เช่น “ชีวิตคนผิวดำก็สำคัญ” และ “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” ขณะที่นักเรียนโรงเรียนมัธยมปลาย “วู้ดโรว์ วิลสัน” ก็รณรงค์ทางสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวว่า ต้องการส่งสารบอกทรัมป์ว่า “เขาไม่ สามารถแบ่งแยกพวกเราได้”
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในหลายรัฐ รวมทั้งที่นครลอสแอนเจลิส และเมืองโอ๊กแลนด์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน และเมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมรีแลนด์ ก็ออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านนายทรัมป์เช่นกัน ขณะที่การประท้วงของฝูงชนทั่วไปยังมีอยู่ต่อเนื่องในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ แต่ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบ

นอกจากนี้ กลุ่มอาศัยในอพาร์ตเมนต์ 3 แห่งที่มีชื่อว่า “ทรัมป์ เพลส” ในนครนิวยอร์ก กว่า 600 คน ที่เกลียดชังนายทรัมป์ พากันลงชื่อทางออนไลน์ ขอให้ปลดป้ายชื่อ “ทรัมป์ เพลส” ลง ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ เจ้าของอพาร์ตเมนต์ยอมเปลี่ยนชื่ออาคารใหม่ ขณะที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ แสดงความหวั่นวิตกว่า รัฐบาลของนายทรัมป์จะเป็นรัฐบาลที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ดูจากท่าทีต่างๆของเขา รวมทั้งประกาศจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายต่อสู้โลกร้อน โดยชี้ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าโลกร้อนขึ้นเพราะน้ำมือมนุษย์นั้นเป็นนวนิยายที่ถูกกุแต่งขึ้นโดย “จีน” เพื่อลดศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ นอกจากนี้ นายไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีคนใหม่ ก็ปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน ซึ่งเป็นรากฐานของชีววิทยายุคใหม่

ด้านนางบาร์บารา บ็อกเซอร์ วุฒิสมาชิกแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย พรรคเดโมแครต ได้ยื่นร่างกฎหมายที่จะให้ยกเลิกการใช้ระบบ “คณะผู้เลือกตั้ง” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังผลการนับคะแนนใน 49 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐ ปรากฏว่า นายทรัมป์เป็นผู้ชนะเพราะได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่านางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งแห่งพรรคเดโมแครต แต่เขากลับแพ้คะแนน “ป๊อปปูลาร์ โหวต” หรือคะแนนเสียงรวมของผู้ไปออกเสียงทั้งประเทศ

ส่วนการประชุมว่า ด้วยสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ที่เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่15 พ.ย. นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แสดงความหวังว่านายทรัมป์จะไม่นำสหรัฐฯถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเพื่อต่อสู้โลกร้อน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แห่งฝรั่งเศส ยัง เรียกร้องให้ทรัมป์เคารพข้อตกลงปารีสซึ่งเปลี่ยนแปลงกลับไม่ได้ และไม่เชื่อว่าทรัมป์จะล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ 6 ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่าน ขณะที่โฆษกของรัฐบาลเกาหลีเหนือแถลงว่า เกาหลี เหนือไม่สนใจว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่สนใจว่าจะสหรัฐฯจะเลิกนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับเกาหลีเหนือหรือไม่มากกว่า

วันเดียวกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน ได้ลงมติเอกฉันท์เลือกนายพอล ไรอัน เป็นประธานสภาผู้แทนอีกสมัย หลังพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง ได้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ขณะที่นายทรัมป์ และนายไมค์ เพนซ์ หารือกันอย่างเคร่งเครียดเรื่องการตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มมีอุปสรรคเพราะความเห็นไม่ตรงกัน รวมทั้งกรณีที่ทรัมป์เลือกนายสตีฟ แบนนอน อดีตผู้บริหารของเว็บไซต์ข่าว “บรีทบาร์ท” ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกอนุรักษนิยมเชิดชูคนผิวขาวสุดขั้ว ขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังจะดึงคนสนิทคือนายสตีฟ มนูชิน นักลงทุนในตลาดหุ้นวอลสตรีตมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และดึงนายวิลเบอร์ รอสส์ มหาเศรษฐีนักลงทุน ซึ่งสนับสนุนเขามายาวนาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย

ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ในต้นปีหน้า กล่าวระหว่างการเยือนกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เตือนให้ระวังกระแส “ชาตินิยมแบบดิบหยาบ” หลังนายทรัมป์ชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย ซึ่งกระแสดังกล่าวยังเกิดขึ้นเมื่อสหราชอาณาจักรลงประชามติแยกตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) และกำลังเบ่งบานในหลายประเทศในยุโรป อนึ่ง ระหว่างการเยือนกรุงเอเธนส์ มีกลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายซ้ายกว่า 3,000 คนไปเดินขบวนประท้วงโอบามาด้วย จนตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาและระเบิดแสงสลายฝูงชน

นอกจากนี้ สื่อสหรัฐฯยังรายงานว่า นางบีเวอร์ลีย์ วาลิง นายกเทศมนตรีเมือง “เคลย์” เมืองเล็กๆ ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ถูกโจมตีและกดดันอย่างหนักจนต้องลาออกแล้ว หลังแสดงท่าทีดูหมิ่นนางมิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ภริยาของประธานาธิบดีโอบามา ต้นเหตุเกิดจากนางพาเมลา แรมซีย์ เทเลอร์ ผู้อำนวยการบริษัท “เคลย์ เคาน์ตี้ ดีเวลลอปเมนต์ คอร์ป.” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หลังนายทรัมป์ ซึ่งมีนางเมลาเนีย อดีตนางแบบสาวสวยเป็นภริยา ชนะเลือกตั้งว่า “คงจะสดชื่นที่จะมีสตรีหมายเลข 1 ที่มีระดับ สวย งามสง่า ในทำเนียบขาว ฉันเบื่อลิงใส่ส้นสูงเต็มทีแล้ว” ซึ่งนางวาลิงได้เข้าไปโพสต์แสดงความเห็นสนับสนุนว่า “เธอทำให้ฉันมีความสุข แพม”

ขณะที่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ประเทศที่เกิดสงครามนองเลือดมากว่า 5 ปี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษต่อสถานีโทรทัศน์ “อาร์ทีพี” ของโปรตุเกสเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ว่า ตนหวังว่านายทรัมป์จะเป็นพันธมิตรกับซีเรียในการต่อสู้การก่อการร้าย ทรัมป์จะเป็น “พันธมิตรโดยธรรมชาติ” ถ้าทำตามสัญญาขณะหาเสียงว่าจะต่อสู้การก่อการร้าย ก่อนหน้านี้ทรัมป์ยังเคยพูดว่าเป็นเรื่องบ้าบอที่จะต่อต้านทั้งกองทัพรัฐบาลซีเรียและกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) และว่าการต่อสู้กับรัฐบาลซีเรียอาจนำไปสู่สงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม อัสซาดยังสงสัยว่าทรัมป์จะทำตามคำสัญญาหรือไม่ ตนยังไม่ตัดสินเขาตอนนี้

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ ออกมากล่าวปกป้องกระบวนการส่งผ่านอำนาจและคัดเลือกผู้ที่จะมาร่วมคณะรัฐมนตรีที่มีข่าวว่าเริ่มมีความขัดแย้งและเห็นไม่ลงรอยกัน โดยทวีตข้อความในบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว ยืนยันทีมงานยังทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนดี ตนเป็นคนเดียวที่รู้ว่าใครได้รับเลือกในตำแหน่งไหนอย่างไร ด้านนายรูดอล์ฟ กุยเลียนี อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ผู้เป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาของนายทรัมป์ช่วงหาเสียงเลือกตั้งและยังเป็นตัวเต็งได้เป็น รมว.ต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐฯ ระบุด้วยว่าการเตรียมการส่งผ่านอำนาจของประธานาธิบดีเป็นกระบวนการยุ่งยากซับซ้อนเสมอและหากเกิดมีความบกพร่องก็ถือเป็นธรรมดา

ก่อนหน้านี้ สื่อสหรัฐฯรายงานว่าสมาชิกระดับสูง 2 คนของทีมส่งผ่านอำนาจ ซึ่งดูแลด้านความมั่นคงแห่งชาติของนายทรัมป์ถูกบีบให้ออกจากทีม โดยมีนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยนายทรัมป์อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่นายทรัมป์ไม่ได้ระบุชัดถึงเรื่องดังกล่าว

ด้านเดนเซล วอชิงตัน พระเอกผิวสีชื่อดังแห่งวงการฮอลลีวูดที่มีผลงานเรื่องล่าสุดเป็นแนวคาวบอยย้อนยุค “7 สิงห์แดนเสือ” (The Magnificent Seven) ต้องให้ตัวแทนออกมาแถลงข่าวปฏิเสธหลังถูกปลอมบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเอง แล้วโพสต์แสดงความชื่นชมนายทรัมป์อย่างออกหน้า และมีคนแชร์ข้อความต่อมากกว่า 22,000 ครั้ง นับแต่วันที่ 14 พ.ย. ระบุเนื้อหาที่โพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นการแต่งเรื่องขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์

 

เม็กซิโกยกระดับการช่วยเหลือพลเรือนในสหรัฐฯ หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785511

 

ชาวเม็กซิโกในสหรัฐฯ เดินขบวนประท้วงต่อต้านทรัมป์

เม็กซิโกออกมาตรการใหม่หลายอย่าง เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวเม็กซิโกในสหรัฐฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายไล่ผู้อพยพผิดกฎหมายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเม็กซิโกเผยแพร่รายการมาตรการต่างๆ ซึ่งมีเป้าหมายในการช่วยเหลือชาวเม็กซิโกที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา จากการตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า การล่วงละเมิดและการฉ้อโกง ที่อาจเกิดขึ้นในยุคการปกครองของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปีหน้า

