รัฐธรรมนูญกินได้หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387844?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐธรรมนูญกินได้หรือไม่

11 กันยายน 2562 – 07:42 น.
รัฐธรรมนูญ,พรรคฝ่ายค้าน,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 615 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 11 กันยายน 2562

พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรค และพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ได้ออกแคมเปญประสานการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองอดีตนปช.ว่า “เศรษฐกิจแย่ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ” โดยให้เหตุผลทำนองว่า กติกาที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นการสืบทอดอำนาจ เปิดทางให้กลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งได้เปรียบทางการเมือง แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เช่นเดียวกับปัญหาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม หรือการเมือง ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ ในอนาคตรัฐบาลชุดเดิมก็จะกลับเข้ามาได้อีก

อย่างไรก็ตาม ลำพังพรรคฝ่ายค้าน ไม่อาจจะดำเนินการได้สำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้เกิดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ขึ้นมา หรือให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)จำนวนอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือ 84 คน จากทั้งหมด 250 คนร่วมสนับสนุน แต่ก็เป็นเรื่องยากทั้งสองกรณี อย่างแรก ผลสำรวจของสำนักโพลล์ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่ตอบคำถามไม่เชื่อว่า แก้รัฐธรรมนุูญแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่วนกรณีหลังนั้น เป็นไปได้ยากยิ่งที่ ส.ว.จะสนับสนุนให้แก้ไขกติกาเพื่อปิดประตูในประเด็นที่มาของพวกเขาเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกตีตราว่า รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยครึ่งใบ

ประเด็นหลักที่ฝ่ายเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญเน้นไปยังเรื่อง “ที่มา” ของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง อีกทั้งยังให้อำนาจ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วย พร้อมกันนี้ในระยะ 5 ปี หากนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและต้องเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ก็จะเป็นไปตามกระบวนการเดิม ซึ่งเท่ากับว่าเลือกอย่างไรก็จะได้บุคคลตามที่ผู้ครองอำนาจและส.ว.ต้องการ ขณะที่ที่มาของ ส.ว.เองก็แทบจะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน หากแต่เป็นการเลือกจากฝ่ายผู้มีอำนาจ คลาคล่ำไปด้วยนายทหาร ข้าราชการ และบุคคลในฝ่ายที่ถูกเรียกว่าสืบทอดอำนาจ ส่วนท่าทีรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังตกเป็นเป้า ก็พยายามแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญกับปัญหาเศรษฐกิจไม่เกี่ยวกัน ควรแก้เรื่องปากท้องก่อน

อันที่จริง รัฐธรรมนูญจะเกี่ยวไม่เกี่ยว หรือเกี่ยวมากเกี่ยวน้อยอย่างไรกับภาวะข้าวยากหมากแพงนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งไปที่การสร้างวาทกรรมเสียมากกว่า หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต่างฝ่ายต่างก็พูดความจริงไม่หมด ฝ่ายที่เสนอแก้ไขนั้น ได้มุ่งไปที่เรื่องการเข้าสู่อำนาจเป็นเรื่องหลัก ซึ่งมองอย่างไรก็เหมือนกิจกรรมนี้แฝงไว้เพื่อตัวเองทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นว่าไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเอง ก็ผัดผ่อนไปด้วยคำยืนยัน ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากจะให้ความร่วมมือหริือออกหน้าชูธงแก้ไขกติกาให้เป็นประชาธิปไตยก็ย่อมจะทำได้ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกไม่น้อย หากพวกเขาจะแก้กติกาเพื่อปิดทางเข้าสู่อำนาจของตัวเอง

มาเรียมกับมนุษย์…โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387634?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาเรียมกับมนุษย์…โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง

10 กันยายน 2562 – 13:55 น.
มาเรียม,พลาสติกจิ๋ว,ขยะ
เปิดอ่าน 985 ครั้ง

มาเรียมกับมนุษย์…โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภาพเศษถุงพลาสติกเต็มท้อง “น้องมาเรียม” สร้างความสะเทือนใจให้เหล่าสาวกออนไลน์เป็นอย่างมาก มีการกระหน่ำแชร์ตีโพยตีพายถึงอันตรายขยะพลาสติกในท้องทะเลไทยมากมาย…แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอันตรายของพลาสติกไม่ได้มีแค่ในน้ำทะเล เพราะในขวดน้ำดื่มใสแจ๋วก็มีเช่นกัน เพียงแค่บิดฝาก็เจอพลาสติกจิ๋วปนเปื้อนทันที…

ผลชันสูตร “น้องมาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าแม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่า “น้องจากไปเพราะขยะพลาสติกเล็กๆ เข้าไปขวางลำไส้” ส่งผลให้อุดตันและอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงรายงานผลสำรวจขององค์กร “ออร์บ มีเดีย” (Orb Media) เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่นำน้ำดื่ม 250 ขวด ของ 11 ยี่ห้อ วางขายใน 9 ประเทศ คือ สหรัฐ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล เคนยา  เลบานอน เม็กซิโก และ “ไทยแลนด์” มาสุ่มตรวจจนพบอนุภาคพลาสติกถึงร้อยละ 93 โดยเป็นยี่ห้อน้ำดื่มมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Evian Aqua และ Nestle Pure Life หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเนสท์เล่ เพียวไลฟ์

นักวิทยาศาสตร์ใช้สีย้อม “ไนล์เรด” ฉีดเข้าไปเพื่อให้ยึดเกาะและมองเห็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่ล่องลอยเจือปนอยู่ในน้ำ พบว่าน้ำขนาด 1 ลิตร มีอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเฉลี่ยตั้งแต่ 100–1,000 ชิ้น หมายความว่าน้ำขวดที่เราซื้อดื่มกันทุกๆ วันนั้นมี “ไมโครพลาสติก” แอบปนเปื้อนอยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว
  “ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วขนาดเล็กกว่า 0.5 ซม. แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ 1 เม็ดพลาสติกตั้งต้น ที่ตั้งใจผลิตขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น “เม็ดสครับ” (scrub) ในสบู่ล้างหน้า หรือ “คริสตัล บีดส์” (Crystal Beads) ในผงซักฟอก ส่วนกลุ่ม 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก เป็นเศษหลุดลอกหรือเสื่อมสลายแตกตัวมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น เศษถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่เปื่อยหรือแตกแล้ว

ก่อนหน้าที่ไม่ค่อยมีใครกังวลใจกับขยะ “พลาสติกจิ๋ว” เหล่านี้มากนัก จนกระทั่งพบว่าพวกมันปนเปื้อนในน้ำดื่มเกือบทุกขวด กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันออกมาแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่เชื่อว่า “กลไกร่างกายมนุษย์จะขับออกไปได้เพราะเล็กจิ๋วมาก” ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก กับอีกกลุ่มที่เห็นตรงข้ามว่า “อนุภาคขนาดเล็กจะยิ่งเข้าไปเกาะติดในเนื้อเยื่อหรือผนังทางเดินอาหาร” ถ้าสะสมจำนวนมากอาจส่งผลให้การทำงานของอวัยวะในร่างกายผิดปกติได้
เช่น ดร.สเตฟานี ไรท์ จากสถาบันการศึกษาคิงส์คอลเลจ ของอังกฤษ  เตือนว่าพวกมันอาจไปซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันในผนังกระเพาะ หรือแอบไปฝังตัวสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง หากโชคร้ายอาจเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมในตับก็ได้ จากนี้ไปคงต้องศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วนว่าไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหารเหล่านี้เป็นอันตรายแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งบางชนิด หรือทำให้จำนวนอสุจิลดลง
ปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มแบบขวดขายปีละ 4,400 ล้านขวดต่อปี หมายความว่าพวกเราก็ไม่ต่างจาก “น้องมาเรียม” ที่รับ “พิษพลาสติก” เข้าท้องทุกวัน

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาประเมินว่าคนอเมริกันรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายปีละประมาณ 70,000 หน่วย ถ้าใครชอบซื้อน้ำขวดกินเป็นประจำก็จะรับเพิ่มเข้าไปอีกเป็น 90,000 หน่วย
ช่วงนั้น “นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์” เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการปนเปื้อนดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เชื่อว่าน้ำดื่มบรรจุขวดในไทยยังคงปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะกำหนดคุณภาพตามมาตรฐานสากล ต้องสะอาดไม่มีสารหรือสีออกมาปนเปื้อน ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และควบคุมปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในพลาสติกได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเกี่ยวกับ “ผลกระทบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์” ถือเป็นฉบับแรกที่เน้นการปนเปื้อนในน้ำดื่ม โดยสรุปเนื้อหาได้ว่า “ไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.15 มิลลิเมตร จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าขนาดเล็กกว่านั้นโดยเฉพาะนาโนพลาสติกจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการพบพลาสติกจิ๋วในขวดน้ำดื่มว่ามีจำนวนมากกว่าน้ำประปาเล็กน้อย โดยพบจาก “ฝาปิด” และกระบวนการผลิตขวด !

