คิกออฟสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ประเดิมขอนแก่นโมเดล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404958?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คิกออฟสินเชื่อส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ประเดิมขอนแก่นโมเดล

17 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
ประพัฒน์ โพธสุธน,ธกส,กรมปศุสัตว์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

ประภัตร ประชุมชี้แจงปศุสัตว์-ธกส.ชี้แจงวางแนวทางปฏิบัติงาน โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ก่อนลุยขอนแก่นโมเดลคิกออฟมอบสินเชื่อพรุ่งนี้

17 ธันวาคม 2562 ประภัตร ประชุมชี้แจงปศุสัตว์-ธกส. ชี้แจงวางแนวทางปฏิบัติงาน โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ก่อนลุยขอนแก่นโมเดล kickoff โครงการมอบสินเชื่อแห่งแรกพรุ่งนี้

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)

โดยระบุว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และธ.ก.ส. มีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการตลาดผลิตผลการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเพื่อเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์ จำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ จึงได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

นายประภัตร กล่าวว่าในวันนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน แก่เกษตรกร จึงได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงแนวทางให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของ ธกส. เพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติ และสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมทั้งระดมความคิดเพื่อออกคู่มือการปฏิบัติที่สมบูรณ์

อีกทั้งในวันนี้ (17 ธ.ค. 62) จะมีการคิกออฟขับเคลื่อนโครงการฯ โดยใช้ จ.ขอนแก่น นำร่องแห่งแรก หรือ  ‘ขอนแก่นโมเดล’ ซึ่งจะเดินทางไปเป็นประธานพิธีมอบสินเชื่อโครงการระบบเกษตรแปลงใหญ่ และโครงการ xyz ให้กลุ่มเกษตรกร ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครขอนแก่น ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ต่อไป

“สถานการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซากในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบให้เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ และยังได้ผลผลิตต่ำ รวมถึงขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ ตลอดจนนายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกครั้งให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งได้มอบนโยบายให้กับกรมปศุสัตว์จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีกินมีใช้ภายในระยะเวลา 4 เดือน ดังนั้นจึงต้องหันมาพึ่งด้านปศุสัตว์ เพราะใช้น้ำน้อย และมีราคาดี ทั้ง วัว หมู แพะแกะ และไก่พื้นเมือง” นายประภัตร กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการสำรวจความต้องการของกลุ่มเกษตรกร คาดว่าภายในสิ้นเดือน ธ.ค. นี้ จะได้รายชื่อกลุ่มทุกจังหวัด  โดยตั้งเป้าแต่ละจังหวัดต้องมี 100 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการตามที่ได้เลือกไว้

สำหรับกรอบแนวทางความร่วมมือ ของ mou ดังนี้ กรมปศุสัตว์ จะรับผิดชอบในการให้คำแนะนำในด้านการจัดการเลี้ยงสัตว์ กำหนดคุณลักษณะเฉพาะสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการ การจัดการด้านการควบคุมป้องกันโรค การดูแลสุขภาพ การควบคุมมาตรฐานฟาร์ม การเคลื่อนย้าย การควบคุมการใช้สารต้องห้ามตามกฎหมาย การจัดทำฐานข้อมูล และการให้บริการพื้นฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

รวมทั้ง ประชาสัมพันธ์โครงการ รับสมัครสหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน หรือนิติบุคคลอื่นๆ หรือบุคคลธรรมดา และคัดกรองเบื้องต้น ผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมเข้าร่วมโครงการ และให้การสนับสนุน ประสานงานด้านการตลาดตลอดห่วงโซ่การเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์การเกษตร หรือกลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน

ส่วน ธ.ก.ส. นั้น จะทำการประชาสัมพันธ์ ชี้แจง สร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้เข้าร่วมโครงการ พร้อม ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแผนธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้เป็นไปตามที่โครงการกำหนด และให้การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร นิติบุคคล และกลุ่มเป้าหมายตามโครงการ รวมทั้งบริหารสินเชื่อตลอดระยะเวลาโครงการ สนับสนุนการจัดการตลาดตลอดห่วงโซ่การเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง

กรมชลฯเร่งผันน้ำแม่กลองไล่น้ำเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯเร่งผันน้ำแม่กลองไล่น้ำเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา

17 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,ผันน้ำ,ค่าความเค็มสูง,ผันน้ำแม่กลอง
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

กรมชลฯเร่งผันน้ำแม่กลอง ไล่น้ำเค็มรุกแม่น้ำเจ้าพระยา คุมเข้มค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง หลังน้ำทะเลหนุนสูง หวั่นเข้าระบบประปา การเกษตร ระบบนิเวศเสียหาย

17 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากปรากฎการณ์น้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าเกณฑ์

ทั้งนี้หากค่าความเค็มสูงมากจะทำให้ความสมดุลของระบบนิเวศในแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ได้  มีความห่วงใยประชาชน จึงหมอบหมายให้ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้ประสานและติดตามการดำเนินการตามมาตราการควบคุมค่าความเค็ม ให้คุณภาพน้ำกลับเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่าจากการลงพื้นที่ติดตามมาตราการควบคุมค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง บริเวณประตูระบายน้ำบางสาม ในแม่น้ำท่าจีน พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ว่า ล่าสุดค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีประปาสำแล จ.ปทุมธานี ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ อยู่ที่0.18 กรัม/ลิตร

ส่วนบริเวณท่าน้ำนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และท่าน้ำนนทบุรี 2.80 กรัมต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าน้ำกรมชลประทานสามเสน กรุงเทพฯพบค่าความเค็มยังคงสูงกว่าเกณฑ์ 4.13 กรัม/ลิตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานในส่วนของมาตรการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยค่าความเค็มของน้ําสําหรับการเกษตรไม่เกิน 2 กรัม/ลิตร  และค่าความเค็มของน้ําสําหรับการผลิตน้ําประปาไมเกิน/ 0.25

กรมชลประทาน ได้ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลอง ลงคลองจระเข้สามพันเชื่อมคลองสองพี่น้อง ลงสู่แม่น้ำท่าจีน จากนั้น จะสูบน้ำเข้าสู่คลองพระยาบรรลือ ด้วยเครื่องสูบน้ำ จำนวน 10 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ พร้อมกับเร่งผลักดันน้ำ โดยเครื่องผลักดันน้ำที่ติดตั้งไว้ในคลองพระยาบรรลือ จำนวน 6 เครื่อง บริเวณอำเภอลาดบัวหลวง เพื่อเร่งผลักดันน้ำ ไปให้เครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 สูบต่อลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อควบคุมความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปพื้นที่ตอนบน เนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่วนด้านท้ายน้ำ ได้ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่านคลองท่าสาร-บางปลา ลงสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อควบคุมความเค็มไม่ให้รุกล้ำขึ้นไปในพื้นที่ตอนบนเช่นกัน