มาตรการดังกล่าวของเม็กซิโกมี อยู่ภายใต้ชื่อ ‘เราอยู่กับคุณ’ ประกอบด้วยขั้นตอนเร่งด่วน 11 ขั้น รวมทั้งการตั้งฮอตไลน์ 24 ชั่วโมง และเตือนพลเรือนให้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ความขัดแย้งใดๆ ขณะที่ กระทรวงต่างประเทศเม็กซิโก ระบุว่า พวกเขาจะเพิ่มจำนวนการนัดหมายที่สถานกงสุล เพื่อให้แน่ใจว่าพลเมืองของพวกเขาจะได้รับเอกสารที่จำเป็น เช่น หนังสือเดินทาง หรือสูติบัตร

นอกจากนี้ กระทรวงต่างประเทศจะออกแอพพลิเคชั่น ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการอพยพ และรายละเอียดการติดต่อสำหรับสถานกงสุลเม็กซิโกในสหรัฐฯ ด้วย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของเม็กซิโกเกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียว หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยมหาเศรษฐีจากนิวยอร์กผู้นี้มีแผนจะเนรเทศ หรือจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายหลายล้านคนในอเมริกา สร้างความกังวลแก่ชาวเม็กซิกันที่อาศัยอยู่ในแดนลุงแซม เนื่องจากในกลุ่มผู้อพยพผิดกฎหมายกว่า 11 ล้านคนในสหรัฐฯ มีจำนวนมากที่เป็นชาวเม็กซิกัน

 

ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ จะปลดฝูงราชินีแห่งท้องฟ้า! โบอิ้ง747 ภายในปี 2018

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 04:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785497

 

ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ จะปลดประจำการเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 747-400 ที่มีอยู่ 20 ลำทั้งหมดในเดือน ต.ค.ปี 2018 โดยจะปลดประจำการก่อน 8 ลำภายในปี 2017 และจะเอาโบอิ้ง 777-300ER และ 787 ดรีมไลเนอร์ มาบินแทน…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2559 ยูเอสเอทูเดย์ รายงานว่า หลังจากที่สายการบินชั้นนำส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น เอเอ็นเอ เจแปนแอร์ไลน์ คาร์เธย์แปซิฟิก สิงคโปร์แอร์ไลน์ และ แอร์ฟรานซ์ ได้ทยอยเลิกใช้งานเครื่องบินโดยสารลำตัวกว้างขนาดใหญ่ ที่บินได้ในระยะไกลแบบ 4 เครื่องยนต์ โบอิ้ง 747 หรือ จัมโบเจ็ต ที่มีฉายาว่า ‘ราชินีแห่งนางฟ้า’ ออกจากฝูงบินตัวเองไปแล้ว

ล่าสุดก็มาถึงสายการบินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อย่างยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ที่ประกาศว่าจะปลดประจำการเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ที่มีอยู่ 20 ลำทั้งหมดในเดือน ต.ค.ปี 2018 โดยจะปลดประจำการก่อน 8 ลำภายในปี 2017 โดยเรื่องนี้ถูกประกาศในงานแถลงผู้ถือหุ้นและนักลงทุน เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2559 ที่ผ่านมา โดยยูไนเต็ด แอร์ไลน์มีแผนที่จะเลิกใช้งานเครื่องรุ่นนี้มานานแล้ว และนำเอาเครื่องบินลำตัวกว้างแบบ 2 เครื่องยนต์ ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า ประหยัดพลังงานมากกว่า อย่างโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ และ โบอิ้ง 777-300ER มาบินแทน

สำหรับเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ของยูไนเต็ต ปัจจุบันจัดเรียงที่นั่งให้บรรทุกผู้โดยสารได้ 374 ที่นั่ง แต่ในฝูงบินโบอิ้ง 777-200 ที่ใช้งานอยู่ มีการจัดเรียงที่นั่งหลากหลายที่รองรับผู้โดยสารได้ 266-364 ที่นั่ง ในขณะที่เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างโบอิ้ง 787-8 และ 787-9 ดรีมไลเนอร์ มีการจัดวางที่นั่งโดยสาร 219 ที่นั่ง และ 252 ที่นั่ง ตามลำดับ

จากการประกาศแผนปลดประจำการโบอิ้ง 747 ของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ จะทำให้ สายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ เป็นสายการบินเพียง 1 เดียวของสหรัฐที่ยังคงใช้งานโบอิ้ง 747 ที่มีอยู่ 9 ลำต่อไป โดยทางเดลต้าเองก็มีแผนที่จะเลิกใช้งานโบอิ้ง 747 ในช่วงปลายปี 2017 เช่นกัน

ด้าน นายมอร์แกน ดูแรนท์ โฆษกของสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ กล่าวว่า เดลต้ามีแผนจะปลดประจำการโบอิ้ง 747 จำนวน 5 ลำที่ยังมีใช้งานในช่วงสิ้นปี 2016 นี้ และจำนำเอาเครื่องบินอื่นๆ ที่มีอยู่มาใช้งานแทน เช่น เครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 ใหม่รวมทั้ง แอร์บัส เอ350 XWB ที่เดลต้าแอร์ไลน์ มีกำหนดรับมอบเข้าประจำการในปี 2017 ด้วย ทั้งนี้เครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่เดลต้าใช้งานอยู่มีการจัดเรียงที่นั่งโดยสารลำละ 376 ที่นั่ง.

