พิชิตด่านระทึกสุดขอบโลกไปกับ ‘Jumanji : The Next Level’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/460871

พิชิตด่านระทึกสุดขอบโลกไปกับ ‘Jumanji : The Next Level’

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โซนี่ พิคเจอร์สฯ ชวนคุณห้อยโหนโจนทะยาน พิชิตด่านระทึกสุดขอบโลกJumanji: The Next Level การกลับมาพบกันอีกครั้งของวัยรุ่นทั้งสี่คนที่รอดชีวิตจากการทดสอบของ Jumanji : Welcome to the Jungle

เมื่อพวกเขากลับจากมหาวิทยาลัยของพวกเขาเข้าไปยังบ้านที่แบรนด์ฟอร์ดรัฐนิวแฮมป์เชียร์ สำหรับเทศกาลปีใหม่ตอนนี้พวกเขาเป็นนักศึกษากันแล้ว และพวกเขาก็พยายามจะจัดการกับขั้นตอนต่อไปในชีวิตของตัวเอง หลังจากที่สเปนเซอร์ถูกชักจูงให้กลับเข้าไปในเกมอีกครั้ง มาร์ธา,ฟริดจ์ และเบธานีย์ จะต้องร่วมมือกัน กระโดดเข้าไปในโลก Jumanji อีกครั้งเพื่อปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือสุดท้าทายเพื่อนำสเปนเซอร์กลับบ้านให้จงได้ แต่เกมกลับพังไปแล้ว และมันก็ตอบโต้กลับ ทุกสิ่งที่พวกเขารู้จักเกี่ยวกับJumanji กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อพวกเขาได้ค้นพบว่า มันมีอะไรมากกว่าการเป็นแค่ป่า มันใหญ่ขึ้น อันตรายขึ้น และมีอุปสรรคที่ลุ้นระทึกให้ได้ฝ่าฟันมากขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นดังนั้นนอกเหนือจากแอ๊กชั่นตระการตาวิชวล เอฟเฟกท์เหลือเชื่อและโลเกชั่นที่อลังการแล้ว คุณควรจะคาดหวังได้ถึงสิ่งที่ไม่คาดฝันด้วย

ภาพยนตร์โดย : เจค คัสแดน

นำแสดงโดย : ดเวย์น จอห์นสันในบท ดร.สโมลเดอร์ เบรฟสโตน,

แจ็ค แบล็ค ในบท ดร.เชลลี่โอเบรอน,

เควิน ฮาร์ท ในบท เมาส์ ฟินบาร์

คาเรน กิลเลน ในบท รูบี้ ราวน์เฮาส์และ นิค โจนาส ในบท ซีเพลน

ร่วมด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ แดนนี่ โกลเวอร์ในบท ไมโล,

แดนนี่ เดอวีโต ในบท คุณปู่เอ็ดดี้ และ อควอฟินา ในบท อวาทาร์

“ในโอกาสที่ได้กลับมาสู่ไอเดียนี้สู่ตัวละครพวกนี้ ทั้งเด็กๆ ในโลกแห่งความเป็นจริงและอวาทาร์ของพวกเขาในเกม เป็นอะไรที่เย้ายวนเกินห้ามใจสำหรับผม แต่ของขวัญที่ยิ่งใหญ่คือการที่เรานำทุกคนกลับมาได้ เราได้ทีมงานเดิมกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง แต่ก็เปลี่ยนในสิ่งที่ทุกคนกำลังทำด้วย ซึ่งนั่นทำให้มันกลายเป็นหนังเรื่องใหม่อีกครั้งหนึ่ง มันทำให้เราได้ใช้ไอเดียที่ยิ่งใหญ่นี้อีกครั้ง แต่ในแบบที่แตกต่างออกไปจริงๆ มันจะเกิดขึ้นใน “Jumanji : The Next Level” การได้เอ็ดดี้และไมโลเพิ่มเข้ามาก็เหมือนกับการค้นพบห้องใหม่ในบ้านของคุณ มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสุดๆ สำหรับผมและแดนนี่ ครั้งนี้มันจะเต็มไปด้วย แอ๊กชั่นอันตระการตา วิชวล เอฟเฟกท์ที่ล้ำสมัยยิ่งขี้น โลเกชั่นที่สุดแสนอลังการ” ผู้กำกับ เจค คัสแดน กล่าว

“Jumanji : The Next Level”เปิดรอบพิเศษ 18-24 ธันวาคมนี้

ฉายจริง 25 ธันวาคม ทุกโรงภาพยนตร์

ได้ฤกษ์เกิดใหม่!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/460859

news_default

ได้ฤกษ์เกิดใหม่!

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“โป้ โยคีเพลย์บอย” ศิลปินคุณภาพจากยุค90 แถลงข่าว รีบอร์นพร้อมคอนเสิร์ตใหญ่“โยคีเพลย์บอย รีบอร์น (YOKEE PLAYBOY REBORN) คอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดในรอบ 24 ปีของโยคีเพลย์บอย” โดยมี จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน ผู้ประกาศข่าวหนุ่มฝีปากกล้า อาสามาซัดความจริงให้ทุกคนได้รู้พร้อมกัน พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก วรรณ โชติกะวรรณ, ปริญจารุกุลวณิช, พิมพ์ปภัค โล่ห์มหิรัญกุล และ กฤษฎี ธรรมาภิวันท์ คณะผู้บริหาร และทีมผู้ออกแบบโปรแกรม Reborn จาก บ.เลกาซี่ คอร์ป จำกัด เจ้าของกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมReborn ผู้สนับสนุนหลักของคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มาร่วมพูดคุย และถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ณ โชว์รูมเลกาซี่ ชั้น 7 สาธรธานี อาคาร 1 ทั้งนี้คอนเสิร์ตจริงจะจัดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2563ณ UNION HALL ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์

นักวิชาการปฐมวัย-นักวิจัยชี้สมองเด็กไทยสร้างได้ด้วยพลังชุมชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

นักวิชาการปฐมวัย-นักวิจัยชี้สมองเด็กไทยสร้างได้ด้วยพลังชุมชน

18 ธันวาคม 2562 – 17:00 น.

​กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และสถาบันอาร์แอลจี,รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป,โครงการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้วยพลังชุมชน

เปิดอ่าน 10 ครั้ง

นักวิชาการปฐมวัยและนักวิจัยชี้ สมองเด็กไทย สร้างได้ด้วยพลังชุมชน

​กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ชวนพ่อแม่ ครู และผู้กำหนดนโยบายทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ชมสารคดีสั้นและวิดีโอคลิป ภายใต้ “โครงการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้วยพลังชุมชน” ชุด “สมองเด็กไทย สร้างได้ด้วยพลังชุมชน” รวม 21 เรื่อง บันทึกเรื่องจริงจากผลสำเร็จของชุมชนในพื้นที่ส่งเสริม EF ต้นแบบจังหวัดเชียงราย จังหวัดระยอง และพื้นที่ขยายผล EF จังหวัดลำปาง ที่ใช้การมีส่วนร่วมและหลักการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า หรือ Executive Functions ให้กับเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์ พบเด็กมีค่าประเมินทักษะสมองสูงขึ้นและมีพัฒนาการดีขึ้น ภาพรวมทั้งชุมชนมีความสุขขึ้น


​

ทั้งนี้หวังจุดประกาย สร้างการเรียนรู้แก่สังคม ให้ตระหนักว่าการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ดี คือการวางรากฐานการศึกษาที่เข้มแข็งของชีวิต เป็น “หน้าที่ของทุกคนในชุมชน” โดยใช้องค์ความรู้ที่ทันยุคทันสมัย มีความสอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนรู้ของสมอง และพัฒนาการเด็กตามช่วงวัยอย่างถูกวิธี
​
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร นักวิชาการและนักวิจัย จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า Executive Functions (EF) คือความสามารถระดับสูงของสมองมนุษย์ที่ใช้การควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย EF เป็นกระบวนการของสมองที่อยู่ในสมองส่วนหน้าของมนุษย์ เมื่อแรกเกิดยังเติบโตไม่เต็มที่ งานวิจัยระยะยาวของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า อัตราการเติบโตสูงสุดของ EF อยู่ในช่วงปฐมวัย หรืออายุ 3-6 ปี เด็กจะมี EF แข็งแรงได้จึงต้องผ่านการฝึกฝน บ่มเพาะ ได้รับโอกาสเรียนรู้จากการลงมือทำ ให้เด็กมีประสบการณ์ตรงที่หลากหลายมากๆ อย่างไรก็ดีองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอันเป็นฐานของการพัฒนา EF คือการได้รับความรัก ความอบอุ่นผูกพันจากพ่อแม่ ผู้ใหญ่ในครอบครัว รวมถึงได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาสำหรับเด็กเล็ก ที่บ้าน และในชุมชนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย


​
และในฐานะหัวหน้าทีมวิจัย ที่ได้ทำการวิจัยโดยการประเมินวัดค่าทักษะสมอง EF ในเด็กปฐมวัยในพื้นที่ส่งเสริม EF ต้นแบบ ประเมินโดย “แบบประเมินพัฒนาการด้านความคิดเชิงบริหาร (MU-EF 101) ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ค่า Norm ของเด็กไทยทั่วประเทศ ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเด็กปฐมวัยในกลุ่มทดลองมีพัฒนาการทักษะสมอง EF มากกว่าเด็กปฐมวัยในกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ เมื่อนำผลที่วัดได้จากเด็กกลุ่มทดลองไปเปรียบเทียบกับค่า Norm พบว่า นอกจากเด็กกลุ่มทดลองจะมีคะแนนเฉลี่ยทักษะสมอง EF มากกว่ากลุ่มควบคุมแล้ว ยังมีคะแนนเฉลี่ยทักษะสมอง EF มากกว่าค่า Norm ของเด็กไทยทั่วประเทศอีกด้วย


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ค่า Norm ทักษะสมองของเด็กไทย เป็นเพียงค่าปกติที่ทำการประเมินวัดไว้ แต่ไม่ได้หมายถึงตัวเลขที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมอง EF ให้กับเด็กและเยาวชนของไทยทุกคน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กที่ศึกษาความรู้เรื่อง Executive Functions เป็นอย่างดี จะสามารถเข้าใจได้ว่า เราสามารถพัฒนาทักษะสมอง EF ให้กับเด็กแต่ละคนได้เต็มศักยภาพอย่างเต็มที่ไปได้เรื่อยๆ จนถึงวัยผู้ใหญ่หรืออายุประมาณ 25 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองส่วนหน้าเติบโตเต็มที่ เด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สามารถใช้ทักษะสมอง EF เพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาของภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership ชี้ชัดว่า ถ้านำ EF เข้าสู่การพัฒนาเด็กของเราตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อพัฒนาคุณภาพคน จะมีผลต่อการปฏิรูปการศึกษาที่ประเทศไทยกำลังพยายามทำกันอยู่ เพราะเด็กที่ได้รับการฝึก EF จนแข็งแรง จะมีการพัฒนาทั้งบุคลิกภาพและคุณลักษณะที่ดีได้ง่าย การศึกษาสมัยใหม่ เราไม่ได้เรียนเฉพาะวิชาความรู้หรือทักษะที่ใช้เพื่อการไปทำงานเท่านั้น แต่เราเรียนเพื่อที่จะสร้างบุคลิกทางความคิด (Mindset) ความเชื่อต่างๆ ในด้านบวกประกอบไปด้วย Executive Functions จึงเป็นตัวช่วยเสริมให้คน โดยเฉพาะเด็กสามารถพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ ได้ดี

