เปิดใจ’พระถิรวิริโย(บัวขาว บัญชาเมฆ)’อุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/298558

เปิดใจ'พระถิรวิริโย(บัวขาว บัญชาเมฆ)'อุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

เปิดใจ’พระถิรวิริโย(บัวขาว บัญชาเมฆ)’อุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ร.9

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 12.51 น.

ถือเป็นอีกหนึ่งคนดังที่ตั้งใจบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “บัวขาว บัญชาเมฆ” โดยตั้งใจบวชเป็นเวลา 9 วัน คุยเช้าSHOW ออกตัวเร็วกว่าใครเพื่อนทำเทปพิเศษตามไปสนทนาธรรมกับ “หลวงพี่บัวขาว” หรือ “พระถิรวิริโย”

หลวงพี่บวชครั้งนี้เพื่อในหลวง รัชกาลที่ ๙  ใช่ไหม ?

“จริงๆแล้ว อาตมาได้พึงประสงค์มาตั้งนานแล้ว ตอนที่เราได้มีโอกาสกราบพระบรมศพก็ได้บอกต่อพระองค์ท่านต่อหน้า ตั้งใจไว้เลย เราเดินตามรอยพระองค์ท่านมาตลอด อย่างเราขึ้นชกเราก็ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านติดตัวไปด้วยเสมอเวลาขึ้นชก”

ตอนหลวงพี่เป็นฆราวาส หลวงพี่นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านติดตัวไปด้วยตลอด ?

“ถูกต้องโยม รู้มั้ยเพราะอะไร เพราะว่าเหมือนเวลาเราไปทำศึกทุกครั้งคือเหมือนกับเราให้พระองค์ท่านเป็นแม่ทัพนำทัพเราไป เพราะการขึ้นเวทีมันจะมีเสียงตะโกน เสียงว่าต่างๆ ส่วนมากว่าว่าเรากระจอก ไม่มีฝีมือบ้าง ทำให้เราเสียสมาธิได้ เพราะฉะนั้นเราถึงติดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ติดตัวไปด้วยทุกที่เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ นี่คือบารมีพระองค์ท่านที่ทำให้เรามีชัยชนะกลับมาจนได้ขึ้นเวทีโลกตลอด”

หลวงพี่เคยพบพระองค์ท่านด้วยตัวเองไหม ?

“ไม่เคยพบด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่เราทำกิจกรรมต่างๆ ก็เหมือนเราได้ตอบแทนพระองค์ท่าน เหมือนพระองค์ได้ทอดพระเนตรเราอยู่ตลอดเวลา”

ความรู้สึกทุกครั้งที่ได้ชูพระบรมฉายาลักษณ์ตอนชนะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ?

“เวลาเราขึ้นชกเรากดดันมากแต่พอชนะเราได้ชูพระบรมฉายาลักษณ์ท่านแล้วรู้สึกปลื้มปริ่ม น้ำตามันไหลออกมาเอง”

ตอนนี้บวชที่วัดบางแวก จริงๆหลวงพี่จะไปถือศีลปลีกวิเวกใช่ไหม บอกได้ไหม ?

“เราจะอยู่ที่วัดบางแวก 1 คืน เช้ามาจะออกบิณฑบาตแถวนี้ แล้วจะเดินทางไปจำวัดที่เชียงใหม่ แถวแม่แตง”

หลวงพี่บวชแล้วยังมีการออกกำลังกายอยู่ไหม เพราะตอนเป็นฆราวาสเราเป็นนักมวยซึ่งออกกำลังกายตลอด  ?

“จริงๆการออกกำลังกายมาจากภายใน คือมีรอยยิ้มที่ร่าเริง แล้วเราบวชแค่ 9 วัน คือก่อนหน้านั้นเราก็ทำสะสมมาแล้ว”

หลวงพี่เคยคิดว่าจะบวชไม่สึกเลยใช่มั้ย ?

“จริงแต่ยังทำหน้าที่ไม่เสร็จ ภารกิจที่เราต้องทำยังมีอยู่”

หลวงพี่ฝากธรรมะให้กับคนทางบ้านสักหน่อย ?

“สวัสดีญาติโยมทุกคน ขออภัยญาติโยมที่ยังไม่รู้ ไม่ได้อยากประกาศอะไรมาก บวชครั้งนี้เราตั้งใจทำจริงๆ ญาติโยมที่มาร่วมบุญก็ถือว่ามาทำบุญร่วมกัน จริงๆแล้วอาตมาก็ไม่ได้มีคำสอนอะไรมาก เราปฏิบัติตามใจเรามาตลอด คือเราต้องมีสติ สมาธิ ในการพูด การปฏิบัติ ในการใช้ชีวิต สมาธินั้นแปลว่าอะไร สมาธิในการพูด ถ้าพูดดีก็เกิดประโยชน์กับตัวเรา ถ้าพูดไม่ดีคนรอบข้างก็อาจจะไม่พอใจ สมาธิในการปฏิบัติ ก็คือการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ  ถ้าเรามีสมาธิในการใช้ชีวิตก็เชื่อว่าเราจะมีคนรักเรา คนชอบ อ่อนน้อมถ่อมตน”

และเตรียมพบกับรายการ “คุยแซ่บ SHOW” ได้โฉมใหม่ เวลา 14.00-15.00 น. ทางช่องONE31 เริ่ม 30 ตุลาคมนี้

 

 

‘บ๊อบ – ณัฐธีร์’นำทีมผู้ประกาศทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจจากพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/298555

'บ๊อบ – ณัฐธีร์'นำทีมผู้ประกาศทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจจากพ่อ

‘บ๊อบ – ณัฐธีร์’นำทีมผู้ประกาศทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจจากพ่อ

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 12.46 น.

