สไตรเกอร์ ถ่วงดุล จีน-สหรัฐ แต่ถ่วงขา บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388053?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สไตรเกอร์ ถ่วงดุล จีน-สหรัฐ แต่ถ่วงขา  บิ๊กตู่

12 กันยายน 2562 – 09:20 น.
สไตรเกอร์,รถยานเกราะลำเลียงพล,รัฐประหาร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปไตย,จีน,สหรัฐ
เปิดอ่าน 863 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

คงบอกได้ว่า ‘สไตรเกอร์’ รถยานเกราะลำเลียงพล คือ สินค้าเชิงการทูตนำร่อง ที่มาในรูปแบบความมั่นคง ที่สหรัฐอเมริกาต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับไทยแบบครบวงจร จากที่เคยแสดงท่าทีหมางเมินมากว่า 13 ปี หลังไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย แม้นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้ารัฐประหารก็ตาม

ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ไทยตกวังวน ‘รัฐประหาร’ มาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของสหรัฐที่ได้วางกฎกติกาเอาไว้ว่า จะไม่ขายอาวุธให้แก่ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในช่วงหลังตลาดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพจึงตกไปที่ ยูเครน อิสราเอล และมาเน้นหนักจากจีนในยุค 5 ปี คสช.  จึงทำให้ไทยเสียดุลอำนาจการเมืองระหว่างประเทศ

ขณะที่สหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบ เพราะไม่เพียงแต่เสียตลาดอาวุธยุทโธปกรณ์จากไทยเท่านั้น แต่ยังขาดโอกาสขยายแสนยานุภาพด้านกองทัพ การเมือง และเศรษฐกิจ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แก่คู่แข่งประเทศมหาอำนาจอย่าง จีน เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางและจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคนี้

และทันที ‘ไทย’ สามารถปลดล็อก ‘รัฐประหาร’ ก้าวสู่ระบอบ ‘ประชาธิปไตย’ เต็มรูปแบบ สหรัฐก็ไม่รอช้าที่จะเข้ามาฟื้นฟูสานสัมพันธ์ เพื่อยันอิทธิพลของจีนไม่ให้ขยายไปมากกว่านี้ เพราะรู้ดีว่า ไทยในฐานะที่เป็นประธานอาเซียน คงไม่อยากตกขบวนเล่นเกมทวงดุลอำนาจนี้ เพราะต้องแสดงบทบาท สร้างกลไกการต่อรองผลประโยชน์ให้ประเทศและระดับภูมิภาค

อีกทั้ง กองทัพบกไทย จัดส่งกำลังพลไปเรียนหลักสูตรต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษและอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ นอกจากเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กับวิทยาการจากชาติตะวันตกแล้ว ยังเป็นการบ่มเพาะทหารประชาธิปไตยในอนาคตที่สหรัฐให้น้ำหนักความสำคัญ

โครงการจัดซื้อ ‘สไตรเกอร์’ ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก จึงผ่าน ‘ฉลุย’ และได้รับการอนุมัติจาก ‘สภาคองเกรส’ โดยมีเพื่อนเก่าแก่ อย่าง พล.อ.โรเบิร์ต บราวน์ ผู้บัญชากองกำลังทางบกประจำภาคพื้นแปซิฟิก กรุยทางให้และเตรียมจะทำพิธีต้อนรับในช่วงเช้าวันที่ 12 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพบก

ทั้งนี้ไทยถือเป็นชาติเดียวที่สหรัฐยอมขาย ‘สไตรเกอร์’ ให้ แม้จะเป็นมือสอง แต่ได้รับการยกเครื่องใหม่เอี่ยมเป็น “Level A” โดยเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สำคัญ ทั้งระบบเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนยาง นอกจากนี้ยังเป็นยุทโธปกรณ์ที่กองทัพสหรัฐใช้ประจำการอยู่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี ปัญหาขาดอะไหล่ซ่อมบำรุงจึงไม่เกิดขึ้น

โดยในปีนี้กองทัพบกจะได้รับมอบ ‘สไตรเกอร์’ จำนวน 60 คัน ในจำนวนนี้ ซื้อ 37 คัน ให้เปล่า 23 คัน และในปี 2563 ซื้อเพิ่มอีก 50 คัน และให้เปล่า 30 คัน โดยมีแผนวางกำลังที่กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.1) อ.แปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา

หากมองในมิติความมั่นคงไทยได้ประโยชน์ นอกจากซื้ออาวุธในราคามิตรภาพ ในเรื่องการรักษาอธิปไตยของชาติ หากมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย มีขีดความสามารถสูง ต่างชาติหรือกองกำลังที่ไม่ประสงค์ดี ต่ออธิปไตยดินแดงของประเทศไทยก็จะดำเนินการด้วยยากลำบากแน่นอน ถือเป็นการป้องปราม

ในขณะเดียวกัน ยังสร้างอำนาจการต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มมิติด้านการค้าการลงทุนในอนาคต หรือแม้แต่ภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐยอมรับว่าการเลือกตั้งภายในประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามกอบกู้เสถียรภาพความมั่นคง สร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ย่อมกระทบความรู้สึกประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องปัญหาปากท้อง แม้งบประมาณในการจัดซื้อจะเป็นคนละก้อนกันก็ตาม

สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดำเนินการต่อจากนี้ คือเยียวยาความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะกองทัพ ต้องอธิบายเรื่องซับซ้อนเหล่านี้ต่อสังคมให้ได้ว่า ‘สไตรเกอร์’ จะทำให้ไทยเหนือกว่าระดับภูมิภาคต่อการเฝ้าระวังการวางกำลังป้องกันชายแดนและอธิปไตยของประเทศอย่างไร เมื่อเทียบกับภูมิภาคอาเซียน

และสิ่งสำคัญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งผลักดันให้กองทัพสร้างระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแบบครบวงจร ในรูปแบบสามารถทำได้ เช่น การพัฒนากระสุนการฝึก ส่งออกให้แก่ประเทศภายในภูมิภาคในราคามิตรภาพ เพื่อให้กองทัพอยู่ในสภาวะเลี้ยงดูตัวเอง ลดการพึ่งพางบประมาณส่วนกลาง

  ไม่เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์  ที่มีต่อประชาชนจะถูกลดทอนลงเรื่อยๆ 

เพราะในอนาคตข้างหน้า ปืนประจำกายแบบ M4 จากสหรัฐก็เตรียมจ่อคิวเป็นโครงการต่อไปที่กองทัพบกจะจัดซื้อ

ล้วงตัวตน ลูกท็อป มรดกมังกรเมืองสุรรณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้วงตัวตน ลูกท็อป มรดกมังกรเมืองสุรรณ

12 กันยายน 2562 – 08:55 น.
มังกรเมืองสุพรรณ,บรรหาร ศิลปอาชา,วราวุธ,ศิลปอาชา
เปิดอ่าน 637 ครั้ง

ล้วงตัวตน ลูกท็อป มรดกมังกรเมืองสุรรณ โดย…  ดารากร วงศ์ประไพ

เจ้าของฉายา “มังกรเมืองสุพรรณ” และนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ที่ชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้วายชนม์ถือเป็นมวยใหญ่ของการเมืองไทยคนหนึ่ง

การเป็นทายาทนักการเมืองระดับตำนานจึงไม่แปลกที่บทบาทของลูกท็อปจะถูกจับตามาตั้งแต่ไปช่วยงานนายกฯ บรรหาร หลังเรียนจบหมาดๆ ที่ทำเนียบรัฐบาลและเริ่มก้าวเข้าวงการครั้งแรก ในปี 2544 ในฐานะส.ส.รุ่นใหม่ไฟแรงแห่งพรรคชาติไทยด้วยวัย 28 ปี ก่อนก้าวขึ้นตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในปี 2551

บทบาทและตัวตนของวราวุธยังมีอีกหลายมุมที่อาจไม่ค่อยมีใครได้เห็น..แต่คำตอบอยู่ที่นี่

          0เข้าสู่สนามการเมืองเพราะเป็นลูกอดีตนายกฯ อะไรที่คิดว่าคนชื่อ “วราวุธ” มี และทำให้ประสบความสำเร็จ
“เมื่อก่อนทุกคนรู้จักผมเพราะเป็นลูกบรรหาร ไม่มีใครรู้จักเพราะเป็นวราวุธ แต่สิ่งที่ผมมีครอบครัวที่คอยผลักดันให้ผมเดินมาถึงวันนี้ได้
ครอบครัวเปรียบเสมือนเป็นปลั๊ก เป็นเพาเวอร์แบงก์เอาไว้ชาร์จแบต และมี “บรรหาร ศิลปอาชา” เอาไว้เป็นต้นแบบ ทุกวันนี้เวลาที่ผมทำงานผมจะบอกตัวเองเสมอว่า “ทำอย่างไรก็ได้อย่าให้คนเขาว่าเสียชื่อลูกบรรหาร “พ่อทำไว้ดี เจ๊งสมัยลูก ผมจะไม่ยอมให้ใครพูดแบบนี้เป็นอันขาด
ผมอยากจะทำให้คนรู้สึกว่ารัฐมนตรีกระทรวงนี้มาอยู่แล้วไม่เสียเวลา ท่านประยุทธ์เลือกคนมาทำงานไม่ผิด เราอยากมีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิต ใช้หนึ่งสมองสองมือที่พ่อให้มาทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