ที่มา : usatoday

อำลา ‘โบอิ้ง 747’ คาเธ่ย์แปซิฟิค บินเที่ยวสุดท้ายฮ่องกง-ฮาเนดะ

ตามไปดู ‘จัมโบเจ็ต’ 747-400 ของ KLM โชว์ลงจอดที่ ‘เซนต์ มาร์เท่น’ (ชมคลิป)

 

เว็บไซต์จีนห้ามค้นหาชื่อล้อเลียนน้ำหนัก ‘คิม จอง อึน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785472

 

เว็บไซต์ในประเทศจีนแบนห้ามค้นหาชื่อล้อเลียนน้ำหนักตัวของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยเป็นการแบนครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เว็บไซต์ในประเทศจีนดำเนินการห้ามไม่ให้ผู้ใช้งานค้นหาคำว่า ‘เจ้าอ้วนคิมที่ 3’ (Fatty Kim the Third) ซึ่งเป็นชื่อล้อเลียนของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่ชาวจีนนิยมเรียกกัน ขณะที่กระทรวงต่างประเทศจีนออกมาระบุว่า พวกเขาไม่ยอมรับการล้อเลียนผู้นำต่างชาติ

ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตชาวจีนเริ่มรู้สึกตัวตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าการค้นหาคำว่า เจ้าอ้วนคิมที่ 3 บนเว็บไซต์ เว่ยป๋อ ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นทวิตเตอร์เมืองจีน และเว็บไซต์สืบค้น ไป่ตู้ ไม่สามารถทำได้ เป็นสัญญาณปกตที่บ่งบอกว่าคำคำนี้ถูกแบนไม่ให้ค้นหา

นายเกิง ชวง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องการแบนคำค้นหาดังกล่าว แต่ระบุว่า ข่าวนี้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง “สิ่งที่ผมต้องการคือการเน้นย้ำว่าอุทิศตัวเพื่อสร้างความเข้าใจเหตุผล, วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่ดีในความคิดเห็นของสังคม จีนไม่ยอมรับการใช้คำล้อเลียนหรือต่อว่าเรียกผู้โดยประเทศใดๆ”

ทั้งนี้ ชาวจีนไม่ค่อยชื่นชอบในตัวของคิม จอง-อึน เนื่องจากเกาหลีเหนือดำเนินการทดสอบขีปนาวุธและทดลองอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง และชื่อล้อเลียนดังกล่าว ซึ่งสื่อถึงน้ำหนักตัวของผู้นำตระกูลคิมแห่งเกาหลีเหนือทั้ง 3 รุ่น ซึ่งรวมถึง คิม อิล-ซุง และคิม จอง-อิล ปู่และบิดาของคิม จอง-อึน ก็เคยถูกแบนมาก่อนแล้วเมื่อเดือนก.ย.

 

มาเลย์ฝากความหวังนายกฯ ญี่ปุ่น กล่อม ‘ทรัมป์’ หนุน TPP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 01:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785457

 

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียขอให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โน้มน้าวโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ผู้นำใหม่สหรัฐฯ ให้สนับสนุนข้อตกลงทีพีพี ระหว่างที่ทั้งสองคนพบปะกันในวันพฤหัสบดีนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ย. นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศมาเลเซีย ร้องขอให้นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พยายามโน้มน้าว โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ให้สนับสนุนความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) เมื่อทั้งสองคนพบปะกันตามกำหนดการที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้

มาเลเซียและญี่ปุ่นเป็น 2 ใน 12 ประเทศที่เป็นหุ้นส่วนข้อตกลงทีพีพี โดยญี่ปุ่นกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายในการให้รัฐสภาอนุมัติกฎหมายที่จำเป็นในการให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการเจรจาอาจสามารถให้สัตยาบันได้ทันก่อนที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา จะก้าวลงจากตำแหน่ง ขณะที่นายทรัมป์ ว่าที่ผู้นำใหม่ ก็แสดงความต่อต้านข้อตกลงนี้อย่างรุนแรง

เมื่อวันพุธนายนาจิบบอกกับนายอาเบะว่า มาเลเซียได้เคลียร์ทางเพื่อการให้สัตยาบันข้อตกลงทีพีพีแล้ว และเรียกร้องให้นายอาเบะอธิบายถึงความสำคัญของข้อตกลงนี้แก่นายทรัมป์ ในตอนที่พวกเขาพบกันในวันพฤหัสบดีนี้

“เราหวังว่าข้อตกลงทีพีพีจะมีผลบังคับใช้” นายนาจิบกล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับนายอาเบะ เขาเสริมด้วยว่า การพบกันระหว่างนายอาเบะกับนายทรัมป์ เป็นสิ่งที่สมาชิกทีพีพีที่เหลือเฝ้ารออย่างมาก “หวังว่าความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของทีพีพีจกได้รับการยอมรับจากรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเข้ามาบริหาร รวมทั้งประเทศสมาชิกทั้งหมด”

