ผอ.รร.หญิงชื่อดัง แจงปมห้ามตัดผมหน้าม้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผอ.รร.หญิงชื่อดัง แจงปมห้ามตัดผมหน้าม้า

11 ธันวาคม 2562 – 17:20 น.
กฏนี้ก็มีมานานแล้ว,ผอโรงเรียนหญิงชื่อดัง,ห้ามตัดผมหน้าม้า
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

ผอ.โรงเรียนหญิงชื่อดัง แจงปมห้ามตัดผมหน้าม้านักเรียนหญิง เผยเป็นกฎระเบียบที่มีมานานแล้ว

กลายเป็นเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท”ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความโดยระบุว่า…โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังในจังหวัดจันทบุรีออกกฎใหม่ “ห้ามไว้หน้าม้า” พร้อมประกาศเชิญย้ายสถานศึกษาหากเรียกพบเกินสามครั้ง

 อ่านข่าว : โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังออกกฎห้ามนักเรียนไว้ผมหน้าม้า

ช่วงหลังมานี้ มีบ่อยครั้งที่นักเรียนไทยเริ่มลุกขึ้นมาตั้งคำถามเกี่ยวกับกฎระเบียบของสถานศึกษาของตนเอง หลายโรงเรียนพัฒนาขึ้น แต่ในขณะเดียวกันบางโรงเรียนก็ออกกฎระเบียบที่ดูไม่มีเหตุผลยิ่งกว่าเดิมมาให้นักเรียนได้สงสัยในทรรศนะของผู้คิดกฎขึ้นมาตาม ๆ กัน

มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังในจังหวัดจันทบุรีสอบถามเข้ามายังอินบ็อกซ์ของเพจว่า การไว้ผมหน้าม้านั้นขัดต่อกฎกระทรวงหรือไม่ ซึ่งกฎกระทรวงระบุไว้เพียงว่า “นักเรียนหญิง ไว้ผมสั้น หรือผมยาวก็ได้ หากไว้ผมยาวให้มัดให้เรียบร้อย” ไม่ได้มีส่วนใดที่บอกว่าห้ามไว้หน้าม้าเลยแม้แต่น้อย

และเมื่อทางแอดมินของกลุ่มฯสอบถามไปเรื่อย ๆ จึงพบว่าโรงเรียนแห่งนี้เพิ่งออกกฎใหม่สุดเซอไพรส์ นั่นก็คือการ “ห้ามไว้หน้าม้า” ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งทางโรงเรียนไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอะไรกับนักเรียนเพิ่มเติมนอกจากบอกว่าเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนกฎข้ออื่น ๆ

โดยทางโรงเรียนมีแนวทางในการบังคับใช้กฎ ดังนี้

1. แจก “สัญญาของนักเรียนเป็นกรณีพิเศษ” ในวันประชุมผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองได้รับทราบว่าการที่ลูกสาวของท่านมีหน้าม้าถือเป็นเรื่องผิดในโรงเรียนแห่งนี้ แนบมาด้วยรูปถ่ายของนักเรียนที่มีหน้าม้า

เนื้อความในสัญญานั้นมีอยู่ว่า

ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปกครอง) เป็นผู้ปกครองของ (ชื่อนักเรียน) ซึ่งได้ประพฤติผิดระเบียบของโรงเรียน คือ ตัดผมหน้าม้า

จึงขอทำสัญญาไว้กับทางโรงเรียนว่าจะดูแลอบรมนักเรียนผู้นี้เป็นอย่างดี โดยให้นักเรียนแก้ไขปรับปรุง ไว้ผมหน้าม้าจนยาวเป็นปกติ โดยไม่มีการตัดผมหน้าม้าเพิ่ม ในระหว่างการปรับปรุงแก้ไขจะติดกิ๊บดำให้เรียบร้อยตลอดเวลา ถ้ามีการประพฤติผิดระเบียบข้างต้นดังกล่าวอีก ข้าพเจ้าจะยินยอมให้ทางโรงเรียนดำเนินการตามขั้นตอนกฎระเบียบของโรงเรียนต่อไป โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น


                                         นายสำเริง ศรีสิทธิชัยสกุล

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2562 – นายสำเริง ศรีสิทธิชัยสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียานุสรณ์และนายธิติ สวนแก้ว รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ได้แถลงข่าวอธิบายถึงประเด็นที่เป็นกระแสในโลกโซเชียลที่ในตอนนี้คือเรื่องห้ามนักเรียนหญิงไว้ผมทรงหน้าม้า ที่ห้องประชุมของโรงเรียนศรียานุสรณ์ โดยอธิบายว่าถือเป็นการฝึกระเบียบวินัยของนักเรียน แล้วกฏนี้ก็มีมานานแล้วโดยโรงเรียนก็มีวิธีการให้ติดกิ๊บหนีบผมเพื่อให้ดูเรียบร้อยขณะอยู่ในโรงเรียน และนักเรียนกลุ่มที่มีปัญหากับกฏนี้ก็มีอยู่ไม่มาก เพราะกลุ่มทีมีปัญหาจริงๆคือเด็กนักเรียนที่มีคะแนนความประพฤติไม่ค่อยดีนัก การโดนตัดคะแนนจากเรื่องไว้ผมหน้าม้าจึงมีผลกระทบกับสถานภาพในการเรียน

ในการแถลงข่าว ผู้อำนวยการได้นำแบบสัญญาของนักเรียนเป็นกรณีพิเศษและคู่มือนักเรียนและผู้ปกครองของปีก่อนๆมายืนยันว่ากฏระเบียบนี้มีมานานแต่ในปีหลังๆทางโรงเรียนได้จัดทำหนังสือสัญญาเพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองมีความเข้าใจและปฏิบัติไปในทางเดียวกัน

สำหรับข้อสัญญาที่นักเรียนและ ผู้ปกครองเด็กได้ทำกับทางโรงเรียนมื่อวันมอบตัวเข้าเรียนที่ ร.ร.ศรียานุสรณ์ สำหรับ ม.1 ม.4 จำนวน 17ข้อ และ 1 ในนั้นคือจะปฏิบัติตามระเบียบโดยเคร่งครัด

ซึ่งหมายความว่า นักเรียนจะไม่ทำผิดระเบียบของ ร.ร. แต่ปี2562นี้ มีกระแสความนิยมจากนักร้องเกาหลี ที่กำลังมีชื่อเสียงในขณะนี้เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นไทยและทำให้ นักเรียนของเราบางส่วนมีพฤติกรรมเลียนแบบ  เช่น การตัดผมยาวประบ่าแล้วไม่มัดรวบตามระเบียบ การตัดผมหน้าม้า ซึ่งผิดระเบียบของโรงเรียน จะถูกตัดคะแนนความประพฤติ 15 คะแนน ซึ่งมีผลให้ นร.หมดสิทธิ์ได้รับคัดเลือกเป็น “คนดีศรียา”ทันที

จึงได้หารือเพื่อหาทางออกให้สำหรับ นร. ที่อาจจะเผลอทำผิดระเบียบดังกล่วไมให้ถูกตัดคะแนนความประพฤติ จึงให้ นร. กลุ่มดังกล่าวรายงานตัวพร้อมถ่ายรูปเป็นหลักฐานยืนยัน และทำหนังสือสัญญากรณีพิศษเพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้ นร. ทำผิดอีกและการทำผิดครั้งนี้จะไม่ตัดคะแนน นร.