          0 การเป็นลูกชายอดีตนายกฯ บรรหาร มีผลต่อเส้นทางการเมืองของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
นายกฯ บรรหาร เป็นนักการเมืองหนึ่งในไม่กี่คนของประเทศ ที่เสียชีวิตไปแล้วคนทั้งจังหวัดยินยอมพร้อมใจสร้างอนุสาวรีย์ให้ เป็นเครื่องเตือนใจผมอยู่เสมอว่าตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง สิ่งเดียวที่จะทิ้งเอาไว้ให้คนจำได้ก็คือตำนาน ความดี วันนี้นายกฯ บรรหาร ตายไปแล้วแต่ทุกคนยังพูดถึง
ผมเป็นมรดกที่นายบรรหารทิ้งไว้ให้แก่แผ่นดิน ฉะนั้นมรดกชิ้นนี้จะต้องไม่ทำให้แผ่นดินไทยมัวหมอง
ตำแหน่งที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิตไม่ใช่ตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ตำแหน่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือการเป็นลูกนายบรรหาร เกิดมาชั่วชีวิตไม่มีอะไรที่มีคุณค่ามากกว่านี้”

          0 นอกเหนือจากงานการเมืองยังมีอีกหนึ่งบทบาทคือการทำทีมฟุตบอลสุพรรณบุรี เอฟซี หลายคนคงสงสัยว่างานการเมืองก็ยุ่งอยู่แล้ว ทำไมไปทำทีมฟุตบอล
“ตอนนั้น (ปี 2551) ไม่ได้เป็นนักการเมืองเพราะโดนยุบพรรค ประธานสโมสรคนเก่ามีปัญหาก็มาขอให้คุณพ่อช่วย ปี 2551 ผมก็โดนแบน 5 ปี คุณพ่อก็เลยบอกให้ผมเข้าไปทำ จะบอกว่าทำเล่นๆ ก็ไม่ใช่ แต่พอกาลเวลาเปลี่ยนไป นายบรรหารไม่อยู่ ถ้าวันนี้นายบรรหารยังอยู่ผมก็อาจทำทีมฟุตบอลต่อเพราะการเมืองก็มีคุณพ่อทำให้
ตอนนี้ผมลาออกแล้วก็อาจจะกระทบต่อผลงานของทีมบ้าง แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าระหว่างทีมฟุตบอลกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พอเข้าใจกันได้ แม้ผลงานไม่ดี พอผมออกจากการเป็นรัฐมนตรีผมก็ไปทำทีมฟุตบอลใหม่ได้ แต่กระทรวงนี้มีโอกาสเข้ามาทำงานแล้ว เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต มันไม่ใช่ของเล่น จะมาลองกันไม่ได้”

      0 ถ้าจะเปรียบการบริหารทีมฟุตบอลกับการทำการเมืองคิดว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
“เหมือนกันตรงที่เราต้องหาคนที่เป็น The right man on the right job. ทำงานการเมืองก็เหมือนกัน มันคือการบริหารคน การอาศัยความอดทน บางทีทีมฟุตบอลแพ้เราก็ต้องอดทน บางทีแพ้ไปเรื่อยๆ มีผิดหวัง มีสมหวัง แต่พื้นฐานทางการเมืองส่งให้เรารู้ว่าเราก็ต้องอดทน ณ จุดหนึ่งมันจะสอนให้เราแก้ปัญหาและผ่านไปให้ได้ ศาสตร์แห่งการบริหารคนเป็นสิ่งที่ยากที่สุดแล้ว ก็ต้องขอบคุณที่คุณพ่อให้ไปทำสโมสรเพราะมันเป็นการฝึกความอดทน
ความแตกต่างก็คือขนาด สโมสรฟุตบอลขนาดนี้ แต่กระทรวงคือประเทศไทยทั้งประเทศ รวมไปถึงเวทีต่างประเทศอีกต่างหาก นั่นก็เป็นบันไดและเป็นความท้าทายให้เราเติบโตขึ้นไป”

      0เป้าหมายสูงสุดของ “วราวุธ ศิลปอาชา” คืออะไร
“อันดับแรกทำอย่างไรให้ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ เหมือนคนชื่อบรรหารดูแลผมกับคุณแม่แจ่มใส
อันดับที่สองทำอย่างไรเมื่อผมตายไปแล้วคนจะยังจำได้ว่าผมทำอะไรให้แผ่นดินไทยบ้าง ไม่ใช่ตายไปแล้วก็ดี ตายไปซะได้ก็ดี ความท้าทายมันอยู่ที่เมื่อผมตายไปแล้วคนจะจำชื่อ วราวุธ ศิลปอาชา ว่าอย่างไร”

          0ในวันที่วางบทบาททุกอย่างลง แล้วเป็นวราวุธคนธรรมดาคนหนึ่ง สิ่งที่อยากทำและคิดว่ามีความสุขที่สุดคืออะไร
“ครอบครัว ลูกสาวเป็นนักสเกตน้ำแข็งทีมชาติปลายปีนี้จะไปแข่งซีเกมส์ที่ฟิลิปปินส์ ลูกสาวอายุ 17 ปี ลูกชายอายุ 15 ปี และ 13 ปี กิจกรรมส่วนใหญ่เวลาว่างก็จะไปวิ่ง ปั่นจักรยาน แต่ตอนนี้อยากอยู่กับลูก อยู่กับครอบครัว ได้ไปออกกำลังกาย ได้ไปวิ่ง ได้เหงื่อ ตอนนี้ไม่ได้ไปวิ่งมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว”

     0ตัวตนของ “วราวุธ ศิลปอาชา” ในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็น
“ความเป็นพ่อ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต้องมองดูลูกตัวเองล้ม กลับบ้านมามีรอยเขียวรอยช้ำ เห็นลูกร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มุมนี้ยังไม่เคยมีใครเห็น แต่เราก็สั่งสอนเขาในเรื่องนี้ว่า ต้องมีวินัยมีความอดทน ต้องมีความเชื่อมั่น นี่เป็นสิ่งที่ผมสอนลูก 3 คนมาตลอด
ลูกสาวเคยร้องไห้กลับมาหาผม ผมไม่เคยปลอบ ไม่เคยโอ๋ ผมไล่เขากลับไปฝึกใหม่ ผมบอกเขาว่าฝึกแล้วล้มเพราะซ้อมไม่พอ ฉะนั้นมาหาพ่อก็ช่วยไม่ได้ ต้องกลับไปฝึกใหม่ กลับไปซ้อมใหม่ ผมจะต้องเข้มงวดกับลูกเพื่อที่วันหนึ่งผมไม่อยู่แล้วเขาจะต้องอยู่ของเขาเองได้ ฉะนั้นบทบาทพ่อนักกีฬาทีมชาติไม่มีใครเคยเห็น”

อย่าตื่นตระหนกปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388046?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าตื่นตระหนกปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร

12 กันยายน 2562 – 07:46 น.
นาโนพลาสติก,ปลาทู,ไมโครพลาสติก,อย่าตื่นตระหนกปนเปื้อนห่วงโซ่อาหาร
เปิดอ่าน 406 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2562

เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งกับกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง” ได้โพสต์ภาพ “ปลาทู” ที่เก็บตัวอย่างมาจากท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม จ.ตรัง เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู พร้อมข้อความถึงผลการศึกษาเพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติก และพบว่าปลาทูขนาดน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 66.53 กรัม ความยาวมาตรฐานเฉลี่ย 17.46 เซนติเมตร มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูเฉลี่ย 78 ชิ้นต่อตัว ที่มีลักษณะเป็นเส้นใย เป็นชิ้น เป็นแท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ซึ่งมีสารพัดสี โดยลักษณะของไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดคือชิ้นสีดำ ร้อยละ 33.96 ซึ่งส่งผลให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญเพราะเกี่ยวข้องไปถึงวงจรผู้บริโภคและอาจรวมถึงอุตสาหกรรมทางทะเลของไทย

จากที่ผู้ร่วมทำวิจัยในศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล จังหวัดตรัง ระบุว่า จุดเริ่มต้นทำวิจัยมาจากการสำรวจและจดบันทึกเก็บข้อมูลสถิติขยะทางทะเลจนมาเจอปัญหาในระบบห่วงโซ่อาหารและมีปลาเศรษฐกิจทั่วไปที่ทุกคนก็นำมาบริโภคได้เพราะมีราคาไม่สูงมาก ดังนั้นจึงเริ่มเก็บตัวอย่างปลาทูเฉพาะน่านน้ำในบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และเป็นที่มาของผลวิจัยดังกล่าว ส่วนไมโครพลาสติกตามหลักวิชาการมีขนาดประมาณ 1-5 มิลลิเมตร และไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ เพราะมีขนาดเล็กมาก โดยเกิดมาจากการแตกหักของพลาสติกชิ้นใหญ่ด้วยปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น ความเค็ม กระแสน้ำ และเตรียมวิจัยในสัตว์ทะเลชนิดอื่น รวมไปถึงวิจัยว่าในเนื้อเยื่อของปลาจะมีไมโครพลาสติกหรือไม่ พร้อมขอให้ผู้บริโภคอย่าเพิ่งแตกตื่นแต่ต้องตระหนักในเรื่องวิกฤติขยะทางทะเล

มุมมองจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องนี้โดยเห็นว่าไมโครพลาสติกในท้องปลาก็มาจากถุงพลาสติกใต้ทะเล เมื่อถุงกร่อนแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกและลอยขึ้นไปอยู่ในน้ำ โดยปลาบางชนิดกินแพลงตอนในน้ำก็กินไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่ในท้องปลา ซึ่งบางส่วนสลายตัวกลายเป็นนาโนพลาสติก อาจเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปลาได้ ดังนั้นผู้บริโภคกินสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไปอาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อหลายโรคตามที่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้ การเก็บขยะทะเลจึงเป็นส่วนช่วยลดไมโครพลาสติกโดยตรง และการงดใช้ถุงพลาสติกจะช่วยลดต้นตอไมโครพลาสติกไปได้อีกมาก ซึ่งสิ่งที่ ดร.ธรณ์โพสต์นั้นได้ขยับไปถึงการปนเปื้อน “นาโนพลาสติก”