ทีมผู้ประกาศข่าว Smart News นำโดย บ๊อบ – ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ กวาง – อรการ จิวะเกียรติ และโมไนย เย็นบุตร ขอเป็นตัวแทนของ ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ร่วมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการน้อมนำเรื่องราวของพระองค์ท่านมาเป็นแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้า และการทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม

บ๊อบ – ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ และครอบครัว ขอยึดมั่นในความพอเพียงมาเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต“จากการที่เห็นพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาท ที่พระองค์ได้ตรัสไว้กับคนไทยในวาระต่างๆ พอได้ย้อนกลับไปอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าพระองค์สั่งสอนเราในทุกโอกาสทุกจังหวะชีวิต แต่ที่อยู่ในความทรงจำได้ดีก็คือพระองค์ทรงเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฉลองพระองค์และฉลองพระบาทที่เรียบง่าย หรือภาพของหลอดยาสีฟันที่ทรงใช้แบบเห็นคุณค่า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ทรงงานต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นมากกว่าคำสอนก็ว่าได้ เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ทำให้ผมกลับมาย้อนคิดและดูการใช้ชีวิตของตัวเองว่าเราควรยึดถือปฏิบัติตามพระองค์ แค่เดินรอยตามพระองค์ก็ทำให้เรารู้สึกปล่อยวาง การยึดมั่นถือมั่นก็ลดลง และมีความสุขมากยิ่งขึ้น ผมก็ใช้สอนลูกๆ ให้เห็นถึงสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ตามแบบพระองค์ นี่คือสิ่งที่มีค่ายิ่งที่คนไทยทุกคนได้รับจากพระองค์จริงๆ”

ด้านผู้ประกาศสาว กวาง – อรการ จิวะเกียรติ ยืนยันจะทำหน้าที่ในเส้นทางของตนเองให้ดีที่สุด “กวางมีโอกาสได้ทำรายการที่เกี่ยวกับพระราชดำรัสหรือคำสอนของพระองค์ท่านหลายครั้ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่กวางนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานก็คือ การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ซึ่งกวางเองอยู่ในเส้นทางของสื่อมวลชนและพระองค์ท่านเคยพระราชทานเอาไว้ว่า คนที่ทำหน้าที่ของสื่อมวลชนต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เปรียบเหมือนฟองอากาศที่ไปอุดตันเส้นเลือดและอาจจะปลิดชีพคนๆ หนึ่งได้เลย สิ่งนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่กวางยึดถือในการทำงานมาโดยตลอด ทุกๆ วันที่มาอ่านข่าวหรือทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กวางพยายามที่จะตรวจสอบและเสาะหาข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างรอบครอบมากที่สุดในการนำเสนอ เพื่อให้เราทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้ดีที่สุด และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ชมด้วยเช่นกัน”

‘หนิง ปณิตา’ถ่ายแบบหลังลาสิกขา กับลุคสกินเฮดสุดเปรี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/298539

'หนิง ปณิตา'ถ่ายแบบหลังลาสิกขา กับลุคสกินเฮดสุดเปรี้ยว

‘หนิง ปณิตา’ถ่ายแบบหลังลาสิกขา กับลุคสกินเฮดสุดเปรี้ยว

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 11.06 น.

20 ต.ค.60 หลังจากเข้าสู่เส้นทางสายธรรมะ สำหรับ หนิง ปณิตา ธรรมวัฒนะ ที่ปลงผมบวชชีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ เสถียรธรรมสถาน เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ลาสิกขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด หนิงก็ได้กลับมาลุยงานถ่ายแบบแซ่บๆ ในลุคใหม่ กับผมทรงสกินเฮด ที่ดูเฉี่ยว เป็นสาวเท่ไปอีกแบบ ทำเอาแฟนๆ กดไลค์กันรัวๆ เลยทีเดียว

https://www.instagram.com/p/BaLzdQOhKwx/

https://www.instagram.com/p/Baa1Sx6ho34/

https://www.instagram.com/p/Baaz_sJHkhY/

ชีวิตนี้ ไม่ลืม ‘คำสอนพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/298406

ชีวิตนี้ ไม่ลืม ‘คำสอนพ่อ’

ชีวิตนี้ ไม่ลืม ‘คำสอนพ่อ’

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

จอร์จ-ฐปนัท

“ผมดำเนินตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการดำเนินชีวิตครับ ใช้ชีวิตแบบพอเพียง คือ สิ่งที่ผมยึดถือ เอามาใช้กับชีวิตของผมครับ”

หยก-รินรดา รวีเลิศ

“มีหลายสิ่งที่พระองค์ท่านทรงลงมือทำให้เราเห็น หยกเองก็ได้ยึดพระองค์ท่านเป็นต้นแบบในด้านความเสียสละค่ะ พระองค์เสียสละทุกอย่างส่วนพระองค์เพื่อประชาชนมาเสมอ ทราบมาว่า แท้จริงแล้วพระองค์ทรงโปรดวิชาวิศวกรรมศาสตร์ แต่ทรงเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์ กฎหมาย และวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ในขณะที่ใครหลายคนเลือกที่จะตามใจตัวเองและอ้างสิ่งที่ตนชอบว่าทำประโยชน์อะไรได้บ้าง แต่พระองค์ท่านเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนก่อน และเลือกความโปรดปรานของพระองค์เป็นที่หลัง ยากที่จะหาใครเสมอเหมือน ไม่มีใครเทียบเท่าพระองค์ได้ แต่แค่ได้เดินตามรอยของพระองค์ท่าน คนละก้าวสองก้าวรวมกัน ก็จะได้ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก่อประโยชน์แก่ส่วนรวม สานต่อพระราชปณิธาน หยกจะเป็นก้าวเล็กๆ ที่ตามรอยพ่อ ร่วมกับประชาชนของพระองค์ทุกคน”

อี๊ด โปงลาง

“ถ้าให้นึกถึงคำสอนของพระองค์ท่าน เพื่อยึดถือเป็นแบบอย่าง ผมนึกถึงโครงการต่างๆ ของพระองค์ท่านครับ ที่ใกล้ตัวและประทับใจมากคือ การเพาะปลานิล ด้วยโครงการนี้ทำให้คนไทยสามารถนำมาเป็นอาชีพค้าขาย ส่งออกไปทั่วประเทศ กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เป็นรายได้ของประชาชนชาวเกษตรกร และในเรื่องของการตามรอยพระองค์ท่าน ที่ยึดถือและปฏิบัติมาตลอดคือเรื่องของความพอเพียง มีน้อยใช้น้อย เก็บหอมรอมริบ อยู่อย่างสมถะ ขยันขันแข็ง อดทนต่อความเหนื่อยยากลำบากครับ”

แพทย์และนักวิชาการชี้พ่อแม่อย่าเลี้ยงลูกผิด แนะควรพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งกายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298238

