โชว์นิทรรศการ อัญมณีระดับโลกจากซินดี้ เชา ผลงานทุกชิ้น แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384844

โชว์นิทรรศการ อัญมณีระดับโลกจากซินดี้ เชา ผลงานทุกชิ้น แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

โชว์นิทรรศการ อัญมณีระดับโลกจากซินดี้ เชา ผลงานทุกชิ้น แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.แคทลีน มาลีนนท์

ซินดี้ เชา (Cindy Chao) ผู้เกิดและเติบโตในไต้หวัน เจ้าของแบรนด์อัญมณีชื่อดังระดับโลก จัดนิทรรศการ CINDY CHAO The Art Jewel เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นำเสนอ 2 คอลเลคชั่นหลัก The Black Label Masterpieces และ The White Label Collection ดีไซน์ภายใต้หัวใจสำคัญที่ต้องการก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดและให้คำจำกัดความใหม่แก่อัญมณีชั้นสูง นำเสนอผลงานผ่านกรรมวิธีการผลิตอันคลาสสิก “La Cire Perdue” อันเป็นที่แพร่หลายในศตวรรษที่ 18 ที่โรงแรม Waldorf Astoria กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ท่ามกลางเซเลบริตี้ที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

ซินดี้ เชา เผยถึงแรงบันดาลใจและจุดเด่นของสองคอลเลคชั่นที่นำมาจัดแสดง โดยเธอเล่าว่าThe Black Label Masterpieces คือคอลเลคชั่นผลงานที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงมากที่สุดของแบรนด์ เป็นคอลเลคชั่นที่สื่อถึงความเป็นตัวตนของเธอผ่านนวัตกรรมใหม่และเทคนิคเหนือชั้น ออกแบบภายใต้แรงบันดาลใจจากความรู้และประสบการณ์ที่ซึมซับจากงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม หรือการท่องเที่ยวชื่นชมธรรมชาติ รังสรรค์คอลเลคชั่นที่มีชีวิตชีวาเสมือนจริง ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด โดยถือเป็นคอลเลคชั่นเอกที่จะถูกนำออกมาให้ยลโฉมเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ส่วน The White Label Collection เป็นคอลเลคชั่นอันอ่อนหวานชวนฝัน เสมือนประตูที่เปิดต้อนรับให้นักสะสมได้สัมผัสโลกแห่งความสร้างสรรค์ตามแบบฉบับของ ซินดี้ เชา ที่ถ่ายทอดผ่านงานอัญมณีศิลป์โดยยึดหลักการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกันกับคอลเลคชั่น The Black Label Masterpieces ส่วนรูปทรงที่หลากหลายได้เค้าโครงมาจากธรรมชาติในแต่ละช่วงฤดูกาล สายริบบิ้น และสิ่งลี้ลับใต้ท้องทะเลการันตีความงดงามจากดารานักแสดงและเซเลบริตี้ระดับโลกที่ได้สวมใส่มาแล้ว อาทิ ซาราห์ เจสสิกา ปาร์คเกอร์, ซาลมา ฮาเยค, หลี ปิงปิง, จางจื่อยี่, อิวานกา ทรัมป์ และ ชาร์ลีซ เธอรอน

นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าทั้ง TheBlack Label Masterpieces และ The White Label Collection ถูกนำไปจัดแสดงมาแล้วที่พิพิธภัณฑ์ชื่อดังหลายแห่งทั่วโลก อาทิ  Beijing Today Art Museum, Tokyo Mori Art Museum และ Masterpiece London ถือเป็นความภาคภูมิใจและความสำเร็จครั้งสำคัญของ CINDY CHAO The Art Jewel

ซินดี้ เชา หรือ CINDY CHAO The Art Jewelแบรนด์อัญมณีชั้นสูง ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 โดดเด่นด้วยเรื่องราวที่เล่าผ่านอัญมณีที่ผสมผสานคอนเซ็ปต์หลักคือความมีชีวิตชีวา ความละเอียดอ่อน และจิตวิญญาณของศิลปินลงไปในผลงานทุกชิ้น แรงบันดาลใจจากธรรมชาติอาทิ ใบเมเปิ้ลที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งช่วงอรุณรุ่งในหน้าหนาว กุหลาบที่ผลิดอกแรกแย้มในตอนกลางคืน ดอกไม้ที่ปลิวไสวตามสายลม หรือสภาวการณ์ทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ล้วนเป็นแรงผลักดันและพลังขับเคลื่อนสำคัญในการออกแบบคอลเลคชั่น โดยอัญมณีทุกชิ้นผลิตด้วยกรรมวิธีที่พิถีพิถันที่นำเอาการหล่อขึ้นรูปด้วยขี้ผึ้งที่เรียกในภาษาฝรั่งเศส ว่า “Cire Perdue มาใช้เพื่อสร้างความเป็นสามมิติ ถือเป็นการบรรจบพบกันที่ลงตัวระหว่างอัญมณีที่เป็นเครื่องประดับและงานศิลปะชั้นเยี่ยม โดยแต่ละคอลเลคชั่นจะผลิตเพียงไม่กี่ชิ้นในโลกเท่านั้น จึงทำให้ CINDY CHAO The Art Jewel คือแบรนด์ที่มีความลิมิเต็ด อิดิชั่น และควรค่าแก่การครอบครองเป็นที่สุด

ซินดี้ เชา

ซินดี้ เชา

อุษณา และ เฉลิมชัย มหากิจศิริ

อุษณา และ เฉลิมชัย มหากิจศิริ

อาสาสมัครทีเอ็มบีกว่า 3,000 คน ร่วมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืนตลอดปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384837

อาสาสมัครทีเอ็มบีกว่า 3,000 คน ร่วมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืนตลอดปี 2561

อาสาสมัครทีเอ็มบีกว่า 3,000 คน ร่วมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืนตลอดปี 2561

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กาญจนา โรจวทัญญู

ตลอดปี 2561 กิจกรรม เปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน FAI-FAH for Communities เกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด Make THE Difference เปลี่ยน… เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้นของทีเอ็มบี ได้ถูกขับเคลื่อน โดยผู้บริหารและอาสาสมัครทีเอ็มบีกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ในการสร้างกิจกรรมเปลี่ยนชุมชนเพื่อความยั่งยืน 37 โครงการทั่วประเทศ ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของคนในชุมชนทั่วประเทศที่มีปัญหาหลากหลายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและด้านเพื่อผู้พิการและผู้มีความต้องการพิเศษ ซึ่งหลายหน่วยงานอาจยังมองไม่เห็นถึงปัญหาเหล่านั้นในหลายจุด จึงเป็นที่มาของการริเริ่มจากจุดเล็กๆ ของอาสาสมัครทีเอ็มบีที่มีความตั้งใจสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ จนกลายเป็นโครงการต้นแบบในหลายชุมชนในทุกวันนี้

กาญจนา โรจวทัญญู หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีเอ็มบี กล่าวว่า“ทีเอ็มบีให้ความสำคัญกับการทำโครงการ FAI-FAH for Communities ปีละ 37 โครงการทุกปี ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อพัฒนาให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะเราเชื่อในผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องนี้ว่า จะสามารถสร้างพลังให้สังคมได้อย่างมาก และต้องขอบคุณอาสาสมัครทีเอ็มบีทุกคน ที่ให้ความร่วมมือยอมสละเวลาวันเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดในการลงพื้นที่ในชุมชน เพื่อสอบถามถึงปัญหาของชุมชน และนำมาพัฒนาเป็นกิจกรรมในโครงการ FAI-FAH for Communities และในปีหน้าเราก็ยังคงจะมีโครงการใหม่ๆ ตามหลักปรัชญา Make THE Difference ของทีเอ็มบี ที่ต้องการเปลี่ยนชุมชนให้มีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งความสำเร็จของโครงการ FAI-FAH for Communities ทั้ง 37 โครงการในปี 2561 เกิดจากความมุ่งมั่นของอาสาสมัครทีเอ็มบีกว่า 3,000 คนทั่วประเทศ โดยส่วนหนึ่งของอาสาสมัครทีเอ็มบี ที่ได้รับรางวัลอาสาสมัครดีเด่นในประเภทต่างๆ จากการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชน ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ดีร่วมกัน”