 ทำให้เกิดคำถามว่าพลาสติกจิ๋วเกี่ยวกับฝาปิดขวดน้ำอย่างไร?
“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในขวดน้ำดื่มนั้น ส่วนใหญ่มาจากขั้นตอน “การปิดฝา” และ “บิดฝาเพี่อเปิดดื่ม” ซึ่งทำให้เกิดเศษพลาสติกขนาดเล็กมากๆ แตกหักปนเปื้อนลงไปในน้ำภายในขวด พร้อมกล่าวต่อว่า

นอกจากในน้ำดื่มแล้วยังพบส่วนที่เป็นขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมอีกจำนวนมาก โดยวิธีการลดปริมาณขยะไมโครพลาสติกนั้นมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบที่ 1 พลาสติกที่เกิดจากการตั้งใจผลิตขึ้นมา เช่น ส่วนผสมในโฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ต้องมีการประกาศห้ามใช้ ซึ่งบางประเทศใช้วิธีการ “แบน” (Ban) หรือไม่ให้ผู้ผลิตใช้ไมโครพลาสติกเป็นส่วนประกอบ ส่วนรูปแบบที่ 2 ได้แก่ไมโครพลาสติกที่แตกตัวหรือย่อยสลายมาจากพลาสติกชิ้นใหญ่ต้องใช้การควบคุมหรือจัดการป้องกันไม่ให้กระจายหรือหลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น กำหนดให้บริษัทผลิตเครื่องซักผ้าคิดค้นวิธีดักกรองไมโครไฟเบอร์ หรือพวกเส้นใยขนาดเล็กๆ ที่หลุดออกมา

“ควรห้ามหรือลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น กล่องโฟม ฯลฯ เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า กล่องชานอ้อย หรือวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน รวมถึงจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ร้านค้าไม่ควรแจกถุงฟรี ต้องเก็บเงิน นอกจากนี้ควรมีมาตรการควบคุมนักท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ให้รับผิดชอบนำขยะของตัวเองออกมา ไม่ทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น บางอุทยานมีการเก็บเงินมัดจำขยะ 100 บาท เมื่อนักท่องเที่ยวนำขยะออกมาโชว์ ก็จะคืนเงินมัดจำให้” ดร.สุจิตรา กล่าวแนะนำ

ทั้งนี้เมื่อปี 2560 เกาหลีใต้ไม่ให้เครื่องสำอางและยาสีฟันมีส่วนผสมของไมโครพลาสติก และในปี 2561 อังกฤษสั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด

ส่วนประเทศไทยที่มีสถิติ โยนขยะทิ้งลงทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และในแต่ละปีผลิตขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตันนั้น ก็ได้ประกาศ “โรดแม็พ” หรือ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 เช่นกัน

โดยกำหนดว่าภายในปี 2562 จะเลิกใช้ พลาสติกผสมไมโครบีดส์
ผ่านไปจนจะหมดปี 2562 แล้ว ก็ไม่เห็นว่า “รัฐบาล” มีประกาศหรือมาตรการอะไรบังคับใช้อย่างจริงจัง…หรือเป็นไปได้ว่า “คุณลุงบิ๊กตู่” ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า “ไมโครพลาสติก”?
คงต้องรอผ่าท้องคนไทยแล้วเจอ “เศษพลาสติกจิ๋วเสียก่อน” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะเริ่มตื่นเต้น!?!

ไผเป็นไผ “เพื่อไทย” ลงถนน ม็อบสุดสัปดาห์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10 กันยายน 2562 – 10:35 น.
ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ฟอร์ด เส้นทางสีแดง,กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย,นายใหญ่,คนเสื้อแดง,กลุ่มประชาธิปไตยไร้พรมแดน,ทักษิณ ชินวัตร,พตททักษิณ ชินวัตร,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 6,251 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก10 ก.ย.62

*************************

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการอภิปรายเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญหลายเวที ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ไปพูดเรื่อง “ตอบโจทย์ประเทศไทย ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่ศูนย์วัฒนธรรมพุทธวิชชาลัย บางเขน มรภ.พระนคร

ที่เป็นประเด็นร้อนเมื่อ “ช่อ” เรียกร้องให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “สิทธิในการอยู่บนถนน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญของประชาชน เป็นสิทธิที่ทุกคนทำได้ และไม่ต้องตาย ไม่ต้องขัดแย้ง ไม่ต้องทะเลาะกัน”

พูดง่ายๆ ใกล้เวลาลงสู่ถนนอย่างสันติแล้ว ตอนนี้ก็ตั้งเวที “ไฮด์ปาร์คข้างถนน” อุ่นเครื่องไปทุกสัปดาห์แถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 

กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย

ข้างถนนคนเพื่อไทย

เป็นสัปดาห์ที่ 2 บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มีการเปิดเวทีอภิปรายข้างถนนของ กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” นำโดย เอกภพ กตัญญู และ “ไก่ บิ๊กแมน” อดีตคนเสื้อแดง

แกนนำม็อบข้างถนนเป็น “คนโนเนม” แต่ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมและจับไมค์ปราศรัยข้างถนนกลับเป็น “3 อดีต ส.ส.” คนดังของพรรคเพื่อไทย

ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์

เริ่มจาก “ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์” อดีตส.ส.กรุงเทพฯ เจ้าของโรงสีใหญ่หนองจอก ซึ่งสอบตกสมัยที่แล้ว แต่ช่วงเสื้อแดงคึกคัก “ไพโรจน์” ได้ให้การสนับสนุน “แดงหนองจอก” ซึ่งไพโรจน์แวะมาสังเกตการณ์ม็อบข้างถนนราชดำเนิน 2 ครั้งแล้ว

นคร มาฉิม” อดีต ส.ส.พิษณุโลก มาครั้งแรก และตั้งใจมาไฮด์ปาร์ค โดยโพสต์เฟซบุ๊กชวนแฟนคลับ “พบกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเริ่มต้นนับถอยหลัง ล้มมรดกบาปของเผด็จการทรราช ทวงคืนประชาธิปไตย ทวงคืนความถูกต้อง ความเป็นธรรม”

นคร มาฉิม

นี่ก็มาครั้งแรก “นพ.ทศพร เสรีรักษ์” อดีตผู้สมัคร ส.ส.แพร่ พรรคไทยรักษาชาติ แวะมาให้กำลังใจและนำร้องเพลง “เพื่อมวลชน” สร้างความคึกคักขึ้นมาโดยพลัน

นพ.ทศพร เสรีรักษ์

เอกภพ-ไก่ บิ๊กแมน ก็แค่หน้าฉาก..ส่วนคนอยู่หลังฉาก สันติบาล กอ.รมน.รู้ตัวหมดแล้วล่ะ?