เมื่อปีที่แล้วมีความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่เร่งให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาขยะในท้องทะเลหลังพบไมโครพลาสติกในลำไส้มนุษย์จากการเก็บอุจจาระไปตรวจ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเสี่ยงเกิดอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเด็นเรื่องนี้ถูกคาดการณ์มาแล้วและมาสอดคล้องกับงานวิจัยที่จังหวัดตรัง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อ่อนไหวต่อผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องมีการทำงานวิจัยต่อไปให้เกิดผลที่ชัดเจน ขณะเดียวกันภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องหามาตรการป้องกันปัญหาและควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และในภาพรวมต้องรณรงค์ให้เกิดรูปธรรมในเรื่องการลดใช้พลาสติกและขยะทางทะเลเพื่อช่วยปกป้องชีวิตต่างๆ ในท้องทะเล และป้องกันเรื่องปนเปื้อนห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ด้วย ซึ่งในอนาคคเชื่อว่าไมโคร-นาโนพลาสติกในห่วงโซ่อาหารจะกลายเป็นปัญหาสำคัญ

เพิ่มศักยภาพ อส.ภูเก็ต ..ฝึกยุทธวิธีดูแลความสงบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387876?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพิ่มศักยภาพ อส.ภูเก็ต ..ฝึกยุทธวิธีดูแลความสงบ

11 กันยายน 2562 – 13:25 น.
อสภูเก็ต,ยุทธวิธี,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 609 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

“ภูเก็ต” เป็นจังหวัดเดียวของประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นที่รู้จักในเรื่องของหาดทรายที่สวยงาม น้ำทะเลใส ท้องทะเลที่งดงามเหมาะสำหรับการดำน้ำ รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน

ด้วยเหตุนี้จังหวัดภูเก็ตจึงถือเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมากเดินทางมาเยือน ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก ซึ่งลำพังกำลังตำรวจอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง แต่ยังมีกำลังเจ้าหน้าที่รัฐอย่าง “กรมการปกครอง” เป็นกำลังเสริมดูแลความสงบเรียบร้อยตามอำนาจหน้าที่

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจด้านการปกครอง ดูแล และให้บริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัย และเกิดความสงบสุขในสังคมอย่างยั่งยืน หรือเรียกว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” โดยเฉพาะ “ชุดปฏิบัติการการพิเศษกรมการปกครอง” ที่มี “สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน” หรือ “อส.” เป็นกำลังพลหลักคอยสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ร่วมปฏิบัติงานตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย บุคคลตามหมายจับ ภารกิจเฝ้าระวังป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และการเฝ้าระวังป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมต่างๆ ที่อาจมีบุคคลแปลกหน้าแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ และตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ร่วมกับปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอและจังหวัด รวมถึงสนับสนุนตำรวจ-ทหาร ตามภารกิจที่มีการร้องขอ

เนื่องจากกองอาสารักษาดินแดนมีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครอง ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฝึกด้านยุทธวิธีเพื่อรองรับภารกิจต่างๆ ถือเป็นการฝึกทบทวนและพัฒนาสมรรถนะของสมาชิก อส. ให้สามารถปฏิบัติภารกิจด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับที่จังหวัดภูเก็ต ได้จัดโครงการฝึกอบรมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองเพื่อรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวของกองกำลังกองอาสารักษาดินแดน โดยผู้เข้าอบรม ได้แก่ อส.จังหวัดภูเก็ต อส.อ.เมืองภูเก็ต อส.อ.ถลาง และ อส.อ.กระทู้ จำนวน 50 คน ซึ่งได้เชิญคณะวิทยากรจากชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง สน.สก. และสน.อส. เพื่อมาถ่ายทอดความรู้เรื่องอำนาจหน้าที่ของ อส. อำนาจการสืบสวน กฎการใช้กำลัง ฝึกการใช้อาวุธปืน กฎความปลอดภัย รวมถึง ฝึกการเอาตัวรอดของเจ้าหน้าที่ O.S.T. ยุทธวิธีการเข้าตรวจค้น และการปฏิการในอาคาร (CQB) การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตลอดจน การทำแผนเพื่ออารักขาบุคคลสำคัญ รูปแบบการอารักขา VIP Protection และจำลองสถานการณ์เพื่อ ฝึกการอารักขา ฝึกทักษะการเดินซักล้อม เพื่อผ่านฝูงชนของบุคคลสำคัญ

เชื่อว่าการฝึกปฏิบัติตามยุทธวิธีอย่างเข้มแข็งและมีระเบียบวินัยของอส. จะทำให้พร้อมดูแลความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น..!!

พี่แม้ว-เจ๊แดง-น้องปู อยู่ไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387850?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่แม้ว-เจ๊แดง-น้องปู อยู่ไหน

11 กันยายน 2562 – 13:05 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,คดีจำนำข้าว,ทักษิณ,ชินวัตร,ยิ่งลักษณ์,เจ๊แดง,เยาวภา,แม้ว
เปิดอ่าน 7,832 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น   โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ยามนี้หลายคนสะดุ้งกันอีกคราวเพราะ “คดีจำนำข้าว”  มีการเพิ่มโทษ “คนวงใน” ที่ข้องเกี่ยวกับการโกงครั้งมโหฬารครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าญาติพี่น้องของคนที่ติดคุกในคดีนี้ย่อมใจคอย่ำแย่ไปตามๆ กัน ของแบบนี้ใครไม่สัมผัสไม่รู้รสชาติความทรมานหรอก

โดยเฉพาะ “เสี่ยฮุก และอดีตรมต.ภูมิ” ที่ถือเป็นคนวงในที่เข้าออกและรับบิลจากบ้านใหญ่ได้เสมอ และไม่มีการบิดพลิ้วคำสั่งของเจ้านาย แม้รู้ตัวว่าความเสี่ยงสูงยิ่งในการเดินเข้าฟังคำพิพากษาของศาล และยังเชื่อมั่นว่า “น้องปู” ที่เป็นอดีต สร.1 ในวันนั้นจะมาร่วมฟังคำตัดสินดังกล่าวที่เป็นแคมเปญหาเสียงของพรรคเพื่อไทยด้วย

แต่วันนั้นก็ไร้ร่างและวิญญาณของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในเมืองไทย และวันนี้ก็พบแล้วว่าน้องปูแสดงความห่วงใยพี่น้องคนไทยที่เชียร์เธอมาจากแดนไกลในหลากวาระ…แต่คล้ายว่าน้องปูจะไร้ซึ่งการพูดถึงคดีประวัติศาสตร์ที่เธอโดนโทษจำคุกในคดีนี้ห้าปี รวมทั้งยังไร้สัญญาณตอบรับของพรรคเพื่อไทยในการแถลงไข….เกี่ยวกับแคมเปญและนโยบายรัฐบาลชิ้นนี้ (เว้นแต่ว่าคดีใดที่ชี้ชัดแล้วว่าคนในพรรคไม่ผิด เพื่อไทยจะส่งเสียงดังทั่วไทยทันควัน)

อดีตคนวงในการค้าข้าวและยังเป็นอดีตคนการเมืองระดับเซียนใน ทรท., พปชร. ชี้ว่าการค้าข้าวไปยังต่างแดนนั้น ขอให้ดูสามสิ่งเป็นสำคัญคือ “ใบอินวอยซ์, กระสอบข้าว, ท่าเรือและเรือที่จะขนข้าวออกจากแดนไทย” สิ่งเหล่านี้เสนาบดียุคน้องปูเคยแสดงและนำพาให้สังคมรับรู้หรือไม่..ลองไปไล่เรียงไทม์ไลน์ในวันวานกันเอาเอง

และเร็วๆ นี้ องค์กรอิสระบางแห่งจะเริ่มพินิจว่าตัวละครการโกงข้าวนั้น “หนึ่งพี่ชายกับสองน้องสาว” มีส่วนร่วมอะไรบ้าง…

ตรงนี้แหละ..“สามชีวิต” น่าจะวิตกเพราะแว่วมาหลายวันแล้วว่าจำเลยที่วันนี้อยู่ในเรือนจำขอไถ่บาปลดโทษสารภาพพาดพิงว่า มีสิ่งใดบ้างที่ ”สามชีวิต” นี้ออกคำสั่งให้ลุยบ้าง…..

   “สามชีวิต” จึงเลือกที่จะเงียบงันกับบ่วงกรรมจำนำข้าวในคราวนี้และปล่อยให้คนที่เกี่ยวข้องตกอยู่ในกรงกรรมกันไป

และเลี้ยวมายลชะตากรรมของขุนพลที่เคยสู้เพื่อแม้วกันอีกฝั่งหนึ่งบ้างว่า…เร็ววันนี้จะประสบกับอะไร? รวมทั้งคดีความของแกนนำคนเสื้อแดงที่สำแดงพลังเรียกร้องประชาธิปไตยโดยแฝงไว้ด้วยการใช้ความรุนแรงในวันก่อนนั้น แน่นอนแล้วว่าไม่กี่วันข้างหน้านี้กระบวนการยุติธรรมจะชี้แล้วว่าสิ่งที่แกนนำคนเสื้อแดงที่เคยเป็นและยังเป็นคนการเมืองขั้วหนุนแม้วนั้นผิดชอบชั่วดีอย่างไร?