แพทย์และนักวิชาการชี้พ่อแม่อย่าเลี้ยงลูกผิด  แนะควรพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งกายใจ

แพทย์และนักวิชาการชี้พ่อแม่อย่าเลี้ยงลูกผิด แนะควรพัฒนาเด็กอย่างสมดุลทั้งกายใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ดร.สายสุรี จุติกุล

แนะแนวทาง แก้วิกฤติเด็กปฐมวัย ห่วงเด็กไทยถูกพัฒนาในทางที่ผิด เร่งแก้ไข 4 ค่านิยมร้ายของพ่อแม่ และให้ความรู้ในการดูแลอย่างถูกต้อง ก่อนสายเกินแก้

สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดงานแถลงข่าว “วิกฤติปฐมวัย กระทบอนาคตชาติ” โดยมี ดร.สายสุรี จุติกุล รองประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ อาจารย์จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และพญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ร่วมพูดคุยและเปิดเผยถึงสภาวะเด็กไทยในปัจจุบัน พบว่า “เด็กไทยในปัจจุบัน มุ่งเน้นแต่การพัฒนาไอคิว ไม่เปิดโอกาสให้สำรวจ ลงมือทำ ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ขาดการเรียนรู้ทักษะชีวิต ไม่มีวินัย ขาดความยับยั้งชั่งใจ ฯลฯ ปฐมวัยถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญในการพัฒนามนุษย์ เพราะเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ทักษะสำคัญต่างๆ ที่จะเป็นรากฐานของพัฒนาการในวัยต่อไป ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ และสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯต้องการจุดประกายให้ผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกภาคส่วน มองเห็นปัญหาสำคัญ เพื่อหาทางแก้ไข สร้างแนวทางในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เหมาะสม และทำให้เด็กไทยของเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต”

อาจารย์จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงมุมมองเรื่องวิกฤติเด็กปฐมวัยว่า “สภาพสังคมไทยปัจจุบัน เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น มีลูกน้อยลง พ่อแม่จึงตั้งเป้ากับความสำเร็จของลูกไว้มาก พร้อมทุ่มเททุกอย่าง” โดยคณะผู้ศึกษาเอกสารและสังเคราะห์งานวิจัยวิกฤติเด็กไทยพบว่าค่านิยมร้าย 4 อย่าง ของพ่อแม่ที่ส่งผลกระทบถึงการพัฒนาวินัยของเด็กในระยะยาวได้แก่


อาจารย์จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ

1) ค่านิยม“ลูกต้องมีอนาคตที่ไกลสดใส (กว่าพ่อแม่)” พ่อแม่ผลักดันเด็กด้วยความคาดหวังให้ลูกเป็นคนเก่งฉลาดกว่าคนอื่นซึ่งอาจทำให้เด็กเติบโตเป็นคนเก่งฉลาดแต่ไร้วินัย ค่านิยมนี้ส่งผลให้พ่อแม่เร่งเด็กทางด้านวิชาการไม่ส่งเสริมในเรื่องอื่นๆ ทำให้เด็กขาดโอกาสในการพัฒนาการมีวินัย รวมทั้งทักษะที่สำคัญอื่น เช่น ความคิดสร้างสรรค์ทักษะทางอารมณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

2) ค่านิยม“ลูกเป็นหน้าตาของพ่อแม่” ยุคนี้ความสำเร็จของลูกกลับเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความเป็นหน้าตาทางสังคมของพ่อแม่ พ่อแม่มักขีดเส้นทางให้ลูกเดินมีการตีกรอบและข้อตกลงที่เคร่งครัด เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง หวาดระแวง มีความเครียดและวิตกกังวล มีภาวะซึมเศร้า ไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะออกนอกลู่นอกทางถ้ามีโอกาส

3) ค่านิยม “ลูกฉันเก่งไร้เทียมทาน” ปัจจุบันนี้แต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลงและมีลูกยาก พ่อแม่จึงรักและให้ความสำคัญกับลูกมาก ทำให้เกิดเป็นค่านิยมของการหลงลูก ผลักดันและชื่นชมในทุกสิ่งอย่างที่ลูกกระทำไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ เด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้น จะกลายเป็นคนที่ขาดวินัย มีนิสัยปัดความรับผิดชอบ ไม่ยอมรับความผิดของตนเองและชอบโทษคนอื่น

4) ค่านิยม “วัตถุทดแทนเวลาที่หายไป” ความกดดันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว พ่อแม่จึงมักชดเชยเวลาด้วยการตามใจลูกปรนเปรอลูกด้วยวัตถุ และไม่ได้รับการส่งเสริมในเรื่องวินัยหรือทักษะต่างๆ ซึ่งเด็กจะกลายเป็นคนว้าเหว่ขาดความอบอุ่นขาดความเชื่อมั่นในตนเองมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม รวมทั้งอาจมีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อเรียกร้องความสนใจ เช่น ติดยาเสพติดทะเลาะวิวาท


พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

จะเห็นได้ว่า 4 ค่านิยมร้ายของพ่อแม่ ส่งผลกระทบต่อลูกอย่างคาดไม่ถึง ทำให้เด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการ พฤติกรรม และการเรียนรู้ ที่จะก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาครอบครัว และส่งผลต่อสังคมโดยรวม

ดังนั้น ทางสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ได้จัดทำเป็นหนังสือ “วิกฤติปฐมวัยไทยและแนวทางแก้ไข”และได้นำประเด็นวิกฤติสำคัญดังกล่าวมาจัดทำเป็นคู่มือแนะนำแนวทางปฏิบัติเล่มย่อยอีก 4 เล่ม ได้แก่ 1) การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นองค์รวม 2) การสร้างวินัยสำหรับเด็กปฐมวัย 3) การส่งเสริมความสามารถทางภาษาเด็กปฐมวัย และ4) การใช้สื่อเทคโนโลยีสำหรับเด็กปฐมวัย

