ลดอันดับความน่าเชื่อถือเวียดนาม สาเหตุธนาคาร-รัฐบาลจ่ายหนี้ช้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609828

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 17:40 น.

ลดอันดับความน่าเชื่อถือเวียดนาม สาเหตุธนาคาร-รัฐบาลจ่ายหนี้ช้า

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม บริษัทมูดีส์ (Moody’s Investors Service) ประกาศว่าได้ปรับแนวโน้มด้านการชำระหนี้ของเวียดนามให้ลงมาอยู่ที่ระดับลบ (negative) เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามล่าช้าในการชำระหนี้ แต่ยังคงระดับความสามารถด้านการชำระหนี้ของเวียดนามอยู่ที่ Ba3 เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งช่วยค้ำยันไว้

มูดีส์ชี้ว่า “แนวโน้มเชิงลบสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของความล่าช้าในการชำระหนี้ที่เป็นภาระผูกพันทางอ้อมของรัฐบาล อีกทั้งยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมและมีนัยสำคัญมากขึ้นในการปรับปรุงการประสานงาน และความโปร่งใสในการบริหารหนี้ภายในหน่วยงานภาครัฐ”

โชคดีที่อันดับความสามารถในการชำระหนี้ในเวลานี้ยังคงไว้ที่ Ba3 เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่ง ทำให้เวียดนามยังมีความสามารถที่จะรองรับภาวะช็อคทางการเงินได้ รวมถึงผลกระทบจากสงครามการค้า

เพียงหนึ่งวันหลังจากนั้น มูดีส์ยังประกาศปรับลดความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้ของธนาคาร 15 แห่งจากทั้งหมด 18 แห่งของเวียดนามลงมาอยู่ที่ระดับติดลบเช่นกัน ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีภาพลักษณ์ที่ไม่สู้ดีนักในด้านการชำระหนี้

หลังจากที่มูดีส์ปรับลดความน่าเชื่อถือของเวียดนาม กระทรวงการคลังของเวียดนามจึงมีแถลงการณ์ว่า รัฐบาลเวียดนามยืนยันที่จขะชำระหนี้ตามกำหนดทั้งกับหุ้นส่วนการพัฒนาและกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และในการนี้นายกรับมนตรียังได้สั่งการให้กระทรวงการคลังใช้ทรัพยากรที่มีเพื่อนำไปชำระหนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของเวียดนาม

ด้านสำนักข่าว VN Express รายงานว่า หน่วยงานเฉพาะกิจของนายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุก แห่งเวียดนามได้สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาต้องพิจารณาตนเอง เพราะเป็นเหตุให้เวียดนามทั้งประเทศถูกบริษัทมูดีส์ ลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้

ฝรั่งเศสนับวันยิ่งอยู่ยาก คนเอเชียถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609790

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 12:27 น.

ฝรั่งเศสนับวันยิ่งอยู่ยาก คนเอเชียถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน

สำนักข่าว AFP  รายงานว่า คนเอเชียที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านและการถูกทำร้าย แต่พวกเขากลับถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการเหลียวแลจากทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคนในสังคม

หนึ่งในนั้นคือ หมิง ซึ่งเล่าว่าขณะที่เธอกำลังขึ้นรถบัสในเขตชานเมืองของปารีส ในเขตวาล – เดอ – มาร์น มีชายสวมหน้ากากพยายามฉีกกระเป๋าถือของเธอ เมื่อเธอขัดขืนคนร้ายก็ทุ่มเธอลงไปที่พื้นและทุบตีเธอจนหมดสติ

หมิงกระดูกหักถึง 2 แห่งและยังหวาดกลัวอย่างหนักจนไม่สามารถทำงานเป็นเวลาสามสัปดาห์ นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เดียวเท่านั้น ยังมีชาวเอเชียทั้งชายและหญิงอีกเป็นจำนวนมากถูกทำร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ในฝรั่งเศส

นักรณรงค์กังวลว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ความรุนแรงที่มีเป้าหมายที่คนเชื้อสายเอเชีย โดยมีสาเหตุมาจากการเหยียดเชื้อชาติ และความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวฝรั่งเศสว่าจะต้องเป็นคนรวย

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นคนรวย หมิง บอกเล่าเรื่องราวนี้โดยใช้นามแฝงเพราะเธอยังคงกลัวเรื่องความปลอดภัยของเธอ เธอเผยว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นกระเป๋าของเธอถูกชิงไปแม้ว่ามันจะมีเงินแค่สองสามยูโรและบัตรประจำตัวประชาชนของเธอเท่านั้น แต่เธอถูกทำร้ายอย่างหนักทั้งร่างกายและจิตใจ หญิงเอเชียวัย 41 ปีบอกว่าเธอพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชนะคนร้าย เพราะรู้สึกโกรธและรู้สึกสิ้นหวัง

“ทำไมต้องเป็นฉัน? ฉันไม่มีเงินเลย ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีอะไรเลย ทำไมถึงต้องทำรุนแรงแบบนี้”

การทำร้ายคนเอเชียกลายเป็นที่สนใจของสังคมขึ้นมา หลังการเสียชีวิตของช่างตัดเสื้อชื่อ จางเฉาหลิน ทางตอนเหนือของปารีสในปี 2559

จาง วัย 49 ปี คุณพ่อของลูกวัยสองขวบ กำลังเดินทางไปยังร้านอาหารในย่านชานเมืองของปารีส แต่ขณะนั้นเองเขาถูกวัยรุ่นสองคนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิต ทั้งๆ ที่จางมีของติดตัวแค่สายชาร์จโทรศัพท์กับขนมหวาน คนร้ายถูกจำคุกในปี 2561

การโจมตีคนเอเชียมักมุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวชาวจีนและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในเขตชานเมืองของฝรั่งเศส แต่กรณีของจางทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อผู้ประท้วงที่เรียกร้องให้มีการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในเอเชียในชุมชนฝรั่งเศสที่ยากจน

“เพราะการตายของเฉาหลิน เราจึงตระหนักว่ามีปัญหาเรื่องนี้ แต่คาดไม่ถึงว่าจะรุนแรงถึงขนาดนี้” ซุนไหลตันโฆษกกลุ่ม Security for Everyone กลุ่มชุมชนในเขตวาล – เดอ – มาร์น กล่าว

เนื่องจากฝรั่งเศสห้ามเก็บสถิติเกี่ยวกับเชื้อชาติ จึงไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการโจมตีต่อคนเชื้อชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นแต่ผู้รณรงค์บอกว่าพวกเขาเริ่มเห็นแนวโน้มการโจมตีคนเอเชียเป็นพิเศษ และเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมักเป็นผู้หญิงหรือผู้สูงอายุ ผู้ลงมือจะจับตาเป้าหมายตามท้องถนน จากนั้นติดตามมาถึงพื้นที่ลับตาแล้วค่อยถูกโจมตี

“เหยื่อตกเป็นเป้าหมายเพราะพวกเขาเป็นชาวเอเชีย” ซุนไหลตันกล่าวและย้ำว่า “ไม่ต้องสงสัยเลย” ว่าการโจมตีนั้นมีสาเหตุมูลฐานมาจากการเหยียดเชื้อชาติ

การที่ฝรั่งเศสไม่เก็บข้อมูลโดยการแบ่งแยกเชื้อชาติในคดีอาชญากรรม ทำให้ตำรวจเพียงแค่รับคดีไปเท่านั้นแบะบันทึกแบบกว้างๆ ไม่ได้ระบุเจาะจง โดยตำรวจบันทึกว่ามีการทำร้าย 114 ครั้งระหว่างเดือนพฤษภาคม 2561  – พฤษภาคม 2562 ซึ่งเท่ากับว่าทีการโจมตีคนเอเชีย 1 ครั้งทุกๆ 3 วันส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่วาล – เดอ – มาร์น

แต่นักรณรงค์กลัวว่าปัญหาจะแพร่หลายและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ยังเพิกเฉยต่อการเหยียดเชื้อชาติแบบนี้

หลายคนที่ถูกทำร้ายไม่ได้แจ้งความ อีกทั้งยังกลัวการล้างแค้นจากคนร้าย นอกจากนี้บางคนยังอายหรือเพราะไม่มีใบอนุญาตให้อาศัยอย่างถูกต้อง

“การติดต่อกับคนที่ถูกทำร้ายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ทราบว่าคนอื่นกำลังถูกทำร้ายเหมือนกัน” เลติเชีย ชิว หัวหน้าสมาคมเยาวชนจีนในฝรั่งเศส (AJCF) กล่าว

โรแบร์ ณ จำปาศักดิ์ (Robert Na Champassak) กล่าวว่าเขาได้เข้าร่วม Security for Everyone ซึ่งช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในการต่อสู้ทางกฎหมาย และนำคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้แก้ปัญหานี้

แม่วัย 64 ปีของโรแบร์ ณ จำปาศักดิ์  เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองแตก 18 วันหลังจากถูกทำร้ายในระหว่างทางไปเรียนเต้นในปี 2560

ในขณะที่แพทย์ไม่ได้ทำการเชื่อมโยงสาเหตุระหว่างการโจมตีและโรคหลอดเลือดสมอง แต่โรแบร์ ณ จำปาศักดิ์ เชื่อมั่นว่าการถูกทำร้ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของแม่ทรุดลง

“แม่ของผมชอบการใช้ชีวิต แต่หลังจากการโจมตีแม่ไม่อยากที่จะออกไปข้างนอก แม่ไม่เหมือนเดิมอีก” โรแบร์ ณ จำปาศักดิ์ กล่าว

เมื่อสำนักข่าว AFP สอบถามความคิดเห็นตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักเทศบาลเมืองกล่าวว่าพวกเขาติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด

อัยการของเขตวาล – เดอ – มาร์น อธิบายว่าพวกเขาดำเนินคดีการเหยียดเชื้อชาติให้มากเท่าที่พวกเขาจะทำได้ โดยมีถึง 19 คดีจาก 22 กรณีการทำร้ายร่างกายคนเอเชียที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม

เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งกล่าวว่าการทำร้ายประชาชนชาวเอเชียอาจเป็นธรรมเนียมในการพิสูจน์ตัวเองก่อนที่จะเข้าแก๊ง และพวกสมาชิกแก๊งที่เป็นเยาวชนเชื่อว่าชาวเอเชียมักจะมีเงินจำนวนมาก

ตำรวจนายนี้ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ แต่เสริมว่า “สำหรับพวกเขา (สมาชิกแก๊ง) มันเป็นเกมการเดิมพันอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้บ่อยครั้งการทำร้ายมีความรุนแรงมาก”

อย่างไรก็ตาม เลติเชีย ชิว หัวหน้าสมาคมเยาวชนจีนในฝรั่งเศส (AJCF) กล่าวว่า ตอนนี้มีความคืบหน้าขึ้นมาแล้ว โดยจะเปิดตัวโครงการนำร่องในโรงเรียนทั่วภูมิภาคปารีส เพื่อทำลายทัศนคติการเหยียดเชื้อชาติโดยจัดขึ้นร่วมกับสมาคม SOS Racism

