ผุดไอเดีย เก็บภาษีเคมีเกษตรส่งออกนำรายได้วิจัยพัฒนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406074?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุดไอเดีย เก็บภาษีเคมีเกษตรส่งออกนำรายได้วิจัยพัฒนา

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ภาษี,สารเคมี,มนัญญา,พาราควอต
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

มนัญญา ผุดไอเดียเก็บภาษีสารเคมีการเกษตร ส่งออกรายได้พัฒนาวิจัย ดันร่างพ.ร.บ.วัตถุอันตราย เข้ากก.วัตถุอันตรายคุมเข้มใช้สารพิษทุกชนิดยึดหลักสุขภาพ

23 ธันวาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเตรียมส่งร่างกฎหมายพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ที่ปรับแก้ใหม่ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย(คก.วอ.) เพื่อทราบ

ทั้งนี้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีอยู่แล้วได้ปรับบางข้อไม่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน มาเพิ่มให้รัดกุม ครอบคลุมสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตรทุกชนิด การนำเข้า การผลิต ต้องผ่านโรงงานที่มีมาตรฐานสากล มีห้องแล็ปติดตามตรวจสอบความเป็นพิษและสารตกค้างได้ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ จะควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

สิ่งสำคัญที่สุดคือยึดหลักสุขภาพ ความปลอดภัยของประชาชน จะต้องมาก่อน โดยคุมเข้ม ผู้นำเข้า โรงงาน ร้านค้า โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ที่คก.วอ.มีมติกำจัดการใช้  ต่อไปจะต้องควบคุมให้สารไกลโฟเซต เป็นชื่อการค้าเพียงชื่อเดียว ไม่ให้ไปแตกหลายยี่ห้อ จากที่ผ่านมา จึงไม่ใช่มาตรการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง

มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางเกษตร จะต้องรายงานทุก 15 วัน เข้ามาให้หน่วยงานที่กำกับควบคุม สามารถติดตามได้ ว่าร้านไหน ขายไปเท่าไหร่ ขายให้กับผู้ผ่านการอบรมใช้สาร หรือไม่ ต้องแจ้งให้ชัดเจนและถ้าวันใด ต้องยกเลิกสารเหล่านี้ จะรู้ได้ทันทีว่าร้านไหน ขายเท่าไหร่ โรงงานสต็อกเท่าไหร่ จะไม่เกิดปัญหาตัวเลขบวม เหมือนในขณะนี้ที่กรมวิชาการเกษตร รายงานตัวเลขสต็อกสารดิ้นได้ตลอดเวลา

ดังนั้นร่างพ.ร.บ.ใหม่ จะควบคุมตรงนี้ได้ทุกสารเคมี ช่วงนี้ให้ระยะเวลาปรับตัวผู้นำเข้าสารเคมีมีพิษเข้ามา ต้องเข้าใจใหม่ ถึงมาตรการจำกัดการใช้ และการแบน 2 สาร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ที่เกิดขึ้นปีหน้า จะต้องปฏิบัติอย่างถูกต้อง ชัดเจนทุกพื้นที่  มีหน่วยงานติดตามผลตลอดเวลา ไม่ใช่ทำกันอยู่แค่ในกระดาษ

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าตั้งแต่มาเป็นรมช.เกษตรฯไม่อนุญาตให้สาร 3 ตัว พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส นำเข้าประเทศไทย แต่ตอนนี้กลับมีสต็อกเพิ่ม 2.4 หมื่นตัน จากตอนแรกที่กรมวิชาการเกษตร แจ้งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีสต็อก 2.3 หมื่นตัน ดังนั้นเมื่อพ.ร.บ.ผ่านคก.วอ.รับทราบ แล้วจะมาประกาศกฎกระทรวง โดยรมว.เกษตรฯ ลงนาม

“เรื่องการลักลอบ จะไม่มีเมื่อร่างกฎหมายตัวนี้ออกมา ทุกขั้นตอนรัดกุม และราคาต้องควบคุมได้เพราะยกเว้นภาษี นำเข้า ในส่วนส่งออก จะหารือหน่วยงานที่ดูแลต่อไป ดูว่าการเก็บภาษี จะแยกมาเพื่อส่งออก และนำรายได้จากนี้ไปใช้พัฒนาวิจัยภาคเกษตร จะเหมือนกับภาษีบาป เหล้า บุหรี่”น.ส.มนัญญา กล่าว

น้ำต้นทุนลด…เฝ้าระวังสถานการณ์ทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

น้ำต้นทุนลด…เฝ้าระวังสถานการณ์ทั่วประเทศ

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,เขื่อนอุบลรัตน์,ประหยัดน้ำ
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เหลือน้ำใช้13,129 ล้านลบ.ม.เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน จากสภาพอากาศแห้งแล้งมาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลด

23 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสภาพอากาศที่แห้งแล้งที่มาเร็ว ปริมาณน้ำต้นทุนลดลงในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน

รัฐบาล โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และวางแผนรับมือภัยแล้งในอนาคต ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบร่วมทั้งวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในอนาคต

สำหรับการจัดสรรน้ําฤดูแล้งปี 2562/2563 กรมชลประทาน วางแผนการใช้น้ําจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางท้ังประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ําต้นทุนสามารถใช้การ ได้จํานวน 26,666 ล้าน ลบ.ม.