สำหรับเนื้อหาในหนังสือ “วิกฤติปฐมวัยไทยและแนวทางแก้ไข” และคู่มือทั้ง 4 เล่มนี้ได้แนะแนวทางในการดูแลและพัฒนาเด็กอย่างเหมาะสมไว้ดังนี้ โดย พัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม คือพัฒนาทุกด้านไปพร้อมกันอย่างสมดุลทั้งร่างกาย อารมณ์และจิตใจ สังคม และสติปัญญา เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอย่างอิสระ เหมาะสมกับวัย และสอดคล้องกับสิ่งที่เด็กสนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ การสร้างวินัยสำหรับเด็กปฐมวัย ควรฝึกหัดตั้งแต่เด็กยังเล็กการเลี้ยงลูกแบบปกป้องตามใจอย่างไร้ขอบเขตขาดการอบรมสั่งสอน หรือการใช้วิธีลงโทษที่รุนแรง ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกด้านลบและต่อต้าน ควรหันมาใช้การสร้างสรรค์และใช้วินัยเชิงบวกแทน โดยพ่อแม่ควรให้ความใกล้ชิดอบอุ่น สร้างสัมพันธภาพอันดีให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ควรมีการวางกรอบกติกาปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ฝึกฝนจนเป็นกิจนิสัย อบรมและให้เหตุผลแก่เด็กในสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ รวมทั้งสอนให้เห็นคุณค่าของการปฏิบัติที่ถูกต้อง นอกจากนี้เนื้อหายังเน้นเรื่องการส่งเสริมทักษะอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับวัย

และสุดท้ายสำคัญมากในยุคนี้ การเลือกสื่อเทคโนโลยี ใช้อย่างไรให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเลต คอมพิวเตอร์ ล้วนเป็นเทคโนโลยีอันเป็นประตูสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ แต่ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก การใช้เครื่องมือเป็นเพื่อนเล่น เพื่อให้ลูกเงียบ ไม่กวน แต่ขาดการใช้เวลาร่วมกับลูก จะส่งผลกระทบทางลบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพเพราะด็กไม่ได้เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย สมองไม่ได้รับการส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรง ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้ใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้นและเลือกใช้ให้เหมาะกับวัย จำกัดเวลาการใช้ ไม่ให้เด็กใช้สื่อเทคโนโลยีตามลำพัง และต้องไม่ใช้เพื่อทดแทนการเล่นและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ซึ่งทางสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือและคู่มือทั้ง 4 เล่มนี้ จะสามารถช่วยแนะแนวทางการดูแลเด็กปฐมวัย ให้แก่พ่อแม่ ครู และผู้ปกครอง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเด็กที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป สำหรับผู้ปกครองหรือโรงเรียนที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดหนังสือในรูปแบบดิจิทัลได้ที่ http://www.preschool.or.th”

ทีเอ็มบี จัดโชว์เคสเด็กไฟ-ฟ้า ‘๙ ต่อไป ทำดีเพื่อพ่อ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298241

ทีเอ็มบี จัดโชว์เคสเด็กไฟ-ฟ้า ‘๙ ต่อไป ทำดีเพื่อพ่อ’

ทีเอ็มบี จัดโชว์เคสเด็กไฟ-ฟ้า ‘๙ ต่อไป ทำดีเพื่อพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

บุญทักษ์ หวังเจริญ กับเหล่าศิลปินน้อยเยาวชนไฟ-ฟ้า สุพิชฌาย์ จิยะพานิชกุล, เสรี สมชอบ, ทองนิสา มาทอง และ รุจจิรา ไชยหงษ์

ทีเอ็มบี จัดกิจกรรม “FAI-FAHArt Fest: ๙ ต่อไป ทำดีเพื่อพ่อ” มหกรรมการแชร์สิ่งดีๆ ตามรอยพ่อ โดยจัดแสดงงานศิลปะจากเด็กไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) โครงการซีเอสอาร์โดยทีเอ็มบี ณ ทีเอ็มบี สำนักงานใหญ่ ถ.พหลโยธิน เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยรายได้จากการจัดกิจกรรมจะมอบแก่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรัชกาลที่ 9

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เผยว่า “กิจกรรม “FAI-FAH Art Fest: ๙ ต่อไป ทำดีเพื่อพ่อ” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นโชว์เคสแสดงผลงานศิลปะ ผลิตภัณฑ์ และการแสดงต่างๆ ของเยาวชนไฟ-ฟ้า อายุระหว่าง 12-19 ปี และผลงาน “การให้” ของเยาวชนไฟ-ฟ้า ในกิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืนจากศูนย์ไฟ-ฟ้า 4 แห่ง ในปีนี้ได้จัดขึ้นในธีม “๙ ต่อไป ทำดีเพื่อพ่อ” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ เพื่อส่งต่อพลังการทำความดี พลังการให้ ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นได้ ภายใต้ปรัชญา TMB Make THE Difference”


อริสรา สินทอง

ครูต้อง-วรนันท์ คำเพ็ญ ครูอาสาสมัครสอนกีตาร์ จากศูนย์ไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ ผู้ประพันธ์บทเพลง “ก้าวต่อไป”แต่งขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เผยแพร่ในงานนี้เป็นครั้งแรกโดยเยาวชนไฟ-ฟ้า เป็นผู้ขับร้อง เผยว่า “ผมเป็นครูอาสาที่ไฟ-ฟ้ากว่า 5 ปี ใจเราเต็มไปด้วยความสุขทุกครั้งที่ได้สอนดนตรีสิ่งที่เรารัก ให้น้องๆ ได้เรียนกัน แนวคิดของเพลงนี้ คือ อยากจะให้กำลังใจทุกคน เมื่อไรที่เราท้อ ผิดหวัง หรือสูญเสีย เราไม่ควรที่จะหยุด แต่ต้องมีกำลังใจ เพื่อก้าวเดินต่อไปพร้อมกัน และอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า พระองค์ท่านเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทุกคน การที่เราจะแสดงว่าเรารักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากแค่ไหน คือเราต้องไม่ท้อแท้ เข้มแข็งและทำตามในสิ่งที่พระองค์ท่านสอน และท่านยังคงเฝ้าดูความสำเร็จของพวกเรา”

เบลล์-อริสรา สินทอง เยาวชนไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ ปี 2 เจ้าของผลงาน “กรุ่นไอรัก” ภาพวาดจากศิลปะกาแฟเซต 7 รูป ที่ได้ร่วมในงานนี้ เผยว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ 9 เบลล์ใช้เวลา 3 วัน ในการวาดรูป 7 ใบ สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด คือ ความกตัญญู ความรักของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่มีต่อสมเด็จย่าฯ ภาพกอด ภาพหอม ถ่ายทอดความรู้สึกได้เป็นอย่างดี เป็นตัวอย่างของการแสดงความรัก เหมือนกับแม่ของเบลล์ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน ถามแม่ได้ทุกอย่างค่ะ”


