สุดยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมควายไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404604?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สุดยอดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมควายไทย

15 ธันวาคม 2562 – 01:30 น.
ควายไทย,ประภัตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สุพรรณบุรี
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

ประภัตร ผุดไอเดียพลิกฟื้นอุตสาหกรรมควายไทยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ชูนมสด โยเกิร์ต พุดดิ้ง เวชสำอางค์ ต่อยอดผลิตภัณฑ์

15 ธันวาคม 2562  นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของสอนศิริฟาร์มควายไทย ตำบลบ้านยาง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

นายประภัตร กล่าวว่า ควายไทยถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญในอาชีพการเลี้ยงควายของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันควายไทยได้รับการพัฒนาทำให้มีขนาดและน้ำหนักมากขึ้นจากเดิม รวมทั้งสามารถคงเอกลักษณ์ของควายไทย จากภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความร่วมมือในการพัฒนาทั้งภาครัฐและเกษตรกรผู้เลี้ยงควายได้เป็นอย่างดี

โดยได้หารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมควายไทยเพื่อสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ซึ่งได้เน้นย้ำให้สร้างแรงจูงใจพร้อมทั้งหาตลาดนำการผลิต เพื่อพลิกฟื้นให้ควายไทยกลับมามีความสำคัญในภาคเกษตร โดยการแปรรูปนมควายให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ อาทิ นมสด โยเกิร์ต พุดดิ้ง และเวชสำอางค์ เป็นต้น

ตลอดจนมอบนโยบายให้ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี จัดตั้งกลุ่มส่งเสริมการเลี้ยงควายไทย ผลิตนมควายที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ให้ได้พันธุ์ที่ดี โดย ธกส. สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการลงนาม mou ร่วมกับกรมปศุสัตว์ เมื่อวันที่ 6 ธค. ที่ผ่านมา โดยจะนำร่องส่งเสริมการเลี้ยงควายไทยเพื่อผลิตนม ในจังหวัดปราจีนบุรีเป็นแห่งแรกของประเทศ

“ปัญหาของภาคเกษตรในตอนนี้คือการเผชิญกับภัยแล้ง จึงต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีอาชีพและมีรายได้ ดังนั้นจึงต้องส่งเสริมด้านปศุสัตว์ เนื่องจาก จ.ปราจีน มีพื้นที่ที่เหมาะสม โดยเชื่อว่าการส่งเสริมการเลี้ยงควายไทยเพื่อผลิตนมนั้น จะสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้” นายประภัตร กล่าว

สำหรับสอนศิริฟาร์มควายไทย มีควายทั้งสิ้น 270 ตัว แม่พันธุ์ จำนวน 160 ตัว จำนวนแม่รีดนม 40 ตัว พ่อพันธุ์ จำนวน 2 ตัว จำนวนลูก 58 ตัว จำหน่ายปีละ 50 – 80 ตัว ราคาขั้นต่ำที่ตัวละ 60,000 บาท โดยกลุ่มตลาดหลักจะเป็นเกษตรกรที่ต้องการพ่อแม่พันธุ์เพื่อนำไปปรับปรุงพันธุ์ของเกษตรกร มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมควาย เช่น นม โยเกิร์ต สบู่จากน้ำนม ครีมบำรุงผิว ฯลฯ เป็นฟาร์มควายที่ได้มาตรฐานทั้งสถานที่และวิธีการเลี้ยงจนทำให้ได้พันธุ์ควายที่มีรูปร่างขนาดใหญ่ สมบูรณ์ ถูกต้องตามคุณลักษณะควายไทยแท้ อีกทั้งยังได้ลูกควายที่สมบูรณ์แข็งแรง เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถขายได้ในราคาสูงอีกด้วย

รมช.เกษตรฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ปราจีนบุรี ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยสำรวจพื้นที่จำนวนกว่า 3,000 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ผลิตอาหารผสมเสร็จแบบครบส่วน (tmr) ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีต้นทุน กก.ละ ประมาณ 3-4 บาท ถูกกว่าตลาดที่ขายราคาปกติ กก.ละ 8 บาท จะทำให้เกษตรกรขุนวัวได้ภายใน 4 เดือน ซึ่งขอให้เกษตรกรมั่นใจว่าทุกโครงการฯ นั้นมีตลาดรองรับแน่นอน

เกษตรเตรียมรับมือน้ำนมดิบล้นตลาด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404606?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเตรียมรับมือน้ำนมดิบล้นตลาด

15 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,โคนม,ภาคเหนือตอนบน,อสค,น้ำนมดิบล้นตลาด
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ก.เกษตรฯ พร้อมรองรับปริมาณน้ำนมดิบที่คาดว่าจะเกินความต้องการในปี 2563 จัดตั้งโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน

15 ธันวาคม  2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมโครงการจัดตั้งโรงแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

โดยกล่าวว่า ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา) ที่มีความห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) ที่มอบหมายให้มาขับเคลื่อนนโยบายเพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกรโคนมให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมขนาดใหญ่ และจัดตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร เพื่อรองรับปริมาณน้ำนมดิบที่คาดว่าจะเกินความต้องการในปี 2563 จึงได้มอบหมายองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พิจารณาแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ได้แก่ 1) การจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ที่ดำเนินการโดย อ.ส.ค. เพื่อรองรับผลผลิตน้ำนมดิบที่เพิ่มขึ้นตามที่รัฐบาลได้จัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกรเป็นฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ และ 2) การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมครบวงจร ที่ประกอบด้วย ศูนย์ Feed Center เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนอาหารโคนมในราคาต้นทุนต่ำ

รวมทั้งศูนย์เลี้ยงโคนมทดแทน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการนำโคทดแทนมาเลี้ยงยังศูนย์แทน ตามข้อจำกัดด้านแรงงาน สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพของครอบครัว และการสร้าง Smart Farm เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานด้านกิจการโคนมระดับนานาชาติ

สำหรับการดำเนินการที่ผ่านมา ได้มีการแต่งตั้ง”คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางและรูปแบบโครงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมและศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจรภาคเหนือตอนบน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง”

โดยมีที่ปรึกษาโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา (นายวิเชียร ผลวัฒนสุข) เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดตั้งโครงการบริเวณเดียวกัน การศึกษาทบทวนโครงการพร้อมออกแบบโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมฯ อีกทั้งยังได้มีการรับมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ โดยมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมพัฒนาที่ดิน กับ อ.ส.ค. เมื่อวันที 26 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเลี้ยงโคนมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ที่เป็นฐานการผลิตน้ำนมดิบที่สำคัญและคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสถาบันเกษตรกร

โดยประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 18 สหกรณ์ บริษัทเอกชน 4 แห่ง โรงงานนม 5 แห่ง มีเกษตรกรรวม 1,403 ราย จำนวนประชากรโดนมทั้งหมด 64,147 ตัว และมีปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ 8,990 ตันต่อเดือน หรือ 299.7 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มปริมาณน้ำนมดิบของสหกรณ์เพิ่มขึ้นทุกปีในปี 2559 เฉลี่ย 350 ตันต่อวัน โดยมีอัตราการเติบโตของน้ำนมดิบปริมาณในปี 2558 และ 2559 ประมาณ 5 – 6% คาดว่าในปี 2563 จะมีปริมาณน้ำนมดิบประมาณ 400 ตันต่อวัน