ที่แท้เอฟซีทักษิณ

ส่องดูหน้าตาของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย ก็เป็นคนหน้าคุ้นๆ ในม็อบ นปช. ม็อบคนเสื้อแดง และม็อบคนรักทักษิณ ระหว่างปี 2550-2556

กลุ่มประชาธิปไตยไร้พรมแดน

จริงๆ แล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งคือ พลังประชาธิปไตย ไร้พรมแดน” ที่จัดกิจกรรมจุดเทียนนำแสงสว่างสู่สภาของประชาชนเมื่อตอนสายวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ทำการรัฐสภาชั่วคราวหน้าทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

กิจกรรมจุดเทียนดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณการขับเคลื่อนของมวลชนคนรักทักษิณและเป็นการอวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้คนแดนไกล

อุบลกาญจน์ อมรสิน

แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดนคือ อุบลกาญจน์ อมรสิน” หรือ “สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” แกนนำแดงเมืองอุบลฯ และอดีตผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักษาชาติ

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา “ดีเจสาวฝั่งโขง” ไปจัดรายการเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ มรภ.พระนคร เวทีเดียวกันกับ “ช่อ” ชวนคนลงสู่ท้องถนนอย่างสันติ

ฟอร์ด” ถูกทิ้ง?

ถ้ายังจำกันได้สมัยที่ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และอานนท์ นำภา เคลื่อนไหวในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็ได้มวลชนคนเสื้อแดงนั่นแหละ มาร่วมชุมนุมทุกครั้ง โดยมีแกนนำชื่อ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง”

ต้นปี 2562 “จ่านิว-อานนท์” แตกคอกับ “ฟอร์ด” จึงทำให้ฝ่ายหลังไปตั้ง “กลุ่มประชาชนอยากเลือกตั้ง” แต่คนเสื้อแดงบางส่วนที่ไม่ชอบฟอร์ด ก็แยกตัวไปสังกัดกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ฟอร์ด เส้นทางสีแดง

มาถึงวันนี้มวลชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” ที่อ้างว่ารวมตัวแบบธรรมชาติ ไม่มีแกนนำ ไม่มีจ่านิว โบว์ อานนท์

กลยุทธ์นี้เคยใช้กันมาแล้วสมัยก่อตั้ง “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” ปี 2550 ที่มีแต่ “คนโนเนม” มาตั้งเวทีไฮด์ปาร์คกลางสนามหลวง

ส่วน ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ก็ไปตั้งกลุ่มประชาชนรณรงค์​แก้ไขรัฐธรรมนูญ​ มีแผนการจะจัดชุมนุมทางการเมืิองในวันพุธที่​ 18 กันยายน 2562 ที่หน้าอาคารสภาใหม่ เกียกกาย เพื่อสนับสนุนการเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านเกี่ยวกับปมถวายสัตย์​ของนายกรัฐมนตรี​

น่าจับตาเวทีข้างถนนราชดำเนินทุกวันอาทิตย์ จะมีพัฒนาการไปสู่การลงถนนอย่างสันติตามที่ “ช่อ” ชี้นำไว้หรือไม่?

ความเร็วบนถนนหลวง120 กม./ชม.เหมาะสมหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความเร็วบนถนนหลวง120 กม./ชม.เหมาะสมหรือไม่

10 กันยายน 2562 – 08:55 น.
ความเร็วบนถนน,น้ำท่วม,ฝนแล้ง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,652 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้ขอปรึกษาเรื่องกำหนดความเร็วของยวดยานบนถนนหลวงว่า 120 กม./ชม. ตามแนวคิดของรัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ ?

กรณีนี้เราต้องเอาความจริงมาว่ากันเพราะมีทั้งคนชอบเห็นด้วยและผู้คัดค้าน โดยต่างอ้างเรื่องความปลอดภัยเป็นประการสำคัญที่สุด

ว่ากันถึงผู้คัดค้านว่า ทางหลวงของไทยนั้นแม้มีช่องจราจรใหญ่ 4 เลน หรือมากกว่าแต่มีสี่แยก, ทางร่วมมากทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์, สัตว์ต่างๆ เป็นต้นเหตุ

ส่วนผู้สนับสนุนก็บอกว่าวิ่งตามกฎหมายกำหนดเดิมก็ดีอยู่แล้ว เพราะวิ่งเร็วจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันด้วย

จึงขอให้พิจารณาไตร่ตรองให้ดีเพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมโดยเฉพาะบนมอเตอร์เวย์หรือทางพิเศษ ซึ่งรถวิ่งช้าวิ่งเลนขวา หรือกีดขวางการจราจรก็เป็นอันตราย

นอกจากนี้ มีการแสวงหาผลประโยชน์จากรถวิ่งเร็วเกินอัตรากำหนด ซึ่งพบเห็นอยู่บ่อยๆ และรถในปัจจุบันมีสมรรถนะสูงวิ่งได้เร็วกว่าแต่ก่อน

จึงขอให้พิจารณาเรื่องความเหมาะสม โดยคิดเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ต้องมาก่อน ส่วนเรื่องการจราจรคล่องตัวเพราะรถวิ่งเร็วขึ้นนั้นเป็นเรื่องรอง !
อ๊อด เทอร์โบ


 น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง
 ปัญหาเรื่องน้ำถึง ‘รัฐบาล’

ผมขอส่งผ่านต่อไปยังนายกรัฐมนตรีลุงตู่ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ให้หันมามองปัญหาเรื่องน้ำและขออนุญาตบอกว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เพราะเบื่อเต็มทีที่เมืองไทยของเราเดี๋ยวฝนแล้ง ภัยแล้ง และทันใดฝนตกน้ำท่วมฉับพลันแล้วดินโคลนถล่มตามลงมา

ที่เป็นปัญหาอย่างนี้เพราะเราบริหารจัดการน้ำไม่เป็น คือไม่เป็นระบบ ปล่อยให้น้ำธรรมชาติไหลลงทะเลไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งต่อมาจะเป็นปัญหาภัยแล้งซ้ำซากอยู่อย่างนี้แหละ

จึงของฟันธงตรงประเด็นไปเลยเหมือนเพลงลูกทุ่งร้องไว้ว่า ‘น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง’ แม้จริงอยู่อาจจะเกิดความเสียหายบ้าง แต่หากเราเตรียมรับมือแล้วก็จะผ่อนหนักเป็นเบาบรรเทาไปได้มาก

ผมขอมองเป็นประเด็นนี้ขึ้นมาและอยากให้เรารู้จักบริหารจัดการน้ำให้เป็นไม่งั้นเดี๋ยวก็ต้องตามแก้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งตลอดไป
พรเทพ (เมืองปทุม)


 ช่วยกทม.ให้ปลอดภัยทุกระบบ
จดหมายจากคุณ ‘สามารถ’ กทม.ต่อไปนี้น่าสนใจมากครับ โดยนำข้อมูลมาแจ้งให้ทราบว่า เมืองใหม่ๆ ของโลกมีความปลอดภัยขนาดไหน ?

ขอเป็นสื่อกลางมาแจ้งให้ทราบเพื่อพวกเราจะทำ ‘กรุงเทพมหานคร’ ของเราดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 กทม.ติดอันดับ 47
 เมืองปลอดภัยที่สุดในโลก

ผมมีข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจเมืองปลอดภัยที่สุดในโลกของปีนี้จาก 60 เมืองใหญ่ทั่วโลก ปรากฏว่าโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่นอันดับ 1 ได้แชมป์ ส่วนกทม.ของเราอันดับ 47 คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งทำให้เราต้องหันมาปรับปรุงตัวไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย เลยเขียนจดหมายนี้มาแจ้งพวกเราได้ทราบ

เราต้องดูว่าเขาวัดผลจากอะไรบ้าง ซึ่งมาจาก 4 กลุ่มหัวข้อใหญ่ ได้แก่ ความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยส่วนบุคคล ความปลอดภัยทางสุขภาพ และความปลอดภัยทางดิจิทัล

ขยายความได้ว่า ความปลอดภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน – หมายถึงการรักษาความปลอดภัยทางคมนาคม ความเป็นมิตรต่อคนเดินเท้า และแผนการรับมือกับหายนภัยต่างๆ ซึ่งวัดดัชนีได้จากสถิติ เช่น จำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติ จำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนน สัดส่วนผู้อยู่อาศัยในสลัม