นอกจากนี้ กรมชลประทาน โดยสำนักเครื่องจักรกล และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต ร่วมกันติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 4 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำบางขนาก เพื่อผลักดันน้ำจืดจากแม่น้ำบางปะกงเข้าคลองบางขนาก ในช่วงที่ค่าความเค็มต่ำหรือช่วงน้ำทะเลลง เพื่อให้ประชาชนที่ใช้น้ำจากคลองบางขนาก สามารถนำน้ำไปใช้ในอุปโภคบริโภค และยังเป็นการรักษาระบบนิเวศในคลอง  บางขนากอีกด้วย

เฉลิมชัย เปิดงาน Field Day ส่งสัญญาณเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404916?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย เปิดงาน Field Day ส่งสัญญาณเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่

16 ธันวาคม 2562 – 17:29 น.
เปิดงาน Field Day,เฉลิมชัย,เกษตรกร,เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่,วางแผนการผลิต
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

รมว.เกษตรฯ เปิดงาน Field Day ส่งสัญญาณเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ที่เหมาะสมของเกษตรกร หนุนเกษตรกรมีองค์ความรู้ เข้าใจ วางแผนการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ขึ้น เพื่อเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหากสามารถทำให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินการของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นกลไกสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้และให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกร ที่หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันดำเนินการให้สำเร็จตามเป้าหมาย เนื่องจากสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

ขณะเดียวกันพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ยังมีการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรตลอดจนโอกาสการเข้าถึงข้อมูล แหล่งทุน ทรัพยากร และการตลาดได้น้อย ที่สำคัญที่สุดพี่น้องเกษตรกรยังทำการเกษตรในลักษณะต่างคนต่างทำ ผลิตสินค้าไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขาดการรวมกลุ่ม จึงทำให้ยากต่อการจัดการผลผลิต กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายในการดำเนินการจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นศูนย์ที่มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ หรือ Zoning โดยมีองค์ประกอบของศูนย์ ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ และฐานการเรียนรู้ สำหรับองค์ความรู้ที่มีอยู่ในศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่หน่วยงานราชการส่งเสริมกับภูมิปัญญาของเกษตรกร และได้มีการประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมอย่างเฉพาะเจาะจงกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ

การจัดงานดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้ รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด ข้อมูลข่าวสาร การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกันเอง รวมทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งการจัดงานวัน Field Day ในครั้งนี้ ได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวมาให้ความรู้แก่เกษตรกร จำนวน 5 สถานี

นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการด้านการเกษตร การจัดนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย 1) นิทรรศการศูนย์เครือข่าย ศพก. อำเภอปราณบุรี 2) นิทรรศการ Young Smart Farmer จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 3) นิทรรศการและการให้บริการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคี อีกทั้งยังมีกิจกรรมตลาดเกษตรกรจำหน่ายสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพ Smart Farmer / Young  Smart Farmer จุดบริการรับขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร และการใช้แอพพลิเคชั่น Farmbook และการแข่งขันปอก-ขูดมะพร้าว และกองเชียร์ ด้วย

เฉลิมชัย ไม่หวั่น ม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาหน้ากระทรวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404892?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ไม่หวั่น ม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาหน้ากระทรวง

16 ธันวาคม 2562 – 15:38 น.
เฉลิมชัย,ม็อบประมง,กระทรวงเกษตร,ชุมนุม,เรือประมง
เปิดอ่าน 195 ครั้ง

เฉลิมชัย ไม่หวั่น ม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ พรุ่งนี้ เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ชาวประมงตามแนวทางรัฐบาล ขณะที่ ม๊อบหนี้สินเกษต

16 ธันวาคม 2562 “เฉลิมชัย”ไม่หวั่นม็อบชนม็อบ พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ พรุ่งนี้ เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ชาวประมงตามแนวทางรัฐบาล ขณะที่ ม็อบหนี้สินเกษตรกร รวบรวมรายชื่อสมาชิกที่ตกหล่นเข้าสู่วาระการประชุมของกฟก.แล้ว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จะรับข้อร้องเรียนของเกษตรกรที่จะมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ วันพรุ่งนี้ด้วยตนเอง โดยชาวประมงจาก 22 จังหวัดชายทะเลนั้น จะชี้แจงให้เข้าใจว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ผ่อนคลายปัญหาต่าง ๆ ให้แล้วทั้งด้านโครงการเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนในการออกทำประมง การพิจารณาเพิ่มวันทำประมง การให้ข้ามฝั่งจากอ่าวไทยไปอันดามันและจากอันดามันไปอ่าวไทยได้ตามฤดูกาล

ทั้งนี้ไม่มีการออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ มีแต่การออกกฎหมายลำดับรองที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เช่น การจะออกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการปรับปรุงยกร่างกฎหมายประมงนั้น คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา

สำหรับการนำเรือประมงขาว-แดงออกนอกระบบซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 53 ลำ งบประมาณ 294,850,200 บาท รอการจัดสรรงบประมาณปี 2563 เมื่อได้รับแล้วจะเร่งดำเนินการต่อไป ส่วนโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและ/หรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง 2,768 ลำ งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง 7,143,847,900 บาทอยู่ระหว่างเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ปัญหาภาคการประมงนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบนั้นได้ดำเนินการแล้ว แต่บางเรื่องเช่น การขาดแคลนแรงงาน กระทรวงเกษตรได้ประสานกระทรวงแรงางาน โดยนำเสนอมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง (กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) และกระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ด้านการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมัน

ส่วนการดำเนินการซื้อขายน้ำมันและการบริการคือ มีเรือ Tanker ที่เข้าร่วมในโครงการฯ ประมาณ 50 ลำ จะนำเรือไปจอดทอดสมอเพื่อขายน้ำมันในบริเวณทะเลเขตต่อเนื่องให้แก่เรือประมง ส่วนเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียวจะต้องได้รับโควต้าปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละเที่ยวเรือที่ออกจับปลาในทะเล จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งสมาคมฯ จะเป็นผู้ออกรหัส (Code) การเข้าเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันจากเรือ Tanker

ซึ่งเป็นสถานีบริการนอกชายฝั่งทะเล และจะต้องไม่เกินกว่าปริมาณความจุของถังน้ำมันใช้การของเรือ โครงการนำระบบฟรีทการ์ด (Fleet Card) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบบัตรอิเลกทรอนิกส์สำหรับเติมน้ำมัน ทดแทนการออกเป็นรหัส (Code) เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามและบริการการใช้น้ำมัน (เขียว) ให้ถูกต้อง ทันสมัย และเป็นฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำมันได้ตั้งแต่โรงกลั่น เรือ Tanker จนถึง เรือประมง

โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนจาก ธนาคารกรุงไทย ได้มาร่วมรับฟังศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้ระบบฟรีทการ์ดสามารถใช้เป็นบัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง ส่วนสมาคมผู้ค้าน้ำมันเรือ Tanker ได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็มีท่าทีไม่ขัดข้อง หากธนาคารกรุงไทยสามารถให้เครคิตการชำระหนี้น้ำมันในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตประธานกรรมการโครงการได้ประชุมร่วมกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สิน ที่นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจะเดินทางถึงหน้ากระทรวงเกษตรฯ ช่วงเช้า วันที่ 17 ธ.ค. 62 โดยประสงค์ให้สำหรับประเด็นเรียกร้องรมว.เกษตรฯ ปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกที่ตกหล่น ซึ่งจากมติ ครม. เมื่อ 2 ต.ค.61  มีสมาชิกที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้สิน ฯ 18,000 คน แต่ที่ยังไม่ได้แก้ไขมีอีก 2,400 คนนั้น

ขณะนี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เพื่อให้นำรายชื่อ สมาชิก กฟก. กลุ่มนี้เสนอครม.เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดยนำข้อดีของมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 คือ ครอบคลุมทุกสถาบันเจ้าหนี้ โดยให้ลูกหนี้ชำระเงินต้น 50% ตามระยะเวลาที่กำหนด แล้วจะยกหนี้ 50% หลังและดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ และให้นำข้อดีของ มติ ครม.เมื่อ 2 ตุลาคม 2561 คือมีการฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิกด้วย  ความก้าวหน้าของการดำเนินการอยู่ระหว่าง กฟก.ตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของทั้ง 2,400 ราย และจะนำเสนอคณะกรรมการ กฟก.พิจารณาดำเนินการต่อไป

โดยรมว. เกษตร รองประธานคณะกรรมการ กฟก.จะประชุมแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มมวลชน ที่กระทรวงเกษตรกรและสกรณ์ ในวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2562 โดยได้บรรจุเรื่องการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรของพระราชา เข้าวาระการประชุมด้วยแล้ว

ไตรภาคียาง ITRC เห็นพ้องลดผลิต ร่วมเฝ้าระวังโรคใบร่วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404793?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไตรภาคียาง ITRC เห็นพ้องลดผลิต ร่วมเฝ้าระวังโรคใบร่วง

16 ธันวาคม 2562 – 10:14 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,โรคใบร่วงยาง,ยุทธศาสตร์ยางพารา,อินโดนีเซีย,ไตรภาคียางระหว่างประเทศ
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

เวทีสภาไตรภาคียาง ITRC เห็นพ้อง ลดการผลิต เพิ่มการใช้ในประเทศ ย้ำ ร่วมกันเฝ้าระวังโรคใบร่วง

16 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (International Tripartite Rubber Council : ITRC) ครั้งที่ 33 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

โดยกล่าวว่า การประชุมดังกล่าว มีประเทศสมาชิก (Thailand, Indonesia, Malaysia: TIM) ITRC ทั้ง 3 ประเทศเข้าร่วมประชุม  โดยมี Mr. Antonius Yudi Triantoro, the Director for APEC and International Organization Negotiation, Ministry of Trade เป็นประธาน ซึ่งฝ่ายไทย มีนายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะ ร่วมด้วยผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร และ สศก. เข้าร่วม

ในการนี้ ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคีฯ ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้บรรลุเป้าหมาย ในประเด็นการลดปริมาณผลผลิตยางพาราซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายแผนยุทธศาสตร์ยางพาราในระยะ 20 ปีของไทย รวมทั้งประเทศสมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายของมาตรการการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในแต่ละประเทศ โดยแต่ละประเทศมีสัดส่วนการใช้ยางต่อปริมาณผลผลิตในประเทศ

ทั้งนี้ดังนี้คือ ประเทศมาเลเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 78.36 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค.- ก.ย. 62) ประเทศอินโดนีเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 19.37 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค. – พ.ย. 62) และประเทศไทย มีสัดส่วนร้อยละ 18.93 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค.-ต.ค. 62) อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงอัตราการขยายตัวของการใช้ยางในประเทศ ประเทศไทยมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 18.53 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเป็นผลมาจากมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐได้ดำเนินการ เช่น การทำถนนที่มียางพาราเป็นส่วนผสมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.55 และประเทศมาเลเซียมีอัตราการใช้ลดลงร้อยละ 2.60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 ประเทศ เห็นด้วยกับมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ รวมถึงมาตรการส่งเสริม/สนับสนุนแหล่งเงินทุนอย่างต่อเนื่องแก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพารา

โอกาสนี้ ผู้แทน สศก. ได้เสนอประเด็นเกี่ยวกับการระบาดของโรคใบร่วงยาง (Pestalotiopsis disease) เพื่อขอความเห็นให้ประเทศสมาชิกร่วมมือหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้ผลผลิตของประเทศสมาชิกที่เป็นแหล่งผลิตหลักของโลก โดยอินโดนีเซียได้รับผลกระทบมากที่สุด จำนวน 2.38 ล้านไร่ ไทยได้รับผลกระทบกว่า 300,000 ไร่ และมาเลเซียกว่า 30,000 ไร่

คาดว่าผลกระทบจากโรคดังกล่าวในกรณีรุนแรงที่สุดทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 70 – 90 และในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบปานกลางทำให้ผลผลิตลดลงประมาณร้อยละ 30 – 50   โดยในปี 2562 ประเทศสมาชิก ITRC ได้คาดการณ์ผลผลิตยางพาราลดลงถึง 800,000 ตัน จากการระบาดของโรคใบยางร่วงดังกล่าว รวมถึง ปัจจัยสภาพอากาศ เศรษฐกิจโลก และมาตรการทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐเอมริกา ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อราคายางในตลาดโลก

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า มติที่ประชุม ITRC จึงได้มอบหมายให้ บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ (International Rubber Consortium, Ltd: IRCo) ในฐานะฝ่ายเลขาของ ITRC เผยแพร่ข่าวให้ทั่วโลกรับรู้ถึงผลกระทบ ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของผลผลิตยางพารา และคาดว่าจะมีผลต่อราคายางในตลาดโลก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญในประเด็นความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อจะได้ดำเนินมาตรการให้เกิดความยั่งยืนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของการเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบร่วงยาง ทั้ง 3 ประเทศ ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวัง ควบคุม กำจัดอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศมาเลเซียจัดทีมเฉพาะกิจ (task force team) เข้าควบคุม ฉีดพ่นสารควบคุมในพื้นที่ของเกษตรกรที่ได้รับการระบาดของโรค ในขณะที่ประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ โดยสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย และกรมวิชาการเกษตร ได้เผยแพร่ข้อมูล ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการระบาด ย้ำเตือนอาการของโรคที่มีลักษณะ 1) ใต้ใบมีรอยช้ำค่อนข้างกลม ผิวใบด้านบนบริเวณเดียวกันสีเหลืองกลม

