เปิดใจ ‘โดมินิค โฟลเดอร์’ บก.สำนักพิมพ์ดัง ผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ‘อานันท์ ปันยารชุน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381178

เปิดใจ ‘โดมินิค โฟลเดอร์’ บก.สำนักพิมพ์ดัง ผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ‘อานันท์ ปันยารชุน’

เปิดใจ ‘โดมินิค โฟลเดอร์’ บก.สำนักพิมพ์ดัง ผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติ ‘อานันท์ ปันยารชุน’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โดมินิค โฟลเดอร์และแฟนหนังสือ

เพื่อเป็นการฉลองเปิดตัวรูปโฉมใหม่ร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์ (Asia Books) สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดงาน Author Talk กับ โดมินิค โฟลเดอร์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ดัง ผู้เขียนหนังสือ Anand Panyaracjim and the Making of Modern Thailand เพื่อให้ผู้สนใจได้รับฟังมุมมอง แนวคิด และแลกเปลี่ยนความคิดกับนักเขียนคนดังที่มีต่อหนังสือ และอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุนบุคคลผู้มีความสำคัญต่อการเมืองไทยที่เขายกย่องให้เป็น “ปูชนียบุคคล” เปรียบเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งที่มีลมหายใจ

โดมินิค โฟลเดอร์ (Dominic Faulder) เป็นนักข่าวและบรรณาธิการชื่อดัง ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1980 เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้สื่อข่าววารสารประจำสัปดาห์ Asiaweek
ของฮ่องกง เน้นการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประเทศเมียนมาและกัมพูชา ขณะที่ทั้งสองประเทศตกอยู่ในสถานการณ์บ้านเมืองที่สำคัญในช่วงปี 1980-1990 นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งเป็นรองบรรณาธิการใหญ่ Nikkei Asian Review นิตยสารจากประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2014

สำหรับหนังสือ Anand Panyaracjim and the Making of Modern Thailand โดมินิค โฟลเดอร์ ผู้เขียน กล่าวว่า ก่อนหน้าที่เขาจะเขียนหนังสือเล่มนี้ ตัวเขาเคยมีโอกาสได้ร่วมงานกับ
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในฐานะนักเขียนหนังสือ King Bhumibol Adulyadej : A Life’s Work ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2554 ซึ่งขณะนั้น นายอานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากองบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับมอบหมายจากสำนักพิมพ์ให้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของ นายอานันท์ ปันยารชุน

“จากการทำงานร่วมกันครั้งแรกพบว่าคุณอานันท์ ท่านเป็นคนละเอียด รอบคอบ ใจเย็น และรับฟังเหตุผลของคณะทำงาน และใส่ใจคนรอบข้าง เมื่อเริ่มทำงานจริงๆ ต้องมีการสัมภาษณ์ตัวท่าน ทำให้พบว่าเรื่องของคุณอานันท์ไม่ใช่แค่บทบาทของการเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2534 ต่อเนื่อง 2 สมัย แต่นับตั้งแต่ ด.ช.อานันท์ ปันยารชุน เกิดและเติบโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ารับราชการ ช่วงชีวิตของท่านเกี่ยวพันกับเหตุการณ์สำคัญๆ ของประเทศไทย ของภูมิภาคนี้และของโลกหลายๆ เหตุการณ์ จึงนับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในฐานะคนเขียน”

โดมินิค โฟลเดอร์ ยังบอกอีกว่า หนังสือเล่มนี้ เขาต้องเข้าพบกับอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน เพื่อสัมภาษณ์ถึง 63 ครั้ง รวมกว่า 200 ชั่วโมง รวมถึงบุคคลผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 100 คน ทำให้หนังสือเล่มนี้ใช้เวลาในการกลั่นตัวอักษรจนออกมาเป็นรูปเล่มอย่างที่เห็นนี้นานถึง 6 ปี

“การเขียนอัตชีวประวัติใครสักคนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในหลายๆ ด้านของประเทศไทย และยังมีบทบาทในระดับโลกเช่นคุณอานันท์ เรื่องของความถูกต้องของข้อมูลของคุณอานันท์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมือง เหตุการณ์โลกจึงเป็นสิ่งสำคัญ และความยากขึ้นไปอีก คือการร้อยเรียงเรื่องราวทั้งสองส่วนให้เป็นเนื้อเดียวกันและยังต้องใช้ภาษาที่จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุกและอยากติดตามไปตลอดจนหน้าสุดท้ายของหนังสือนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหนังสือเล่มนี้จึงใช้เวลานานถึง 6 ปี”

ในฐานะผู้เขียน โดมินิค โฟลเดอร์ บอกว่า หนังสือ Anand Panyaracjim and the Making of Modern Thailand ไม่ใช่แค่การเขียนอัตชีวประวัติของ นายอานันท์ ปันยารชุน เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ที่นายอานันท์ ปันยารชุน ได้เป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์เหล่านั้น อาทิ สงครามเวียดนาม ความสัมพันธ์ไทย-จีน สมาคมอาเซียน และการก่อตั้งเขตการค้าอาเซียน (อาฟตา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์รัฐประหารและวิกฤติทางการเมืองของประประเทศไทยในปี พ.ศ.2519, พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2549

“จากการได้รับเกียรติให้เขียนหนังสือเล่มนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคุณอานันท์มากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าคุณอานันท์เป็นปูชนียบุคคล เป็นผู้มีความรอบรู้แตกฉานในหลายสาขา มองโลกในเชิงบวกมีความเป็นกลาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ปรากฏชัดเมื่อท่านต้องก้าวมาเป็นผู้นำประเทศในช่วงที่เกิดวิกฤติทางการเมือง ท่านสามารถนำพาประเทศไทยให้เดินต่อไปได้ และสร้างบรรยากาศและการรับรู้ต่อนานาอารยประเทศที่มีต่อประเทศไทยในเชิงบวกได้

สำหรับหนังสือเล่มนี้ผมคิดว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับทุกๆ คนที่สนใจและอยากศึกษาแนวคิด วิธีการทำงาน การดำรงตนของคุณอานันท์ รวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ของประเทศไทยและในภูมิภาคนี้ผ่านมุมมองของผู้ที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าว และทำให้ทุกคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ได้รู้จักคุณอานันท์ ปันยารชุนมากขึ้น”

หนังสือ Anand Panyaracjim and the Making of ModernThailand วางจำหน่ายที่ร้านหนังสือ เอเชียบุ๊คส์ ทุกสาขาทั่วประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asiabooks.com

สานต่อโครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381181

สานต่อโครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ

สานต่อโครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้สูงวัยร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพดวงตา

ห้างแว่นท็อปเจริญ ร่วมกับ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ฉลองความสำเร็จในโอกาสครบรอบ10 ปี “โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” ภายใต้พระราชประสงค์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือผู้สูงวัยในถิ่นทุรกันดารที่มีปัญหาด้านสายตาให้กลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุขนับตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 โครงการประสบความสำเร็จในการให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยในถิ่นทุรกันดารที่มีปัญหาด้านสายตากว่า 50,000 ราย รวม 124 พื้นที่ครบทุกจังหวัดของประเทศ

ทั้งนี้ ห้างแว่นท็อปเจริญ ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสานต่อโครงการต่อเนื่องเพิ่มอีก 5 ปี จนถึงปีพ.ศ.2567 พร้อมเชิญชวนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงวัยในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการดูแลสายตาของผู้สูงวัยและเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย

รศ.พญ.นวลจันทร์ ปราบพาล และ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์

นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างแว่นท็อปเจริญ กล่าวว่า ห้างแว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นในการจัดทำโครงการเพื่อสังคมต่างๆ ในการช่วยเหลือด้านสายตาให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ ที่ได้ร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ภายใต้พระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกุมารี เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยในถิ่นทุรกันดารที่มีปัญหาด้านสายตาทั่วประเทศ ให้สามารถกลับมามีสายตาที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าปัญหาด้านสายตาส่วนใหญ่ของผู้สูงวัยคืออาการสายตายาวตามอายุ ซึ่งโครงการ ได้ทำการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นใหม่ และส่งมอบให้กับผู้สูงวัยที่ต้องการความช่วยเหลือฟรี เป็นจำนวนรวมกว่า 5 หมื่นอัน ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายตาอีกด้วย