   ยกเว้น 1.นร.ที่ตัดมาก่อนตั้งแต่ปีการศึกษาที่แล้ว คือทำมาเป็นประจำ

2.นร.ที่มีผมกึ่งสั้นกึ่งยาวปล่อยผมไม่มัดรวบ

3.มีหน้าม้าแล้วไม่ติดกิ๊บเก็บให้เรียบร้อย (ปล่อยหน้าม้าใน ร.ร.)

4.ตัดหน้าม้ามาเพิ่ม คือ เมื่อตรวจระเบียบในเดือนถัดหน้มสั้นลงกว่าเดิมหรือยาวเท่าเดิม

หมายเหตุ

1สำหรับการไว้ผมสั้นหรือยาว นักเรียนสามารถลือกได้ตามความสมัครใจ โดยผมสั้นยาวเลยติ่งหูลงมาได้ไม่เกิน 3 เซนติเมตร  ผมยาวยาวได้ไม่เกินกลางหลัง

2.นักเรียนสามารถแจ้งความประสงค์ได้ปีละ 1 ครั้ง เมื่อวันเปิดเทอม 1 เท่านั้น กลังจากนั้นจะขอเปลี่ยนแปลงไม่ได้จนพ้นปีการศึกษา

ปรับแบบอาคารเรียนเด็กอนุบาลรับมือปัญหาน้ำท่วมรร.ติดแม่น้ำมูล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403866?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ปรับแบบอาคารเรียนเด็กอนุบาลรับมือปัญหาน้ำท่วมรร.ติดแม่น้ำมูล

11 ธันวาคม 2562 – 13:30 น.
อาคารเรียน,เด็กอนุบาล,โรงเรียน,แม่น้ำมูล,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 46 ครั้ง

แนะปรับแบบอาคารเรียนเด็กอนุบาล รับมือปัญหาน้ำท่วม โรงเรียนติดแม่น้ำมูล โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ปราการด่านสุดท้ายในการรับน้ำภาคอีสานตอนบนและล่าง ทั้งจาก จ.ร้อยเอ็ด ยโสธร และอำนาจเจริญ รวมถึงเป็นพื้นที่รวมแม่น้ำสายหลักจากแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี ทำให้น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ นำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งบ้านเรือนราษฎร พื้นที่การเกษตร ถนนหนทาง รวมถึงสถานที่สำคัญอย่างโรงเรียน

แม้ว่าเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคอีสานจะคลี่คลายลงแล้ว การใช้ชีวิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกลับเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังน้ำท่วมยังคงต้องการการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลาและงบประมาณเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กหลายแห่ง ที่เสียหายอย่างหนัก และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซม

ทั้งนี้จากข้อมูลเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมในจังหวัดอุบลราชธานี มีโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ได้รับผลกระทบ 698 แห่ง โรงเรียนสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ได้รับผลกระทบ 90 แห่ง รวมทั้งหมด 788 แห่ง ประมาณค่าความเสียหาย 16,307,799 บาท ที่ผ่านมามีการปิดเรียนทั้งหมด 140 แห่ง

        ฟื้นใจคนไทยหลังน้ำลด
 “Recovering Ubon” ช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ที่ริเริ่มโดย บมจ. ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ และบริษัทในเครือ ร่วมกับ บจก. เอ็กคู่ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) และพันธมิตรช่วยกันบริจาคทั้งเงินและสิ่งของ โดยมีสายการบินไทยแอร์เอเชียที่ช่วยลำเลียงสิ่งของบริจาคจากกรุงเทพฯ ไปยังอุบลราชธานี องค์การเภสัช ร่วมบริจาคชุดยาตำราหลวงจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมี ออฟฟิศเมทและกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ช่วยบริจาคเครื่องเขียนและอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งต่อไปยังโรงเรียนต่างๆ ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี สฤษดิ์ วิฑูรย์ พร้อมเงินสดจำนวนหนึ่ง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงจำนวน 10 เครื่องเพื่อใช้ในการทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำลด ชุดยาตำราหลวงจำนวน 300 ชุด กล่องอเนกประสงค์สำหรับเก็บสิ่งของที่ได้รับบริจาค และข้าวสารจำนวน 3 ตัน เพื่อเป็นข้าวสารกองกลางประจำหมู่บ้านเพื่อจัดสรรให้แก่ครัวเรือนต่างๆ ที่ที่นาได้รับความเสียหายและขาดแคลนข้าวสารในการบริโภค ส่งต่อชุดยาตำราหลวงจำนวน 100 ชุด ให้แก่มูลนิธิประชาสังคม เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในการลงพื้นที่

   ระดมกำลัง ฟื้นฟูสถานศึกษา
โดยได้ประสานงานกับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 3 จำนวน 14 แห่ง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4 แห่ง ในพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร อ.โขงเจียม อ.ตาลสุม อ.ศรีเมืองใหม่ และ อ.สิรินธร ส่งชุดเครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์ศิลปะ ยาห้องพยาบาลสำหรับเด็กเล็กและเด็กโต และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม อาทิ พริ้นเตอร์ โต๊ะญี่ปุ่น ชั้นวางรองเท้า ชั้นเก็บของ ช้อนส้อมเด็ก ชุดซิงค์ล้างจาน หนังสือแบบเรียน หนังสือนิทาน สมุดระบายสี ที่นอนเด็กเล็ก ของเล่นเสริมพัฒนาการ

โรงเรียนบ้านดอนตะลี ต.ตาลสุม อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี เปิดทำการเรียนการสอนในชั้นอนุบาล 1-ป.6 ปัจจุบัน มีครูจำนวน 8 คน นักเรียนจำนวน 177 คน ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล จึงประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง

รุ่งศักดิ์ มิ่งคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนตะลี กล่าวว่า หากน้ำท่วมเพราะฝนตกไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่หากน้ำท่วมใหญ่จากน้ำมูลรอการระบายจะทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนประสบอุทกภัยครั้งใหญ่จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 2521 ปี 2545 และล่าสุด ปี 2562 ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทั้งอาคารเรียน โต๊ะ ประตูที่เป็นไม้อัด เครื่องกรองน้ำที่แต่เดิมตั้งไว้บริเวณพื้นราบ ไม่ได้ยกสูง ถูกน้ำท่วมพังเสียหายใช้การไม่ได้

แม้ปัจจุบัน โรงเรียนได้ทำการฟื้นฟูความเสียหายได้กว่า 95% มีอาคารที่ใช้ได้ดี และปลอดภัยจากน้ำท่วมครั้งต่อไปเพียง 1 อาคาร ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่ยกสูง นอกนั้น เป็นอาคารห้องสมุด อาคารอเนกประสงค์ และอาคารซึ่งเป็นห้องเรียนอนุบาล ยังคงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมครั้งต่อไป เนื่องจากสร้างมานาน แต่ไม่มีการยกขึ้นเพื่อหนีน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งอาคารที่เป็นไม้ ซึ่งได้ทำเรื่องรื้อถอนออกไปเรียบร้อยแล้ว

“จากเหตุการณ์น้ำท่วม โรงเรียนได้รับความเสียหายเยอะมาก แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน ที่เข้ามาเร่งฟื้นฟูทันทีหลังน้ำลด อาทิ กองบิน 21 ซึ่งมอบถุงยังชีพ เครื่องกรองน้ำ และโต๊ะเก้าอี้จำนวน 120 ชุด ให้แก่โรงเรียน 3 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านดอนตะลี, โรงเรียนบ้านดอนพันชาด และ โรงเรียนบ้านกุดกั่ว รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ห้างสรรพสินค้ายงสงวน และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ที่บริจาคเงินเพื่อใช้ในการฟื้นฟู และเราได้นำเงินตรงส่วนนี้มาซ่อมแซมอาคาร ซื้อโต๊ะใหม่ ภาพรวมสำเร็จไปกว่า 95% ”