ความปลอดภัยส่วนบุคคล – การรักษาความปลอดภัยจากเหตุอาชญากรรม การกำกับควบคุมอาวุธปืน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ฯลฯ ซึ่งวัดดัชนีเหล่านี้จากความชุกของอาชญากรรมทั้งแบบรุนแรงและไม่รุนแรง อัตราการใช้ยาเสพติด ความถี่ของการโจมตีโดยผู้ก่อการร้าย

ความปลอดภัยทางสุขภาพ – เป็นการวัดทั้งนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชน โดยวัดจากอัตราจำนวนแพทย์และจำนวนเตียงในโรงพยาบาลต่อประชากร 1,000 คน การเข้าถึงอาหารที่สะอาดปลอดภัย ค่าฝุ่น PM 2.5 จำนวนการเสียชีวิตของทารก

ความปลอดภัยทางดิจิทัล – เป็นการวัดผลด้านนโยบายรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ มีการจัดทีมกำกับดูแลด้านนี้โดยเฉพาะหรือไม่ และความตระหนักรู้ด้านอาชญากรรมไซเบอร์ของประชาชนมีมากน้อยแค่ไหน

จดหมายของผมอาจจะข้อมูลด้านวิชาการเยอะไปหน่อย แต่อยากให้กทม.ปลอดภัยมากกว่านี้
สามารถ (กทม.)


หมอลำคาร์นิวัล กับรัฐราชการไดโนเสาร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387629?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมอลำคาร์นิวัล กับรัฐราชการไดโนเสาร์

10 กันยายน 2562 – 08:30 น.
หมอลำคาร์นิวัล 2562,กระดานความคิด,ราชการไดโนเสาร์,พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง,ไดโนเสาร์พิฆาต
เปิดอ่าน 1,352 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง 

เมืองขอนแก่นมีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงแหล่งพบไดโนเสาร์แห่งแรกของไทย และมีทีมฟุตบอลขอนแก่น เอฟซี ฉายา “ไดโนเสาร์พิฆาต”

ขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นลั่นเมืองไดโนเสาร์เป่าแคน กรณีจังหวัดขอนแก่นและสำนักวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น จัดงาน  “หมอลำคาร์นิวัล 2562” ซึ่งใช้งบประมาณมากมายถึง 27 ล้านบาท

สิ่งที่อยากจะเขียนถึงหมอลำคาร์นิวัล ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ ปีที่แล้ว 5 ล้านบาท และปีนี้ 27 ล้านบาท ก็เป็นหน้าที่การตรวจสอบของ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช.

แนวคิด “หมอลำคาร์นิวัล” ที่จัดเลียนแบบเทศกาลรื่นเริงคาร์นิวัลของชาวคริสต์ในบราซิล ควรถูกชำแหละมาแต่ปีแรกๆ การจับเอา “หมอลำ” แต่งองค์ทรงเครื่องมาเดินบนถนนรอบเมืองขอนแก่นไม่ต่างจากขบวนแห่งานไหมขอนแก่น

“หมอลำคาร์นิวัล ส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาหมอลำ หรือร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมอีสานที่มีมาอย่างยาวนานให้คงอยู่ตลอดกาล ไม่จางหายไป”

รัฐราชการไทยคิดได้แค่นี้ หรือแม้แต่นักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยก็จ่อมจมอยู่กับวาทกรรม “อนุรักษ์วัฒนธรรมทางภูมิปัญญาหมอลำ”

40-50 ปีที่ผ่านมา “หมอลำไม่เคยตาย” และไม่เคยจางหายไปจากสังคมไทย บรรดาศิลปินหมอลำได้เรียนรู้การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ส่งต่อกันมาแบบรุ่นต่อรุ่น

จากหมอลำกลอนกลางลานดินสู่คณะลำเรื่องต่อกลอน ลำเพลิน และลำซิ่ง ทุกวันนี้มีการยกคณะลำซิ่งขึ้นไปบนรถบรรทุกหกล้อ ย่อเวทีหมอลำ แสง สี เสียงไว้ในรถคันเดียวจนเกิดปรากฏการณ์ “หมอลำรถแห่”

นี่เป็นวัฏจักรของศิลปินหมอลำ ดุจเดียวกับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ไม่มีวันหยุดนิ่ง

ยกตัวอย่างเมืองขอนแก่นที่เป็นศูนย์กลางคณะลำเรื่องต่อกลอนทำนองแก่น ชาวคณะหมอลำเหล่านี้มีการปรับตัวให้ทันยุคทันสมัย จึงดำรงอยู่ได้มาจนถึงวันนี้

แม้แต่ลำซิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงหลังก็มีจุดเริ่มต้นที่เมืองขอนแก่น โดยการบุกเบิกของแม่ราตรี ศรีวิไล

20 ปีก่อน แม่ราตรีจับมือกับบริษัทอีวีเอส ถ่ายทำการแสดงสด “คอนเสิร์ตลำซิ่ง” บันทึกไว้เป็นวิดีโอ และนำออกขาย ปราฏว่า ลำซิ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง

สำนักวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่นที่จ้างลำเรื่องต่อกลอนคณะระเบียบวาทะศิลป์ และลำเพลินคณะสาวน้อยเพชรบ้านแพง มาแสดงนั้นเคยรู้บ้างมั้ยว่าพวกเขาดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดกันอย่างไร?

“ระเบียบวาทะศิลป์” เป็นหนึ่งในหลายสิบคณะหมอลำเรื่องทำนองขอนแก่นที่ยืนสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค ด้วยการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

เช่นเดียวกัน สุดยอดลำเพลิน “สาวน้อยเพชรบ้านแพง” ที่ใช้สื่อโซเชียลมาช่วยประชาสัมพันธ์และรักษาฐานเอฟซีหมอลำ จึงพอมีงานจ้างงานหา

พ.ศ.นี้คนอีสานรุ่นใหม่ยุค “สตาร์ทอัพ” ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการสร้างธุรกิจเพลงป๊อปอีสาน พวกเขามีอายุเฉลี่ย 35 ปีเท่านั้น แต่สร้างรายได้เดือนละหลายสิบล้าน ทั้งจากยูทูบและงานโชว์

ยกตัวอย่าง จ.อ.สุจินต์ กุลชนะรงค์ หรือ จินนี่ ภูไท นักปั้น นักเรียบเรียงดนตรี และนักแต่งเพลง จัดว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างงานเพลงป๊อปอีสาน มียอดวิว 100 ล้านวิวขึ้นไป

สตาร์อัพลูกทุ่งอีสานล้วนมีพื้นฐานมาจากหมอลำและดนตรีพื้นเมืองจึงประยุกต์ท่วงทำนองดนตรีอีสานให้เข้ากับดนตรีสมัยใหม่และถูกจริตเด็กอีสานรุ่น 15-16 ปี

ทางที่ดีจังหวัดขอนแก่นและสำนักวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ไม่ควรมาจัดหมอลำคาร์นิวัลส่งเสริมและอนุรักษ์หมอลำอะไรหรอก เปลืองเงินเปลืองทอง แค่อีเวนท์ 3 วันไม่ได้ช่วยให้หมอลำรอดตายหรอก

เทศกาลงานบุญที่จะมาถึงในเดือนตุลาคมนี้ ชาวหมอลำทุกประเภทรวมถึงรถแห่หมอลำ ยังกังวลเรื่องน้ำท่วม ชาวนาไม่มีข้าวขายแล้วจะมีรายได้มาจากไหน บวกกับเศรษฐกิจรากหญ้าติดลบมาแต่ปีที่แล้ว กำลังซื้อถดถอย

ต่อให้ทุ่มเงิน 100 ล้าน หมอลำคาร์นิวัล 20 จังหวัดทั่วอีสาน ก็ไม่ตอบโจทย์การสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่ศิลปวัฒนธรรมอีสาน มันเป็นอีเวนท์การตลาดที่โครมคราม แล้วก็เงียบหายไป

บนทางขนานสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387627?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10 กันยายน 2562 – 07:42 น.
พาราควอต ไกลโฟเสต,คลอร์ไพริฟอส,เกษตรกร,ผู้ค้า
เปิดอ่าน 704 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 10 กันยายน 2562