โดยวางแผนจัดสรรน้ําทั้งประเทศจํานวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ตามลําดับความสําคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 6,999 ล้าน ลบ.ม. ภาคเกษตรกรรม 7,881 ล้าน ลบ.ม. งดส่งน้ำนาปรัง 22จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง

ส่วนภาคอุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม. โดยจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4,000 ล้าน ลบ.ม. (เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้าน ลบ.ม.) แยกเป็น เพื่อการอุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,335 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.พืชใช้น้ำน้อย

ผลการจัดสรรน้ํา (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง) ทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 4,570 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ ) วันนี้ใช้น้ำไป 18.15 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 1,316.66 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 33 ของแผนจัดสรรน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 477แห่งทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ 47,773 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 63 เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 23,920 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 ปริมาตรน้ำในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 มี 58,702 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,929 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 24.18 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ํา ระบายน้ำจํานวน 73.86 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สามารถรับน้ำได้อีก 28,294 ล้าน ลบ.ม.

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าปัจจุบัน (21 ธ.ค. 62) สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 507 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.86 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 74 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น  ในส่วนความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคให้แก่พื้นที่รับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 49 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงยังคงเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือเฉพาะการอุปโภคบริโภค 6 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าร่วมประชุมสานเสวนาเครือข่ายผู้ใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือน้ำ-ท้ายน้ำ เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมในลุ่มน้ำชี แผน-ผลการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและมาตรการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งสร้างการมีส่วนร่วมให้ตระหนักและรับรู้การใช้น้ำให้ประหยัดและรู้คุณค่า

สำหรับในพื้นที่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับ โครงการชลประทานหนองบัวลำภู สำนักงานชลประทานที่ 5 จัดการประชุมร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำบริเวณเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ รวมทั้งขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่เดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้อย จึงต้องสงวนไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงฤดูฝน ปี 2563

ด้านจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้นำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ร่วมกับชาวบ้านและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่บ้านเหล่าบัวบ้าน หมู่ 4 ตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบปัญหาน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ  พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ดันเชียงแสนศูนย์กลางส่งออกโคสร้างคอกกักมาตรฐานGAP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406035?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดันเชียงแสนศูนย์กลางส่งออกโคสร้างคอกกักมาตรฐานGAP

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ปศุสัตว์,โค,เกษตรกร,ประภัตร โพธสุธน
เปิดอ่าน 186 ครั้ง

ประภัตร ลุยภาคเหนือ ดันศูนย์กลางส่งออกโคที่ได้มาตรฐานGAPส่งต่อจีน

23 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ตรวจเยี่ยมและสำรวจพื้นที่สร้างคอกกลาง และคอกกักโคในพื้นที่ภาคเหนือ อาทิ จ.ลำปาง จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน

เพื่อเตรียมรองรับโคขุนตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และตรวจเยี่ยมสถานที่ขนถ่ายโคทางเรือ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย พร้อมกันนี้ได้ตรวจเยี่ยมฟาร์มโคขุน 4×4 ของนายมนูญ ภูกันงาม

นายประภัตร กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องระหว่างกรมปศุสัตว์ และธ.ก.ส.ในการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง ให้กับพี่น้องเกษตรกร จ.เชียงราย ได้รับทราบและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

จากการสอบถามความต้องการของเกษตรกร ส่วนใหญ่มีความต้องการเลี้ยงโคเนื้อ เนื่องจากมีรายได้ดีและเป็นอาชีพที่ทำกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงได้เน้นย้ำให้เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการทุกคนต้องมีความตั้งใจจริง  โดยต้องรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อคนละไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี เพื่อยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ในการส่งออกไปยังต่างประเทศนั้น จะต้องมีคอกกักเพื่อการส่งออก เพื่อรองรับโคประมาณ 1,000 ตัว/คอก ซึ่งจะต้องเป็นสถานกักสัตว์ที่มีองค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด และได้รับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคเนื้อ (GOOD AGRICULTURAL PRACTICE FOR BEEF CATTLE FARM) จากมกอช. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้าด้านการควบคุมโรค และด้านมาตรฐานคอกกัก ให้เชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ไทย

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรคระบาดแพร่กระจายไปได้รวดเร็ว คือการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ดังนั้นคอกกลางและคอกกักจะต้องได้มาตรฐาน ปลอดโรค โดยแต่ละจังหวัดต้องมีคอกกลางเพื่อรวบรวมโคนำมาเลี้ยงขุน แล้วทำการจำหน่ายต่อให้กับผู้ประกอบการคอกกักเพื่อการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์