อ๋อม-ด.ญ.ศุภิสรา พิสิฎฐพันธ์

อ๋อม-ด.ญ.ศุภิสรา พิสิฎฐพันธ์ เยาวชนไฟ-ฟ้า ประดิพัทธ์ เจ้าของผลงาน“ธรรมชาติของพ่อ” ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เผยว่า “อ๋อมใช้เทคนิคดินสอ EE วาดลายเส้นโครงการในพระราชดำริ เรารับรู้ได้ว่าโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ชั่งหัวมัน กังหันน้ำชัยพัฒนา ฝนหลวง เพื่อให้เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ ให้บ้านเรามีธรรมชาติที่ดี ทุกคนมีความสุข อยู่ดี กินดี มีน้ำ มีอาหารอิ่มท้อง มีไฟใช้ สิ่งที่เราควรทำ คือ ต้องดูแลบ้านเราให้ดี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม”

นอกจาก โซนนิทรรศการภาพของพ่อ ในงานยังมีโซนมนุษย์ไฟ-ฟ้า พบกับเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลงจากมนุษย์ไฟ-ฟ้าหรืออาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการกับไฟ-ฟ้า โซนตลาดพอเพียง นำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเยาวชนไฟ-ฟ้า และโซนทำดีตามรอยพ่อ กับ 3 กิจกรรมสร้างสรรค์ที่สนุกและใช้เวลาไม่นาน เช่น สมุดทำมือพอเพียง เพ้นท์เสื้อ 9 ต่อไป และภาพพิมพ์รัชกาลที่ 9 เพื่อส่งต่อให้กับน้องๆ ที่ขาดแคลนในโรงเรียนบ้านทุ่งถ้ำ จ.ตาก


ครูต้อง-วรนันท์ คำเพ็ญ เล่นกีตาร์เพลง ก้าวต่อไป โดยมีเยาวชนไฟ-ฟ้าขับร้อง

ทีเอ็มบี จุดประกายให้เยาวชนในชุมชน สานต่อทำความดีตามรอยพ่อด้วยการนำสิ่งที่เรียนรู้จากโครงการ ไฟ-ฟ้า(FAI-FAH) มาปรับใช้และกล้าที่จะก้าวต่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อทั้งตนเองและสังคมอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด TMB Make THE Difference

การเลเซอร์ และดูแลผิวอย่างถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298235

การเลเซอร์ และดูแลผิวอย่างถูกวิธี

การเลเซอร์ และดูแลผิวอย่างถูกวิธี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ตอบโจทย์สาวกคนรักความงามยุคใหม่ที่ใส่ใจผลลัพธ์ และความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ “ดอกเตอร์แททออฟ” (Dr.TATTOF) เปิดตัวนวัตกรรมความงาม “พิคโค่เวย์ รีโซลฟ” (Picoway Resolve) เป็นเลเซอร์ ที่หลังทำไม่จำเป็นต้องพักฟื้นผิวหน้า สามารถแต่งหน้าและทาครีมบำรุงได้ตามปกติ พร้อมเผยเคล็ดลับการทำเลเซอร์อย่างถูกวิธี

นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ กล่าวถึงจุดเด่นของพิคโค่เวย์ รีโซลฟ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำเลเซอร์และการดูแลผิวที่ถูกวิธี “ประเภทของเลเซอร์หลักๆ เลยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือแบบที่หลังทำแล้วเป็นแผล กับหลังทำแล้วไม่มีแผล ซึ่งในอดีตเลเซอร์ที่มีคุณสมบัติช่วยทำให้หน้าใส กระชับรูขุมขน ลบรอยสิว จะเป็นประเภทที่ทำแล้วผิวเป็นแผล ก็คือผิวจะเกิดสะเก็ด ซึ่งต้องพักฟื้นอย่างน้อย 5-7 วันขึ้นไป แต่นวัตกรรมตัวใหม่ที่เรานำเข้ามา พิคโค่เวย์ รีโซลฟ (Picoway Resolve) จุดเด่นของมันก็คือหลังทำเสร็จแล้วผิวจะไม่เกิดแผลและไม่ต้องพักฟื้น เพราะพลังงานของเลเซอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมามันจะส่งผ่านผิวชั้นบนลงสู่ชั้นล่างเลย ซึ่งจะเกิดเป็นแผลเล็กๆ ที่ผิวชั้นล่าง เล็กมากในรูปแบบที่ร่างกายสามารถซ่อมแซมให้หายเองได้ โดยที่ไม่ทันเกิดเป็นเนื้อเยื่อหรือพังผืดบนผิวชั้นนอกฉะนั้นหลังจากทำเราก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และที่สำคัญเลเซอร์ที่มีคุณภาพในปัจจุบันก็ไม่ได้ทำให้หน้าบางแล้วอย่างที่ทุกคนเคยเข้าใจ แต่จะช่วยทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว มันก็จะทำให้ผิวกระชับขึ้น เด้งขึ้น แต่ก็จะมีข้อแนะนำอยู่บ้างสำหรับคนที่ผิวแห้ง ที่หลังจากทำเลเซอร์ควรจะบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์มากๆ บำรุงติดต่อกันสัก 1-2 สัปดาห์ เพราะเลเซอร์มันจะทำให้โครงสร้างผิวของเราแห้งขึ้นนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นคนผิวมันก็จะไม่มีปัญหาอะไร แค่ทาครีมบำรุงปกติ ซึ่งการดูแลผิวที่ถูกวิธีนั้นก็คือล้างหน้าให้สะอาดทั้งเช้า และก่อนนอน เลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว สำคัญสุดครีมกันแดดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะแดดคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเราเสื่อมสภาพ ทั้งรูขุมขนกว้าง เกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ และทำให้ผิวเหี่ยวในที่สุด ฉะนั้นนอกจากบำรุงผิวแล้ว ก็ต้องอย่าลืมที่จะป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายด้วย ที่สำคัญในการเสริมความงาม ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย”

บุญรอดบริวเวอรี่ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์โดยนักดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298248