2) เนื้อเยื่อสีเหลืองใหญ่ขึ้นเป็นขอบแผลดำเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลจนถึงขาวซีด 3) จำนวนจุดแผลบนใบมีมากกว่า 1 แผล อาจลุกลามซ้อนกันจนเป็นแผลขนาดใหญ่ และ 4) ใบเหลืองและร่วงในที่สุด รวมทั้ง ได้ประชาสัมพันธ์แนวทางในการป้องกัน โดยให้ใส่ปุ๋ยบำรุงสม่ำเสมอ หากพบอาการของโรคดังกล่าวให้รีบใช้สารป้องกันฉีดพ่นพุ่มใบให้ทั่วแปลง

โดยเครื่องฉีดพ่นสารเคมีแรงดันสูงอย่างน้อย 2 ครั้ง ฉีดพ่นซ้ำ 7-15 วัน โดย สศก. จะร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามสถานการณ์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อเตือนภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งหากเกษตรกรพบข้อสงสัยว่าจะมีการระบาดของโรคในพื้นที่ หรือต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดการระบาดและคำแนะนำสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยใกล้บ้าน

นราพัฒน์ ลุยพัฒนาเมืองเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นราพัฒน์ ลุยพัฒนาเมืองเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ

16 ธันวาคม 2562 – 07:54 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 90 ครั้ง

นราพัฒน์ ลุยพัฒนาเมืองเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ รุก Big dataตอบโจทย์เกษตรกรรุ่นใหม่ เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี

16 ธันวาคม 2562  นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายคมสัน จำรูญพงษ์อและนางดาเรศร์ กิตติโยภาส ลงพื้นที่เพื่อติดตามการพัฒนาการเกษตรอัฉริยะ ณ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนให้ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามแนวพระราชดำริ 4 ประการ คือ 1) ให้พัฒนาด้านการเกษตร โดยเฉพาะปศุสัตว์และการประมงเพือการบริโภค 2) ให้มีศูนย์ฝึกปฏิบัติการด้านการประกอบอาชีพโดยมีแปลงสาธิตของราษฎรตัวอย่าง 4 แปลง แปลงละ 4 ไร่ สร้างบ้านพักอาศัยที่อยู่ โดยปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป การดำเนินธุรกิจฟาร์มในรูปสหกรณ์และราษฎรหมุนเวียนเข้าอยู่

3) ให้จัดเป็นศูนย์กลางส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยให้เกษตรกรยืม พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ที่ดีไปผสมหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งลูกคืน และ 4) ให้มีศูนย์พัฒนาการเกษตร จะได้ศึกษาและเยี่ยมชมเพื่อนำเอาเป็นแบบอย่างการดำเนินงาน รวมทั้ง เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรอัจฉริยะต้นแบบ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวผ่านการทำงานบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่

นายนราพัฒน์ล่าวว่า “ปัจจุบันกระทรวงเกษตรกำลังพัฒนาฐานข้อมูล (Big data) เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในการดำเนินนโยบาย และประชาชนทั่วไป สามารถตอบโจทย์เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี หากมีศูนย์เรียนรู้อัจฉริยะเช่นนี้ จะเป็นสิ่งที่ประจักษ์ได้จริง สร้างการถ่ายทอดได้อย่างชัดเจน”

ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ได้กล่าวถึง การเปลี่ยน mindset ของเกษตรกรในการทำเกษตรยุคใหม่ สร้างช่องทางการหาตลาดเพิ่มขึ้น สามารถเป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้เอง หรืออนาคตพัฒนาเป็นผู้ส่งออก หากมีการบูรณาการร่วมันก็จะเป็นประโยชน์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันให้เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ บนพื้นที่ 1,300 ไร่ มีฐานการเรียนรู้จากหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 7 ด้าน ได้แก่ งานชลประทาน งานปศุสัตว์ งานประมง งานพัฒนาที่ดิน งานวิชาการเกษตร งานด้านข้าว และงานพืชสวน ซึ่งที่นี่จะเป็นที่พึ่งของเกษตกรและประชาชนในจังหวัดและในประเทศไทยในการช่วยเหลือส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเกษตรกร เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามแนวพระราชดำริ ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุค Thailand 4.0

ตัวอย่างการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะ ได้แก่ การออกแบบสวนทุเรียนสมัยใหม่ เช่น ทุเรียนระยะชิด ทุเรียนต้นคู่ และทุเรียนกางแขน โดยใช้ระบบน้ำมินิสปริงเกลอร์ เครื่องจักรพ่นยา การใช้แอปพลิเคชันในมือถือควบคุมการให้น้ำ มีระบบเซนเซอร์ การควบคุมความชื้นในดิน และใช้งานวิจัยในการยกโคกเพื่อทำดินให้ฟู และรากไม่เน่า จากเดิมการปลูกทุเรียนปกติ 8*8 ต่อ 1 ไร่ ปลูกได้ 20 – 25 ต้น ผลผลิตเฉลี่ย 1,800 กิโลกรัม หากปลูกแบบสมัยใหม่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรง่ายขึ้นในการทำการเกษตร และลดต้นทุนการใช้แรงงาน รวมถึงผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นด้วย

นายนราพัฒน์จะนำการขับเคลื่อนการพัฒนาศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ รายงานผลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เพื่อส่งเสริม ขยายผลการพัฒนาศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงให้ทันสมัย สร้างแรงดึงดูดให้เกษตกรและประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษา เรียนรู้ สร้างงานและความมั่นคงทางอาชีพต่อไป

ทั้งนี้ ยังได้รับการต้อนรับในการเยี่ยมชมหอเฉลิมพระเกียรติจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายปิยะ ปิตุเตชะ) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจะเปิดบริการให้ประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมในเร็ววันนี้

เปิดแผนธุรกิจ”เมืองสุขสยาม”ปี2563

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผนธุรกิจ”เมืองสุขสยาม”ปี2563

16 ธันวาคม 2562 – 03:24 น.
เมืองสุขสยาม
เปิดอ่าน 147 ครั้ง

เปิดแผนธุรกิจ”เมืองสุขสยาม”ปี2563 สร้าง”อะคาเดมี”สานฝันผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ต่างแดน     

    “สุขสยามไม่ได้เป็นห้าง แต่เป็นเมืองที่สร้างความสุข เป็นแพลตฟอร์มใหม่ในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน” 

ลักขณา นะวิโรจน์(กลาง)

บางช่วงบางตอนที่“ลักขณา นะวิโรจน์”ประธานโครงการเมืองสุขสยาม กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวในโอกาสครบรอบ 1 ปีโครงการ“เมืองสุขสยาม”หนึ่งในโซนแห่งความภาคภูมิใจ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญของไอคอนสยาม ภายใต้แนวคิดให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ผลิตสินค้าชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้ทางด้านการขายและการทำการตลาด รวมทั้งการประกอบธุรกิจรูปแบบใหม่ ให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้าชาวต่างชาติ สนับสนุนให้สินค้าเหล่านั้นสามารถเจาะตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ ต่อยอดไปสู่การทำ e-Commerce ได้ในอนาคต รองรับการเข้าสู่ความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการช่วยสืบสานมรดกทางภูมิปัญญา รักษางานศิลปะและงานฝีมือดั้งเดิมของไทยให้คงอยู่แบบยั่งยืน