แต่นักรณรงค์รู้สึกไม่พอ และผลักดันให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นติดตั้งกล้องวงจรปิดและติดตามผู้กระทำผิด

“การป้องกันเป็นสิ่งจำเป็น แต่การจับกุมและพิจารณาคดีคนร้ายก็มีความสำคัญต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน” ซุนไหลตัน กล่าว

แปลและเรียบเรียงจาก Anti-Asian assaults a ‘neglected’ plight in France โดยสำนักข่าว AFP

เงินบาทแข็งพ่นพิษ มาสด้าเตรียมย้ายการผลิตกลับญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609782

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 10:08 น.

เงินบาทแข็งพ่นพิษ มาสด้าเตรียมย้ายการผลิตกลับญี่ปุ่น

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า บริษัทมาสด้า มอเตอร์ (Mazda Motor) จะพิจารณาย้ายฐานการประกอบรถยต์บางรุ่นจากประเทศไทยกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น

Nikkei เผยสาเหตุว่าเป็นเพราะบริษัทต้องแบกรับต้นทุนจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดรถยนต์ในไทยที่ซบเซาลง ทำให้ผลกำไรของบริษัทได้รับผลกระทบไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตหลักของบริษัทมาสด้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในปีนี้เงินบาทเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าต่อเงินเหรียญสหรัฐมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยในปีนี้แข็งค่าขึ้นมาถึง 8% ส่วนสกุลเงินที่แข็งค่ามากที่สุดคือรูเบิลของรัสเซีย หากวัดในแง่ภูมิภาค เงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในเอเชีย

การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก อันป็นพลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก และทำให้ความต้องการสินค้าไทย หรือสินค้าที่ผลิตจากไทยลดลง เช่นรถยนต์ โดยล่าสุดทำให้ตัวเลขส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปต่างประเทศลดลงถึง 19.25% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากการเปิดเผยของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ขณะเดียวกันยดขายรถยนต์ในประเทศไทยก็ลดลง 16.2% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คาดว่ายอดขายรถยนต์ตลาดในประเทศจะหดตัวลงถึง 3.8% ในปีนี้

มอสโกเจออากาศ “อบอุ่น” สุดในรอบ 133 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609773

  • นที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 19:02 น.

มอสโกเจออากาศ "อบอุ่น" สุดในรอบ 133 ปี

กรุงมอสโกเจออากาศอบอุ่นอย่างผิดปกติที่สุดในรอบ 133 ปี ทำดอกไม้บานผิดฤดู

รอยเตอร์รายงานว่า กรุงมอสโกเผชิญสภาพอากาศอบอุ่นอย่างผิดปกติที่สุดในรอบ 133 ปี โดยการเปิดเผยของ Elena Vosolyuk จากศูนย์พยากรณ์อากาศ FOBOS weather center ระบุว่า เมื่อคืนวันพุธที่ 18 ธ.ค. ที่ผ่านมา กรุงมอสโกวัดอุณภูมิได้ที่ 6 องศาเซลเซียส แตกต่างจากปกติที่ในช่วงกลางเดือนธันวาคม กรุงมอสโกจะต้องมีอุณหภูมิติดลบ และปกคลุมด้วยไปด้วยหิมะขาวโพลน

อุณภูมิที่อบอุ่นอย่างผิดปกตินี้ ส่งผลให้บรรดาดอกไม้หลากชนิดในสวนพฤกษศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติมอสโก ออกดอกผลิบานอย่างผิดฤดูกาลเนื่องจากสภาพอากาศที่อบอุ่น จึงทำให้ดอกไม้นานาพรรณเข้าใจผิดว่าถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้ว

กรุงมอสโกยังคงไร้หิมะและอุณหภูมิติดลบแม้เข้ากลางเดือนธันวาคม

จากสถิติพบว่าครั้งล่าสุดที่กรุงมอสโกมีอุณหภูมิสูงกว่า 5.3 องศาคือเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมในปี 1886 ขณะที่อุณหภูมิโดยปกติของมอสโกในช่วงนี้ควรอยู่ที่ราว -2 ถึง -6 องศา สภาพที่อบอุ่นผิดปกติทำให้ชาวมอสโกรายหนึ่งถึงกับบอกว่า “นี่ไม่ใช่ฤดูหนาวของเรา .. มันมาจากที่อื่น”

Photo : AFP

อิตาลีจ่อปิดสายการบินแห่งชาติกลางปีหน้า หากไม่มีเอกชนเข้าซื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609770

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 18:15 น.