บุญรอดบริวเวอรี่ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ  ผ่านการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์โดยนักดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่

บุญรอดบริวเวอรี่ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์โดยนักดนตรีคลาสสิกรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลาครองราชย์ 70 ปี ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าที่พระราชทานไว้ให้แก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่งล้วนควรแก่การสืบสานให้เยาวชนคนรุ่นหลังที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ในฐานะผู้ริเริ่มร่วมกับคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงสานต่อ โครงการคีตราชา โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ปีที่ 4 เพื่อเฟ้นหานักดนตรีเยาวชนคนรุ่นใหม่มาเข้าร่วมอบรมและฝึกฝนความสามารถด้านดนตรีคลาสสิกประเภทเครื่องสาย และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยเยาวชน 21 คนที่ได้รับการคัดเลือกมีโอกาสได้ร่วมบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ ได้แก่ อาทิตย์อับแสง (Blue Day)แผ่นดินของเรา (Alexandra) และ ลมหนาว (Love inSpring) พร้อมด้วยการบรรเลงบทเพลงคลาสสิกที่แสดงถึงความอาลัย Requiem in D minor K.626 ผลงานของโมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) คีตกวีเอกของโลกอัจฉริยะด้านดนตรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้มีพระปรีชาสามารถหลากหลายด้าน และด้านหนึ่งนั้นคือ พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งนำความโศกเศร้ามายังคนไทยทั้งประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เยาวชนทั้ง 21 คน ได้ร่วมกันบรรเลงบทเพลงถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊คของโครงการ พร้อมมีการบันทึกเทปเพื่อนำเสนอในสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ต่อไป และในโอกาสเดียวกันนี้ วุฒา ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 21 คนณ หอประชุมใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด


ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ และ ดร.ทัศนา นาควัชระ

ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่จำกัด กล่าวถึงรายละเอียดของโครงการคีตราชาโปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ว่า“เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถด้านดนตรีของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวมทั้งเพื่อเปิดประสบการณ์และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถทางด้านดนตรีให้กับเยาวชน ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาความสามารถด้านดนตรีคลาสสิก โดยในปีนี้ได้มีการเริ่มต้นเฟ้นหาเยาวชนผู้มีความสามารถด้านดนตรีคลาสสิกประเภทเครื่องสายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมต่างๆ มาโดยตลอด พร้อมจัดเวิร์กช็อปใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่, สงขลา, ประจวบคีรีขันธ์, นครราชสีมา, ภูเก็ต และบุรีรัมย์ เพื่อคัดสรรเยาวชนมาเข้าค่ายฝึกอบรมดนตรีที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ซึ่งได้รับเกียรติจากคณาจารย์และนักดนตรีทั้งระดับประเทศและต่างประเทศ ร่วมฝึกสอน เพิ่มพูนความรู้ ความสามารถด้านดนตรีคลาสสิก และบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเตรียมความพร้อมให้เหล่าเยาวชนก่อนการขึ้นบรรเลงบนเวที”

ดร.ทัศนา นาควัชระ ผู้อำนวยการโครงการ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ กล่าวถึงความสำเร็จของกิจกรรมดังกล่าวที่ได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากเยาวชนผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาความสามารถด้านดนตรีคลาสสิกเข้าร่วมทดสอบเป็นจำนวนมากว่า “จากการดำเนินการโครงการต่อเนื่องมา 4 ปี มีเยาวชนหลายคนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการต่อเนื่องหลายครั้ง จึงได้เห็นพัฒนาการด้านดนตรีที่ดีขึ้นอย่างเด่นชัดทั้งยังได้ฝึกระเบียบวินัย และได้สั่งสมประสบการณ์ต่างๆ ทางดนตรีมากขึ้นในแต่ละปีที่ได้ร่วมโครงการ และเชื่อมั่นว่าถ้าตั้งใจหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจะสามารถพัฒนาเป็นนักดนตรีมืออาชีพได้ในอนาคต ในขณะที่เด็กใหม่ที่เข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรกนั้น ก็มีความสามารถเป็นที่น่าสนใจและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เวิร์กช็อป ออดิชั่น กระทั่งเข้าค่ายดนตรีที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังได้เห็นความตั้งใจของแต่ละคน ซึ่งแม้ว่าจะมีมาตรฐานต่างกันแต่การได้มารวมตัวเพื่อฝึกซ้อมร่วมกันในช่วงเวลาสั้นๆพวกเขาก็สามารถร่วมกันบรรเลงบทเพลงในครั้งนี้ได้ดีเกินกว่าที่คาดหวังมาก”

ผู้อำนวยการโครงการฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ในปีนี้ต้องดำเนินโครงการในห้วงเวลาแห่งการสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของปวงชนชาวไทย นั่นคือ การเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นอกจากนี้ ฯพณฯ องคมนตรีพลเรือเอก หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของโครงการ และผู้เรียบเรียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ สำหรับวงเครื่องสาย ซึ่งเป็นเสมือนบทเรียนที่ให้เยาวชนได้นำมาบรรเลงเพื่อเรียนรู้บทเพลงพระราชนิพนธ์ ก็ถึงแก่อสัญกรรมเช่นกัน


โรลองด์ บาลดินี และ วุฒา ภิรมย์ภักดี

“แม้จะต้องประสบกับความเศร้าโศกในจิตใจ แต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไป และตั้งใจทำให้ดีที่สุดดังนั้นสิ่งที่เราทำอยู่นี้ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการสืบสานบทเพลงพระราชนิพนธ์ให้คนรุ่นหลังแล้ว ยังสามารถน้อมนำแรงบันดาลใจจากบทเพลงมาใช้ในชีวิตประจำวัน เสมือนพระองค์ท่านอยู่กับเราตลอดเวลา”

ร่วมชื่นชมความสามารถด้านดนตรีคลาสสิกของเยาวชนไทยทั้ง 21 คน ในโครงการคีตราชาโปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ ปีที่ 4 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด โดยรับชมบันทึกการบรรเลงบทเพลงทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ https://www.facebook.com/ProMusicaJunior/ รวมทั้งทางสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมนี้


เยาวชนจากโครงการ โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์ ปีที่ 4 บรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์

วิทยากรสุขภาพจิตอาสา แนะความรู้สุขภาพดีแบบวิถีไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298239