ศัพท์ทางกฎหมายที่ระบุว่า “กรรมคือเครื่องชี้เจตนา”

เพราะในวันวานขุนพลคนเสื้อแดงที่เคยสู้เพื่อพี่แม้ว เพื่อน้องปู และอ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งใครบางคนที่ถ่ายทอดสดข้ามประเทศมาปลุกระดมทำนองว่า “หากเสียงปืนดังขึ้นนัดแรกเมื่อใดผมจะกลับไปนำพี่น้องต่อสู้เอง….” อย่าลืมว่าวิธีการบางขั้นตอนที่ส่อถึงการใช้ความรุนแรงนั้นมีการแฝงไว้เสมอในยามที่บุคคลเหล่านี้ขึ้นเวที

และในยามนั้นพี่แม้ว/เจ๊แดง/น้องปู จะเวียนแวะไปพบและให้กำลังใจคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเสมอๆ ในหลากรูปแบบ

แต่ในยามที่ดวงชะตาของใครหลายคนที่สวมเสื้อแดงและเคยสู้เพื่อ….ใกล้จะเผยออกมานั้น บางคนที่เคยหนุนพี่แม้ว/เจ๊แดง/น้องปูนั้น

   ตอนนี้คงตั้งคำถามในใจแล้วว่าสามชีวิตนี้ ตอนนี้อยู่ไหน?

จับจังหวะ สี่พรรคหลัก จะส่งใครชิง พ่อเมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387860?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับจังหวะ สี่พรรคหลัก จะส่งใครชิง พ่อเมืองหลวง

11 กันยายน 2562 – 11:00 น.
ผู้ว่าฯกทม,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประชาธิปัตย์,เพื่อไทย,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
เปิดอ่าน 1,778 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่าสี่พรรคใหญ่บนเวทีการเมือง คือ “เพื่อไทย, พลังประชารัฐ, อนาคตใหม่ และประชาธิปัตย์” พร้อมแล้วที่จะส่งทีมผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงประกวด แยังไม่นับรวมหลากผู้สมัครอิสระที่น่าจะอาสามาเปิดวิสัยทัศน์พัฒนาเมืองกรุงและขอโอกาสในการทำหน้าที่

ข้อมูลพื้นฐานผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ในกรุงเทพมหานคร 4,498,109 คนนั้น คือผู้ชี้ชะตาว่า ใครสมควรที่จะมาบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 “83,398,006,000 บาท”

กทม.มีสิ่งดีๆ ที่สร้างชื่อในระดับโลกก็เยอะ แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็สะสมปัญหามากมายที่ยืดเยื้อและยังไม่มีแววว่าจะแก้ไขได้อย่างถาวร และเมื่อมองไปยังวัฒนธรรมการเมืองที่เปลี่ยนไปแบบหลายคนคาดไม่ถึง ทำให้วันนี้หลายพรรคยังไม่กล้าปล่อยอาวุธออกมา เพราะอย่าลืมว่ากระแสคนเมืองกรุงกับการเมืองนั้นพลิกผันไวมาก เมื่อบวกกับโลกออนไลน์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนกรุงแล้วนั้น หากแกนนำแต่ละพรรควางจังหวะผิด อาจจะรวนไปทั้งกระบวน…

ตำแหน่งพ่อเมืองหลวงนั้น มีความจริงข้อหนึ่งว่า การคว้าชัยนั้นว่ายากแล้ว แต่การป้องกันตำแหน่งนั้นยากกว่า เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยบ่งชี้ว่า หากผู้ว่าฯ กทม.ลงสมัครเกินสองครั้ง โอกาสที่จะพ่ายนั้นสูงยิ่ง ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว เช่น “มหา 5 ขัน” ที่เคยเป็นผู้ว่าฯ กทม.มาแล้วสองสมัย รวมทั้งร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ที่เคยรับหน้าที่มาครั้งหนึ่ง แต่ทั้งสองคนเมื่อลงแข่งขันอีกก็ต้องพ่ายต่อ พิจิตต รัตตกุล เป็นต้น หรือแม้แต่คนดังดีกรี รมต. เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปวีณา หงสกุล ก็ยังผิดหวังกับสนามนี้มาแล้ว

ส่วนบรรดาผู้สมัครอิสระที่ลงมาแข่งขันและสร้างสีสันในเวทีนี้ บางคราวคนกรุงก็เทแต้มให้ดื้อๆ อาทิ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ลงสนามนี้สองครั้งคว้าไปคราวละสามแสนกว่าคะแนน นับว่าไม่ธรรมดาเลย…

ดังนั้น เมื่อพบว่าสนามนี้ขึ้นอยู่กับความผันผวนของอารมณ์คนกรุงซึ่งคาดการณ์ยากยิ่ง ยามนี้ “สี่พรรคหลัก” จึงยังไม่เผยไต๋ว่า “จะส่งใครลงประชันอย่างเป็นทางการ” โดยใช้ข้ออ้างว่า ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด และพอมีเวลาที่จะหยั่งกระแสเพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดลงสมัครในนามพรรค

เมื่อมองตารางเวลาการเลือกตั้งท้องถิ่น แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในช่วงใดระหว่างไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือไตรมาสแรกของปีหน้า…แต่เมื่อมองภาวะในวันนี้แล้วความน่าจะเป็นที่สุดนั้นพบว่า “การหย่อนบัตรเลือกพ่อเมืองหลวงน่าจะเกิดไล่เลี่ยกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ในช่วงปลายไตรมาสแรกของปีหน้า”

ในอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่กรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีการแต่งตั้งพ่อเมืองหลวง 9 ครั้ง เลือกตั้ง 10 ครั้ง โดย “4 ใน 5 ครั้งหลังสุด” พรรคสีฟ้าครองเก้าอี้นี้ไว้ได้ และหากย้อนไปมองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด 30 เขตในเมืองหลวง จะพบว่า พรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส. 12 ที่นั่ง พรรคอนาคตใหม่ ได้ส.ส. 9 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มี ส.ส.เมืองหลวงเลยในครั้งนี้ แต่มีคะแนนรวม 4.6 แสนเสียงเศษ

ตรงนี้คือคะแนนเบื้องต้นที่สี่พรรคหลักกำไว้ในมือเป็นต้นทุน และในสภาพการณ์ความจริงบนเวทีการเมืองยามนี้ “พท.กับอนค.” คือพันธมิตรทางการเมือง(กลายๆ) ที่มีจุดขายร่วมกันคือต้านลุงตู่ ส่วน “พปชร.กับปชป.” นั้นคือสองพรรคร่วมรัฐนาวา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

รากฐานคะแนนของพท.กับอนค. รวมทั้ง ปชป.กับพปชร.นั้น ลึกๆ แล้วคือสองขั้วที่มีสองพรรคจับมือหลวมๆ บ่งชี้ได้ขั้นต้นว่า หนึ่งขั้วต้านลุงตู่กับหนึ่งขั้วหนุนลุงตู่นั้น ตั้งอยู่บนฐานคะแนนเดียวกัน ดังนั้นหากทั้งสี่พรรคลงแข่งขัน “แต้มจะตัดกันเองในคู่พันธมิตรทางการเมือง ซึ่งอาจเปิดช่องให้ขั้วตรงข้ามคว้าโอกาสไปครองแบบไม่เหนื่อยนัก”

แต่เมื่อจับจังหวะของสี่พรรคหลักวันนี้ มีแนวโน้มสูงว่าแต่ละพรรคต้องส่งคนของตัวเองลงแข่งขันในสนามเมืองหลวง เพราะหากไม่ส่งผู้สมัครลงสนามรับรองเลยว่าความเหนื่อยแบบสาหัสจะบังเกิดในยามหน้าแน่แท้

ลองมาดูความเป็นไปได้ของสี่พรรคหลักในพื้นที่ กทม. ว่ายามนี้ขับเคลื่อนกันเช่นใดบ้าง

เริ่มตั้งแต่เจ้าของพื้นที่เดิมคือ “ประชาธิปัตย์” ที่ต้องทวงศักดิ์ศรีกลับมาหลังพ่ายยับในสนาม ส.ส. ค่ายสีฟ้าเคยมีการแพลมชื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน,นวลพรรณ ล่ำซำ,กรณ์ จาติกวณิช หรือแม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาหยั่งกระแส โดยอดีตนายกฯ ค่ายปชป.ออกมาโต้แล้วว่าไม่สนใจงานนี้ ล่าสุดพรรคเผยว่ายังมีแนวโน้มที่จะทาบทามคนอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติมาสวมเสื้อ ปชป.ด้วย

คนการเมืองหลากค่ายมองว่า เวทีนี้จะเป็นเวทีกู้หน้าค่ายสีฟ้าหรือไม่ หากนำผลเลือกตั้งผู้แทนฯเมืองหลวงคราวนี้มาเทียบกับ 4 ครั้งที่ ปชป.คว้าชัยในสนามผู้ว่าฯ กทม. เท่ากับว่า หาก ปชป.ได้เก้าอี้พ่อเมืองหลวงก็ถือว่าพอกู้กระแส แต่หากพ่ายอีกก็นับว่าขาดทุนที่สุด ดังนั้น เชื่อว่า ปชป.คงต้องเน้นที่สุดในสนามเมืองหลวงเพื่อกู้ชื่อเสียงกลับมา แม้ยามนี้ยังไม่ชัดนักว่าจะส่งใคร ?