ขณะเดียวกัน ในส่วนของอุปกรณ์การเรียน ได้รับการจัดหามาทดแทนแล้วกว่า 70-80% ซึ่งไม่น่าเป็นห่วง เพราะครูในโรงเรียนสามารถดูแลในส่วนนี้ได้ ขณะที่โต๊ะเก้าอี้ โรงเรียนได้นำเงินบริจาค ไปจัดซื้อโต๊ะสเตนเลส จาก จ.ขอนแก่น จำนวน 40 ชุด เพื่อให้ทนทานมากยิ่งขึ้่น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากชาวบ้านในชุมชนช่วยขนย้าย แม้โต๊ะที่สั่งจะเดินทางมาถึงในเวลาค่ำก็ตาม

ทั้งนี้ สิ่งที่โรงเรียนยังขาดเหลืออยู่ในขณะนี้ คือ ชั้นหนังสือในห้องสมุด ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากเป็นไม้ และเครื่องกรองน้ำ ซึ่งความจริงแล้ว ได้รับการบริจาคมาแทนเครื่องเก่าจำนวน 1 เครื่อง แต่ในเบื้องต้นได้ยกให้กับโรงเรียนอื่นที่ขาดแคลน เพราะคิดว่าเครื่องเก่าสามารถซ่อมได้ แต่เมื่อลองซ่อมแล้วกลับยังใช้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ปัจจุบัน จึงต้องอาศัยน้ำดื่มจากที่ได้รับบริจาคมา

นอกจากการฟื้นฟูอาคารเรียน และจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนหลังน้ำท่วมแล้ว ยังต้องการรับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ ทดแทนเครื่องเก่าที่อายุมากจนใช้การไม่ได้ ปัจจุบัน มีผู้บริจาคแล้วรวมทั้งหมด 18 เครื่ีอง ยังขาดอีก 2 เครื่อง เพื่อให้เด็กๆ ได้ใช้เรียนอย่างทั่วถึง

“ครูต้อย” กิติยา ทองคง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านสร้างแก้ว ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เล่าว่า ที่ศูนย์เด็กเล็กฯ มีครูรวมแม่บ้าน 7 คน และเด็กปฐมวัย 2–4 ขวบ 109 คน เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกที่นำ้ท่วม สูงกว่า 2 เมตร และมีน้ำขังนานกว่า 3 สัปดาห์ แม้จะมีการนำสิ่งของ และเอกสารสำคัญ ขึ้นที่สูง โดยยืมโต๊ะเก้าอี้จากทางวัด แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะน้ำสูงกว่าที่คิด โรงเรียนได้รับความเสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอาคารอเนกประสงค์ที่ใช้เป็นโรงอาหาร อาคารใหญ่ อาคาร 2 ซึ่งเป็นห้องของเด็ก 2 ขวบ ห้องน้ำ รวมถึงห้องเก็บของ สนามเด็กเล่น ตู้ และโต๊ะครู นักเรียน ซึ่งเป็นกระดาษอัด เมื่อโดนน้ำขังทำให้เปื่อยยุ่ย นอกจากนี้ ยังพบรอยร้าวในบางอาคารอีกด้วย

“พอน้ำลด เราก็เข้าไปสำรวจก่อน สภาพเหมือนเมืองร้างจนพูดอะไรไม่ออก เครื่องเล่นที่เคยยึดติดกับพื้นลอยออกหมด ตึกเป็นคราบตะไคร่น้ำ โต๊ะนักเรียนไม่มีเลย เหลือโต๊ะไม้ที่ใช้ได้เพียง 4-5 ตัว ตอนนี้ให้เด็กนั่งกินข้าวกับพื้นไปก่อน อันดับแรกเราได้ขอความช่วยเหลือไปที่หน่วยงานไฟป่า ของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทางหน่วยไฟป่าจึงขอความร่วมมือไปยัง กรมอุทยานฯ ส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยกว่า 100 คน เพื่อทำความสะอาดอาคารเรียน ติดตั้งเครื่องเล่น และกลบทรายสนามเด็กเล่นใหม่ รวมถึงมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ช่วยทาสีอาคารเรียนให้ใหม่ เพราะในศูนย์ฯ มีแค่ผู้หญิง 6-7 คน กับเจ้าหน้าที่เทศบาลซึ่งไม่เพียงพอ เพราะต้องดูแลชาวบ้านคนอื่นที่เดือดร้อนด้วย”

ครูต้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งต่อไป คงต้องขนย้ายให้รวดเร็วมากขึ้น เพราะด้วยความที่เป็นศูนย์เด็กเล็ก ไม่สามารถสร้างให้เป็น 2 ชั้นได้ เพราะมีแบบแปลนที่กำหนดไว้ ดังนั้น จึงอาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและอาศัยหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยหากเกิดน้ำท่วมครั้งต่อไป

ปัจจุบัน มีผู้ใจบุญบริจาคข้าวของเครื่องใช้ และอุปกรณ์การเรียน เช่น สมุด ดินสอ เครื่องเล่น มาให้ส่วนหนึ่ง มีผู้ใหญ่ใจดีบริจาคที่นอนให้แก่เด็กครบทุกคน แต่ก็ยังขาดโต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บของ ขณะนี้ มีเงินบริจาคสำหรับซ่อมแซมอาคาร และจัดหาโต๊ะเก้าอี้ใหม่ แต่อาจต้องรอยื่นเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน คาดว่าจะทำเรื่องแล้วเสร็จไม่เกิน 1 เดือน นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังเปิดรับเสื้อกันหนาวสำหรับเด็ก เนื่องจากกำลังเข้าสู่หน้าหนาวและเด็กบางส่วนยังขาดแคลนอีกด้วย

  แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
ผอ.โรงเรียนบ้านดอนตะลี กล่าวเพิ่มเติมว่าในตอนนี้ คิดว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การซ่อมแซมอย่างเดียว แต่ต้องแก้อย่างยั่งยืน เพราะโรงเรียนอยู่ติดริมแม่น้ำมูล ฟื้นฟูเสร็จ ก็มีโอกาสท่วมใหม่ ดังนั้น ปัญหาตอนนี้คือ โรงเรียนต้องการอาคารที่ยกสูง เพื่อเวลาน้ำท่วมจะได้ไหลผ่านได้ และหากได้เครื่องกรองน้ำใหม่ คงต้องติดตั้งโดยยกสูงจากพื้นดินราว 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำ

เกริก เปิดเวทีโชว์ผลงานวิชาการต่อยอดพัฒนาระดับชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เกริก เปิดเวทีโชว์ผลงานวิชาการต่อยอดพัฒนาระดับชาติ

10 ธันวาคม 2562 – 19:43 น.
เกริก
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