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร นายอาเบะกล่าวในการประชุมรัฐสภาว่า เขาหวังที่จะสร้างความเชื่อใจกับผู้นำคนต่อไปของสหรัฐฯ พันธมิตรที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น “เมื่อผมพบนายทรัมป์ ผมอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องเศรษฐกิจ, การค้า, ความมั่นคง และความสัมพันธ์กับความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และต้องการสร้างความสัมพันธ์ด้วยความเชื่อใจ” นายอาเบะกล่าว

 

ซีเรียทิ้งบอมบ์อเลปโปต่อเนื่อง โดนรพ.-ธนาคารเลือด ดับอีก 27 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 พ.ย. 2559 01:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785446

 

กองทัพรัฐบาลซีเรียโจมตีทางอากาศในภาคตะวันออกของเมืองอเลปโปต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ในวันพุธ โดยการโจมตีถูกโรงพยาบาลและธนาคารเลือด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัฐบาลซีเรียดำเนินการโจมตีทางอากาศในเมืองอเลปโปอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ในวันพุธ (16 พ.ย.) หลังจากหยุดโจมตีทางอากาศไป 3 สัปดาห์ ตามมาตรการหยุดโจมตีร่วมกับรัสเซีย โดยการโจมตีไปตกที่โรงพยาบาล, ธนาคารเลือด และโรงเรียนหลายแห่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย รวมเด็ก 4 คน

เจ้าหน้าที่ในที่เกิดเหตุ ร่วมกับสมาคมการแพทย์อเมริกันซีเรีย บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า เขตอัล-ชาร์ เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยระเบิดถัง (บาร์เรล บอมบ์) ถูกทิ้งลงมาใส่โรงพยาบาลเยาวชน, โรงพยาบาล อัล-บายาน และธนาคารเลือดกลาง ส่วนอาคารข้างเคียงก็ถูกทำลายลงจนราบคาบ

ขณะที่ นายเบบาร์ เบชาอาล จากหน่วยกู้ภัย ‘กลุ่มป้องกันพลเรือนซีเรีย’ หรือกลุ่ม ‘หมวกนิรภัยขาว’ ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย ไม่รวมผู้เสียชีวิต 3 รายที่ถูกดึงออกจากซากอาคารเมื่อวันอังคาร และคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก ส่วนเคลื่อนไหวของ ศูนย์สื่ออเลปโป (เอเอ็มซี) เผยว่า มีเด็ก 4 คนเสียชีวิตในเขต อัล-ซุคคารี

ด้าน ดร.ฮาเตม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเยาวชน กล่าวว่า เขารู้สึกได้ว่าระเบิดถังประมาณ 20 ลูกถูกทิ้งลงมาใส่อาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอพยพไปรวมกันที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลบการโจมตีที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเช้า

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ออกมาประณามการโจมตีโรงพยาบาลอีก 3 แห่งในพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองอเลปโป และอีก 2 แห่งในจังหวัดอิดลิบ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ “การโจมตีต่อภาคสาธารณสุขในซีเรียเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ทั้งในแง่ของความถี่และความเสียหาย” พวกเขายังระบุอีกว่า ในปี 2016 การโจมตีเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วถึง 126 ครั้ง

 

รัสเซียดำเนินการถอนตัวจาก ‘ศาลอาญาระหว่างประเทศ’ ชี้ไม่เที่ยงธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 23:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785291

 

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ออกคำสั่งถอนตัวจากสนธิสัญญาก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศแล้วเมื่อวันพุธ โดยใช้ว่าไม่มีความเที่ยงธรรม…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ย. ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งประเทศรัสเซีย ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ภายใต้อำนาจประธานาธิบดี เพื่อดำเนินการถอนชี่อรัสเซีย ออกจาก ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) โดยกล่าวหาว่าไม่มีความเที่ยงธรรม

รัสเซียลงนามในธรรมนูญกรุงโรมฯ เมื่อปี 2000 แต่ไม่เคยให้สัตยาบัน หมายความว่ารัสเซียไม่สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกภายใต้เขตอำนาจในการตัดสินคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันจันทร์ ไอซีซี ออกมาระบุว่าการควบรวมแคว้นไครเมียของยูเครนโดยรัสเซียเมื่อปี 2014 เป็นการใช้อาวุธช่วงชิง พวกเขายังเริ่มตรวจสอบข้อหาอาชญากรรมสงคราม ที่กระทำโดยกองทัพรัสเซียและจอร์เจีย ระหว่างที่ทั้งสองประเทศทำสงครามกันเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในปี 2008 ด้วย

หลังประธานาธิบดีปูตินออกคำสั่งฝ่ายบริหารในวันพุธ กระทรวงต่างประเทศรัสเซียก็ออกแถลงการณ์ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “น่าเสียดายที่ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ไม่มีความเที่ยงธรรมต่อความหวังที่ผูกมัดกับพวกเขา และไม่ได้เป็นองค์กรอิสระเพื่อความยุติธรรมระหว่างประเทศอย่างแท้จริง” “ตลอดระยะเวลาการทำงาน 14 ปี ไอซีซีประกาศคำตัดสินคดีเพียง 4 ครั้ง และใช้จ่ายงบประมาณไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”