ยิ่งนับวันการเรียนรู้ในลักษณะที่ต้องเปลี่ยนชุดความรู้ เปลี่ยนชุดความเชื่อยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งรุนแรงและเร็วขึ้นเรื่อยๆ คนที่มี EF แข็งแรง จะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้สามารถปรับตัว ปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีปฏิบัติได้ง่ายขึ้น สมัยใหม่เรียกว่า การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงหรือ Transformative Learning อีกทั้งโลกในอนาคตเรียกร้องให้คนมีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม คือเป็นผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ นี่คือหัวใจ การมีชีวิตที่ดีได้ต้องรู้จักเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Change agent เพราะฉะนั้น Transformative Learning จะมีผลทำให้ผู้เรียนทุกคนมีคุณสมบัติเป็น Change agent การที่มี EF เข้มแข็งจะทำให้คนนั้นเป็น Change agent ได้ง่าย ได้แข็งแรงกว่า เพราะมีสมองความคิดที่ยืดหยุ่น และมองสิ่งต่างๆ ได้หลายแง่หลายมุม การที่จะขยายการพัฒนา EF ไปในเชิงสังคม ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเด็กส่วนใหญ่ ต้องทำให้มันกลายเป็นของธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทำกันอยู่ในบ้าน ในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในชุมชน พูดง่ายๆ คือในสังคมทั้งหมด


​
นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) กล่าวว่า สังคมไทยจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เข้ายุคเข้าสมัย เหมาะกับสถานการณ์ที่ต้องการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จากประสบการณ์ในการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาเด็กมาโดยตลอด ทำให้เราแน่ใจว่าความรู้เรื่องการพัฒนาทักษะสมอง EF คือทางออกทางรอดของวิกฤตปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ เราทุกคนจำเป็นต้องศึกษาเรื่อง EF ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถในการพัฒนาศักยภาพพลเมืองของประเทศโดยตรง อย่างไรก็ดีด้วยความที่ EF เป็นเรื่องใหม่ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่นำไปปฏิบัติใช้แล้วเกิดผลดีเลิศ หรือ Best Practices จะยิ่งทำให้เข้าใจได้เร็วขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนได้รับชม และช่วยกันแชร์สารคดีสั้นและวิดีโอคลิปชุดนี้ให้แพร่หลายออกไปมากๆ เพื่อให้ทุกชุมชนได้เห็น ได้ศึกษา เกิดแรงบันดาลใจ และเกิดแนวทางที่จะร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนของเราได้ โดยไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ติดตามข่าวสาร ได้ที่
https://www.facebook.com/RLGEF/
ชมตัวอย่างสารคดี “บ่อน้ำบ่อทราย : พลังครู พลังพ่อแม่ พลังชุมชน พลังจิตอาสา องค์ประกอบหลักสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา” ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=cshS9LXAplI&list=PL2kRXcspV23B_dqHMljUmjMajUunaqjDh&index=2
รับชม สารคดีสั้นและวิดีโอคลิป ชุด “สมองเด็กไทย สร้างได้ด้วยพลังชุมชน” ทั้งหมด ได้ที่ https://www.youtube.com/channel/UCpRPMd0mFyZu0zn14qU1yyg

4 หลักสูตรสุดฮอตตลาดต้องการสูง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/405179?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

4 หลักสูตรสุดฮอตตลาดต้องการสูง

18 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,หลักสูตร,การตลาดยุคดิจิทัล,บัญชี,ดิจิทัล
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

สุดฮอต 4 หลักสูตร บัญชี โลจิสติกส์ ธุรกิจระหว่างประเทศ การตลาดยุคดิจิทัล ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง พร้อมโชว์ไอเดียเรียกลูกค้าเข้าบูทด้วย โรบอทแดนซิ่ง

18 ธันวาคม 2562 CIBA เผย 4 หลักสูตรยอดฮิตในปี 2020 บัญชี-โลจิสติกส์-ธุรกิจระหว่างประเทศ-การตลาดยุคดิจิทัล คณบดี ชี้ตลาดแรงงานมีความต้องการสูง พร้อมโชว์ไอเดียเรียกลูกค้าเข้าบูทด้วย “โรบอทแดนซิ่ง” และการบันทึกบัญชีอัตโนมัติด้วย AI ในงาน Open House 2019

ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy :CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) เปิดเผยว่า มธบ. ได้จัดงาน Open House 2019 ภายใต้ธีม “The Future Survivor” เพื่อเปิดบ้านให้นักเรียน นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนศาสตร์ความรู้และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน นักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย จะได้เห็นมุมมองและจุดเด่นของแต่ละหลักสูตร

ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย จะได้นำนวัตกรรมสมัยใหม่ผนวกกับเทคโนโลยีมาใช้โชว์ในงานครั้งนี้ ในส่วนของ CIBA ได้รวบรวมนวัตกรรมสมัยใหม่มาโชว์ในงานครั้งนี้เช่นกัน อาทิ หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ได้นำโรบอทที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขนส่งมาจัดแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่มีประสิทธิภาพ หลักสูตรการบัญชียุคดิจิทัล

ได้นำเสนอโปรแกรมของ ZTRUS ในรูปแบบการจัดทำบัญชี ที่บันทึกบัญชีอัตโนมัติด้วย AI (Artificial Intelligence) หลักสูตรการเงินเทคโนโลยีการเงินและการลงทุน ใช้ซอฟต์แวร์ของฟินันเซีย เพื่อช่วยในการเทรดหุ้น ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้ในการเทรดหุ้นจากสถานการณ์จริง และหลักสูตรการตลาดยุคดิจิทัล มีการนำโรบอทแดนซิ่งมาโชว์ เพื่อจำลองสถานการณ์ขององค์กรภาคธุรกิจ ในการดึงความสนใจของลูกค้าหรือเรียกลูกค้าเข้าบูธ เป็นต้น

ดร.ศิริเดช กล่าวว่า สำหรับหลักสูตรของ CIBA ในปีการศึกษา 2563 ที่นักเรียนให้ความสนใจสมัครเข้าเรียน 4 อับต้น คือ 1.หลักสูตรการบัญชียุคดิจิทัล 2.การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 3.ธุรกิจระหว่างประเทศสมัยใหม่ และ4.การตลาดยุคดิจิทัล เนื่องจาก 4 หลักสูตรดังกล่าว เป็นสาขาวิชาที่ขาดแคลนของประเทศตลาดแรงงานมีความต้องการสูง ทำให้นักเรียนที่เข้ามาชมหลักสูตรสนใจเรียน 4 หลักสูตรนี้เป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของ CIBA ได้ปรับหลักสูตรใหม่ ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งการปรับหลักสูตรจะสอดคล้องตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาปรับตัวเท่าทันเทคโนโลยี ที่สำคัญยังเป็นการผลิตนักศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานด้วย