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อปเปลี่ยนโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อปเปลี่ยนโลก

14 ธันวาคม 2562 – 17:20 น.
สามพรานโมเดล,เกษตรอีนทรีย์,พกถุงผ้า,ช้อปเปลี่ยนโลก
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

เริ่มแล้ว!! งานสังคมสุขใจครั้งที่ 6 ช้อปเปลี่ยนโลก ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตสมดุล ที่สวนสามพราน นครปฐม บรรยากาศสุดคึกคัก

สามพรานโมเดล ททท. ทีเส็บ เซ็นทรัล สสส. จังหวัดนครปฐม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และภาคีพันธมิตร ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา และภาคประชาสังคม ผนึกความร่วมมือร่วมจัดงาน“สังคมสุขใจครั้งที่6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล” ภายใต้คอนเซปต์ ช้อปเปลี่ยนโลก ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม ระหว่างวันที่13-15ธันวาคม พ.ศ. 2562

     หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล

มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดลและจากทั่วประเทศ นำผลผลิตอินทรีย์สดใหม่จากฟาร์ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป มาให้ช้อปสุขภาพดีอย่างจุใจ โดยไฮไลท์เด่น ปีนี้ คือการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นThai Organic Platformเชื่อมโยงคนทั้งห่วงโซ่สินค้าอินทรีย์ เป็นครั้งแรกในไทย มั่นใจช่วยยกระดับผู้บริโภคให้เป็นActive Consumerเข้าถึงสินค้าและกิจกรรมได้สะดวก และดึงดูดคนรุ่นใหม่มาร่วมขับเคลื่อน เพื่อสร้างระบบอาหารยั่งยืน ส่งเสริมให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี และมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงานสังคมสุขใจครั้งที่6กล่าวว่า เสน่ห์ของงานสังคมสุขใจ ที่ได้เห็นจากการมาร่วมงานทุกปี คือบรรยากาศความร่วมมืออย่างกระฉับกระเฉงของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน เกษตรกรอินทรีย์ เดินไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้ม

“และที่น่าประทับใจมากในปีนี้ก็คือ ความก้าวหน้าที่ก้าวไปอีกขั้นของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ที่นอกจากจะมีจำนวนเกษตรกรอินทรีย์ผ่านการรับรองอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการขยายเครือข่ายไปในภาคอื่นๆเพิ่มแล้ว ยังจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้เชื่อมโยงและยกระดับความร่วมมือของคนทั้งห่วงโซ่เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุลและยั่งยืนให้เกิดขึ้น อันจะทำให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่สมดุลร่วมกัน “หม่อมหลวงปนัดดา กล่าว

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่6 และผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม กล่าวว่า จากสถานการณ์ระบบอาหารที่ยังคงมีความไม่สมดุล โจทย์ของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล ในปีที่9และปีต่อไป ที่มุ่งให้เกษตรกร หยุดใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์ และมีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคนทั้งห่วงโซ่

 “โดยเฉพาะผู้บริโภค ให้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ให้มากขึ้น งานสังคมสุขใจครั้งที่6ปีนี้ จึงเน้นไปที่สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ซึ่งมีเครื่องมือสำคัญ ที่จะเริ่มใช้ในงานนี้เป็นครั้งแรก ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมคือ แอพพลิเคชั่น ไทย ออร์แกนิก แพลตฟอร์ม  ที่จะช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ มีความโปร่งใส ทำให้คนต้นน้ำคือเกษตรกรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีโอกาสและมีช่องทางการตลาด ที่เชื่อมต่อตรงกับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ กิจกรรม ได้สะดวก เชื่อมั่นได้ ราคาเป็นธรรรม และมีช่องทางเข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมการขับเคลื่อน”นายอรุษ กล่าว

สำหรับแนวคิดของการจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่6ช้อป…เปลี่ยนโลก คุณอรุษ กล่าวว่า เป็นแนวคิดที่อยากให้ผู้มาร่วมงาน ได้ใช้พื้นที่ของงาน จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจเพื่อการเปลี่ยนแปลง “เพราะวิถีอินทรีย์ สังคมอินทรีย์ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการกิน แต่มันเป็นเรื่องวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สังคม และดีต่อสุขภาพของเรา ผมอยากให้ทุกคนได้มาช้อปแรงบันดาลใจ แล้วกลับไปเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้น ทั้งตัวเรา สังคม และสิ่งแวดล้อม”

ด้านนายสุนา วงศ์ละคร ปลัดอาวุโสอำเภอสามพราน ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่างานสังคมสุขใจ เป็นงานที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือ ที่ทำให้งานมีคุณค่า มีความหมาย มีความก้าวหน้า มีองค์ความรู้ มีปราชญ์ชาวบ้าน มีคนต้นแบบ มากมาย ที่ทำให้ให้คนที่สนใจอยากเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี มาทำเกษตรอินทรีย์ สามารถเรียนลัดจากสามพรานโมเดลที่ทำมาต่อเนื่องอยู่แล้วได้เลย

             คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นอีกความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนงานด้านการท่องเที่ยวและการสร้างสังคมอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกมิติ ซึ่งหัวใจของความสำเร็จ คือ ความต่อเนื่อง จึงน่ายินดีอย่างยิ่งที่การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุก ๆ ฝ่าย

          “และควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว การช้อป…เปลี่ยนโลกขอให้ผู้ร่วมงาน ได้ปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อโลกของพวกเราไปพร้อมๆกัน ด้วยการพกถุงผ้า ตะกร้า กล่อง เพื่อลดการใช้ถุงหิ้วพลาสติก หันมารีไซเคิล เน้นใช้ของที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติGo Greenเพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุลให้เกิดขึ้นร่วมกัน” รองผู้ว่าฯ ททท.ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว กล่าว

         คุณอรชร ว่องพรรณงาม ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน.)กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ เป็นอีกโอกาสสำคัญ ที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร การประชุมที่ต้องใช้วัตถุดิบอยู่แล้ว จะได้มาเจอกับเกษตรกร เกิดการเชื่อมโยงตรงซึ่งในงานนี้ สสปน.ยินดีแชร์ประสบการณ์โครงการFarm to Functionsที่ได้ทำร่วมกับสามพรานโมเดล และพันธมิตร ธุรกิจMICEส่งผลทำให้โรงแรมและร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพมหานคร(กทม.) หันมาซื้อข้าวตรงจากเกษตรกรอินทรีย์ เกิดเป็นคุณค่าที่ยั่งยืน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการและเกษตรกรอินทรีย์

    “อีกทั้งจุดประกายคุณค่าของการประสานพลัง 3 ภาคส่วน คือ รัฐบาล เอกชนและประชาชน เพื่อการขับเคลื่อนสังคมร่วมกัน สู่เป้าหมายการเป็นMICE Sustainable” ผอ.ฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สสปน. กล่าว

 ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สำนัก 5) กล่าวว่า กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังคม ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีครบ4มิติ คือกาย จิต ปัญญาและสังคม โดยหนึ่งในภารกิจที่กำลังขับเคลื่อน คือการสร้าง “พื้นที่สุขภาวะ” ด้านอาหารและสุขภาวะให้เกิดขึ้น ซึ่งสามพรานโมเดล ถือเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง ที่สสส.สนับสนุน เพราะตอบโจทย์สุขภาวะในทุกมิติ มีการส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้ผู้บริโภคตื่นรู้ ตระหนัก สนใจเรียนรู้ และมีความเข้าใจระบบอาหารยั่งยืน อันสามารถขยายผลไปยังภูมิสังคมอื่น ๆ ได้

        “จะเห็นว่างานสังคมสุขใจ สังคมอินทรีย์ ที่ผู้คนทั้งห่วงโซ่มีรอยยิ้ม มีความสุขที่ได้เกื้อกูลกัน ได้เรียนรู้ เป็นงานที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยง เห็นคุณค่าของการมีพื้นที่สุขภาวะในสังคม ซึ่งมีความสำคัญและจะต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สุขภาวะที่ดีอย่างนี้ ให้มากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

งานสังคมสุขใจ สวนสามพราน เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นครั้งที่ 6 แล้ว โดยทุกปีจะมีการสรุปผลการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ภายใต้สามพรานโมเดล ที่มีการทำงานสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม

โดยในงาน ยังมีเวทีแชร์ประสบการณ์ เส้นทางการเรียนรู้และการขับเคลื่อน และมีเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วประเทศ รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ มีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล ตลาดสุขใจ และบูธของผู้สนับสนุน เช่นบูธเซ็นทรัลทำ ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ได้นำผลงานการขับเคลื่อนสังคม การสร้างอาชีพ สร้างการศึกษา พัฒนาสินค้าชุมชนให้คนในท้องถิ่นมาแชร์ บูธ สสปน.ที่มีการสรุปความรู้จากการขับเคลื่อนโครงการFarm to Functionsที่ทำให้เกษตรกรอินทรีย์ในจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดสุรินทร์ มีลูกค้าเป็นโรงแรม5ดาว ในกรุงเทพฯ

ผลิตภัณฑ์ในงานสังคมสุขใจที่ได้รับความสนใจมีมากมาย อาทิ ข้าวอินทรีย์หลากสายพันธุ์รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นมือง เช่น ข้าวปะกาอำปึล จากบ้านทัพไทย จ.สุรินทร์ ข้าวหอมนครชัยศรี จ.นครปฐม นอกจากนี้ยังมีพืชผักผลไม้เมืองหนาว เช่น อะโวคาโด เคพกูสเบอรี่จากบ้านห้วยขมิ้น อ.แม่แจ่ม ฟักทองบัตเตอร์นัท จากสองแควออร์แกนิก จ.พิษณุโลก

มีผลิตภัณฑ์แปรูปจากสมุนไพร เช่น แยม ชาเก็กฮวย ชากุหลาบ จากเครือข่ายPGSลำพูน และ กลุ่มม่วนใจ๋ กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติมีปัจจัยการผลิต เช่นเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ กว่า 40 ชนิด จากสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่มีการให้ความรู้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้การดูแลสุขภาพองค์รวม การตรวจสารพิษในผัก

ในส่วนกิจกรรมความรู้ มีการสอนการแปรรูปอาหาร มีการสอนกระบวนการทำคราฟช็อคโกแลต สอนทำบะหมี่จากผักผลไม้อินทรีย์ มีเวทีการสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ Organic Tourismรวมถึงมีคนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ มาให้ข้อคิด เช่น คุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล คุณอาทิ คุณนครลิมปคุปตถาวร หรือคุณปริ๊นซ์ เจ้าชายผักใน

งานนี้ยังจะได้เจอเกษตรกรอินทรีย์ ต้นแบบที่สามารถยืนหยัด ไม่เพียงเปลี่ยนจากการทำเคมีมาเป็นอินทรีย์ แต่ยังนำการพัฒนากลุ่ม สามารถยกระดับธุรกิจ เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น ป้าประหยัด ปานเจริญ จากลุ่มบางช้างบ้านหัวอ่าว คุณอรุณี พุทธรักษา จากลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ในงานยังมีโรงเรียนและนักเรียนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สามพรานโมเดล รอบสวนสามพราน นำผลผลิตจากแปลงของโรงเรียนมาจำหน่าย

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่6จัดในพื้นที่สวนสามพราน ซึ่งปีนี้มีความพิเศษ เพราะมีการปรับพื้นที่กิจกรรมของสวนสามพรานใหม่ ที่ผู้บริโภคสามารถซื้อบัตรเข้าไปชมหมู่บ้านปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ เข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมกิจกรรมเส้นทางอาหารอินทรีย์ได้ และยังมีการเปิดห้องนิทรรศการสามพรานโมเดลอะคาเดมี ให้คำปรึกษา รับสมัครผู้สนใจใช้แอพพลิเคชั่นThai Organic Platformและมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับคนที่สนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์ อยากรวมกลุ่ม หรืออยากเชื่อมโยงกับสามพรานโมเดล

ในส่วนของเด็กๆ ในงานนี้ มีกิจกรรม วาดศิลป์ เล่นสีEco Printingและขยะมหาสนุก จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมทั้งนี้ตลอดงานสังคมสุขใจ และในสวนสามพราน เน้นไม่ให้มีการใช้ถุงหิ้วพลาสติก ขวด-หลอดพลาสติก กล่องโฟม ซึ่งขยะจากงานจะถูกนำเข้าสู่การบริหารจัดการ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนCircular Economyเช่นเศษอาหารจะถูกนำไปใช้ทำปุ๋ยหมัก ทำไบโอแก๊ส โดยประชาชนที่มาร่วมงาน สามารถเข้ามาเรียนสู่การวางแผนจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบได้ง่ายๆ

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่6ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์…สู่ชีวิตที่สมดุล “ช้อปเปลี่ยนโลก” เริ่มต้นแล้วระหว่าง วันที่13-15ธันวาคม 2562 ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม โดยงานเริ่มตั้งแต่เวลา09.00-17.00น.การเดินทางปีนี้ มีการจัดรถตู้รับส่งที่สถานีรถไฟฟ้าMRTหลักสอง หน้าเดอะมอลล์ บางแค (เฉพาะวันที่14-15)และยังได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ จัดพื้นที่ลานจอดรถของโรงเรียนให้เป็นที่จอดรถของผู้มาร่วมงาน โดยผู้จัดงานได้จัดเตรียมรถตู้บริการรับ-ส่ง จากลานจอดรถ เข้าไปชมและซื้อสินค้าในงานฟรี สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร034 322 588-93หรือติดตามกิจกรรมของงานที่Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่6

ทำความสะอาดสุนัข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404547?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ทำความสะอาดสุนัข

14 ธันวาคม 2562 – 14:58 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

ใกล้ปีใหม่ทีไรรู้สึกเวลาเดินเร็วมากเลยครับ เหมือนเพิ่งคุยกันไปไม่กี่วันแต่จริงๆ ผ่านไป 1 สัปดาห์แล้ว เชื่อว่าหลายท่านเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ไม่แปลกหรอกครับเพราะถึงปลายปีทีไร มีอะไรที่ต้องทำเยอะครับ ไหนจะต้องทำงานที่ตั้งใจไว้ให้เรียบร้อย ไหนจะงานสังสรรค์ กราบญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ เข้าวัดทำบุญ กิจกรรมโรงเรียนลูก พักผ่อนกับครอบครัว ดูเยอะไปหมดนะครับ ใจเย็นๆ ครับ ลำดับกันใหม่บางอย่างทำได้ทั้งปีไม่ต้องรอเทศกาลก็ได้นะครับ หมอเองก็ต้องปรับให้พอดีทุกปีครับ