โดยคอกกักจะทำการเลี้ยงโคต่อประมาณ 60 วัน เพื่อให้ได้น้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม พร้อมทำการกักโรค ตรวจสุขภาพ และจัดทำเอกสารเคลื่อนย้าย ปัจจุบันธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตลุ่มน้ำโขงผ่านชายแดน อ.เชียงแสน มีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงเตรียมพัฒนาพื้นที่ อ.เชียงแสน จัดตั้งเป็นศูนย์กลางคอกกักเพื่อการส่งออกของประเทศ ที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ต่อไป

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ

22 ธันวาคม 2562 – 18:34 น.
สทนช,รัฐผนึกกำลัง,เฝ้าระวัง,ค่าความเค็ม,น้ำทะเลหนุนสูง,ปัญหาน้ำเค็ม,คุณภาพน้ำ
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

รัฐผนึกกำลังเฝ้าระวังแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง ค่าความเค็มเกินมาตรฐานจากน้ำทะเลหนุนสูง สทนช. ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แม่น้ำสายหลักใกล้ชิด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้มีการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร นอกจากนี้ ยังได้ติดตามคุณภาพของแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีการติดตามเฝ้าระวัง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) อีกด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์คุณภาพน้ำของ 4 แม่น้ำสายหลักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีแม่น้ำที่ค่าความเค็มเกินค่าเกณฑ์มาตรฐาน ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง

“ที่ผ่านมา สทนช. ได้มีการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า พร้อมประสานเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประปานครหลวง (กปน.) และกรมชลประทาน (ชป.) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ กปน. มีการติดตามการเฝ้าระวังเกณฑ์คุณภาพน้ำดิบ หากค่าความเค็มที่จุดตรวจวัดสะพานพระนั่งเกล้า มีค่าเกิน 2 กรัม/ลิตร กปน.จะประสานกรมชลประทานเพื่อระบายน้ำผลักดันน้ำเค็ม ไม่ให้รุกล้ำถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล และหากหน้าสถานีสูบน้ำดิบสำแลมีค่าความเค็มเกิน 0.25 กรัม/ลิตร จะดำเนินการบริหารจัดการสูบน้ำดิบให้เหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพน้ำ รวมทั้งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทาน ในการลดการรับน้ำดิบจากฝั่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและเพิ่มการรับน้ำดิบจากฝั่งแม่กลอง 200,000 ลบ.ม./วัน เพื่อบรรเทาสถานการณ์คุณภาพน้ำ โดยปัจจุบันกรมชลประทานได้จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและป้องกันน้ำเค็มตลอดฤดูแล้ง 4 มาตรการ คือ

1.การบริหารจัดการน้ำจะพิจารณาให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล 2.ควบคุมการปิดเปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่าง ๆ ไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร 3.วางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเลียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง 4.ดำเนินการช่วยเหลือรถบรรทุกน้ำเพื่อขนส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกร โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนในพื้นที่” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน สทนช. ได้ประสาน คพ. สสภ. กปภ. ให้ดำเนินการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทำการตรวจวัดค่าความเค็มที่จุดเฝ้าระวัง และควบคุมค่าความเค็มทุกวันจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ประกอบด้วย 1.สถานีสูบน้ำสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 0.25 กรัม/ลิตร 2.ปากคลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 0.75 กรัม/ลิตร 3.ปากคลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 2.00 กรัม/ลิตร 4.อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.เมือง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ปราจีนบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 1 กรัม/ลิตร โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเร่งด่วนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากบริเวณใดมีแนวโน้มส่งผลกระทบ จะสามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที.

ชลประทานแจงสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์วางแผนรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406043?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชลประทานแจงสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์วางแผนรับมือ

22 ธันวาคม 2562 – 13:10 น.
กรมชลประทาน,เขื่อนอุบลรัตน์,น้ำเหลือน้อย,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

กรมชลประทานเร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ทั้งเหนือน้ำ ท้ายน้ำ เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือทุกพื้นที่

22 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลงในปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ และวางแผนรับมือภัยแล้งในอนาคต ซึ่งอธิบดีกรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว รวมทั้งวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของสังคม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในอนาคต

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำ 507 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 20.86 ของปริมาณความจุอ่าง ซึ่งขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 74 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ขณะที่การให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคให้แก่พื้นที่รับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ได้แก่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูแล้งปี 2562 ที่ผ่านมา จำนวน 49 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และมีบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงยังคงเครื่องสูบน้ำไว้ช่วยเหลือเฉพาะการอุปโภคบริโภค 6 เครื่อง

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 6 เข้าร่วมประชุมสานเสวนาเครือข่ายผู้ใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เหนือน้ำ-ท้ายน้ำ เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมในลุ่มน้ำชี แผน-ผลการใช้น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและมาตรการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งสร้างการมีส่วนร่วมให้ตระหนักและรับรู้การใช้น้ำให้ประหยัดและรู้คุณค่า

สำหรับในพื้นที่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ สำนักงานชลประทานที่ 6 ร่วมกับ โครงการชลประทานหนองบัวลำภู สำนักงานชลประทานที่ 5 จัดการประชุมร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านค้อ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงให้ประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำบริเวณเหนือเขื่อนอุบลรัตน์ ได้รับทราบถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์