ตรวจวัดสายตาผู้สูงวัย

“ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีก 3 ปีข้างหน้า ห้างแว่นท็อปเจริญจึงได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสานต่อโครงการต่อเนื่องเพิ่มอีก 5 ปี จากปีพ.ศ.2563-2567 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงวัยที่มีปัญหาและต้องการรับความช่วยเหลือด้านสายตาที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปในพื้นที่ทุรกันดารต่างๆ ทั่วประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในการรับหน้าที่คัดกรองกลุ่มผู้สูงวัยเข้ารับการบริการจากทีมผู้เชี่ยวชาญของห้างแว่นท็อปเจริญที่ได้ลงพื้นที่นั้นๆ อาทิการบริการตรวจวัดสายตา ตรวจสุขภาพดวงตาและประกอบแว่นใหม่ฟรีเป็นประจำทุกเดือน นอกจากนี้หากพบว่ามีผู้สูงวัยที่เป็นโรคตาและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นตาทางโครงการฯ จะนำส่งผู้ป่วยเหล่านี้เข้ารับการรักษาอาการต่อที่ศูนย์รักษาตาท็อปเจริญอีกด้วยโดยอีก 5 ปีข้างหน้านี้เราคาดว่าโครงการจะสามารถให้ความช่วยเหลือผู้สูงวัยที่มีปัญหาด้านสายตาได้อีกกว่า 3 หมื่นราย”

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนวลจันทร์ ปราบพาล กรรมการอำนวยการและเลขาธิการ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย กล่าวว่า “มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย มีหน้าที่ให้การสงเคราะห์เด็กและผู้เยาว์ที่ถูกทอดทิ้ง ทั้งยังให้ความสำคัญด้านสุขภาพและการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัยอีกด้วย และหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบในกลุ่มผู้สูงวัยคือความเสื่อมประสิทธิภาพของดวงตา ซึ่งปัญหานี้ส่งผลให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพและในบางรายไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่ห่างไกล ในโอกาสการสานต่อโครงการต่อเนื่องอีก 5 ปี สภากาชาดไทยจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมกันให้การช่วยเหลือผู้สูงวัยที่มีปัญหาด้านสายตาได้เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากเพื่อให้ผู้สูงวัยกลับมามีสายตาที่ดีขึ้นและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทั้งยังสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและบุตรหลานได้และไม่เป็นภาระต่อสังคมอีกด้วย”

นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์

นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์และผู้อำนวยการศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ แนะนำการดูแลสุขภาพดวงตาว่า “การดูแลรักษาดวงตาให้หลีกหนีจากโรคภัยและปัญหาต่างๆ สามารถทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา เช่น ผักใบเขียว มะเขือเทศ ฝรั่ง ส้ม เป็นต้น ซึ่งผักและผลไม้ที่มีลูทีนวิตามินซีและวิตามินอีสูงจะช่วยบำรุงสายตาและลดความเสื่อมของจอประสาทตาได้ การปกป้องดวงตาจากแสงแดดและแสงสีน้ำเงิน สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงแสงเหล่านี้โดยตรง เช่น การสวมแว่นกันแดด หรือการสวมใส่แว่นที่สามารถคัดกรองแสงสีน้ำเงินจากหน้าจอได้การใช้สายตาอย่างพอเหมาะ หากมีการใช้สายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรพักสายตาโดยการเปลี่ยนอิริยาบถหรือทำกิจกรรมอื่นแทน หากจำเป็นต้องใช้คอนแทคท์เลนส์ การทำความสะอาดถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ดวงตาเจอกับเชื้อโรคต่างๆ ตลอดทั้งวัน สุดท้ายการตรวจสุขภาพดวงตา รวมถึงการตรวจวัดสายตาเป็นประจำ จะทำให้เรารู้ถึงสุขภาพดวงตาของเราเอง เมื่อเกิดปัญหาหรือโรคต่างๆ จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th ไลน์@top_charoen หรือ โทร.02-612-4170

สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 เรียนรู้วิถีไทย ชมวัด-วัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381183

สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 เรียนรู้วิถีไทย ชมวัด-วัง

สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 เรียนรู้วิถีไทย ชมวัด-วัง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทันทีที่เหล่าสาวงามจาก 94 ประเทศทั่วโลกเดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเข้าประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2018 เมื่อวันที่2 ธันวาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมการเก็บตัวก็เริ่มต้นขึ้นทันที ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้ให้สาวงามนั้น กองประกวดมิสยูนิเวิร์สมุ่งเน้นไปที่การเปิดโอกาสให้สาวงามได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย

ประเดิมภารกิจแรกวันที่ 3 ธันวาคม เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์มิสยูนิเวิร์ส 2017 นำทีมสาวงามผู้เข้าประกวดร่วมกิจกรรม “Smile Train” ร่วมกับมูลนิธิสร้างรอยยิ้มประเทศไทย ในการตกแต้มผลงานศิลปะลงบนกรอบรูปเพื่อมอบให้กับเด็กๆ ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด โดยพวกเธอยังได้เขียนการ์ดอวยพรเพื่อให้กำลังใจเด็กๆ อีกด้วย ต่อด้วยช่วงแดดร่มลมตก เหล่าสาวงามได้เดินทางไปสัมผัสกับการท่องเที่ยววิถีไทย ล่องเรือชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยริมสองฝั่งเจ้าพระยาจากท่าเรือ River City แล้วไปขึ้นท่าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อชมความงามของพระปรางค์ วัดอรุณฯ

ส่วนวันที่ 4 ธันวาคม เวลา 09.00 น. สาวงามผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2018 รวมถึง น้องนิ้ง-โศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้เดินทางไปยัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)และพระบรมมหาราชวัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและผู้ที่ทราบข่าวมารอต้อนรับและถ่ายรูปสาวงามผู้เข้าประกวดกันอย่างเนื่องแน่น โดยเหล่าสาวงามจากนานาชาติเองก็ตื่นตะลึงกับความงดงามอลังการของวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังจนอดใจไม่ไหวที่จะยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาถ่ายรูปและโพสต์ลงโซเชียลส่วนตัวของแต่ละคนกันอย่างสนุกสนาน เป็นการช่วยโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

สาวงามจาก 95 ประเทศ ภายในบริเวณวัดพระแก้ว

สาวงามจาก 95 ประเทศ ภายในบริเวณวัดพระแก้ว

ล่องเรือชมวัดอรุณ

ล่องเรือชมวัดอรุณ

ส่วนหนึ่งของสาวงามที่ร่วมกิจกรรม Smile Train

ส่วนหนึ่งของสาวงามที่ร่วมกิจกรรม Smile Train

‘เป็นมานุษย์’งานรวมความรู้ที่มนุษย์ทุกคนต้องมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381142

‘เป็นมานุษย์’งานรวมความรู้ที่มนุษย์ทุกคนต้องมา

‘เป็นมานุษย์’งานรวมความรู้ที่มนุษย์ทุกคนต้องมา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พีรพน พิสณุพงศ์

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (ศมส.) หรือ SAC แหล่งรวบรวมและจัดการความรู้ด้านมานุษยวิทยา จัดงานนิทรรศการ “เป็นมานุษย์” จัดแสดงนิทรรศการด้านมานุษยวิทยา ผ่านการเล่าเรื่องชวนรู้จักผู้คนผ่านการเล่น อาหาร และข้าวของ โดยใช้เทคโนโลยีสื่อเสมือนจริง สื่ออินเตอร์แอ๊กทีฟ และยังมีงานเสวนาด้านวัฒนธรรม รวมถึงกิจกรรมสนุกๆ มากมาย

นิทรรศการจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์โดยมี นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด และเหล่าเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ สู่ขวัญ บูลกุล, ม.ล.เอวิตา ยุคล, ณัฏฐิ์ประภา ชุณหะวัณ, ณัฏฐกรม์ ชุณหะวัณ, จารุเดช บุญญสิทธิ์และ สาธิดา ธนะรัชต์ มาร่วมงาน พร้อมด้วย 2 นักแสดงดัง เคน-ภูภูมิ พงศ์ภาณุภาค และ แพทริเซีย กู๊ด ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ในชุดของกลุ่มชาติพันธุ์

ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร

นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ขอชื่นชมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะองค์กรทางวิชาการยุคใหม่ ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้จัดกิจกรรมการพัฒนาฐานความคิดในมิติที่หลากหลายเพื่อลดอคติทางวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล เนื้อหาที่นำเสนอได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่ไม่เพียงมีบทบาทในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกของชาติเท่านั้น หากแต่ยังมีบทบาทในการสร้างฐานความคิดให้คนในสังคมมีความพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมแบบพหุวัฒนธรรมอีกด้วย โดยในครั้งนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้จัดกิจกรรมที่เข้าถึงความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่จะได้รับรู้และเข้าใจภารกิจของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เท่านั้น แต่ยังสร้างให้เกิดความตระหนักและเข้าใจถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม พร้อมเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เข้าใจพื้นฐานของกันและกัน ส่งผลให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

สู่ขวัญ-โชค บูลกุล และลูกชาย

นายพีรพน พิสณุพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการรับรู้บทบาทและสร้างความเข้าใจภารกิจของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 28 ในปี พ.ศ.2562 ซึ่งเราต้องการที่จะเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบขยายไปสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่สามารถเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลและองค์ความรู้ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เพื่อนำไปพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมต่อไปในระยะยาว ตามแนวทางที่สนใจและความถนัดของแต่ละบุคคล รวมทั้งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังเน้นการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จึงเป็นเสมือนการแสดงศักยภาพของภาคีเครือข่าย ทั้งเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ ในการสนับสนุนงานด้านสังคมและวัฒนธรรมของชาติด้วยเช่นกัน

ณัฏฐิ์ประภา และ ณัฏฐกรม์ ชุณหะวัณ

ทั้งนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ SAC แหล่งรวบรวมและจัดการความรู้ด้านมานุษยวิทยา เพื่อสร้างความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข จัดตั้งตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานวิชาการที่ทันสมัยมีระบบการจัดการฐานข้อมูลความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม มุ่งให้ผู้ที่สนใจศึกษาความรู้ด้านมานุษยวิทยา รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้าใจเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลและองค์ความรู้ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สำคัญทั้ง 4 ประการ ได้แก่ เรียนรู้ เข้าใจ พัฒนา สงบสุข ซึ่งทั้งหมดจะเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการเรียนรู้และการเติบโตทางความคิดของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จะสามารถต่อยอดกลายไปเป็นพลังในการร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

แพทริเซีย กู๊ด ร่วมเดินแฟชั่นโชว์ในชุดของกลุ่มชาติพันธุ์

ปัจจุบันศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อการค้นคว้าทั้งหมด 24 ฐานข้อมูล อาทิ เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย งานวิจัยทางชาติพันธุ์ ภาพยนตร์ชาติพันธุ์ พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ของเล่นพื้นบ้านในประเทศไทย คำศัพท์ทางมานุษยวิทยา เอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตก จารึกในประเทศไทย จารึกวัดโพธิ์ แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย ฐานข้อมูลนิทานตำนานที่สนุกสนานและเรื่องเล่าพื้นบ้าน เป็นต้น โดยเปิดให้บริการแก่ผู้ที่สนใจได้เข้าไปใช้งานได้ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และวันเสาร์ 09.00-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติมโทร.02-8809429 หรือเข้าไปที่ www.sac.or.th,อีเมล webmaster@sac.or.th

หารือแนวทางตั้งศูนย์พันธุกรรมเชื้อจุลชีพระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380974

หารือแนวทางตั้งศูนย์พันธุกรรมเชื้อจุลชีพระดับชาติ

หารือแนวทางตั้งศูนย์พันธุกรรมเชื้อจุลชีพระดับชาติ

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเครือข่ายสุขภาพหนึ่งเดียว จัดประชุมปรึกษาหารือ แนวทางการพัฒนาความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์พันธุกรรมเชื้อจุลชีพระดับชาติ เพื่อพัฒนาไปสู่ความร่วมมือระดับโลก

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า โรคระบาดยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับประชากรโลก ตัวอย่างเช่น กรณีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา โรคเมอร์ส ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ปัจจุบันโลกยังมีความเสี่ยงต่อโรคระบาดจากเชื้อก่อโรคอุบัติใหม่ และโรคติดเชื้อที่สามารถแพร่จากสัตว์สู่คน ทั้งนี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อาทิ การเพิ่มจำนวนของประชากร การคมนาคมขนส่งที่สะดวก การปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดของคนกับสัตว์ ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า Global Virome Project (GVP) เป็นโครงการระดับโลกที่ริเริ่มขึ้นโดยองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID) มีแนวคิดเพื่อศึกษาไวรัสที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการค้นพบไวรัสใหม่ที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์และปศุสัตว์ ซึ่งไวรัสเหล่านี้มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อม การค้นพบไวรัสและข้อมูลด้านระบาดวิทยาจะช่วยในการป้องกัน การตรวจจับ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากเชื้อไวรัสอุบัติใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศ สนับสนุนความร่วมมือในการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสในระดับโลกได้ต่อไป โครงการนี้มุ่งหวังให้เกิดระบบการค้นหาเชื้อและพันธุกรรมของไวรัสชนิดใหม่ในระบบนิเวศของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อวางแผนการจัดการลดความเสี่ยงของการระบาด ซึ่งในระยะแรกนี้มีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนและประเทศไทยที่ให้ความสนใจในโครงการนี้อย่างจริงจัง

สำหรับประเทศไทย การศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านโรคติดเชื้อมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยได้นำแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวมาเป็นมาตรการดำเนินการโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เป็นเครือข่ายสุขภาพหนึ่งเดียว ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรทั้งทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และเครื่องมือ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนของการวิจัยและพัฒนาด้านพันธุกรรมเชื้อจุลชีพของประเทศ

และเมื่อเร็วๆ นี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะหน่วยงานหลักด้านห้องปฏิบัติการของกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเครือข่ายสุขภาพหนึ่งเดียว ได้จัดการประชุม “Roundtable Dialogue TowardEstablishing a Thailand National Virome Project” เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนาความร่วมมือในการจัดตั้ง ศูนย์พันธุกรรมเชื้อจุลชีพของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงาน ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาพันธุกรรมของเชื้อจุลชีพ อาทิ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล องค์การสวนสัตว์AFRIMS, TUC และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ได้แก่ FAO, USAID, WHO ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย UC Davis ประเทศสหรัฐอเมริกา และ Eco Health Alliance

“ผลจากการประชุมดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบกลไกในการค้นหาเชื้อไวรัสก่อโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย และผู้เข้าร่วมประชุมยังได้เสนอข้อคิดเห็นในการพัฒนาความร่วมมือเพื่อการจัดตั้งศูนย์พันธุกรรมเชื้อจุลชีพระดับชาติ ตลอดจนกำหนดกรอบการดำเนินงานในแต่ละระยะ เพื่อให้เกิดความร่วมมือโครงการ Thailand Virome Pilot Project (TVPP) ภายใน 18เดือน ที่จะพัฒนาไปสู่ความร่วมมือระดับโลกต่อไป” นายแพทย์โอภาสกล่าวในที่สุด