ช่วงปีใหม่หลายท่านต้องเดินทางพร้อมกับสุนัขสมาชิกสำคัญของครอบครัว วางแผนตระเตรียมทุกอย่าอย่างดีแล้ว อย่าลืมเรื่องการทำความสะอาดด้วยนะครับ โดยเฉพาะสุนัขเพราะจะต้องเดินทางใกล้ชิดกับเรา และสุนัขมักมีกลิ่นตัวรบกวนหากไม่ได้รับการดูแลความสะอาดอย่างดี

หมอขอแนะนำคนที่ต้องอาบน้ำสุนัขเองนะครับ

การอาบน้ำสุนัขให้ระวังอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสม แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นไม่ควรใช้น้ำเย็นเพราะสุนัขมีประสาทสัมผัสที่ไว และหากอาบน้ำในอ่างไม่ควรใช้น้ำระดับที่สูงจนเกินไปเพราะจะทำให้สุนัขกลัวไม่ให้ความร่วมมือในการอาบน้ำ ในการเริ่มอาบน้ำควรให้สุนัขมีความสุข เช่นพาเดินเล่นหรือให้ขนม(เล็กน้อย) ก่อนอาบน้ำ เริ่มต้นควรค่อยๆ ให้สุนัขสัมผัสน้ำให้เปียกชุ่มเป็นการล้างฝุ่นและสกปรกที่ติดอยู่ออก

จากนั้นนำแชมพูที่เหมาะสมกับสุนัขมาผสมน้ำในขวดเฉพาะ เช่นแชมพูสำหรับรักษาโรคผิวหนังที่ต้องหมักทิ้งไว้ หรือแชมพูกำจัดเห็บหมัด เป็นต้น ไม่ควรใช้แชมพูเข้มข้นเทลงบนตัวสุนัขโดยตรง และควรอ่านวิธีการใช้แชมพูให้ถูกต้องชัดเจนก่อนใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และห้ามนำแชมพูหรือสบู่ของคนมาใช้กับสุนัขเพราะผิวของสุนัขบอบบางแพ้ง่ายกว่าผิวหนังของคนครับ ในขณะอาบน้ำควรถูตัวสุนัขไปทิศทางเดียวโดยเฉพาะสุนัขขนยาวเพื่อป้องกันขนพันกัน และต้องให้มั่นใจว่าแชมพูสัมผัสผิวหนังของสุนัขอย่างทั่วถึง อย่าลืมล้างตามซอกต่างๆ เช่น ซอกนิ้ว อุ้งเท้า ก้น เป็นต้น

บริเวณที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ จมูก โดยเฉพาะสุนัขที่หน้าสั้น ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าจมูก

และไม่ควรให้น้ำเข้าหู เพราะจะทำให้เป็นหูน้ำหนวกได้ ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดบริเวณ

ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ โดยไม่ลืมที่จะต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธี การถอนขนที่รูหูเพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรค ซึ่งควรทำตั้งแต่สุนัขยังเล็กๆ ไม่อย่างนั้นจะเจ็บมากและสุนัขจะกลัวทำให้การดูแลความสะอาดหูเป็นไปได้ยาก การล้างหูเป็นเรื่องสำคัญควรใช้น้ำยาเฉพาะสำหรับล้างหู โดยอ่านวิธีใช้ให้เข้าใจก่อนลงมือ การเช็ดตาในสุนัขที่มีร่องน้ำตาเป็นคราบสีเข้ม ควรใช้น้ำยาเฉพาะเพื่อล้างตา นอกเหนือจากน้ำอุ่น ด้วยความเบามือ

อีกเรื่องสำคัญคือการตัดเล็บสุนัขที่หมอเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ครับ

ทั้งหมดนี้หากคุณผู้อ่านสงสัย หรือมีเรื่องพูดคุยสามารถเข้ามาที่เมลของหมอได้นะครับ

Viruch_dvm@yahoo.com ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะครับ!

ส่องนวัตกรรม”บัลลังก์โมเดล”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่องนวัตกรรม”บัลลังก์โมเดล”

14 ธันวาคม 2562 – 14:46 น.
บัลลังก์โมเดล
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

ส่องนวัตกรรม”บัลลังก์โมเดล” ต้นแบบปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน

ผ่านฉลุยไปอีกตัวสำหรับพืชเกษตรอย่าง“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”ตามโครงการประกันรายได้หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.)ที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์”มีมติเห็นชอบให้ประกันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาทและนำเข้าสู่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา  โดยกำหนดให้ครอบครัวละไม่เกิน 30 ไร่ ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% ปลูกตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2562 เป็นต้นไป โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกวันที่ 20 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์(ซ้าย)  และร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา

    “ท่องโลกเกษตร”อาทิตย์นี้ตามผู้บริหารบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)”วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์”รองกรรมการผู้จัดการไปดูความสำเร็จการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ”เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”ในพื้นที่ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ในรูปแบบ“บัลลังก์โมเดล”เพื่อการยกระดับศักยภาพกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ ด้วยการนำความรู้และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน  ผลผลิตเพิ่มและคุณภาพตรงตามความต้องการตลาด ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง แก้ปัญหาความยากจนและการบุกรุกพื้นที่ป่า

วรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวระหว่างประชุมร่วมกับผู้บริหารอบต.บัลลังค์และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดว่าตลอดระยะ 4 ปีของการดำเนินโครงการ “บัลลังก์โมเดล” บริษัทฯได้ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร พร้อมกับสนับสนุน เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยยกระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้บริษัทฯ ได้นำแอพพลิเคชั่น มาช่วยในการบริหารจัดการการเก็บเกี่ยวและขนส่งร่วมกันแก่เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบัลลังก์และใกล้เคียง เน้นการใช้รถเกี่ยวและรถขนส่งในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างคนในชุมชน พร้อมส่งเสริมการใช้โดยบวกเงินรับซื้อผลผลิตเพิ่มอีก 10 สตางค์ต่อกิโลกรัมจากการใช้แอพพลิเคชั่นและนำผลผลิตมาขายให้โรงอาหารสัตว์ซีพีเอฟโดยตรง

“การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้บริษัทสามารถตรวจสอบย้อนกลับพื้นที่ปลูกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้แม่นยำขึ้น ช่วยสนับสนุน เป้าหมายสูงสุดของโครงการ ที่ต้องการพัฒนามาตรฐานการปลูกข้าวโพดของเกษตรกรไทย สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนและวัฏจักรหนี้สิน รวมทั้งสนับสนุนนโยบายการไม่รับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่ผิดกฎหมายหรือรุกป่า ตามแนวทางการจัดหาที่ยั่งยืนของซีพีเอฟ”วรพจน์กล่าว