  “อนาคตใหม่” น้องใหม่ที่มาแรงคล้ายพรรคพลังธรรมเมื่อวันวาน ตอนนี้พรรคสีส้มเน้นการส่งผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น โดยคีย์แมนพรรคตั้งเป้าว่า “15 อบจ.ทั่วไทยนั้น” มั่นใจว่า “จะปักธงได้” และคนการเมืองหลากพรรคกังวลกับกระแสสีส้มพอสมควร หากว่าวันหน้า อนค.ยังได้สิทธิ์ไปต่อบนเวทีการเมือง….ส่วนเวทีเมืองหลวงนั้น นัยว่า อนค.มีตัวเลือกพอสมควร เพราะท่าทีของเลขาธิการพรรค “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่บอกว่า อนค.พร้อมกับเวทีนี้เช่นกัน และยังแทงกั๊กว่าหากเสี่ยเอกยังมีหนทางได้ไปต่อในสนามการเมือง อาคารหน้าเสาชิงช้าอาจมีชื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ปรากฏเป็นผู้บริหาร

 “เพื่อไทย” หวังว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” จะลงแข่งขันและมีแนวโน้มที่จะชนะสูง แต่ตอนนี้มีความแน่ชัดจากเจ้าของฉายา “รมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ว่าคงจะไม่สวมเสื้อ พท…. แม้คนวงในระบุว่า พท.ต้องการชัชชาติลงสมัครในนามพรรค แต่ชัชชาติมองว่า หากลงสมัครแบบอิสระแล้วให้พท.หนุนเบื้องหลังจะเวิร์กกว่า เพราะหากสวมเสื้อพท.ในเมืองหลวงนั้น ผลลัพธ์สามารถรู้ล่วงหน้าแล้วว่า “ผลลบหรือผลบวก…อะไรมากกว่ากัน” ดังนั้นจังหวะนี้ของชัชชาติทำให้หลายคนในพรรคไม่ค่อยแฮปปี้นักหากชัชชาติจะลงอิสระแต่พรรคต้องหนุนหลังให้ เพราะอย่าลืมว่าชัชชาติคือหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ ของ พท. รวมทั้งยังเคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลพท.มาแล้วด้วย พท.จึงต้องการให้ชัชชาติสวมเสื้อพรรคลงประชันเพียงทางเลือกเดียว แต่ความหวังลางเลือนแล้ว

“พลังประชารัฐ” แกนนำรัฐบาลผสมในปัจจุบัน แม้จะมีจำนวน ส.ส.เมืองหลวงมากสุดในยามนี้ แต่กระแสข่าวหลังการหย่อนบัตรครั้งล่าสุดจะพบว่า ผลงานของผู้แทนฯ พปชร.แทบจะไม่ขยับอะไรในสนามเมืองกรุงเลย ก่อนหน้านี้ พปชร.เคยเขี่ยกระแสด้วยการให้ข้อมูลว่ากำลังทาบทาม “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” หรือ “ผู้ว่าฯ หมูป่า” และยังปล่อยกระแสว่าสนใจที่จะทาบทาม ศุภชัย พานิชภักดิ์ มาลงสมัคร แต่สองบุคคลที่ถูกอ้างชื่อปฏิเสธกระแสข่าวนี้ไป

จากนั้น พปชร.ก็ยังไม่ขยับจังหวะในเรื่องนี้ เพราะหลากวาระวุ่นๆ ในพรรค และคนวงในก็รับรู้กันดีว่ายามนี้กระแสพรรคในสายตาชาว กทม.กระเตื้องหรือไม่ ดังนั้นหากไม่มีการขยับจังหวะให้รุกเร็วขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าคีย์แมนเมืองหลวงที่ชื่อ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ได้แพลมๆ มาว่าพรรคมีตัวเลือกแล้วหลายคนและอาจจะให้รมต.บางคนในรัฐบาลชุดนี้ลงสมัครก็ได้ แต่มองแล้วโอกาสนี้แจ้งเกิดต่ำ หากยังเครื่องร้อนช้าแบบนี้รับประกันวันนี้เลยว่า พ่อเมืองหลวงคนใหม่อาจไม่มีชื่อ พปชร.ติดโผเลย

หมากกระดานนี้คือตัวชี้วัดระดับหนึ่งว่าพรรคใดจะได้เครดิตเพียงใดในสายตาคนกรุงเพราะมันเป็นปัจจัยผันแปรที่สื่อไปเบื้องต้นว่าคะแนนนิยมของพรรคนั้นๆจะเป็นเช่นใดในอนาคต เวลาเดือนนั้นไม่มากไม่น้อยสำหรับการเดินจังหวะ อยู่ที่ว่าหน้าตาผู้สมัครและแคมเปญที่จะใช้ขอแต้มคนกรุงนั้น พรรคใดโชว์กึ๋นได้ดีกว่ากัน…

โจ้เป็นใคร ‘เต๊าะ’ มวยแม็กซ์ ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจ้เป็นใคร ‘เต๊าะ’ มวยแม็กซ์ ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้

11 กันยายน 2562 – 10:13 น.
เจาะประเด็นร้อน,นวัธ เตาะเจริญสุข,พรรคพลังประชารัฐ,โจ้ สารคาม,ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,117 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก11 ก.ย.62

******************************

ไม่ใช่ครั้งแรก สำหรับศึกเพื่อไทยไฟท์ ช่วงวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น “เสี่ยเต๊าะ” นวัธ เตาะเจริญสุข โชว์ลูกถีบ “ธนิก มาสีพิทักษ์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเดียวกัน โทษฐานจะมาแย่งลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 (อ.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรี)

ล่าสุด “เสี่ยเต๊าะ” โชว์แม่ไม้ตบกบาล “โจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อันเนื่องมาจากวิวาทะในสภา ครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง แถมเปลี่ยนห้องหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นเวทีแม็กซ์มวยไทยอีกต่างหาก

ข้าชื่อ “เสี่ยเต๊าะ”

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ขอนแก่น เมื่อ 24 มีนาคม 2562 เฉพาะเขต 7 ไม่มีพลิกล็อก นวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย ได้ 26,974 คะแนน เอาชนะคู่ปรับเก่า สมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ ไปตามคาด

ส.ส.นวัธ กับทีมงาน สจ.แห่ง อ.หนองเรือ

ย้อนไปเมื่อเลือกตั้ง 2548 “เสี่ยเต๊าะ” สมัยที่ยังใช้ชื่อเดิม ประสิทธิ์ เตาะเจริญสุข” สวมเสื้อพรรคมหาชน ลงสนามชนกับสมศักดิ์ คุณเงิน ที่สังกัดพรรคไทยรักไทย ที่สนามเขต 8 ขอนแก่น เสี่ยเต๊าะพ่ายยับ เพราะยามนั้น ชื่อทักษิณและประชานิยมครองใจคนอีสาน

หลังรัฐประหาร 2549 เสี่ยเต๊าะเปลี่ยนชื่อเป็น “นวัธ” เมื่ออดีต ส.ส.ขอนแก่น(พรรคไทยรักไทย) ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน เสี่ยเต๊าะจึงสวมเสื้อพรรคพลังประชาชนลงสนาม เอาชนะอดีต ส.ส.หลายสมัยขาดลอย

งานบุญชาวบ้านใน อ.หนองเรือ เสี่ยเต๊าะมอบน้ำดื่มน้ำแข็งฟรี

เสี่ยเต๊าะ ไม่ใช่คนขอนแก่นโดยกำเนิด ตระกูล “เตาะเจริญสุข” อพยพจาก อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ไปปักหลักทำมาค้าขายที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เริ่มจากขายน้ำแข็ง และค้าขายวัสดุก่อสร้าง ตอนหลังเปิดบริษัทนวัธการโยธา รับเหมาก่อสร้างทั่วขอนแก่น

เสี่ยเต๊าะ ขวัญใจชาวบ้าน

ด้วยความเป็นคนใจถึง พึ่งได้ เวลาชาวบ้านมีงานบุญ เสี่ยเต๊าะจะส่งน้ำแข็งและน้ำดื่มไปบริการให้ฟรี จนเป็นที่รักใคร่ของคนหนองเรือ เสี่ยเต๊าะจึงได้รับเลือกตั้งเป็น ส.อบจ.ขอนแก่น ตอนอายุ 25 ปี

ไม่น่าเชื่อว่า เสี่ยเต๊าะมาอยู่หนองเรือแค่ ปี เดือน ก็ได้เป็น ส.จ.วัย 25 ปี

ยี่ห้อแม็กซ์มวยไทย

ชั่วโมงนี้ ถามว่า เสี่ยเต๊าะ หรือนวัธ คือใคร? คนส่วนใหญ่จะตอบว่า นวัธเป็นเจ้าของรายการมวยถ่ายทอดสดทางทีวีชื่อ “แม็กซ์มวยไทย”

เนื่องจากยุค คสช. บรรดา ส.ส.ตกงาน เสี่ยเต๊าะเลยหันมาทำธุรกิจแข่งขันมวยไทยที่พัทยา ในนามบริษัท แม็กซ์ เวิลด์ บรอดแคสต์บริษัท แม็กซ์ มวยไทย และบริษัท แม็กซ์มวยไทยไลฟ์

เสี่ยเต๊าะเป็นคนชอบมวยไทยอยู่แล้ว เพื่อนชวนมาร่วมหุ้นด้วย แต่ขาดทุนทุกสัปดาห์ เสี่ยเต๊าะตัดสินใจลงมาทำด้วยตัวเอง และทำมา 3 ปีแล้ว

จัดมวยไทยในพื้นที่หนองเรือ

“เวทีของเราเป็นกีฬา ไม่ใช่การพนัน เป็นสปอร์ตเอนเตอร์เทน เพื่อให้คนเข้าชมแล้วรู้สึกสนุก” เสี่ยเต๊าะเผยเคล็ดลับที่ทำให้แม็กซ์มวยไทยได้รับความนิยมอย่างสูง

เสี่ยเต๊าะ มอบให้ “เพชร” อาสิระ เตาะเจริญสุข ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เป็นแม่ทัพแม็กซ์มวยไทย

โจ้”รู้จัก“เต๊าะ”มั้ย?