‘ดร.ฮิโรเอกิ นัมบะ’ ผู้ค้นพบวิถีสุขภาพดี จาก ‘ราชาแห่งเห็ด’ สู่ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380972

‘ดร.ฮิโรเอกิ นัมบะ’ ผู้ค้นพบวิถีสุขภาพดี จาก ‘ราชาแห่งเห็ด’ สู่ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

‘ดร.ฮิโรเอกิ นัมบะ’ ผู้ค้นพบวิถีสุขภาพดี จาก ‘ราชาแห่งเห็ด’ สู่ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ลองถามตัวเองว่า “คุณป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?” ในช่วงเวลาที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เช่นนี้ หลายคนอาจจะตอบว่าเพิ่งป่วยไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่สำหรับ ศ.กิตติคุณ ดร.ฮิโรเอกิ นัมบะ แห่งมหาวิทยาลัยเภสัชกรรมโกเบ ชาวอาทิตย์อุทัย วัย 74 ปีคนนี้เขาแทบจะลืมไปแล้วว่า “ป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

ศ.กิตติคุณ ดร.ฮิโรเอกิ นัมบะ

ในปีค.ศ.1984 ดร.ฮิโรเอกิ นัมบะได้เริ่มศึกษาหาคุณค่าที่อยู่ในเห็ดชนิดหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ไมตาเกะ (Maitake)” หรือสมญานามว่า “ราชาแห่งเห็ด” เนื่องจากเป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่มาก ในอดีตชาวญี่ปุ่นนำมาบริโภคเพื่อหวังผลทางยา สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย โดยจุดเริ่มต้นของดร.นัมบะ ในการศึกษาเห็ดไมตาเกะ นั้นมาจากการศึกษาคุณสมบัติทางเคมีของเห็ด 36 ชนิด ทว่า ดร.นัมบะและทีมวิจัยกลับได้ค้นพบส่วนประกอบพิเศษที่พบแค่ในเห็ดไมตาเกะเท่านั้น นั่นคือ สารประเภทโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ที่เรียกว่าX-fraction หรือ D-fraction ประกอบด้วยสารเบตากลูแคน (Beta-glucan) และโปรตีนคอมเพล็กซ์ ที่ช่วยในเรื่องเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง เขาจึงได้ทำการวิจัยเพื่อสกัดเอาสารพิเศษดังกล่าว และให้ชื่อว่า “MX-Fraction”

สำหรับ MX-Fraction ที่ ดร.นัมบะ ได้ค้นคว้าวิจัย เขาได้นำมาสกัดให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบัน โดยมุ่งมั่นจะนำมาใช้ป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายก่อนที่จะเกิดโรค ซึ่งจะเห็นได้ว่าโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรานั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเรามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของโรคที่ไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันในเลือดสูงและมะเร็ง เป็นต้น

ดร.นัมบะ เผยว่า “MX-Fraction ในเห็ดไมตาเกะ สามารถช่วยการควบคุมคอเลสเตอรอลได้ หากใครมีปัญหาไขมันในเลือดสูงหรือไขมันในหลอดเลือดผิดปกติ MX-Fraction จะช่วยทำให้ไขมันในเลือดลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงตามไปด้วย ไขมันที่ว่านี้ไม่ใช่ไขมันร่างกาย (Body Fat) เพราะ MX-Fraction ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก แต่เป็นการลดไขมันที่แอบซ่อนอยู่ในอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นไขมันที่เรามองไม่เห็น เช่น ไขมันในไต หรือไขมันในตับ เพราะหากคอเลสเตอรอลสูงจะส่งไปที่กรดน้ำดี (Bile Acid) แล้วขับถ่ายออกทางอุจจาระหรือไขมันในอวัยวะภายในซึ่งสารนี้สามารถช่วยลดไขมันเหล่านี้ได้ และยังควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสด้วย ถ้าพูดถึงการคุมระดับน้ำตาลในเลือด ก็ต้องนึกถึงอินซูลิน เพราะอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนหนึ่งที่ช่วยควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยเบาหวานนั้นระดับฮอร์โมนอินซูลินจะลดลงเรื่อยๆหากได้รับ MX-Fraction ความไวก็จะกลับมาเป็นปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดก็มีอัตราที่ดีขึ้น ส่งผลต่อไขมันในเลือดลดลง ก่อให้เกิดการไหลเวียนดีขึ้น”

แต่การบริโภคเห็ดไมตาเกะให้ได้ในปริมาณที่สามารถรักษาอาการของโรค ดังที่ ดร.นัมบะ ได้กล่าวมานั้น อาจจะต้องใช้ปริมาณมากและเป็นเรื่องยุ่งยากต่อการใช้ชีวิตประจำวันทำให้ ดร.นัมบะ ได้ทำการวิจัยเพื่อสกัดเห็ดไมตาเกะให้อยู่ในรูปแบบเม็ดที่ง่ายสำหรับการบริโภคซึ่งต่อมากลายเป็นอีกสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มชาวญี่ปุ่นผู้รักสุขภาพเป็นอย่างมาก

นอกจากผลงานค้นคว้าวิจัยเรื่องเห็ดไมตาเกะแล้ว ดร.นัมบะยังมีผลงานการเขียนหนังสือ รวมถึงบทความทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเห็ดไมตาเกะ อาทิ Maitake Daietto, Maitake-Challenging Cancers, Immune-Power; Another Method to Combat Influenza และ Maitake-Combatting Cancers and Lifestyle-Related Diseases อีกทั้งยังเดินทางไปเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องของเห็ดไมตาเกะ อยู่เสมอ โดยล่าสุด ดร.นัมบะ ได้เดินทางมาให้ความรู้แก่กลุ่มเภสัชกรชาวไทย ในงาน Maytake MX Fraction ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

อีกเคล็ดลับสุขภาพแข็งแรงแบบที่เรียกว่า “ลืมไปแล้วว่าป่วยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” ของชายผู้ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตอุทิศให้กับการศึกษาค้นคว้าเห็ดไมตาเกะมาโดยตลอด และเขายังเป็นผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากการคิดค้นของเขาเองด้วยเช่นกัน นั่นเป็นอีกการพิสูจน์ประสิทธิภาพของผลงานที่เขาได้ค้นคว้าเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลเห็ดไมตาเกะสามารถสอบถามได้ทาง http://www.maytake-mx.com หรือต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมทางวิชาการได้ที่ http://www.medline.com

เห็ดไมตาเกะ ราชาแห่งเห็ด

เห็ดไมตาเกะ ราชาแห่งเห็ด

LIFE & HEALTH : เบาหวานให้ระวัง..สุขภาพตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380981

LIFE&HEALTH : เบาหวานให้ระวัง..สุขภาพตา

LIFE&HEALTH : เบาหวานให้ระวัง..สุขภาพตา

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานของประเทศไทยในปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนถึง 5 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดว่ามีผู้ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานถึง 1.8 ล้านคน และมีผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานถึง 8.2 ล้านคน คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่าโรคเบาหวาน เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของเซลล์ร่างกายที่ไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานได้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปจะมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารมาแล้ว 6 ชั่วโมง ไม่เกิน 126 มก./ดล. ซึ่งหากสูงกว่านี้คุณมีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานได้

การสังเกตอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานคือ ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวัน และกลางคืนกระหายน้ำมากกว่าปกติ น้ำหนักลดลงรู้สึกอ่อนเพลียง่าย มีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้า ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อทำการรักษาต่อไป

ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพราะถ้าผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ก็มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามระบบต่างๆของร่างกาย