วิทยากรสุขภาพจิตอาสา แนะความรู้สุขภาพดีแบบวิถีไทย

วิทยากรสุขภาพจิตอาสา แนะความรู้สุขภาพดีแบบวิถีไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โครงการเที่ยวสนุก…สุขภาพดี ร่วมกับ วิทยากรสุขภาพและนักวิชาการกฎหมาย ร่วมเป็นจิตอาสาลงพื้นที่เดินสายบรรยายความรู้และกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้ที่อยู่ในช่วงเตรียมตัวก่อนเป็นผู้สูงวัย ตั้งแต่อายุ 40 ขึ้นไป เพื่อให้เป็นผู้สูงวัยที่สุขภาพดี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและท่องเที่ยวแบบวิถีไทย พร้อมแนะวิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ที่เรียกว่าโรค NCDs

นายสมชาย พหุลรัตน์ ประธาน TCN ในฐานะประธานเครือข่ายโครงการเที่ยวสนุก…สุขภาพดี กล่าวว่าในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 นี้ ไปจนถึงตุลาคม 2561 ทางคณะกรรมการโครงการได้ร่วมกับวิทยากรด้านสุขภาพนำโดย เภสัชกร ดร.อธิวัฒน์ สินรัชตานันท์ (นักวิชาการด้านสุขภาพ-ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสมุนไพร), นักวิชาการด้านกฎหมายอ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร (อาจารย์กฎหมายประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต), ดร.แสวงวิทยาพิทักษ์, อ.ดนัย หริพัฒน์กุล (เครือข่ายโครงการฯ) พร้อมวิทยากรคนรุ่นใหม่ อย่าง วีเจโด่ง-ธีรศักดิ์ ได้จัดกิจกรรมโครงการจิตอาสาเที่ยวสนุก…สุขภาพดีแบบวิถีไทย โดยร่วมกับเครือข่ายลงพื้นที่ทั่วประเทศ เดินสายบรรยายให้ความรู้การดูแลสุขภาพกับการใช้ศาสตร์แห่งแพทย์ทางเลือก มาช่วยดูแลสุขภาพ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค อย่าง โรค NCDs นั่นคือ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคหัวใจ ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารที่ไม่ระวัง โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมันสูง หวานจัด และเค็มจัด ซึ่งเป็นต้นตอแห่งการไปสู่โรค NCDs และต้องเสียเงินรักษาเป็นจำนวนมาก


สมชาย พหุลรัตน์

“ผมได้ให้ความรู้การดูแลสุขภาพมานับ 10 ปี โดยร่วมกับ เภสัชกร ดร.อธิวัฒน์ ผ่านรายการโทรทัศน์ อย่างรายการทราเวิล&เฮลท์วาไรตี้ (ช่องบางกอกแชนแนล-ไอเอ็นเอ็น), รายการทอล์คทั่วไทย ทางช่องท่องเที่ยว (Travel channel) และรายการสนทนาสารพัน, รายการยิ้มกับข่าว ทาง FM 89.5มาตลอด ทำให้รู้ว่าผู้คนและแฟนคลับรายการสนใจการดูแลสุขภาพค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการใช้ศาสตร์แห่งแพทย์ทางเลือกเข้ามาดูแลสุขภาพ กระแสตื่นตัวทางด้านนี้นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะคนที่ใส่ใจสุขภาพจะทราบเหมือนกันหมดว่า ถ้าชีวิตเจอกับเบาหวาน มันก็คือ มหันตภัยเงียบ ที่ต้องเสียเงินเสียทองรักษานาน และยังนำเอาโรคร้ายๆ อื่นตามมาอีก บางคนถึงขั้นต้องไปฟอกไต

เภสัชกร ดร.เภสัชกร อธิวัฒน์ เน้นย้ำกับผมเสมอว่า “ถ้าใครเจอกับเบาหวานเมื่อไร เมื่อนั้นหายนะมาถึง” เพราะมันเป็นโรคที่ร้ายแรงมากในยุคนี้ เป็นแล้วกินยา ควบคุมอาหาร ต้องออกกำลังกาย และเมื่อกินยานานๆ ก็มีผลข้างเคียง ผู้คนในยุคนี้จึงต้องแสวงหาทางเลือก ซึ่งก็มาจากสมุนไพรและไม่ส่งผลต่อไตและตับ และผ่านการค้นคว้าวิจัย ซึ่งรัฐบาลในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจเรื่องงานวิจัยและสนับสนุนเรื่องของสมุนไพรอย่างเต็มที่ ซึ่งทีมงานวิทยากรของเราทั้งหมด ก็จะลงพื้นที่และร่วมกันถ่ายทอดผ่านรายการทีวีและวิทยุ
ของเราทั้งหมด เพื่อให้เกิดกระแสเครือข่ายขยายออกไปมากขึ้น เพื่อให้คนไทยชีวิตห่างไกลจากโรคพวกนี้”

นอกเหนือจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ประธานเครือข่ายโครงการเที่ยวสนุก…สุขภาพดี เผยอีกว่า ยังถ่ายทอดเรื่องราวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมกับเครือข่ายสภาพัฒนาสังคมภาคประชาชน และกลุ่มงานพัฒนาระบบการพัฒนาพฤตินิสัย กระทรวงยุติธรรม รวมทั้งการพาเครือข่ายท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านในท้องถิ่น เพื่อสัมผัสบรรยากาศปีท่องเที่ยววิถีไทย


ดร.นิดาวรรณ เพราะสุนทร

“กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศในปี 2561 เป็นปีท่องเที่ยวไทย โดย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าฯ ททท. ได้นำแคมเปญนี้มาเพื่อให้กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศและกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาสัมผัสวิถีไทยแบบลึกซึ้ง โดยมีทีมงานทางด้านตลาด นายคธเนศร์เพ็ชรสุวรรณ รองผู้ว่าฯ ททท., และทีมงานขับเคลื่อนด้านประชาสัมพันธ์ ผอ.กฤษณะ แก้วธำรงค์ ผอ.ฝ่ายโฆษณาและปชส. ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560เป็นไปต้นไป สำหรับผู้ที่สนใจจะให้ผมและวิทยากรจิตอาสา ไปร่วมบรรยายความรู้ในพื้นที่ของท่าน สามารถติดต่อมาได้ทางอีเมล์ somchai_sp89@hotmail.com หรือติดตามทางรายการทั้งหมด รวมทั้งรายการวิเคราะห์ข่าวตรงประเด็น หรือรายการที่นี่…สุวรรณภูมิ ผ่านอินเตอร์เนต-มือถือทุกเครือข่าย หรือทาง Youtube ได้ตลอด”