ดังนั้นการเรียนที่นี่ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ ไม่ต้องนั่งจดเลคเชอร์อย่างเดียว มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ผสมผสานระหว่างภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนที่มาเรียนได้ทดสอบและลงมือปฏิบัติงานจริง ค้นหาตัวตนและความชอบในสาขาที่ใช่สำหรับตัวเอง  จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสถาบันแห่งนี้

ชีวิต16 ปีเด็กปลายด้ามขวาน สู่ฝันเข้าห้องเรียนครั้งแรกในชีวต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ชีวิต16 ปีเด็กปลายด้ามขวาน สู่ฝันเข้าห้องเรียนครั้งแรกในชีวต

17 ธันวาคม 2562 – 14:00 น.
การศึกษา,เด็กซาเก๊ะ,เด็กนอกระบบการศึกษา
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

ชีวิต 16 ปีเด็กปลายด้ามขวาน สู่ฝันเข้าห้องเรียนครั้งแรกในชีวิต โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com 

จังหวัดยะลา ซึ่งเป็น 1 ใน 20 จังหวัด ที่ได้เข้าร่วมกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในการค้นหา-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาต่อเนื่อง ล่าสุดได้ส่งน้อง ‘ซาเก๊ะ’ หรือ มะสากิ มีมะ เด็กนอกระบบวัย 16 ปี จาก อ.บันนังสตา จ.ยะลา ที่ประสบปัญหาบกพร่องทางร่างกายแต่กำเนิด มีภาวะแขนขาอ่อนแรง กระดูกขาที่พับผิดรูป ทำให้ซาเก๊ะเดินไม่ได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ จึงไม่เคยได้ไปโรงเรียนมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา

สุไวบ๊ะ มีมะ พี่สาวของซาเก๊ะ เล่าว่า ครอบครัวมีรายได้จากการที่พ่อและพี่ชายมีอาชีพรับจ้างกรีดยางในชุมชน ได้รับค่าแรงรายวันเป็นค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนแม่และตนช่วยกันทำเพิงขายอาหารเล็กๆ หน้าบ้าน พอมีรายได้เพิ่มอีกเล็กน้อย นอกจากครอบครัวที่มีจำนวน 5 คนแล้ว ยังมีลูกพี่ลูกน้องและหลานอีก 2 คน รวมแล้วจึงมีสมาชิกในบ้านถึง 7 คน ซึ่งต้องใช้ชีวิตร่วมกันด้วยรายได้อันน้อยนิด พี่ๆ ของซาเก๊ะทุกคนจึงจบการศึกษาชั้นสูงสุดที่ระดับชั้น ป.6 และไม่มีใครได้เรียนต่อเลย

“ซาเก๊ะเขาไม่เคยไปโรงเรียนเลยเพราะเดินไม่ได้ ถ้าจะให้เขาได้เรียนก็ต้องรักษาให้เขาเดินได้ก่อน แต่ครอบครัวก็ไม่มีรายได้มากพอจะดูแลเขาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งที่ตัวของซาเก๊ะเองอยากไปโรงเรียน เขาจะพยายามหัดเรียนด้วยตนเอง ฝึกเขียนตัวหนังสือโดยเลียนแบบจากสมุดหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน ทั้งที่ไม่มีใครสอนเขามาก่อน” พี่สาวของซาเก๊ะ กล่าว

จากวัยเด็กซาเก๊ะต้องอาศัยฐานตั้งถังแก๊สติดล้อเป็นพาหนะช่วยสำหรับการเคลื่อนย้ายร่างกาย จนวันหนึ่งเขาได้รับมอบวีลแชร์จากทหารที่เข้ามาในหมู่บ้าน นั่นทำให้เขาสามารถพาตัวเองไปในที่ต่างๆ ได้สะดวกขึ้น แต่ซาเก๊ะไม่หยุดความหวังของเขาไว้แค่นั้น เขาบอกกับคนในครอบครัวเสมอว่าอยากลุกขึ้นเดินด้วยขาของตัวเอง ไม่ต้องการเป็นภาระของใคร จากนั้นพ่อของเขาจึงหาไม้ค้ำมาให้ใช้ช่วยฝึกเดิน ซาเก๊ะใช้เวลาทุกวันทำกายภาพด้วยวิธีเหยียดขาบนวีลแชร์ ทำซ้ำๆ ขยับบิดจนขายืดตรงได้ แล้วหัดยืนโดยใช้ไม้ค้ำช่วย จากนั้นลองเริ่มหัดเดิน จนวันหนึ่งในปี 2561 เขาก็สามารถออกเดินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ

ลุกมาน ซูมามะ ครูอาสาในพื้นที่ อ.บันนังสตา กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องการสำรวจเด็กนอกระบบจาก กสศ. ผ่านทาง อบจ. ยะลา จึงส่งชื่อซาเก๊ะเข้าสู่กระบวนการสำรวจเนื่องจากเป็นกรณีที่พิเศษเขาไม่เคยเรียนหนังสือ เป็นผู้พิการเดินไม่ได้ ทางบ้านก็มีรายได้ไม่มาก จนในที่สุดเมื่อการสำรวจเด็กนอกระบบในพื้นที่ 3 อำเภอนำร่องของ จ.ยะลา คือ ยะหา รามัน และบันนังสตา ได้พบ มะสากิ มีมะ จากนั้นจึงดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แล้วเมื่อผ่านขั้นตอนประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซาเก๊ะก็ได้รับโอกาสให้ไปโรงเรียนเป็นครั้งแรกในปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่โรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมิตรภาพที่ 200 ที่ระลึก ส.ร.อ. อ.บันนังสตา จ.ยะลา