อิตาลีจ่อปิดสายการบินแห่งชาติกลางปีหน้า หากไม่มีเอกชนเข้าซื้อ

“รัฐบาลจะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนอุ้มสายการบิน Alitalia อีกต่อไป”

รอยเตอร์รายงานว่า นาย Stefano Patuanelli รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของอิตาลีเผยว่า สายการบิน Alitalia ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอิตาลี อาจต้องเผชิญการปิดตัวลงในช่วงกลางปี 2020 หากยังไม่มีนักลงทุนใดเข้าซื้อกิจการ

นาย Patuanelli กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่ใช้เงินภาษีประชาชนอุ้มสายการบิน Alitalia อีกต่อไป คำกล่าวของรมว.อิตาลีมีขึ้นหลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาเพิ่งลงนามอนุมัติเงินกู้จำนวน 400 ล้านยูโร อุ้มสถานะสายการบินแห่งชาติที่กำลังประสบภาวะขาดทุนถึงเฉลี่ยวันละ 2 ล้านยูโร

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิตาลียังกล่าวอีกว่า แม้จะมีนักลงทุนหลายรายให้ความสนใจเข้าซื้อกิจการสายการบิน Alitalia แต่ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงใดๆ ซึ่งหากพบว่าถึงกลางปี 2020 ยังไม่มีใครเข้าซื้อกิจการ สายการบิน Alitalia เสี่ยงที่จะต้องถูกปิด

อย่างไรก็ดี นอกจากรัฐบาลจะให้เงินอุ้มสายการบินแล้ว ทางสายการบินกำลังอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานของสายการบิน ได้ออกมาเดินขบวนใจกลางกรุงโรมเพื่อประท้วงนโยบายปลดพนักงาน และแสดงจุดยืนคัดค้านการเข้าซื้อกิจการของภาคเอกชน

นักวิเคราะห์คำนวนว่า สายการบิน Alitalia ซึ่งเคยผ่านการกู้ชีพทางการเงินครั้งใหญ่มาแล้ว 2 ครั้งในปี 2008 และ 2014 ได้ถลุงเงินภาษีของประชาชนอิตาลีไปแล้วประมาณ 9 พันล้านยูโร

เวนิสวิกฤตอีกรอบ น้ำท่วมเมืองบางจุดสูงถึง 46 นิ้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609762

  • นที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 16:55 น.

เวนิสวิกฤตอีกรอบ น้ำท่วมเมืองบางจุดสูงถึง 46 นิ้ว

อิตาลีเจอฝนกระหน่ำ เตือนภัยอากาศเลวร้าย 14 ภาคทั่วประเทศ นครเวนิสน้ำท่วมเมืองบางจุดสูง 46 นิ้ว

Repubblica และ Agi สื่อท้องถิ่นของอิตาลีรายงานว่า ช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นที่นครเวนิส ระดับน้ำหนุนสูงเข้าท่วมเมืองอีกระลอกในรอบเดือน โดยจากข้อมูลของศูนย์พยากรณ์อากาศรายงานว่าเมื่อเวลา 07.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่บริเวณ Punta Salute ใกล้มหาวิหารSanta Maria della Salute วัดระดับน้ำได้สูงถึง 119 ซม. หรือราว 46 นิ้ว เช่นเดียวกับที่ Burano เกาะขนาดเล็กนอกเมืองเวนิส ก็วัดระดับน้ำได้สูงถึง 119 ซม. ขณะที่แนวชายฝั่ง Lido di Venezia นอกเมืองเวนิส วัดระดับน้ำได้สูงสุดที่ 111 ซม.

อย่างไรก็ดี ศูนย์พยากรณ์อากาศอิตาลีคาดว่าในวันพรุ่งนี้ ( 22 ธ.ค.) ระดับน้ำในเมืองเวนิสจะสูงขึ้นกว่านี้ รวมถึงลมพายุพัดชายฝั่ง โดยคาดว่าบางส่วนของนครลากูนแห่งนี้อาจมีระดับน้ำสูงได้ถึง 125-135 เซนติเมตร

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นครเวนิสเผชิญกับระดับน้ำท่วมสูงที่สุดในรอบถึง 53 ปี สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในจัตุรัสเซนต์มาร์ก รวมทั้งตรอกซอกซอยต่างๆ จมอยู่ใต้น้ำ

ขณะเดียวกันกรมคุ้มครองพลเรือนอิตาลี ได้ออกประกาศเตือนภัยระดับสีส้มไปยัง 14 ภูมิภาคทั่วประเทศ เตรียมรับมือกับสภาพอากาศเลวร้าย โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือของประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงเจอฝนตกหนัก พายุฟ้าคะนอง ส่วนภาคใต้ของประเทศให้เฝ้าลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ มีรายพบผู้เสียชีวืตแล้ว 1ราย จากเหตุฝนตกหนักที่แคว้นฟรีอูลี-เวเนเซียจูเลีย ทางเหนือของประเทศ

Photo : La Repubblica

เครนก่อสร้าง อันตราย!กทม.นำร่องรักษาความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครนก่อสร้าง อันตราย!กทม.นำร่องรักษาความปลอดภัย

27 สิงหาคม 2562 – 08:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เครนก่อสร้าง,อันตราย
เปิดอ่าน 1,391 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘กรุงเทพมหานคร’ หรือ กทม.ของเราเวลานี้มีเครนก่อสร้างมากมาย และที่ผ่านมาเกิดเครนล้มจากพายุฝนหรืออุบัติเหตุทำให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

ที่แรกก็จะมีการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยกันอย่างขึงขัง แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเหมือนไฟไหม้ฟาง

จนมาวันก่อนทางกทม.หยิมยกเรื่องเครนก่อสร้างหรือปั้นจั่นหอสูงขึ้นมาเพื่อพิจารณาว่าทำอย่างไรจะทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

จึงขอสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่และขอให้ทำกันอย่างจริงจังไม่ใช่เป็นข่าวแล้วเงียบหายไปเพราะมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก

สรุปความได้ว่าวันที่ 5-6 กันยายนนี้ สำนักการโยธา กทม.และทั้ง 50 เขตจะตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของเครนก่อสร้างหรือปั้นจั่นโครงการต่างๆ แบบยกเครื่องใหม่