ด้าน อ.นิดาวรรณ เพราะสุนทร เป็นนักวิจัยที่มีประสบการณ์การทำงานวิจัยด้านกฎหมายในหลายเรื่องรวมทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิง และยังเป็นวิทยากรด้วย ก็เป็นหนึ่งในวิทยากรจิตอาสาของโครงการฯ ที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพเป็นอย่างมาก และออกกำลังกายทุกวัน เผยว่า สิ่งที่ตนเองได้รับก็คือ สุขภาพแข็งแรง และหน้าตาอ่อนเยาว์ การมาเป็นวิทยากรจิตอาสา ก็มาช่วยถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมายใหม่ๆ ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายด้านอื่นๆ ไปด้วย ส่วนใหญ่จะใช้ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ในการลงพื้นที่ รวมทั้งเป็นวิทยากรถ่ายทอดในรายการทีวี.และวิทยุไปพร้อมกันอีกช่องทางหนึ่งด้วย

คุณสมบัติ 5 ข้อของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298240

คุณสมบัติ 5 ข้อของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ

คุณสมบัติ 5 ข้อของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ความเสมอภาคทางเพศ เป็นสิ่งที่สังคมในปัจจุบันให้ความสำคัญ ผู้หญิงทั่วโลกมีบทบาทสำคัญและมีความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงการเมือง วิชาการ ธุรกิจ หรือวิทยาศาสตร์จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีอิทธิพลมากขึ้น จากผลสำรวจของมาสเตอร์การ์ด ในการสำรวจดัชนีผู้ประกอบการหญิง (Mastercard Index of Women Entrepreneurs) พบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีอัตราในการก้าวหน้าในที่ทำงานมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) และจากผลสำรวจดังกล่าวทำให้พบว่าผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้นมีคุณสมบัติ 5 ประการที่โดดเด่น และเป็นบันไดนำไปสู่ความสำเร็จ

คุณสมบัติข้อที่หนึ่ง พวกพัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่ตลอดเวลา โลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบันผู้หญิงไม่สามารถปล่อยเวลาให้สูญเปล่าอีกต่อไป ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดมาพร้อมกับความสำเร็จ การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่น ผู้หญิงที่จะประสบความสำเร็จต้องมีความพร้อมทั้งกายและใจ ในการพัฒนาทักษะและความสามารถของเธอให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทักษะที่เธอมีนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น และไม่สามารถทดแทนได้

เรามักจะได้ยินว่าเรื่อง “ใช้เงิน” ต้องยกให้ผู้หญิง ดังนั้น เรื่องเงินๆ ทองๆ จึงเป็นคุณสมบัติข้อที่สองของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ที่จะต้องรู้จักการ “บริหารเงิน” ให้เป็น จากผลสำรวจการให้ความสำคัญด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคในปี 2560 ซึ่งจัดทำโดยมาสเตอร์การ์ด (MasterCard Consumer Purchasing Priorities 2016) พบว่าร้อยละ 93 ของผู้หญิงไทยมีการตัดสินใจด้านการเงินเกี่ยวกับการออมและการลงทุนมากที่สุดและร้อยละ 92 ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเงินในครัวเรือนเรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะมันทำให้พวกเธอสามารถที่จะควบคุม บริหารจัดการชีวิตได้ จากการจัดสรรเงินออม การลงทุน และการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เรียบร้อยอยู่เสมอ

เป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงานร้อยทั้งร้อย ครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จ แม้จะต้องทำงานอย่างหนัก หรือมีความรับผิดชอบสูงแต่พวกเธอจะแบ่งเวลาให้กับครอบครัวไม่ว่าตารางงานจะแน่นแค่ไหนแต่มั่นใจได้เลยว่าทุกครั้งที่ครอบครัวต้องการเธอ เธอจะอยู่ตรงนั้นเสมอ สำหรับผู้หญิงแล้วความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับตัวเองถือเป็นความสำเร็จของครอบครัวด้วยเช่นกัน และความสำเร็จที่พวกเธอได้รับทั้งหมดจะไร้ค่า หากไม่ได้ร่วมแบ่งปันให้ใครเลย จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในด้านการงานส่วนใหญ่ จึงมองหาความสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวของพวกเธอและการทำงานนั่นเอง

คุณสมบัติข้อที่สี่ คือ ความมั่นใจและไม่ยอมแพ้ การมีความมั่นใจ และความเพียรพยายามเป็นคุณลักษณะที่สำคัญสำหรับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ ในทุกวันนี้ผู้หญิงถูกประเมินค่าต่ำเกินไปในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการทำงานเพราะฉะนั้นไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เธอรู้คุณค่าของความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ และไม่ยอมให้ใครมาลดคุณค่าลงไปได้ ความเชื่อมั่นประกอบกับความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ทำให้พวกเธอประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ การไม่ยอมแพ้แม้จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่จะใช้โอกาสนั้นในการเรียนรู้เพื่อเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จต่อไป

หากมีคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าไม่มีข้อสุดท้ายนี้ความสำเร็จก็เกิดขึ้นได้ยาก นั่นคือ ความกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone เพราะผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จชอบที่จะรับมือกับสถานการณ์แห่งความไม่แน่นอนหากมีโอกาสที่จะลองสิ่งใหม่ๆ เธอจะอาสาเป็นคนแรกเสมอและสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะนำพวกเธอไปสู่ความสำเร็จ เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ เธอชอบความรู้สึกตื่นเต้นที่มาพร้อมกับความเสี่ยงและพวกเธอก็ไม่กลัวที่จะทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ถึงแม้ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สำหรับพวกเธอแล้วทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ

การเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยาก ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีคุณสมบัติครบทั้ง 5 ข้อ แต่ถ้ายังขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็จงรีบเติมให้เต็มเพื่อเดินตามฝันสู่ความสำเร็จที่ตั้งใจไว้