รวมทั้งขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ไม่เดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้อย จึงต้องสงวนไว้ใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค และการรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงฤดูฝน ปี 2563

สำหรับจังหวัดมหาสารคาม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ได้นำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย ร่วมกับชาวบ้านและผู้นำชุมชน ลงพื้นที่หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค ในพื้นที่บ้านเหล่าบัวบ้าน หมู่ 4 ตำบลเหล่าบัวบาน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบปัญหาน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปาไม่เพียงพอ

พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดอีกด้วย   โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

บิ๊กตู่ รู้ อีสานคนไม่ชอบเยอะยิ่งต้องมายันไม่พูดโกหกหลอกลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ รู้ อีสานคนไม่ชอบเยอะยิ่งต้องมายันไม่พูดโกหกหลอกลวง

25 ธันวาคม 2562 – 14:29 น.
บิ๊กตู่รู้อีสานคนไม่ชอบ,ลงพื้นที่ชัยภูมิ
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

“บิ๊กตู่” เผย เหตุที่ดูดี เพราะได้แม่ คน “ชัยภูมิ” รู้ “อีสาน” คนไม่ชอบเยอะ ยิ่งต้องมา ยัน ทหารเก่า ไม่พูดโกหกหลอกลวง อวย ที่นี่ข้าวเหนียวอร่อยที่สุด 

25 ธ.ค.2562-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมพร้อมคณะ เดินทางออกจากจ.ขอนแก่นโดยเฮลิตอปเตอร์ถึงจ.ชัยภูมิ จากนั้นนั่งรถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้าอัลพาร์ด หมายเลขทะเบียน กจ 1155 ชัยภูมิ มายังคลองเทา บ้านหนองแหน ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ข้าราชการท้องถิ่น และประชาชน 1 หมื่นคน ให้การต้อนรับอย่างคึกคัก รวมถึงส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ และมีการเปิดเพลงชัยภูมิบ้านพี่

จากนั้น นายกรัฐมนตรี รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาคูคลองโดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชน ก่อนจะพบปะประชาชน
โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างขึ้นเวทีพบปะประชาชน ว่า ปัญหาเรื่องน้ำและทุกๆ เรื่องมีความสำคัญที่รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและแม้นายกฯจะไม่ได้ทำการเกษตรเอง แต่ก็เข้าใจว่าชาวบ้านมีความเดือดร้อนและยากลำบากอย่างไร เพราะตนเป็นคนชัยภูมิ เนื่องจากแม่เป็นสาวชัยภูมิ สาวชัยภูมิเป็นคนสวย ส่วนพ่อเป็นคนกรุงเทพฯ ไปทำงานโคราช และจีบสาวชัยภูมิ สำหรับตนหน้าเหมือนแม่มากที่สุด ถ้าดูดีก็คงได้มาจากแม่

“วันนี้มาเจอกันด้วยความรักและความปรารถนาดีให้กันและทุกรัฐมนตรีที่มาวันนี้มาจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งประชาธิปัตย์พรรคพลังประชารัฐและภูมิใจไทย นี่คือพรรคร่วมรัฐบาลหลักทั้ง 3 พรรค ทั้งหมดมี 19 พรรค เราจะต้องบริหารให้เดินหน้าต่อไปให้ได้ ส่วนการวาดหวังอะไรใหม่ๆวันข้างหน้าก็ค่อยไปว่ากัน เอาวันนี้ให้เดินต่อไปข้างหน้าให้ได้ก่อนอย่าพึ่งไปคิดว่าอย่างโน้นจะดีกว่าอย่างนี้จะดีกว่า เอาที่มีอยู่แล้วทำงานให้มันดีได้ก่อน และผมในฐานะนายกรัฐมนตรีก็จะทำให้ดีที่สุดโดยไม่ได้ต้องการอะไรจากใครทั้งสิ้น

วันนี้ที่มาจังหวัดชัยภูมิ ก็ทราบดีว่ามี ส.ส.หลายพรรค แต่พื้นที่อีสานก็มีคนไม่ชอบผมเยอะอยู่เหมือนกันใช่หรือไม่ แต่ผมก็มา ตรงไหนยิ่งไม่ชอบก็ยิ่งต้องมาใหญ่ เพื่อให้เข้าใจว่าผมเป็นอย่างไร ผมเป็นคนที่ไม่พูดโกหก ไม่หลอกลวงใครเพราะเป็นทหารเก่าโกหกหลอกลวงคนไม่ได้ มาวันนี้ต้องการพูดความจริงใจของรัฐบาลว่ามีความห่วงใยต่อทุกคนอย่างไร นั่งรถ นั่งเครื่องบินมาก็ใจหายเพราะเห็นพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งแหล่งน้ำก็มีน้ำน้อย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ทำเพื่อใครแต่ทำเพื่อประชาชนทั้งสิ้น ที่ผ่านมารอคอยโครงการวังสะพุงมากกว่า 30 ปี รัฐบาลนี้อยู่มาห้าปีก็เสร็จสิ้น สามารถกักเก็บน้ำได้อีกมาก มีพื้นที่รับประโยชน์อีกมากกว่า 200,000 ไร่ ประชาชนได้รับผลประโยชน์จำนวนมากถือเป็นอนุสรณ์ความผูกพันระหว่างตนกับชาวชัยภูมิในฐานะที่เป็นลูกหลานเจ้าพ่อพญาแล