ทิพย์วรรณ แซ่ปัง ผู้จัดการภาคธุรกิจสาขา สำนักงานภาคธุรกิจสาขา 7 ซึ่งดูแลการทำโครงการ FAI–FAH เพื่อพัฒนาชุมชนในระดับภาค เผยว่า“ปีนี้อาสาสมัครทางภาคใต้ได้ร่วมลงมือทำกิจกรรม4 โครงการ หนึ่งในสี่โครงการที่ทำมาแล้วสามารถส่งผลดีต่อคนทั้งประเทศ ไม่เฉพาะในภาคใต้ ก็คือโครงการธนาคารปูม้า ที่จังหวัดภูเก็ต เนื่องจากชาวบ้านมีปัญหาจับปูได้น้อยลงเพราะมีแต่คนจับปูขายแต่ไม่มีคนอนุรักษ์พันธ์ุปู จึงได้แนะนำโครงการธนาคารปูม้า ให้ชาวบ้านที่จับปูม้าที่มีไข่มาฝากไว้กับธนาคารปูม้า เพื่อให้ปูวางไข่ก่อน และนำไข่ปูไปปล่อยลงทะเล ช่วยเพิ่มจำนวนปูในทะเลไม่ให้ลดน้อยลง เพราะปูหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ครั้งละหลายแสนฟอง ซึ่งอาสาสมัครเริ่มทำโครงการต้นแบบในจุดแรก เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ชุมชนอื่นๆ ได้มาศึกษา จนปัจจุบันมีการขยายออกไปทำในหลายชุมชนของจังหวัดภูเก็ต และภาครัฐก็ได้เข้ามาช่วยให้ความรู้แก่ชาวบ้านในเรื่องการอนุบาลปูว่าต้องทำอย่างไร โครงการที่เริ่มจากจุดเล็กๆ ก็ขยายตัวไปได้อย่างรวดเร็ว เมื่อชาวบ้านช่วยแนะนำวิธีการทำต่อๆ กันไป เราก็จะมีปูทานกันตลอดทั้งปี ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม”

พิษณุ อบเชย ผู้จัดการ ทีเอ็มบี สาขาเทสโก้โลตัส ศรีนครินทร์ ทีมสมุทรปราการ ผู้ได้รับรางวัล “Best Volunteer” จากการทำ “โครงการพฤกษาพาเพลิน” เผยว่า “เป็นการทำสวนพฤกษศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ให้แก่โรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ ในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงงานทอผ้า จึงมีปัญหาเรื่องกลิ่นสารเคมีรบกวน ผู้อำนวยการโรงเรียนแจ้งว่าต้องการให้ช่วยทำสวนพฤกษศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ ในพื้นที่ขนาด 100 ตารางวา เพื่อช่วยดูดกลิ่น และเพื่อการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน จึงได้ปลูกเป็นสวนพืชผักสวนครัว สวนสมุนไพร และพืชที่ช่วยดูดกลิ่น ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งจากคนในชุมชนและลูกค้าทีเอ็มบีช่วยกันบริจาคต้นไม้ และจากหลายหน่วยงานที่ช่วยสนับสนุนดินจืดเพื่อใช้ปรับหน้าดินเดิมที่เป็นดินเลนและดินเค็ม รวมถึงความช่วยเหลือจากทีมนักออกแบบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาช่วยแนะนำการวางผังร่วมกับเด็ก โดยมีทีมอาสาสมัครทีเอ็มบีกว่า 70 ชีวิต ที่ช่วยกันปลูกและวางระบบรดน้ำแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ต้นไม้อยู่ได้ในระยะยาว ปัจจุบันโรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ กลายเป็นโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้โรงเรียนอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาถึงวิธีการทำสวนพฤกษศาสตร์ดังกล่าว”

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ ของอาสาสมัครทีเอ็มบี เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจ หรือสนับสนุนการ “เปลี่ยน” เพื่อสังคมที่น่าอยู่ ได้ที่ https://www.tmbfoundation.or.th, https://www.instagram.com/makethedifference_by_tmb

ทิพย์วรรณ แซ่ปัง

ทิพย์วรรณ แซ่ปัง

พิษณุ อบเชย

พิษณุ อบเชย

ธนาคารปูม้า

ธนาคารปูม้า

ธนาคารโรงเรียน

ธนาคารโรงเรียน

สวนพฤกษาเพลิน

สวนพฤกษาเพลิน

ศรีริต้า เจนเซ่น ในบทบาทสาวนักธุรกิจ ปั้นแบรนด์สปาไทย ‘ออกานิก้า’ ให้ปังระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384835

ศรีริต้า เจนเซ่น ในบทบาทสาวนักธุรกิจ ปั้นแบรนด์สปาไทย ‘ออกานิก้า’ ให้ปังระดับโลก

ศรีริต้า เจนเซ่น ในบทบาทสาวนักธุรกิจ ปั้นแบรนด์สปาไทย ‘ออกานิก้า’ ให้ปังระดับโลก

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หากมอง ศรีริต้า เจนเซ่น ผ่านบทบาทนางเอก คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเธอคือหนึ่งในนางเอกมากความสามารถคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย แต่หากมองเธอผ่านแว่นขยายอันใหม่ จะเห็นเธออีกมุมในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์สปาไทยน้องใหม่ชื่อ ออกานิก้า (Organika)ความท้าทายครั้งใหม่นี้ ศรีริต้าลุยสร้างแบรนด์ด้วยความรักและความทุ่มเท

เหตุผลที่ก่อตั้งแบรนด์ออกานิก้าศรีริต้า เจนเซ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัทออกานิก้า เฮ้าส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งและบริหารออกานิก้า เผยว่า มีความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับตลาดทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ริต้าอยากให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของเรา ซึ่งเป็นทั้งอโรมาเธอราปีและสปาบำบัดสัญชาติไทยเป็นที่ยอมรับทั่วโลก อยากทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในแบรนด์นี้ เพราะเราทำมันด้วยใจรัก โดยส่วนตัวริต้าเป็นคนที่ชอบผลิตภัณฑ์กลุ่มสปาแคร์อยู่แล้ว ผลิตภัณฑ์ทุกตัวของออกานิก้า ริต้าตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด และอยากนำเสนอสู่ตลาดโลก

“ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์ที่สามารถเติบโตได้ระยะยาวอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับตลาดทั้งในระดับประเทศและสากล ริต้าจึงอยากให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ออกานิก้า เป็นอโรมาเธอราปีสปาบำบัดสัญชาติไทยที่ยอมรับทั่วโลก ที่จะทำให้คนไทยรู้สึกภาคภูมิใจ จึงขับเคลื่อนแบรนด์ภายใต้แนวคิด ٣ P คือ  1.Passion for Perfection คือ ริต้าทำเพราะใจรักและชอบผลิตภัณฑ์กลุ่มสปาแคร์ จึงอยากนำเสนอสู่ตลาดโลก โดยตั้งใจทำผลิตภัณฑ์ทุกตัวภายใต้แบรนด์นี้ออกมาดีที่สุด เป็นพรีเมียมสปาโปรดักส์ ที่มีความพิถีพิถันทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรรมวิธีการเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงรูปลักษณ์แพ็กเกจจิ้ง ٢.Pure & Natural Ingredients เน้นวัตถุดิบออร์แกนิกแท้ คัดสรรจากธรรมชาติทั่วโลก ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์เจือปน 3.Power of Scentsเราเชื่อในศาสตร์ของกลิ่นบำบัด จึงอยากมอบประสบการณ์แห่งกลิ่นที่ให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้จึงเป็น Unique ของแบรนด์ที่หลอมหล่อออกมาเป็นออกานิก้า

ปัจจุบัน ศรีริต้า มีธุรกิจออกานิก้าHouse  ที่เป็นสปา ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสปา และธุรกิจร้านอาหารโดยเนรมิตพื้นที่ ٨٠ ตร.ม. สำหรับสปา Organika Secret Spa บริเวณชั้น ٥ และอีก ٨٠ ตร.ม. เป็นร้านอาหาร Organika Café and Restaurant จะมีการขยายกิจการในปีหน้า ٢٥٦٢ ปัจจุบันมีสาขาที่สุขุมวิท ٤٩ สยามพารากอน เอ็มโพเรียม สุวรรณภูมิ ปี ٢٥٦٢ จะขยายไปที่ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ และมีอีกหนึ่งสาขาแต่ขออุบไว้ก่อน

“ในอนาคต ริต้า มีความฝันอยากขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ ดูไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง เพราะริต้ามองว่า ٢ ประเทศนี้ เป็น ٢ ประเทศที่มีศักยภาพ  โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ในออกานิก้า ทำมาจากธรรมชาติ ซึ่งคนในต่างประเทศจะชอบมาก วันนี้ได้มาฟังคอนเซ็ปต์ของยูโอบี ในงาน UOB  My Bank My Branch ที่เป็นการฉีกกฎสาขารูปแบบเดิมเจาะกลุ่มลูกค้าสามไลฟ์สไตล์ทั้งกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานหรือสตาร์ทอัพ และกลุ่มเจ้าของกิจการหรือกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง แล้วรู้สึกชอบมากเลย โดยเฉพาะที่สาขา ١٠١ The Third Place ที่สุขุมวิท ١٠١ สำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพ เหมือน ริต้า เพราะที่นี่จะมีสาขารูปแบบใหม่ ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นFuturistic จัดสรรพื้นที่ในการต่อยอดไอเดีย ให้ลูกค้าที่ส่วนมากจะเป็น Startupsและเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและย่อม สามารถพูดคุยสังสรรค์หรือเป็นห้องประชุมขนาดเล็กสำหรับการระดมความคิดได้อย่างอิสระ และที่นี่ยังมียูโอบีบิสซิเนส เซ็นเตอร์ ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจเพื่อต่อยอดความฝันในการเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งตรงกับความต้องการของริต้า และออกานิก้าที่กำลังจะขยายธุรกิจไปยังประเทศในอาเซียน

ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี จุดนัดพบสำหรับคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384843

ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี จุดนัดพบสำหรับคนรักสุขภาพ

ลานตะวันยิ้ม สวนลุมพินี จุดนัดพบสำหรับคนรักสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานรับมอบลานตะวันยิ้ม จากผู้บริหาร กลุ่มเซ็นทรัล พิชัย-สุพัตรา-บุษบา จิราธิวัฒน์ และ สมกมล เวชชาชีวะ

กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีภาคเอกชน ส่งเสริมให้เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการปรับปรุง“ลานตะวันยิ้ม” และพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของสวนลุมพินี ให้เป็นสถานที่ที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถมาใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเสมอภาค ตอบรับการใช้งาน พักผ่อน และออกกำลังกายอย่างครบวงจร

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า หากกล่าวถึงสวนสาธารณะที่เปรียบเสมือนปอดของคนกรุงเทพฯ ทุกคนคงต้องนึกถึงสวนลุมพินี สวนสาธารณะที่มีประวัติยาวนาน และมีพื้นที่กว้างขวาง สามารถรองรับผู้คน และกิจกรรมต่างๆ มากมาย ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ และความสำคัญของสวนสาธารณะแห่งนี้ จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเสริมสร้าง และพัฒนา บริเวณโดยรอบของสวนลุมพินีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลได้เปิดตัวโครงการเพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ภายใต้ชื่อ “โครงการเซ็นทรัล ทำ” ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การสนับสนุนงบประมาณ 5.8 ล้านบาทในการปรับปรุง “ลานตะวันยิ้ม” ภายในสวนลุมพินีให้กลายเป็นลานกิจกรรมที่ตอบรับการใช้งาน และกิจกรรมต่างๆ ของคนทุกเพศวัย อาทิ การรำไทเก็ก การเล่านิทาน การเล่นเครื่องเล่นของเด็กๆ และการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ พร้อมพื้นที่รองรับสำหรับผู้พิการ จึงถือเป็นจุดนัดพบของเหล่าคนรักสุขภาพและครอบครัวอย่างแท้จริง

ไม่เพียงการปรับปรุง ลานตะวันยิ้ม ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลยังได้มีการพัฒนาสวนลุมพินีในด้านต่างๆ ทั้งการสนับสนุน ร่มสนามจำนวน 1,200 คัน มูลค่ากว่า1,500,000 บาท เพื่อปรับภูมิทัศน์สวนลุมพินีให้สวยงาม และเป็นร่มเงาให้ผู้มาเยือนได้รับความร่มรื่น รวมถึงโครงการปรับปรุงห้องน้ำสวนลุมครั้งใหญ่ จำนวน 9 หลัง ด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท โดยยึดหลัก “ครบสูตร-เข้าถึง-เท่าเทียม” ทำให้ห้องน้ำในสวนลุมพินีกลายเป็นห้องน้ำต้นแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรี ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และคนพิการ เนื่องจากห้องน้ำแห่งนี้ถูกออกแบบตามหลักการเพื่อทุกคน หรือ Universal Design และเป็นไปตามหลักห้องน้ำผู้พิการมาตรฐานสากล จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัย และพร้อมให้บริการประชาชนทุกเพศวัยอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ยังมีการสร้าง อนุสรณ์มิตรภาพไทย-อิตาลี “Alveo-ทวิธารา” สัญลักษณ์ของความผูกพัน และมิตรไมตรีอันดีกว่า 150 ปี ระหว่างประเทศไทย และอิตาลีโดยประติมากรรมสุดอลังการชิ้นนี้ตั้งอยู่ในสวนลุมพินี ด้านตรงข้ามกับศาลาเฉลิมพระเกียรติ เก๋งจีน(ใกล้ประตู 3 ฝั่งถนนพระราม 4) ด้วยเช่นกัน

ลานนวดเท้าและเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้พิการ

ลานนวดเท้าและเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้พิการ

Vickteerut คอลเลคชั่นครูซ 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384593

Vickteerut คอลเลคชั่นครูซ 2019

Vickteerut คอลเลคชั่นครูซ 2019

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Vickteerut (วิคธีร์รัฐ) นำโดย อรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์วิคธีร์รัฐจัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่นครูซ 2019 ภายใต้ชื่อ “Neo Rhapsody” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านภาพแบ๊กกราวนด์ของบ้านริมทะเลสไตล์อาร์ตเดโคที่มีห้องโถงเต็มไปด้วยประติมากรรมผลงานของ Constantin Brancusi โดยนำเอาความเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยรายละเอียด รวมไปถึงเส้นสายโค้งมน และรูปทรงผลงานของ Brancusi มาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นนี้