ด้านนาย ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียบอกกับผู้สื่อข่าวว่า การตัดสินใจถอนชื่อรัสเซียออกจากธรรมนูญกรุงโรมฯ มีขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศ และเป็นการทำให้เป็นทางการเท่านั้น เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้นในเรื่องอำนาจการตัดสินคดี

ทั้งนี้ ประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้และแกมเบีย อาจตอบรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซีย เนื่องจากทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศถอนตัวออกจาก ไอซีซี อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการเยาะเย้ยบรรทัดถานระหว่างประเทศของรัสเซียเท่านั้น


โดนัลด์ ทรัมป์

อนึ่ง ประเทศส่วนใหญ่ในแอฟริกาและยุโรปยังคงให้การสนับสนุนศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นศาลถาวรเพื่อตัดสินคดีอาชญากรรมสงครามระหว่างแห่งแรก แต่หลายประเทศอาจต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตที่มากขึ้นจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ผู้จะรับตำแหน่งในปีหน้า เนื่องจากเขามีท่าทีว่าจะลดความสำคัญของนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศลง

 

รับกรรมชาตินี้ ศาลเบลเยียมจำคุก 6 ปี หญิงไทยจัดส่งเหยื่อสาวไทยไปขายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 19:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785187

 

รับกรรมกันไป..ศาลเบลเยียมพิพากษา จำคุกหญิงไทย ส่งสาวไทยไปขายตัวในเบลเยียม 6 ปีพร้อมยังต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งอีก 6.5 หมื่นยูโรให้แก่เหยื่อสาวไทย ตอนนี้ศาลอาญาเมืองลิเอจน์ยังกำลังพิจารณาคดีรอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปสหรัฐฯ อีกคดี

เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ย. ศาลอาญาแห่งเมืองลิเอจน์ได้อ่านคำพิพากษาตัดสินจำคุก 6 ปี นางอลิซ สเปนเซอร์ วาร์เรน หรือนางสุมาลี อินทรทอง วัย 55 ปี ในข้อหาจัดส่งหญิงไทยไปประกอบอาชีพโสเภณี ร่วมเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ การกดขี่ให้ผู้อื่นทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนโดยผิดกฎหมาย และการฟอกเงิน โดยมีผู้ต้องหาเพียง 2 คนคือ นางอลิซ สเปนเซอร์ วาร์เรน และนายสีชาน คาดี ที่มาฟังคำพิพากษาขณะที่อีก 2 คนได้หลบหนี ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลัง

ผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาว่า จากพยานหลักฐานและคำให้การของเหยื่อตามสำนวนในคดี เห็นว่าผู้ต้องหาทั้งหมดได้กระทำความผิดจริงจึงพิพากษาตัดสิน นางอลิซ สเปนเซอร์ วาร์เรน ต้องโทษจำคุก 6 ปี นางพรพรรณ วิจิตสมบัติ ต้องโทษจำคุก 4 ปี นายสีชาน คาดี ต้องโทษจำคุก 4 ปี นายอาร์บอง อเล็กซานโดร ต้องโทษจำคุก 2 ปี ทั้งนี้ ผู้ต้องหาแต่ละคนต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่สาวไทยที่เป็นผู้เสียหาย 4 คน ตามสัดส่วนของความผิดดังที่ระบุในคำฟ้อง โดยนางอลิซ สเปนเซอร์ วาร์เรน ต้องชดใช้ในวงเงินทั้งสิ้น 65,056.09 ยูโร

สำหรับเครือข่ายจัดส่งสาวไทยไปค้าประเวณีในเบลเยียมมีผู้ต้องหาร่วมขบวนการในคดีนี้จำนวน 4 คนคือ 1. นางอลิซ สเปนเซอร์ วาร์เรน ผู้จัดหาสาวไทยจัดส่งไปเบลเยียมโดยขอวีซ่าผ่านประเทศที่สาม เช่น อิตาลี สเปน ก่อนเดินทางเข้าเบลเยียมเพื่อค้าประเวณี 2. นางพรพรรณ วิจิตสมบัติ หรือโรส รับผิดชอบดูแลเมื่อสาวไทยเดินทางมาถึงเบลเยียมด้านที่พักอาหาร ลงโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต จัดการติดต่อหาลูกค้าและดูแลรายได้ของหญิงไทย และได้หลบหนีกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2558 3. นายสีชาน คาดี หรืออาลี ถือสัญชาติอังกฤษเชื้อสายปากีสถาน ทำหน้าที่รับช่วงต่อจากนางโรส ดูแลหญิงไทยให้หลบหนีค้าประเวณีในหลายเมืองในเบลเยียม เช่น กรุงบรัสเซลส์ เมืองลิเอจน์ เมืองอาร์ลอง และ 4. นายอาร์บอง อเล็กซานโดร ชักนำหญิงสาว 2 คนจากโรมาเนียมาค้าประเวณีและได้หลบหนีกลับโรมาเนีย

หลังจากที่ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินเสร็จเรียบร้อย อัยการได้ขอให้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองในทันที เนื่องจากเป็นโทษจำคุกหนักและต้องมีการชดใช้ทางแพ่ง อีกทั้งผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีความผูกพันกับเบลเยียมและอาจหลบหนีได้ หากได้รับการปล่อยตัว ขณะที่ทนายความของผู้ต้องหาได้ร้องขอต่อศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลพิพากษายืนยันให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองทันที

ศาลอาญาแห่งเมืองลิเอจน์ได้ทำการไต่สวนคดีมาหลายครั้ง โดยในการไต่สวนคดีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ขณะที่นางอลิซซึ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแต่ต้องใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ได้เดินออกมาจากห้องพิจารณาคดี ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมตามหมายจับระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกระทำการค้าประเวณี สมรู้ร่วมคิดบังคับใช้แรงงาน สมรู้ร่วมคิดในการฟอกเงิน และสมรู้ร่วมคิดปลอมแปลงวีซ่าเข้าสหรัฐฯ และถูกควบคุมตัวกลับเข้าเรือนจำอีกครั้งหนึ่ง โดยศาลอาญาแห่งเมืองลิเอจน์อยู่ในระหว่างการพิจาณาการส่งตัวนางอลิซ สเปนเซอร์ วาร์เรน ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนตามที่ทางการสหรัฐอเมริการ้องขออีกด้วย

ทั้งนี้ ทางการสหรัฐฯ ระบุว่า นางสุมาลี อินทรทอง อายุ 55 ปี หญิงไทย เป็นหัวหน้าแก๊งเครือข่ายค้ากามส่งหญิงไทยมายังสหรัฐฯ จากผลจับกุมคนไทย 12 คน และชาวอเมริกัน 5 คน ที่ร่วมขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติส่งหญิงไทยไปค้าประเวณีในหลายรัฐทั่วสหรัฐอเมริกา ทำให้สามารถทลายขบวนการค้าประเวณีทั่วประเทศสหรัฐฯ ของเครือข่ายนี้ที่หญิงไทยนับร้อยคนตกเป็นเหยื่อถูกล่อลวงไปค้าประเวณี โดยเป็นขบวนการเครือข่ายที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับการส่งตัวสาวไทยไปค้าประเวณีประเทศเบลเยียม.

 

ทรัมป์ ดับเรื่องวุ่น ลูกเขยไม่เกี่ยว ปลด 2 แกนนำจากทีมงาน ถ่ายโอนอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 18:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785161

 

ทรัมป์ ดับกระแสข่าววุ่นๆ ในเรื่องตั้งทีมถ่ายโอนอำนาจในทำเนียบขาว ยันเป็นคนตัดสินใจเองที่จะเลือกใครมาร่วมในรัฐบาลและตำแหน่งอื่นๆ หลังสื่อมะกัน เผย สมาชิกระดับสูง 2 คน โดนปลดจากทีมรับมอบงานด้านความมั่นคง เพราะจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยและที่ปรึกษาคนสนิททรัมป์ อยู่เบื้องหลัง

เมื่อ 16 พ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศจับตาความเคลื่อนไหวของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งอยู่ในช่วงฟอร์มทีมที่ปรึกษา และเฟ้นหาผู้ที่จะเลือกมาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลของเขา ภายหลังกระทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ในวันที่ 20 ม.ค.ปีหน้าว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ทรัมป์ ได้ปกป้องถึงกรณีที่มีข่าวออกมาว่า มีสมาชิกอาวุโสสองคนของพรรครีพับลิกันถูกบีบบังคับให้ออกไปจากทีมงานถ่ายโอนอำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์

บีบีซีแจ้งว่า ทรัมป์ได้แต่งตั้งนายไมค์ เพนซ์ คู่หูชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขาแทนนายคริส คริสตี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ให้มาทำหน้าที่หัวหน้าทีมงานถ่ายโอนอำนาจในทำเนียบขาว ขณะที่นิวยอร์ก ไทมส์ สื่อในสหรัฐฯ  เผยว่า นายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย และยังเป็นที่ปรึกษาคนสนิทของทรัมป์ คือผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมงานถ่ายโอนอำนาจของทรัมป์ในครั้งนี้


นายคริส คริสตี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งถูกเปลี่ยนตัวไม่ได้เป็นหัวหน้าทีมรับมอบงานถ่ายโอนอำนาจของทรัมป์แล้ว

ขณะที่ รายงานของนิวยอร์ก ไทมส์ ยังเผยว่า นายไมค์ โรเจอร์ส อดีตประธานคณะกรรมการของสภาคองเกรสและข่าวกรอง ได้ประกาศลาออกจากการอยู่ในทีมงานถ่ายโอนอำนาจด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ เมื่อวันอังคารที่ 16 พ.ย. ขณะที่ นายแมทธิว ฟรีดแมน สมาชิกอีกคนในทีมก็ถูกปลดจากตำแหน่งดังกล่าวเช่นกัน

นิวยอร์ก ไทมส์ รายงาน ว่า นายคริสตี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์เคยเป็นอัยการสูงสุดประจำรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเคยเป็นผู้ส่งฟ้อง นายชาร์ลส์ คุชเนอร์ บิดาของนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขย ในคดีเลี่ยงภาษี เมื่อปี 2547 จนส่งผลต่ความสัมพันธ์ระหว่างนายคริสตี กับจาเร็ด คุชเนอร์


โดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย

ข่าวแจ้งว่า ส่วนสาเหตุที่นายโรเจอร์ส ถูกกดดันให้ลาออกจากทีมรับมอบงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ เป็นเพราะมีคนคิดกันว่าเขาสนิทสนมใกล้ชิดกับนายคริสตี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ขณะที่นายฟรีดแมน ก็เคยพูดปกป้องนายพอล มานาฟอร์ต ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการฝ่ายหาเสียงของทรัมป์ ที่ลาออกไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ท่ามกลางข่าววุ่นวาย สมาชิกระดับสูง 2 คน โดนบีบให้ออกไปจากทีมรับมอบงานบริหารด้านความมั่นคงแห่งชาตินั้น ในที่สุด ทรัมป์ได้ออกมาพยายามดับข่าววุ่นๆ นี้ ผ่านทางทวิตเตอร์ว่า กระบวนการตั้งทีมทำงานของเขาเป็นไปอย่างดีมาก และเขาเป็นผู้ตัดสินใจในการตั้งคนมาร่วมในรัฐบาลและในตำแหน่งอื่นๆ เขาคือคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะแต่งตั้งใครขึ้นมารับตำแหน่งดี.

 

กีวีผวา ดินไหวไม่หยุดเกือบ 2พันครั้ง เรือรบออสซี่ แคนาดา มะกันช่วยอพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ย. 2559 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/785037

 

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหวนิวซีแลนด์ ตรวจวัดพบเกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนตามมาแล้วเกือบ 2 พันครั้ง หลังเกิดธรณีพิโรธใหญ่ขนาด 7.8 ขณะที่เรือรบสหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย กำลังมุ่งหน้ามาช่วยอพยพผู้คนออกจากเมืองไคคอราได้รับความเสียหายหนัก

เมื่อ 16 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพเรือออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐฯ กำลังส่งเรือรบมุ่งหน้ามาช่วยในการอพยพชาวนิวซีแลนด์ ออกจากเมืองไคคอรา บนเกาะใต้ ซึ่งได้รับความเสียหายหนักสุดจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 7.8 เมื่อ 13 พ.ย. และยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกกว่าพันครั้ง นอกจากน้ัน ถนนสายไครสต์เชิร์ชมายังเมืองไคคอราบางช่วงไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เนื่องจากแผ่นดินไหวทำให้เกิดเหตุดินถล่มลงมาจากภูเขาลงมาบนถนน จนชาวเมืองไคคอราหลายพันคนต้องติดอยู่ในเมือง ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนั้น ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากยังเมืองไคคอรา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในเรื่องการมาดูวาฬ

บีบีซีแจ้งว่า เรือรบ HMNZS Canterbury ของนิวซีแลนด์ ถูกส่งมาถึงเมืองไคคอราแล้ว ขณะที่เรือ HMNZS Wellington เริ่มภารกิจสำรวจใต้ท้องทะเล ขณะที่เรือรบของแคนาดา HMC Vancouver, เรือ HMAS Darwin ของออสเตรเลีย และเรือพิฆาต USS Sampson ของสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองไคคอรา เพื่อช่วยอพยพผู้คนด้วย


เรือรบ USS Sampson ของสหรัฐฯ

สำหรับเรือรบของแคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐฯได้มายังเมืองโอ๊คแลนด์ บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ของการก่อตั้งกองทัพเรือนิวซีแลนด์ แต่เรือรบทั้ง 3 ลำ ได้เปลี่ยนมาปฏิบัติภารกิจช่วยอพยพผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวแทน โดยนายเกอร์รีย์ บราวน์ลี รมว.กลาโหมของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า การเสนอความช่วยเหลือดังกล่าวของกองทัพเรือทั้ง 3 ประเทศ ทำให้รู้สึกมีกำลังใจ ขณะที่กองทัพเรือสิงคโปร์และญี่ปุ่นก็ได้เสนอพร้อมจะส่งเรือรบมาช่วยอพยพผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเช่นกัน


บ้านใกล้เมืองไคคอรา พังเสียหายหมดทั้งหลัง ทำให้ หลุยส์ เอ็ดการ์ ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้าน เสียชีวิต

วันเดียวกัน ตามรายงานของ ‘GeoNet’ สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลนิวซีแลนด์ ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ได้เกิดแผ่นดินไหวแล้วอย่างน้อย 1,823 ครั้ง ขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมจากเหตุแผ่นดินไหว ‘ทอนคินและเทย์เลอร์’ ได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลนิวซีแลนด์มาประเมินค่วามเสียหายที่เมืองไคคอรา เผยกับบีบีซีว่า ความเสียหายของเมืองไคคอราอยู่ในขั้น ‘หายนะ’ เพียงแต่อาคารบ้านเรือนของประชาชนไม่ได้รับความเสียหายมากนัก


ดินถล่มลงมาจากภูเขาลงบนถนน ไฮเวย์ สายสำคัญ หลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ขนาด 7.8 อีกทั้งยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระทึก แผ่นดินไหวกีวี ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำแตก เตือนปชช.รีบอพยพขึ้นที่สูง