ไม่ใช่ตรวจสอบอย่างเดียวแต่จะจัดให้เจ้าหน้าที่ไปแนะนำการใช้งานการควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งต่อไปอันตรายจะลดน้อยลงหรืออาจจะไม่มีเลย

‘อุบัติเหตุ’ ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจึงขอให้จำไว้ว่า ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ เป็นดีที่สุด

ขอให้กทม.เอาใจใส่ดูแลเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ไว้ก่อน
อ๊อด เทอร์โบ

 

ตัดสินใจว่าเลือกไปทางไหนดี
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘มานะพล’ นครปฐม เกี่ยวกับเรื่องสบายๆ เกี่ยวกับความเจริญพัฒนาของจีนกับญี่ปุ่นในเรื่องรถไฟแม่เหล็ก ซึ่งทำความเร็วได้อย่างเหลือเชื่อ

อันที่จริงกรณีนี้ผมได้ทราบเรื่องจากเว็บไซต์ของ CNN แล้วและขอเป็นสื่อกลางนำมาเรียนให้ทราบอีกครั้งว่าชาวบ้านที่เริ่มมีรถไฟมาเท่าๆ กับเรา-เขาไปถึงไหนแล้ว

เชื่อว่าต่อไปความเร็วของรถแม่เหล็กจะไม่หยุดลงแค่นี้แน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ

 

จีนก้าวไกลไปอีกแล้ว
รถไฟแม่เหล็กเวอร์ชั่น 5

ผมได้ติดตามข่าวรถไฟหัวกระสุนพลังแม่เหล็กรุ่นใหม่ของจีน ที่ใกล้ความจริงเข้าไปอีกก้าว ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเซี่ยงไฮ้ไปปักกิ่ง รถไฟความเร็วสูง 5 ชั่วโมง, เครื่องบิน 4 ชั่วโมง (รวมขั้นตอนตรวจความปลอดภัย), รถไฟแม่เหล็ก 3 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะสถานีรถไฟอยู่กลางเมือง ตะลึงทั้งญี่ปุ่น เยอรมนี โดยเฉพาะอเมริกา

ขบวนรถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟ ใช้ระบบแรงยกตัวของแม่เหล็กไฟฟ้า ขบวนรถลอยตัวเหนือรางวิ่งแทนการใช้ล้อ รุ่นต้นแบบของโครงการ เผยโฉมหน้าออกจากโรงงานประกอบในเมืองชิงเต่า มณฑลชานตง ทางภาคตะวันออกของจีน

รถไฟแม็กเลฟของจีน ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทไชน่า เรลเวย์ โรลลิ่ง สต็อก คอร์ปอเรชั่น หรือ ซีอาร์อาร์ซี ของรัฐบาล ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์รถไฟโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่าแม็กเลฟรุ่นนี้จะผลิตออกวิ่งให้บริการผู้โดยสารอย่างเป็นทางการในปี 2564 หลังการทดสอบอย่างเข้มข้น รถไฟหัวกระสุนแม็กเลฟเวอร์ชั่นจีน จะช่วยปรับเปลี่ยนรูปโฉมการเดินทางสัญจรของประเทศโดยสิ้นเชิง และเติมช่องว่างระหว่างการเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงกับเครื่องบินโดยสาร

ยกตัวอย่างการเดินทางระหว่าง 2 เมืองขนาดใหญ่สุดของจีนคือ กรุงปักกิ่งกับนครเซี่ยงไฮ้ หากรวมเวลาการเตรียมตัวหรือรอ ก่อนออกเดินทาง ต้องใช้เวลารวม 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับเครื่องบิน และประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่งสำหรับรถไฟความเร็วสูง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่แม็กเลฟจะใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง เครื่องบินโดยสารใช้ความเร็วประมาณ 800–900 กม./ชม. ส่วนรถไฟความเร็วสูงในปัจจุบันวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. แม็กเลฟของจีนไม่ใช่รถไฟแบบแรกที่วิ่งด้วยความเร็วถึง 600 กม./ชม. เมื่อออกวิ่งทดสอบ เนื่องจากรถไฟแม็กเลฟของญี่ปุ่นเคยทำสถิติไว้ที่ 603 กม./ชม. ระหว่างการทดสอบวิ่งที่เมืองยามานาชิ เมื่อปี 2558 ทำสถิติโลกใหม่ ญี่ปุ่นกำลังพัฒนารถไฟแม็กเลฟรุ่นใหม่ “ชูโอะ ชินคันเซ็น” ที่คาดว่าจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 500 กม./ชม. และตามแผนจะนำออกวิ่งบนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงโตเกียว–นาโงย่า ปี 2570 คาดว่าจะลดเวลาการเดินทางโดยรถไฟ ระหว่าง 2 เมืองลงครึ่งหนึ่ง

ท่านตัดสินใจว่าจะเดินทางโดยเครื่องบินหรือรถไฟดีครับ
มานะพล (นครปฐม)

p32

ฮ่องกง : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385309?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกง : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

27 สิงหาคม 2562 – 08:00 น.
กระดานความคิด,ฮ่องกง
เปิดอ่าน 3,769 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ถามกันว่า ฮ่องกงที่กำลังมีการประท้วงกันมาหลายเดือนนั้นจะลงเอยอย่างไร จีนจะปราบปรามแบบ “เทียนอันเหมิน” ไหม ฮ่องกงจะแยกตัวออกจากจีนไหม บางคำถามผมตอบได้ บางคำถามตอบไม่ได้ ที่ตอบได้แน่ๆ คือ ฮ่องกงเป็นรอยแผลใหญ่รอยแรกที่จักรวรรดิบริเตน หรืออังกฤษ กรีดลงบนหัวใจคนจีนผู้รักชาติและภูมิใจในอารยธรรมอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่