เกริก เปิดเวทีโชว์ผลงานวิชาการ ต่อยอดแนวคิดพัฒนาหลายด้านในระดับชาติ

10 ธันวาคม 2562 พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ผู้ช่วยประธาน สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้เปิดประชุมวิชาการ ระดับชาติ  ประจำปี 2562  ของมหาวิทยาลัยเกริก  ภายใต้หัวข้อ การขับเคลื่อนการวิจัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดย วัตถุประสงค์ การจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้เป็นเวที ในการแสดงผลงานทางวิชาการ ของคณาจารย์นักศึกษา และบุคลากรภายนอก และเพื่อการนำไปสู่ กระบวนการต่อยอดแนวคิด ในการนำไปพัฒนา เพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านการศึกษา และด้านอื่นๆ เพื่อการพัฒนา ในระดับชาติต่อไป  โดยในปีนี้ ได้รับความสนใจจาก คณา อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป จากหลากหลายสถาบัน ให้ความสนใจ ส่งผลงาน และ บทความวิจัย เพื่อพิจารณานำเสนอในที่ประชุมกว่า 100 ผลงาน

พลเอกชาญ บุญประเสริฐ ผู้ช่วยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้ให้ความเห็นในการกล่าวปาฐกถา เรื่อง การเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ว่า” หลักเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพล อดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 นับเป็นแนวทางที่ดี  ในการที่ ประชาชน จะนำมาใช้ ยึดเป็นต้นแบบ ในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้มีความอยู่ดีกินดี อีกทั้งสามารถนำไปต่อยอด พัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็จะถือว่า เป็นรากฐานที่ดี ในการนำไปต่อยอด สู่การพัฒนาประเทศ ต่อไปอีกด้วย

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ทางรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญ และสนับสนุนในเรื่องของการวิจัยเพราะถือว่ามีประโยชน์กับประชาชน เพราะการวิจัยเป็นการสร้างเสริมกระบวนการคิดการวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเป็นการสร้างสรรค์ และสร้างเสริม ให้เกิดผลงาน ซึ่งเป็นกระบวนการในการต่อยอด ความรู้ อย่างเป็นระบบ สามารถสร้างมูลค่า ให้เป็นผลงาน ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเองก็เดินหน้า พัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เข้าถึง ประชาชน ทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม ผ่านโครงการต่าง ๆ มีการนำระบบดิจิทัล มาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาพัฒนาอาชีพ และสร้างอาชีพที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาสังคมผู้สูงวัย อีกทั้งมีการจัดตั้ง ระบบ Co-learning Space เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ในห้องสมุด หรือศูนย์เรียนรู้จำนวน 6 แห่ง ในทุกภูมิภาค เพื่อเป็นการ เพิ่มขีดความสามาเออรถและ ยกระดับ คุณภาพการศึกษาไทยในทุกมิติอีกด้วย

เสมา1ลงพื้นที่เซอร์ไพรส์สถานศึกษาส่องปัญหาวิชาการคุณภาพชีวิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403684?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เสมา1ลงพื้นที่เซอร์ไพรส์สถานศึกษาส่องปัญหาวิชาการคุณภาพชีวิต

10 ธันวาคม 2562 – 12:15 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,รมวการศึกษา
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

เสมา1ลงพื้นที่เซอร์ไพรส์  สถานศึกษา ส่องปัญหาวิชาการ-คุณภาพชีวิต โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

การลงพื้นที่เซอร์ไพรส์โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ของ  “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ” โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าให้สถานศึกษารับทราบ ได้พบปัญหาแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่

ล่าสุด ได้ลงพื้นที่ จ.นครปฐม เยี่ยมชมศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม โรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนฟ้าใสวิทยา จ.นครปฐม โรงเรียนการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

ทำให้เห็นสภาพของแต่ละโรงเรียนตามความเป็นจริง ซึ่งโรงเรียนแต่ละแห่ง แต่ละพื้นที่ย่อมมีทั้งคุณภาพ และปัญหาแตกต่างกัน อย่างโรงเรียนทั้ง 3 แห่งที่ได้ไปเยี่ยมชมในพื้นที่ จ.นครปฐม เริ่มตั้งแต่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) เป็นการจัดการเรียนการสอนอบรมระยะสั้น ฝึกอาชีพด้านศิลปะ ช่างศิลป์ต่างๆ

ซึ่งต้องมีการต่อยอดทางด้านทักษะอาชีพให้มากขึ้น เพราะถือเป็นศูนย์ กศน. ที่โดดเด่นตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาของประเทศทั้งในด้านการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ด้านศิลปะที่มีคุณค่า และมีครูผู้สอนที่มาจากสายช่างศิลป์จริงๆ รวมถึงจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลการศึกษาของ กศน.กับการศึกษาระดับอื่นๆ มากขึ้น เพื่อจะได้นำองค์ความรู้ มาแลกเปลี่ยนเสริมสร้างความรู้ และอาชีพให้แก่ทุกคน

มาถึงโรงเรียนแห่งที่ 2 “โรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ จ.นครปฐม” ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จัดการเรียนการสอนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีนักเรียนประมาณ 100 คน ซึ่งมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) มีการบริหารจัดการที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องได้รับการพัฒนาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น จำนวนครูผู้สอน ห้องน้ำ บางห้องเรียนมีเด็กเรียนในห้องเรียน 5 คน ต้องเรียนด้วยการศึกษาไทยไกลผ่านดาวเทียม หากเด็กกลุ่มนี้ได้ไปเรียนในโรงเรียนที่ไกลออกมาไปจากบ้านเพียงเล็กน้อย แต่เรียนกับเพื่อนอีก 20 คน เรียนจากครูจริง เชื่อว่าถ้าผู้ปกครองเข้าใจเรื่องเหล่านี้ น่าจะต้องการให้เด็กได้ไปเรียน ดังนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องมีการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง แต่ถ้าไม่สามารถไปได้ก็ต้องพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น

ต่อด้วย “โรงเรียนฟ้าใสวิทยา” เป็นโรงเรียนพิเศษ โรงเรียนขยายโอกาสให้แก่น้องๆ ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารสถานศึกษาและน้องๆ นักเรียน เรียกได้ว่ามีการบริหารจัดการโรงเรียนได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การอบรมสั่งสอนเรื่องระเบียบวินัย การใช้ชีวิต และมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพมากกว่า 10 อาชีพ ทั้งเรื่องของกีฬา ศิลปะ และดนตรี เป็นการเปิดโอกาสในสังคมให้เด็กมากขึ้น มีทักษะอาชีพติดต่อไป โดยหลังจากนี้ ศธ.จะเติมเต็มเรื่องทักษะอาชีพ โดยจะเชื่อมโยงสถานศึกษาในกลุ่มจังหวัดนครปฐมไว้ด้วยกัน นำองค์ความรู้ต่อยอดให้แก่ผู้เรียนและโรงเรียนในพื้นที่ให้มากขึ้น

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้เห็นปัญหาสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.หลักสูตร การจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่มีความเท่าเทียม 2.เรื่องสุขอนามัย สุขลักษณะของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ อาหาร โรงอาหาร สุขอนามัยของเด็ก อย่าง ฟัน เล็บ มีชั้นหนังสือที่มีฝุ่น ตามตู้ยังมีใยแมงมุม และ 3.ความเข้าใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม การจัดเก็บขยะ การรีไซเคิลขยะ

ซึ่งทั้ง 3 เรื่อง เป็นเรื่องลอยในอากาศ หลักสูตรไม่ดี สุขลักษณะสุขอนามัยไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี แต่เรื่องเหล่านี้ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นองคาพยพที่ต้องมุ่งมั่นกันทั้งกระทรวง ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน มีความเข้าใจร่วมกัน โดยเฉพาะผู้อำนวยการโรงเรียน ครู ต้องมีเวลาพอในการดูแลเรื่องนี้ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาต้องลงไปดูในเรื่องนี้ รวมถึงผู้บริหาร สพฐ. เรื่องเหล่านี้แม้จับต้องยากแต่บริหารจัดการได้