“Neo Rhapsody” คอลเลคชั่นครูซ ประจำปี 2019 นำเสนอเสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายของชนเผ่า โดยถูกนำมาปรับให้มีความร่วมสมัย (modern ethnic) รวมถึงเป็นการเผยอีกด้านหนึ่งของผู้หญิงวิคธีร์รัฐ ที่ดูนุ่มนวลและมีความเฟมินีน โดยถูกนำมาผสมผสานกับความเรียบ (Simplicity) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีการเลือกใช้วัตถุดิบอันหลากหลาย ที่ดูบอบบาง และเทคนิคต่างๆ ที่เลือกใช้ อย่างผ้าไหมเครป ผ้าชีฟอง และออร์แกนซาอัดพลีท ผ้าลินินผสมเนื้อนุ่ม ผ้าทาฟต้า การตกแต่งชายด้วยขนนก รวมไปถึงการเลือกใช้สีกลาง และสีเอิร์ทโทน อย่างสีดำ สีขาว สีกรมท่า สีเบจ สีน้ำตาลอมเทา และสีชมพูอ่อน ชิ้นเด่นๆ เช่น เสื้อผ้าทาฟต้าสายเดี่ยวตกแต่งระบาย สวมใส่กับกางเกงเอวสูงตกแต่งจีบตรงขอบเอว เสื้อเบลเซอร์สองกระดุมที่มาพร้อมกับเสื้อกั๊กในตัว เสื้อแขนกิโมโนผ้าชีฟองอัดพลีทสีขาว สวมใส่กับกางเกงขาสั้นขอบเอวตกแต่งระบาย เสื้อพองโช่ตกแต่งขนนก กระโปรงสั้นตกแต่งขนนก กระโปรงผ้าอัดพลีทจับเดรป เดรสไหล่เดียวผ้าออร์แกนซาอัดพลีท และค็อกเทลเดรส เกาะอกตกแต่งผ้าชีฟองอัดพลีท

ภายในงาน ณ Casa Papa Home & Space คับคั่งไปด้วยดารานักแสดงและเซเลบริตี้แฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ อาทิ เข็มอัปสร สิริสุขะ,กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล, สุชาร์ มานะยิ่ง, ชิชา อมาตยกุล, อรวรรณ อิงคสิทธิ์,กรกนก ยงสกุล, พิยะดา นันทะ, สามสราเอี่ยมเอกดุลย์, สิตมน ผลดี และ สุมาลิน ฮุนตระกูล พร้อมเผยถึงสไตล์การแต่งตัวในแบบของตัวเอง เริ่มที่ สิตมน ผลดี กล่าวว่า “พีชเป็นคนชอบแต่งตัวแล้วแต่อารมณ์ มู้ด ฟีลลิ่งในแต่ละวันว่าเรารู้สึกประมาณไหน จริงๆ เราเป็นคนแต่งตัวหลายสไตล์เหมือนกัน แต่เราจะมีความชอบส่วนตัวที่ไม่ค่อยชอบแต่งตัวหวานมาก ชุดวิคธีร์รัฐก็จะตอบโจทย์ โดยชอบให้มีความเท่มาเบรกไม่ว่าจะด้วยสีหรือรูปทรงชุด หลักๆ แล้วสไตล์ของเรา คือจะชอบจับเสื้อผ้าชิ้นนู้นชิ้นนี้มิกซ์แอนด์แมทช์ให้ดูเก๋เป็นตัวเราที่สุด”

ต่อด้วย แก้ม-สามสรา เอี่ยมเอกดุลย์ กล่าวว่า “สไตล์การแต่งตัวของแก้มชอบแต่งตัวให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ให้เกียรติกับสถานที่ที่เราจะไป หรือออกงานอะไร เราก็จะแต่งตัวให้เหมาะสมกับงานหรือสถานที่นั้นๆ อย่างช่วงนี้จะเป็นช่วง Festive ก็จะแต่งตัวพลิ้วๆ แบบผ้าชีฟอง มีขนนกบ้างให้มันดูสนุกสนาน ให้เหมาะกับเทศกาลในช่วงนี้ ส่วนสีที่ชอบ จะเป็นสีเรียบ สุภาพ แนว ขาว เทา ดำ เอิร์ธโทน อาจจะมีสีชมพูบ้าง เพราะแก้มจะชอบแต่งตัวแบบสไตล์เฟมินีน แต่ก็ผสมมาสคิวลีนด้วยค่ะ”

ปิดท้ายที่ กรกนก ยงสกุล กล่าวว่า “แรงบันดาลใจในการแต่งตัวของเล็ก คือเราจะชอบแต่งตัวตามอารมณ์ของเราในวันนั้นๆ ว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไร ส่วนมู้ดแอนด์โทนของการแต่งตัว จะชอบแต่งตัวแบบสีสัน และขึ้นอยู่กับอากาศ และสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เล็กชอบเอาสีต่างๆ มาผสมกัน เพราะบ่งบอกว่าเรารู้สึกอย่างไร และบ่งบอกถึงบุคลิกว่าเราเป็นคนอย่างไรด้วย เล็กชอบเสื้อผ้าแนวโมเดิร์น หรือ มีฟอร์มแปลกๆ แนวศิลปะ ทำให้เวลาสวมใส่เราดูมีคาแร็กเตอร์มากขึ้น”

ตามไปอัพเดทเสื้อผ้าของVickteerut (วิคธีร์รัฐ) “Neo Rhapsody”คอลเลคชั่นครูซ ประจำปี 2019 ได้ที่ดิเอ็มโพเรียม, สยามพารากอน, เซ็นทรัลชิดลม, เซน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และ วิคธีร์รัฐ บูติค ทองหล่อซอย 4 หรือเว็บไซต์ http://www.vickteerut.com

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384667

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

บี มาย เกสท์ : ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปลุกชีวิตให้ร้าน kanom

ความท้าทายครั้งใหม่ของซีอีโอหน้าเด็ก

พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ

เห็นหน้าใสๆ เหมือนหญิงสาววัย 30 ต้นๆ แต่ พอลล่า-ภรวรรณ อภิธนาคุณ ไม่ใช่นักธุรกิจหน้าใหม่ เพราะในอดีตเธอคือ “เจ้าแม่วงการเกม” ผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้วงการเกมดิจิทัลเมืองไทยคึกคัก อันเป็นธุรกิจของตระกูล “อภิธนาคุณ” ภายหลังเมื่อสามารถนำธุรกิจของครอบครัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ เธอจึงตัดสินใจขอลาออกจากธุรกิจครอบครัว เพื่อมาเดินบนเส้นทางชีวิตที่เลือกด้วยตัวเอง และเมื่อไม่นานมานี้เธอเพิ่งเปิดตัวในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ขนมแฟคตอรี่ (1999) จำกัด เจ้าของแบรนด์ขนมชื่อดังอย่าง “kanom” ที่มีซิกเนเจอร์ยอดนิยมคือ“ทาร์ตไข่” นั่นเอง