ข้อมูลจาก นพ.ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข แพทย์เชี่ยวชาญโรคจอประสาทตา รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า หนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวของผู้ป่วยเบาหวาน คือ ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาโดยพบว่าภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยศูนย์เสียการมองเห็นเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสามารถป้องกันได้ ถ้าวินิจฉัยได้เร็ว ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องได้รับการคัดกรองตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่สูงผิดปกติและส่งผลข้างเคียงต่อจอประสาทตาหากตรวจพบช้า หรือรักษาช้า รุนแรงถึงขั้นศูนย์เสียการมองเห็น โดยภาวะเบาหวานขึ้นตานั้นสามารถเกิดขึ้นได้ถึงร้อยละ 30-40 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน โดยผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงที่จะมีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา คือ

l การเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานและขาดการตรวจหาภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

l ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

l ผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูง

l ผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง

ซึ่งอาการที่บ่งบอกถึงโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ระยะแรกส่วนมากจะไม่แสดงอาการตามัว และไม่เจ็บปวดทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่ามีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแต่หากปล่อยไว้จนมีโปรตีนรั่วเข้าไปในจอประสาทตา อาจทำให้มองเห็น ผิดปกติเห็นภาพไม่ชัดเจน และเริ่มมีเลือดออกจะบดบังการมองเห็น และถ้าหากบดบังการมองเห็นทั้งหมด ผู้ป่วยจะมีภาวะตาบอดในที่สุดจึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน มั่นตรวจคัดกรองหาภาวะเบาหวานขึ้นตา เป็นประจำทุกปี การตรวจก็ไม่ได้ยุ่งยากและซับซ้อน หากผู้ป่วยมาพบแพทย์โดยแพทย์จะหยอดตาขยายม่านตา รอจนม่านตาขยาย และแพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจไปที่จอตา หากตรวจพบมีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาในระยะที่ยังไม่รุนแรง แพทย์จะทำการรักษาโดยการคุมเบาหวาน คุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงจนเป็อันตรายต่อดวงตา ซึ่งระยะนี้เป็นระยะที่ทำการรักษาได้ง่ายที่สุด แต่หากมีภาวะที่เสี่ยงต่อตาบอด เช่น โปรตีนรั่วเข้าไปในจอตามากแล้ว หรือมีเส้นเลือดผิดปกติ มีเลือดออกในตา มีพังผืดบนจอตา จอตาหลุดลอก ก็จะมีการรักษาอยู่ 3 วิธี

1.การรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ คือการใช้แสงเลเซอร์เพื่อปิดเส้นเลือดรอยรั่วที่จอประสาทตา จะทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นซึ่งอาการข้างเคียงอาจทำให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นที่แคบลง และความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดลง

2.การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าในตา ซึ่งเป็นการรักษาที่นับเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือจะทำให้จุดมองภาพชัดที่บวมยุบลงได้เร็ว การมองเห็นกลับมาฟื้นตัวเร็ว แต่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง

3.การรักษาด้วยการผ่าตัด ใช้เมื่อมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาเรื้อรัง มีพังผืดบนจอตาจอตาหลุดลอก

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธีใด หลังการรักษาผู้ป่วยต้องดูแลตัวเอง โดยการควบคุมเบาหวานไม่ให้มีน้ำตาลในเลือดสูงต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามอาการหลังการรักษาตามที่แพทย์นัด

ทั้งนี้ในแต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถี ได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถี เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา โดยภายในอาคารศูนย์การแพทย์ รพ.ราชวิถี ที่จะเปิดให้บริการในกลางปี 2562 นี้จะเปิดศูนย์ความเป็นเลิศทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์รับส่งต่อสำหรับโรคตาที่มีความยากซับซ้อน ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งยังมีความต้องการงบประมาณในการจัดหาอุปกรณ์การรักษาที่ทันสมัย ครบครัน เพื่อประโยชน์ในการรักษา จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์กับโรงพยาบาลราชวิถี โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี051-276128-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ สอบถามโทร 02-3548108-37 ต่อ 3032 หรือ http://www.rajavithi.go.th

การป้องกันภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวานที่ดีที่สุดคือ การดูแลสุขภาพคุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง ดูแลควบคุมอาหารการกินออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380977

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข

ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา (Let’s Relax Spa) ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง มอบส่วนลดพิเศษ 2 ต่อ สำหรับผลิตภัณฑ์สปาทุกประเภท ต่อที่ 1 มอบส่วนลด 10% เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท พร้อมรับของขวัญพิเศษ ต่อที่ 2 ทันที ดังต่อไปนี้ซื้อครบ 1,500 บาท รับสบู่สครับผิวสกัดจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ฟรี 1 ก้อน ซื้อครบ 2,500 บาท รับ ครีมทามือ Let’s Relax Thailand Boutique Collection ฟรี 1 หลอด ซื้อครบ 3,500 บาท รับ เจลอาบน้ำ ฟรี 1 ขวด และซื้อครบ 5,000 บาท รับ เครื่องไอน้ำผสมน้ำมันหอมระเหย ฟรี 1 เครื่อง โดยส่วนลดผลิตภัณฑ์สปาพิเศษ 2 ต่อ ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้-15 ธันวาคม 2562 ที่ เล็ทส์ รีแลกซ์ สปา ทุกสาขาในประเทศไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เล็ทส์ รีแลกซ์ สปา โทร.02-1263588 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.letsrelaxspa.com

เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พ่อแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/381002

เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พ่อแห่งแผ่นดิน

เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พ่อแห่งแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นเวลา 70 ปีที่ผ่านมา ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่9 ทรงครองสิริราชสมบัติ และได้ทรงอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศ โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์สุขส่วนพระองค์ ทรงงานหนักอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่ออาณาประชาราษฎร์ จนถึงวันนี้ โครงการในพระราชดำริมากมายกว่า4,000 โครงการ ได้ยังประโยชน์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวไทยและชาวโลก และทรงเป็นแบบอย่างแก่พระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์ทรงเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2561 เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ “หนังสือพิมพ์แนวหน้า” จึงขอน้อมนำบทความ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทาน เรื่อง “เรียนรู้การทรงงานสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ในหนังสือ “สัจธรรมแห่งแนวพระราชดำริ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บางตอน มาเผยแพร่

n ทรงงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งมั่นอย่างวิริยะและอุตสาหะที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข อยู่ดีกินดี ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อทรงศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่ราษฎรในทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย เพื่อพัฒนาประชาชนและประเทศให้ก้าวหน้าหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยทรงยึดหลักในการดำเนินโครงการว่าต้องเป็นการพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวมและประเทศชาติอย่างแท้จริงจึงจะเป็น “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า

“…ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสมโดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว

…ในการปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ทรงทำตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีพระราชประสงค์จะช่วยให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้จึงจะเป็นการช่วยเหลืออย่างยั่งยืน ดังพระราชดำรัสที่พระราชทานในพิธีเปิดการประชุมและนิทรรศการเรื่อง “มรดกสิ่งทอของเอเชีย : หัตถกรรมและอุตสาหกรรม” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535 ความตอนหนึ่งว่า

“…ข้าพเจ้าตั้งใจจะสรรหาอาชีพให้ชาวนาที่ยากจนเลี้ยงตัวเองได้เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้เนื่องจากข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปเยี่ยมราษฎรตามชนบทมาหลายสิบปี ได้พบว่าราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ที่ต้องทำงานหนัก และต้องเผชิญอุปสรรคจากภัยธรรมชาติมากมาย… ทำให้ชาวนาชาวไร่มักยากจน การนำสิ่งของไปแจกราษฎรผู้ประสบภัยธรรมชาติ เป็นเพียงบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรมีพระราชปรารภว่าเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ยั่งยืนควรจะหาวิธีอื่นที่ช่วยให้ราษฎรพึ่งตนเองได้…”

n ทรงมุ่งพัฒนาชนบทห่างไกล ให้อยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยทุกข์สุขของราษฎรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลและทุรกันดาร จึงเสด็จพระราชดำเนินในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญเท่าที่จะทำได้ และข้อสำคัญคือ เมื่อเวลาเสด็จออกพัฒนา พระองค์จะต้องไปทอดพระเนตรให้เห็นพื้นที่จริงๆ จะต้องทรงรู้เสียก่อนว่าพื้นที่นั้นในด้านภูมิศาสตร์และภูมิสังคมเป็นอย่างไร โดยตรัสว่าการเสด็จด้วยพระองค์เองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จะได้มีความรู้สึกต่อพื้นที่นั้น และพระราชทานความช่วยเหลือได้ตรงกับความต้องการของประชาชน รวมทั้งช่วยให้พระองค์ทรงทราบสภาพพื้นที่ของประเทศไทยเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะทรงสอนผู้ตามเสด็จฯ ให้รู้จักดูแผนที่ และสังเกตภูมิประเทศ ดูภูเขา ทางน้ำ ต้นไม้ ซักถามผู้ที่อยู่ในพื้นที่ให้ทราบข้อมูลมากที่สุด การพัฒนานั้นไม่ใช่ว่าพระองค์จะเข้าไปในหมู่บ้านแล้วโปรดเกล้าฯ ว่าควรทำอะไร ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ก็ทรงงานในลักษณะเดียวกัน คือจะซักถามข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่ โดยจะเน้นในการพัฒนาตัวบุคคล อาทิ การดูแลรักษาสุขภาพอนามัย และการส่งเสริมอาชีพช่างฝีมือ

งานหลักของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรคือ พัฒนาปัจจัยในการผลิต เพื่อการกินอยู่ของคนในท้องถิ่น ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือการหาน้ำให้เพียงพอแก่การเพาะปลูก โดยทรงเล็งเห็นว่าน้ำเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิต และเป็นปัจจัยในการผลิตพืชผลต่างๆ รวมทั้งทรงทำพร้อมกันในทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสอยู่เสมอว่าจะต้องให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี จึงทรงช่วยรักษาพยาบาลอุปการะผู้เจ็บป่วย นอกจากนั้นทรงเห็นความสำคัญว่าต้องช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษา มีความรู้อย่างน้อยให้อ่านออกเขียนได้ สามารถอ่านเอกสารของทางราชการ และเพื่อให้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ

ดังนั้น ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ จึงเห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีการต่างๆ ที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น และได้ตามเสด็จฯ เห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เห็นจะเป็นเพราะความเคยชิน เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรได้ก็ทำอย่างอัตโนมัติ และเป็นเหตุที่ทำให้ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำประจำอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่ง รู้สึกเสมอว่าการเป็นเจ้าฟ้านั้น ได้เปรียบผู้อื่นหลายอย่าง จึงควรนำข้อได้เปรียบนั้นมาทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

n ประสบการณ์ตามเสด็จฯ ไปทรงงานในถิ่นทุรกันดาร

ประสบการณ์ในการตามเสด็จพระราชดำเนิน มีมากมายเล่าเท่าไหร่ไม่จบ ออกไปทุกครั้งก็ได้ความรู้ ความคิด และมีประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเมื่อครั้งข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก จำได้ว่าจะทรงจัด “ทีมพัฒนา” ออกไปเยี่ยมราษฎร กิจกรรมที่ไปทำกันนั้นข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ มีการไปสำรวจความเป็นอยู่ของคน เมื่อออกไปพัฒนาแล้วต้องเขียนรายงานถวายด้วย บางทีก็รู้สึกสงสัยว่ามีคนโน้นคนนี้มาหาท่านด้วยปัญหาที่เจ้าตัวแก้ไม่ตก หรือมีปัญหามาก เคยทูลถามพระองค์ทรงคิดได้อย่างไรว่า ควรจะทำอย่างไรดีกับคนไหน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รับสั่งว่าถ้าเรามีความรักและความห่วงใยก็ย่อมทำได้

ความจริงพระองค์มีเครื่องช่วยจำเหมือนกันคือการจดบันทึก พระองค์ทรงเรียกว่า “สมุดทอดพระเนตร” โดยจะทรงบันทึกเรื่องโน้นเรื่องนี้ที่ทรงนึกขึ้นได้ว่าควรทำตามข้อสังเกตในสถานที่เสด็จพระราชดำเนิน เช่น คนจน คนป่วย คนมีลูกมากที่ต้องจัดให้มีอาชีพ ให้ลูกมีโอกาสศึกษาเล่าเรียน คนมีเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ เรียกได้ว่าไม่ลืมเรื่องของใครเลย ภายหลังมีข้าราชบริพารรับผิดชอบจดไปแต่ละแผนก พระองค์ก็ยังทรงจดของพระองค์เองอยู่สุดท้ายทรงให้บันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ด้วย

n วิธีการทรงงาน และการทำงานของขบวนตามเสด็จฯ

คติที่พระราชทานให้เป็นหลักของการทำงานมีอยู่มาก เช่นว่าเราไปไหนก็มีพาหนะ มีคนมาอำนวยความสะดวกมากมาย ฉะนั้นต้องพยายามทำให้การไปของเรามีประโยชน์คุ้มค่าที่สุด เราอย่าคิดหวังยึดใครเป็นที่พึ่ง แต่ต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งของคนได้ คนที่มาขอความช่วยเหลือเรานั้นเป็นคนยากจนที่มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก หาเช้ากินค่ำ จะต้องรีบช่วยเหลือเขาทันที จะไปรอเอาไว้ก่อนไม่ได้ และประการสำคัญคือ “การให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง”

เวลาออกไปทรงเยี่ยมราษฎรมีคนมาเฝ้าฯมากมาย ฉะนั้นจึงต้องมีข้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯไปมาก ข้าราชบริพารแต่ละคน เวลาตามเสด็จฯจะต้องมีอุปกรณ์ติดตัวไปให้ครบรวมทั้งของส่วนตัว เช่น ไฟฉาย สมุดจด และแผ่นกระดาษสำหรับเขียนข้อความติดสิ่งของและรายชื่อบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ เครื่องเขียนสำหรับจด มีทั้งปากกาเล็กสำหรับจดธรรมดา ปากกาโตสำหรับเขียนข้อความในแผ่นกระดาษ ถุงพลาสติกสำหรับใส่สมุดที่จะเขียนกลางสายฝน สมุดที่ใช้จดส่งตัวคนไข้เข้าโรงพยาบาล เสื้อฝนสำหรับแจกราษฎรก็ต้องถือไปด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเสด็จพระราชดำเนินด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปกันได้น้อยคน คนที่ไปก็ต้องเป็นประโยชน์ที่สุดต้องถือของแจกราษฎร เช่น เสื้อยืดเด็กผ้าขนหนู ขนมผิงเกษตร (ขนมทำด้วยถั่วเหลือง) เกลือไอโอดีน ฯลฯ ในรถที่นั่งกันไปยังให้มีค้อน เผื่อเกิดมีปัญหาขัดข้องประตูรถเปิดไม่ได้ยังพอใช้ค้อนทุบออกมาได้เวลานั่งรถคันหนึ่งๆ ก็ให้นั่งไปมากๆ เพื่อประหยัดที่ เป็นต้น ซึ่งแต่ก่อนข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้รับการฝึกฝนเช่นนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่วางเป็นระเบียบเหมือนกัน

ขณะทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อมีผู้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ หรือโปรดเกล้าฯพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต้องไปสัมภาษณ์เพื่อจดข้อมูลไว้ โดยมีวิธีการซักถามประวัติของผู้ที่จะสงเคราะห์ ถามถึงครอบครัวลูกเต้า วิธีการทำมาหากิน รายได้ และความสามารถของแต่ละคน ใช้เวลาให้น้อยที่สุด พูดให้ดี สุภาพ ไม่ให้คนถูกถามตกใจจนพูดไม่ออก พระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำไว้ว่า ถ้ามีเวลาน้อยที่สุดจะต้องรู้ที่อยู่เขาเสียก่อน จะได้ให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอื่นๆ ช่วยติดต่อไปภายหลังได้ เพื่อคิดพระราชทานความช่วยเหลือ และการช่วยเหลือก็ต้องทำระยะยาว ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพจนเขาตั้งตัวได้ ไม่ใช่ว่าให้เขามีความหวังแล้วทิ้ง ต้องดูแลให้เขาได้รับความช่วยเหลือจริงๆ และสามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด

n ข้อคิดและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

จากการตามเสด็จฯ ทรงงานพัฒนาของทั้ง 2 พระองค์ ช่วยให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาที่นำไปสู่ความก้าวหน้าหรือความเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น และนำมาซึ่งข้อคิดบางประการคือ การพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน อาจจะก่อปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา เช่น การเพาะปลูกใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่เป็นพิษจำนวนมากเกินพอดี เป็นอันตรายต่อสุขภาพของทั้งคนและสัตว์ในพื้นที่บริเวณนั้นอาจจะทำให้ดินเสีย เพาะปลูกไม่ได้มากเท่าเดิมการพัฒนาจึงต้องรักษาสมดุลกับการอนุรักษ์ เช่น ในการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ต้องดูว่าจะเสียทรัพยากรอื่นๆ ที่ควรรักษาไว้หรือไม่ อย่างไร เป็นต้น

นอกจากนี้ การพัฒนาเป็นเรื่องกว้างและมีหลายด้าน ต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง และมักต้องใช้เวลานาน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development) จะต้องวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการณ์ การลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ การพัฒนาบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น การพัฒนาการเกษตร (Agricultural Development) อาทิ การเพิ่มเนื้อที่การผลิต การเพิ่มผลิตภาพการผลิต หรือ Productivityเช่น ในพื้นที่เท่าเดิม สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น การเพิ่มผลผลิตสื่อความว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้น อาจเพราะการขยายพื้นที่เพาะปลูกหรือการเพิ่มทรัพยากรต่างๆในการผลิต และการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น การพัฒนาสังคม (Social Development) มีหลายอย่าง เช่น สร้างความเท่าเทียมระหว่างชนเผ่าต่างๆ กลุ่มคนในสังคม ความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิง การให้สิทธิเสรีภาพแก่บุคคลที่มีความจำเป็นในชีวิตต่างๆ กัน เช่น ผู้พิการ พัฒนาจิตใจคนให้มีคุณธรรม เป็นต้น การพัฒนาการศึกษา(Educational Development) อาทิ การกระจายโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การอบรมครูบุคลากรทางการศึกษา การพัฒนาการเมือง(Politic Development) ให้เป็นไปทางประชาธิปไตย หรือให้เกิดความสงบ ความมั่นคง ต้องสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนในชาติ การพัฒนาองค์กรประชาชน พัฒนาการบริหาร การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และวิธีการอื่นๆ เป็นต้นการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ช่วยให้ข้าพเจ้าเห็นความสำคัญของการพัฒนาว่า การพัฒนาบ้านเมืองหรือการพัฒนางานทุกอย่างให้เจริญยิ่งขึ้นไปนั้น ไม่ควรมีลักษณะเป็นการก้าวหน้าจนลืมหลัง หากจำเป็นต้องเริ่มต้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อน แล้วค่อยๆ สร้างเสริมให้ก้าวหน้ามั่นคงขึ้นเป็นลำดับ สำหรับเป็นรากฐานที่สามารถจะรองรับความเจริญและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดตามมาจากผลของการพัฒนา มิใช่มุ่งแต่จะพัฒนาให้รุดหน้าด้วยการทุ่มเทกำลังทรัพย์ กำลังคน ตลอดจนอุปกรณ์ทุกอย่าง เพื่อให้ได้ผลเร็วที่สุดและมากที่สุด ซึ่งจะทำให้รากฐานทานไม่อยู่ การพัฒนาที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปมากมายก็จะล้มเหลวลงอย่างน่าเสียดาย ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม และอื่นๆ ตามมา ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จึงต้องคำนึงถึงรากฐานเดิมอยู่ตลอดเวลา ถ้าเห็นว่าความเจริญก้าวหน้าเกินกว่าฐานรองรับ ก็ต้องกลับมาเสริมฐานให้กว้างขวางมั่นคงจนมีกำลังเพียงพอก่อนจึงค่อยพัฒนาต่อไป

n ยึดแนวพระราชดำริเป็นแนวทางในการดำเนินงานพัฒนา

จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญและตรัสเสมอว่า “คน” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนา ข้าพเจ้าจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริในการทรงงานพัฒนาประเทศของพระองค์มาประยุกต์ใช้ในวิธีดำเนินงานโครงการพัฒนาด้านต่างๆที่ข้าพเจ้าริเริ่มขึ้น ด้วยพอจะมีความรู้และความสนใจในเรื่องสุขภาพอนามัยและการศึกษา ข้าพเจ้าจึงมุ่งเน้นงานพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อจะได้เติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

ข้าพเจ้าได้ยึดหลักการดำเนินงาน ซึ่งได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ดังนี้

1.การพึ่งพาตนเอง โดยเน้นให้ทุกคนได้ช่วยเหลือตนเองก่อนเป็นอันดับแรก เช่น การให้เมล็ดพันธุ์พืชผัก พันธุ์สัตว์ เพื่อผลิตอาหารไว้บริโภคเอง แทนที่จะให้อาหารโดยตรง สามารถช่วยเหลือ ตัวเองได้ต่อไป เป็นต้น

2.การมีส่วนร่วม เน้นให้ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการทำโครงการได้มีส่วนในการช่วยคิดช่วยทำ อาทิ การที่ผู้ปกครองและเด็กต้องร่วมกันวางแผนและทำการผลิตทางการเกษตร จัดเวรในการประกอบอาหารกลางวัน ซึ่งมีผลทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เรียนรู้และเข้าใจในกิจกรรมที่ทำอยู่

3.การพัฒนาแบบองค์รวมโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยเน้นการพัฒนาในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายจะต้องได้รับความรู้จากกิจกรรมที่ทำ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปได้ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร มีการดำเนินกิจกรรมให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมและกลุ่มเป้าหมายได้ปฏิบัติจริงทั้งการปลูกและประกอบอาหาร

4.การพัฒนาระบบประสานงานความร่วมมือจากทุกส่วน ในการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลและภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ มีการจัดทำแผนงานหลักของโครงการทุกๆ ระยะ 5 ปี เพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางทำให้งานต่างๆ มีความก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

5.การพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้มีความรู้และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมีการอบรม การประชุมสัมมนา การศึกษาดูงาน เพื่อให้ความรู้และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ปฏิบัติงานโครงการเป็นประจำ รวมทั้งมีการประเมินและรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงความก้าวหน้าของโครงการ และสามารถนำไปปรับปรุงการดำเนินงานได้

6.การยึดหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น กิจกรรมการพัฒนาต่างๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้

ข้าพเจ้าเริ่มดำเนินงานในสถานศึกษาก่อน หากท้องถิ่นใดยังไม่มีสถานศึกษาก็จะเข้าไปรวมกลุ่มเด็กในพื้นที่จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนชุมชนหรือโรงเรียนแล้วทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านกระบวนการทางการศึกษา เช่น โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร การส่งเสริมอนามัยแม่และเด็ก การส่งเสริมโภชนาการเด็กเล็ก การป้องกันโรค การพัฒนาครู การพัฒนาห้องสมุดและสื่อการเรียนการสอน การจัดตั้งและพัฒนาสถานศึกษา การพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาอาชีพและสหกรณ์โรงเรียน การอนุรักษ์วัฒนธรรม หลังจากนั้นจึงขยายการพัฒนาไปสู่ชุมชน

n การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน

ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างการดำเนินโครงการในระยะเริ่มต้น ซึ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน ซึ่งจากการที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า คนเราถ้าสุขภาพอนามัยไม่ดีเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะไม่สามารถที่จะทำกิจการต่างๆ ต่อไป จึงเห็นว่านอกจากการช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลแล้ว เรื่องการบริโภคอาหารที่ถูกต้องนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ในระยะแรก ข้าพเจ้าจึงใช้โรงเรียนในสังกัดตำรวจตระเวนชายแดนเป็นแหล่งศึกษา เพราะเห็นว่าเป็นโรงเรียนในเขตท้องถิ่นที่ห่างไกลการคมนาคม และมีภาวะที่ยากลำบากต่างๆ โดยในตอนเริ่มต้นมุ่งดำเนินงานในแง่ที่ว่า ทำอย่างไรเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนจะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ จึงคิดถึงเรื่องอาหารกลางวัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ วัสดุที่ใช้ในการประกอบอาหาร โดยส่วนใหญ่ก็คือพืชผลทางการเกษตร และประชาชนส่วนใหญ่ในเขตที่ประสบปัญหานั้นมีอาชีพเกษตรเป็นหลัก จึงพยายามเสริมในส่วนนี้โดยการให้พันธุ์พืชผัก หรืออุปกรณ์สำหรับให้นักเรียนทำการเกษตร เพื่อนำผลผลิตที่ได้มารับประทาน