     ร้อยตรีฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศมนตรีต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมายอมรับว่าจากการที่เทศบาลต.บัลลังก์ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ในรูปแบบ บัลลังก์โมเดล อย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เป็นปีที่ 4 มีเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการ 814 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รวม 18,000 ไร่ เทียบกับปีแรก 2559 ที่มีเกษตรกรเข้าร่วม 184 คน พื้นที่ปลูก 4,700 ไร่ สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านมีความเชื่อมั่น โครงการ “บัลลังก์โมเดล” และมีเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาขอศึกษารูปแบบเพื่อนำไปขยายผลต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์ที่ได้รับจาก “บัลลังก์โมเดล” มากกว่าช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิต แต่เกษตรกรได้รับความรู้และมีเทคโนโลยีช่วยยกระดับผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้นช่วยให้ขายได้ราคา ขณะเดียวกันสามารถรับมือกับความเสี่ยง ทั้งภัยแล้งและโรคระบาดได้ สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น และลดผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมลงได้จากการเลิกเผาตอซัง”นายกเทศบาลตำบลบัลลังก์กล่าวย้ำ

สำหรับ “บัลลังก์โมเดล” นับเป็นต้นแบบการปลูกข้าวโพดยั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน ช่วยยกระดับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรรายย่อยแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงมีตลาดรองรับ มีการบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดจากโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 เพื่อฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพด รู้จักการวิเคราะห์ดินด้วยตนเอง นำไปสู่การใช้ปุ๋ยและจัดการพื้นที่ปลูกที่ถูกต้อง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลดลง และที่สำคัญไม่มีการเผาตอซัง ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศด้วย

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน1

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404538?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เขียวหมื่นปี”จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน1

14 ธันวาคม 2562 – 14:00 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com 

เขียวหมื่นปี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “แก้วกาญจนา” หรือ“อโกลนีมา” (Agleaonema)  หรือที่คนโบราณเรียกว่า”ว่านขันหมา”เป็นไม้ป่าโบราณประเภทไม้ล้มลุก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในธรรมชาติจะแพร่พันธุ์โดยการงอกของเมล็ด ลักษณะลำต้นสีเขียว แตกใบออกตามลำตันตั้งแต่โคนต้นขึ้นไปคล้ายข่าหรือพืชตระกูลว่าน

ใบมีอายุนานไม่ค่อยร่วงพลัดใหม่ จนมีลักษณะเป็นทรงพุ่มหนา ลักษณะใบมีสีเขียวสดถึงเขียวเข้ม บางสายพันธุ์มีแถบสีขาวกระจายทั่วไป คล้ายกับต้นสาวน้อยปะแป้ง ซึ่งมักทำให้เข้าใจผิดบ่อยครั้ง ใบมีลักษณะเรียวตรงก้านใบ กว้างตรงกลาง และเรียวลงในส่วนปลายใบ ความยาวของใบประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบกว้างประมาณ 10-20 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

เขียวหมื่นปี มีลักษณะเป็นลำต้นตั้งขึ้นเหนือพื้นดิน จะมีบ้างที่ล้มทอดเอน ด้วยความยาวและน้ำหนักของลำต้นที่มีอายุยาวนานหลายปีนั่นเอง แต่เดิมมักพบพืชชนิดนี้ขึ้นอยู่ทั่วไปเป็นกลุ่มตามป่าดิบชื้นที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พบมากในเขตภาคตะวันออกและแถบทางตะวันตกหลาย ๆ จังหวัด จรดไปถึงภาคใต้ รวมถึงอีกหลายๆพื้นที่ในในเขตทวีปเอเชีย โดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่านประเทศเพื่อนบ้านเรา

ลักษณะเด่นของไม้ชนิดนี้อยู่ตรงที่มีความคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และส่วนใหญ่มีลำต้นแตกขึ้นเป็นกอ เกิดหน่อโดยรอบลำต้นแม่เหนือดิน ดูเป็นข้อปล้องจากร่องรอยการหลุดร่วงของกาบใบ และมีระบบรากเจริญเติบโตได้เร็ว เกิดได้โดยรอบลำต้นจึงช่วยยึดเกาะพยุงลำต้นได้ดี ทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดเก็บความชื้นในธาตุอาหาร แม้จะผ่านฤดูกาลที่ไม่ปกติ ก็ไม่ค่อยส่งผลมากสักเท่าไรนักต่อพืชสกุลนี้ และด้วยที่เป็นพืชอวบน้ำ มีใบเรียวหนามีสีเขียวเข้มให้ดูสวยตลอดทั้งปี แทบไม่มีแม้แต่โอกาสจะพักตัวจากการปลูกเลี้ยง จึงอาจเป็นที่มาของชื่อไม้ชนิดนี้ที่มีการพบในช่วงเริ่มแรก ให้เรียกแบบที่เข้าใจตรงกันว่า “เขียวหมื่นปี” โดยมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ดูแตกต่างไปจากไม้ทั่วไป และมีเรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับไม้ประดับชนิดนี้ จนเป็นที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาต่อมา

ชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติของไม้สกุลนี้คงมีไม่มากสักเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับไม้อีกหลายๆสกุล แต่ด้วยความสำคัญและการมีโอกาส จึงทำให้ไม้ชนิดนี้ไต่เต้าไปอยู่ในสถานะที่ไม่ด้อยกว่าไม้ชนิดอื่นใด และด้วยความเชื่อถึงความเป็นมงคลที่มีมากับไม้ประดับชนิดนี้ ได้เชื่อมไปสู่กำลังใจยังผู้ปลูกเลี้ยง ถึงการมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง และช่วยเพิ่มพูนโชคลาภต่างๆมายังเจ้าของต้นไม้ชนิดนี้ จึงทำให้ไม้ประดับชนิดนี้ค่อยๆได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงเวลาต่อมา จนได้มีการปลูกเลี้ยงเพิ่มขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง

ปฏิทินสินค้าเกษตรรายจังหวัดสร้างความมั่นคงอาหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404222?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปฏิทินสินค้าเกษตรรายจังหวัดสร้างความมั่นคงอาหาร

13 ธันวาคม 2562 – 16:49 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,ระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์,สินค้าเกษตร,ปฏิทินสินค้าเกษตร
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

สศก. บูรณาการหน่วยงาน กษ. จัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายจังหวัด เสริมสร้างความมั่นคงอาหารและโภชนาการ 

13 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าบทบาทภารกิจของสศก. ในการจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรทราบถึงข้อมูลช่วงเวลาการผลิตและการเก็บเกี่ยวสินค้าเกษตรในแต่ละเดือนของปีเพาะปลูกนั้นๆ

โดยได้จัดทำและรวบรวมสินค้าเกษตรสำคัญ 20 ชนิด เพื่อเผยแพร่ให้เกษตรกรใช้ในการวางแผนการผลิตและผู้สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันสศก.ได้พัฒนาการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรให้ลงลึกในรายละเอียดระดับจังหวัดมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านการผลิตแล้ว ยังเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร รวมทั้งสร้างสมดุลตลาดสินค้าเกษตรในระดับพื้นที่ เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนและท้องถิ่นไปพร้อมกันอีกด้วย

สำหรับการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด  สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งส่วนกลางและในระดับพื้นที่

ทั้งนี้ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง  สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานประมงจังหวัด และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ในส่วนภูมิภาค เพื่อร่วมกันจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด โดยจะคาดการณ์ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละเดือนล่วงหน้า

ความคืบหน้าขณะนี้ สศก. ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่จัดทำปฏิทินฯ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมงให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2562 และจัดส่งข้อมูลการจัดทำปฏิทินให้กับ สศก. เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอผลการจัดทำปฏิทินต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ และคณะกรรมการอาหารแห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการผลิตและการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การวางแผนส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับช่วงเวลาเพาะปลูกหรือการผลิตและความต้องการของตลาด

การส่งเสริมคุณภาพและความปลอดภัยตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ ดิน การเตรียมปัจจัยการผลิต การกระจายสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตไปยังจังหวัดที่ยังมีความต้องการผลผลิต และช่วยวางแผนหรือเตรียมการรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อพก.)

ตลอดจนนำมาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการความมั่นคงอาหารและโภชนาการ ทราบถึงแหล่งผลิตอาหารในระดับพื้นที่ ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2561 – 2580)  ซึ่งเมื่อหน่วยงานในระดับจังหวัดจัดส่งข้อมูลปฏิทินสินค้าเกษตรแล้วเสร็จ ทาง สศก. จะจัดทำเป็นปฏิทินรายจังหวัดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

เตือน นิคมอุตสาหกรรม ลดใช้น้ำ 10%

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือน นิคมอุตสาหกรรม ลดใช้น้ำ 10%

13 ธันวาคม 2562 – 00:08 น.
กรมชลประทาน,บริหารจัดการน้ำ,ภาคตะวันออก,จัดสรรน้ำ,ทองเปลว กองจันทร์
เปิดอ่าน 133 ครั้ง

กรมชลฯจัดสรรน้ำภาคตะวันออก 8จว.กว่า1.5พันล้านลบ.ม.อุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ เกษตร อุสาหกรรม เท่าเทียม ย้ำมีน้ำพอใช้ตลอดแล้งประสานนิคมอุตสาหกรรม ลดใช้น้ำ10%

13 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนชาวภาคตะวันออก ได้มอบหมายให้ นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 จัดการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำ ภาคตะวันออก และมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่ถูกต้องให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบ

นายสุชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ปัจจุบัน(11 ธ.ค. 62) สถานการณ์น้ำภาพรวมของภาคตะวันออก อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 859 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 55 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 626 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่างฯ ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 30 – 50 ของลำน้ำ

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด รวม 1,540 ล้าน ลบ.ม. แบ่งออกเป็นด้านอุปโภคบริโภคประมาณ 146 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 9 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านการเกษตรประมาณ 722 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 47 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ด้านการรักษาระบบนิเวศประมาณ 271 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 ของแผนจัดสรรน้ำฯ

ด้านอุตสาหกรรมประมาณ 173 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 11 ของแผนจัดสรรน้ำฯ และด้านอื่นๆ ประมาณ 227 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของแผนจัดสรรน้ำฯ โดยปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำไปแล้วประมาณ 328 ล้าน ลบ.ม. ยังคงเหลือน้ำอีกกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของแผนการจัดสรรน้ำฯ ซึ่งเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ ด้านพื้นที่โครงข่ายน้ำจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ปัจจุบันฤดูแล้งปี 2562/2563 มีแผนการจัดสรรน้ำรวมประมาณ 257 ล้าน ลบ.ม. เทียบกับช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ที่มีผลการจัดสรรน้ำประมาณ 448 ล้าน ลบ.ม.

ในส่วนของมาตรการรองรับวิกฤตขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง ทุกภาคส่วนได้จับมือกันดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาทิ บริษัท EAST WATER ได้ดำเนินการเชื่อมท่อจากประแสร์ – คลองใหญ่ ไปยัง ประแสร์ – หนองปลาไหล เพื่อลดการสูญเสียน้ำ จัดหาแหล่งน้ำจากบ่อดินเอกชนเพิ่มเติมโดยสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้กว่า 20 ล้าน ลบ.ม.

สถาบันน้ำและพลังงานเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากการนิคมอุตสาหกรรมลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10 การประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงเพื่อมาช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรีได้กว่า 10 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และรถบรรทุกน้ำ เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมทั้งควบคุมการใช้น้ำของภาคเกษตรบริเวณฝายบ้านค่ายประมาณ 13 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย และให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

มหกรรม รธน.ประชาชน เรียกร้องเขียนรธน.ใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/404711?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

มหกรรม รธน.ประชาชน เรียกร้องเขียนรธน.ใหม่

15 ธันวาคม 2562 – 17:53 น.
ครช,มหกรรม รธน,เขียนรธนใหม่,แก้แผนยุทธศาสตร์ชาติ,ที่มานายกฯ,ระบบสว
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

ครช.-สมัชชาคนจน ร่วมเขียนข้อความ “ปชช.ขอเขียน รธน.” แถลงการณ์ รธน.ใหม่ต้องให้สิทธิเข้าถึงทรัพยากร-สวัสดิการพื้นฐาน แก้กระบวนการครอบงำสถาบัน-ที่มานายกฯ-ระบบสว.

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2562 – ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในการจัดงานมหกรรมรัฐธรรมนูญประชาชน ระหว่างวันที่ 14-15 ธ.ค.นี้ โดยคณะกรรมการรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ซึ่งมีทั้งสมัชชาคนจน และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 2 มีการจัดกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงช่วงเย็น มีทั้งการเสวนาและการแสดงดนตรี การจัดภาพนิทรรศการ และกิจกรรม “ประชาชนขอเขียนรัฐธรรมนูญ” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเขียนข้อความ ที่ต้องการแก้ไขและบรรจุในรัฐธรรมนูญใหม่

คลิปที่ 2

ขณะที่เวทีการเสวนาเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็เห็นว่าในการเขียนและแก้รัฐธรรมนูญต้องทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่มาประชาชนและเพื่อประชาชน หลังจากที่ผ่านมาประชาชนประสบปัญหาจากรัฐธรรมนูญเผด็จการที่เป็นผลไม้พิษ

จากนั้นในเวลา 16.30 น. ได้มีการตั้งแถวเป็นขบวน ถือธงสัญลักษณ์สีเขียวและสีเหลือง และป้ายผ้าเขียนข้อความ เดินเป็นขบวนจากบริเวณหอประชุม ภายใน ม.ธรรมศาสตร์ ไปยังลานปรีดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ (บริเวณริมน้ำ) เพื่ออ่านแถลงการณ์ “ประชาชนขอเขียนรัฐธรรมนูญ” โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ ประธานคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) พร้อมตัวแทนภาควิชาการ นักศึกษา ประชาสังคม และพรรคการเมือง ร่วมกิจกรรมดังกล่าว