ฮ่องกงนั้นประกอบด้วยสามเขตย่อย คือ เกาะฮ่องกง คาบสมุทรเกาลูน และอาณาบริเวณใหม่ หรือ New Territory ที่อยู่เหนือเกาลูนลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่

เกาะฮ่องกงเสียให้แก่อังกฤษปี 1842 ตรงกับรัชกาลที่ 4 อังกฤษลักลอบส่งฝิ่น ยาเสพติดร้ายแรงจำนวนมหาศาลเข้ามาขายในจีน ผิดกฎหมายของจีนอย่างโจ่งแจ้ง อังกฤษซึ่งสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเคารพหลักนิติธรรมเอาเข้าจริง ต้องการแต่เงิน ไร้ยางอาย มองไม่เห็นคนจีนที่เสพฝิ่นติดฝิ่นเป็นเพื่อนมนุษย์ และฝรั่งอีกชาติหนึ่ง คืออเมริกา ดินแดนเสรีประชาธิปไตย ก็ส่งฝิ่นจากตุรกีเข้ามาขายในจีนเป็นล่ำเป็นสันเช่นกัน เศรษฐีฝิ่นชาวอเมริกันที่ร่ำรวยมากคนหนึ่งก็คือปู่ทวดของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี โรสเวลท์ นั่นเอง

ตกปี 1839 รัฐบาลจีนทนเห็นคนเรือนล้านของตนติดฝิ่นงอมแงมต่อไปไม่ไหว จับกุมฝรั่งที่ลักลอบนำเข้าฝิ่น หรือขายฝิ่น อย่างเด็ดขาด เผาทำลายฝิ่นทิ้งมหาศาล เป็นเหตุนำมาสู่สงครามฝิ่นที่รบกับจีนเกือบสามปี จบลงในปี 1842 ด้วยความพ่ายแพ้อดสูของฝ่ายจีน

หลังสงครามฝิ่นก็ยังนำเข้าและขายได้ต่อไป แถมจีนต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และต้องยอมเปิดเมืองท่าให้ตะวันตกค้าขายอย่างเสรี ยอมทำสนธิสัญญาไม่เสมอภาค อธิบายว่า คนอังกฤษหรือบริเตนที่ทำผิดในประเทศจีน จากนี้ไปไม่ต้องชำระด้วยกฎหมายจีน ไม่ต้องไปขึ้นศาลจีน ซึ่งก็คล้ายกับสนธิสัญญาบาวริ่งที่อังกฤษบีบให้สยามเซ็นในปี 1885 ที่น่าสนใจคือ ก็เซอร์จอห์น บาวริ่ง ที่มาเซ็นกับสยามนั้น คือข้าหลวงปกครองเกาะฮ่องกงของจักรวรรดิบริเตนนั่นแหละ สรุปว่าเราเซ็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับฝรั่งหลังจีนราวสี่สิบปีครับ

จากนั้นในปี 1860 จีนที่อ่อนแอก็ถูกอังกฤษผู้ก้าวร้าวยึดเกาลูนไปรวมกับเกาะฮ่องกง และในปี 1898 ตรงกับรัชกาลที่ 5 จีนที่ยังตกต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้งไว้ได้ ก็ต้องยก New Territory ให้แก่อังกฤษผู้ยิ่งใหญ่แต่หยาบกร้านไปอีก จีนเจียนอยู่เจียนไป ถูกยึดดินแดนนั้น เสียดินแดนนี้ ไปเรื่อยๆ และตั้งแต่ปี 1937 ญี่ปุ่น ชาติซึ่งเคยรับเอาศาสนาและอารยธรรมมาจากจีนมาเป็นพันปี ก็ก่อสงครามใหญ่และยึดดินแดนฝั่งตะวันออกของจีนได้หมด

หากไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างไม่กลัวตาย ไม่กลัวแพ้ และไม่มีวันยอมจำนน และรวมประเทศได้สำเร็จเมื่อปี 2492 ป่านนี้แล้ว ฮ่องกงก็ยังคงเป็นอาณานิคมอังกฤษ คนฮ่องกงนั้นไม่เคยมีสิทธิในการเลือกตั้งตลอดเวลาอันยาวนานที่ฝรั่งปกครอง และผู้ว่าราชการ หรือข้าหลวงใหญ่ที่ปกครองฮ่องกงนั้น ถูกส่งมาจากลอนดอนโดยไม่เคยไถ่ถามว่าคนพื้นที่นั้นรู้จักไหม ชอบไหม รับได้ไหม การจลาจลหรือประท้วงหากเกิดขึ้น ก็จะถูกบรรดาตำรวจของอาณานิคมจัดการอย่างรวดเร็ว บางครั้งรุนแรงเสียด้วย

น่าแปลกใจที่ผู้ประท้วงรุ่นหนุ่มสาวในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่รู้ ไม่ซึมซับเลยว่าการเกิดขึ้นของอาณานิคมฮ่องกงนั้นคือ ความอัปยศของชาติจีน