“เมื่อก่อนก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของร้าน การได้มาเป็นเจ้าของแบรนด์เรียกว่าเป็นโอกาสที่ดี มีการวางแผนเป็น Road map 5 ปี เริ่มจากRe-Branding ตั้งแต่กลางปีก็มีการรีโนเวทบางสาขาไปแล้วให้แตะกลุ่มวัยรุ่น ให้มีความสดใสเข้าถึงง่าย ส่วนเมนูขนมก็มีการเพิ่มความหลากหลายอย่างเมนูซิกเนเจอร์ทาร์ตไข่ นอกจากสูตรปกติ ก็จะมีทาร์ตไข่ที่เป็น seasonal มากขึ้น เช่น ออเร้นจ์ทาร์ต บลูทาร์ต ทาร์ตไข่ขาวเอาใจคนรักสุขภาพแต่ชอบทานขนม ยังมีขนมอีกหลายเมนูที่ไม่ได้รับการโปรโมทจากนี้ไปก็จะเริ่มเห็นเมนูต่างๆ มาขึ้น อีกจุดหนึ่งคือ packaging ที่เหมาะสำหรับการซื้อเป็นของขวัญของฝาก อะไรที่เป็นจุดแข็ง เป็นจุดเด่นของแบรนด์ก็ยังคงไว้อยู่ ส่วนไหนที่มองเห็นว่ามันยังไปได้เราก็ไปพัฒนาตรงนั้น ปีหน้าตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายสาขาเพิ่มให้ได้ 25 สาขาและต่อด้วยการขยายสาขาไปยังต่างประเทศด้วย”

แม้จะไม่เคยอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารมาก่อน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่เคยทำให้ธุรกิจกงสีและธุรกิจของคนอื่นประสบความสำเร็จมาแล้ว อีกทั้ง โอกาสมาถึง เธอจึงไม่รอช้าที่จะคว้าไว้

“ที่ออกจากธุรกิจกงสีของที่บ้าน เพราะอยากมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง อยากทำอะไรที่ท้าท้ายที่เป็นตัวของตัวเอง การตัดสินในซื้อแบรนด์ kanom มาทำ พี่ไม่ได้มาเล่นๆ แน่นอนอีกอย่างพี่คิดว่าเจ้าของเดิมเขาก็ต้องศึกษาตัวเราเหมือนกันว่าจะไม่ทำแบรนด์ของเขาเสีย เขาถึงยอมขาย และจากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจกงสี เป็นผู้บริหารองค์กรใหญ่ๆ ผ่านงานมาทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน เรารู้งานทุกส่วนของการสร้างธุรกิจเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือเรามีแผนธุรกิจที่ชัดเจน จุดเด่นของแบรนด์คือเป็นธุรกิจของคนไทย 100% มองว่าเราจะทำมันให้มันน่ารัก ให้คงอยู่กับคนไทยแล้วก็ขยายไปต่างประเทศ ในรูปแบบที่มันลงตัวได้อย่างไร นี่คือสิ่งท้าทายตัวเองในการหาโซลูชั่นที่จะทำให้ธุรกิจเป็นไปตามที่ตั้งไว้”

ตั้งแต่มาเป็น ซีอีโอ คนใหม่ของแบรนด์ kanom ทำให้เธอต้องตระเวนชิมอาหารและขนมเป็นว่าเล่น รวมถึงมีส่วน
ในการพัฒนาสูตรของแบรนด์เอง ซึ่งน่าจะทำให้น้ำหนักขึ้นหลายกิโลกรัม แต่เมื่อได้เจอตัวจริงต้องขอบอกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม มากๆ

“เป็นคนชอบทาน แต่ไม่อ้วนมาแต่ไหนแต่ไร แล้วก็เป็นคนทำงานหนัก ใช้ร่างกายและสมองเยอะ จนวันหนึ่งรู้สึกว่า
ไม่ไหว มันผอมก็จริง แต่ไม่โอเค จนมาเริ่มออกกำลังกายเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง แล้วก็ติดกลายเป็นนิสัยว่าต้องออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 4-5 วัน หลักๆ คาร์ดิโอ บอดี้เวท ต่อยมวย ว่ายน้ำ พอมาทำธุรกิจอาหารกลายเป็นว่า ยิ่งกินยิ่งผอม เพราะเลือกกินอาหารที่มี Nutrition ที่ดี แล้วก็มีระเบียบวินัยเรื่องการกินมากขึ้น บวกกับการออกกำลังกาย แม้จะผอมแต่ผอมแบบฟิตแอนด์เฟิร์ม และมีสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ”

ถ้าบอกว่าซีอีโอสาวเก่งคนนี้อายุจะขึ้นเลข 5 ในอีก 2 ปีข้างหน้า หลายคนคงไม่เชื่อแน่นอน จึงต้องถามเคล็ด(ไม่)ลับ “หน้าเด็ก หน้าใส” ของเธอ

“ตอนที่เป็นวัยรุ่นยี่สิบปลายๆ พี่เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Maturity เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ สิ่งเดียวที่จำได้จากหนังสือเล่มนี้คือ “การกลับไปสู่ความเป็นเด็ก” เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับไปสู่ความเป็นเด็ก หน้าตาเราเป็นผู้ใหญ่ก็จริง แต่ความเป็นเด็กจะฉายแววออกทางดวงตา ตั้งแต่นั้นก็สะกดจิตตัวเองไว้เลยว่าเราอายุแค่ 26 เชื่อว่าทุกคนมีความเป็นเด็กในตัวเอง เราต้องดึงออกมา สนุกกับมัน และความเป็นเด็กทำให้เรามีพลังที่จะทำอะไรใหม่ๆ มีความแอ๊กทีฟอยู่เสมอ ทุกอย่างอยู่ที่ Thinking หรือ ความคิดของเรา เวลามีใครทักว่าหน้าเด็ก บางทีก็มีคิดว่าเราจะ 50 แล้วเหรอ ยังคิดว่าตัวเองยัง 26 อยู่เลย สุดท้ายมันอยู่ที่ Maturity ข้างใน ที่มันจะสื่อด้วยสายตา สื่อด้วยบุคลิกท่าทางที่ออกมาจากข้างในมากกว่า การเป็นซีอีโอไม่จำเป็นต้องดูท็อปฟอร์ม ผมเป็นกระบังหรอก แต่เป็นธรรมชาติอย่างที่เราเป็นนี่แหละค่ะ”

ในการดำเนินชีวิต หรือแม้แต่การทำงาน “ธรรมะ” คือสิ่งที่ เวิร์กกิ้งวูเมน คนนี้เลือกใช้ “ทุกอย่างมันมีพื้นฐานจาก
หลักธรรมทั้งหมด ในการทำงานเราต้องเป็นผู้นำ ต้องบริหารคนซึ่งธรรมะมันใช้ได้จริงๆ พี่เป็นคนที่ทำงานเยอะ ทำเร็ว และทำตามแผนที่วางไว้ แต่เวลาที่งานมีปัญหาเราก็ต้องผู้ฟังที่ดี ฟังแล้วช่วยกันหาทางแก้ไขในระยะสั้น กับการใช้ชีวิตก็เช่นกัน คิดดีทำดี ถ้าเราเข้าใจว่าเหตุเกิดตรงไหนก็แก้ตรงนั้น มันมีอยู่แค่นั้นจริงๆ ไม่ใช่คนแก่วัดนะคะ แต่เวลาเดินทางไปไหนถ้ามีวัดก็แวะทำบุญ และจะไปวัดเวลาที่มีความสุขเท่านั้น ถ้ามีทุกข์ มีปัญหาไม่ไปวัดนะ เพราะไปวัดตอนที่ทุกข์มันร้อนรน มันไมใช่ เอาเวลาไปแก้ปัญหาก่อนดีกว่า แต่ถ้าเรามีความสุขการไปวัดคือการไปแบ่งบุญ มันสบายใจมากกว่า มีความสุขมากกว่า”