การประกาศความสำเร็จโอกาสครบรอบ 1 ปี“เมืองสุขสยาม” หนึ่งในแม่เหล็กหลักของไอคอนสยาม ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการสร้างเมืองในห้างสรรพสินค้า เพื่อโชว์ความมหัศจรรย์วิถีไทยอวดสายตาชาวโลก  หลังนักท่องเที่ยวไทย-เทศเทใจให้ เกิดกระแส กิน ช้อป จบ ครบ โดนใจ “สัมผัสเสน่ห์วิถีไทย ให้สุขใจ ต้องไปสุขสยาม” สร้างสีสันความคึกคักตลอดทั้งปีด้วยนักท่องเที่ยวหมุนเวียนมาเยือนกว่า 60,000 คนต่อวัน ยอดเงินสะพัดรวมกว่า 1,000 ล้านบาท

จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้มีการเตรียมต่อยอดไอเดีย “เมืองสุขสยามอะคาเดมี”ในปีที่2 โดยผนึกสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)ร่วมคัดเลือกพัฒนา 10 ร้านค้าเด่นทั่วไทยเป็นโลคอบ ฮีโร่(Local Heroes)เพื่อเสริมความแกร่งด้านการตลาด ก่อนส่งต่อไปสู่การค้าระดับโลก ภายใต้โครงการ”จากโลคอลไปโกลบอล”

บนพื้นที่ประมาณ 15,000 ตารางเมตร คัดสรร ของกิน ของใช้ ของแท้ ต้นตำรับไทยมาไว้ในที่เดียวกัน ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุขและการสร้างสรรค์ที่เรียกว่า“เมืองสุขสบาย” หนึ่งในแลนด์มาร์ค“ไอคอนสยาม” แลนด์มาร์คทำเลทองของไอคอนสยาม ศูนย์การค้าอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนเปิดให้บริการทุกวันกว่า 300 ร้านค้าจากทั่วทุกจังหวัดทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งร้านค้าที่หมุนเวียนเข้ามาสร้างความสุขกว่า 1,000 ร้าน

โดยในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ เกิดกระแส “สัมผัสเสน่ห์วิถีไทย ให้สุขใจ ต้องไปเมืองสุขสยาม” ขึ้นแท่นสุดยอดแหล่งกินแหล่งช้อปของไทยครบครัน ที่ต้องห้ามพลาด ขานรับนโยบายรัฐบาลสู่การกระจายรายได้สู่ชุมชน สืบสานภูมิปัญญาวิถีไทยอย่างยั่งยืน

“จากการส่งเสริมด้านการตลาด และสร้างองค์ความรู้อย่างรอบด้านให้กับผู้ประกอบการจากชุมชนต่างๆ ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลต่อความสำเร็จในการทำธุรกิจในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่มาค้าขายในเมืองสุขสยามต่างมีรายได้ที่ดีขึ้น ส่งผลต่อจำนวนเงินทุนที่ใช้ทำธุรกิจและพัฒนาสินค้าต่อไป ขณะที่ลูกหลานของผู้ประกอบการสินค้าชุมชนก็ได้เห็นช่องทางและยินดีที่จะมาต่อยอด เพื่อสืบสานกิจการค้าขาย หรือ งานฝีมือของครอบครัวให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เพราะได้เห็นโอกาสและความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง นับเป็นการสืบสานรักษาภูมิปัญญา ศิลปะและงานฝีมือดั้งเดิมของไทย โดยมีความพร้อมที่จะนำสินค้าก้าวสู่เวทีโลกต่อไป”ลักขณาเผย

“เมืองสุขสยาม” คือพื้นที่นำเสนอมหัศจรรย์วิถีไทย มรดกทางวัฒนธรรมจาก 4 ภูมิภาคหลักของประเทศ ได้แก่ อาหาร งานศิลปะ หัตถกรรมงานฝีมือ เวชศาสตร์ การแสดงการละเล่นพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการผนึกกำลังระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ ศิลปิน วิสาหกิจท้องถิ่น ชุมชนวิถีไทย และผู้ประกอบการรายย่อยระดับท้องถิ่นทั้ง 77 จังหวัด โดย “เมืองสุขสยาม” จะทำหน้าที่เสมือน “เวที” ในการนำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์จากทั้ง 4 ภูมิภาค แบ่งพื้นที่เป็น 4 โซนหลัก คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสาน

ปัจจุบันผู้ประกอบการท้องถิ่นใน “เมืองสุขสยาม” มีร้านค้าประจำ มากกว่า 300 ร้าน และร้านค้าที่หมุนเวียนเข้ามาเปิดให้บริการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จำนวนมากกว่า 1,000 ร้าน แบ่งเป็นร้านอาหาร 600 ร้านค้า และร้านค้าที่ไม่ใช่อาหาร 400 ร้านค้า เมื่อรวมจำนวนร้านค้าต่างๆ ที่เข้ามาเปิดพื้นที่จำหน่ายและร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆ ใน “เมืองสุขสยาม” ตลอดช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนกว่า 2,500 ร้านค้า

ประธานโครงการเมืองสุขสยามเผยต่อว่าปัจจุบัน“เมืองสุขสยาม”ได้เปิดพื้นที่แห่งความสุขต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 50,000-60,000 คนต่อวัน โดยภาพรวมที่ผ่านมาเติบโตขึ้น มีทั้ง G.I.T (Group Individual Travelers) ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม รวมไปถึงกรุ๊ปทัวร์ต่าง ๆ และ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า FIT (Free and Independent Traveler) หรือ การท่องเที่ยวแบบอิสระ(Foreign Individual Tourism) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง จะคิดเป็น 30% จากยอดรวมทั้งหมด

“ช่วง 1 ปีที่เปิดให้บริการ ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวสุขสยามมากที่สุดจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน รองลงมาชาวไต้หวัน และนักท่องเที่ยวจากอาเซียน รวมถึงจากรัสเซีย อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป และตะวันออกกลาง และนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียนเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะชาวเวียดนาม”