มุขตาร์ มะทา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา เผยว่า จากโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่ อบจ. ยะลา ร่วมกับ กสศ. ค้นหาเด็กนอกระบบและนำเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นรายกรณี ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้ง กศน. เขตพื้นที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะทำงานของภาคีเครือข่ายทุกระดับ จนพบกลุ่มเป้าหมาย 9,669 คน โดยสำรวจพบและบันทึกข้อมูลไว้แล้วจำนวน 6,874 คน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้าเกณฑ์ 3,184 คน และมีจำนวนเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน 2,405 คน ขณะที่งบประมาณเบื้องต้นที่มีอยู่สามารถช่วยเหลือเด็กได้เพียง 451 คน ในอัตราเงินช่วยเหลือที่รายละ 4, 000 บาท สำหรับปัญหานี้มองว่าเป็นเรื่องที่สังคมส่วนรวมต้องยื่นมือเข้ามาช่วยกัน เพื่อช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษา

เด็กที่เราเรียกว่าเป็น ‘เด็กนอกระบบการศึกษา’ ในพื้นที่ จ.ยะลา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ เขาจึงไม่สามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้นาน หลายคนต้องออกมาทำงานกรีดยาง ขายของ หรือใช้แรงงาน เมื่อเราสำรวจพบเขาแล้วก็จะใช้กระบวนการดูแลเป็นรายคน โดยคณะทำงานทั้งในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับพื้นที่ และด้วยพื้นฐานของปัญหาที่มาจากครอบครัว บางรายเราจึงต้องวางแผนช่วยเหลือที่ครอบครัวร่วมด้วย เบื้องต้นเราเน้นที่การเก็บข้อมูลและสอบถามความต้องการในด้านต่างๆ ของเด็กและครอบครัว

ประไพ ปุยุ ผู้อำนวยการโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตรมิตรภาพที่ 200 ที่ระลึก ส.ร.อ. ระบุว่า โรงเรียนได้รับการติดต่อจากอบจ.ยะลา ว่ามีเด็กนักเรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเนื่องจากมีปัญหาด้านร่างกาย จึงได้รับเด็กเข้ามาเพื่อช่วยดูแลปรับพื้นฐานการเรียนเบื้องต้น ฝึกการใช้ภาษา และจัดให้เข้าเรียนร่วมกับระดับชั้นอนุบาล 3 ก่อน เนื่องจากเด็กไม่เคยผ่านการศึกษามาก่อนเลย จึงอยากให้เขาได้ปรับตัวทั้งด้านการเรียนและด้านสังคมก่อนจะประเมินผลการเรียนรู้ตามลำดับเพื่อเลื่อนชั้นเรียนต่อไป

ช่วงแรกของการเรียนนี้ “ซาเก๊ะ” จะรับหน้าที่เป็นผู้นำน้องชั้นอนุบาล 3 ในชั้นเรียน ช่วยครูประจำชั้นดูแลและเรียนร่วมไปกับน้องๆ ในช่วงเช้า และในช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวันที่นักเรียนชั้นอนุบาล 3 เข้านอน จึงเป็นเวลาของการสอนเสริมพิเศษจากครูประจำชั้นในวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์พื้นฐานจนถึงเวลาเลิกเรียน

ขณะที่ ซาเก๊ะ เล่าความรู้สึกการเป็นนักเรียนครั้งแรกในวัย 16 ปี ว่า ได้ไปโรงเรียนมาแล้ว 4 วัน กำลังเรียนการอ่านการเขียน การสะกดภาษาไทย ได้อ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ คิดว่ากว่าจะท่องได้คงต้องใช้เวลาหลายเดือนเนื่องจากเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่ที่ผ่านมาตอนอยู่บ้านเคยดูเคยหัดเขียนมาแล้วจึงทำให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้น

“การได้มาโรงเรียนให้ความรู้สึกเหมือนที่ผมคิดเอาไว้ บรรยากาศในห้องเรียนไม่มีความเครียด สนุก ผมมีเพื่อนแล้วหลายคน หลายระดับชั้น ทั้งอนุบาล 3 ป.1 หรือที่เรียนอยู่ ป.3 ก็มี หลังจากเริ่มไปโรงเรียนเดี๋ยวนี้ทุกวันผมจะรีบกลับไปทำการบ้าน ไม่ไปเที่ยวไหน ผมชอบดูหนังสือเรียน อยากเรียนอ่านเขียนให้ได้เร็วๆ” ซาเก๊ะ เล่า

ซาเก๊ะ เป็นเด็กมีความฝัน อยากเป็นช่างภาพ เพราะอยากเก็บความทรงจำและถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ผ่านภาพถ่ายให้ผู้อื่นได้ชม หลังจากนี้จะตั้งเรียนหนังสือเพื่อทำอาชีพช่างภาพตามที่ตัวเองฝัน รอดูวันที่ฝันนั้นจะเป็นจริง..

มติบอร์ดแม่วัยใส ‘นร.-นศ.ท้อง’ ต้องได้เรียนต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มติบอร์ดแม่วัยใส ‘นร.-นศ.ท้อง’ ต้องได้เรียนต่อเนื่อง

16 ธันวาคม 2562 – 17:00 น.
คุณแม่วัยใส,่ นักเรียน,ท้องในวัยเรียน,อนุทิน
เปิดอ่าน 489 ครั้ง

คกก.ป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นห่วงแม่วัยใส กำชับทุกจังหวัดดูแลให้เข้าถึงบริการที่เป็นมิตร ย้ำ’นร.-นศ.ท้อง’ ต้องได้เรียนต่อเนื่องไม่ถูกกดดันให้ลาออก

วันที่ 16 ธันวาคม 2562  ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นครั้งที่ 2/2562 โดยมี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย ผู้แทนกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ ยุติธรรม มหาดไทย แรงงาน เข้าร่วมประชุม

 อ่านข่าว :  คุณแม่ถูกให้ออกรร.หลังตั้งท้องวัย 14 วันนี้ควงลูกรับปริญญา

                  : ตั้ง 2 ข้อหา แม่วัยใสคลอดทารกฝังดินทั้งเป็น

นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีมติให้ทุกกระทรวงเร่งรัด ติดตามหน่วยงานในระดับจังหวัด ขับเคลื่อนป้องกันแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรซึ่งเป็นภารกิจที่ท้าทายของคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์ ได้รับการศึกษาในสถานศึกษาเดิมอย่างต่อเนื่อง ตามรูปแบบที่เหมาะสม ไม่ถูกกดดันให้ลาออก