แม้จะไปปักหลักสร้างสนามมวยที่เมืองพัทยา แต่เสี่ยเต๊าะก็ไม่ทิ้งฐานการเมือง จึงมอบให้น้องชาย “สุรพจน์ เตาะเจริญสุข” และ “สิรินิษฐ์ เตาะเจริญสุข” 2 ส.อบจ.ขอนแก่น เขต อ.หนองเรือ ดูแลมวลชนในพื้นที่เขตเลือกตั้ง

เนื่องจากเสี่ยเต๊าะมีบุคลิกห้าวเป้ง เพื่อน ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับเขาเท่าใดนัก แต่เสี่ยเต๊าะก็ไม่สนใจ เพราะเขามี “พวก” ในสภาเยอะ

โจ้ สารคาม ดาวรุ่งหน้าไมค์

เสี่ยเต๊าะไม่ค่อยพอใจบทบาทของ “โจ้” ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม ในช่วงหลังมากนัก โจ้โชว์พาวเรื่องขายเสื้อ “เลียท็อปบู๊ต” และอยากขยับตัวเองเป็นแม่ทัพอีสาน

“โจ้” ลูกชายกำนันตง เจ้าของโรงสีข้าวแหลมทอง ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.เกษตรฯ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงถูกฝ่ายค้านสมัยโน้นจับตามองเกี่ยวกับโครงการจำนำข้าว

ช่วงหลัง โจ้พยายามสร้างภาพลักษณ์เป็นมือปราบทุจริตประจำพรรค เมื่อเสี่ยเต๊าะแหย่เรื่องใต้โต๊ะใต้เก้าอี้กลางสภา เสี่ยโจ้ก็จี้กลับเรื่องส่วนตัวของเสี่ยเต๊าะ จึงระเบิดเป็นเพื่อไทยไฟท์ ยกที่ 2

มาถึงวันนี้ เสี่ยเต๊าะไม่แคร์กรรมการบริหารเพื่อไทยมากนัก เพราะเขาไม่ใช่เลือดเนื้อชินวัตร

ยุคใหม่ไทยแลนด์4.0เปิดเฟซนายหน้าค้าทารกพรีออเดอร์จากในท้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุคใหม่ไทยแลนด์4.0เปิดเฟซนายหน้าค้าทารกพรีออเดอร์จากในท้อง

11 กันยายน 2562 – 09:40 น.
ท้องไม่พร้อม,โพสต์ขายลูก
เปิดอ่าน 593 ครั้ง

ท้องไม่พร้อมโพสต์ขายลูกยุคใหม่ไทยแลนด์ 4.0 เปิดเฟซนายหน้าค้าทารก พรีออเดอร์จากในท้อง

แม่วัยใสโพสต์เฟซบุ๊กหาคนอุปการะลูก อ้างเหตุผลต่างๆ นานา สรุปคือไม่พร้อม ไม่ต้องการเลี้ยง…แบบนี้มีบ่อย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

แต่แบบนี้เห็นทีทนไม่ไหว! “ซื้อขายทารกออนไลน์”…จะบ้าตายสังคมไทย !

ตามรอย “พี่อู๊ด สายเผือก” กับ “ดอกจิก V.10” บนโลกไซเบอร์ เจอเพจเฟซบุ๊กชื่อ “รับอุปการะเด็กจากแม่ที่ท้องไม่พร้อม” เมื่อวันก่อนถึงกับใจเหี่ยว…โพสต์ออเดอร์สั่งจองทารกกันอย่างกับขายหมา

พิเคราะห์เนื้อหา หลายโพสต์น่าสงสัยว่า เบื้องหลังการติดต่อรับอุปการะเด็กที่แม่ไม่พร้อมเลี้ยงผ่านเพจเฟซบุ๊กนี้มี “ค่าใช้จ่าย”?

อย่างเช่นโพสต์นี้แจ้งว่า “อายุครรภ์ 6 เดือนกว่า ยังไม่ฝากท้อง เพศหญิง กำหนดคลอด 5-12-62 พิกัด จ.พังงา ใคร โอน จอง เคสไว้ ทักแชทมานะคะ”

และอีกโพสต์ติดแฮชแท็กแจ้งว่า “#เคสโอนจอง…เริ่มอุปการะมาได้ 2 เดือน…คลอดแล้วจ้าเมื่อวาน เพศหญิง…พรุ่งนี้ก็จะได้รับน้องไปเลี้ยงแล้วค่ะ…ยินดีด้วยจ้ะ …เคสต่อไปกำลังตามมาติดๆ ต้นเดือนนี้จ้า รอดูรีวิวกันนะคะ”

ขณะเดียวกันยังมีคุณแม่อีกหลายเคส โพสต์ข้อความตามหาผู้อุปการะลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลกฝากให้แอดมินเพจเป็นธุระจัดหา ซึ่งทางเพจก็ได้แคปข้อความเหล่านั้นมาให้ผู้ที่ต้องการเด็กได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง โดยบอกว่า “สนใจทักแชทมานะคะ”

เช่นเคสนี้ “ตอนนี้หนูท้องได้แปดเดือนแล้วค่ะ ไม่พร้อม กลัวคลอดออกมาจะเลี้ยงไม่ไหว  เพราะไม่มีงานทำ มีลูกมาก่อนแล้ว 2 คน กำหนดคลอด 23 ตุลาคม เดือนหน้านี้ค่ะ อยากหาคนรับไปเลี้ยง หนูอยู่ชลบุรีค่ะ ฝากครรภ์เรียบร้อย รอคนรับไปเลี้ยงอย่างเดียว เพศยังไม่ระบุ ไม่ได้ซาวด์แล้ว ไม่เห็น”

และอีกเคสคุณแม่จาก จ.บุรีรัมย์ แชทมาปรึกษา บอกว่า “ตั้งครรภ์ได้ 5-6 เดือน ยังไม่ได้ฝากท้อง ต้องทำยังไงบ้าง มีลูกแล้ว 3 คน คุมกำเนิดด้วยการฝังเข็ม แต่แพ้เลยเอาเข็มออก ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ ลูกเลี้ยงเอง 3 คนแล้ว คนนี้ไม่พร้อม ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ”

“ดอกจิก V.10” ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำแบบนี้เข้าข่ายค้ามนุษย์หรือไม่ เพราะการที่จะอุปการะเด็กสักคนมีขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ต้องมีการตรวจสอบแบบละเอียดเพื่อคำนึงถึงอนาคตและความเป็นอยู่ของเด็ก ไม่ใช่มายกให้กันง่ายๆ เหมือนลูกหมาลูกแมวเช่นนี้

“เห้ยยยยยยนี่มันอะไรกันวะ ท้องไม่พร้อมแล้วยุติการตั้งครรภ์กูพอเข้าใจได้ แต่ท้องแล้วประกาศหาคนมาอุปการะ มีการโอนจองซื้อง่ายขายคล่องยิ่งกว่าลูกหมาลูกแมวอีก แบบนี้มันเข้าข่ายค้ามนุษย์ชัดๆ การที่จะอุปการะเด็กซักคนขั้นตอนมันซับซ้อนและกว่าจะได้รับ มันมีการตรวจสอบแบบละเอียดว่าเด็กจะมีชีวิตยังไง นี่อะไรวะยกให้กันง่ายๆ งงกับสังคมไทยสมัยนี้”

ส่วน “พี่อู๊ด สายเผือก” ถึงกับสบถใส่
“สัด!!! โพสต์​ขาย โอนจองกันเป็นลูกหมา ลูกแมวเลย นี่มันเข้าข่ายค้ามนุษย์​แล้วนะ ถ้าไม่รีบจัดการให้เร็วที่สุด คงได้เห็นเหตุการณ์​เยขาย เยขาย หาเงินไปแต่งมอเตอร์ไซค์​แน่ๆ”

“พี่​อู๊ด สายเผือก”​ ขยายความต่อว่า เข้าใจ​เจตนาของคนที่ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูลูก และคนที่อยากมีลูก  ทั้งสองฝ่ายก็จิตใจดี มีเมตตา เห็นแก่อนาคต​เด็ก แต่การเป็นธุระจัดหาเด็ก ยังไงมันก็ไม่ควรให้เอกชนทำเด็ดขาด เพราะจะเกิดการแข่งขันกัน​เรื่อง “ราคา”

เช่น นายหน้า A ให้ค่าตอบแทน​ 100,000 ต่อเคส นายหน้า B ให้ 200,000 นายหน้า C ให้ล้านนึงเลย ยังไงก็เป็น​แค่ตัวกลางอยู่แล้ว คนที่อยากมีลูก กี่ล้านเขาก็จ่าย