“ที่ผ่านมาไม่มีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งผมได้เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บริหาร สพฐ.ฟัง และให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก โรงเรียน เช่น การแก้ปัญหาสุขอนามัย อย่าง เรื่องฟัน ครูทุกคนมีมือถือให้ถ่ายรูปฟันเด็กแต่ละคนว่าเด็กคนไหน ฟันผุ ฟันหลอ ฟันขาว และส่งข้อมูลเข้าระบบ จะได้รู้ว่าเด็กโรงเรียนไหนมีปัญหาเพื่อจัดส่งทันตแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปช่วยดูแล หรือห้องน้ำโรงเรียนถ่ายมาดูว่าตอนนี้สภาพเป็นอย่างไร ต้องได้รับการแก้ไขอย่างไร ผอ.เขตลงไปตรวจสอบว่าเป็นจริงตามที่รายงานหรือไม่ และแก้ไข ซึ่งถ้าแก้แล้วแต่พบว่ายังสกปรก ก็ประเมินโรงเรียนว่าเหมาะสมหรือไม่ เรื่องเหล่านี้เราแก้ปัญหาได้ถ้าเรามีข้อมูล เพราะเทคโนโลยีทำอะไรได้มากควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เชื่อว่าปีการศึกษา 2563 นี้ จะได้ข้อมูลของเด็ก ครูโรงเรียนทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ถูกจุด เป็นไปตามบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง” ณัฎฐพล กล่าว

การศึกษาไทยในอนาคต ไม่ใช่ดูเพียงว่าหลักสูตรมีคุณภาพ หรือดูผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ดีแล้วเด็กต้องมีความสุขร่วมด้วย สำหรับการจัดสรรงบประมาณ ถ้าโรงเรียนไหน มีแผนพัฒนาโรงเรียนและต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสามารถจัดทำแผนมาเสนอ ศธ.ได้ ซึ่งการจัดงบประมาณเสริมให้จะเป็นไปตามบริบทที่โรงเรียนแต่ละแห่งต้องได้รับ

เช่น บางโรงเรียนต้องเพิ่มครู เพิ่มอุปกรณ์การเรียน ปรับปรุงห้องน้ำให้ดีขึ้น การจัดสรรงบประมาณต้องเข้าถึงโรงเรียนจริง โดยผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่า ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา สพฐ.ต้องไปดูของจริงว่าโรงเรียนมีปัญหาจริง ต้องของบประมาณเพื่อให้ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ใช่จัดงบประมาณ เพราะรู้จัก คุ้นเคยกับผอ.เขตพื้นที่การศึกษา

ช่วง 4 เดือนของการทำงานที่ผ่านมา ทำให้ รมว.ศึกษาธิการ เห็นว่าความเข้าใจของคนในกระทรวงไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการศึกษา แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือ ความกล้าในการจะดำเนินการเรื่องต่างๆ โดยต้องทิ้งวัฒนธรรมเก่าๆ เพราะความเข้าใจ ความสามารถของคนกระทรวงทุกคนมีและเมื่อรวมพลังกันแล้วสามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะกล้าละทิ้งสิ่งที่ทำมานานแล้วหรือไม่ เช่น กล้าให้เด็กเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะมากขึ้นแล้วคาบเรียนวิชาการน้อยลงหรือไม่ กังวลว่าผู้ปกครองจะไม่เข้าใจ กังวลว่าถ้าปรับการเรียนการสอนแล้วเด็กจะไม่มาเรียน

“เรื่องการศึกษาในความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงคนในกระทรวง ครูเท่านั้น แต่ทุกภาคส่วน พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม” ณัฏฐพล กล่าวทิ้งท้าย

       โรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์
– เปิดสอนระดับอนุบาล -มัธยมศึกษาตอนต้น
– นายณฐดนย์ เย็นใจมา ผู้อำนวยการโรงเรียน
– จำนวนนักเรียน 118 คน ครู 9 คน
– ที่ตั้ง หมู่ที่ 8 บ้านสหกรณ์ ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

     โรงเรียนบ้านนราภิรมย์
– เปิดสอนในระดับอนุบาล – ประถมศึกษา
– พ.จ.ท.จิตร ยุติธรรมคุณา ผู้อำนวยการโรงเรียน
– จำนวนนักเรียน 79 คน ครู 8 คน
– ที่ตั้งหมู่ 1 บ้านนราภิรมย์ ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม

      ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง)
-จัดการเรียนการสอนอบรมระยะสั้น ฝึกอาชีพด้านศิลปะ ช่างศิลป์
– นางณัฐกัญญาธ์ กานต์การันยกุล ผู้อำนวยการ ศกภ. (วิทยาลัยในวัง)
– ที่ตั้ง ถ.ศาลายา-บางภาษี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 @วิทยาเขตสกลนคร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403619?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 @วิทยาเขตสกลนคร

9 ธันวาคม 2562 – 18:35 น.
วิทยาเขตสกลนคร,ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37,ผศดรวิโรจน์ ลิ้มไขแสง
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 @มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร

ผศ.ดร.วิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน)  เปิดเผยว่า กีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน “ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37” เป็นการรวมตัวกันของเหล่านักกีฬา มทร.อีสาน ศูนย์กลางนครราชสีมา  วิทยาเขตสุรินทร์  วิทยาเขตร้อยเอ็ด ณ ทุ่งกุลาร้องไห้  วิทยาเขตขอนแก่น และวิทยาเขตสกลนคร

  อ่านข่าว : ใต้ร่มราชมงคล น้อมนำแนวทางคนในชุมชนให้กินดีมีสุข

ซึ่งในครั้งนี้ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน มีกำหนดจัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 8-11 ธันวาคม 2562 ณ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร โดย มทร.อีสาน เชื่อมั่นว่า นักศึกษา คือ เยาวชนที่จะก้าวขึ้นเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมไทย เรามีความเชื่อว่ากีฬาเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อหลอมให้เยาวชนทุกหมู่เหล่าเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและคุณธรรม มีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา

อธิการบดี มทร.อีสาน  กล่าวอีกว่า การจัดการแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จึงเป็นกิจกรรมหลักกิจกรรมหนึ่งที่มุ่งส่งเสริม  พัฒนาให้นักศึกษาได้บรรลุเจตนารมณ์ข้างต้นและเพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงประโยชน์และคุณค่าของการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา เพื่อให้การกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

“โดยได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน ในโอกาสจัดการแข่งขันกีฬา “ราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37” ประจำปีการศึกษา 2562 ยังมีพิธีมอบโล่ให้กับผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม ผู้ฝึกสอนดาวรุ่ง และผู้ออกแบบมาสคอตประจำการแข่งขันราชมงคลอีสานเกมส์ ครั้งที่ 37 อีกด้วย” อธิการบดี มทร.อีสาน  กล่าวในที่สุด


รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พลังสะอาด พัฒนาเมือง-ลดมลพิษในอากาศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พลังสะอาด พัฒนาเมือง-ลดมลพิษในอากาศ