วันนี้รัฐบาลให้ของขวัญปีใหม่และโครงการต่างๆ ลงมาบ้างแล้วแม้จะไม่มากนักแต่ก็ค่อยค่อยหาเป้าหมายและหาเงินใส่ลงมาซึ่งเราต้องใช้เงินมากมายมหาศาล  วันนี้เราต้องหารายได้ให้กับประเทศเพิ่มมากขึ้นจึงจะสามารถดูแลทุกคนได้อย่างเต็มที่อย่างที่หลายคนต้องการ ทุกคนต้องเข้าใจ ซึ่งการเสียภาษีก็ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ที่จังหวัดชัยภูมินอกจากพืชเศรษฐกิจตัวอื่นแล้วมีการปลูกต้นรักกันบ้างหรือไม่ ขอให้ปลูกต้นรักกันเยอะๆ ไม่ใช่แค่ต้นรักที่นำไป ร้อนเป็นพวงมาลัย แต่เป็นต้นรักจากใจมันจะผลิดอกออกผลอยู่ในตัวเรา เราต้องทำตัวเป็นต้นรัก โดยเอาความรักไปให้คนอื่น เดี๋ยวเราก็จะได้กลับมาเองไม่ว่าใครจะไม่ชอบหรือรังเกียจ ก็ให้ความรักไปเถอะคนเราคบกันบางคนก็มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ดีมากดีน้อย แต่ความรักจะทำของให้คนดีมากขึ้น แต่ถ้าเราเลิกคบเขาไปเลยก็จะยิ่งไม่ดีมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ต้องลองคบเค้าดูหาส่วนดีและค่อยๆ แก้เขาก็จะทำให้สังคมเราดีขึ้น”

นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญวันนี้คือการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสถานการณ์ถ้าเราไม่สนใจที่จะปรับเปลี่ยนเราก็จะอยู่แบบเดิมก็จะต้องนั่งรอรับปัญหาและรอรัฐบาลช่วยจึงไม่เกิดความคิดใหม่ใหม่ขึ้นมาจนกลายเป็นประชาชนที่เฉยชาเราจะปล่อยเช่นนี้ไม่ได้ชาวอีสานจะต้องตื่นรู้เป็นประชาชนที่เข้มแข็งต้องเรียนรู้มากขึ้นอย่าให้มีคนมาว่าเราได้เพราะตนก็เป็นคนอีสานเช่นกัน ไม่อยากให้ใครเขาว่าตนว่าไม่ตื่นตัว ต้องกระตุ้น ตนเป็นคนอีสานเหมือนกับทุกคน เกิดที่โคราชแม่เป็นชาวชัยภูมิ

“จึงไม่ต้องมาผูกเสี่ยว เพราะมันเสี่ยวมาตั้งแต่เกิด มาวันนี้ก็มาหลายพรรคทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ ที่เหลือก็ติดประชุมสภา ทั้งหมดนี้คือพรรคที่สนับสนุนผม ส่วนพรรคที่ไม่สนับสนุนก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าเขาไม่สนับสนุนผม ก็มายืนตรงนี้ไม่ได้ และถ้าพวกท่านไม่สนับสนุนเลือกเขาเข้ามาผมก็มาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ นี่คือประเด็นและจุดสำคัญจะไม่พูดมากเดี๋ยวหาเรื่องอีก”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกฯ กล่าวตอนหนึ่งด้วยว่า นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่มาครั้งนี้ไม่ค่อยสนใจ แต่สนใจอยู่อย่างเดียวคือการถ่ายรูปทะเบียนรถที่นายกรัฐมนตรีใช้เพื่อนำไปเสี่ยงโชค แล้วอย่ามาโทษกันหากไม่ถูก แต่ก็ขอให้ประสบความสำเร็จกันทุกคน แต่คงเชียร์อะไรไม่ได้ เพียงแต่อยากขอร้องว่าอย่าไปเสียงเงินเยอะ

นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนทั้งมาตรการการตรึงราคาค่าไฟฟ้าระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย.ปีหน้า และมาตรการอื่นๆ โครงการต่างๆที่ได้กำหนดเป็นนโยบายไว้ โดยระบุว่าจะทำเป็นโครงการโครงการเรียงลำดับความสำคัญไป รวมทั้งกล่าวถึง โครงการในปี 2562 ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการจำนวน 249 โครงการ รัฐบาลนี้อยู่มาห้าปีทำงานมาโดยตลอดทำมากกว่าสี่เท่าของรัฐบาลก่อนๆ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวรณรงค์ให้เลิกใช้ถุงพลาสติก โดยกล่าวว่า สร้างความเดือดร้อนให้กับทั้งคนและมนุษย์โดยเฉพาะสัตว์น้ำอย่างมาก อย่าลืมว่าถุงพลาสติก 1 ชิ้นใช้เวลาในการย่อยสลายถึง 450 ปี
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ที่พูดคล่องเพราะได้กินข้าวเหนียวเนื้อทอดหมูทอดระหว่างนั่งรถมาในช่วงเช้า ทราบว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้จัดให้ ตอนแรกว่าจะไม่กินแต่พอกินเข้าไปแล้วรู้เลยว่าไม่เคยกินข้าวเหนียวที่ไหนอร่อยมากที่สุดเท่านี้มาก่อน โดยเมื่อพูดถึงตรงนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวผิดว่าเป็นข้าวเหนียวชุมพร แต่พอรู้ตัวว่าพูดผิดรีบกล่าวขอโทษทันทีว่า ขอโทษไม่มีข้าวเหนียวที่ไหนอร่อยเท่าข้าวเหนียวจังหวัดชัยภูมิ สงสัยจะเพี้ยนเสียแล้ว และยืนยันว่าเนื้อที่นี่อร่อยสุด ข้าวเหนียวเนื้อทอดข้าวเหนียวหมูทอดยอดเยี่ยมที่สุด ไม่เสียชื่อเมืองแม่ของตน

พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวอวยพรด้วยว่าวันนี้เป็นวันคริสมาสต์ ขอให้กินใกล้บ้านไปก่อนจะไปกินไก่งวง ไก่บ้านเราอร่อยกว่ามากจึงขอฝากทุกคนรวมทั้ง ส.ส.ในพื้นที่ ภาครัฐข้าราชการทุกคน โดยเฉพาะข้าราชการอย่าปล่อยให้มีผู้กล่าวหาว่าเป็นข้าราชการเกียร์ว่าง ถ้าโทรไปแล้วประชาชนถามอะไรต้องตอบให้ได้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องถามนาย แต่ถ้าไม่รู้ก็จะได้เปรียบทั้งอยู่ยวง ต้องตอบคำถามชาวบ้านให้ได้อย่าไปปฏิเสธ และขอให้ทุกคนมีความตั้งใจในการทำงาน รวมทั้งส.ส.ในพื้นที่และ ส.ส.พรรคอื่นๆด้วย ตนไม่ใช่ศัตรูของใครขอให้ร่วมกันพัฒนาเมืองชัยภูมิอย่างต่อเนื่องมีประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายนายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และนายเชิงชาย ชาลีรินทร์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐได้เป็นตัวแทนประชาชนขอให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหา ราคามันสำปะหลัง ที่ปัจจุบันเหลือเพียงจังหวัดชัยภูมิเพียงจังหวัดเดียว ที่มีรูปแบบการซื้อขายมันสำปะหลังที่ยังใช้วิธีการแบบโบราณ โดยถูกหักค่าดิน 10% จากราคามันโดยผู้ซื้ออ้างว่าเป็นการหักสิ่งเจือปนเนื่องจากหัวมันนั้นอยู่ในดิน โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้รับปากและมอบหมายให้กระทรวงเกษตรกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการต่อ

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางกลับ พล.อ.ประยุทธ์ได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เปิดเพลง ชัยภูมิบ้านพี่อีกรอบ พร้อมบอกอยากฟัง ก่อนจะเดินลงไปทักทายประชาชนโดยนายกรัฐมนตรีอารมณ์ดีทั้งรำวง ปรบมือ พร้อมร้องเพลงคลอ อย่างคึกครื้น ก่อนจะร่วมปลูกต้นมะม่วงพันธุ์เขียวเสวยและหญ้าแฝกร่วมกับประชาชน

กกต.เปิดสำนักงานรับกมธ.วุฒิสภาเยี่ยมชม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406692?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กกต.เปิดสำนักงานรับกมธ.วุฒิสภาเยี่ยมชม

25 ธันวาคม 2562 – 14:22 น.
กกต,วุฒิสภา
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

กมธ.พัฒนาการเมือง ส.ว.เข้าเยี่ยมชมงานกกต. แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นการให้คงามรู้ต่อยอดประชาธิปไตย

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 25 ธันวาคม 2562 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา นำโดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ ได้เดินทางมาเยี่ยมชมสำนักงานกกต.เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.พร้อมด้วยกกต. เลขาธิการกกต. และผู้บริหารให้การต้อนรับ

นายอิทธิพร กล่าวว่า กกต.ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภารกิจตามหน้าที่ และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ และแผนแม่บทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานกกต.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี 2561-2580 แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี และแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปี โดยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับการดำเนินการเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในการสร้างวัฒนธรรมการเมืองให้กับภาคพลเมือง ซึ่งกกต.ชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จึงมีแผนการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นงานที่กกต.ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาธิปไตยเป็นเสาหลักของประเทศ ตั้งแต่มีกกต.มาหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการให้การศึกษาในเรื่องประชาธิปไตยกับประชาชน และได้เพิ่มการมีส่วนร่วม ดังนั้นนอกจากงานหลักคือการเลือกตั้ง งานเรื่องพรรคการเมือง แต่งานให้การศึกษาแก่ประชาชนและการให้มีส่วนร่วมถือว่าเป็นงานสำคัญ

