สศก.จับมือสถาบันวิทยาศาสตร์ฯจีน ปั้นBig Dataด้านเกษตรแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458355

news_default

สศก.จับมือสถาบันวิทยาศาสตร์ฯจีน ปั้นBig Dataด้านเกษตรแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยหลังหารือร่วมกับคณะผู้แทนจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตร สาธารณรัฐประชาชนจีน (Chinese Academyof Agricultural Sciences : CAAS) และคณะผู้บริหารจากตลาดไท เมื่อวันที่28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า สศก. โดยสำนักงานเลขานุการ APTERR (ASEANPlus Three Emergency Rice Reserve :APTERR) และสำนักงานเลขานุการระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน  (ASEAN Food Security Information System Project : AFSIS)  ต้อนรับ นายฉู่ ซื่อเว่ยChief Economist จาก CAAS ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดทำ Big Data  ด้านการเกษตรของจีน และนายธรากร อังภูเบศวร์ CEO ตลาดไทพร้อมคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรและพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ด้านการเกษตรของไทย และจีน ตลอดจนแนวทางร่วมมือระหว่างอาเซียนและจีน ในการพัฒนาประสิทธิภาพข้อมูล และความมั่นคงด้านอาหารร่วมกัน

โอกาสนี้ สศก. แลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการ ความรู้และเทคนิคจัดเก็บข้อมูลด้านการเกษตร การขนส่งสินค้าเกษตร และพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงให้ความเคลื่อนไหวของทุกสถานการณ์แบบ Real time ทั้งราคา ปริมาณสินค้าเกษตรและสภาพอากาศ ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ทำให้วางแผนการผลิตได้มีประสิทธิภาพ ขณะที่ภาครัฐจะสามารถกำหนดนโยบาย เพื่อรักษาสมดุลของอุปสงค์และอุปทานตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสม สามารถเฝ้าระวัง ตรวจสอบและแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ทันทีหากเกิดความผิดปกติของราคาและปริมาณสินค้าเกษตร

ส่วนภาคเอกชนจะสามารถวางแผนจัดการด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้สศก.ดำเนินการขับเคลื่อน Big Data ตามโครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ และเร็วๆ นี้ จะเตรียมลงนาม MOU พร้อมกัน 10 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง คาดว่าระยะต่อไปจะขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนในอนาคต ทั้งนี้ ฝ่ายจีนนำเสนอนโยบายของรัฐบาลจีน ในการพัฒนา Big Data ด้านการเกษตร การรวบรวมข้อมูล และการใช้แอพลิเคชั่นรายงาน พยากรณ์ และเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อไทยสามารถนำมาปรับเป็นแนวทางพัฒนา Big Data ด้านการเกษตรให้เหมาะสมกับการผลิตของประเทศ

เลขาฯสศก.กล่าวอีกว่า สศก.พาคณะผู้แทน CAAS ลงพื้นที่โครงการระบบสงเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาแนวทางจัดเก็บข้อมูลระดับภูมิภาค และการสำรวจโดยวิธีตั้งแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิต (Crop Cutting) พร้อมเยี่ยมชม และศึกษาแนวทางซื้อ-ขาย ที่ตลาดไท ซึ่งเป็นตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายนเชื่อมั่นว่า การเเลกเปลี่ยนความรู้และหารือแนวทางความร่วมมือครั้งนี้ จะกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการพัฒนาภาคการเกษตรให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม และระบบ Early Warning ผ่านกลไก APTERR และ AFSIS ต่อไป

มนัญญาเปิดงาน‘วันดินโลกปี’62’ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘ร.9’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458352

news_default

มนัญญาเปิดงาน‘วันดินโลกปี’62’ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ‘ร.9’

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันดินโลก ปี 2562 World Soil Day 2019 “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน”ที่จ.อุทัยธานีว่า กระทรวงเกษตรฯจัดงานวันดินโลก ปี 2562 World Soil Day 2019 “ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน” เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม”(Humanitarian Soil Scientist Award) พระองค์แรกและพระองค์เดียวในโลก และเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน พร้อมเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านพัฒนาทรัพยากรดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ จัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินในวันดินโลกโดยพร้อมเพรียงกัน ประเทศสมาชิกกว่า 200 ประเทศ จะเน้นมีส่วนร่วมขององค์กรและบุคคลถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันลดชะล้างพังทลายของดิน เพื่อให้ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน และประชาชนทั่วโลก

“ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN) รับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก ซึ่งวันดินโลกถือเป็นวันสำคัญ สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้รับการถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ IUSS  เป็นพระองค์แรกของโลก ทางกระทรวงเกษตรฯจึงจัดกิจกรรมวันดินโลก เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการรับรู้และความเข้าใจความสำคัญของวันดินโลก เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชาด้านการดูแลทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนมาขยายผลต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458350

281225166

เลาะรั้วเกษตร : การจัดการสารเคมีแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันเดียวกับที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดปัจจุบัน ประชุมครั้งแรก เพื่อพิจารณาการแบนสารเคมี 3 ชนิดอีกข่าวหนึ่งที่ออกมาพร้อมๆ กัน คือ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แต่งตั้งให้ รองนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ

ทำให้ต้องย้อนกลับไปค้นหาที่มาที่ไปของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญต่อวงการสารเคมีอยู่มากทีเดียว และน่าจะมีบทบาทในเรื่องของการยกเลิกการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เสียด้วยซ้ำ แต่คณะกรรมการชุดนี้กลับเงียบเชียบ และไม่มีใครเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย

เมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1(พ.ศ. 2540-2544) ต่อมา พ.ศ. 2545 มีแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2549) ซึ่ง แผนแม่บททั้ง 2ฉบับ เป็นความพยายามที่จะบริหารจัดการสารเคมีทุกชนิดที่หลายหน่วยงานกำกับดูแลรับผิดชอบให้เป็นเอกภาพ

ในปี 2550 มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งมีทิศทางที่ต่อเนื่องจากแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 และมีการบูรณาการแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีนโยบายเดียวในการบริหารจัดการสารเคมีของประเทศในการป้องกันอันตราย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของประชาชน

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ ฉบับที่ 3 คือ ต้องการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก่อให้เกิดการจัดการสารเคมีของประเทศที่เป็นระบบและมีทิศทางเดียวกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย “สังคมที่ปลอดภัยจากอันตรายด้านสารเคมี สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล” รวมทั้งเป้าหมายของการจัดการสารเคมีของโลก คือ ลดการผลิต และใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปี 2563

การขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติ ดำเนินการโดย คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยด้านสารเคมี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เมื่อพัฒนามาเป็น แผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ คณะกรรมการจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนานยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการยังคงเดิม คือประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการและเครือข่ายวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ

เมื่อระยะเวลาของแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2550-2554) ใกล้จะสิ้นสุด ได้มีการเสนอแผนยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2555-2564) เป็นแผนระยะยาว 10 ปี เสนอในสมัยที่ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อเดือนเมษายน 2554

ฉบับที่ 4 นี้ มีเป้าประสงค์ว่า “ภายในปี 2564 สังคม และสิ่งแวดล้อมปลอดภัย บนพื้นฐานของการจัดการสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 3 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือ พัฒนาฐานข้อมูล กลไก เครื่องมือในการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบครบวงจร ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพและบทบาทในการบริหารจัดการสารเคมีของทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ ลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีใน 3 แนวทาง คือ ป้องกันอันตรายจากสารเคมี เฝ้าระวังและตรวจสอบผลกระทบจากสารเคมี รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การรักษาเยียวยา และฟื้นฟู

กำหนดให้มีการทบทวนผลการดำเนินงานทุก 2 ปี และแบ่งระยะเวลาการดำเนินงานออกเป็น 3ระยะ คือ ระยะต้น (พ.ศ. 2555 – 2558) ระยะกลาง (พ.ศ. 2559 – 2561) และระยะปลาย (พ.ศ. 2562 – 2564) มีเป้าหมาย คือ มีกลไกและระบบบริหารจัดการสารเคมีของประเทศที่คุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทุกภาคส่วนมีศักยภาพในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากสารเคมี และมีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการจัดการสารเคมีของประเทศ

ในแผนปฏิบัติการระยะต้น ได้มีการเสนอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายการจัดการสารเคมี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจัดการสารเคมี และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีขึ้นมาภายใต้ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติ ในปัจจุบัน

คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมี โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พยายามผลักดัน พ.ร.บ. สารเคมี พ.ศ…….ขึ้นมาใช้แทน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีการทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 18 ตุลาคม 2562

แต่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์การจัดการสารเคมี เมื่อปี 2561 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายสารเคมีไว้เพียงให้ทบทวน วิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสารเคมี ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายสารเคมี เท่านั้น ไม่ได้ให้มีอำนาจในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่

จึงน่าจับตาว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดการสารเคมีแห่งชาติในปัจจุบัน จะจัดการสารเคมีของประเทศต่อไปอย่างไร และตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี การดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีของประเทศ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ฉบับที่1-4 ได้บรรลุเป้าหมายในแต่ละฉบับบ้างหรือไม่…..เพราะเท่าที่มีข้อมูล ดูเหมือนจะยังไม่มีการจัดการอะไรที่เป็นระบบสักเท่าไร เพราะถ้าเป็นระบบจริงแล้ว ปัญหาการแบนสารเคมี 3 ชนิดจะต้องไม่เกิดความขัดแย้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา……

แว่นขยาย

เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เตรียมทวงแชมป์เวทีโลกคืน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/458353

news_default

เร่งพัฒนาข้าวหอมมะลิไทย เตรียมทวงแชมป์เวทีโลกคืน

วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่นว่า  จากกรณีไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิโลกให้เวียดนาม ในการประกวดข้าวโลก 2019 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ จึงเรียกประชุมหัวหน้าส่วนของศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่ง เพื่อร่วมวิเคราะห์หาสาเหตุ เบื้องต้นทราบว่า ข้าวหอมมะลิที่ส่งประกวดครั้งนี้ ผู้ที่ส่งข้าวไปทดสอบ ไม่ตรงสเปกที่ตกลงกับกรมการข้าว จึงถือว่าการประกวดครั้งนี้กองประกวดข้าวโลกยังไม่ได้รับข้าวที่ได้มาตรฐานของกรมการข้าวที่ตรงตามสเปค เชื่อว่าคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้ลดลง แต่การเสียแชมป์ครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกคนไทย เพราะครองแชมป์มาต่อเนื่อง 5 ปี

“ข้าวหอมมะลิเราไม่ได้แพ้ แต่ผู้ที่ส่งข้าวไปนั้นไม่ตรงสเปกที่เตรียมไว้ ดังนั้นปีหน้าจึงต้องเอาแชมป์กลับคืนมา โดยสั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวในภาคอีสานไปศึกษาอย่างละเอียดว่าการประกวดมีข้อกำหนดอะไรบ้าง เช่น ความนุ่ม ความเหนียว รสชาติ กลิ่นหอม ตลอดจนวิจัยทุกด้าน ที่สำคัญต้องปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้ยาวขึ้น ต้องไปวิจัยใหม่ว่าทำอย่างไรให้ข้าวหอมมะลิไทยคงคุณภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด”
นายประภัตร กล่าว

นอกจากนี้ ให้ศูนย์วิจัยข้าวทุกแห่งตั้งแปลงทดลองปลูกข้าวหอมมะลินอกฤดู จัดการการปลูกและธาตุอาหารตามเทคโนโลยีที่ได้จากแผนงานวิจัยการศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบ
ต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย เพื่อทดสอบคุณภาพ ก่อนวันที่ 20 ธันวาคม โดยรายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมติดกล้อง cctv สังเกตความเปลี่ยนแปลงตลอดการผลิต ให้ได้ข้าวเหนียวที่ดีที่สุด กลิ่นหอมเก็บได้นาน อีกทั้งให้เป็นแปลงเรียนรู้ให้ชาวนาและประชาชนทั่วไปนำไปปฏิบัติได้ สิ่งสำคัญต้องทำให้เพิ่มผลผลิตด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยมีผลผลิต 362 กก./ไร่ ทำอย่างไรให้ได้ 600 กก.ต่อไร่

สำหรับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวช่วงเกิดอุทกภัย ต้องปรับปรุงพันธุ์ตลอด เนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปีนี้ที่เกิดฝนแล้ง น้ำท่วม ดังนั้น ศูนย์คัดเมล็ดพันธุ์ต้องเลือกคัดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ตลอดจนขอความร่วมมือร้านค้า ให้ช่วยคัดเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ดีนำไปเพาะปลูกไม่ให้ชาวนาต้องเสียหาย

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451040

650935

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2562

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ll “30 ปี มูลนิธิชัยพัฒนา”…3 ทศวรรษตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร…เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุขและอยู่ดีกินดี…พุธ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิดนิทรรศการ( 28 ต.ค.-3 พ.ย.)และทรงบรรยายเล่าเรื่องราวงานชัยพัฒนา ซึ่งมีหลากหลายได้อย่างละเอียดและ“รู้จริง”…ขนาดโรงเรียนควาย“กาสรกสิวิทย์”ที่ทรงให้เลี้ยง“ควาย”ในพื้นที่น้ำท่วม…สอน“กระบือ”รุ่นน้องโดย“ครูกระบือ”รุ่นพี่ 25 ตัว…ทรงทราบว่า“ควายสอบได้ แต่คนสอบตก”…สำหรับ“งานชัยพัฒนา”ในภายหน้า…กรมสมเด็จพระเทพฯทรงขอให้ทุกคนช่วยกัน“ทำไปเถิด…ทำถวายท่าน”…

ll งาน 30 ปี มูลนิธิชัยพัฒนาณ Central World ยังคงมีไปถึงวันอาทิตย์ที่3 พ.ย…โดยเสาร์นี้เวลา 15.00 น. รองเลขาธิการฯลลิต ถนอมสิงห์ และ ภากมล รัตตเสรีรองเหรัญญิกฯจะเสวนาหัวข้อ…“ความประทับใจจากการถวายงานกรมสมเด็จพระเทพฯ”…

ll ใครที่ชอบดนตรีไม่น่าพลาด ค่ำวันศุกร์นี้วงสวนพลูคอรัส และเย็นวันสุดท้าย อาทิตย์ที่3 พ.ย. Jazz Quartet โดยวงดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยมหิดล…

ll ผู้ใหญ่ระดับ“เสียงแห่งแผ่นดิน”ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล เกิด 5 พฤศจิกายน 86 ปีที่แล้ว ลูกน้องมหาดไทยทั่วราชอาณาจักร คงขนอาหารอร่อยจากภาคต่างๆมาเลี้ยงวันเกิดที่บ้านพี่หม่อม บางเขน…แขกที่ไม่ขาดคือปลัด ฉัตรชัย พรหมเลิศ และอดีตนายทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยที่“พี่หม่อม”เรียก“ไอ้”ได้เต็มปากคงแน่นบ้าน…

ll เป็น Botanical Artist ระดับโลกไปแล้ว พันธ์ศักดิ์ จักกะพาก เมื่อ Lady Dr.Shirley Sherwood เจ้าของ Gallery ใน Royal Botanical Gardens,Kew เลือกภาพของ“น้องอั๋น”3 ใน 5  ภาพ ที่ส่งไปจัดแสดง…เป็นศิลปินคนเดียว นอกนั้นได้โชว์แค่“ภาพเดียว”…งาน Private Viewing จะมีเย็นวันที่ 26 พ.ย. …Collection ของ ShirleyShirwood ถือเป็น Inter Botanical Art Collectionที่ดีที่สุดในโลก…

ll งาน“กวีนิพนธ์”ที่เป็น“วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9 ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา”ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม …มีชื่อของ“กวีอาวุโส”ที่ต้องนำมายกย่องยินดี …ตั้งแต่ ประยอม ซองทอง ผลงาน“สุดสงวน”(2513)นภาลัย สุวรรณธาดา“จะร้องเพลงชาติไทย(ให้ใครฟัง)”…ส่วน“สารคดี”ที่โดดเด่น…“ตึก ต้นไม้ และแสงอรุณ : โลกทัศน์ของสถาปนิก”อาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร (2530)…ลูกศิษย์ลูกหาคงดีใจ…และคิดถึงอาจารย์ปากจัดที่ต่อสู้ให้บ้านเมืองไม่มี“ทรรศนะอุจาด”…

ll ชาวคริสต์ในไทยตื่นเต้นเมื่อ สมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสจะเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรไทย 19-23 พ.ย.นี้…นาทีสำคัญในวงการศาสนาอยู่ที่ 10.00 น.วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. Pope Francis จะเสด็จฯเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกณ วัดราชบพิธฯ…ท่านทูต จักรี ศรีชวนะทิ้งกรุงเบิร์นชั่วคราว…ร่วมขบวนเสด็จฯ ในฐานะทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ ที่ดูแลรับผิดชอบงานสำนักวาติกันด้วย…ll

ภิญญ์สิรี

‘บาวาร์ชิ รูฟท็อป’ อาหารอินเดีย ไฟน์ ไดนิ่ง หอมละมุนกรุ่นเครื่องเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451037

‘บาวาร์ชิ รูฟท็อป’ อาหารอินเดีย ไฟน์ ไดนิ่ง หอมละมุนกรุ่นเครื่องเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ห้องอาหารอินเดีย บาวาร์ชิ รูฟท็อป ชวนมาเปิดประสบการณ์อาหารอินเดียไฟน์ ไดนิ่ง กับเมนูต้นตำรับทางตอนเหนือของอินเดีย หอมละมุนกรุ่นเครื่องเทศ พร้อมความหรูหราในบรรยากาศพระราชวังในอินเดีย และวิววิบวับยามค่ำแบบพาโนรามาบนชั้น 16 ของโรงแรม Solitaire Hotel Bangkok

ห้องอาหารอินเดีย บาวาร์ชิ รูฟท็อป เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายน 2562ที่ผ่านมา แต่สามารถติดอันดับ 1 ใน 10 ร้านอาหารอินเดียของ Trip Advisor ในเวลาอันรวดเร็ว ภายในร้านตกแต่งอย่างสวยหรู โดยผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากพระราชวังในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟและผ้าไหมต่างๆ ที่ถูกนำมาตกแต่งเพื่อทำให้รู้สึกอบอุ่น โดยเฉพาะผนังห้องอาหารที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ประดับด้วย Precious Stones หรืออัญมณีที่นำเข้าจากอินเดียและเมียนมา จึงให้ความรู้สึกเสมือนว่าได้มีโอกาสรับประทานอาหารอยู่ในพระราชวังอินเดียกันเลยทีเดียว

สำหรับอาหารที่นี่เป็นแบบต้นตำรับทางตอนเหนือของอินเดีย ที่มีความหอมของเครื่องเทศแบบละมุน ซึ่งเครื่องเทศทั้งหมดนำเข้ามาจากอินเดีย เนื้อต่างๆ ก็มีใบการันตีว่าเป็นฮาลาลทั้งสิ้น เมนูมีให้เลือกหลากหลาย อาทิ Rogan Josh แกงกะหรี่เนื้อแกะจากมองโกเลีย, Butter Chicken แกงไก่เนยแบบอินเดีย และ Tandoori Chaap เนื้อแกะอบสมุนไพรย่างในเตาทันดูร์ เป็นต้น

หรือจะเลือกเป็นชุด Tasting Menu ที่เรียกว่า King’s Courtyard ที่ประกอบไปด้วย Saffron Lassi เป็นเวลคัมดริ๊งค์ที่มีส่วนผสมของโยเกิร์ตและแซฟฟรอน, Biryani Rice ข้าวบริยานีเสิร์ฟมากับแกง 5 อย่าง, Rogan Josh แกงกะหรี่เนื้อแกะจากมองโกเลีย, Salmon Tikka Masala แกงมาซาล่าแซลมอนย่าง, Butter Chicken แกงไก่เนยแบบอินเดีย, Bawarchi Dal Makhani แกงถั่วเลนทิลและ Raita Cucumber and Yoghurtซอสโยเกิร์ตแตงกวา

นอกจากนี้ ยังมีเมนูที่ถูกเสียบด้วยทองเหลืองแหลมย่างบนเตาถ่าน อย่าง Tandoori Jhinga กุ้งย่างในเตาทันดูร์, Tandoori Chaap แกะอบสมุนไพรย่างในเตาทันดูร์ และ BawarchiMurgh Malai Kebab เคบับไก่ฉบับบาวาร์ชิ ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่าง Rasmalai หรือชีสเค้กแบบอินเดียนั่นเองอีกทั้ง ยังมีขนมปังนานแบบธรรมดา ชีสนานและ พาราต้า เพื่อทานกับแกงต่างๆ ได้อีกด้วย ราคาอาหารชุดนี้เพียง 999++ บาทหรือหากใครไม่ทานเนื้อ ก็มีชุดที่เป็น vegetarian หรือที่เรียกว่า Queen’sCourtyard ราคาชุดละ 799++ บาทอีกด้วย พิเศษกับโปรโมชั่นลด 20% สำหรับอาหารสองชุดนี้ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง30 ธันวาคม 2562

บาวาร์ชิ รูฟท็อป ตั้งอยู่บนชั้น 16 ของโรงแรม Solitaire Hotel Bangkok สุขุมวิท ซอย 11 ที่สามารถชมวิวกรุงเทพฯและแสงไฟระยิบระยับยามราตรีได้แบบพาโนราม่า เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 17.30-02.00 น. สามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 70 คนพร้อมห้องส่วนตัวอีก 1 ห้อง สำรองโต๊ะได้ที่โทร.02-0813815

คอลเลคชั่นพิเศษ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451041

news_default

คอลเลคชั่นพิเศษ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปลายปีนี้ แฟชั่นนิสต้าได้ช็อปไอเทมใหม่แบบลืมหายใจ เมื่อ 2 ไทยดีไซเนอร์คนดัง 2 สไตล์ ออม-ดิษยา สรไกรกิติกูลและ เบส-ปฏิพัทธ์ ชัยภักดี จับมือกันทำคอลเลคชั่นพิเศษ DISAYA x DRY CLEAN ONLY BKK Festive Collection 2019-2020 เด่นด้วยดีไซน์หรูหราและ
วินเทจแบบไม่เหมือนใคร

สนใจมาช็อปได้ที่ ร้าน DISAYA x DRY CLEAN ONLY BKK pop-up store ณ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอมบาสซี(หน้าทางเชื่อมไปเซ็นทรัล ชิดลม) ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 ถึง 31 มกราคม 2563 งานนี้เห็นทีต้องรีบกันหน่อย ช้าอดหมดแน่นอน

ECOALF แฟชั่นรีไซเคิลจากขยะ แบรนด์ดังจากสเปนเปิดตัวในไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451022

ECOALF แฟชั่นรีไซเคิลจากขยะ แบรนด์ดังจากสเปนเปิดตัวในไทย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม เปิดตัวแบรนด์ ECOALF(อีโคอัลฟ์) แฟชั่นรักษ์โลก เป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ชวนหนุ่มสาวยุคใหม่มาร่วม Be Revolutionary ค้นพบคุณค่าของแฟชั่นในแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อนกับแบรนด์ ECOALF หนึ่งในห้องเสื้อชื่อดังจากสเปน ที่โดดเด่นด้วยการนำวัสดุรีไซเคิลจากขยะ 100% มารังสรรค์เป็นแฟชั่นได้อย่างน่าหลงใหล วันนี้-14 พฤศจิกายน 2562 ที่ ECOALFชั้น G สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม

“ECOALF” นับเป็นปรากฏการณ์แบรนด์แฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงรูปแบบการนำเสนอ ก่อตั้งโดย ฮาเวียร์ โกเยเนเซ่ (Javier Goyeneche) ชาวสเปนผู้ที่เชื่อมั่นในการรีไซเคิลสิ่งของเหลือใช้ให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นคุณภาพดีเทียบเท่าแบรนด์ดังอื่นๆ และเชื่อว่าขยะจะสามารถกลายเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่สวมใส่ได้อย่างสุดชิค พร้อมสามารถใช้งานได้จริง โดยแบรนด์ได้นำขวดพลาสติกมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นแล้วกว่า 70 ล้านขวด พร้อมนำขยะอื่นๆ ที่ถูกทิ้งไว้มารีไซเคิลเป็นสินค้าแฟชั่นเช่น แหดักปลา, ขวดพลาสติกจากผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง, ยางรถยนต์, กากกาแฟ เป็นต้น ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัยพบว่าหากนำขวดพลาสติกมารีไซเคิลจะสามารถช่วยลดปริมาณการใช้ทรัพยากรโลกได้ โดยประหยัดการใช้น้ำได้ถึง 20% ประหยัดพลังงาน 50%และลดการเกิดภาวะโลกร้อนได้ 60%

อุสรา ยงปิยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า การนำสิ่งของเหลือใช้มารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากมาย ถือว่าเป็นไอเดียที่ทรงพลังต่อโลกเป็นอย่างมาก เพราะการสร้างความแปลกใหม่ที่น่าสนใจ และยังเป็นการนำคุณค่าของสิ่งของเหลือใช้ และขยะกลับมาชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ๊กเกต 1 ตัว ที่ทำจากขวดพลาสติก 70 ใบ, เสื้อฮู๊ต, เสื้อเชิ้ต,รองเท้า, กระเป๋า ที่รับรองว่าเมื่อสวมใส่จะเป็นแฟชั่นที่ว้าวไม่เหมือนกับของเก่าเลยทีเดียวเพราะแฟชั่นของ ECOALF มีสไตล์ที่ทันสมัย สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวันได้อย่างดูดีมีรสนิยม

มิกิโมโต้ เปิดตัว Dilraba แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ในเอเชีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451036

มิกิโมโต้ เปิดตัว Dilraba แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ในเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มิกิโมโต้ (Mikimoto) แบรนด์เครื่องประดับมุกระดับไฮเอนด์จากประเทศญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัว Dilraba ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 พร้อมเชิญชวนทุกคนร่วมค้นหาไข่มุกของคุณไปด้วยกันผ่านแคมเปญ #FINDYOURPEAR ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก “Jeux de Rubans” (เฌอ เดอ คูบง) คอลเลคชั่นเครื่องประดับไข่มุกที่โดดเด่นด้วยลวดลายริบบิ้นที่สวยงาม

จากวันนั้นจวบจนวันนี้เป็นเวลากว่า 125 ปีที่ผ่านมา มิกิโมโต้ ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำความฝันของ มร.โคคิชิ ที่ปรารถนาให้ไข่มุกเป็นเครื่องประดับบนคออันงามระหงของผู้หญิงทุกคนในโลก ตลอดจนให้ผู้หญิงทั่วโลกได้พบกับประสบการณ์ความงามอันไร้กาลเวลาของไข่มุก

ด้วยภาพลักษณ์ด้านบวกและบุคลิกภาพของ Dilraba ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจ สะท้อนวิสัยทัศน์เฉกเช่นเดียวกับแบรนด์มิกิโมโต้ ที่มุ่งมั่นและพิถีพิถันในการรังสรรค์ไข่มุกคุณภาพเยี่ยม โดยผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันและต้องใช้เวลาและความทุ่มเท เช่นเดียวกับเส้นทางการดำเนินชีวิตที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ เพื่อหล่อหลอมให้คนเรากลายเป็นคนที่ดีและนำไปสู่ความสำเร็จ

#FINDYOURPEARL แคมเปญใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Jeux de Rubans” (เฌอ เดอ คูบง)”คอลเลคชั่น เครื่องประดับไข่มุกที่โดดเด่นด้วยลวดลายริบบิ้นที่สวยงาม และสัมผัสได้ถึงความหรูหรา เช่นเดียวกับความงาม และความสง่าของผู้หญิงอันไม่สิ้นสุด เพื่อย้ำเตือนให้ผู้หญิงทุกคนมองเห็นคุณค่าภายในของคน เมื่อยามสวมใส่เครื่องประดับไข่มุกมิกิโมโต้

Jeux de Rubans (เฌอ เดอ คูบง)คอลเลคชั่นเครื่องประดับมุกที่โดดเด่นด้วยลวดลายริบบิ้นที่สวยงามและสัมผัสได้ถึงความหรูหรา เป็นคอลเลคชั่นที่อยู่เหนือกาลเวลาและเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งโลก โดยคอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วย สร้อยคอที่ร้อยเรียงด้วยไข่มุกอะโกย่า โดดเด่นด้วยตะขอเกี่ยวดีไซน์รูปริบบิ้นประดับเพชรแบบพิเศษ ทำให้สามารถดีไซน์การสวมใส่สร้อยคอได้หลากหลายรูปแบบ ส่งให้ภาพของเธอดูสวยงามและสมบูรณ์แบบในทุกรูปแบบของการสวมใส่

ทรู ดิจิทัล พาร์ค รับรางวัลองค์กรดิจิทัลแห่งปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451023

news_default

ทรู ดิจิทัล พาร์ค รับรางวัลองค์กรดิจิทัลแห่งปี

วันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทรู ดิจิทัล พาร์ค รับรางวัลเกียรติยศ “PM Award 2019” ในงาน“Digital Thailand Big Bang 2019”โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้มอบรางวัลเกียรติยศPrime Minister’s Digital Award :PM Award 2019 สาขาองค์กรดิจิทัลแห่งปี แก่ บริษัท ทรูดิจิทัล พาร์ค จำกัดโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานกรรมการ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ในงานสัมมนาและนิทรรศการแห่งชาติ “Digital ThailandBig Bang 2019” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ณศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา

รางวัลเกียรติยศดังกล่าวเป็นการเชิดชูองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์และผลงานดีเด่นด้านเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถนำนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กร แก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศ จนเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ ซึ่งการได้รับรางวัลเกียรติยศครั้งนี้ สะท้อนความเป็นเลิศของทรู ดิจิทัล พาร์ค ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลแห่งแรกประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระบบ นิเวศด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลภายใต้แนวคิด Smart City ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็น Digital Innovation Hub ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมที่ล้ำสมัย รวมทั้ง ห้องทดลอง R&D และ Maker Space ที่ดึงดูด ทั้งสตาร์ทอัพและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากทั่วโลกกว่า 100 บริษัท และกว่า 40 องค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษา ให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ปัจจุบัน มีทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัลกว่า 4,000 คน และเป็นเอกชนรายแรกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเภทกิจการเขตอุตสาหกรรม Software Park