 ” และจัดบริการสุขภาพที่เป็นมิตรเชิงรุกแก่เยาวชน ส่งเสริมการให้คำปรึกษา ก่อน ระหว่าง หลังคลอดหรือหลังแท้ง เพื่อให้เข้าถึงบริการคุมกำเนิดด้วยวิธีสมัยใหม่อย่างทั่วถึงตามสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจัดระบบรับฟังปัญหาให้คำปรึกษาที่ถูกต้องในโรงพยาบาลรัฐ หรือทางสายด่วนนิรนาม 1663 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับ” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เนื่องจากมีแม่วัยรุ่นหลังคลอดหยุดเรียนหรือลาออกจากสถานศึกษาถึงร้อยละ 44 สำหรับกลุ่มที่กลับไปเรียนต่อ ร้อยละ 78.1 ได้กลับไปเรียนในสถานศึกษาเดิมร้อยละ 18.8 เรียนนอกระบบการศึกษา และร้อยละ 37.8 ย้ายสถานศึกษา

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะลดจำนวนวัยรุ่นตั้งครรภ์ในวัยเรียนเหลือน้อยกว่า 25 คนต่อหนึ่งพันประชากรหญิงได้ภายในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าระยะเวลาที่องค์การอนามัยโลกได้

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กำหนดให้ทุกประเทศดำเนินการสำเร็จตามเป้าหมายภายในปี 2569 อย่างไรก็ตามแม้รายงานสถานการณ์และเฝ้าระวังการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ของสำนักอนามัยเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ตั้งแต่ปี 2555-2561 จะพบว่ามีแนวโน้มลดลง โดยกลุ่มอายุ 15-19 ปี ลดลงจาก 53.4 เหลือ 35.0 ต่อหนึ่งพันประชากรหญิง และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ลดลงจาก 1.8 เหลือ 1.2 ต่อหนึ่งพันประชากรหญิง แต่ขอให้โรงพยาบาลทุกแห่งจัดระบบบริการที่เป็นมิตรเพื่อการเข้าถึงบริการของวัยรุ่น

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์วัยรุ่นระดับชาติพ.ศ.2560-2569 ประกอบด้วย การพัฒนาระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพและมีระบบการดูแลช่วยเหลือที่เหมาะสม การส่งเสริมบทบาทครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบกิจการในการเลี้ยงดูสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่น การพัฒนาระบบบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตร การพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือ การคุ้มครองสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และการจัดสวัสดิการสังคมในกลุ่มวัยรุ่น การส่งเสริมการบูรณาการจัดการฐานข้อมูล งานวิจัย และการจัดการความรู้

วัด ประชา รัฐ สร้างสุข พัฒนาวัดคู่สังคมอย่างยั่งยืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/404759?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

วัด ประชา รัฐ สร้างสุข พัฒนาวัดคู่สังคมอย่างยั่งยืน

16 ธันวาคม 2562 – 11:50 น.
โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

วัด ประชา รัฐ สร้างสุข พัฒนาวัดคู่สังคมอย่างยั่งยืน โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com-

“วัด” เป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในชุมชน ดังนั้น การไปวัดจึงไม่ใช่เพียงไปทำบุญเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของประชาชนที่ส่งผลทั้งทางกายและจิตใจ

 “โครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” อีกหนึ่งโครงการภายใต้แผนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาด้านสาธารณูปการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้วัดมีการพัฒนาทางด้านกายภาพ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาวะ เป็นสถานที่สงบร่มเย็นเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ชุมชน นำไปสู่สังคมที่ดี

 มหาเถรสมาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) และสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ประกาศผลการคัดเลือกรางวัล “สัปปายะอวอร์ด” มอบรางวัล 22 วัดต้นแบบระดับประเทศ ในโครงการ วัด ประชา รัฐ สร้างสุข ด้วยวิถี 5ส ประจำปี 2562

  พระธรรมรัตนาภรณ์ ประธานอนุกรรมการโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สัปปายะ คือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เกื้อกูลให้การประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นไปด้วยความสบายกาย สบายใจ ขั้นตอนการดำเนินงานวัด ประชา รัฐ สร้างสุขสู่สัปปายสถาน มีแนวทางการดำเนินงานเริ่มจากตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ประกาศนโยบาย อบรมให้ความรู้ สำรวจพื้นที่ด้วยคณะทำงาน จัดทำแผนปรับปรุง กำหนดพิธีเปิดเพื่อทำความสะอาดครั้งใหญ่ และตรวจประเมินพื้นที่สรุปผลการปฏิบัติงาน ส่วนพื้นที่ต่างๆ ภายในวัดที่ควรได้รับการพัฒนา ได้แก่ ป้ายชื่อวัด ผังวัด การจัดการจราจร การจัดระบบคลังวัสดุสงฆ์ ห้องน้ำ การจัดการขยะ สภาพแวดล้อมทั่วไป ระบบไฟฟ้าและการป้องกันอัคคีภัย โรงครัว ตลอดจนอาคารเสนาสนะต่างๆ

    ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า สสส.ได้ให้ความสำคัญในการเผยแพร่และสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาวะให้แก่กลุ่มองค์กรสงฆ์ โดยโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554ร่วมกับทางสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) นำหลัก 5ส ไปปรับใช้ในวัดนำร่อง 4 วัด ได้แก่ วัดสุทธิวราราม วัดด่านพระรามสาม วัดคลองเตยใน และวัดจำปา หลังจากนั้นได้มีการขยายผล ทำงานร่วมกับองค์กรภาคเอชน จนปี 2556 ได้ขยายผลในลักษณะการจับคู่ระหว่างวัดและองค์กรเอกชน 100 วัด 100 องค์กร ช่วงนั้นมีการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา และมีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ถือเป็นโอกาสดีในการขยายผลโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เพื่อเผยแพร่ความก้าวหน้าในการนำ 5ส นั่นคือ สะสาง สะดวก สะอาด สร้างมาตรฐาน และสร้างวินัย ขับเคลื่อนพัฒนาวัด ยิ่งในปี 2560 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดทำสมัชชาสุขภาพ เน้น 3 ด้าน คือ สุขภาพของพระสงฆ์ สร้างพระสงฆ์แกนนำในชุมชน และอาสาสมัครขับเคลื่อนพระสงฆ์ ในการดูแลสุขภาพของพระภิกษุกันเองในวัด