การอบรมเกษตรกร ผู้ค้าสารเคมีเกษตร และผู้รับจ้างฉีดพ่นสารเคมีอันตรายคือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ใกล้จะถึงวันสิ้่นสุด และนับจากวันที่ 20 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป การจำหน่าย การซื้อ และการใช้สารเคมีเหล่านี้จะต้องมีใบอนุญาตหลังผ่านการอบรมโดยวิทยากรจากกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2560 หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ครั้งที่ 4/2560 ได้ข้อสรุปให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด มาจนถึงขณะนี้ เกิดเสียงเล่าลือถึงการกักตุนสารเคมี ทั้งในส่วนของเกษตรกร และผู้ขาย อันมีนัยน่าวิตกว่า ไม่ว่าเกษตรกร ผู้ขาย หรือผู้รับจ้างฉีดพ่นจะเข้ารับการอบรมหรือไม่ พวกเขาก็ยังมีช่องทางใช้สารเคมีอยู่ดี

กรมวิชาการเกษตร วางเป้าหมายเอาไว้ว่า จะอบรมเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีจำนวน 1.5 ล้านคน ตามการสำรวจที่พบว่า ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงสารเคมี โดยเกษตรกรที่จะเข้ารับการอบรมต้องมีทะเบียนเกษตรกร หรือหลักฐานแสดงพื้นที่ปลูกพืชที่มีความจำเป็นต้องใช้สารพาราควอตและไกลโฟเสต สำหรับกำจัดวัชพืชใน อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้ผล และใช้คลอร์ไพริฟอสเพื่อกำจัดแมลงในไม้ดอก พืชไร่ และกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล นอกจากการแสดงใบอนุญาตผ่านการอบรมแล้ว เกษตรกรจะต้องแจ้งชนิดพืชที่ปลูก พื้นที่ปลูก เพราะห้ามใช้สารพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อกำหนดปริมาณวัตถุอันตรายที่จะซื้อนำมาใช้ได้ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด จะสามารถจำกัดการใช้ได้

ตามเป้าหมายแล้ว หลังวันที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป ภาครัฐเชื่อว่า การใช้สารเคมีจะอยู่ในวงจำกัด แต่ฝ่ายที่เรียกร้องให้ยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดก็เห็นต่างไปว่า มาตรการนี้จะไม่ได้ผล โดยเฉพาะการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวดและทั่วถึงนั้นทำได้ยากมาก อย่างเช่น การจัดอบรม และทดสอบให้เสร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนั้นอาจจะเป็นเพียงพิธีกรรม และเป็นการประทับรับรองการขายและใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรที่ไม่ผ่านการอบรมก็สามารถจัดหาสารเคมีมาใช้ได้อยู่ดี อย่างเช่น กลุ่มที่เริ่มกักตุนมานับตั้งแต่มีข่าวว่าจะยกเลิก มาจนถึงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการบังคับใช้ตามมาตรการ 20 ตุลาคม

กรณีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ ควรจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านและฟังความจากทุกฝ่าย ในความเป็นจริงแปลงเกษตรกรรมบางประเภทอาจจำเป็นต้องใช้ เช่น สวนปาล์ม สวนยางพารา เพื่อกำจัดวัชพืช แต่ก็มีปัญหาในเรื่องการตกค้าง และปนเปื้อนไปยังต้นน้ำลำธารสำหรับการอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรมีแผนรองรับกรณีการยกเลิก ขณะนี้มีพรรคการเมืองหนึ่งแสดงท่าทีเห็นด้วยที่จะให้ยกเลิก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ บอกไว้ว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทบทวนการใช้สารเคมี 3 ชนิด พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบสต็อกสินค้าที่เหลือและเตรียมเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งก่อนถึงวันที่ 20 ตุลาคม ฝ่ายการเมืองก็ควรตรวจสอบด้วยว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินตามนโยบายหรือไม่

สร้างเครือข่ายความปลอดภัยไซเบอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387461?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างเครือข่ายความปลอดภัยไซเบอร์

9 กันยายน 2562 – 11:50 น.
อาชญากรรมไซเบอร์,สายตรวจระวังภัย,ภัยคุกคามทางไซเบอร์,ตำรวจไซเบอร์,บกปอท
เปิดอ่าน 1,267 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

จากคดีและข่าวสารที่ปรากฏในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า “ภัยคุกคามทางไซเบอร์” มีจำนวนที่เพิ่มสูง ทวีความรุนแรงขึ้นและต่อเนื่องส่งผลกระทบสร้างความเสียหายตั้งแต่ระดับบบุคคลไปจนถึงความมั่นคงของประเทศ

ปัญหา “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security)” กำลังเป็นเรื่องท้าทายของทุกประเทศเนื่องจากการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต เกิดความเสียหายมหาศาลจาก “อาชญากรรมไซเบอร์” ซึ่งนานาประเทศต่างให้ความสำคัญในการดำเนินงานเพื่อรับมือกับปัญหาภัยคุกคามนี้เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) จึงได้ผนึกกำลังบริษัทเอกชน และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดประชุมและแข่งขันความปลอดภัยไซเบอร์ โดยมี พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป.  พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท. พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. พร้อมด้วย นายศรัณย์ ทองคำ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ กระทรวงดีอี และ นายศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทเอ็มเฟค

พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวว่า ในยุคนี้ที่อาชญากรรมไซเบอร์มีหลายรูปแบบ ลำพังตำรวจก็ไม่ได้รู้เรื่องทุกอย่าง จำเป็นต้องร่วมมือกับภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น white hacker และผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการกับปัญหา ซึ่งกลายมาเป็นหลักคิดใหม่ของตำรวจ คือ เราไม่ได้ทำงานดีที่สุด จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อตระหนักถึงภัยคุกคามและวิธีป้องกัน ตลอดจนความเข้าใจในกฎหมายด้านไซเบอร์ได้อย่างถูกต้องและดียิ่งขี้น

ด้าน พล.ต.ต.ไพบูลย์ บอกว่า บก.ปอท. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปราม สืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ จึงจัดการประชุมความปลอดภัยไซเบอร์ TCSD Cyber Security Conference 2019 ภายใต้พันธกิจ “ร่วมคิดร่วมสร้างการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สร้างการตระหนักรู้และวิธีป้องกันอันตรายบนโลกออนไลน์ให้กับประชาชนทั่วไป และได้จัดกิจกรรมจัดการแข่งขัน “TCSD Cyber Security Competition 2019” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและใบประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี

“เป็นการแข่ง CTF ในสาย Offensive Security เจาะหาคำตอบจากช่องโหว่ในระบบ เปิดให้บุคลากรในองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปได้เข้ามาประลองฝีมือแข่งขันกัน โดยมีบริษัท MFEC มาออกแบบโจทย์และการแข่งขันในภาพรวมให้ ซึ่งการแข่งขันมีสองรอบ คือ รอบให้โจทย์ จะให้ผู้เข้าแข่งขันหาคำตอบและช่องโหว่ที่เกิดขึ้นได้จากสถานการณ์การแฮ็ก หลังจากนั้นจะคัดเลือกเหลือ 10 ทีม เข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองที่จะจัดขึ้นทั้งวันทั้งคืนเพื่อเฟ้นหาทีมชนะเลิศ”

ขณะที่ นายศิริวัฒน์ ระบุว่า การแข่งขันและการประชุมนี้เป็นนิมิตหมายอันดีในการสร้างความร่วมมือในอนาคต อาชญากรรมปกติเกิดขึ้นในซอยเปลี่ยว แต่อาชญากรรมไซเบอร์เกิดขึ้นได้ทุกที่ การสร้างความรู้เท่าทันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ทั้งนี้มีข้อมูลสถิติอาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันของ บก.ปอท. ระบุว่าในปี 2561 มีมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมดังกล่าว 527 ล้านบาท เฉพาะคดีที่มาแจ้งกับ บก.ปอท. โดยตรงมีราว 2,700 คดี ไม่รวมโรงพักอื่นๆ และคดีที่ความเสียหายน้อยจนคนไม่มาแจ้งความ ส่วนในปี 2562 มีมูลค่าความเสียหาย 371 ล้านบาท มีจำนวนคดีที่มาแจ้งเพิ่มขึ้นคือ 2,871 คดี ส่วนประเภทคดีส่วนใหญ่คือ scam หลอกเอาเงิน, การทำ social engineering

ภัยอาชญากรรมเฉพาะ “ลัก วิ่ง ชิง ปล้น” ลำพังตำรวจยังรับมือยาก แต่ภัยไซเบอร์จะยิ่งทำให้ยากกว่าเพราะอยู่ที่ไหนเวลาใดก็ก่อเหตุได้ ฉะนั้นการสร้างเครือข่ายระหว่างตำรวจกับประชาชนเพื่อรับมือเรื่องนี้จึงจำเป็นในยุคปัจจุบัน..!!