ลักขณาระบุว่าความโดดเด่นของ “เมืองสุขสยาม” คือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามานำเสนอสินค้าได้ตลอด 365 วัน อีกทั้งยังส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ การผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรและชาวบ้าน รวมถึงการสนับสนุนในการเรียนรู้กลไกการค้าปลีก และค้าส่งสู่ต่างประเทศ และการตลาดในรูปแบบใหม่อย่างครบวงจร ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจในกลไกของระบบนิเวศน์ทางการค้าที่มีการบริหารจัดการสินค้าอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์นโยบาย ‘ประเทศไทย 4.0’ (Thailand 4.0) ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชีวิตคนเมือง ที่ต้องการความสะดวกสบาย โดยการคัดสรรสินค้าที่มีคุณค่าจากท้องถิ่นมาไว้ในที่เดียวกัน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะได้พบกับของกินของใช้ที่มาจากความพิถีพิถัน สะท้อนความงดงามของศิลปะและภูมิปัญญาดั้งเดิม ภายใต้บรรยากาศแห่งความสุข ได้สัมผัสกับเสน่ห์แห่งวิถีไทยแบบ “ครบจบในที่เดียว” อันประกอบด้วยพื้นฐานความเป็นไทยครบใน 7 สุข ประกอบด้วย“สุขแซ่บ” นำเสนอความหลากหลายของอาหารเลิศรสในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร

“สุขเสน่ห์” นำเสนอเสน่ห์ของคนไทยที่ยากจะลอกเลียน รวมไปถึงความสวยงามของของสถาปัตยกรรมต่างๆ “สุขสร้างสรรค์” การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของความเป็นไทยให้เกิดขึ้น “สุขสืบสาน” การสืบสานและสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยภาคต่างๆ “สุขสัมพันธ์” การสร้างความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนเรื่องราวทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชน และ ”สุขสนุก” นำเสนอความสนุกสนานร่าเริงของคนไทย เมื่อรวมทุกสุขแล้ว จึงหมายรวมถึง“สุขสยาม”

“สุขสยาม”เป็นการรวม 7 สุขเข้าด้วยกัน โดยทุกอย่างต้องเป็นของแท้และเป็นต้นตำรับดั้งเดิมที่แท้จริง เพื่อประกาศความภาคภูมิใจให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศและระดับโลก”

อย่างไรก็ตามสำหรับแผนการพัฒนาและขยายธุรกิจ “เมืองสุขสยาม” ณ ไอคอนสยาม ในปี2563 มีการเตรียมแผนเปิดตัวโครงการ “เมืองสุขสยามอะคาเดมี” เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทยให้ก้าวสู่สากลอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนแผนในระยะยาว “เมืองสุขสยาม” ยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการและสินค้าชุมชนของไทยสู่เวทีระดับนานาชาติต่อไป

 “บ้านฝ้ายย้อมคราม”แหล่งรวมผลิตภัณฑ์เด่นผ้าฝ้ายอีสาน  

    วารี เลาหดิลก พนักงานประจำร้านบ้านฝ้ายย้อมคราม หนึ่งในร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติบอกว่าได้นำผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายมาจำหน่ายในเมืองสุขสยามตั้งแต่เริ่มต้นเปิดห้างไอคอนสยาม จนถึงวันนี้ครบ 1 ปีพอดี สินค้าที่จำหน่ายในร้านเป็นผลิตภัณฑ์เด่นจากร้านดังของแต่ละจังหวัดในภาคอีสาน  ซึ่งมีอยู่ 4 ร้านประกอบด้วย บุญล้อม จุฑาทิพย์ ท้ายไทและเจษฎา โดยแต่ละร้านจะส่งพนักงานขายมาประจำร้านละ 1 คนและมีสินค้าให้เลือกหลากหลายสนนราคาต่อชิ้นตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น

“ของเราเป็นร้านบ้านฝ้าย จะมีเฉพาะผ้าฝ้าย ถัดไปเป็นร้านบ้านไหมก็จะมีเฉพาะผ้าไหม อย่างของร้านจะนำสินค้าเด่นแต่ละประเภท เราก็เอารวบมารวมไว้ด้วยกัน อย่างเช่นชุมชนนี้เด่นผ้าฝ้ายทอมือ ชุมชนนั้นเก่งเรื่องการย้อม  เราก็รวบรวมสินค้าจากแต่ละชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สนนราคราตั้งแต่หลักร้อยยันหลักหมื่น อย่างเช่นราคาสูงสุดชุดผ้่าฝ้ายย้อมครามตัวละหมื่นสอง หรือถูกที่สุดเป็นผ้าพันคอผืนละ 380 บาท ผ้าฝ้ายยอมครามคนญี่ปุ่นจะชอบมาก และขายดีมาก มียอดขายเกือบล้านทุกเ้ดือน”วารีย้ำทิ้งท้าย

ย้อนยุค กับ วินเทจคาร์ พาเหรด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405188?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ย้อนยุค กับ วินเทจคาร์ พาเหรด

17 ธันวาคม 2562 – 23:00 น.
รถโบราณ,วินเทจคาร์ พาเหรด,สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 196 ครั้ง

กิจกรรมที่จัดเป็นประเพณีสร้างความประทับใจตลอดเส้นทางกับขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิค กว่า 50 คัน

ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่ประเทศไทยของเรายังมีการรวมกลุ่มของรถโบราณ และรถคลาสสิคไม่ว่าจะเป็นรถโบราณก่อนยุคสงคราม หรือกลุ่มรถหลังสงครามที่หายาก การสานต่อและอนุรักษ์ทางสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย โรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ, อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท, เทศบาลเมืองชะอํา, เทศบาลเมืองหัวหิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมจัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 17”  เมื่อ 13-15 ธันวาคม ที่ผ่านมา

เป็นขบวนคาราวานรถโบราณและรถคลาสสิคกว่า 50 คัน  ประกอบด้วยดาวเด่นอย่าง ALFA ROMEO DUETTO ปี 1966, BENTLEY S2 ปี 1960, MORGAN PLUS4 ปี 1958 ออกเดินทางจากโรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยเจ้าของรถตกแต่งรถให้เป็นลายจุดเข้ากับแนวคิดงาน สร้างสีสันแห่งความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

 ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เผยว่า สมาคมฯ จัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด” ครั้งที่ 17 ด้วยแนวคิด “ภาพจำ…ลายจุด – Visual Memory…Polka Dot” โดยได้ร่วมงานกับโรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ และอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก เทศบาลเมืองชะอํา เทศบาลเมืองหัวหิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี

จุดหมายแรกคือการมอบเงินสนับสนุนให้มูลนิธิอุทยานพระนครคีรี เพชรบุรี โดยมี กอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นผู้รับมอบ จากนั้นไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ บ้านขนมนันทวัน ซึ่งหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ให้การสนับสนุน เดินทางเที่ยวชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำเพชรบุรี ก่อนมุ่งสู่โรงแรม อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งมีการสังสรรค์พูดคุยกับเจ้าของรถโบราณในหัวข้อ “นี่แหละรถคันรัก”