9 ธันวาคม 2562 – 13:20 น.
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า,ลดมลพิษในอากาศ
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พลังสะอาด พัฒนาเมือง-ลดมลพิษในอากาศ โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“มลภาวะจากท่อไอเสีย” ส่งผลให้เกิดมลพิษในอากาศของประเทศไทย โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ถือเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดปัญหา ข้อมูลของกรมขนส่งทางบกพบประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์กว่า 22 ล้านคัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยเฉลี่ยสามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ออกสู่ชั้นบรรยากาศถึง 45 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งหากรวมผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ 18 ล้านตันต่อปี และเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลก ต้องใช้ต้นไม้สูงใหญ่กว่า 6 เมตร จำนวนถึง 3,000 ล้านต้น

ขณะที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ แต่ที่ผ่านมาไม่มีแบรนด์ของคนไทยในการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า  ทั้งๆ ที่เป็นเมืองเดียวที่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และมีบริการสาธารณะขนาดเล็กหลายแบบ จะเป็นการดีหากมีรถจักรยานยนต์ที่ช่วยทั้งในเรื่องของการขนส่งและไม่ทำลายหรือเพิ่มมลพิษอากาศ ช่วยในการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นด้วย รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้

  สรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด สตาร์ทอัพสายยานยนต์ จึงเริ่มต้นทำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า จากการมองเห็นปัญหารถติดของกรุงเทพมหานคร ที่โครงสร้างของถนนกรุงเทพฯ มีเพียง 8% ของพื้นที่ เป็นเมืองเที่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และมีบริการสาธารณะขนาดเล็กหลายแบบ จึงมองว่าควรจะมีรถจักรยานยนต์ที่ช่วยทั้งในเรื่องของการขนส่งและต้องไม่ทำลายหรือเพิ่มมลพิษอากาศ

เริ่มแรกของการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “อีทราน” ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ในการผลิตซึ่งไทยไม่มีนวัตกรรมมาก่อน ใช้ต้นทุนจำนวนมากทำให้ราคาของรถดังกล่าวค่อนข้างสูง โดยในปี 2560 อีทราน ได้เปิดตัว ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบเพื่อการบริการสาธารณะคันแรกของโลก ซึ่งแก้ปัญหาเรื่องมลภาวะ และผู้ใช้งาน ด้วยการใช้ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน และการแยกเบาะผู้โดยสารออกจากผู้ขับขี่ โดยที่สามารถออกแบบที่นั่งแยกได้ แต่ราคาจะค่อนข้างสูงและเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ

สรณัญช์ ชูฉัตร

ต่อมา อีทราน ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ศึกษาตลาดรถไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ปรับปรุงคุณภาพสินค้า รูปแบบธุรกิจต่างๆ รวมทั้งรูปแบบการชาร์จที่มีมาตรฐาน หลังจากพัฒนาเทคโนโลยีกับปตท.ใหญ่แล้ว ได้ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ในฐานะแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท.เพื่อพัฒนาเม็ดพลาสติกที่ทำให้ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการย่อยสลายได้ง่าย เพราะชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์นั้นทำมาจากพลาสติกเมื่อชนแล้วก็ทิ้ง ไม่สามารถซ่อมได้ กลายเป็นขยะจำนวนมาก

ดังนั้นธุรกิจยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคตต้องพัฒนาพลาสติกที่เป็นส่วนหนึ่งของ Circular Economy โดยนำมาจากทะเลของไทย และ Bioplastic ที่ย่อยสลายได้ง่าย ต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถทำรถทั้งหมดที่เป็นพลาสติก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 52% และหลังจากนี้จะมุ่งมั่นพัฒนาให้รถไฟฟ้ามีสมรรถนะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่านี้ และราคาถูกที่ทุกคนสามารถซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องสนับสนุนให้บริษัททั้งขนาดใหญ่ และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสตาร์อัพทำธุรกิจที่สร้างความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะการจะส่งเสริมให้ทุกบริษัทปลูกต้นไม้ หรือมีกิจกรรมซีเอสอาร์ อาจไม่เพียงพอ ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต อย่างรถจักรยานยนต์ถ้าใช้น้ำมัน เครื่อง 125 ปล่อยคาร์บอน 45 กรัม

ซึ่งถ้าผลิตรถจักรยานยนต์ที่่ใช้น้ำมัน 2 แสนคันต้องปลูกต้นไม้ทดแทน 1 ล้านต้น แต่ถ้าเป็นการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2 แสนคันเท่ากับปลูกต้นไม้ไปแล้ว 1 ล้านต้น การสร้างธุรกิจลดปริมาณคาร์บอนจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าช่วยโลกได้ โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดการทำธุรกิจบนพื้นฐานการดูสิ่งแวดล้อม และหนุนให้เกิดการนำมาหมุนใหม่ ใช้ใหม่

เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาดธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย จีซี กล่าวว่าทางจีซี มีการสร้างโซลูชั่นขึ้นมาเพื่อทำให้สามารถทำงานกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ได้ไม่ว่าจะบริษัท ฝ่ายรัฐบาล และสถาบันวิจัย เพราะการทำงานของจีซีไม่ใช่เพียงด้านธุรกิจ แต่เป็นการทำงานในด้านวิจัย ออกแบบ และผลิตร่วมกัน ดังนั้นจะสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ทอัพ เพิ่มขีดความสามารถของการยกระดับสินค้ากลุ่มพลาสติกให้มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจีซี พร้อมลงทุนในเรื่องนี้เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ และถ่ายโอนให้แก่เครือข่าย

ทั้งนี้จีซีได้สนับสนุน ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ อย่างการสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ETRAN KRAF ฝีมือนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทยของบริษัทอีทราน สตาร์ทอัพสายยานยนต์ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาระบบไฟฟ้า คิดวัสดุทำให้เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาเหมาะสม โดยคัดเลือกพลาสติกที่เหมาะกับการใช้งาน เพิ่มความเข้มข้นในการรักษาสิ่งแวดล้อมแก่วัสดุ และทดสอบให้ได้มาตรฐานการใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ การทำธุรกิจไม่ได้ขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้โลกดีขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน

ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯคว้าอันดับ 1 โลกด้านการออกแบบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯคว้าอันดับ 1 โลกด้านการออกแบบ

9 ธันวาคม 2562 – 12:26 น.
ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ,รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลกด้านการออก,Interior Design Magazine นิวยอร์ก
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของโลกด้านการออกแบบจาก Interior Design Magazine นิวยอร์ก

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 เวลา 17.00 น. ตามเวลาในสหรัฐฯ งาน Best of Year Awards 2019 ถูกจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมเจคอบ เค. จาวิตส์ เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวทีชั้นนำระดับโลกที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมมอบรางวัลให้แก่นักออกแบบและผลงานด้านการออกแบบที่มีความโดดเด่น โดยในปีนี้ ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์และริเริ่มโดยคุณเสริมสิน สมะลาภา ร่วมด้วย รศ. ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดี ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุข ผู้ช่วยอธิการบดี และคุณทวิตีย์ วัชราภัย เทพาคำ กับคุณชัยภัฏ มีระเสน สถาปนิกจาก Department of Architecture สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 หมวด Library : Best of Year Awards 2019 มาครองได้

นับเป็นผลงานการออกแบบของคนไทยที่เฉือนเอาชนะผู้เข้ารอบสุดท้าย เช่น Yue Library จากจีนที่ออกแบบโดย Beijing Fenghemuchen Space Design และ Columbus Metropolitan Library, Dublin Branch ที่ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกระดับโลกอย่าง NBBJ และ Chicago Public Library, West Loop Branch ที่ออกแบบโดย Skidmore, Owings & Merrill ซึ่งเป็นบริษัทด้านสถาปนิกและวิศวกรรมที่เก่าแก่จากสหรัฐอเมริกาไปได้