ประชาธรรมไทย ประกาศแยกตัวฝ่ายค้านอิสระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406684?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ประชาธรรมไทย ประกาศแยกตัวฝ่ายค้านอิสระ

25 ธันวาคม 2562 – 14:07 น.
ประชาธรรมไทย,แยกตัวฝ่ายค้านอิสระ
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

 “ประชาธรรมไทย” ประกาศแยกตัวฝ่ายค้านอิสระ ร่วม งานรบ. นิตินัย-พฤตินัย “มงคลกิตติ์” ปัดตอบ 8 เสียง กิจสังคมใหม่ เพิ่มอำนาจต่อรอง เก้าอี้ รมต.

รัฐสภา – 25 ธันวาคม 2562-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชวาลล์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท, นายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และ นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายช่ือ และหัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย แถลงข่าวต้อนรับ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี ซึ่งถูกพรรคอนาคตใหม่ขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไท  ทำให้เสียงของกลุ่มพรรคเล็กที่รวมตัวเป็นกลุ่มกิจสังคมใหม่ จากเดิมมี 7 เสียง เป็น 8 เสียง

คลิปที่ 2

ทั้งนี้ นายพิเชษฐ กล่าวว่า ตนได้รับมติของสมาชิกพรรคให้ตัดสินใจออกจากการเป็นฝ่ายค้านอิสระ และเข้าร่วมเป็นพรรคขั้วรัฐบาลทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย อย่างไรก็ตามการรวมกลุ่มพรรคฝ่ายค้านอิสระที่ก่อนหน้านั้นมีพรรคไทยศรีวิไลย์ด้วยนั้นต้องรอนายมงคลกิตติ์หารือกับกรรมการบริหารและสมาชิกพรรค อย่างไรก็ตามการสลายพรรคฝ่ายค้านอิสระนั้น ยืนยันว่าจะยึดประโยชน์ของประชาชน หากประเด็นใดที่รัฐบาลไม่สามารถชี้แจงหรือตอบคำถามได้ จะไม่ให้การสนับสนุน

ขณะที่นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่าหลังจากวันที่ 6 มกราคม 2563 พรรคจะแถลงจุดยืนเลิกเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระอย่างเป็นทางการ ส่วนเสียงของกลุ่มกิจสังคมใหม่ ที่ล่าสุดเพิ่มเป็น 8 เสียง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเพิ่มอำนาจต่อรองโควต้ารัฐมนตรีนั้น ตนมองว่าการให้ดำตำแหน่งใดขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมตามความรู้ความสามารถ หากการปรับครม. รอบหน้ามีข้อเสนอมาเหมือนกับสมัยที่นายชัชวาลล์ ได้รับข้อเสนอจากนายกฯ ต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยคำนึงถึงบุคคลที่สามารถทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

ทั้งนี้น.ส.กวินนาถ แถลงด้วยว่า เหตุผลที่ตนเปลี่ยนขั้วจากฝ่ายค้านเป็นฝ่ายรัฐบาล เพราะเสียงของชาวบ้านในพื้นที่เห็นชอบด้วย เพราะเห็นว่าขั้วรัฐบาลสามารถทำงานได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ยืนยันในการทำหน้าที่ที่จะไม่เล่นการเมือง แต่จะทำงานเพื่อประชาชนฐานะที่ประชาชนจ้างให้มาทำงาน อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการสมัครเข้าสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทนั้นยังเป็นเพียงขั้นตอนการยื่นใบสมัครเท่านั้น.

คลิปที่ 3

มงคลกิตติ์ บอก สน.บางโพ เลิกดำเนินคดีมั่นคง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

มงคลกิตติ์ บอก สน.บางโพ เลิกดำเนินคดีมั่นคง

25 ธันวาคม 2562 – 13:58 น.
มงคลกิตติ์,สนบางโพ,เลิกดำเนินคดีมั่นคง,ปาหี่จับระเบิด
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

ปาหี่จับระเบิด “มงคลกิตติ์” บอก สน.บางโพ เลิกดำเนินคดี-แจ้งข้อกล่าวหาคดีมั่นคง  บอกพฤติกรรมไม่เข้าข่ายขัดกฎหมาย

รัฐสภา – 25 ธันวาคม 2562-ปาหี่จับระเบิด “มงคลกิตติ์” บอก สน.บางโพ เลิกดำเนินคดี-แจ้งข้อกล่าวหาคดีมั่นคง  บอกพฤติกรรมไม่เข้าข่ายขัดกม. เผยคุย “สรศักดิ์” แล้ว ระบุเพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าวต่อประเด็นที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ลงบันทึกประจำวันที่สน.บางโพ กรณีนำสารประกอบวัตถุระเบิดเข้ามายังพื้นที่อาคารรัฐสภา และมีการดำเนินคดีความมั่นคงในกรณีดังกล่าว ว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีการดำเนินคดีๆ กับตน เพราะกรณีที่นำสารประกอบที่เป็นไนโตรเจน ขนาด 1 ขีด ที่สามารถหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปเข้ามาประกอบการแถลงข่าวนั้น ไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายความมั่นคง