ยิ่งกว่านั้น พวกเขายกย่องบูชาความคิดและสถาบันของฝรั่งไม่ว่าฝรั่งอังกฤษหรือฝรั่งอเมริกา โดยไม่จำอดีตอันละโมบ ก้าวร้าว หยามเหยียด ของพวกเขา เสียเลย ความคิดฝรั่งนั้นว่าไปเหมือนเหรียญสองด้าน นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญด้านลบ และผมไม่แน่ใจว่าด้านไหนใหญ่กว่าด้านไหน ด้านไหนจริงกว่ากัน ด้านไหนกำหนดด้านไหนกันแน่

ผมยังตอบได้อย่างแน่ใจว่า จีนจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตาม ทำการนานแค่ไหนก็ตามใช้วิธีการอะไรก็ตาม มาชักนำฮ่องกงให้แยกตัวออกไปเป็นอันขาด อย่าลืม : คนจีนหลายล้านคนทั่วประเทศ ได้หลั่งเลือดพลีชีพตั้งแต่ปี 1911 จนถึง 1949 และหลังจากนั้นยังทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงปี 1984 จึงเห็นวันเวลาที่ฮ่องกงจะกลับคืนมา และก็ด้วยความเพียรพยายามของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นพิเศษนั่นเอง ที่ทำให้อังกฤษยอมคืนฮ่องกงทั้งสามเขตย่อยให้กลับสู่มาตุภูมิในปี 1997 ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงนั้นอยากอยู่จนได้เห็นฮ่องกงกลับคืนมา น่าเสียดาย ท่านถึงแก่อสัญกรรมไม่กี่เดือนก่อนที่ธงยูเนียนแจ็กของบริเตนจะถูกเชิญลง และธงห้าดาวของจีนจะถูกเชิญขึ้นไปแทน

สุดท้าย ผมไม่อาจบอกได้ครับว่าจีนจะใช้หรือไม่ใช้ความรุนแรงมาสยบการประท้วงและการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจีนจะไม่ส่งกองทัพเข้าฮ่องกง จะไม่ใช้ความรุนแรงแบบ “เทียนอันเหมิน” มาเป็นคำตอบ

ความยืดเยื้อ ความอดกลั้น อาจจะเป็นการปูทางลงให้การเคลื่อนไหวยุติได้ หวังว่าจีนจะรอบคอบ ทำอะไรที่ควรทำ และไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ ส่วนตัวแล้วผมอยากเห็นฮ่องกงกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีของคนไทยและคนทั้งโลกต่อไปครับ

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

27 สิงหาคม 2562 – 07:13 น.
เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,173 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2562

กับข้อวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล ในทำนอง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” พร้อมกันนั้นก็ยังท้วงติงรัฐบาลเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลได้แถลงยืนยันว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการกระตุ้นในระยะสั้น ต้องการพยุงให้จีดีพีปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี เป็นมาตรการที่ครอบคลุมหลายภาคส่วนและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องศึกษาเนื้อหาของชุดมาตรการให้ละเอียด ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาในระยะยาวจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ วิธีคิดและการทำงาน

    มาตรการที่รัฐบาลออกมานี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การส่งออก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชะลอตัว เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไทยน้อยลง ขณะที่ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องยังส่งผลทางลบต่อกำไรในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทำให้รายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง ซึ่งรัฐบาลคาดหมายว่า การบริโภคภายในประเทศก็จะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปีก่อน

 โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ความรุนแรงของสงครามการค้าที่อาจเพิ่มระดับมากขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจมีมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นทราบกันดีอยู่แล้ว และรัฐบาลเองก็กำลังใช้มาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงภายในก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองที่ยังไม่นิ่งพอ เพราะรัฐบาลเองก็มีปัญหาไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะสภาพเสียงสนับสนุนในสภาแบบปริ่มน้ำ อีกทั้งการผลักดันนโยบายของรัฐบาลก็จะทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะจำนวนเสียงสองฝ่ายใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้าออกไปถึงต้นปีหน้า ก็อาจจะกระทบต่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐในไตรมาสสุดท้าย

   สงครามการค้าและความผันผวนทางเศรษฐกิจ คงจะไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะรับมือให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมืองที่ควรจะเน้นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่เล่นบทบาทของฝ่ายแค้น ที่มุ่งเน้นไปที่การโค่นล้มเสียมากกว่า ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสในการผลักดันนโยบาย ความร่วมมือในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนราชการก็ต้องเร่งเรื่องการเบิกจ่ายไม่เกียร์ว่าง ในด้านของภาคเอกชน ภาคประชาชนนั้นก็สามารถช่วยเหลือให้ประเทศไทยฝ่าฟันมรสุมครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็คือการบริโภคภายในประเทศ เช่นการท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อหา เพื่อให้กระแสเงินหมุนเวียนหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างดี ก็น่าจะผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้

ระวัง…ขาย-จำนำรถติดไฟแนนซ์..เสี่ยงยักยอกทรัพย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง…ขาย-จำนำรถติดไฟแนนซ์..เสี่ยงยักยอกทรัพย์

26 สิงหาคม 2562 – 10:35 น.
จำนำรถ,ไฟแนนซ์,ยักยอกทรัพย์,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 3,077 ครั้ง

คอลัมน์…สายตรวจระวังภัย  

ปัจจุบันมีรถยนต์ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งรถใหม่ป้ายแดง และรถใช้แล้ว หรือรถมือสอง เพราะตลาดมีความต้องการ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมมีรถทันทีเมื่อเรียนจบและเริ่มทำงาน