จาก บิลลี่ ถึง บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387451?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จาก บิลลี่ ถึง บิ๊กตู่

9 กันยายน 2562 – 10:40 น.
พอละจี,บิลลี่,กระเหรี่ยง,ดีเอสไอส,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,425 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…  อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

ทันทีที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาแถลงถึงการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนกะโหลกที่พบในพื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ ซึ่งเป็นมารดาของ นายพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์เชื้อสายกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย-โป่งลึก จ.เพชรบุรี

จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า นายพอละจี หรือ บิลลี่ ซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อห้าปีที่แล้วเสียชีวิต

ย้อนรอยสักหน่อยครับ พิณนภา หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ เคยไปร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้แต่องค์กรต่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ให้ช่วยติดตามการหายตัวของบิลลี่

เธอระบุว่า สามีถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวจากการเข้าไปเก็บรังผึ้งในเขตอุทยานฯ จากนั้นก็พาขึ้นรถกระบะหายตัวไป

มึนอ เคยบอกว่า “บิลลี่” มีปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานบางคน จากกรณีเคลื่อนไหวปกป้องถิ่นฐานที่อยู่ปู่คออี้ และชนกลุ่มน้อย โดยเจ้าหน้าที่เข้ามากดดัน ถึงกับมีเทปบันทึกภาพ “เผาไล่ที่” และเป็นหลักฐานหนึ่งซึ่งนำไปร้องเรียนขอการคุ้มครองจากศาลปกครอง

กว่าห้าปี ที่ครอบครัวบิลลี่ต่อสู้เรียกร้องหน่วยงานราชการเพื่อคลี่คลายคดี แต่ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานในพื้นที่เคลื่อนตัวในการทำหน้าที่อย่างช้าๆ

การหายตัวไปของ “บิลลี่” ยาวนานจนหลายคนลืมไปแล้วด้วย ทว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศก็เฝ้าจับตามองอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ยูเนสโกยังไม่ให้การรับรองอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นมรดกโลก เหตุผลหนึ่งมาจากการจัดการปัญหาชนกลุ่มน้อยของรัฐไทยในพื้นที่ดังกล่าวที่ยังไม่เคลียร์

เมื่อดีเอสไอรับคดีนี้มาเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2561 ประจวบเหมาะกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ทำให้เจ้าหน้าที่มีความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น

…อสนีบาต…พยายามต่อจิ๊กซอว์เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากดีเอสไอแถลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 1.จากคดีบุคคลสูญหายพลิกเป็นคดีฆาตกรรม 2.อธิบดีกรมอุทยานฯ เซ็นคำสั่งย้าย 4 เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่บิลลี่หายตัวออกนอกพื้นที่โดยให้เหตุผล เพื่อความสบายใจในการสืบสวนสอบสวน 3.ดีเอสไอนัดประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์มาสอบสวนวันนี้ (9ก.ย.62)

และ 4.นักการเมืองระดับรัฐมนตรีออกมาแสดงความตื่นตัวให้ไฟเขียวสะสางคดีให้เป็นที่ยุติ

ฟังความจาก สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม บอกว่า “คดีนี้ไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูแน่นอน ไม่มีใครแทรกแซงการทำงานได้ ที่สำคัญ ดีเอสไอต้องเร่งสร้างผลงาน และภายใน 1-2 วันนี้ กระทรวงยุติธรรมจะประชุมเยียวยาครอบครัวบิลลี่ ซึ่งเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย”

แม้แต่ “รมต.ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบเรื่องป่าไม้สิ่งแวดล้อม ให้ไฟเขียวกรมอุทยานฯ ร่วมกันสะสางคดีอย่างตรงไปตรงมา

เป็นจังหวะเดียวกับที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชน ต่างออกมาเรียกร้องผลักดันให้รัฐเร่งออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

ทั้งหมดทั้งปวง “คนวงใน” สดับตรับฟังความเป็นไปของคดีนี้รวมถึงติดตามปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่อย่างใกล้ชิดไม่ละสายตา พร้อมให้หลักประกัน “คดีบิลลี่” ต้องได้รับการคลี่คลาย “ชนกลุ่มน้อย” ที่อยู่ในป่าใหญ่แก่งกระจานจะต้องได้รับความยุติธรรม

คนวงในที่ว่านั่นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

ในเมื่อท่านเป็นหัวขบวนกำกับดูแลการทำงานหน่วยงาน “ดีเอสไอ” โดยตรงนั่นเอง

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือก-กับดักสิงห์อมควัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387457?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือก-กับดักสิงห์อมควัน

9 กันยายน 2562 – 10:25 น.
บุหรี่ไฟฟ้า,สิงห์อมควัน,นิโคติน
เปิดอ่าน 1,722 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือก-กับดักสิงห์อมควัน

บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ช่วยเลิกบุหรี่ แต่ชวนให้โจ๋อยากลองและนำไปสู่การสูบ บุหรี่มวน มากกว่า ?

ในสหรัฐอเมริกา สถิติการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนมัธยมขยายตัวถึง 74% งานวิจัยที่ศึกษาติดตามเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าระยะยาวพบว่าผู้ที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าอายุ 14-30 ปี มีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ 30.4% ขณะผู้ไม่เคยใช้มีแนวโน้มที่จะสูบ 7.9%

นอกจากนี้ผู้ที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสที่จะเริ่มต้นสูบบุหรี่ชนิดอื่นๆ มากกว่าผู้ที่ไม่เคยลองใช้เกือบ 4 เท่า

ส่วนที่ไต้หวัน นักเรียนมัธยมที่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มเริ่มสูบบุหรี่ในภายหลังมากกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้ และมีแนวโน้มที่จะใช้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดาเพิ่มจาก 0.9% ในปี 2557 เป็น 1.6% ในปี 2559

ที่สำคัญยังทำให้มีโอกาสที่จะสูบ กัญชา มากกว่าคนที่ไม่เคยใช้ 3.47 เท่า ยิ่งอายุน้อยและใช้ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและสูบบุหรี่ก็ยิ่งมีแนวโน้มสูบกัญชามากขึ้น ที่ไต้หวันจึงห้ามโฆษณาว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่ปราศจากนิโคตินเป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่ ถึงกระนั้นก็ยังมีช่องว่างของกฎหมายทำให้เยาวชนยังหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะทางแหล่งซื้อขายออนไลน์เช่นเดียวกับไทย

ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ของเด็กไทย เพราะแม้ว่าในบ้านเราบุหรี่ไฟฟ้าถูกจัดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่กลับเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ไม่ยากและกลายเป็นแฟชั่นไปในที่สุด

         *โต้แหลกแลกคนละหมัด!
ในประเทศไทย การให้ความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ค่อยแพร่หลายเหมือนข่าวดาราแย่งผัวแย่งเมีย เราจึงมักเข้าใจมาตลอดว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดสาร นิโคติน ใครอยากเลิกบุหรี่ก็หันมาสูบเจ้านี่ซะ ปอด จะได้สะอาดขึ้น ?