เธอคนนี้ไม่ได้เป็นเพียง เวิร์กกิ้งวูแมน ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานเท่านั้น แต่เธอยังเป็น ซิงเกิ้ลมัมของลูกสาว 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น จูเน่ NBK48 ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแห่งยุค

“เลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนเลยค่ะ ให้อิสระกับลูกๆ ไม่มีกรอบอะไรเลย ไม่ใช่แม่ลูกที่ตัวติดกัน ตามรับตามส่งแบบนั้นค่ะ
แต่เมื่อไหร่ที่ลูกต้องการแม่ ลูกจะรู้ว่าแม่อยู่ตรงนี้เสมอ ซึ่งลูกๆ เขาก็เป็นเด็กดี รู้หน้าที่ของตัวเอง สิ่งที่ปลูกฝังเขาคือให้เขารู้จักที่จะต้องมีเป้าหมายในชีวิตตัวเอง สองคนแรกหายห่วงแล้ว คนโตอยากเป็นหมอ เขาก็ทำได้ คนที่สองจูเน่ เขาอยากเข้าวงการบันเทิง เขาก็ทำได้ ส่วนคนเล็กฝันเขาใหญ่มากอยากเป็นนักบินอวกาศ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม แต่ถ้าทำได้ แม่ก็ต้องชมตัวเองนะว่าเราก็เก่งเหมือนกันที่เลี้ยงลูกให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขาต้องการ”

ไม่ว่าจะบทบาทไหน เธอก็ล้วนทำด้วย Passion และทำอย่างมีความสุข เพราะเธอเชื่อว่ามันจะส่งผลสำเร็จได้อย่างงดงาม สำหรับแบรนด์ kanom ก็เช่นกัน ที่เธอหวังไว้ว่าจะเป็นแบรนด์อาหารและขนมอันดับหนึ่งในใจนักชิมทั้งชาวไทยและชาวโลกในเร็ววัน

ครั้งแรก Lipault x Jean Paul Gaultier คอลเลคชั่นพิเศษสุดคูลส่งตรงจากปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384608

ครั้งแรก Lipault x Jean Paul Gaultier คอลเลคชั่นพิเศษสุดคูลส่งตรงจากปารีส

ครั้งแรก Lipault x Jean Paul Gaultier คอลเลคชั่นพิเศษสุดคูลส่งตรงจากปารีส

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

LIPAULT แบรนด์กระเป๋าถือกระเป๋าเดินทาง และแอ็คเซสเซอรี่จากปารีส ร่วมมือกับแบรนด์โอต์กูตูร์ของดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส JEAN PAUL GAULTIER (ฌอง ปอล โกลติเยร์) เผยโฉมคอลเลคชั่นAutumn/Winter 2018 เติมสีสันแห่งสไตล์และดีไซน์แปลกใหม่ให้กับกระเป๋าเดินทางและเครื่องหนังด้วยวัสดุที่สะดุดตา ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ที่มีสไตล์เป็นของตนเอง

ด้วยแรงบันดาลใจจากผลงานชิ้นเด่น 2 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสูทลายทางแบบเทนนิส และคอร์เซ็ทพร้อมโคนบราที่มาดอนน่าสวมใส่ในการทัวร์คอนเสิร์ต “BLOND AMBITION WORLD TOUR” รังสรรค์เป็นคอลเลคชั่นที่มีกลิ่นอายของความเป็นร็อก

 

TRAVEL COLLECTION คอลเลคชั่นสำหรับการเดินทางนี้มีชื่อว่า “AMPLI” เป็นเนื้อผ้าไนลอนเนียนนุ่มและหนัง รังสรรค์
เป็นอุปกรณ์เพื่อการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางแบบวีคเอนด์,กระเป๋า Tote, กระเป๋าเดินทาง และกระเป๋าใส่อุปกรณ์อาบน้ำ ดีไซน์เรียบหรูด้วยสีชมพูอ่อนด้านใน และมีสไตล์ด้วยลวดลายกราฟิกด้านนอก พร้อมสายรัดอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์

LEATHER COLLECTIONคอลเลคชั่นเครื่องหนังมาพร้อมกับกระเป๋ารุ่นยอดนิยม “COMPIL” ซึ่งเป็นกระเป๋าสไตล์บอสตันที่สามารถขยายได้ และมีรูปทรงที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าช็อปปิ้งและกระเป๋าเป้ให้เลือกถึง 2 ไซส์ รวมถึงกระเป๋าคาดเอว “SLOW” ซึ่งมีดีไซน์ที่ยืดขยายได้ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวัน และดีไซน์ซิปเผยให้เห็นลวดลายทางเหมือนสูทของผู้ชาย คอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยกระเป๋า 12 แบบ ทั้งสำหรับบุรุษและสตรี ทั้งสีดำและสีเบอร์กันดี ทั้งกระเป๋าและกระเป๋าเดินทางมีโลโก้ของแบรนด์บนแผ่นโลหะ นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าแบบยูนิเซ็กส์ที่สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ตามใจ

ความสนุกสนานของคอลเลคชั่นนี้ยังถูกถ่ายทอดผ่านซูเปอร์โมเดลสุดเปรี้ยว HANNE GABY ODIELE สามารถเป็นเจ้าของกระเป๋า Lipault x Jean Paul Gaultier ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และช็อปออนไลน์ผ่านทาง
เว็บไซต์ www.samsonite.co.th/th_TH/brands-lipault

ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384616

ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปัจจุบันมีการรับประทานยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเจ็บป่วย ปวดหัว ปวดฟัน ปวดแผล ก็ต้องรับประทานยาแก้ปวด โดยยาแก้ปวดนั้นกลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน บ้านไหนไม่มีนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีติดอยู่ที่บ้านไว้อยู่เสมอ ส่วนเรื่องยาคลายกล้ามเนื้อ ก็เหมือนกัน มักจะรับประทานกันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดแขน ปวดขา แก้เมื่อยล้าจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย แต่เชื่อว่ายังมีผู้บริโภคอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาทั้งสองชนิด วันนี้ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จึงได้มีคำแนะนำในการเลือกใช้ยาให้ถูกต้องมาบอก

ผศ.พญ.อัจฉรา กุลวิสุทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า
ในเวลาที่เราใช้ยาแก้ปวด จริงๆ จะต้องคำนึงถึงประเด็นที่สำคัญดังต่อไปนี้คือ อันดับแรกคือ “ถูกโรค” เราจะต้องรู้ว่า
โรคของเราคือโรคอะไรก่อน ซึ่งโดยทั่วไปอาการปวดที่พบบ่อยๆ มักจะมีอาการปวดจากกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก็ได้เพราะว่าอาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น ปวดไหล่ มีจุดกดเจ็บเฉพาะที่ อันนี้ก็เป็นลักษณะการปวดจากเส้นเอ็น สามารถซื้อยาได้จากร้านขายยาเองได้เลย

หากว่ามีอาการของกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ ยาที่ใช้ควรจะเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ถ้าปวดเฉยๆ โดยไม่มีกล้ามเนื้อ
ตึงตัวผิดปกติ ก็ควรจะเป็นยาแก้ปวดซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกัน และยังต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องหรือถ้าเกิดเป็นอาการปวดที่มีการอักเสบ เช่น ข้ออักเสบร่วมด้วย ยาที่ใช้ก็จะแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้ามีอาการปวดธรรมดาเราอาจจะใช้ อาเซตฟิโนเฟ่น หรือพาราเซตามอลที่เรารู้จักกันดีโดยทั่วไป แต่หากว่ามีอาการอักเสบร่วมด้วยเช่น ข้ออักเสบ หรือ เอ็นอักเสบ ก็จะเป็นกลุ่มยาที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่ายาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ โดยข้อแนะนำในการรับประทานยา ทั้ง 2 ชนิดนี้จะต้องใช้ให้ “ถูกขนาด” และ“ถูกเวลา” เนื่องจากมีขนาด วิธีให้ยา และข้อควรระวังที่แตกต่างกัน