เมื่อมีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ และมีการปฏิรูปกิจการพระสงฆ์ วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนยิ่งทำให้มีการเชื่อมโยงชัดเจนมากขึ้น และวัดกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ ดังนั้น บทบาทของ สสส.มี 4 ด้าน คือ 1.ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ 2.พัฒนาความรู้ ส่งเสริมชุดความรู้ 3.บริหารจัดการพื้นที่ ดึงภาคเอกชน ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม และ 4.ปรับสภาพภายในวัดให้เป็นพื้นที่สร้างเสริมสุขภาพ พัฒนาแกนนำเครือข่ายเพื่อประสานกันทำงาน

“ตามเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้ 5 ปี หรือในปี 2565 นี้ จะทำให้ 50% ของวัด ที่มีจำนวน 40,100 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว เพราะตอนนี้แม้โครงการจะเริ่มได้เพียง 1,700 แห่ง แต่เชื่อว่าการสร้างความตระหนักรู้ที่ได้ขยายวงกว้างในขณะนี้จะทำให้วัดทุกแห่งเข้าใจและร่วมมือกันพัฒนาวัด ซึ่งในเชิงปฏิบัติ จะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะสงฆ์ เมื่อมีแม่ข่ายเชื่อมต่อกับวัดในจังหวัดต่างๆ โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข จะช่วยยกระดับ พัฒนาสภาพแวดล้อม สร้างวัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ทุกคน” ดร.ประกาศิต กล่าว

จากการทำงานที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการขยายผล เพราะการดำเนินโครงการต่างๆ มีทั้งขาขึ้น การสร้างต้นแบบ การจัดทำชุดความรู้ ทำให้นโยบายเกิดขึ้น มาต่อด้วยภาวะขาเคลื่อน การนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบอุปสรรคในภาวะขาเคลื่อน เนื่องจากมีวัดจำนวนมาก ต้องอาศัยความเข้าใจ ความพร้อมหรือความเข้มแข็งของแต่ละวัด และต้องทำให้เกิดความยั่งยืน และขาลงโดยขาลงในนี้ไม่ใช่แย่ลง แต่เมื่อหน่วยงานภาครัฐ อย่าง สสส.จะถอนตัวออกจากโครงการต้องทำให้ชุมชน วัดกลายเป็นเจ้าภาพกลไกหลักในการสร้างความต่อเนื่อง

  นายเดโช ขวัญพร้อม ผู้ใหญ่บ้าน ตัวแทนจาก จ.กระบี่ กล่าวว่า หมู่บ้านได้ร่วมโครงการตั้งแต่ครั้งแรก โดยนำหลัก 5 ส มาใช้ในการยกระดับสุขภาวะของวัด 2 แห่ง คือ วัดเขาหัวสิงห์ และวัดช่องแบก ซึ่งช่วงแรกของการดำเนินการประสบปัญหา คือ หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ยังไม่เข้าใจ ว่าโครงการ วัด ประชา รัฐ คืออะไร แต่เมื่อทำการชี้แจงต่างๆ ทำให้ขณะนี้ทุกคนในชุมชน หมู่บ้าน ทั้งภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา ท้องถิ่นได้เข้ามาช่วยพัฒนาวัดให้เป็นที่สงบจิตใจ ทุกคนอยากเข้ามาวัด

ตบท้ายด้วย ดร.อินทพร จั่นเอี่ยม ผู้ตรวจราชการพศ.กล่าวว่า พศ.ทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจประสานงานกับวัดในแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ 5 ส โดยได้มีให้ความรู้ คัดเลือกวัดที่เข้าร่วม ซึ่งตอนนี้มีวัดเข้าร่วม 1,700 แห่ง และปี2563 จะเพิ่มเป็น 3,000 กว่าวัด เพราะโครงการนี้ เป็นความร่วมมือทั้งในส่วนของวัด ประชาชน ภาครัฐที่ทำให้เกิดการพัฒนาวัด ทำให้วัดอยู่คู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

ปัญหาเกษตรกรไม่สิ้นสุดเฉลิมชัยลั่นทำให้ดีที่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปัญหาเกษตรกรไม่สิ้นสุดเฉลิมชัยลั่นทำให้ดีที่สุด

17 ธันวาคม 2562 – 18:16 น.
ประมง,ม็อบ,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เฉลิมชัยยืนยันแก้ปัญหาให้ทุกกลุ่มเกษตรกร แม้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรมีไม่สิ้นสุด ย้ำจะทำเต็มที่ ด้านม็อบประมงยังรุกหนักกดดันรัฐแก้อุปสรรคการประกอบอาชีพ

17 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพประมงให้พร้อมนำตัวแทนกลุ่มบางส่วนชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ

โดยกล่าวว่า จะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการในบางส่วนตามข้อเรียกร้องไปแล้ว เช่นประสานสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับใช้ส่งเสริมการประกอบอาชีพ ซึ่งทำหนังสือออกจากกระทรวงเกษตรไปยังสำนักงบประมาณพิจารณาพร้อมรอคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว

ส่วนปัญหาการก่อม็อบของเกษตรกรไทยในขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มองว่าที่ผ่านมากลุ่มม็อบเกษตรกรได้เข้ามาตลอดเป็นปกติทุกรัฐบาล เพียงแต่เมื่อได้รับความพึงพอใจหลังการพูดคุยหารือกันแล้วก็จะกลับไป พร้อมกับยอมรับว่าปัญหาของพี่น้องเกษตรกรนั้นยากที่จะหมดสิ้นไป ในส่วนของกระทรวงเกษตรก็จะทำหน้าที่แก้ปัญหาต่อไปอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ กลุ่มสมาคมชาวประมงจังหวัด ผู้ประกอบการภาคประมงที่รวมตัวกันดังกล่าวยังคงรวมตัวกันต่อเนื่องยาวจนกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสรุปแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขอุปสรรคในการประกอบอาชีพประมงทั้งด้านเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียน การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดงที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ และแก้ไขกฎหมายที่มีโทษรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล

ม็อบประมง 22 จว.ปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบประมง 22 จว.ปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตร

17 ธันวาคม 2562 – 17:43 น.
กระทรวงเกษตร,ม็อบประมง,ปักหลักชุมนุม
เปิดอ่าน 444 ครั้ง

ม็อบชาวประมง 22 จว.กว่า 8 พันคน ปักหลักชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ ประกาศ 3 วันนี้ คุย รมว.เฉลิมชัย ไม่รู้เรื่องจะยกระดับการชุมนุมทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อ ยื่นนายก

17 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การมาชุมนุมในวันนี้ที่หน้ากระทรวงเกษตรฯเพื่อเตรียมยื่นข้อเสนอ 11 ข้อต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อย่างไรก็ตามหากทางกระทรวงมอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มารับเรื่องร้องเรียน พวกตนจะไม่คุยด้วยเพราะตัดสินใจแก้ปัญหาไม่ได้ พร้อมระบุแต่เดิมตั้งใจจะมาชุมนุมยืดเยื้อถึง 1 เดือนเต็ม

ล่าสุดจากการหารือกับ 9 แกนนำ มีข้อสรุปเบื้องต้นว่า หาก 3 วันนี้ พูดคุยกันไม่รู้เรื่องหรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มารับข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อด้วยตัวเอง กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมยกระดับการชุมนุมให้ใหญ่กว่านี้ และกลุ่มชาวประมงที่มาในวันนี้ไม่ใช่ม็อบจัดตั้ง แต่ทุกคนที่มาคือกลุ่มชาวประมงที่เดือดร้อนจากการทำประมงอย่างแท้จริง

ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมจะรอฟังคำตอบรับการแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อที่ได้ยื่นไป หากรัฐบาลยังไม่ตอบสนองพร้อมจะหยุดทำการประมง และหยุดดำเนินกิจการทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับประมงเพราะปัญหาต่างๆ​ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นปัญหามายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และเคยเรียกร้องมาแล้วหลายครั้งแต่ได้รับการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด

สำหรับข้อเรียกร้อง 1 ข้อที่สำคัญ คือ  ให้หยุดการออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ​ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงเพิ่มเติมอีก  เสนอให้แก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร็ว , ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติดระบบติดตามเรือ (VMS)  หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทันที เพิ่มวันทำการประมง และให้ทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับชาวประมงต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด

เกษตรลุยถกแรงงาน-เจ้าท่าปัญหาประมงทะเลเร่งแก้ข้อร้องเรียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405084?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรลุยถกแรงงาน-เจ้าท่าปัญหาประมงทะเลเร่งแก้ข้อร้องเรียน

17 ธันวาคม 2562 – 12:50 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมประมง
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

กรมประมงจ่อถก ก.แรงงาน-กรมเจ้าท่า แก้ปัญหาประมงทะเล เดินหน้าแก้ไข 11 ข้อเรียกร้อง เผยหลายอย่างทำเรียบร้อยพร้อมส่งหนังสือแจงประชาชน

17 ธันวาคม 2562  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง เครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เดินทางมาชุมนุมทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง

โดยกล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการชี้แจงไปหมดแล้วว่า ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ กรมประมงได้ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กรมเจ้าท่า เพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขประชาชนที่ยื่นมา 11 ข้อนั้น ในส่วนของกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการไปเกือบทุกข้อแล้ว ยังเหลือการดำเนินการในเรื่องของ รายงานเรื่องน้ำมันเขียว การแก้ไขกฎหมายซึ่งคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะแก้ในจุดไหนบ้าง โดยยึดกรอบว่าต้องแก้ไขภายใต้กฎหมาย การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือกฎหมาย IUU

“ทั้ง 11 ข้อคิดผมคิดว่าเราดำเนินการไปเกือบทุกข้อแล้ว ซึ่งวันนี้กรมประมงก็จะมีหนังสือชี้แจงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมให้ทราบว่าเราได้ดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว อย่างข้อเรียกร้องไม่ให้เราแก้ไขกฎหมายบางอย่างนั้น ตรงนี้ก็เรียนว่า เราไม่ได้มีการแก้ไขอะไรอยู่แล้ว ไม่มีเพิ่มอะไร มีแต่ไปลด ไปปรับให้ชาวประมงสามารถทำงานได้อย่างง่ายขึ้น ดังนั้นจะบอกว่าข้อไหนไม่มี  จริงๆ หนังสือชี้แจงน่าจะไปถึงทุกฝ่ายแล้วเพราะเป็นเป็นหนังสือสาธารณะเราไม่ได้ปิดกั้น” นายเฉลิมชัย กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าสิ่งที่กระทรวงเกษตรกำลังดำเนินการนั้นไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กรณีนี้ต้องมีการพูดคุยกัน เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ อย่างกรณีกองทุนกู้ยืมที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ได้ทำให้แล้ว แต่การดำเนินการแง่ต่าง ๆ นั้นก็อยู่ในกรอบของพ.ร.บ.วิธีการใช้งบประมาณ ซึ่งขณะนี้รอเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะเข้าครม.ทันภายในปีนี้ ก็ยังต้องรอ ให้พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่าน เพื่อให้กรอกวงเงินขยาย โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตนได้เสนอให้สำนักงบประมาณและสภาพัฒน์พิจารณาแล้ว

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ไม่อยากให้มองว่าหลังตนเข้ามาแล้วมีม็อบมามากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ ที่ผ่านมาก็มีม็อบ แต่ต้องถามว่าพอเขามาแล้วได้รับการแก้ไขปัญหาเป็นที่พอใจหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องปัญหาของพี่น้องไม่มีวันหมด แก้ไขเรื่องนี้ อย่างกรณีพี่น้องเกษตรกร 4 ภาคก็กำลังรอครม.แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการช่วยเหลือ  ทั้งนี้เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษท่านเชื่อใจอยู่แล้ว.