ความเข้าใจแบบนี้ทำเอาเหล่าคุณหมอปวดตับ ! สิงห์อมควันคิดกันแบบนี้ก็เท่ากับติดกับดักกลยุทธ์การตลาดของบริษัทบุหรี่ ที่พยายามสร้างภาพด้วยการออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ ยาสูบไร้ควัน

ฝ่ายไม่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าอ้างว่าบริษัทผู้ผลิตใช้เทคนิคสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้งานวิจัยที่สนับสนุนโดยบริษัทบุหรี่เอง สร้างความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ไม่มีอันตราย เพราะไม่ทำให้เกิดควัน ซึ่งเป็นเรื่องหลอกลวง

บริษัทบุหรี่ซึ่งใช้การเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ยังมีความพยายามนำเสนอข้อมูลแก่ภาครัฐเพื่อเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนประกาศห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า แล้วหันมาใช้มาตรการควบคุมการบริโภคภายในประเทศ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ แทน

ขณะที่เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ได้ชี้ผลเสียจากมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าว่า เป็นมาตรการที่ปิดกั้นโอกาสของผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่า  และยังมีปัญหาตามมาคือ รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้ ที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุขก็เสียโอกาสในการลดโรคจากพิษภัยของบุหรี่มวน  และไม่สามารถป้องกันเยาวชนจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้จริง

อย่างไรก็ดี ข้อมูลเหล่านี้ถูกโต้แย้งจากวงการแพทย์ นักวิชาการ และเอ็นจีโอด้านสุขภาพหลายกลุ่ม

ในการประชุมนำเสนอการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รายงานสถานการณ์ควบคุมยาสูบโลกประจำปี 2562 ที่องค์การอนามัยโลกเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 (WHO report on the global tobacco epidemic 2019: Offer help to quit tobacco use) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไฟฟ้าแบบแห้งหรือแบบเติมน้ำยาล้วนมีอันตรายทั้งสิ้น

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ย้ำว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินที่เป็นสารเสพติดเป็นส่วนประกอบสำคัญและพบมีปริมาณสูง เป็นอันตรายต่อผู้เสพโดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น และสตรีมีครรภ์

ทั้งยังไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยทำให้เลิกสูบบุหรี่ธรรมดาได้ ซ้ำหลักฐานบางชิ้นยังแสดงว่าบุหรี่ไฟฟ้าทำให้การเลิกสูบบุหรี่เป็นไปได้ยากขึ้น จึงไม่แนะนำให้ผู้สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่ และการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ธรรมดามาสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ไม่ถือว่าเป็นการเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากยังก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อสุขภาพผู้สูบ สังคมและคนรอบข้าง

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าในตลาดมากกว่า 95% มีนิโคตินเป็นส่วนผสมอยู่ในสารน้ำ ซึ่งทำให้ผู้สูบติดสารนิโคตินได้

พญ.นภารัตน์ อมรพุฒิสถาพร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำว่า เลิกคิดซะเถอะที่จะอาศัยบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยให้เลิกบุหรี่ เพราะมีโอกาสน้อยมาก ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีอัตราการเลิกบุหรี่ได้เพียง 5-9% และหากคนที่สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยเลิกบุหรี่เทียบกับคนที่ไม่ได้ใช้ โอกาสเลิกบุหรี่ยังลดลงไปกว่าเดิมถึง 27%

พญ.นภารัตน์ เตือนด้วยว่า บุหรี่ไฟฟ้านอกจากมีนิโคตินที่มีอานุภาพการเสพติดสูงกว่าเฮโรอีน เพราะผู้เสพสามารถเพิ่มสารนิโคตินในการสูบแต่ละครั้งได้สูงกว่าบุหรี่ธรรมดา 3-10 เท่า ยังทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง ความดันโลหิตสูง มีภาวะหลอดเลือดสมองหดตัว เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง สารบางชนิดซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของตัวทำละลายของเหลวที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อโดนความร้อนเป็นไอน้ำจะแปรเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งได้

ภญ.ดร.อรลักษณ์ พัฒนาประทีป คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยข้อมูลความสูญเสียเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการรักษาและค่าเสียโอกาสในการเกิดโรคต่อปีเท่ากับ 534,571,710 บาท ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์และสุขภาพของเยาวชนและประชาชนไทยที่ต้องแบกรับภาระจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

กระนั้น แม้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนัก เนื่องจากผู้ค้าใช้สื่อออนไลน์ในการกระจายสินค้า ซึ่งพบมากที่สุดในเฟซบุ๊ก รองลงมาคือไลน์ และเว็บไซต์, อินสตาแกรม และทวิตเตอร์

ข้อมูลเหล่านี้มาจากผลการศึกษาสถานการณ์การแพร่กระจายผลิตภัณฑ์ยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ในช่องทางการสื่อสารออนไลน์ : ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการควบคุมยาสูบในประเทศไทย

ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ ลอยสมุทร นักวิชาการจากวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า ผลกระทบจากการเปิดรับสื่อโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่บุหรี่ไฟฟ้าพบว่าก่อความเชื่อผิดๆ โดย 34% เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่เสพติด ส่วน 32.2% เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ก่อมะเร็งปอด และ 39% เชื่อว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าคือการสูบควันไอน้ำเท่านั้น

เขาเสนอว่า เพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ภาครัฐควรขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับผู้ให้บริการช่องทางสื่อออนไลน์ที่สำคัญคือ เฟซบุ๊ก ไทยแลนด์ และ ไลน์ ไทยแลนด์ โดยเฉพาะการห้าม โฆษณา การตลาดเพื่อจำหน่ายบุหรี่ทุกประเภท

ขณะที่ จิระวัฒน์ อยู่สะบาย หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและบังคับใช้กฎหมาย กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย กระทรวงพาณิชย์มีประกาศให้ บารากู่ และ บารากู่ไฟฟ้า หรือ บุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557 ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า

นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้า ห้ามขาย หรือ ให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้กระทำผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้นำเข้ามาเพื่อขาย ต้องรับโทษเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท

รวมถึงหากมีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะที่กำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ เช่น ในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด เป็นต้น ถือว่าฝ่าฝืนมาตรา 42 พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาทด้วย ส่วนกรณีผู้ที่ช่วยซ่อนเร้น ซื้อ รับไว้ หรือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง ต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท ตามมาตรา 246 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยข้อมูลจากสถาบันเพื่อการควบคุมยาสูบโลก มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น สหรัฐอเมริกา ว่า ข้อมูลกฎหมายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 มี 98 ประเทศที่มีกฎหมายควบคุมบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ บุหรี่ไฟฟ้า (เพิ่มขึ้นจาก 68 ประเทศในปี 2559)

ในจำนวนนี้มี 29 ประเทศที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาดทุกประเภท (เพิ่มขึ้นจาก 25 ประเทศในปี 2559) และอีก 45 ประเทศห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าหากยังไม่ผ่านเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด (เพิ่มจาก 17 ประเทศในปี 2559) และอีก 7 ประเทศห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีส่วนผสมของนิโคติน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าหลายๆ ประเทศ ได้ตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าด้วย

กระนั้นข้อมูลเหล่านี้ถูกโต้แย้งจากเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอ้างว่า ไทยเป็นเพียง 1 ในประเทศส่วนน้อยที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่ 48 ประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี ยอมรับบุหรี่เหล่านี้เป็นสินค้าถูกกฎหมาย

  *ดับฝันปลดล็อกนำเข้า
หลังจากโต้เถียงกันเป็นเวลาพอสมควร ล่าสุดดูเหมือนว่าข้อเรียกร้องให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้านำเข้าถูกกฎหมายมีโอกาสถูกตีตกไปสูง เมื่อรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล ออกโรงที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายห่วงใยสุขภาพเยาวชนด้วยตัวเอง

“ประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าที่มีความพยายามที่จะนำเข้าและสื่อสารว่าช่วยลดเลิกบุหรี่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรมควบคุมโรค ยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีพิษภัย และห้ามนำเข้า 100 เปอร์เซ็นต์ หากจะนำเข้าต้องมีการแก้กฎหมาย ซึ่งในยุคนี้คงไม่มีใครทำเรื่องแบบนั้น เพราะจะเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชนดังนั้น ฝากให้กรมควบคุมโรคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารสร้างความเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ศจย.เป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานพิจารณาทบทวนมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ที่จัดตั้งโดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในการประชุมนำเสนอการขับเคลื่อนเชิงนโยบายการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าฯ เมื่อเร็วๆ นี้ มี คณาจารย์ นักวิชาการ ตลอดจนนักกฎหมาย จากกรมควบคุมโรค เสนอความเห็นเพื่อการคงไว้ซึ่งมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า

“ขอชื่นชม คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ที่มีจุดยืนเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างชัดเจน”

ศ.นพ.รณชัย แสดงความชื่นชม รมว.สาธารณสุข ที่ประกาศจุดยืนชัดเจนเรื่องการต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งที่จะคุ้มครองสุขภาพประชาชนไทย โดยเฉพาะเยาวชนของชาติ

ระลึกชาติ “เจ๊แดง-บุญทรง” คู่กรรม(การเมือง) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387433?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระลึกชาติ “เจ๊แดง-บุญทรง” คู่กรรม(การเมือง)

9 กันยายน 2562 – 09:55 น.
บุญทรง เตริยาภิรมย์,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,เจ๊แดง,เจ๊แดง-บุญทรง,จำนำข้าว,คดีบุญทรง,คดีบุญทรงกับพวก,รัฐบาลยิ่งลักษณ์,เชียงใหม่,วังบัวบาน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 28,956 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ก.ย.62

******************************

เป็นที่แน่ชัดว่า บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ โดนจำคุกเพิ่มอีก 6 ปี รวมเป็น 48 ปี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี พร้อมลงโทษพวกที่ร่วมกันทุจริต มีทั้งรอลงอาญา และจำคุกตั้งแต่ 4-48 ปี ลดหลั่นกันไป รวมทั้งให้ร่วมกันชดใช้เงินกว่า 97 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม “บุญทรง” ได้บอกกับลูกชาย เดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์” ให้ทำหน้าที่ทางการเมืองให้ดีที่สุดตามที่ตั้งใจ และให้มีความเข้มแข็ง

ก่อร่างสร้างพรรค

พลันที่คนไทยได้อ่านข่าว “บุญทรง” ถูกจำคุก 48 ปี คดีทุจริตจำนำข้าว ต่างก็นึกถึง 2 สาวตระกูลชินวัตร เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

บุญทรง ในวันที่รุ่งโรจน์

ปี 2543 “เจ๊แดง” น้องสาวทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นละอ่อนการเมือง เดินสายไปกราบพ่อเลี้ยงณรงค์ พ่อเลี้ยงเมธา ที่เมืองแพร่ ไปอ้อนวอนให้ยงยุทธ ติยะไพรัช ย้ายจาก ปชป.มาสังกัดไทยรักไทย

ในเชียงใหม่ นักการเมืองผู้มากบารมีคือ “เจ้าหนุ่ย” เจ้าธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่ และ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธุ์ จันทรวิโรจน์ ซึ่งอยู่คนละขั้วกัน

ทักษิณ ชินวัตร เห็นน้องสาวมือใหม่ มีประสบการณ์แค่การขายมือถือ ไม่ประสีประสาการเมือง จึงไปคว้าเอาหนุ่มใหญ่รูปหล่อ “เสี่ยฮุก” บุญทรง เตริยาภิรมย์ กรรมการผู้จัดการเบนซ์ช้างเผือก และรองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นผู้ช่วยน้องสาวทำงาน

อีกด้านหนึ่ง บุญทรงที่สวมหัวโขนรองประธานสภา ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของภาคธุรกิจเชียงใหม่ที่เข้ามาในยุคสร้างพรรคไทยรักไทย

แม่ค้าขายมือถือ-พ่อค้าขายเบนซ์ ช่วยกันวางแผนเลือกตั้งเชียงใหม่ โชคดีกระแสนายกฯ คนเมืองติดตลาด เลยลบคำปรามาสละอ่อนการเมืองได้

ก่อร่างสร้างมุ้ง

รัฐบาลไทยรักไทยหลังเลือกตั้ง 2544 “เจ๊แดง” ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลทักษิณชุดแรก แต่ทักษิณก็ยังให้บุญทรงช่วยงานเจ๊แดง ทำหน้าที่ประสานกลุ่ม ส.ส.สายเหนือ จึงเกิดเป็น “มุ้งวังบัวบาน”

บุญทรงยังได้ใช้คอนเนกชั่นสภาอุตสาหกรรมฯ และศิษย์เก่ามงฟอร์ตรุ่น ม.ศ.3 (2518) ช่วยเหลือเจ๊แดงขับเคลื่อนนโยบายพรรคในส่วนภาคเหนือ

เมื่อได้เป็น รมว.พาณิชย์ เพื่อนๆ นักธุรกิจแสดงความยินดี

หลังเลือกตั้ง 2550 สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เวลานั้น “เนวิน ชิดชอบ” ใหญ่ที่สุดในพรรค แม้แต่เจ๊แดงยังต้องหลบ

เมื่อสมัครหลุดจากตำแหน่งนายกฯ เจ๊แดงหักเนวิน ดันสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นนายกรัฐมนตรี และให้บุญทรงตามไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

บุญทรงมีหน้าที่ลักษณะเดียวกับผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ในยุครัฐบาลทักษิณ คือเป็นคนสนิทที่คอยติดตามสมชายไปทุกแห่ง

ก่อร่างสร้างฐานอำนาจ

ไม่เพียงสื่อฝ่ายตรงข้าม “เครือข่ายชินวัตร” จะแอบนินทาบทบาทของบุญทรงที่แนบแน่นกับเจ๊แดง นักการเมืองพรรคเดียวกัน ก็มองด้วยความแปลกใจที่นักธุรกิจหนุ่มหน้าตาดีจะได้รับความไว้ใจจากเจ๊แดงให้เข้านอกออกในเสมือนเลขาฯ ส่วนตัว

ชีวิต 3 พี่น้อง ตระกูลชินวัตร ในต่างแดน

หลังเลือกตั้ง 2554 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เวลาเจ๊แดงผงาด รัฐบาลยิ่งลักษณ์ บุญทรงจึงได้เป็น รมช.คลัง และเมื่อมีการปรับ ครม.ต้นปี 2555 บุญทรงได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์

ผ่านไป 2 ปี ปัญหาโครงการจำนำข้าว สร้างผลสะเทือนทางการเมือง พรรคเพื่อไทยตกเป็นฝ่ายรับ กลุ่มมุ้งต่างๆ ในพรรคเริ่มกดดันอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ปรับ ครม. โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์

บุญทรงตกเป็นเป้าโจมตีทั้งในพรรคและนอกพรรค แต่เจ๊แดงก็ล็อบบี้น้องสาว เจ๊ปู ไม่ได้ปรับบุญทรงออก เพราะเป็นกล่องดวงใจของเจ้าแม่วังบัวบาน แล้วในที่สุดโครงการจำนำข้าวก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่มสลาย

เยาวภา-สมชาย และหลานที่ฮ่องกง

บุญทรงเดินเข้าสู้เส้นทางคดีทุจริตจำนำข้าวพร้อมกับยิ่งลักษณ์ แต่เมื่อถึงวันพิพากษาคดี ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศ

ปลายปีที่แล้ว มีข่าวเจ๊แดงเดินทางออกไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ในห้วงเวลาเดียวกันกับบุญทรง เตริยาภิรมย์ ออกจากเรือนจำมารักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ

ในอดีต ชีวิตการเมืองของบุญทรงฝากไว้กับบารมีของเจ๊แดง แต่หลังจากนี้ ชะตากรรมเจ๊แดง ก็อยู่ที่บุญทรงจะคิดอ่านอย่างไรสำหรับคดีจำนำข้าวภาค