เท่าที่ทำมาได้ผลดี คือช่วยให้นักเรียนมีอาหารดีขึ้น และได้รับความรู้ทางด้านการเกษตรในกรรมวิธีใหม่ๆ ได้เห็นความเสียสละของครูที่ช่วยดูแลนักเรียนให้มีทั้งสุขภาพ และวิชาการดีขึ้น จึงได้ขยายงานไปในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ โดยขณะนี้ทำเฉพาะโรงเรียนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนที่อื่นๆ ได้พยายามแนะนำในเรื่องอาหารเท่าที่จะทำได้

นอกจากนี้ สืบเนื่องจากข้าพเจ้าสนใจเรื่องการศึกษามานานแล้ว เมื่องานฉลองพระนครครบ 200 ปี ข้าพเจ้าได้เป็นประธานกรรมการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ได้บูรณะอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ขณะนั้นคิดอยู่ว่าการบูรณะอาคารสถานนั้นเป็นการรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติในทางวัตถุ ควรทำควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านบุคคล ถ้าทำให้อาคารนี้เป็นโรงเรียนขึ้นมาใหม่ก็คงจะดีไม่น้อย ด้วยความช่วยเหลือของหลายฝ่าย ความคิดฝันของข้าพเจ้าก็เป็นจริง คือเกิดเป็น “โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ” ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) เท่าที่เปิดมาได้ผลน่าพอใจ มีชั้นเรียนตั้งแต่ศูนย์ปฐมวัย อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษามีโครงการทดลองเปิดศูนย์ปฐมวัยสำหรับเด็กหูหนวกด้วย

สำหรับระดับอุดมศึกษานั้นเคยสอนมหาวิทยาลัย ขณะนี้สอนอยู่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกระดับ เมื่อมีโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตามเสด็จฯ ไปต่างจังหวัด ข้าพเจ้ามักหาเวลาไปดูโรงเรียนต่างๆ เพื่อหาความรู้ และถ้าช่วยอะไรได้ก็จะช่วย ประเทศเรามีโรงเรียนค่อนข้างจะทั่วถึง ฉะนั้น โรงเรียนจึงเป็นแหล่งที่จะช่วยเผยแพร่ความรู้และบริการของทางราชการให้เข้าถึงชุมชนได้เป็นอย่างดีทั้งในด้านการเกษตร การประกอบอาชีพแขนงต่างๆ และด้านสาธารณสุข

n บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนา

ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาข้าพเจ้าเห็นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทต่องานพัฒนาในหลายๆ ด้าน เนื่องจากเป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์และสร้างสรรค์ เพื่อช่วยในการทำงาน เพิ่มผลผลิต หรือแก้ปัญหาต่างๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงได้เข้ามีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในการสร้างนวัตกรรม (Innovation) คือ การเรียนรู้ การผลิต และการใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ ให้เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อันจะเป็นโอกาสหรือความท้าทายในการนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ งานพัฒนาของเราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่กระบวนการคิด วางแผน และการนำไปวิจัยและพัฒนาต่อยอด จนกระทั่งได้ผลผลิตเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม ดังเช่น องค์ความรู้เทคโนโลยีอันเนื่องมาจากพระราชดำริอันหลากหลายที่ทรงพัฒนาและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด เพื่อนำมาช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2522 ความตอนหนึ่งว่า

“เทคโนโลยีนั้น โดยหลักการคือ การทำสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ดังนั้น เทคโนโลยีที่ดีสมบูรณ์แบบจึงควรจะสร้างสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และมีความสูญเปล่าหรือความเสียหายน้อยที่สุด แม้แต่สิ่งที่เป็นของเสีย เป็นของที่เหลือทิ้งแล้ว ก็ควรจะได้ใช้เทคโนโลยีแปรสภาพให้เป็นของใช้ได้ ในทางตรงข้ามเทคโนโลยีที่ใช้การได้ไม่คุ้มค่าก่อให้เกิดความสูญเปล่าและความเสียหายได้มาก ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีที่บกพร่องไม่สมควรนำมาใช้ไม่ว่าในกรณีใด…”

n ทรงเป็นแบบอย่างนักพัฒนา เพื่อความยั่งยืนและความอยู่ดีกินดีของราษฎร

โดยสรุปแล้วคือ มนุษย์อาจจะพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่อไปได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด และสร้างเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อที่จะสนองความต้องการในด้านต่างๆ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่อาจเพียงพอที่จะสร้างความเข้มแข็งได้ หากผู้คนหรือสังคมไม่รู้จักวิธีการใช้ ขาดสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ หรือขาดความพร้อม อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม ดังนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่ “ความสมดุล” เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนในทุกมิติ เพื่อสร้างความพร้อมและลดข้อจำกัด อันจะทำให้ผู้คนหรือสังคมเหล่านั้นได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานพระจอมเกล้าลาดกระบังนิทรรศน์ 26 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2526 ความตอนหนึ่งว่า

“…การพยายามศึกษาวิทยาการและเทคโนโลยีอันก้าวหน้าทุกสาขาจากทั่วโลก แล้วเลือกสรรส่วนที่สำคัญเป็นประโยชน์ นำมาปรับปรุงใช้ให้พอดีพอเหมาะกับสภาพและฐานะของประเทศเรา เพื่อช่วยให้ประเทศของเราสามารถนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้พัฒนางานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สิ้นเปลือง…”

…พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แม้จะประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชก็ยังคงทรงงานอยู่ โดยทรงใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ในการทรงงาน อาทิ ทรงรับฟังข้อมูลข่าวสาร รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ของประเทศ จากวิทยุสื่อสาร และสื่อต่างๆ และการรายงานผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ ผ่านทางคอมพิวเตอร์ ตลอดจนทรงสืบค้นข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ทำรายงานถวาย และบางครั้งจะทรงให้คำแนะนำด้วย หากทรงพบว่าโครงการนั้นๆ มีปัญหาหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ติดตามผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ และนำมาถวายรายงานเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่างของนักพัฒนาที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ โดยทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญา เพื่อดำเนินทุกวิถีทางที่จะช่วยให้ประชาชนที่พระองค์ทรงรักได้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งข้าพเจ้าเองได้ตั้งปณิธานที่จะเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท ในการช่วยเหลือประชาชนและประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน…เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทต่อไป

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/380963

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.25 น.
แนวหน้าวาไรตี้ สัมภาษณ์พิเศษ : วีระศักดิ์  โควสุรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

NAEWNA VARIETY อาทิตย์  25 พฤศจิกายน 2561 ทางTNN2 (TrueVision ช่อง784) เวลา 16.00-16.25 น.

Re-run.

1. วันพุธ 22.15-23.40 น.

2. วันพฤหัสบดี 10.00-10.30 น.

3. วันศุกร์ 00.30-01.00 น.

4. วันศุกร์ 23.05-23.30 น.

5. วันเสาร์ 10.30-11.00 น.

Focus on วีระศักดิ์  โควสุรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา