ร้องสอบขยายสัญญาก่อสร้างรัฐสภาเอื้อเอกชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403378?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ร้องสอบขยายสัญญาก่อสร้างรัฐสภาเอื้อเอกชน

8 ธันวาคม 2562 – 13:43 น.
วิลาศ จันทร์พิทักษ์,สภาใหม่ก่สร้างล่าช้า
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

วิลาศ ติงเลิกต่อสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภาครั้งที่ 4 มองเหตุ ไม่เหมาะสมควรเริ่มปรับผู้รับเหมาจริง เตรียมร้องป.ป.ช.พร้อมขอสอบเลขาธิการสภาฯ

8 ธันวาคม 2562 วิลาศ  ชี้ เลิกต่อสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภา ครั้งที่ 4 มองเหตุ ไม่เหมาะสม ควรเริ่มปรับจริง  12.28 ล้านบาท เตรียมร้อง ป.ป.ช. พร้อมขอสอบเลขาธิการสภาฯ หวั่น เอื้อประโยชน์บริษัทก่อสร้าง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงกรณีการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่มีความล่าช้า และต่อสัญญาอย่างต่อเนื่อง ว่า ในการต่อสัญญาการก่อสร้างส่วนต่อขยายไปแล้วถึง 3 ครั้ง รวม 1482 วัน ทั้งที่สัญญาหลัก 900 วัน ตนไม่เคยพบการขยายกรอบเวลาได้มากขนาดนี้ ซึ่งโครงการก่อสร้างรัฐสภาเละเทะและเลวร้ายที่สุด เนื่องจากสภาเป็นหน่วยงานตรวจสอบคนอื่น

พร้อมกับมีคณะกรรมการเกี่ยวกับการต่อสร้างมากที่สุด และยังมีคณะกรรมการเร่งรัดการก่อสร้าง ในบรรดาคณะกรรมการชุดต่างๆ มีคณะละ 20 คน และไม่มีการพูดอะไรในที่ประชุม มีเพียงว่าอย่างไรว่ากัน รวมไปถึงได้รับเบี้ยเลี้ยงมากที่สุดหลายหมื่นบาทต่อคน ตนจึงมองว่าการขยายเวลาอาจเป็นการที่คณะกรรมการกลัวว่าเบี้ยเลี้ยงจะหายไป

โดยยังมีหนังสือจากบริษัทที่ปรึกษาก่อสร้าง ได้รับหนังสือจากบริษัทผู้รับจ้าง ขอขยายระยะเลาก่อสร้างอีก 502 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 62 ถึง 30 เมษา 64 และได้พิจารณาแล้วควรขยาย 382  วัน สิ้นสุด 31 ธ.ค. 63 โดยให้เหตุผลว่า ผู้รับจ้างมีเหตุผล ประกอบด้วย ผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับอาคารรัฐสภาและอาคารประกอบ // ผู้ว่าจ้างได้มีคำสั่งแจ้งการเปลี่ยนแปลงรูปคุณภาพหรือปริมาณงาน //อ้างว่าในระหว่างการก่อสร้าง ผู้ว่าจ้างใช้สิทธิ์การเข้าใช้งานในสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะที่จอดรถรวมไปถึงห้องประชุมจันทรา  //และการจัดหาผู้รับจ้างรายอื่นที่มีความเกี่ยวข้องนั้นมีความล่าช้า

นายวิลาศ มองว่า การใช้พื้นที่ล่วงหน้า ตามข้อ 34 ผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์สามารถเข้าใช้พื้นที่ในส่วนที่แล้วเสร็จ โดยที่การเข้าใช้งานจะไม่ถือเป็นการรับมอบงานตามสัญญา และจะนำมาเป็นเหตุในการใช้ขยายสัญญาไม่ได้ ขณะเดียวกันในกรณีที่สัญญาจ้างดำเนินอยู่ หากมีอุปสรรคในการทำงาน ผู้รับว่าจ้างต้องแจ้งภายใน 15 วันตั้งแต่ได้รับอุปสรรค ซึ่งเมื่อไม่แจ้งถือเป็นการสละสิทธิ์ในการเรียกร้องการขยายเวลา  รวมไปถึงการจัดหาผู้รับจ้างรายอื่นมีความล่าช้า ตนอยากให้ที่ปรึกษาอ่านภาคผนวก 16 ที่ระบุไว้ว่า จะนำการที่บริษัทรายอื่นทำงานล่าช้ามาเป็นการขอขยายเวลาในต่อสัญญาไม่ได้

โดยนายวิลาศ เสนอขอโต้แย้งและจะนำไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ว่า การต่อสัญญาทั้งหมดนั้นไม่ชอบ การต่อสัญญาจ้างอ้างเหตุตามข้อ 3 และ 4 ตกไปแล้ว การขยายสัญญาทุกครั้งทำงานเป็นกระบวนการซึ่งมีการหารือล่วงหน้าระหว่างผู้ใหญ่ของคู่สัญญา โดยรายละเอียดทั้งหมดที่ตนมีมาจากข้าราชการในสภา รวมถึงบริษัทผู้รับจ้างมีการดึงตัววิศวกรรายหนึ่งไปอยู่กับผู้รับจ้างรายนั้น แต่ไม่ได้มีการทำงานในโครงการก่อสร้างจริง ซึ่งเป็นผู้ร่างเอกสารขอขยายสัญญาในครั้งนี้  สัญญาสาธารณูปโภค เป็นสัญญาประกอบที่มีการว่าจ้างทีหลัง

โดยมีบริษัทชิโนทัยเป็นผู้รับงาน จะอ้างไม่ได้  และสัญญาในครั้งนี้จะเชื่อถือได้อย่างไรว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ตนจึงมองว่าควรถึงเวลาในการปรับค่าล่าช้าการก่อสร้าง 12.28 ล้านบาทต่อวัน พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบ นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ ว่ามีการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มบริษัทหรือไม่

เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นประชาชนไม่ปลื้มผลงานนายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นประชาชนไม่ปลื้มผลงานนายกฯ

8 ธันวาคม 2562 – 13:08 น.
นิด้าโพล,นายกฯ,รัฐบาล,เศรษฐกิจไม่ดี
เปิดอ่าน 555 ครั้ง

นิด้าโพลเผยคน 33.72% ชี้ 6 เดือนหลังเลือกตั้งนายกฯทำงานได้ไม่ดีแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

8 ธันวาคม 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “6 เดือน นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

ทั้งนี้ได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,278 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพึงพอใจ ต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาและคณะรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง

จากการสำรวจ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 8.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะ เชื่อมั่นในการทำงานของนายกฯ พูดจริงทำจริง ชัดเจน มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ ตั้งใจจริง มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้น

ร้อยละ 30.13 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯได้ค่อนข้างดี เพราะ ดูแลจัดการบ้านเมืองได้ดี แก้ปัญหาความไม่สงบได้ ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำงานดี ไม่วุ่นวาย ไม่มีข่าวเสียหาย สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งลงได้ ร้อยละ 25.98 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะ การทำงานยังมีจุดบกพร่อง การบริหารงานประเทศไม่ดีขึ้น ยังไม่เห็นผลงาน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนยังเดือดร้อน และมีการปกป้องพวกพ้อง

ร้อยละ 33.72 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ดีเลย เพราะ การบริหารงานประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่คืบหน้า แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ดีทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ได้ใส่ใจประชาชนเท่าที่ควร ยังไม่โปร่งใสพอ ไม่มีความเป็นธรรม และช่วยเหลือแต่พวกของตัวเอง และร้อยละ 1.25 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ นายกฯ ยุค คสช. เดือนสิงหาคม 2561 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า ทำงานได้ค่อนข้างดีและดีมาก มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ทำงานได้ไม่ค่อยดีจนถึงระดับไม่ดีเลย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ส่วนลักษณะการทำงานในรอบ 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในด้านต่าง ๆ พบว่า

ด้านอุดมการณ์ในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.73 ระบุว่า มีอุดมการณ์ และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน ขณะที่ ร้อยละ 47.34 ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์ คิดแต่จะทำงานเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและ พรรคพวก เท่านั้น และร้อยละ 4.93 ไม่ทราบ/ไม่สนใจ/ไม่ตอบ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ นายกฯ ยุค คสช. เดือนสิงหาคม 2561 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า มีอุดมการณ์ มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ด้านความกล้าตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.12 ระบุว่า มีความกล้าตัดสินใจ ในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ ขณะที่ ร้อยละ 46.32 ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและ การบริหารที่สำคัญ และร้อยละ 5.56 ไม่ทราบ/ไม่สนใจ/ไม่ตอบ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ นายกฯ ยุค คสช. เดือนสิงหาคม 2561พบว่า ผู้ที่ระบุว่า มีความกล้าตัดสินใจ มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ด้านบุคลิกภาพผู้นำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.36 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหารขณะที่ ร้อยละ 29.26 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำกึ่งแบบทหาร/แบบประชาธิปไตย ร้อยละ 6.73 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย และร้อยละ 1.65 ไม่ทราบ/ไม่สนใจ/ไม่ตอบ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ นายกฯ ยุค คสช. เดือนสิงหาคม 2561 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร และมีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำกึ่งแบบทหาร/แบบประชาธิปไตย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ด้านประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.19 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ขณะที่ ร้อยละ 34.35 ระบุว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหา ของประเทศ และร้อยละ 4.46 ไม่ทราบ/ไม่สนใจ/ไม่ตอบ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ นายกฯ ยุค คสช. เดือนสิงหาคม 2561 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีสัดส่วนลดลง

ด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.49 ระบุว่า การทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ขณะที่ ร้อยละ 35.45 ระบุว่า การทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร้อยละ 13.06 ไม่ทราบ/ไม่สนใจ/ไม่ตอบ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ นายกฯ ยุค คสช. เดือนสิงหาคม 2561 พบว่า ผู้ที่ระบุว่า การทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า การทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีสัดส่วนลดลง

สำหรับความประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.21 ระบุว่า ประทับใจในการทำงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 23.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อันดับ 3 ร้อยละ 18.00 ระบุว่าเป็น นายวิษณุ เครืองาม ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 4 ร้อยละ 17.37 ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และอันดับ 5 ร้อยละ 16.59 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เมื่อถามถึงความไม่ประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้ง 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 57.20 ระบุว่า ไม่ประทับใจในการทำงานของพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 42.33 ระบุว่าเป็น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันดับ 3 ร้อยละ 38.65 ระบุว่าเป็น นายวิษณุ เครืองาม ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 4 ร้อยละ 38.34 ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และอันดับ 5 ร้อยละ 34.98 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ตั้งกก.สอบเลขาฯสภา ชวน รับก่อสร้างสภาฯใหม่มีปัญหาแต่ต้นตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403347?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ตั้งกก.สอบเลขาฯสภา ชวน รับก่อสร้างสภาฯใหม่มีปัญหาแต่ต้นตั้ง

8 ธันวาคม 2562 – 12:25 น.
สภาใหม่,ชวน,ตั้งกรรมการสอบ,เลขาสภา
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

ชวน ชี้ ตั้งคณะกรรมการสอบ สรศักดิ์ แล้ว หลัง วิลาศ ร้อง ยอมรับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภามีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ขออย่าวิจารณ์ตามกระแส ตั้งกก.สอบเลขาสภา

8 ธันวาคม 2562 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการต่อสัญญาการก่อสร้างอาคารรัฐสภาเกียกกาย ที่มีความไม่ชอบมาพากล  ว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอยู่

พร้อมยอมรับว่า เป็นปัญหาการก่อสร้างตั้งแต่เริ่มต้นตกลงทำสัญญาอย่างต่อเนื่องเท่าที่ทุกคนทราบ ส่วนที่มีการร้องให้เริ่มการเรียกค่าปรับการก่อสร้างนั้น จะต้องถามรายละเอียดกับผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยส่วนตัวไม่ทราบรายละเอียดการต่อสัญญา จึงไม่สามารถตอบได้ว่าเห็นควรหรือไม่ เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายข้าราชการประจำและฝ่ายกฎหมาย ซึ่งประธานรัฐสภาไม่ใช่คู่สัญญา ตนมีหน้าที่เพียงติดตามเรื่องความพร้อมต่างๆ โดยศึกษาจากกรณีการใช้ห้องประชุมจันทราในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ที่นำมาใช้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในขณะนี้  ว่าจะต้องทำอย่างไรให้มีปัญหาให้น้อยที่สุด

ส่วนที่ผู้รับเหมามีการอ้างว่าการใช้สถานที่ ก่อนการก่อสร้างแล้วเสร็จ นายชวน ยืนยันว่าในการใช้สถานที่ต้องมีการทำหนังสือขอใช้สถานที่ล่วงหน้าอยู่แล้ว และตนก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีการนำข้อดังกล่าวไปเป็นข้ออ้างในการก่อสร้างอาคารรัฐสภา  และส่วนที่จะมีการขยายสัญญาออกไปแล้วกว่า 1,482 วัน และล่าสุดจะมีการขยายออกไปอีก 382 วันนั้นจะสมเหตุสมผลหรือไม่ นายชวนระบุว่า ขอให้ไปดูเหตุผล แต่จะวิจารณ์โดยใช้กระแสความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้

ทั้งนี้ในฐานะประธานรัฐสภา ตนได้เข้าไปดูโครงการก่อสร้างมาโดยตลอด แต่ยังคงย้ำว่าเรื่องสัญญาการก่อสร้าง และตนเองก็ไม่สามารถลงไปดูว่าส่วนไหนผิดหรือถูกได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายกฎหมายคอยตรวจสอบ

ส่วนที่นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรณีให้เหตุผลเท็จในการขอขยายเวลาการก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังมีการยื่นเรื่องให้ดำเนินการตรวจสอบ

เทพไท ยันไม่ทรยศอุดมการณ์ ปมโหวตสวนมติพรรค

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เทพไท ยันไม่ทรยศอุดมการณ์ ปมโหวตสวนมติพรรค

8 ธันวาคม 2562 – 11:47 น.
เทพไท,ปชป,โหวตสวนมติพรรค,หนุนตั้ง กมธ,ม44,ไม่ต้องการทรยศ,อุดมการณ์
เปิดอ่าน 505 ครั้ง

“เทพไท” แจงโหวตสวนมติพรรคหนุนตั้ง กมธ.ศึกษา ม.44 เพราะไม่ต้องการทรยศต่ออุดมการณ์ตัวเอง ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องรอดูใบเสร็จฝ่ายค้านก่อน

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2562 นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ facebook live จากสภากาแฟ ร้านโกดำ ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม เรื่อง การตัดสินใจในการลงมติสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการใช้มาตรา 44 ว่า ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่ตั้ง และได้ลงมติเพราะเป็นญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ส.ส.ของพรรคเป็นผู้เสนอ และตนเองได้อภิปรายแสดงจุดยืนในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างชัดเจนแล้ว ขอยืนยันว่าส่วนตัวเคารพมติพรรคและมติวิปรัฐบาลมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถที่จะทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรคได้จึงได้ตัดสินใจลงมติสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ขึ้นมา

“ผมเป็นสมาชิกพรรคที่ยึดมั่นและปฏิบัติตามมติของพรรคมาโดยตลอด แม้ว่ามติเหล่านั้นจะขัดต่อความรู้สึกของตัวเองก็ตาม แต่ถ้าไม่ขัดต่ออุดมการณ์ของพรรคผมก็ยินดีปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข เช่นในกรณีการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรค หรือการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ผมก็ได้ปฏิบัติตามมติพรรคอย่างเคร่งครัด ลงมติสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว” นายเทพไทกล่าว

นายเทพไท กล่าวอีกว่า สำหรับเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมรัฐบาล 3 ข้อ ตนก็ได้สนับสนุนและติดตามการทำงานของรัฐบาลมาโดยตลอด เช่น 1.เรื่องนโยบายประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลได้ทำสำเร็จแล้ว ซึ่งได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและนโยบายประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน 2.เรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเข้าวาระการประชุมสภาในวันพุธที่ 11 ธ.ค. นี้ เบื้องต้นก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามอย่างไขการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว และ 3.เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น จะต้องตรวจสอบและรอฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน ว่ามีใบเสร็จ พยานหลักฐาน หรือเหตุอันควรเชื่อได้ว่ารัฐมนตรีคนใดมีการทุจริตประพฤติมิชอบบ้างหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาในที่ประชุม ส.ส.ของพรรค ก่อนจะลงมติไว้วางใจรัฐมนตรีผู้นั้นหรือไม่

“ผมมีความเชื่อมั่นว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้ได้บริหารราชการแผ่นดินได้ตามเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ครบทั้ง 3 ข้อ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนก็พร้อมที่จะลงมติและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดนี้จนครบวาระอย่างแน่นอน” นายเทพไท กล่าว

ธนกร ย้ำ บิ๊กตู่ ไม่เคยใช้อำนาจแลกความอยู่รอด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ธนกร ย้ำ บิ๊กตู่ ไม่เคยใช้อำนาจแลกความอยู่รอด

8 ธันวาคม 2562 – 11:31 น.
ธนกร,หญิงหน่อย,บิ๊กตู่,แลกความอยู่รอด,ไม่เคยใช้อำนาจ,ผูกขาด,ปชต
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

“ธนกร” ย้ำ “บิ๊กตู่” ไม่เคยใช้อำนาจ ผลประโยชน์แลกความอยู่รอด สวน “หญิงหน่อย” อย่าผูกขาด ปชต.ไว้แค่พรรคตัวเอง ไม่ถือสา “การุณ” เชลียร์นายมากกว่าช่วยแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2562 – นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใช้อำนาจและผลประโยชน์แลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลว่า จริงๆ แล้วตนไม่อยากตอบโต้คุณหญิงสุดารัตน์รายวัน เพราะคุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้อาวุโสทางการเมืองที่ตนแอบชื่นชม แต่พักหลังเปลี่ยนไปมากชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ออกมาโจมตีรายวันชนิด พล.อ.ประยุทธ์แค่หายใจก็ผิดแล้ว

“ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยใช้อำนาจและผลประโยชน์แลกกับความอยู่รอดของรัฐบาล เพราะรัฐบาลอยู่รอดได้อยู่แล้ว เนื่องจากเรายึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก แต่พรรคที่ใช้อำนาจและผลประโยชน์แลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลนั้น น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่คุณหญิงรู้จักดีใช่หรือไม่ เพราะขนาดดูดยกพรรคก็ยังเคยทำมาแล้ว ทำทุกทางเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจ จึงอยากจะเตือนความจำคุณหญิงสุดารัตน์ว่า วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ มาตามกลไกประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง อย่าผูกขาดความเป็นประชาธิปไตยไว้แค่พรรคตัวเองพรรคเดียว” นายธนกร กล่าว

นายธนกร กล่าวอีกว่า วันนี้พล.อ.ประยุทธ์พยายามที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเมือง เพราะต้องการที่จะทำงานให้ประชาชน อยากเอาเวลาไปทำงานมากกว่าการโต้แย้งรายวัน ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยตั้งกรรมการสอบ ส.ส. นั้นก็เป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย คงไม่มีใครไปก้าวล่วง แต่อยากจะฝากคุณหญิงสุดารัตน์ว่า รัฐบาลเพิ่งบริหารงานมา 4 เดือนกว่า และบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ขอให้คุณหญิงสุดารัตน์เข้าใจและเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ์ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เหมือนผู้นำบางคน ขอเวลาให้พล.อ.ประยุทธ์ทำงานก่อน หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคุณหญิงก็นำเสนอมา เชื่อว่ารัฐบาลจะรับฟัง ขอให้เพลาๆ เรื่องความขัดแย้งลงบ้าง ประเทศบอบช้ำมามากแล้ว

นายธนกร กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ออกมาด่าตนนั้น ตนไม่ถือสา เพราะเข้าใจว่านายการุณต้องเอาใจนาย เลยทำเหมือนจะเป็นจะตาย ปากก็บอกว่าตัวเองเป็นส.ส.ที่ประชาชนเลือกให้มาเป็นตัวแทนเพื่อมาแก้ปัญหาให้เขา แต่พฤติกรรมสนใจเชลียร์นายมากกว่าช่วยแก้ปัญหาหรือไม่ชาวบ้านเขารู้ดี ทั้งนี้ ทุกคนต้องส่องกระจกทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ไม่เคยเห็นภาพตัวเองในกระจกว่าเคยกระโดดถีบใครโดยไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงจนถูกมองว่ามีพฤติกรรมเถื่อนถ่อย นายการุณต่างหากที่ควรส่องกระจกดูบ้างว่า วันนี้ยกมือไหว้ประชาชนหรือคนที่ตัวเองเที่ยวเรียกว่าแม่เวลาออกสื่อมากกว่ากัน หรือจะลองค้นหาในกูเกิลดูก็ได้ จะได้ทำพฤติกรรมให้สมกับคำว่า ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ

ครูหยุย นำทีมสว. ลงพื้นที่ 3 จว.อีสานตอนล่าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403335?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ครูหยุย นำทีมสว. ลงพื้นที่ 3 จว.อีสานตอนล่าง

8 ธันวาคม 2562 – 10:59 น.
ครูหยุย,นำคณะ สว,เยี่ยมประชาชน,3 จวอีสานตอนล่าง,สร้างเศรษฐกิจฐานราก
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

“ครูหยุย” นำคณะสว. เยี่ยมปชช. 3 จังหวัดอีสานตอนล่าง “ประภาศรี” ระบุพร้อมเชื่อมต่องาน กมธ. หวังสร้างเศรษฐกิจฐานราก ให้ชาวนา เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2562 – สมาชิกวุฒิสภา โดยคณะกรรมการพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) นำโดย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ได้นำคณะ พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และ ยโสธร เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงานของ 3 จังหวัดนี้ และรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆ

นางประภาศรี สุฉันทบุตร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า จากการเยี่ยมประชาชนทั้ง 3 จังหวัดนี้ จ.อุบลราชธานี จะเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีพื้นที่เเละประชากรเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความพร้อมมากกว่า จ.อำนาจเจริญ และ จ.ยโสธร
ในส่วนของตนเองซึ่งรับผิดชอบงานในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง จะพยายามเชื่อมต่องานของกรรมาธิการมาสู่การแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนใน จ.ยโสธร ให้มากขึ้น รวมทั้งประชาชนภาคอีสานตอนล่าง
คือ การสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ได้ การทำให้ชาวนาและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการแนะนำแหล่งทุน และการเข้าถึงทุน ของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนระดับล่าง และกลุ่ม start up ให้มีโอกาสเข้าถึงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพ ของเกษตรกรและผู้ประกอบการต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับ จ.อำนาจเจริญ มีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดในหลายด้าน อาทิ การพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าปลอดภัย การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มคุณค่า มูลค่า และยกระดับสู่การเป็นเมืองสมุนไพรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาสู่เมืองการค้า การบริการ การค้าชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อประชาชนมีรายได้ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ และพลังงานเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ที่สมดุล และยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนาคนคุณภาพสู่สังคมคุณธรรม มั่นคง และสันติสุข มีการบริหารจัดการภาครัฐที่มีธรรมาภิบาลและทันสมัย

ทั้งนี้ในส่วนของ จ.ยโสธร นางประภาศรี กล่าวเสนอว่า จะพยายามทำให้เกษตรกรเป็นกลุ่ม Start up และ Smes ขนาดเล็ก ที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือให้เป็นเกษตรกร ที่ค้าขายโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ซึ่งจะต้องหาแหล่งทุนให้เกษตรกรเข้าถึงและเพิ่มศักยภาพค้าขายทาง Social On line เพื่อพัฒนาในเชิงพาณิชย์ นำสินค้าเกษตร สู่ตลาดไทยและตลาดโลก โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ที่มีความโดดเด่นให้ยั่งยืนมั่นคงต่อไป.

ประชาชนห่วงวิ่งไล่ลุงเศรษฐกิจแย่ลง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403340?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ประชาชนห่วงวิ่งไล่ลุงเศรษฐกิจแย่ลง

8 ธันวาคม 2562 – 10:43 น.
ซูเปอร์โพล,วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 1,030 ครั้ง

ประชาชนห่วงวิ่งไล่ลุงเศรษฐกิจแย่ลง สุดท้ายประชาชนคือผู้แพ้ ชี้ส.ส.ทำงานไม่คุ้มภาษี

8  ธันวาคม 2562 สำนักวิจัย ซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ข้อกังวลของประชาชน กับ วิ่งไล่ลุงโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL)

ได้ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 9,825 ตัวอย่าง และ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” (Traditional Voice) จำนวน 1,162ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน – 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา

เมื่อถามความเห็นของประชาชนต่อความคุ้มค่าเงินภาษีประชาชนกับการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.9 ระบุ ไม่คุ้มค่าเลย ในขณะที่ร้อยละ 22.1 ระบุ คุ้มค่าแล้ว

อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อถามถึงข้อกังวลจะเกิดเหตุขัดแย้งรุนแรงบานปลายของคนในชาติเกิดจลาจลเหมือนบางประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำลงไปอีก จากกลุ่มเคลื่อนไหว วิ่งไล่ลุง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.8 กังวล เพราะ มีทั้งฝ่ายหนุนฝ่ายต้าน จะเผชิญหน้ากัน เศรษฐกิจกำลังแย่จะแย่ลงไปอีก ไม่ดีเลยแบบนี้ มีแต่แพ้

สุดท้ายประชาชนนั่นแหละคือผู้แพ้ บ้านเมืองจะวุ่นวาย ประเทศชาติเดินต่อไปไม่ได้ หยุดชะงักไปหมด เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 37.2 ไม่กังวล เพราะ ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่คิดว่าจะมีใครซ้ำเติมประเทศอีก รัฐบาลน่าจะควบคุมได้อยู่ และคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เป็นต้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบว่า กลุ่มเคลื่อนไหว วิ่งไล่ลุงกำลังเข้าถึงคนในโลกโซเชียลทั้งหมด 3,309,588 คน หรือ สามล้านกว่าคน แต่มีคนที่สนใจพูดถึง กลุ่มเคลื่อนไหว วิ่งไล่ลุงในโลกโซเชียลจำนวน 28,956 คน หรือ เกือบสามหมื่นคน อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับเชิงลบมีอยู่ร้อยละ 56.7 ในขณะที่เสียงตอบรับเชิงบวกมีร้อยละ 43.3

นอกจากนี้ สิ่งที่ค้นพบในเครือข่ายกลุ่มเคลื่อนไหว “วิ่งไล่ลุง” คือ กลุ่ม “เดินเชียร์ลุงตู่” มีการนัดหมายรวมตัวกันต้นปีหน้า ที่กรุงเทพ และมีชื่อพรรคการเมือง ชื่อนักการเมือง ชื่อนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงน่าเป็นห่วงเพราะนักการเมืองที่ดีเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยต้องเป็นแกนนำในการลดความขัดแย้งของคนในชาติ หรือนำเอาความขัดแย้งไปแก้ไขกันในระบบสภาฯ ไม่ใช่เป็นต้นตอแห่งความขัดแย้งเสียเอง

ทั้งยังค้นพบด้วยว่ามีการใช้ถ้อยคำเชิงจิตวิทยาที่อาจจะทำให้เกิดการคล้อยตามเป็นพฤติกรรมหมู่ (Collective Behavior) ออกมาเผชิญหน้ากันได้ระหว่างฝ่ายต้านและฝ่ายสนับสนุนในสัดส่วนพอ ๆ กัน ดังนั้น ถ้าไม่มีวิธีบริหารอารมณ์สาธารณชนที่ดี หรือไม่เร่งทำอะไรบางอย่างเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองและความไม่ปกติสุขของประชาชนได้

สมเด็จปิลันทน์ขาว พิมพ์ปรกโพธิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/608638

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 08:44 น.

สมเด็จปิลันทน์ขาว พิมพ์ปรกโพธิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมพระเครื่องสกุลพระสมเด็จ ของวัดระฆังโฆสิตารามอีกองค์ครับ เหตุที่ได้ชื่อนำหน้าว่า สมเด็จนั้น เพราะผู้สร้างคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัด เสนีวงศ์) ในสมัยที่ท่านดำรงสมณศักดิ์ที่พระพุทธุปบาทปิลันทน์ ท่านเป็นศิษย์เอกของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) อีกด้วย ในส่วนตัวนั้นถือว่าสมเด็จปิลันทน์ นี้สามารถใช้แทนสมเด็จวัดระฆัง ได้เลยทีเดียวครับ

พระสมเด็จปิลันทน์ องค์นี้ เนื้อหา มวลสารจัดจ้านเหมือนเนื้อสมเด็จวัดระฆังดูง่ายแถมหายาก เพราะพระสมเด็จปิลันทน์ขาว พิม์ปรกโพธิ์ สร้างจำนวนน้อยมาก หาชมได้ยาก พระองค์นี้สวยสมบูรณ์แบบ มีคราบไขจากการลงกรุ เป็นคราบไขที่ทำให้ดูง่าย คราบไขที่จับอยู่แน่น มีมากน้อยแล้วแต่องค์พระ ไม่เท่ากันทุกองค์ และที่สำคัญคราบไขต้องมันวาวไม่แห้งกระด้าน

เริ่มส่องจากด้านหน้าจาก เนื้อหามวลสารจัดจริงๆครับ  มวลสารที่ประกอบสำคัญของพระสมเด็จปิลันทน์ขาว ได้แก่ ปูนเปลือกหอยเป็นส่วนผสมหลักและผงวิเศษตามตำรับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงตรีนิสิงเห ผงพุทธคุณ ผงมหาราช เป็นต้น

ซึ่งมวลสารเหล่านี้เหมือนมวลสารของสมเด็จวัดระฆัง โดยมีน้ำมันตังอิ๊วเป็นตัวประสาน เมื่อนำมาปิดทอง และบรรจุลงในกรุ ความร้อนที่อยู่ในกรุ ทำให้องค์พระเกิดการบิดตัวจากปฏิกิริยาของอากาศและความร้อน และมีคราบไขที่หนึกนุ่มเคลือบองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลักษณะสีเหมือนไขวัว นั่นเอง

และยังเห็นคราบทองเก่าที่ปิดมาแต่เดิมมาด้วย ด้านหลังนั้นยังปรากฏคราบกรุและคราบไขเป็นธรรมชาติ ทำให้ดูง่ายทันทีครับสำหรับองค์นี้ ด้านพุทธคุณของสมเด็จปิลันทน์นั้น ครบเครื่องเรื่องเมตตามหานิยมและ แคล้วคลาด คงกระพัน

พระสมเด็จปิลันทน์ ได้ชื่อว่าเป็น พระสองสมเด็จฯ เพราะมีการสันนิษฐานว่า ช่วงเริ่มต้นของการสร้างพระเครื่องชุดนี้นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังมีชีวิตอยู่, พระพุทธุปบาทปิลันทน์ได้อาราธนาให้เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธาจารย์(โต) พรหมรังสี ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านร่วมอธิษฐานจิตปลุกเสกและขอผงวิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาเป็นมวลสารหลักด้วย คนรุ่นเก่าๆ ที่ทราบประวัติการสร้างจึงนิยมเรียกว่า พระสองสมเด็จ นั่นเอง

พระเครื่องสมเด็จปิลันทน์เป็นพระที่มีพิมพ์จำนวนมาก แต่จำแนกตามพิมพ์ที่สากลนิยมยอมรับกันได้ดังนี้

1.พระพิมพ์ซุ้มประตู 2.พระพิมพ์ครอบแก้วใหญ่ 3.พระพิมพ์ครอบแก้วเล็ก 4.พระพิมพ์เปลวเพลิงใหญ่ 5.พระพิมพ์เปลวเพลิงกลาง , 6. พระพิมพ์เปลวเพลิงเล็ก , 7. พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์ใหญ่ 8.พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์เล็ก , 9. พระพิมพ์สี่เหลี่ยมปรกโพธิ์เล็ก ครอบแก้ว 10.พระพิมพ์ประทานพร หรือปฐมเทศนา 11.พระพิมพ์โมคคัลลาน์ – สารีบุตร ฯลฯ

สมเด็จปิลันทน์ ได้มีการพบครั้งแรกจากเจดีย์ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระอุโบสถวัดระฆังฯ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2471โดยคนร้ายได้ลักลอบขุดเจาะพระเจดีย์อย่างต่อเนื่อง และต่อมาในปีพ.ศ.2480 เจดีย์ได้ถูกคนร้ายลักลอบขุดอีกครั้ง ทางวัดจึงได้เปิดกรุอย่างเป็นทางการ พระที่ได้จากการเปิดกรุนั้น เกือบทั้งหมดเป็นพระเนื้อผงผสมใบลาน มีเนื้อสีเทาอมดำ เนื้อขาวมีน้อยมาก และในช่วงต่อมาได้เกิดสงครามอินโดจีนขึ้น ทางวัดจึงได้นำพระสมเด็จปิลันทน์บางส่วนมอบให้กระทรวงกลาโหมเพื่อแจกจ่ายให้กับทหารที่ออกรบในศึกสงครามอินโดจีนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

สมเด็จพระพุฒาจารย์( ทัด เสนีวงศ์) มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าทัด เสนีย์วงศ์ เป็นพระโอรสในกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ( พระองค์เจ้าแดง )ในกรมพระราชวังบวรสถานภิมุข ( วังหลัง ) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2364 ตรงกับวันพุธแรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2  และ มรณภาพ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด ตรงกับวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2443

ตามไปส่องวิถีสงฆ์..เมืองมัณฑะเลย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/608637

  • วันที่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 08:16 น.

ตามไปส่องวิถีสงฆ์..เมืองมัณฑะเลย์

โดย..อุทัย  มณี (เปรียญ)

ระหว่างวันที่ 6 -9 ธันวาคมนี้ ผู้เขียนได้รับนิมนต์จากฝ่ายสื่อสารองค์กรของวัดธรรมกายให้ไปดูงาน “ตักบาตรอาหารแห้งพระสงฆ์ 30,000 รูป” ณ สนามบินเก่า เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนร่วมเดินทางไปกับวัดธรรมกาย และก็ไม่ได้ลังเลอะไรที่จะไป เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปฎิเสธในฐานะสื่อมวลชนสายศาสนา ไปทำงานข่าวไปดูงานกิจกรรมทางศาสนาระหว่าง 2 ชาติ

หากจำไม่ผิดวัดธรรมกายเคยจัดแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสองหรือสามปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนไม่ได้รับนิมนต์ด้วย แต่หลังจากคณะสงฆ์ทั้งสองประเทศร่วมกันจัดแล้ว ผู้เขียนเดินทางไปไปดูงานที่เมืองมัณฑะเลย์ทราบว่า พระภิกษุมอญที่เป็นกัลยาณมิตรกันท่านเล่าให้ฟังว่า“พระภิกษุสงฆ์และประชาชนชาวพม่าตื่นเต้นมากเพราะไม่มีวัดใดจัดได้ใหญ่และอลังการเช่นนี้”

การจัดตักบาตรพระสงฆ์ 30,000 รูปในคราวนี้ทราบว่าเป็นความร่วมมือกันระหว่างมูลนิธิวัดพระธรรมกายกับทางบ้านเมืองของเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งได้สอบถามจากพระภิกษุสงฆ์มอญที่อาศัยอยู่เมืองมัณฑะเลย์ว่า “พระจำนวน 30,000 รูป จะเอามาจากที่ไหน” ท่านบอกว่า เมืองมัณฑะเลย์พระภิกษุสงฆ์มากกว่าเมืองย่างกุ้ง บางวัดเป็นสำนักเรียนมีพระภิกษุ – สามเณรอาศัยอยู่ 3,000 -4,000 รูป และพระที่เมืองมัณฑะเลย์มีอภิสิทธิ์ มีอิทธิพลมากกว่าเมืองใด ๆในพม่า พระจะเตะฟุตบอล พระจะดูหนังในโรงหนัง พระจะดูมวย หรือแม้กระทั้งยามค่ำ พระสงฆ์จะออกมาฉันข้าว ดื่มน้ำชาในร้านอาหารดูกีฬาฟุตบอลก็ไม่ใช่ปัญหาของคณะสงฆ์ที่นี้ เจ้าหน้าที่รัฐหรือญาติโยมก็ไม่ยุ่ง แต่ยามเกิดเหตุภัยเช่นไฟไหม้ น้ำท่วมพระสงฆ์ที่นี้พร้อมออกไปช่วยเหลือประชาชนได้ทุกเวลา หรือแม้กระทั้งยามค่ำคืน หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือบางวัดมีหน่วยกู้ภัยพร้อมสรรพ

อันนี้คือบทบาทของพระสงฆ์พม่าในเมืองมัณฑะเลย์ หลังจากกลับมาหากมีเวลาจะมาเล่าสู่กันฟังว่า ไปเห็นไปเจออะไรมาบ้าง

ก่อนจบวันนี้ผู้เขียนได้รับหนังสือจาก “ญาณวชิระ” ชื่อหนังสือว่า “ลูกผู้ชายต้องบวช” เป็นหนังสือเกี่ยวกับบวชโดยรวบรวมหลักการบวชไว้อย่างกว้างขวางทุกแง่ทุกมุม มีเกร็ดประวัติเล็ก ๆน้อย ๆบางแง่บางมุมอ่านแล้วเพลิดเพลิน ทั้งเรื่องทำไมต้องบวช เมื่อแรกคิดจะบวชจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขั้นตอนการบรรพชาและอุปสมบท สิ่งที่พระภิกษุใหม่จะต้องทำความรู้และจะต้องเข้าใจ ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือ ท่านญาณวชิระ ได้พยายามประสานแก่นแท้ของการบวช ตามหลักพระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับการบวช ตามแบบวัฒนธรรมประเพณีไทยเพื่อยืนยันเจตนารมณ์บูรพชนไทยที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย และต่างก็ยืนยันอุดมคติของบรรพชนไทยว่า “เกิดเป็นลูกผู้ชาย นับถือพระพุทธศาสนาชาติหนึ่ง ต้องบวช” สรุปก็คือในหนังสือเล่มนี้รวบรวมไว้ทุกอย่างตั้งแต่ก่อนจะบวช ๆ แล้วสิ่งที่จะพระต้องทำมีอะไรบ้าง รวบรวมไว้พร้อมเสร็จเขียนบอกเล่าวิธีปฎิบัติจนกว่าจะบรรลุพระนิพพานว่างั้นเถอะ

ท่านใดที่เป็นพระภิกษุก็ดีหรือคนที่ต้องการจะบวชเพื่อเป็นพระภิกษุที่สมบูรณ์ก็ดี หากต้องการหนังสือเล่มนี้ลองติดต่อสถาบันพัฒนาพระวิทยากรวัดสระเกศดูว่า มีให้ยืมอ่านหรือแจกฟรีหรือไม่…

เปิดภาพ“พระบรมเกศาธาตุ”จากศรีลังกา ประดิษฐานวัดบวรนิเวศวิหาร 15ธ.ค.นี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/608519

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 14:19 น.

เปิดภาพ“พระบรมเกศาธาตุ”จากศรีลังกา ประดิษฐานวัดบวรนิเวศวิหาร 15ธ.ค.นี้

ฉลองสัมพันธ์เถรวาทไทย-ลังกา เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอัญเชิญ“พระบรมเกศาธาตุ”ครั้งประวัติศาสตร์จากศรีลังกาประดิษฐานวัดบวรนิเวศฯ15ธ.ค.นี้ พุทธศาสนิกชนเข้าสักการะได้ถึง 15ม.ค.63

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร มูลนิธิธรรมดี และองค์กรภาคี จะจัดพิธีอัญเชิญ “พระบรมเกศาธาตุ” จากประเทศศรีลังกา มาประดิษฐาน ณ พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 15 ธันวาคม 2562 โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ พุทธศาสนิกชน สามารถเข้ากราบสักการะพระบรมเกศาธาตุได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 13.00น.เป็นต้นไป ถึง 15 มกราคม 2563 รวมเวลา 32วัน

โครงการอัญเชิญ “พระบรมเกศาธาตุ” จากประเทศศรีลังกา จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์เถรวาทไทย-ลังกา ที่สืบเนื่องมานานกว่า 700 ปี นับตั้งแต่แรกรับนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในสมัยสุโขทัย อีกทั้งปี พ.ศ. 2562ยังเป็นวาระครบรอบ266 ปี แห่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนานิกายสยามวงศ์ในศรีลังกา ซึ่งเป็นนิกายที่ได้รับการอุปสมบทจากคณะพระสมณทูตนำโดยพระอุบาลีมหาเถระ จากวัดธรรมารามแห่งกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเสื่อมถอยไปด้วยอิทธิพลของชาวต่างชาติและผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอื่น นิกายสยามวงศ์จึงเป็นส่วนสำคัญในการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างไทย–ศรีลังกา จวบจนปัจจุบัน

สำหรับพระบรมเกศาธาตุที่จะอัญเชิญมามีความสําคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ Nelligala International Buddhist Center โดยได้เก็บรักษาและเป็นที่เคารพบูชาอย่างสูงสุดเป็นระยะเวลากว่า 700 ปีในเมืองแคนดี้ อัญเชิญมาโดยดําริของสมเด็จพระสังฆนายกแห่งวัดมัลละวัตตะ มหาวิหาร หรือวัดบุปผาราม ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นวัดที่พระอุบาลีมหาเถระและคณะสมณทูตจากกรุงศรีอยุธยา มาทําการบรรพชาอุปสมบทให้ชาวศรีลังกา และสมเด็จพระสังฆนายกแห่งวัดอัสคิริยาราชมหาวิหาร ซึ่งเป็น 2 วัดที่ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลวัดพระเขี้ยวแก้ว พระบรมเกศาธาตุนี้เป็นองค์ที่ไม่เคยอัญเชิญมาในประเทศไทย จึงเป็นครั้งแรกในรอบ 700ปีที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยจะได้มีโอกาสเข้ากราบสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ทั้งนี้ วันที่ 15 ธันวาคม 2562 พระสังฆนายกและคณะจากประเทศศรีลังกา พร้อมพระบรมเกศาธาตุ จะเดินทางถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิเวลา 06.15 จากนั้นจะอัญเชิญ มายังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ในเวลา 09.00น. เพื่อประกอบพิธี จากนั้นจะเคลื่อนขบวนจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ – ถนนพระสุเมรุ – แยกสะพานวันชาติ -พระตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อประกอบพิธีประดิษฐานต่อไป