วันที่สองสมาชิกคาราวานรถโบราณและรถคลาสสิคกว่า 50 คัน มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟหัวหิน โดยได้รับการต้อนรับจาก นพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน และโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน โรงเรียนเทศบาลบ้านหัวหิน จากนั้นรับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนที่บ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นของ ศิริพงษ์ บูรณะพันธุ์ อุปนายก สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ก่อนจะเดินทางกลับมาร่วมงาน วินเทจคาร์ กาลา ดินเนอร์ ณ ห้องราชพฤกษ์ โรงแรม อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ที่จะนำรถหายากมาจอดอวดสายตานักท่องเที่ยว ไม่ว่าชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

16 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อินโนสเปซ,เทรนด์ FemTech,สุขภาพ
เปิดอ่าน 135 ครั้ง

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ชาย จึงเป็นที่มาของการสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อผู้หญิง หรือ “เฟมเทค (FemTech : Female Technology)” อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสุขภาพของผู้หญิง ซึ่งนับตั้งแต่ปีนี้ไปจะยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากความสนใจของนักลงทุนที่พร้อมเทใจและเทเม็ดเงิน มาให้กับสตาร์ทอัพในสาขานี้ ต้องยอมรับว่าประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง มีความเป็นลักษณะเฉพาะ ซึ่งแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกันเอง ในช่วงวัยที่แตกต่าง หรือสถานภาพที่แตกต่าง อย่างเช่น สาวโสด แต่งงานแล้ว กำลังตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ก็จะมีความจำเพาะเจาะจงของปัญหาสุขภาพที่แยกย่อยลงไปอีก

เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ ได้เผยแพร่บทความคาดการณ์ตัวเลขเงินลงทุนที่จะไหลสู่เทคโนโลยีในกลุ่มนี้ว่า คงแตะหลัก 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 ตามแนวโน้มความต้องการนวัตกรรมสุขภาพสำหรับผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ระดับนี้ จึงเข้าตานักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องแข่งกันหาธุรกิจใหม่ๆ และแตกต่างเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุน เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา จึงเห็นตัวเลขเงินทุนจำนวนสูงถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 7 เท่า เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้า

เทรนด์นี้ยังไปเข้าตาบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลกอย่าง แอปเปิ้ล ที่เริ่มชิมลางพัฒนาบริการด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ในชื่อบริการ HealthKit ที่ยังไม่ครอบคลุมทุกปัญหาสุขภาพของสาวๆ จนในที่สุดพัฒนาเป็นแอพการติดตามรอบเดือน (cycle tracking app) สำเร็จ และเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยติดตั้งอยู่ในไอโฟน และแอปเปิ้ลวอทช์ อีกทั้ง ยังมีแผนทำงานร่วมกันในระยะยาวกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้จากแอปเปิ้ลวอทช์ มาต่อยอดสู่นวัตกรรมด้านบริการสุขภาพในอีกหลายๆ เรื่องที่ผู้หญิงใส่ใจ

เมื่อไม่นานนี้ ในบทความของเว็บไซต์ http://www.bangkokbankinnohub.com ก็ฉายภาพความน่าสนใจของ FemTech ว่า สำหรับแวดวงผู้ประกอบการ ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่มีกำลังซื้อและได้รับการให้ความสำคัญเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย จึงคาดการณ์กันว่าภายในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาด FemTech พุ่งสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแปรผันโดยตรงกับการเติบโตของจำนวนประชากรเพศหญิงที่มีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

โดยระหว่างปี 2558-2561 มีบริษัทสตาร์ทอัพด้าน FemTech จำนวนมากได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงินในยุโรปรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ บริการ แอพพลิเคชัน หรือแม้แต่ขั้นตอนในการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยเพศหญิง ซึ่งจะช่วยดูแลทุกแง่ทุกมุมในด้านสุขภาพของผู้หญิง ตั้งแต่เรื่องที่ใกล้ตัวสาวๆ มากที่สุดอย่างวันนั้นของเดือน การให้คำแนะนำเพื่อการตั้งครรภ์ รวมไปถึงการดูแลลูกน้อยสำหรับคุณแม่ยุคใหม่

พร้อมทั้งยกตัวอย่างแอพที่น่าสนใจ ได้แก่ แอพช่วยวางแผนครอบครัว Apricity ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรให้กับผู้ใช้งาน แอพของ Elvie สตาร์ทอัพของอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์คุณแม่มือใหม่ คอยอยู่เคียงข้างตั้งแต่ก่อน-หลังคลอดด้วยคลังความรู้ต่างๆ อีกทั้งประดิษฐ์เครื่องปั๊มนม Elvie Pump ที่ทำงานเชื่อมต่อกับแอพ Elvie Pump ช่วยให้คุณแม่ติดตามคุณภาพการปั๊มนมของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ หรือแม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยจากสตาร์ทอัพ Daye ที่จะช่วยให้สาวๆ ผ่านช่วงนั้นของเดือนไปได้ง่ายขึ้น เพราะสารสกัดจากพืชที่ช่วยลดอาการปวดท้องทั้งยังผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ทางด้านสำนักวิจัยของบีบีซี (BCC Research) เกาะติดเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพของผู้หญิงด้วยเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์ได้รวบรวมข้อมูลตัวเลขน่าสนใจต่างๆ พบว่า แต่ละปีมีการทุ่มทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม FemTech จำนวนสูงถึงราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดสินค้าดูแลสุขอนามัยสำหรับผู้หญิงรักษาระดับมูลค่าที่ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 และเมื่อปี 2560 บริษัทด้าน FemTech สามารถระดมทุนได้ทะลุหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว

สำหรับตลาดลูกค้าเป้าหมายสำคัญของนวัตกรรมด้านนี้ แน่นอนว่าคือ สาวๆ ในเอเชีย ซึ่งมีความพร้อมซื้อมากกว่าจะมีบทบาทเป็นผู้สร้างนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม มีการจับตามองประเทศจีนว่า สาวๆ รุ่นใหม่ของจีนมีโอกาสอย่างมากที่จะเข้าสู่ตลาดในเทรนด์ใหม่นี้ จากแรงผลักดันของรัฐบาลจีนที่มุ่งกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ประกอบการยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ บีบีซี ยังได้จัดอันดับ 5 โอกาสมาแรงของ FemTech ที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่ตลาดสุขภาพผู้หญิง ได้แก่ 1.ช่วยให้ผู้หญิงที่อาศัยตามพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ ทั้งในด้านการรักษาและคำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพ เริ่มมีการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้คำวินิจฉัยและการรักษากับคนในพื้นที่ห่างไกลได้ด้วยการเชื่อมต่อกับผ่านสมาร์ทโฟน มีการพัฒนาแอพหรือคลินิกเสมือนจริงเพื่อเข้าถึงผู้หญิงทุกคนถึงบ้าน แทนที่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังสถานพยาบาล

2.ผู้หญิงสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการสุขภาพของตัวเองได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย ดังนั้นต้นทุนที่ตามมาก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านดูแลสุขภาพก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย การมีนวัตกรรมดูแลสุขภาพใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงสามารถดูแลหรือบริการจัดการเรื่องสุขภาพของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในหลายๆ เรื่อง 3.สุขภาพดิจิทัลสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ (reproductive health) โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญของผู้หญิง อย่างเช่น การมีบุตร การดูแลครรภ์ และอนามัยของแม่