โดย รศ.ดร.อนุสรณ์ เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ ระบุว่า “รัฐธรรมนูญ” คือ กติกาสูงสุดที่บังคับใช้กับประชาชนในรัฐ กำหนดว่าบุคคลอยู่ตรงไหนได้อำนาจและประโยชน์ไปมากน้อยเพียงใด ด้วยวิธีการอย่างไร และด้วยกลไกใด พร้อมกับรับรองว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพเพียงใด มีหน้าที่อะไร รัฐธรรมนูญจึงจำเป็นจะต้องมาจากการเห็นพ้องต้องการของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ของประเทศไทยโดยเฉพาะฉบับปัจจุบันไม่ได้มาจากความเห็นพ้องต้องการของประชาชน หากแต่เริ่มต้นจากคณะบุคคลก่อรัฐประหาร ปล้นอำนาจของประชาชน ตามด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญก่อนหน้า จากนั้นก็ตั้งพรรคพวกของตนเข้ามาเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ภายใต้บงการของตน ไม่มีตัวแทนของประชาชน เข้าไปมีส่วนร่วมแต่อย่างใด และแม้จะเปิดโอกาสให้มีประชาชนมีส่วนร่วมบ้างดังเช่นการทำประชามติ แต่กระบวนการนี้ก็ไม่สามารถนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่ามติของประชาชนได้ เพราะเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว พร้อมกับปิดกั้น ข่มขู่คุกคาม และฟ้องร้องดำเนินคดีผู้นำเสนอข้อมูลอีกด้าน และยังมีการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายครั้งหลังจากผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว ทำให้ไม่สามารถกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติ

ด้วยความที่ไม่เห็นหัวประชาชนตั้งแต่ต้น เนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน หากแต่สะท้อนเจตจำนงของคณะบุคคลที่ต้องการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศใหม่เป็นการสถาปนาอำนาจชนชั้นนำในนามความมั่นคงของรัฐท่ามกลางการลดคุณค่าและความหมายของประชาชน กล่าวคือ ประชาชนถูกเปลี่ยนสถานะจากองค์ประธานแห่งสิทธิ เป็นผู้รอรับการอุปถัมภ์ ไม่อยู่ในสถานะที่จะเรียกร้องทวงถามสิ่งพึงมีพึง ได้แต่เฝ้ารอการสงเคราะห์จากรัฐ สิทธิของประชาชนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า เช่น สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สิทธิการมีส่วนร่วมในสิ่งแวดล้อม สิทธิในการแสดงความเห็นต่อโครงการต่างๆ และสิทธิในการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหายไปขณะที่สิทธิบางด้านถูกเปลี่ยนเป็นหน้าที่ของรัฐแต่ก็ไม่มีหลักประกันว่ารัฐจะทำตามหน้าที่นั้นหรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้สร้างเงื่อนไขให้ตัวแทนของประชาชน เช่นนักการเมืองและพรรคการเมืองอ่อนแอและอยู่ในอาณัติขององค์กรที่ไม่ได้มาหรือยึดโยงกับประชาชน เช่นระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม และสูตรคำนวณเก้าอี้ ส.ส. ซึ่งส่งผลให้ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนได้ และนำไปสู่รัฐบาลที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพเพราะต้องอยู่กับการต่อรองระหว่างพรรคต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันก็ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอย่างกว้างขวาง ในการกำกับควบคุมพรรคการเมืองและ ส.ส. รวมทั้งให้อำนาจ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการให้สิทธิในการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. ไม่นับรวมการกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ส่งผลให้นโยบายพรรคการเมืองแทบไร้ความหมาย การมีบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรัฐประหารอยู่เหนือกฎหมายจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่รวมทั้งการเขียนให้ คำสั่ง ประกาศ และการกระทำของ คสช.และหัวหน้า คสช. มีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกกฎหมายมายกเลิก เป็นต้น

นอกจากถูกเขียนขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจชนชั้นปกครองและลดอำนาจประชาชนดังกล่าวแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังถูกนำไปใช้ในการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างกว้างขวาง ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาล คสช. ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 265 ในบทเฉพาะกาล ละเมิดสิทธิประชาชนและชุมชน ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.3/2559 ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในเขต พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ , คำสั่งหัวหน้า คสช.4/2559 ยกเว้นการใช้กฎกระทรวง ให้ใช้ผังเมืองรวมสำหรับการ ประกอบกิจการบางประเภท คำสั่งหัวหน้า คสช. 9/2559 ยกเว้นการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือคำสั่งหัวหน้า คสช.3/2558 ข้อ 12 ห้ามการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ขณะที่ในช่วงการเลือกตั้ง รัฐบาล คสช. ได้อาศัยรัฐธรรมนูญสร้างความได้เปรียบให้ตนเอง เช่นใช้คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ห้ามผู้สมัครจากพรรคการเมืองหาเสียงขณะที่ตนเองหาเสียงได้ภายใต้การเป็นรัฐบาล และเมื่ออนุญาตให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเฝ้าสังเกตการณ์เวทีปราศรัยและการหาเสียงของผู้สมัครฝ่ายตรงข้าม ประการสำคัญ กกต. ซึ่งรัฐบาล คสช.มีส่วนในการแต่งตั้ง ได้จัดการเลือกตั้งในลักษณะที่เอื้อประโยชน์พรรคร่างทรง คสช. ในหลายลักษณะ นับตั้งแต่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ , การมีเจตนาจะไม่ให้มีชื่อและโลโกพรรคการเมืองในบัตรเลือกตั้ง , การประกาศผลคะแนนล่าช้า , ไม่ประกาศผลคะแนนรายหน่วย ไปจนกระทั่งการไม่มีคำอธิบายที่รับฟังได้ว่าเหตุใดยอดรวมบัตรเลือกตั้งจึงไม่เท่ากับยอดรวมผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน

ภายหลังการเลือกตั้ง การที่รัฐธรรมนูญเขียนให้นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. ส่งผลให้พรรคร่างทรงคสช. สามารถส่งเทียบเชิญหัวหน้าคสช. มาเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ และการเขียนให้ ส.ว. 250 คนที่มาจากการแต่งตั้งของคสช. สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ก็ส่งผลให้หัวหน้าคสช. สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ในที่สุดจึงเป็นการอาศัยรัฐธรรมนูญบิดเบือนการเลือกตั้งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำ

ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะมีปัญหา แต่ความตระหนักรู้ยังคงจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำต้องอยู่กับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นหลัก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับการเดินตามแนวคิดของรัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นผู้รอการอุปถัมภ์ และนโยบาย “รัฐสมคบคิดทุนใหญ่แล้วเจียดกำไรไปให้ทานคนจน” เช่นโครงการประชารัฐ , โครงการไทยนิยมยั่งยืน , บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการชิมช็อปใช้ที่อาจช่วยยืดเวลาการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจออกไปได้อีกระยะ แต่สุดท้ายก็จะปะทุออกมาเพราะว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด รวมถึงการถือครองที่ดินเพราะปัญหาความยากจนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจนเงินจนรายได้ แต่เป็นเรื่องของการจนสิทธิ จนโอกาส และจนอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็น

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา “คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญเค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือ ครช.” จึงเรียกร้องให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่สะท้อนเจตนารมณ์และตอบสนองปัญหา และความต้องการของประชาชน ดังนี้

1.สวัสดิการพื้นฐานแบบถ้วนหน้า ทั้งด้านสุขภาพ , การศึกษา , รายได้ รวมถึงการคมนาคมโดยไม่มีเงื่อนไขด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เพศสภาวะและอุดมการณ์ทางการเมือง 2.สิทธิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลรวมถึงการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย 3.การคุ้มครองการมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีปราศจากมลพิษ และสิทธิในการจัดการบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชุมชน

4.สิทธิการแสดงออกและสิทธิในการชุมนุม ไม่ใช่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน 5.การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม 6.สิทธิการปกครองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม สภาพเศรษฐกิจและลักษณะภูมิศาสตร์ของแต่ละท้องถิ่น และ 7.การปรับปรุงแก้ไขกลไก และกระบวนการครอบงำสถาบันตัวแทนประชาชน เช่น ระบบการเลือกตั้ง ส.ว. , แผนยุทธศาสตร์ชาติ และคุณสมบัติและการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีง

ทั้งนี้ ครช. จะสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตื่นตัวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับสังคม พร้อมกับผลักดันให้มีการตรา พ.ร.บ.การรับฟังและดำเนินการตามมติมหาซนที่มีต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร โดยอาศัยมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่า ” ร่างพ.ร.บ.ให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อนและจะเสนอได้ก็แต่โดย…(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน” ซึ่งจะนำไปสู่การรับฟังเสียงและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นมติมหาชนที่ต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต่อไปเพราะในระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนด้วยความเชื่อมั่นในอำนาจของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังได้อ่านแถลงการณ์ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้วในเวลา 17.00 น. ทั้งหมดจึงแยกย้ายขบวนจากบริเวณลานปรีดีฯ ถือเป็นการจบกิจกรรมมหกรรมรัฐธรรมนูญประชาชน

ข้อสังเกตุ21 ข้อหาความจริง แฟลชม็อบ เจตนาแฝงลึก อวดปริมาณ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/404710?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ข้อสังเกตุ21 ข้อหาความจริง แฟลชม็อบ เจตนาแฝงลึก อวดปริมาณ?

15 ธันวาคม 2562 – 17:13 น.
ข้อสังเกตุ21 ข้อหาความจริง,แฟลชม็อบ,เจตนาแฝงลึก อวดปริมาณ
เปิดอ่าน 357 ครั้ง

สถาบันทิศทางไทย ตั้งข้อสังเกตุ 21 ข้อ หาความจริง แฟลชม็อบ อนค. เจตนาแฝงลึก ปั่นโซเชียล…อวดปริมาณ ?

กรณีเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นัดชุมนุมรวมพลใหญ่ แฟลชม็อบ บริเวณสกายวอล์ค หน้าหอศิลปวัฒนธรรม สี่แยกปทุมวัน โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และน.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค พร้อมด้วยทีมงานพรรคอนาคตใหม่ ได้นัดหมายมวลชนผ่านเฟซบุ๊กเพื่อมาชุมนุม

ล่าสุด วันนี้ 15 ธ.ค. 62 ในเพจเฟซบุ๊ก “สถาบันทิศทางไทย-Thai Move Institute” ได้เปิดพื้นที่สกายวอล์คมีเนื้อที่เท่าไหร่ จุคนได้กี่คน??? จากรูปที่นำมา!!!

1.ลานหน้าหอศิลป์ มีพื้นที่ทั้งหมด 1,804.68 ตารางเมตร (ตร.ม.)
2.สกายวอล์คทั้งหมด มีพื้นที่ 5,644.36 ตารางเมตร
3.สองพื้นที่ทางเชื่อมบีทีเอส 7,449.04 ตารางเมตร
4.มาดูรูปเปรียบเทียบตารางเมตร หาก 1 ตารางเมตร ยืนได้ 2 คน


5.ตีตารางคำนวณออกมา 50 เมตรคูณ 20 เมตร เท่ากับ 1,000 ตารางเมตร
6.เมื่อ 1 ตร.ม.ยืนได้ 2 คน ดังนั้น 1,000 ตร.ม. ก็จะมีคนยืนได้ 2,000 คน
7.เมื่อลานหน้าหอศิลป์ มีพื้นที่ 1,804.68 ตร.ม. ก็จะมีคนยืนได้ 3,600 คน
8.เมื่อสกายวอล์คทั้งหมด มีพื้นที่ 5,644.36 ตร.ม. ก็จะมีคนยืนได้ 11,288 หมื่นคน
9.พื้นที่ทั้งหมดรับคนได้แบบแน่นสุดแล้วจะได้ 1.4-1.5 หมื่นคน


10  จากสองรูปที่เห็นคนไม่แน่น ยืนแบบหลวมๆน่าจะตารางเมตรละ 1คน ซึ่งนั่นก็เท่ากับจะเหลือประมาณ 5,000-6,000 คน
11.แต่ของธนาธรที่นัดมาในวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค.62 ได้เท่าไหร่??? 5,000-6,000 คนจริงหรือ???
12.เพจหมึกซึมเปิดเผยช่วงเวลาปกติของวันหยุดเสาร์อาทิตย์สกายวอล์ค ใน10 นาทีจะมีคนเดินสัญจรอยู่แล้วประมาณ1พันคน


13.หากใน50 นาที ก็เท่ากับคนเดิน 5,000 คน หรือ 1 ชั่วโมงก็จะมีคนเดิน 6,000 คนนั่นเอง
14.แต่วันหยุดเมื่อวันที่14 ธ.ค.ที่ผ่านมายังมีความไม่ปกติคือ นั่นคือมีงานคอนเสิร์ตใหญ่ด้วย ซึ่งก็ย่อมมีคนมาเยอะกว่าวันหยุดปกติอีก
15.ถ้าคิดโดยให้คนมาอย่างเต็มที่ 12,000 คนในวันที่ 14 ธ.ค. แต่จะนำทั้งหมดมานับเป็นม็อบธนาธรได้หรือ???
16.จะแยกแยะอย่างไร จะมาเหมารวมได้อย่างไร นั่นเพราะไม่สามารถแยกได้!?!


17ธนาธรหรือพรรคอนาคตใหม่จะมาเคลม เหมารวมได้หรือว่าคนที่อยู่บริเวณทั้งหมดตั้งใจมาร่วมชุมนุมด้วย
18.คำถามที่อยากจะให้ธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ตอบสังคมก็คือ มีเจตนาอะไรที่จัดชุนนุมวันที่มีงานคอนเสิร์ต???
19.มีความน่าสงสัยว่าเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมตั้งใจเลือกเอาวันที่มีงานคอนเสิร์ตเพื่อนำมาเคลมจำนวนหนึ่งร่วมม็อบหรือไม่???


20.งานคอนเสิร์ตได้เปิดเผยกำหนดแจ้งถึงวันจัดงานมาก่อนหลายวัน ตั้งใจจัดให้เป็นสถิติโลก หวังให้เป็นแหล่งให้คนมาท่องเที่ยว แต่ต้องมาเลื่อนเวลาเพื่อหลีกหนีการจัดม็อบของธนาธร!!! การกระทำเช่นนี้คือเอาเรื่องส่วนตัวมาทำลายผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่???

21 จากรายงานข่าวว่ามีผู้ชุมนม 800 คนก่อนหน้านี้ ซึ่ง “พรายกระซิบ”มาว่าเป็นตัวเลขของผู้ที่ตั้งใจเดินทางเข้าร่วมชุมนมจริง ๆ ไม่นับร่วมผู้สัญจรผ่านไปมา หรือเดินทางมาคอนเสิร์ต แต่อย่างใด