ซึ่งหลังจากที่นายสรศักดิ์​ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ แถลงรายละเอียดต่อเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม  ตนให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคเข้าพบกับผู้กำกับสน.บางโพ เพื่อนำกฎหมายไปชี้แจง และได้พูดคุย โดยการกระทำของตนนั้นไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดกฎหมายความมั่นคง เพราะไม่มีลักษณะก่อความวุ่นวายหรือสร้างความปั่นป่วนให้กับรัฐ

“เรื่องนี้ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ กับผมทั้งสิ้น ส่วนบันทึกประจำวันที่สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไปลงบันทึกไว้ เป็นเพียงบันทึกเหตุการณ์เท่านั้น อีกทั้งการกระทำของผมนั้นไม่ข้อกับข้อกฎหมายข้อใดทั้งสิ้น หากเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผม จะถือว่าเจ้าหน้าที่นั้นมีความผิด ผมยืนยันเจตนาที่นำสารประกอบวัตถุระเบิดมาแถลง เพื่อสะท้อนการตรวจวัตถุระเบิดผ่านเครื่องตรวจของรัฐสภาเท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่น” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

นายมงคลกิตติ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากที่คุยกับสน.บางโพ ตนได้เข้าพบนายสรศักดิ์เพื่อชี้แจงรายละเอียด ซึ่งเลขาสภาฯ ยอมรับว่าไม่ทราบข้อเท็จจริงของวันที่ตนแถลงข่าว เพราะได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่นำข่าวจากสื่อมวลชนไปรายงานให้เท่านั้น อย่างไรก็ตามเลขาสภาฯ ยอมรับว่าส่วนที่กังวลมีเพียงเรื่องภาพลักษณ์ของสภาฯ เท่านั้น.

อรรถพล รอกฤษฎีกาคอนเฟิร์มกฎหมาย ก่อนลุยคดีรุกป่า ปารีณา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/406675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อรรถพล รอกฤษฎีกาคอนเฟิร์มกฎหมาย ก่อนลุยคดีรุกป่า ปารีณา

25 ธันวาคม 2562 – 13:39 น.
อธิบดีกรมป่าไม้,คดีรุกป่าปารีณา
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

“อรรถพล” รอกฤษฎีกาคอนเฟิร์มกฎหมาย ก่อนลุยคดีรุกป่า ปารีณา พร้อมเผย ยึดคืนพื้นที่ม่อนแจ่ม บอกแค่ควบคุมไม่ให้เสียหายหนัก

รัฐสภา-25 ธันวาคม 2562-นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีการดำเนิคดีกับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กรณีการถือครองที่ดิน ในจ.ราชบุรี ที่ส่อว่าบุกรุกพื้นที่ป่า ที่อยู่ระหว่างการวินิจฉันทางข้อกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฏีกา ว่า เป็นการหารือทางข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจน ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้า

ส่วนแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่มีแนวทางอยู่แล้ว  ส่วนการดำเนินคดีเรื่องที่ดินจำนวน 682 ไร่ของน.ส.ปารีณานั้น ตนขอสงวนความเห็น เพราะมีความเห็นระหว่างกรมป่าไม้ และ สปก. ที่แตกต่างกัน แต่แนวทางที่ต้องคืนที่ดินให้รัฐถือเป็นแนวทางเดียวกัน

นายอรรถพล กล่าวถึงการตรวจสอบพื้นที่ป่าม่อนแจ่ม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อ.ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ว่า ตนได้พูดคุยกับประชาชนว่าเราจะต้องควบคุม เพราะไม่ใช่นั้นพื้นที่จะเสียหายมาก ตนเข้าใจว่าทุกคนอยากเปลี่ยนแปลงอาชีพมาสร้างรีสอร์ท แต่การทำแบบนี้เหมือนกันหมดจจะทำให้สิ่งแวดล้อมในอนาคตเสียหาย จากเดิมที่กรมป่าไม้เข้าไปจัดระเบียบไว้ว่าไม่ให้ขยาย ดังนั้นต้องควบคุม

ส่วนคนที่ไม่มีคุณสมบัติอย่างเช่นนายทุนที่เข้าไปซื้อ กรมป่าไม้จะดำเนินคดีทั้งหมด ซึ่งวันนี้ดำเนินคดีแล้ว 3 ราย และจะขยายผลเพิ่ม ส่วนที่เหลือถ้าเป็นเจ้าของเดิมจะขอความร่วมมือว่าอะไรที่ไม่เหมาะสมเสี่ยงอันตรายต่อประชาชนและระบบนิเวศขอให้รื้อออก เพราะเรื่องนี้ต้องควบคุม ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเหมือนภูทับเบิกในปัจจุบัน และหากเราขอความร่วมมือแล้วยังไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพกติกาที่คุยกันไว้ เราต้องเอาจริงโดยการบังคับใช้กฏหมาย