ทั้งนี้ ห้องสมุดใหม่ สถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา โดยสร้างขึ้นจากเงินบริจาคของศิษย์เก่า มีความโดดเด่นทั้งด้านการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ไม่เหมือนห้องสมุดทั่วไป เนื่องจากในปัจจุบันมีข้อมูลมากมายที่สามารถเข้าถึงได้ทางอินเตอร์เน็ต แต่ความรู้ความคิดใหม่ๆ นั้นไม่ได้มาจากโลกออนไลน์เพียงที่เดียว เพราะแหล่งกำเนิดความรู้ แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลากหลายกิจกรรม โดยเฉพาะการพบปะแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความคิดระหว่างผู้คน

ห้องสมุดใหม่จึงประกอบไปด้วยพื้นที่หลากหลายการใช้สอย เช่น พื้นที่ Co-Working Space การนั่งทำงานกลุ่ม พื้นที่ดูภาพยนตร์ พื้นที่ฟังการบรรยาย พื้นที่จัดนิทรรศการ พื้นที่นำเสนองาน ที่จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้คน และยังมีพื้นที่อ่านหนังสือในอีกหลายบรรยากาศ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับนิสิตและผู้ที่เข้ามาใช้งาน

ห้องสมุดใหม่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบริการสำหรับนิสิตคณะสถาปัตย์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 – 18.00 น. วันเสาร์เปิดบริการเวลา 10.00 – 16.00 น. พื้นที่ชั้น 2 วันธรรมดาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 22.00 น. นิสิตคณะอื่นใช้บริการได้ในวันพุธ ส่วนนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ต่างสถาบันและบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจด้านสถาปัตยกรรม ใช้บริการได้ในวันเสาร์

(Photo: W Workspace)

พร้อมให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ปีหน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พร้อมให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ปีหน้า

12 ธันวาคม 2562 – 16:33 น.
คลิกนิกเกษตร,กรมส่งเสริมการเกษตร,เกษตรกร
เปิดอ่าน 11 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าคลิกนิกเกษตรเคลื่อนที่พร้อมให้บริการ ปี 2563 ทั้งหมด 4 ครั้งเผยปี 62 มีเกษตรกรเข้ารับบริการเกือบแสนราย

12 ธันวาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การทำอาชีพเกษตรในปัจจุบันนอกจากจะต้องรับมือกับปัญหาแมลงศัตรูพืชและโรคพืชแล้ว เกษตรกรต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรทุกประเภท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ขึ้น เพื่อให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาที่เกษตรกรพบเจอในการทำการเกษตร

สำหรับปี 2563 โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ มีกำหนดการจัดงานทั้งหมด 4 ครั้ง แบ่งเป็น ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562 ครั้งที่ 2 ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2563 ครั้งที่ 3 ช่วงเดือน เมษายน – มิถุนายน 2563 และครั้งที่ 4  โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 22 – 31 กรกฏาคม 2563

จากการดำเนินงานภายในปี 2562 มีเกษตรกรเข้ามารับบริการ จำนวน 98,639 ราย และเข้ารับบริการในคลินิกต่างๆ รวม 365,536 ราย ซึ่งการให้บริการของคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำแนกได้เป็น 11 ด้าน คือ 1. คลินิกดิน 2. คลินิกพืช 3. คลินิกปศุสัตว์ 4. คลินิกประมง 5. คลินิกชลประธาน 6. คลินิกสหกรณ์ 7. คลินิกบัญชี 8. คลินิกกฎหมาย 9. คลินิกข้าว 10. คลินิกหม่อนไหม 11. คลินิกอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การฝึกอาชีพด้านการเกษตร หรือ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบูรณาการความรู้และงานวิจัยเพื่อถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร และแก้ไขปัญหาที่เกษตรกรเจอในการทำการเกษตร

ทั้งยังมีการติดตามผลเพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหาที่เกษตรกรพบจะได้รับการแก้ไขที่ถูกต้องและสัมฤทธิ์ผล โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่มาอย่างต่อเนื่องกว่า 18 ปี ทั้งนี้ เกษตรกรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถติดตามข่าวสารการจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ได้ภายในเว็บไซต์ https://clinickaset.doae.go.th/ รวมถึงสอบถามข้อมูลต่างๆ ได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

ธรรมนัส ลั่นส.ป.ก.ทำตามกฎหมาย ยึดคืนแล้วถือว่าจบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404049?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส ลั่นส.ป.ก.ทำตามกฎหมาย ยึดคืนแล้วถือว่าจบ

12 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ปารีณา,ธรรมนัส,กรมป่าไม้,ฟาร์มไก่,เขาสนฟาร์ม
เปิดอ่าน 155 ครั้ง

ธรรมนัส สั่งเลขาฯ ส.ป.ก.รายงานรองนายกฯ วิษณุ ตามข้อกฎหมายและการปฏิบัติขั้นตอนต่างๆ กรณีที่ดินฟาร์มไก่ ปารีณา 682ไร่ ขณะที่วิษณุ ลั่นส.ป.ก. ทำตามกฎหมาย

12 ธันวาคม 2562 ธรรมนัส สั่งเลขาฯ ส.ป.ก. รายงานรองนายกฯ วิษณุ ตามข้อกฎหมายและการปฏิบัติขั้นตอนต่าง ๆ กรณีที่ดินฟาร์มไก่ ปารีณา 682 ไร่ วิษณุ ลั่นส.ป.ก.ทำตามกฎหมาย ยึดคืนแล้วถือว่าจบ ส่วนกฎหมายป่าไม้ให้กรมป่าไม้ดำเนินการ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเพื่อรายงานการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เกี่ยวกับกรณีที่น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ครอบครองที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อทำฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ซึ่งขณะนี้ยินยอมคืนพื้นที่ทั้ง 29 แปลงให้ส.ป.ก. แล้ว จากนี้จะส.ป.ก. จะนำสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน โดยอนุญาตให้ผู้ยากไร้เข้าทำกินได้ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)

“ทั้งนี้ในส่วนพื้นที่ส.ป.ก.ได้ทำตามหลักเกณฑ์จบหมดแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขการดำเนินคดี แต่ในส่วนกรมป่าไม้ จะดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลพื้นที่ป่า เป็นเรื่องไปว่ากันตามกฎหมายของกรมป่าไม้ ที่ไปบังคับใช้อย่างไร”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดราชบุรี (ส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี) เปิดเผยว่าพื้นที่ส.ป.ก.กว่าพันไร่ที่ถือครองโดยนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี  โดยบริเวณพื้นที่ตรงกลาง เป็นภูเขา อยู่ฝั่งซ้ายมือ อยู่ในเขตส.ป.ก.อ.สวนผึ้ง และขวามืออยู่ในเขตส.ป.ก.อ.จอมบึง ประมาณ 800 กว่าไร่ และเขตสวนผึ้ง 600 กว่าไร่

สำหรับพื้นที่ทั้งแปลงนี้มีเกือบ 2 พันไร่ บางส่วนอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นเขตป่าไม้สงวนแห่งชาติ และฟาร์มไก่ ของส.ส.ปารีณา อ้างว่าครอบครองมาหลายสิบปี ประมาณ 40 กว่าปี ก่อนยกให้พื้นที่ให้ประกาศเขตปฎิรูปที่ดิน