พี่อู๊ด ตั้งคำถามว่า กรณีแบบนี้ คิดว่าจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง ?? จะมีการเจตนา “เพาะพันธุ์” เด็กทารกขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันมั้ย จะเกิดปัญหาการลักขโมย​เด็กไปขายมากขึ้นหรือเปล่า หรือถ้ามองในแง่ร้ายกว่านั้น ถ้าคนที่ซื้อไปไม่ได้เอาไปเลี้ยงดูเป็นลูก แต่เอาเด็กผู้ชายไปใช้แรงงานเถื่อนเยี่ยงทาสตามเรือประมง ไร่นา โรงงานอุตสาหกรรม​ เอาเด็กผู้หญิง​ไปขายตัว บำเรอกาม ที่เรียกรวมๆ ว่า #การค้ามนุษย์ ล่ะ ของแบบนี้ ต้องขออนุญาต​ใช้คำว่า “จะโลกสวย” ไม่ได้จริงๆ ต้องมองแง่ร้ายไว้ก่อนด้วยซ้ำ”

เฟซบุ๊กของ พี่อู๊ด กับ ดอกจิก V.10 มีคนให้ความสนใจเข้ามาแสดงทัศนะในแง่มุมต่างกันไปหลายพันความเห็น แน่นอนว่า หลักๆ มักเป็น สายโลกสวย กับ สายจริงจัง

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ทำได้เพียงแค่ คิดถึงเธอ” แนะนำแบบมีสาระว่า ใครไม่พร้อมเลี้ยงลูกน่าจะใช้วิธีให้ผู้ใหญ่บ้านติดต่อสถานสงเคราะห์เด็กประจำจังหวัด ยื่นความประสงค์ยกลูกให้ใครเลี้ยงดู เขาก็จะอนุบาลเด็กเหล่านี้ จนกว่าจะมีผู้อุปการะอย่างถูกกฎหมาย ชีวิตเด็กมีคุณภาพแน่นอน ไม่ใช่ใครจะเป็นพ่อแม่บุญธรรมเด็กได้ เจ้าหน้าที่จะประเมินความพร้อม ที่อยู่อาศัย แบบเป็นเรื่องเป็นราว มีการติดตามเยี่ยมเยือนชีวิตเด็กทุกๆ 6เดือน  แบบนี้น่าจะดีกับเด็กที่เกิดมาแบบพ่อแม่ไม่พร้อม

Turk Lucky Man บอกเหมือนกันว่า การจะรับอุปการะเด็กต้องมีขั้นตอน จุดประสงค์หลักก็เพื่อที่จะให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด จึงต้องมีการคัดกรองว่าผู้รับอุปการะมีความเหมาะสม ไม่ใช่เพียงมีเงินมาซื้อมาจอง และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองเด็ก คือ พ่อแม่ แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ ผู้อุปการะต้องแจ้งถึงวัตถุประสงค์ ฐานะ สภาพความเป็นอยู่ และต้องตรวจสภาพจิต ตรวจประวัติอาชญากรรม เมื่อผ่านขั้นตอนดังกล่าว ก็ต้องมีการทดลองเลี้ยง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจเยี่ยมดูความเหมาะสม แล้วจึงนำข้อมูลเข้าที่ประชุมว่า จะอนุมัติให้ได้รับสิทธิ หรือเพื่อป้องกันหากวันใดเด็กไม่น่ารักเหมือนตอนที่ไปซื้อมา จะเอาไปทิ้งแบบหมา แมว ไม่ได้นะครับ (ชีวิตเด็กทั้งชีวิตนะครับ)

ขณะที่ เเพรรี่ เเพรี่ เสาวลักษณ์  ออกตัวว่า  อย่าหาว่าเเม่โลกสวยนะคะ ถ้าเค้าไม่พร้อมเลี้ยงก้ออุ้มท้องเค้าออกมาเเล้วให้คนที่พร้อมไปเลี้ยงเเบบนี้ดีดว่าฆ่ายัดท่อ ทำเเท้ง เอาเป็ดกรอกปาก นะคะ

Sarocha Nonrucha บอกว่า มองว่าเป็นเรื่องดี เอาคนที่มีความพร้อมที่ดูแลเด็กได้จริงๆ จะขายก็ต้องดูดีๆ ดีกว่าไม่มีความพร้อมแล้วเอาไปทิ้งน่าสลดใจกว่า “อย่าโลกสวยด่ามาด่ากลับนะ”

ส่วน ชลากร อดัมส์ ก็เห็นว่า ดีแล้ว คนไม่พร้อมกับคนที่พร้อม จะให้แม่จับยัดส้วม โยนทิ้งตึก บีบคอ ปาดคอ แบบนั้นหรือไง

อย่างไรก็ดี พี่อู๊ด ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวว่า ได้ประสานข้อมูลไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว และตอบรับว่าจะรีบตรวจสอบให้ ขณะเดียวกันก็ได้รับแจ้งว่า มีอยู่เคสหนึ่ง ครอบครัวสามีภรรยามีการรับเด็กไปอุปการะด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนแก่ใคร แต่มีผู้ไม่หวังดี นำรูปภาพเด็กพร้อมเบอร์โทรศัพท์ครอบครัวนั้นมาตัดต่อลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งก็ได้ชี้แจงกันเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ในเวลาต่อมา พ.ต.อ.ชูศักดิ์ อภัยภักดิ์ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ระบุว่า กรณีนี้ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดค้ามนุษย์ เพราะการค้ามนุษย์คือต้องมีการติดต่อ ชักชวน หลอกลวงคนมาสู่การบังคับขู่เข็ญ หรือรีดไถเอาประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบจากผู้เสียหาย กรณีนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น แต่อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบหลักของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

อย่างไรก็ตามหลายหน่วยงานจะมีการทำงานร่วมกันรวมถึง ปคม. ด้วย เพื่อที่จะดำเนินคดีเอาผิดกับกรณีนี้ได้

ด้าน อนุกูล ปีดแก้ว รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า กรณีการขออุปการะเด็กหรือทารกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ไม่สามารถกระทำได้และหมิ่นเหม่ต่อการค้ามนุษย์ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อสวัสดิภาพและสิทธิของเด็ก

รองอธิบดีกรมกิจการเด็กฯ ย้ำว่า กรณีนี้อาจมีการหลอกลวง และอาจหมิ่นเหม่ต่อการค้ามนุษย์ ดังนั้นการขอรับอุปการะ หรือการขอรับบุตรบุญธรรมจึงมีขั้นตอนที่ค่อนข้างมากและละเอียดเพื่อรักษาสวัสดิภาพของเด็ก ดังนั้นพ่อแม่ของเด็กหรือเยาวชนที่ไม่สามารถดูแลหรือเลี้ยงดูบุตรได้ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือและขอคำปรึกษาได้ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือและให้คำปรึกษาทั้งกรณีชั่วคราวหรือการส่งต่อไปสถานรองรับต่างๆ ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละช่วงวัย ขณะที่การขอรับบุตรบุญธรรมสามารถติดต่อได้ที่ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด โดยต้องพิจารณาในหลายองค์ประกอบเพื่อความเหมาะสมต่อเด็กและครอบครัวที่ขอรับ

อุ้มฆ่า-อุ้มหาย… กฎหมายก็ถูกอุ้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387848?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุ้มฆ่า-อุ้มหาย… กฎหมายก็ถูกอุ้ม

11 กันยายน 2562 – 09:40 น.
พอละจี รักจงเจริญ,บิลลี่,อุ้มฆ่า,อุ้มหาย,กฎหมาย
เปิดอ่าน 1,205 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย…ปกรณ์ พึ่งเนตร

การพบโครงกระดูกของ “บิลลี่” หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี ในลักษณะถูกฆ่าเผาในถังแดงแล้วโยนทิ้งน้ำ หลังจากหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนานกว่า 5 ปี ทำให้ปัญหา “อุ้มฆ่า-อุ้มหาย” ในสังคมไทยถูกพูดถึงอย่างจริงจังอีกครั้ง

การอุ้มฆ่า-อุ้มหายที่กำลังพูดกันอยู่นี้ ในกรณีที่คล้ายๆ กับบิลลี่ ไม่ใช่คดีอุ้มฆ่าที่เป็น “อาชญากรรมธรรมดา” แต่เป็นการอุ้มฆ่าที่เป็น “อาชญากรรมแบบพิเศษ” ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ภาษาในทางวิชาการสากลเรียกว่า “การถูกบังคับให้สูญหายซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ”

การอุ้มหายแบบนี้ตำรวจคลี่คลายคดียากกว่าการอุ้มฆ่าที่เป็นอาชญากรรมทั่วไป เพราะเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำมีอำนาจทางกฎหมาย รู้ข้อมูลและสถานที่ต่างๆ จึงก่อคดีได้อย่างไร้ร่องรอย และทำลายหลักฐานได้อย่างเป็นระบบมากกว่า การอุ้มหายจึงเป็นอาชญากรรมแบบพิเศษที่มีความอันตราย ซึ่งทั่วโลกตระหนักถึงปัญหานี้ จึงมี “อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ” ซึ่งประเทศไทยของเรานั้นคณะรัฐมนตรีมีมติให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อปี 2559 และมอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมยกร่างกฎหมายเพื่อรองรับความผิด “อุ้มฆ่า-อุ้มหาย” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

จริงๆ แล้วการอุ้มฆ่า-อุ้มหายที่เป็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” เกิดมาแล้วหลายครั้งในบ้านเราในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เช่น หะยีสุหลง โต๊ะมีนา ผู้นำจิตวิญญาณของคนปัตตานี นายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานคนสำคัญในยุครสช. ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายผู้ช่วยเหลือผู้ต้องหาคดีความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กมล เหล่าโสภาพรรณ แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่นที่ จ.ขอนแก่น แล้วก็มาถึงบิลลี่ และลุงเด่น คำแหล้