4.ช่วยสร้างแนวป้องกันโรคเรื้อรังที่มักเกิดในผู้หญิง (female-specific chronic diseases) มีหลายแอพพลิเคชั่นที่ช่วยสร้างความตระหนัก ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ การจัดการระบบยา และการคัดกรองเพื่อวินิจฉัยโรค แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงจำนวนมากสามารถคัดกรองและตระหนักถึงปัญหาสุขภาพได้แต่เนิ่นๆ และ 5.ปรับปรุงภาวะด้านสุขภาพโดยรวมและเพิ่มความมีสุขภาพดีให้กับผู้หญิง เนื่องจาก FemTech ช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพให้กับผู้หญิงหรือผู้ป่วยแต่ละรายได้แบบเฉพาะบุคคล (เพอร์ซันนัลไลซ์) ขณะที่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการคัดกรองและวินิจฉัยโรค เป็นต้น

เซเลบสายแฟ กิน ช็อป ร่วมฉลองเปิดห้างใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405025?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เซเลบสายแฟ กิน ช็อป ร่วมฉลองเปิดห้างใหญ่

17 ธันวาคม 2562 – 12:01 น.
ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี,กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล,ญาญ่า,ณเดชน์,เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์,ผึ้ง สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา,ช็อปปิ้ง,ปิ๊บ ภัทรพล พึ่งบุญพระ,ปุณยาพร พุกกะณะสุต,ป๊อป วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช็อปปิ้ง บนพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม.

สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง เสมือนเป็นการเปิดของขวัญกล่องใหม่ของคนกรุงเทพฯ ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล จัดงานฉลองเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ห้าง เซน แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ปรับโฉมใหม่เป็น “เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อันคัพเวอร์ ดิ เอ็กไซติง ไซด์ ออฟ ยู” 

เอ็ดวิน ยัป ฮอสัน-นิโคโล การันเต้-อิทธิพล คุณปลื้ม-ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี-พิชัย จิราธิวัฒน์-ดีแทค

กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์-ภัทรพล พึ่งบุญพระ-นันทวัน แสงธรรมกิจกุล-สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา-วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ

เพื่อยกระดับสู่ที่สุดแห่งห้างไลฟ์สไตล์ของไทย ชวนสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช็อปปิ้ง บนพื้นที่กว่า 50,000 ตร.ม. ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิน ดื่ม ช็อป และการบริการสุดพิเศษ ซึ่งรวมไว้ในแต่ละชั้น 1-7 โดยมีบรรดาเซเลบริตี้มาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข อาทิ “โอ่ง” กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์-“ปิ๊บ” ภัทรพล พึ่งบุญพระ-“แหน” นันทวัน แสงธรรมกิจกุล-“ผึ้ง” สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา-“ป๊อป” วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ, “พิม” พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา, “จุ๋ย” จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา, “ปอนด์” หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา, ญาดา รุ่งวัฒนภักดิ์, ณัฏฐ์ธนิน คุณาธนาฒย์, ปุณยาพร พุกกะณะสุต, ณศมน นิยมเดชา, มาร์คธาวิน, ปณิธิพัทธ์ สุขสมบูรณ์ อังค์วรา ศุภกร, อมาตย์ นิมิตภาคย์, ปุญญพัฒน์ ถนอมกุล, “อั๊พ” ศวิษฐ์ อุทัยเฉลิม, วิชชุดา ลีนุตพงษ์ และ “ฟลุ๊คจ์” พงศภัทร์ กันดำ ฯลฯ โดยมี สาวิตรี โรจนพฤกษ์ รับหน้าที่พิธีกร ณ ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ศวิษฐ์ อุทัยเฉลิม-วิชชุดา ลีนุตพงษ์-พงศภัทร์ กันดำ

  ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี เปิดเผยว่า เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โฉมใหม่ พร้อมแล้วที่จะเป็นแหล่งนัดพบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกท่านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้สามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่เสมือนเป็นการรวมผลงานสถาปัตยกรรมของนักออกแบบชั้นนำระดับโลกมารวมไว้ที่แห่งนี้ ทั้งจากประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ผู้ที่เคยออกแบบห้าง Rinascente (รีนาเซนเต) รวมถึงดีไซเนอร์ไทย

ปุญชรัสมิ์ เฉลิมชัยชวลิต

ปุณยาพร พุกกะณะสุต

โดยร่วมมือกันภายใต้คอนเซ็ปต์ Contemporary จึงทำให้ห้างดูทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน และใช้โทนสีที่แตกต่างกัน ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละชั้น ดังนี้ ชั้น 1 BEAUTY GALERIE & LUXE GALERIE อาณาจักรความงาม แหล่งรวมสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชั้นนำและสินค้าพิเศษชิ้นเอ็กซ์คลูซีฟ ชั้น 2 WOMEN’S ELEGANCE เชื่อมต่อสกายวอล์ก เข้าห้างได้อย่างสะดวกสบาย ชั้น 3 WOMEN แหล่งรวมชุดชั้นในที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงชุดว่ายน้ำ ชั้น 4 UNISEX & DENIM เอาใจหนุ่มสาวแฟชั่นเลิฟเวอร์ ชั้น 5 MEN & WATCH รวบรวมแฟชั่นชายชั้นนำสะท้อนลุคหนุ่มรุ่นใหม่ ชั้น 6 KIDS โลกแห่งจินตนาการ และ ชั้น 7 LIVING HOUSE แผนกโฮมคอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางกรุง ที่แรกที่รวมร้านอาหารระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck มาไว้ที่เดียว

ญาญ่า-ณเดชน์ มอบของขวัญสุดบิ๊ก 

พร้อมกันนี้ ไฮไลท์โชว์ในงานฉลองเปิดตัว “เซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์” ได้ซูเปอร์สตาร์คู่ขวัญ “แบรี่” ณเดชน์ คูกิมิยะ และ “ญาญ่า” อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาจัดโชว์สุดเซอร์ไพรส์อลังการระดับทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เพื่อมอบเป็นของขวัญแด่คนกรุงเทพฯ ยังได้เตรียมมอบเซอร์ไพรส์สุดยิ่งใหญ่เป็นของขวัญให้แก่ผู้ร่วมงาน รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท ซึ่งของขวัญที่ทุกคนจะได้ร่วมลุ้นในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ จะโปรยลงมาจากด้านบนของห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ขณะโชว์ เพื่อเป็นสีสันให้ทุกคนได้ร่วมสนุก ได้รับความสุข ความทรงจำที่ดี และความประทับใจ ไปกับช่วงเวลาแห่งการฉลองเปิดตัวห้างร่วมกัน