ทั้งนี้ในแผนที่แสดงเขตที่ดิน ส.ป.ก.ฟาร์มไก่ ซี่งเป็นฟาร์มปิด อยู่ด้านฝั่งอำเภอจอมบึง อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ แปดร้อยไร่ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ และฝั่งอำเภอสวนผึ้งอยู่ในเขตส.ป.ก. ประมาณ หกร้อยกว่าไร่ ทั้งนี้พื้นที่ทั้งหมดรวมพื้นที่ที่กรมป่าไม้รับผิดชอบด้วยก็เกือบสองพันไร่ จะต้องตรวจสอบว่ารายชื่อที่แจ้งการครอบครองว่าเป็นนอมินีหรือไม่

โดยหลังจากนั้นมีการดำเนินการตามกระบวนการต่าง ๆ  จนกระทั่งได้ข้อสรุปดังกล่าวแล้วคือนางสาปารีณา ได้ขอคืนที่ดินส.ป.ก.แล้ว

ไม่จบ ป่าไม้ ส.ป.ก.ยังเกี่ยงโยนกลองดำเนินคดีฟาร์มไก่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/404051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม่จบ ป่าไม้ ส.ป.ก.ยังเกี่ยงโยนกลองดำเนินคดีฟาร์มไก่

12 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข,สปก,ปารีณา,กรมป่าไม้,รุกที่
เปิดอ่าน 120 ครั้ง

ไร้ข้อสรุป ป่าไม้ ส.ป.ก.ยังเกี่ยงโยนกลองดำเนินคดี ฟาร์มไก่ ตีกลับหนังสือคืนพื้นที่ 682 ไร่ พบปารีณายื่นเงื่อนไขขอสงวนสิทธิรับจัดสรรที่ดิน

12  ธันวาคม 2562 ไม่จบ ไร้ข้อสรุป ป่าไม้ -ส.ป.ก.ยังเกี่ยงโยนกลองดำเนินคดี ฟาร์มไก่ ปารีณา ตีกลับหนังสือคืนพื้นที่ 682ไร้ พบ ปารีณา ยื่นเงื่อนไขขอสงวนสิทธิเป็นรายแรกเข้ารับจัดสรรที่ดิน ทั้งแนบใบภบท.5มาดัวย ให้ส่งใหม่ไร้เงื่อนไขใดๆภายใน 7 วัน 

ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. เพื่อหาแนวทางว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินคดีกับที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ของนางสาวปารีณา

โดยที่ประชุมมีมติให้ส.ป.ก. เร่งทำหนังสือตีกลับไปให้นางสาวปารีณา ส่งคืนที่ดินโดยไม่ต้องไม่มีการระบุเงื่อนไขใด ภายใน 7 วัน หลังจากนั้นกรมป่าไม้จึงจะมาหารืออำนาจการจัดการตามกฎหมายอีกครั้ง โดยยังไม่มีข้อสรุปในวันนี้ เนื่องจากยังต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่นางสาวปารีณาส่งกลับมาว่ามีข้อมูลและเนื้อหารายละเอียดอย่างไร ส่วนเรื่องรายละเอียดข้อกฎหมายและระเบียบยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ยืนยันว่ากรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรฐานด้วยความรอบคอบ แต่ทั้งนี้ต้องรอความชัดเจนจากทาง ส.ป.ก. ด้วยเช่นกัน

สำหรับการเทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาให้ชาวบ้านจำคุก 6 เดือน จากการเข้าไปครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาได้ระบุว่าแม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูปแต่เป็นเพียงแค่การกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจในการดำเนินคดีอยู่ นายธวัชชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องขอไปดูรายละเอียดของแต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณีนางสาวปารีณาได้

ทั้งนี้ยืนยันว่าท่ามกลางกระแสการตั้งข้อสงสัยว่ามีการดำเนินการสองมาตรฐานหรือไม่นั้น ขอย้ำว่าทั้งหมดดำเนินไปด้วยมาตรฐานเดียวกันขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้ ที่ก่อนหน้านี้ถ้าที่ดินอยู่ในอำนาจของกรมป่าไม้ก็แจ้งความร้องทุกข์ไปแล้วกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ บก.ปทส. แต่ที่ยังไม่สามารถส่งฟ้องได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้นายวีระ สมความคิด ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรจอมบึงไว้ก่อน ตำรวจ ปทส. มีความจำเป็นต้องทำความเห็นไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาอำนาจว่าใครจะเป็นคนทำคดีดังกล่าว

ด้านนายจุมพฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายกรมป่าไม้ กล่าวในแง่ของข้อกฎหมายว่า ลักษณะของที่ฟาร์มไก่ของนางสาวปารีณา ทั้ง682 ไร่ ในเขต ส.ป.ก. คล้ายกับคดีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2558 ที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของใครผู้นั้นต้องเป็นคนแจ้งความร้องทุกข์ ไม่สามารถดำเนินการก้าวล่วงอำนาจของแต่ละหน่วยงานได้ พร้อมเปรียบเทียบกับที่ดินท้องสนามหลวงหากมีการเข้าไปบุกรุกตักดิน หรือดำเนินการใดใด ต้องเป็นอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ของกรุงเทพมหานครแม้ว่าก่อนหน้านี้สภาพท้องสนามหลวงจะเป็นป่าก็ตาม

ส่วนกรณีนางสาวปารีณา กับกรณีชาวบ้านหมู่บ้านซับหวาย บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง นายจุมพฎ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และมีที่ดินป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่ดินอุทยานฯ ซึ่งตามกฎหมายแล้วที่ดินอุทยานไม่สามารถเข้าไปบุกรุกได้เลย แต่ที่ดินของนางสาวปารีณา เป็นที่ ส.ป.ก. จึงทำให้การดำเนินการทางกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินรัฐของน.ส. ปารีณาถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายถึงหนังสือส่งมอบคืนพื้นที่แก่ส.ป.ก. ซึ่งน.ส.ปารีณาให้ผู้รับมอบอำนาจมาส่งต่อร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯซึ่งไม่ระบุวันที่ในหนังสือ โดยรมช. ธรรมนัสรับหนังสือวันที่ 7 ธ.ค. 2562 แต่ปรากฏเลขรับหนังสือภายหลังลงหมายเลข 20 280 วันที่ 6 ธ.ค. 2562 ต่อมาหลังการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา รมช. ธรรมนัส ได้ระบุให้ น.ส. ปารีณาต้องทำหนังสือส่งมอบคืนที่ดินให้ส.ป.ก. ใหม่เนื่องจากฉบับที่ส่งมากำหนดเงื่อนไขไว้  ดังนี้

“ข้าพเจ้าและ/หรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด”

ทั้งนี้ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. ทำหนังสือแจ้งน.ส. ปารีณาไปอีกครั้ง ให้ทำหนังสือใหม่เพราะการส่งมอบที่ดินเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นมีเงื่อนไขไม่ได้ ทางฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า การระบุเงื่อนไขในหนังสืออาจทำให้การนำที่ดินมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินมีปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้น.ส. ปารีณายังระบุในหนังสือว่า “ได้แนบสำเนาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภท ภ.บ.ท. 5 มาด้วย” ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจของน.ส. ปารีณาว่า แสดงถึงสิทธิการครอบครอง ซึ่งตามกฎหมายส.ป.ก. เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้แสดงสิทธิการครอบครอง