ปัญหาการคลี่คลายคดีอุ้มฆ่า-อุ้มหาย อยู่ที่ “กฎหมายเฉพาะ” ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี ความจำเป็นในเรื่องนี้ถูกพิสูจน์แล้วจากนางอังคณา นีละไพจิตร จากคดีอุ้มฆ่าทนายสมชาย เพราะเป็นคดีแรกที่ขึ้นสู่ศาล แต่สู้คดีมา 10 กว่าปี สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้องจำเลยทั้งหมดที่เป็นตำรวจ สะท้อนว่ากฎหมายอาญาปกติไม่สามารถคลี่คลายคดีอุ้มฆ่า-อุ้มหายได้เลย

อังคณา บอกว่า ที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่จนถึงทุกวันนี้กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่ถูกบังคับใช้ แถมถูกเขี่ยออกจากสภาในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ด้วย

ปัญหาการพิสูจน์และหาตัวคนผิดเรื่องอุ้มฆ่า-อุ้มหายในบ้านเรายังเป็นเรื่องยากเพราะไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ โดยในรัฐบาลคสช. มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. แต่ตอนหลังถูกตีกลับจนร่างกฎหมายตกไป ทำให้เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายนี้

ช่วงแรกที่มีการผลักดันกฎหมายนี้ในยุคคสช. ได้รับการขานรับจากองค์กรสิทธิ์ทั่วโลกเพราะรัฐบาลเลือกตั้งยังไม่เคยผลักดัน แต่ต่อมาร่างกฎหมายถูกตีกลับจากสนช. ทำให้ตกหายไป

กฎหมายนี้ถ้าออกมาและมีผลบังคับใช้การพิสูจน์เรื่องอุ้มฆ่า-อุ้มหาย หรือซ้อมทรมานจะง่ายขึ้น เพราะจะโยนภาระการพิสูจน์ไปให้คนที่อยู่กับผู้ที่สูญหายเป็นคนสุดท้าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หากใช้กฎหมายอาญาธรรมดาจะหาหลักฐานไม่ได้เลย เพราะการฆ่าแบบนี้มีการทำลายหลักฐานแบบครบวงจร

กฎหมายฉบับนี้จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐในการใช้อำนาจควบคุมตัว หรือเชิญตัว หรือเรียกตัวประชาชนในฐานะผู้ต้องสงสัย ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เมื่อปล่อยตัวแล้ว ต้องพาไปส่งถึงบ้าน หรือมีหลักฐานยืนยันกับคนรอบข้างและครอบครัวได้ว่าปล่อยแล้วจริงๆ ซึ่งจะทำให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่กระทบกับประชาชนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

ไม่ใช่ใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เมื่อเกิดกรณีบุคคลสูญหาย ก็อ้างแค่ว่าปล่อยตัวไปแล้ว แค่นี้ก็พ้นผิด เหมือนที่ผ่านๆ มา!

ผลกระทบรุนแรง หลายแห่งจมบาดาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผลกระทบรุนแรง หลายแห่งจมบาดาล

11 กันยายน 2562 – 09:10 น.
น้ำท่วม,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พกถุงผ้าใส่ของ,เลิกใช่้ถุงพลาสติก
เปิดอ่าน 630 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จากการติดตามข่าวน้ำท่วมจากผลกระทบพายุโซนร้อนหลายๆ ลูก รุนแรงกว่าที่คาดคิดไว้ครับ เรียกว่าหลายอำเภอ-หลายจังหวัดจมบาดาลเสียหายอย่างมาก

สิ่งสำคัญคือถนนหนทาง 15 สาย ในภาคอีสานถูกน้ำพัดพังต้องรีบซ่อมแซมเป็นการด่วนและนาทีนี้ยังไม่มีใครรับประกันได้ว่าต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศว่าจนถึงเวลานี้ฝนตกหนักจะทำให้น้ำท่วมฉับพลันใน 21 จังหวัดในภาคเหนือ-อีสานและตะวันออก

จึงขอให้ระมัดระวังอันตรายอย่าประมาทเป็นอันขาด โดยเฉพาะเชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย สกลนคร กาฬสินธุ์ นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี

11-14 กันยายน ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยยังคงมีกำลังแรง ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง

รัฐบาลควรคำนึงถึงนโยบายบริหารจัดการน้ำได้แล้ว ฉะนั้นเราจะต้องผจญกับภัยแล้ง-น้ำท่วมตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


พกถุงผ้าใส่ของ
เลิกใช้ถุงพลาสติก

ผมขอสนับสนุนที่รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ เป็นแกนนำรณรงค์ร่วมกับเอกชน ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ให้เลิกใช้ถุงพลาสติก ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างมาก
กรณีนี้ผมจะไม่ขอยกตัวเลขมาให้ปวดหัวแต่บอกได้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องพกถุงผ้าและช่วยกันลดละเลิกถุงพลาสติกรวมไปถึงกล่องโฟมต่างๆ จึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาเพื่อให้ร่วมมือกันเพราะเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดงบประมาณ กำจัดขยะพลาสติก หรือโฟมต่างๆ และต่อไปนี้ขอให้เราเข้าใจเวลาไปซื้อของแล้วเราไม่ใช้ถุงพลาสติกใส่มา

ผมเข้าใจว่ารายละเอียดปลีกย่อยคงมีอีกมาก แต่ขยะพลาสติกหรือโฟมต่างๆ กำลังเป็นภัยต่อสภาวะแวดล้อมอย่างพะยูนมาเรียมที่ตายไปปรากฏว่ามีพลาสติกเต็มท้อง นี่คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันครับ จึงขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางเรื่องพกถุงผ้าใส่ของและลดละเลิกใช้ถุงพลาสติกด้วยเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
เรวัติ (สุพรรณบุรี)

 เรียนคุณ ‘เรวัติ’ สุพรรณบุรี
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณที่แม้จะมีตัวเลขประกอบมาน้อยไปหน่อยแต่ก็ครบถ้วนดี ซึ่งตรงกับใจผมว่าเราต้องช่วยกันรณรงค์และยึดถือแนวทางใหม่โดยพกถุงผ้า ลด ละ เลิก ใช้ถุงพลาสติกหรือโฟมได้แล้ว

เรื่องนี้ผมได้ร่วมสนับสนุนตามเขาและขอให้พวกเราช่วยกันสานต่อนโยบายของรัฐมนตรีด้วยและคงไม่ต้องบีบบังคับอะไรกันเพียงแค่ขอความร่วมมือมากว่า

เวลานี้โลกของเราเปลี่ยนไปเราต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมและสร้างโลกให้สวยงามน่าอยู่มากขึ้น
อ๊อด เทอร์โบ


รับรอง “ถั่งเช่า” มีคุณสมบัติ
 ไวอากร้าแห่งหิมาลัย

จดหมายฉบับนี้อาจจะเข้าเรทอาร์ หรือโป๊เป็นหนังเอ็กซ์ไปหน่อย แล้วเป็นเรื่องที่เราต้องพูดกันในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่ง สนง.พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกระทรวงอุดมศึกษา ได้บอกหรือแถลงอย่างเป็นทางการจากการวิจัยซึ่งสมควรจะรับรู้ไว้พอสังเขป นั่นคือสารสกัดถั่งเช่าหรือที่ได้รับสมญาว่า ‘ไวอากร้าแห่งหิมาลัย’ มีคุณสมบัติทำให้อวัยวะเพศชายฟิตปึ๋งปั๋งขึ้นมาได้ ซึ่งมีข้อมูลทางเวชศาสตร์มากมาย

แต่สรุปได้ว่าชายหนุ่มที่อยากจะเพิ่มสมรรถภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่การบริโภคถั่งเช่าแบบปัจจุบันหรือที่เป็นอยู่ ระบบการดูดซึมทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะแทนที่ถั่งเช่าจะไปถึงลำไส้เล็กซึ่งเป็นบริเวณที่ดูดซึมดีที่สุด กลับต้องสูญเสียไปแถวกระเพาะอาหาร เพราะถูกกรดในกระเพาะอาหารย่อย ทำให้เสียคุณค่า จึงทำให้ดูดซึมได้เพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การบริโภคถั่งเช่าไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร แถมยังมีราคาแพง โดยหากถั่งเช่าคุณภาพดีต้องจ่ายราคาถึง 2.5 ล้านบาทต่อกิโลกรัม แต่ต้องมาสูญเปล่า

สรุปว่าถั่งเช่ามีคุณสมบัติดังนี้และต่อไปอาจจะมาแรงกว่ากัญชาก็เป็นได้
ไพโรจน์ (ระนอง)

 เรียนคุณ ‘ไพโรจน์’ ระนอง
ผมเองได้ยินสรรพคุณของถั่งเช่ามานานแล้ว และพร้อมได้รับข่าวว่าราคาแพงมากจนคนเดินดินกินข้าวแกง หรือมนุษย์เงินเดือนไม่อาจจะแตะต้องลองใช้ได้

มาได้ยินข่าวดีจากจดหมายของคุณนี่แหละว่าถั่งเช่าเป็นยามีสรรพคุณที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว และหน่วยงานต่างๆ ก็รับรองว่าเป็นของจริง

ที่เรียนแจ้งมานี้ผมว่าจะต้องได้รับการส่งเสริมแบบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนกัญชานั่นแหละ ถึงจะไปรอดหรือทำอย่างไรถั่งเช่าถึงจะอยู่รอดได้ หรือเราจะปลูกถั่งเช่าในประเทศไทยได้หรือไม่

เชื่อว่าหากถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงและเกษตรกรไทยปลูกหรือเพาะเลี้ยงได้จะส่งเสริมเศรษฐกิจเพิ่มพูนรายได้มหาศาล
อ๊อด เทอร์โบ