ทว่ากลุ่มธุรกิจรถมือสอง หรือเต็นท์รถมือสอง ที่ดำเนินธุรกิจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จัดไฟแนนซ์ ถูกมองกว่าเป็นธุรกิจที่ภาพลักษณ์ไม่ดี เพราะมีปัญหาเรื่องหลอกลวง ย้อมแมวขาย หรือเป็นแหล่งฟอกเงินต่างๆ นานา แม้จะไม่ได้เหมารวมทุกเต็นท์ แต่ก็มีปัญหาให้เห็นอยู่เป็นระยะ

สอดคล้องกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีเจ้าของเต็นท์รถมือสองกว่า 20 เจ้า รวมตัวกันร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจกองปราบฯ เนื่องจากถูก “เจ๊ดา” อดีตเซลส์ขายรถ สร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกซื้อรถทีละหลายคัน แต่เมื่อโอนเงินแล้วกลับหายเงียบ สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

น.ส.จันทรา ประชาชาติ อายุ 36 ปี เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสองย่านศรีนครินทร์ พร้อมบรรดาเจ้าของเต็นท์รถมือสองกว่า 20 เจ้า ที่ตกเป็นเหยื่อของ นางรวยศิริ อายุ 41 ปี หรือ “เจ๊ดา” ที่ฉ้อโกงโดยหลอกซื้อรถยนต์รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นำหลักฐานสลิปการโอนเงิน และแชทพูดคุย เข้าพบ พ.ต.ท.ชนินธร ง่วนสน สารวัตรงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อให้ช่วยติดตามตัว “เจ๊ดา” มาดำเนินคดี

เหยื่อสาวรายนี้ บอกว่า รู้จักกับ “เจ๊ดา” ซึ่งเป็นอดีตเซลส์ขายรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่ง ที่ผันตัวมาเป็นนายหน้าขายรถยนต์จากโชว์รูมให้เจ้าของเต็นท์รถมือสอง โดยติดต่อกันผ่านกลุ่มในแอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อ-ขายรถมือสอง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองมาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ซึ่งระยะแรก “เจ๊ดา” มีเครดิตดี เป็นที่เชื่อถือของกลุ่มผู้ค้า ไม่เคยมีทีท่าว่าจะหมุนเงินไม่ทัน

“กระทั่งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มมีเหยื่อบางรายโอนเงินซื้อรถยนต์แล้วไม่ได้รับรถ หรือได้รับแต่ไม่ได้เลขทะเบียน เหยื่อบางรายถูกหลอกให้ซื้อรถยนต์คันเดียวกันถึง 4-5 คน ก่อนจะทวงถามไป แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด ระหว่างนั้น เจ๊ดา ยังหลอกให้ไปลงทุนหุ้นรถยนต์เพื่อเอากำไร กระทั่งติดต่อได้ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการ ถ้าคนเดียวไม่สามารถหลอกผู้คนได้มากขนาดนี้ ซึ่งยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ไม่ได้เข้าแจ้งความกับท้องที่” น.ส.จันทรา กล่าว

จะว่าไปแล้วการทำธุรกิจเต็นท์รถมือสองก็มีความเสี่ยงไม่น้อย ต้องศึกษากฎหมายให้ดี เช่นเดียวกับประชาชนคนทั่วไป เพราะการซื้อ ขาย จำนำรถที่ติดไฟแนนซ์อาจมีความผิดข้อหา “ยักยอกทรัพย์” หรือ “รับของโจร”

เกี่ยวกับเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนเข้าไปขอคำปรึกษากับทางเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” เมื่อผู้เช่าซื้อรถไม่มีกำลังพอที่จะผ่อนชำระค่างวดรถให้แก่ไฟแนนซ์ หลายต่อหลายคนเลือกวิธีนำรถไปจำนำ หรือขายดาวน์ เพื่อให้ได้เงินมาหมุนต่อ แต่เมื่อจะไปไถ่ถอนรถคืน ปรากฏว่ารถไม่อยู่แล้ว ซึ่งหากเกิดกรณีแบบนี้บุคคลนั้นอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดี “ยักยอกทรัพย์” เพราะกฎหมายได้วางหลักไว้ว่า การเช่าซื้อนั้น กรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินจะยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระเงินครบถ้วน หรือหมายความว่า ในระหว่างที่ท่านกำลังผ่อนรถอยู่นั้น ท่านเป็นเพียงแค่ผู้ที่ครอบครองรถเท่านั้น แต่ในขณะที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถที่แท้จริง คือ..บริษัทไฟแนนซ์

ดังนั้นหากนำรถที่อยู่ในระหว่างการเช่าซื้อไปจำนำ หรือขายต่อ และต่อมาภายหลังไม่สามารถนำรถมาคืนต่อบริษัทไฟแนนซ์ได้ บุคคลนั้นก็อาจจะถูกฟ้องในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” ส่วนคนที่รับจำนำไป หรือซื้อต่อ ก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องในข้อหา “รับของโจร”

ทั้งนี้ทางเพจเฟซบุ๊กกองปราบปราม แนะทางแก้เบื้องต้นว่า หากผ่อนชำระค่างวดรถไม่ไหว ยังมีหลายวิธี เช่น เสนอขายรถให้บุคคลอื่น แต่ต้องพาผู้ที่ซื้อรถต่อไปเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับทางบริษัทไฟแนนซ์ให้เรียบร้อยก่อนรับมอบรถ เพื่อให้ผู้ที่มาซื้อรถต่อเป็นผู้ที่รับผิดชอบในค่างวดที่ยังค้างชำระอยู่แทน วิธีนี้จะช่วยให้ไม่ต้องถูกฟ้องข้อหา “ยักยอกทรัพย์”