สำหรับยาพาราเซตามอลนั้น แนะนำว่าควรจะรับประทานแค่ 1 เม็ด หรือ 500 มิลลิกรัม ต่อครั้งเท่านั้นไม่ควรรับประทาน 2 เม็ด ทุกๆ 6 ชั่วโมง อย่างที่สมัยก่อนใช้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับได้ โดยข้อดีของยาพาราเซตามอลจะปลอดภัยมาก ซื้อหาได้ง่ายเหมาะสำหรับการปวดที่ไม่รุนแรง ส่วนยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
มีความแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง และมีหลายชนิด ขนาดที่ใช้ขึ้นกับแต่ละชนิด และมีผลข้างเคียงมากกว่ายาพาราเซตามอล
โดยทำให้เกิดการระคายเคืองกับกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ อาจทำให้ไตวาย และมีผลทำให้หลอดเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง

ดังนั้น ยาในกลุ่มนี้ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหรือสูงอายุเพื่อแพทย์จะมีแนวทางการป้องกันความผิดปกติจากผลข้างเคียงของยาหรือเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ ซึ่งอาจจะปลอดภัยมากกว่า ทั้งนี้ เมื่อมีอาการและอาการแสดงของโรคหรือภาวะดังกล่าวหายหรือทุเลาลง ควรหยุดยา เนื่องจากหากใช้เป็นระยะเวลานาน อัตราการเกิดผลข้างเคียงจะสูงขึ้น

ขอพรปีใหม่ที่ล้ง 1919 จุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384596

ขอพรปีใหม่ที่ล้ง 1919 จุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่ง

ขอพรปีใหม่ที่ล้ง 1919 จุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่ง

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ หลายคนถือโอกาสนี้เริ่มต้นสิ่งดีๆ และเสริมสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว ล้ง 1919 จึงเปิดเผยเคล็ดขอพร “ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน)” ชวนสักการะองค์เทพเจ้าเก่าแก่อันศักดิ์สิทธิ์ที่น้อยคนจะรู้จัก คือ “เจียวตี่เอี๊ย” และ “ป่อฉิ่วเนี๊ย” พร้อมแนะนำวิธีการเสี่ยงเซียมซีเจ้าแม่หม่าโจ้วตามแบบฉบับดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ค้าขาย หรือทำธุรกิจเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ ห้ามพลาด

ณ จุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่ง ล้ง 1919 ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่งของเจ้าสัวจีนในสยามเพราะเป็นท่าเรือที่ชาวจีนที่มาทำธุรกิจในไทย ต้องล่องสำเภามาขึ้นที่ท่าแห่งนี้ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประกอบกับการเป็นชัยภูมิ “ท้องมังกร” ที่แผ่นดินโค้งล้ำเข้าไปโค้งน้ำเจ้าพระยาเหมือนมังกรท้องป่อง และยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) อันศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นจุดที่มีพลัง เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง เหมาะแก่การมาสักการะเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ขอพรเพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างมั่งคั่ง ณ จุดเริ่มต้นแห่งความมั่งคั่งแห่งนี้

หม่าโจ้วอันศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่คู่กับท่าเรือฮ่วยจุงล้ง มาตั้งแต่เริ่มสร้างเมื่อ 168 ปีก่อน มีเทพประธานคือ เทียนโหวเซียะบ้อ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “หม่าโจ้ว” เทพผู้อุปถัมภ์การเดินเรือทางทะเลอันเป็นเส้นทางการค้าขายในอดีต จึงถือเป็นเทพที่อำนวยการค้าขายให้รุ่งเรืองด้วย ความพิเศษที่ทราบกันเป็นอย่างดีคือ ที่ล้ง 1919 มีองค์หม่าโจ้วที่อัญเชิญมาจากเมืองจีนครบถ้วนถึง 3 ปาง ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จใน 3 ช่วงวัย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยชรา คนในท้องที่ทุกวัย จึงนิยมมาขอพรกันได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะด้านการค้า ซึ่งตั้งแต่การฟื้นฟูล้ง 1919 ที่ทำให้ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว (คลองสาน) เป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็มีผู้คนจากทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติต่างมาสักการะ ทั้งผู้ค้าขาย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน นิยมมาขอพร ซึ่งส่วนมากจะสำเร็จตามความปรารถนาและกลับมาไหว้ขอบคุณเจ้าแม่อยู่เป็นประจำ

เทพเจ้าอันซีน นอกจากเจ้าแม่หม่าโจ้ว ที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้ว ที่ล้ง 1919 ยังมีศาลเก่าแก่ 2 ศาลตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว เป็นศาลไม้ขนาดเล็กเหมือนศาลเจ้าที่แบบไทย ถือเป็นอันซีนที่น้อยคนนักจะรู้จัก คือ
ศาลเจียวตี่เอี๊ย องค์เทพเจ้าเป็นลักษณะเจว็ดไม้แบบพระภูมิชัยมงคลตามประเพณีไทยเนื่องจากที่ล้ง 1919 ในอดีตเป็นท่าเรือ โรงสีและโกดังข้าวสาร พระภูมิของที่ล้ง 1919 จึงมีพระหัตถ์ข้างหนึ่งถือรวงข้าว ซึ่งต่างจากทั่วไปที่ถือถุงเงินถุงทอง เชื่อว่าจะอำนวยความอุดมสมบูรณ์และเจริญงอกงาม คนค้าขายเกี่ยวกับข้าว อาหาร พืชพรรณ ห้ามพลาดมาขอพร และอีกหนึ่งศาลอันซีนคือศาลป่อฉิ่วเนี๊ย เป็นภาษาจีนหมายถึงเจ้าแม่แห่งต้นไม้ เป็นองค์เจ้าไม้แกะสลักแบบโบราณ เชื่อว่าเป็นเทพารักษ์ที่ประจำต้นไม้ใหญ่ในอดีต ขอพรให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขทั้งครอบครัว

ขอเซียมซีให้ถูกวิธี หลังจากจุดธูปไหว้ขอพรเทพเจ้าทุกองค์เรียบร้อยแล้ว ห้ามพลาดที่จะมาเสี่ยงเซียมซีที่ห้องเจ้าแม่ชั้นล่าง ซึ่งไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วหยิบกระบอกเซียมซีเขย่าเลย คนท้องที่ดั้งเดิมอธิบายว่าก่อนขอเซียมซี ต้อง เซ้งปวย เพื่อ
ขออนุญาตหม่าโจ้วรับเซียมซีก่อน วิธีการคือนำท่อนไม้สีแดงคู่ที่วางอยู่ข้างกระบอกเซียมซีมาอธิษฐานบอกเจ้าแม่ว่าจะขอเสี่ยงเซียมซี แล้วโยนไม้ทั้งคู่ลงบนพื้น ถ้าหากคว่ำหรือหงายทั้งคู่ ไม่แนะนำให้เสี่ยงเซียมซีต่อ เพราะเซียมซีที่ได้ในวันนั้นจะไม่ใช่ของเรา ถ้าหากคว่ำ 1 อัน หงาย 1 อัน แสดงว่าสามารถเสี่ยงเซียมซีได้ ก็ยกกระบอกเซียมซีมาอธิษฐานขอพร และเขย่าไม้ติ้วได้ตามปกติ เสี่ยงเซียมซีให้ถูกวิธีได้ผลแม่นๆ ให้เริ่มต้นปีใหม่ได้อย่างมั่นใจ

ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้นรับปีใหม่แบบนี้ อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย พาครอบครัวและคนที่รักมาเที่ยวล้ง 1919 ชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดื่มด่ำบรรยากาศอาคารจีนโบราณ และขอพรจากเจ้าแม่หม่าโจ้วอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่งคั่งรุ่งเรือง เป็นการฉลองเทศกาลแห่งความสุขที่สมบูรณ์แบบ สามารถเดินทางมาได้ที่ โครงการล้ง 1919 ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน เปิดทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น.(วันจันทร์เปิด 11.00-20.00 น.) ทั้งนี้ คืนส่งท้ายปีเก่า วันที่ 31 ธันวาคม 2561 เปิดให้สักการะตลอดคืน พร้อมชมพลุตระการตากลางแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊คแฟนเพจLHONG 1919

ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว

ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว

แผ่นป้ายอฐิษฐานขอเจ้าแม่หม่าโจ้ว

แผ่นป้ายอฐิษฐานขอเจ้าแม่หม่าโจ้ว

เซียมซี และไม้เสี่ยงทายเซ้งปวย

เซียมซี และไม้เสี่ยงทายเซ้งปวย

ชุดบูชาเจ้าแม่หม่าโจ้ว ธูป เทียน ดอกไม้ และผลไม้

ชุดบูชาเจ้าแม่หม่าโจ้ว ธูป เทียน ดอกไม้ และผลไม้

ศาลเจียวตี่เอี๊ย

ศาลเจียวตี่เอี๊ย

เซเลบฯ สายบุญชวนสร้างกุศลรับปีใหม่ สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.ราชวิถี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/384621

เซเลบฯ สายบุญชวนสร้างกุศลรับปีใหม่ สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.ราชวิถี

เซเลบฯ สายบุญชวนสร้างกุศลรับปีใหม่ สมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.ราชวิถี

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เซเลบริตี้สายบุญชวนคนไทยทั่วประเทศร่วมสร้างกุศลครั้งใหญ่ส่งท้ายปี กับแคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิต เติมบุญ x2” เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ “รพ.ราชวิถี ดีต่อใจ ได้ต่อบุญ ปี 2” ที่จัดขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้

โรงพยาบาลราชวิถี กำลังประสบกับปัญหาความแออัดภายในโรงพยาบาลเนื่องด้วยผู้ป่วยที่เข้ามาทำการรักษาจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่ของโรงพยาบาล และเครื่องมือแพทย์ไม่เพียงพอต่อปริมาณของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยอีกหลายชีวิตต้องรอการรักษา ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงและรวดเร็วขึ้น โรงพยาบาลราชวิถี จึงได้จัดกิจกรรมระดมทุนด้วยการรวมตัวของเซเลบริตี้และศิลปิน เพื่อเชิญชวนคนไทยใจบุญร่วมสร้างกุศลส่งท้ายปี รายได้สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ อาทิ ป้อ-ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล, โบว์-ณชา จึงกานต์กุล, อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี,ต้อม-ไกรวิทย์ พุ่มสุโข, ปาล์ม อินสติงค์-ปรียวิศว์ นิลจุลกะ, ปั้น แบชเชอร์-เจษฎา ลัดดาชยาพร, หนู มิเตอร์-สร่างศัลย์ เรืองศรี เป็นต้น ณ บริเวณลานอเนกประสงค์โรงพยาบาลราชวิถี

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า แคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิต เติมบุญx2” เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการ“รพ.ราชวิถี ดีต่อใจ ได้ต่อบุญ ปี 2” เพื่อรณรงค์ให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ สำหรับศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่จะสร้างขึ้นในอาคารศูนย์การแพทย์ราชวิถี จะเปิดให้บริการในกลางปีพ.ศ.2562 เป็นอาคารสูง 25 ชั้น คาดว่าจะลดความแออัดเรื่องของสถานที่และรองรับผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,500,000 คนต่อปี หรือวันละ 6,000 คน จากเดิมที่รองรับได้ 1,000,000 คนต่อปี ซึ่งอาคารศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้ ประกอบไปด้วยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellent) อาทิ ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านสูตินรีเวช ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านอุบัติเหตุ เป็นต้น แต่ทั้งนี้โรงพยาบาลยังขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์อีกกว่า 300 ล้านบาท โดยผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมทำบุญในแคมเปญครั้งนี้ นอกจากจะได้ต่อชีวิตผู้ป่วยแล้ว ยังนำใบเสร็จจากการร่วมทำบุญในแคมเปญ ไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าด้วย

ป้อ-ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล กล่าวว่า “ปกติป้อเป็นคนชอบทำบุญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ก็จะมีส่วนร่วมในบุญทุกครั้งถ้ามีโอกาส ซึ่งการทำบุญในแต่ละสถานที่สำหรับป้อเชื่อว่าจะได้อานิสงส์แตกต่างกันไป แต่การต่อชีวิตคน นั่นคือสิ่งสำคัญมาก อะไรก็ตามถ้าช่วยกันได้ หรือการมีส่วนร่วมเล็กน้อยก็ควรจะช่วยกันสละกันคนละเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขาดทุนทรัพย์ที่จะซื้อเครื่องมือแพทย์ให้กับรพ.ราชวิถีก็เช่นกัน ถ้าเรารวมพลังกัน เราก็สามารถจัดหาซื้อเครื่องมือแพทย์ได้ ซึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือคนได้เป็นร้อยเป็นพันชีวิต ก็ขอเชิญชวนทุกๆ ท่านมาร่วมบริจาคให้กับแคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิต เติมบุญ x2” ด้วยนะคะ”

โบว์-ณชา จึงกานต์กุล กล่าวว่า “โบว์ว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญของทุกคน เวลาที่เราเจ็บป่วยขึ้นมาเราจะเห็นว่าต่อให้เงินเยอะแค่ไหน ก็ซื้อสุขภาพไม่ได้ โบว์ว่าวันนี้เราอาจจะไม่ได้เจ็บป่วยอะไร เราให้คนอื่นได้ แต่วันหนึ่งเราไม่รู้เลยว่าเราอาจจะมาเป็นผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ก็ได้ ถามว่าสุขภาพ เงินซื้อได้ไหม เงินซื้อไม่ได้ แต่ว่าเราใช้เงินในการแบ่งปันโอกาสให้กับคนอื่นได้ เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีและสำคัญมาก ถ้าวันนี้เรามีโอกาส มีกำลัง ก็ควรแบ่งปันช่วยเหลือสังคมด้วย ก็ขอเชิญมาร่วมแบ่งปันและต่อชีวิตผู้อื่นกันเถอะค่ะ และแคมเปญนี้ได้ลดหย่อนภาษี 2 เท่าอีกด้วย”

ผู้จิตกุศลสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับแคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิต เติมบุญx2” ได้โดยร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี“เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-3548108-37 ต่อ 3032 หรือกรอกข้อมูลผ่านเว็บเพื่อขอใบเสร็จรับเงิน http://www.rajavithi.go.th มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษา ให้มีโอกาส ได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว-ทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป

เหล่าศิลปินมาร่วมเปิดแคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิต เติมบุญ x2”

เหล่าศิลปินมาร่วมเปิดแคมเปญ “รพ.ราชวิถี ต่อชีวิต เติมบุญ x2”

นพ.มานัส โพธาภรณ์

นพ.มานัส โพธาภรณ์

ป้อ-ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล

ป้อ-ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล