Forest Department to sue Pareena on four charges of alleged land encroachment

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30378986?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Forest Department to sue Pareena on four charges of alleged land encroachment

Dec 02. 2019
Thawee (left) and Attapol

Thawee (left) and Attapol
By THE NATION

1,358 Viewed

A thorough inspection of Khao Son 2 chicken farm in Rangbua subdistrict, Jombeung, Ratchaburi province, revealed that the farm has encroached on 46 rai 1 ngarn and 40 square wah of national reserve forest, Royal Forest Department (RFD) director-general Attapol Charoenchansa and a Ratchaburi forest inspection team announced at a press conference on Monday (December 2).

The chicken farm is owned by Ratchaburi MP Pareena Kraikup of the Phalang Pracharath Party and has stirred widespread public criticism after a former member of the dissolved Thai Raksa Chart Party, Ruangkrai Leekitwattana, filed a complaint last month urging the RFD to inspect Pareena’s property for possible encroachment of protected national woodland.

“The chicken farm encroaches on 41-1-59 rai of land in the national reserved forest on the left bank of the Phachi River under the National Reserved Forest Act 1964, and 4-3-81 rai of forest land under the Forest Act 1941,” said Attapol.

“We will file four charges against the owner – trespassing on national reserved forest land; residing, constructing, or making profit off national reserved forest land; defacing or destroying state owned lands without permission from officials; violating the Environment Promotion Act that resulted in the loss or damage of natural resources.”

Attapol also insisted that his department would pursue legal action without any special treatment towards the defendant, who is a MP of the government coalition, as netizens on social media have been suspecting ever since the case went viral.

Pareena’s father and ex-Ratchaburi MP Thawee Kraikup, who attended the press conference, questioned the accuracy of the 1:400,000 map used by the RFD. He also requested that the RFD reinvestigate the lands in question using a standardised map to ensure transparent investigation of his daughter’s property.

Thawee said he bought the lands from local villagers in 1980 and that the announcement of a national reserved forest area took place only afterwards.

Providers of last-mile internet access to be decided today

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30378985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Providers of last-mile internet access to be decided today

Dec 02. 2019
By THE NATION

870 Viewed

Eight entrepreneurs have submitted proposals to operate telecommunication businesses as part of the Pracharat free internet project , and Ministry of Digital Economy and Society (MDES) is now considering which will be granted a licence.

MDES created its open access system for network connection through https://mdes-oa.netpracharat.com, after receiving cabinet approval on June 25. The project aims to provide last-mile access service in targeted rural areas, such as private residences and business venues. However, the service was delayed as the government failed to find a private organization to participate.

MDES minister Puttipong Punnakanta said that the Prime Minister had assigned him the task of monitoring and managing the problem. “The government was not happy that the programme remained in limbo,” he said.

The aim of the project is reduce digital inequality. TOT Plc installed FTTx fiber cables along with Wi-Fi points to service those living in the target areas at no cost to residents. Last-mile access service will probably be charged at Bt200-300 per month.

Trade war and postponement of ban on chemicals likely to affect economy: expert

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30378980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Trade war and postponement of ban on chemicals likely to affect economy: expert

Dec 02. 2019
Anusorn Tamajai

Anusorn Tamajai
By The Nation

1,319 Viewed

The effects of the US-China trade conflict are expected to worsen now that the US has signed into law a bill to support Hong Kong’s democracy, a move that has infuriated the Chinese government infuriated, Anusorn Tamajai, Director of Economic and Business Research Centre – Institute of Economics, Rangsit University, said on Sunday.

Thailand has to prepare for global financial instability since export figures are unlikely to be -negative in the first half of 2020.

The Thai government will need to reduce the number and scope of policies to stimulate economy and keep the capital to help the people.

Anusorn added that the uncertainty over the banning three hazardous pesticides/herbacides and the lack of preparation for its effect of economy would have a domino effect on agriculture and the economy, as it would be perceived that the government was failing to guarantee the health of its people.

It should be noted that the maker of glyphosate, US conglomerate Monsanto, has 11,200 health-related lawsuits against it.

Their Majesties to preside over royal exhibition

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/royal/30378989?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Their Majesties to preside over royal exhibition

Dec 02. 2019
By The Nation109 Viewed

His Majesty King Rama X and Her Majesty Queen Suthida are scheduled to preside over a royal exhibition titled “Under the Graciousness of Chakri Dynasty”, a celebration on the occasion of His Majesty the King’s 6th Cycle Buddhism Anniversary at Chinatown on December 6 at 5pm, and pay a visit to Thai-Chinese people in the area.

Their Majesties the King and the Queen will then go to Trai Mit Witthayaram Worawihan temple to worship Guan Yin, the Chinese Goddess of Mercy, before visiting Wat Mangkon Kamalawat (Dragon Lotus Temple) by train before returning to their residence.

มาดามเดียร์ ร้อง กกต.สอบพฤติกรรม ช่อ-อนาคตใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

มาดามเดียร์ ร้อง กกต.สอบพฤติกรรม ช่อ-อนาคตใหม่

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 19:51 น.
มาดามเดียร์,ร้อง กกตสอบพฤติกรรม,ช่อ-อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

มาดามเดียร์ ร้อง กกต.สอบพฤติกรรม”ช่อ-อนาคตใหม่”แถลงข่าวบิดเบือน เชื่อ มีเจตนากลั่นแกล้ง 

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ กกต. น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำและดำเนินคดีกับ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)และพรรคอนาคตใหม่ ที่มีพฤติกรรมแถลงข่าวกล่าวหาตนเมื่อวันที่ 18 และ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นการแถลงข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงของตนเองและคู่สมรส ในประเด็นการถือหุ้นและครอบงำสื่อ ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะส่วนตัวได้ขายหุ้นทั้งหมดตั้งแต่ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จึงไม่ได้ขาดคุณสมบัติและไม่ได้ทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561

“ข้อเท็จจริงที่ชี้แจง สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบไปยังบริษัทต่าง ๆ และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าดิฉันได้ขายหุ้นที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนทั้งหมดก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่ น.ส.พรรณิการ์ จะตรวจสอบให้มีความชัดเจนก่อนการแถลงข่าว จึงเชื่อว่า น.ส.พรรณิการ์ มีเจตนาเพื่อกลั่นแกล้งให้ตนถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”น.ส.วทันยา กล่าว

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า การที่ น.ส.พรรณิการ์ ออกมาพูดทำให้สังคมเกิดความสับสน และยังแถลงข่าวไม่จบไม่สิ้น มีเจตนากลั่นแกล้งชัดเจน ตนจึงต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับตัวเอง และขอให้ กกต.ตรวจสอบพฤติกรรมของ น.ส.พรรณิการ์ เป็นจริงตามที่ตนได้ยื่นข้อร้องเรียนไปหรือไม่ หากเป็นจริงตนก็ขอให้ กกต.ดำเนินคดีกับ น.ส.พรรณิการ์ และพรรคอนาคตใหม่ด้วย

“การที่ น.ส.พรรณิการ์ ซึ่งในฐานะเป็น ส.ส.และในฐานะโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ในการแถลงข่าวได้กล่าวหาตนด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อ กกต.ตามการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2562 ด้วยนั้น จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ. ศ. 2561 มาตรา 143 ตนจึงขอให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์และพรรคอนาคตใหม่ หากพบว่าการที่ น.ส.พรรณิการ์แถลงข่าวและที่อ้างว่าได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อ กกต.เป็นความเท็จตามที่ตนได้นำเรียนก็ขอให้ กกต.ดำเนินคดีกับ น.ส.พรรณิการ์และพรรคอนาคตใหม่” น.ส.วทันยากล่าว

ปารีณา ส่งทนายยื่นฟ้องวีระ-อัจฉริยะ หมิ่นประมาท-แจ้งความเท็จ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402306?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปารีณา ส่งทนายยื่นฟ้องวีระ-อัจฉริยะ หมิ่นประมาท-แจ้งความเท็จ

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 17:12 น.
ปารีณา,อัจฉริยะ,ยื่นฟ้อง,วีระ,หมิ่นประมาทฯ,แจ้งความเท็จ,ศาลอาญานัดไต่สวน,ครอบครองที่ดิน
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

“ปารีณา” ฟ้องกลับ 2 สำนวน “วีระ-อัจฉริยะ” หมิ่นประมาทฯ-แจ้งความเท็จ ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้อง 2 สำนวน เดือน ก.พ.ปีหน้า ทนายแจงยิบ ครอบครองที่ดิน

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2562 – ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มอบอำนาจให้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ มายื่นฟ้อง นายวีระ สมความคิด อายุ 62 ปี ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท , หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งศาล ได้รับคำฟ้องไว้ในสารบบคดีหมายเลขดำ อ.3199/2562  กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 3 ก.พ.63 เวลา 09.00 น.

พร้อมกันนี้ ยังได้ยื่นฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ อายุ 52 ปี ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เป็นจำเลยอีกสำนวนด้วย ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ , หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งศาลรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3201/2562 กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์วันที่ 17 ก.พ.63 เวลา 09.00 น.

โดย นายธีรยุทธ ทนายความของ น.ส.ปารีณา โจทก์ กล่าวถึงมูลเหตุการฟ้องคดีว่า ในส่วนของ นายวีระ เราได้ยื่นฟ้องกรณีกล่าวหาโจทก์ฟอกเงิน

ส่วน นายอัจฉริยะ เป็นกรณีที่พูดทำนองเหยียดหยามว่า เป็น ส.ส.กระจอก ซึ่งการนำคดีมาสู่ศาลก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ความจริง ที่คลาดเคลื่อนอยู่ ก็หวังว่านายวีระและนายอัจฉริยะ คงพร้อมที่จะมาพิสูจน์ความจริงกัน

อย่างไรก็ดีส่วนของโจทก์ ได้เตรียมข้อมูลไว้พร้อมแล้ว ซึ่งส่วนที่ทั้งสองคนเชื่อว่า น.ส.ปารีณา ถือครองที่ดิน 3 แปลงย่อยโดยมีการแบ่งแยกออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดคืนนั้น ตนก็อยากทราบว่าที่ดิน 3 แปลงย่อยที่อ้างนั้นอยู่ที่ใดบ้าง

เมื่อถามว่าส่วนใดบ้างที่ นายวีระ กับนายอัจฉริยะ กล่าวเท็จ นายธีรยุทธ ทนายความ โจทก์ กล่าวว่า มีหลายจุดมาก ทั้งสองคนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้เยอะมาก ซึ่งเรามีรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในคำฟ้อง อย่างไรก็ดีบุคคลที่ทำงานสาธารณะระดับนี้ไม่ควรกระทำ เราอยู่ในสังคมทำงานสาธารณะ ความจริงและความสุภาพเท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเราเห็นว่าการใช้อากัปกิริยาเหยียดหยามบุคคลที่ทำงานให้แก่สังคมและสาธารณะด้วยกันเองเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อถามว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา (2 ธ.ค.) นายอัจฉริยะ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กล่าวหาที่ดินของ น.ส.ปารีณารุกล้ำที่ดินของชาวบ้าน โดยมีการล้อมรั้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยืนยันที่ดินของ น.ส.ปารีณาไม่ได้รุกล้ำที่ดินของชาวบ้านได้หรือไม่ นายธีรยุทธ ทนายความ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ตนเองยังไม่ได้สอบถาม น.ส.ปารีณาอย่างละเอียด แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่นำมาฟ้องต่อศาลวันนี้

เมื่อถามว่า ได้ยื่นฟ้องนายวีระ ข้อหาบุกรุกด้วยหรือไม่ นายธีรยุทธ ทนายความ กล่าวว่า นายวีระ รู้ตัวเองดี ไม่ว่าจะอ้างว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่า หรือป่าสงวนแห่งชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใดก็ตาม หากมีบุคคลใดหวงห้ามอยู่ การเข้าไปแม้เพียงนิดเดียวก็ถือว่าบุกรุก แต่ขณะนี้เรายังไม่ได้ฟ้องข้อหาบุกรุก โดยการฟ้องวันนี้เป็นประเด็นปัญหาที่จะพิสูจน์ว่าที่ดินซึ่งอ้างว่ามีการแบ่งแยกเป็น 3 แปลงนั้นอยู่ตรงไหน ซึ่งเขาใช้คำนี้ หมายความว่าต้องมีที่ดินแปลงใหญ่อยู่ก่อนแล้วแบ่งเป็น 3 แปลง

ส่วนกรณีของอธิบดีกรมป่าไม้นั้น เท่าที่ตนได้ฟังสัมภาษณ์ล่าสุดผ่านสื่อมวลชนนั้น หลายประเด็นก็ตรงกับหลักฐานที่ตนมีอยู่ ซึ่งเราเตรียมหลักฐานไว้เยอะ เพียงแต่พิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่แค่นั้นเอง ถ้าอธิบดีกรมป่าไม้ให้สัมภาษณ์ไปตามระบบของหน่วยงานราชการ เราพร้อมจะหยุด แต่จากการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมป่าไม้ตนก็ยังสงสัยว่า จะสงวนเรื่องแผนที่ไว้ทำไม เพราะขณะนี้เราโต้เถียงกันอยู่เรื่องแผนที่ ก็เรียกร้องให้อธิบดีเปิดเผยให้สังคมได้ทราบความจริง

เมื่อถามว่า สิ่งที่น.ส.ปารีณาติดใจ ประเด็นมาตราวัดของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับกรมป่าไม้ ยังคงไม่ตรงกันใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ขอเรียนว่า น.ส.ปารีณา ไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือ ข้อมูลของหน่วยงานราชการมากนัก ก็เหมือนกับราษฎรทั่วไป แต่ปัญหาที่นักกฎหมายมองนั้นไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ แต่มันมีอย่างอื่นซ้อนอยู่อีก เราก็เตรียมข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งหากมีประเด็นใดที่เป็นก้าวล้ำสิทธิของ น.ส.ปารีณา ก็จำเป็นต้องป้องกันสิทธิและเกียรติยศ เช่น เมื่อวันก่อนอธิบดีกรมป่าไม้เคยพูดว่า ส.ป.ก.ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่วันนี้ให้สัมภาษณ์ว่าที่ดินนั้นอยู่ในเขต ส.ป.ก.และ ส.ป.ก.จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ก็แสดงว่า ส.ป.ก.เกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่ นี่คือความชัดเจนที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าสังคม จะต้องกระจ่างว่าที่ดินแปลงนี้ การเข้ามาสู่อำนาจการดำเนินงาน ของ ส.ป.ก.ได้นั้น เกิดขึ้นได้อำนาจของกฎหมายใด เพราะไม่มีใครพูดออกมาว่าก่อนที่ ที่ดินจะมาอยู่กับ ส.ป.ก.นั้นจะต้องมีการเพิกถอนที่ป่าและที่ป่าสงวนหรือไม่ ถ้ามีการเพิกถอนนั้น เพิกถอนกันเมื่อใดแค่นั้นเอง และถ้ามีการเพิกถอนก่อนหน้านี้แล้ว ความเป็นป่าและป่าสงวนก็ไม่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า หมายความว่าก่อนหน้านี้กรมป่าไม้ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก.นำที่ดินไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านถือสิทธิที่ดินทำกินแล้วใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า เรายังไม่ชัดเจนถึงตรงนั้น เพราะว่าเป็นข้อมูลเชิงลึกที่เรารออยู่เช่นกัน ตอนนี้เรารอข้อมูลอยู่อีก 20% เท่านั้นเอง ส่วนข้อมูลอีก 80% นั้นเรามีอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากออกมาพูดให้เป็นวาทะอยู่ในสังคม หรือทำให้หน่วยงานราชการต้องกังวล แต่เราพร้อมพิสูจน์ความจริง

เมื่อถามว่า น.ส.ปารีณา มั่นใจในพยานหลักฐานการถือครองที่ดินที่ตนเองมีอยู่ใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมา น.ส.ปารีณา ก็แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.แล้ว แสดงว่าพร้อม ก็ไม่เคยปกปิด เช่น การยื่น ภ.บ.ท.5 เลขที่อะไร ยื่นเสียภาษีเมื่อปีไหนก็ชัดเจน ซึ่งการเสียภาษีตาม ภ.บ.ท.5 นั้นมีพระราชบัญญัติหรือกฎหมายเฉพาะ ซึ่งตนเองเคยทำคดีลักษณะนี้ทางดีเอสไอเคยรวบรวมข้อเท็จจริงไว้จากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ยืนยันว่าการใส่ชื่อของนิติบุคคลหรือบุคคล หรือ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อในใบ ภ.บ.ท.5 นั้นสามารถทำได้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ ก็แสดงว่าที่ชำระเสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องมีการยืนยันได้ในระดับหนึ่ง สำหรับใบ ภ.บ.ท.5 ตัวจริงนั้นมีขนาดเท่ากระดาษ A4 ด้านหน้าจะบอกว่าใครเป็นผู้ถือครองและก่อนหน้านั้นใครเป็นผู้ถือครอง ส่วนด้านหลังเขียนเป็นรูปแผนที่ เหมือนกันกับโฉนดที่ดิน แสดงว่าจะต้องมีการรังวัด มีการกำหนดเขต มีการพูดคุยกันระดับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผู้ปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถยืนยันได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช้กรรมสิทธิก็ตาม

กกต.เช็กบิลผู้สมัครส.ส.จันทบุรี ปราศรัยโจมตี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กกต.เช็กบิลผู้สมัครส.ส.จันทบุรี ปราศรัยโจมตี

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 16:37 น.
กกต,ตามเชือดผู้สมัคร,สสจันทบุรี,ปราศรัยโจมตี,ส่งศาลฎีกา,แจกเงินซื้อเสียง
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

กกต.ส่งศาลฎีกาแจกใบดำ-ใบแดง “ชาติชาย วรพิพัฒน์” ผู้สมัครส.ส.จันทบุรี ปชป. ปราศรัยใส่ร้าย 3 อดีตลูกพรรคถูกซื้อตัวย้ายพรรค 70 ล้าน

กกต.ส่งศาลฎีกาแจกใบดำ-ใบแดง “ชาติชาย วรพิพัฒน์” ผู้สมัครส.ส.จันทบุรี ปชป. เหตุปราศรัยใส่ร้าย 3 อดีตลูกพรรคถูกซื้อตัวย้ายพรรค 70 ล้าน พร้อมสั่งดำเนินคดีอาญา อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กาญจนบุรีแจกเงินซื้อเสียง

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกกต.กรณีมีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้เพิกถอนสิทธิสมัคร สิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญานายชาติชาย วรพิพัฒน์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 จันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 มาตรา 138 มาตรา 73วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 159 หลังตรวจสอบพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นแผ่นบันทึกภาพและเสียงประกอบคำร้องของผู้ร้องและคำรับของนายชาติชายแล้วฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 62 เวลา 10.18 น. นายชาติชาย ได้ปราศรัย หาเสียงเลือกตั้งที่บริเวณตลาดวังพง ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีข้อความบางช่วงบางตอนว่า “ท่าน (หมายถึงนายชวน หลีกภัย) บอกว่าท่านขอโทษพี่น้องพรรคประชาธิปัตย์ทุกท่าน ท่านเสียใจมากที่ส.ส.ประชาธิปัตย์คนเดิมทั้ง 3 คน ได้ถูกซื้อตัว แล้วย้ายพรรคไปแล้วนะครับ พวกผม 3 คนเขต 1 รองปวีณา เขต 2 ผมกำนันชาติ เขต 3 น้องเบนซ์ ชรัตน์ เนรัญชร นะครับ เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ให้กับพี่น้องชาวจันทบุรีในนามพรรคประชาธิปัตย์” และข้อความ “ส่วนที่ท่านรองสาธิต (หมายถึงนายสาธิต ปิตุเตชะ) ได้พูดว่า ให้พวกเราทั้ง 3 คน ได้ยืนยันกับพ่อแม่พี่น้องชาวแห่งหางแมว พ่อแม่พี่น้องชาวจันทบุรี ไว้แต่แรกแล้วนะครับว่า ที่นายกชวนได้พูดถึงนะครับว่าท่านเสียใจแล้วก็ขอโทษพี่น้องชาวแก่งหางแมวและพี่น้องชาวจันทบุรีที่ส.ส.ทั้ง 3 คน ได้ถูกซื้อตัวแล้วก็ย้ายพรรคไปอยู่พรรคอื่นแล้ว อย่างที่ท่านรองสาธิตท่านบอกของท่านยังมีตกแล้วอย่างน้อยต้องมี 70 ล้านขึ้น พวกผมทั้ง 3 คนก็ยังถืออุดมการณ์เงินไม่สามารถซื้อพวกเราได้”

ทั้งนี้ในขณะปราศรัยหาเสียงนายชาติชายได้จัดให้มีการเผยแพร่ภาพและเสียงผ่านทางเฟซบุ๊กชื่อ ชาติชาย วรพิพัฒน์ ด้วย การปราศรัยหาเสียงโดยใช้คำว่า “ส.ส.ประชาธิปัตย์คนเดิมทั้ง 3 คนได้ถูกซื้อตัวแล้วย้ายพรรคไปแล้ว” ซึ่งผู้ร้องยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาผู้ร้องได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.จันทบุรี เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ย้ายมาสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐ การปราศรัยหาเสียงดังกล่าวของนายชาติชาย จึงหมายถึงผู้ร้องซึ่งอดีตเคยเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และต่อมาย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ จึงเป็นการใส่ร้ายผู้ร้องและทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจย้ายพรรคเพราะถูกซื้อตัว ละทิ้งอุดมการณ์เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน อันเป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ จูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในคะแนนนิยม และจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับนายชาติชาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีของนายชาติชาย หากศาลฎีกามีความเห็นยืนตามที่กกต.เสนอก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่งต่อจากกรณีใบเหลืองของนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ที่ขณะนี้กกต.ได้มีการส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแล้ว โดยจะมีผลให้ต้องมีคำนวณคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองใหม่ หลังจากตัดคะแนนของนายชาติชายออก ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายชาติชาย ได้คะแนน 19,711 คะแนน

นอกจากนี้ กกต.ยังมีคำวินิจฉัยให้ดำเนินคดีอาญากับนายไพรัตน์ สุขสถาพรชัย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 มาตรา 158 ประกอบมาตรา 73 วรรคหนึ่ง (1)จากกรณีมีหลักฐานเป็นคลิปบันทึกภาพและเสียงของพยานและคำให้การของพยาน ที่ยืนยันตามที่มีผู้แจ้งเหตุว่า วันที่ 23 มี.ค. 62 เวลา 20.30 น. ก่อนวันเลือกตั้งได้รับเงินจำนวน 600 บาทจากนายไพรัตน์ เพื่อจูงใจให้ผู้แจ้งเหตุและผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบ้านรวม 3 คน ลงคะแนนเลือกตั้งให้กับพล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ผู้สมัครส.ส.เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ถูกร้อง แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า พล.อ.สมชาย เกี่ยวข้องกับการกระทำของนายไพรัตน์ และพล.อ.สมชายยืนยันว่าไม่รู้จักนายไพรัตน์ จึงยังฟังไม่ได้ว่า พล.อ.สมชายเป็นผู้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายไพรัตน์กระทำการจึงให้ยุติเรื่องในส่วนที่ร้องพล.อ.สมชาย

กกต.ส่งศาลรธน.วินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ระวี รุ่งเรือง สิ้นสุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กกต.ส่งศาลรธน.วินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ระวี รุ่งเรือง สิ้นสุด

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 15:16 น.
สว,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ,ระวี รุ่งเรือง,พ้นสภาพสว
เปิดอ่าน 1,553 ครั้ง

กกต.มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพส.ว. ระวี รุ่งเรือง สิ้นสุด เหตุเคยถูกลงโทษวินัยร้ายแรง เรียกรับเงินวิ่งเต้น แม้เคยได้รับการล้างมลทิน

2 ธันวาคม 2562 กกต.มีมติ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ว. ระวี รุ่งเรือง เหตุเคยถูกลงโทษวินัยร้ายแรง จากปมเรียกรับเงินวิ่งเต้น  แม้เคยได้รับการล้างมลทินในวโรกาสสำคัญก็มีผลแค่ไม่เคยถูกไล่ออก แต่ความประพฤติชั่วร้ายแรงยังไม่ถูกลบล้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่คำวินิจฉัยกกต.โดยมีมติส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยให้สมาชิกภาพความเป็นสมาชิกวุฒิสภาของนายระวี รุ่งเรือง  ส.ว.ลำดับที่ 146 นายกสมาคมการค้าเครือข่ายชาวนาไทยและเลขานุการคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 (4)ประกอบมาตรา 108 ข .ลักษณะต้องห้าม(1) มาตรา 98(8) และมาตรา 82วรรคสี่

ทั้งนี้ตามที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้อง จากกรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้วพบว่า ก่อนนายระวีได้รับการสรรหาและแต่งตั้งเป็นส.ว.เคยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการฐานประพฤติชั่วร้ายอย่างร้ายแรง ตามคำสั่งกรมการปกครองที่ 689/2539  ลงวันที่ 15 ส.ค. 2539

กรณีกระทำการเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกอาสารักษาดินแดน อันเป็นพฤติกรรมในทางทุจริต ประกอบกับศาลปกครองสูงสุด เคยมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.778/2558 วางหลักไว้ว่า การเรียกและรับเงินจากผู้ที่ประสงค์จะเข้ารับราชการเพื่อเป็นค่าวิ่งเต้นให้ได้เข้ารับราชการนั้น เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและความร้ายแรงแห่งกรณีอยู่ที่ระดับเดียวกับกรณีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ด้วยเหตุดังกล่าวนายระวีจึงเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามเป็นส.ว.ตามมาตรา 108 ข .ลักษณะต้องห้าม(1) มาตรา 98(8)

แม้ในเวลาต่อมานายระวีจะได้รับการล้างมลทินตามพ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 และพ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 ก็มีความหมายเพียงว่า นายระวีไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าความประพฤติหรือการกระทำของผู้ถูกร้องที่เป็นเหตุให้ถูกลงโทษทางวินัยถูกลบล้างไปด้วยแต่อย่างใด ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2539 ที่ได้วางหลักไว้ในกรณีเช่นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่มีเหตุให้สมาชิกภาพส.ว.ของนายระวี สิ้นสุด

ศาลนัดฟังคำสั่ง ช่อ ฟ้องหมิ่น ปารีณา 12 ธ.ค.นี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ศาลนัดฟังคำสั่ง ช่อ ฟ้องหมิ่น ปารีณา 12 ธ.ค.นี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 14:53 น.
ปารีณา,ช่อ พรรณิการ์,ฟ้องหมิ่น,ศาลนัดฟังคำสั่ง,เอี่ยวเคสระเบิดกรุง
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

“ช่อ พรรณิการ์” ขึ้นศาลไต่สวนมูลฟ้อง “ปารีณา” โพสต์ภาพเฟซฯ หมิ่นสงสัย ธนาธร เอี่ยวเคสระเบิดกรุง ขณะที่ ปารีณา ส่งทนายสู้

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2562 – ที่ห้องพิจารณา 914 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ คดีหมายเลขดำ อ.2043/2562 ที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

โดยคดียื่นฟ้องเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.62 น.ส.ปารีณา จำเลยได้เผยแพร่ข้อความ พร้อมภาพประกอบลงในเฟซบุ๊ก ปารีณา ไกรคุปต์ ด้วยข้อความลักษณะกล่าวหา น.ส.พรรณิการ์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการโพสต์ข้อความดังกล่าว จำเลยได้ใส่ภาพประกอบ 3 ภาพ ภาพแรกเป็นภาพโจทก์กับนายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และบุคคลที่สาม จำเลยได้วงกลมไว้บริเวณหน้าบุคคลที่สาม เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาอ่านโพสต์ของจำเลยเข้าใจว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์วางระเบิด โดยโจทก์กับนายธนาธรเป็นผู้มีส่วน จากที่จำเลยเผยแพร่ข้อความว่า “ฟ้องด้วยภาพ! มือวางระเบิดใครเป็นเจ้าภาพ!”

ภาพที่ 2 เป็นภาพถ่ายโจทก์ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเลยได้ใส่ข้อความว่า “อีช่อลงไป” ซึ่งประชาชนทั่วไปทราบกันดีว่าเป็นชื่อเล่นของโจทก์ ประกอบกับภาพข่าวผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์วางระเบิดพร้อมข้อความว่า “พวกนี้ขึ้นมา” เพื่อให้เห็นว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย และภาพที่ 3 เป็นภาพจากโพสต์ของเพจเฟซบุ๊กชื่อ “จำไว้เลย” มีข้อความว่ามือบึ้มที่แท้จริงเป็นนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน … ประกอบภาพผู้ต้องสงสัยกับภาพบุคคลอื่น ซึ่งเพจดังกล่าวเผยแพร่ข่าวที่มีเนื้อความอันเป็นเท็จ จำเลยได้นำภาพโพสต์ดังกล่าวมาประกอบเพื่อเชื่อมโยงว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เข้าใจผิดว่าโจทก์มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเหตุการณ์การวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ วันที่ 2-3 ส.ค.62 และเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

โดยวันนี้ น.ส.พรรณิการ์ มาพร้อมทนายโจทก์ ฝั่ง น.ส.ปารีณา ได้แต่งตั้งทนายความ มาร่วมกระบวนการซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ภายหลังศาลไต่สวนพยานโจทก์เสร็จสิ้น น.ส.พรรณิการ์ โฆษกพรรค อนค.โจทก์ เปิดเผยว่า ศาลได้นัดฟังคำสั่งวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ว่าจะรับคดีนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยคดีนี้ น.ส.ปารีณา โพสต์ข้อความไว้อยู่หลายวัน ก่อนเปลี่ยนภาพและข้อความในภายหลัง ขณะที่ปัจจุบันเฟซบุ๊กนี้ก็ปิดไปแล้ว แต่การดำเนินคดีอยู่ต่อไปแน่นอน ซึ่งทนายความ น.ส.ปารีณาพยายามต่อสู้ว่าเป็นเฟซบุ๊กปลอม ซึ่งตนก็ยืนยันว่าเป็นเฟซบุ๊กจริงเนื่องจากเคยใช้ไลฟ์สดหลายครั้ง รวมถึงไลฟ์ที่ด่าตน ไม่สามารถปฏิเสธได้ ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เป็นประจักษ์พยานชัดเจน นอกจากนี้ทนายความ น.ส.ปารีณา พยายามสู้คดีว่าตนมีความโกรธเคืองส่วนตัวจึงมาฟ้องดิสเครดิต ถ้าเป็นการฟ้องดิสเครดิต สามารถฟ้องต่อกรรมาธิการสภาก็ได้ แต่ตนยืนยันดำเนินการทางกฎหมาย เพราะมีการทำผิดอาญา ไม่ต้องการให้เป็นเยี่ยงอย่าง น.ส.ปารีณาเป็น ส.ส. เป็นบุคคลสาธารณะ ถ้า ส.ส.ละเมิดกฎหมายเสียเอง ก็ไม่สามารถธำรงหลักนิติรัฐนิติธรรมไว้ได้เอี่ยวเคสระเบิดกรุง

กห. วอนอย่านำเรื่องความมั่นคงหาผลประโยชน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/402237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กห. วอนอย่านำเรื่องความมั่นคงหาผลประโยชน์

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 14:41 น.
กห,พรรคการเมือง,อย่านำเรื่องความมั่นคง,หาประโยชน์,เลิกเกณฑ์ทหาร
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

กห. วอนพรรคการเมือง อย่านำเรื่องความมั่นคงหาผลประโยชน์ ชี้ เร็วเกินไปเลิกเกณฑ์ทหาร

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2562 พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึง กรณีการนำเสนอแนวคิดการยกเลิกการเกณฑ์ทหารของบางพรรคการเมือง และเสนอพัฒนากองทัพให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมประเทศอื่น โดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ทดแทนกำลังพล ว่า ในภาพรวมถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ซึ่งกองทัพก็พร้อมเปิดกว้างรับแนวคิดต่างๆ มาปรับปรุงสู่การเปลี่ยนแปลงกองทัพให้มีความทันสมัยขึ้นไปด้วยกัน ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกรัฐสภา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและสถานะเสถียรภาพความมั่นคงของประเทศในภาพรวม

พล.ท.คงชีพ กล่าวว่า การเสนอแนวคิดการยกเลิกเกณฑ์ทหาร และสรรหากำลังพลด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นแนวทางการปฏิรูประบบงานกำลังพลระยะยาวที่กระทรวงกลาโหมมีอยู่เดิม โดยมีแผนงานต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาระบบกำลังสำรองและการฝึกวิชาทหาร  การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ได้มีการปรับปรุงให้ทันสมัยต่อเนื่องมา ทำให้กองทัพสามารถบริหารจัดการระบบการเข้าประจำการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง โดยใช้การผสมผสานระหว่างระบบการเกณฑ์และระบบสมัครใจควบคู่กันไป

ซึ่งที่ผ่านมาจากสถิติผู้สมัครใจเข้าเป็นทหาร ยังคงมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการของกองทัพในแต่ละปี เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เคยยกเลิกการเกณฑ์ทหาร กำลังเตรียมผลักดันให้กลับมามีการเกณฑ์ทหารเช่นเดิม โดยเฉพาะประเทศในยุโรป เนื่องจากยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจเยาวชนให้เข้าเป็นทหารได้มากเท่าที่จำเป็นและมองว่าเป็นโอกาสที่คนหนุ่มสาวจะได้ทำประโยชน์คืนแก่ประเทศและสังคม และเชื่อว่าเป็นความภาคภูมิใจของทุกคน

พล.ท.คงชีพ ย้ำว่าในภาพรวม จึงเร็วเกินไปที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบดังกล่าว โดยจำเป็นต้องศึกษาถึงผลกระทบด้านความมั่นคงและประเด็นปัญหาต่างๆ อย่างรอบด้าน เช่น การขาดแคลนกำลังพลสำรองซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นกำลังทางยุทธศาสตร์ของระบบเตรียมความพร้อมของประเทศยามวิกฤต การเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการพลทหารซึ่งเป็นเรื่องดี แต่อาจเป็นปัญหาภาระงบประมาณของประเทศระยะยาว และอาจมีผลเชื่อมโยงต่อการปรับขยายฐานเงินเดือนและสวัสดิการของข้าราชการระดับต่างๆ ทั้งประเทศในอนาคต

อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงเวลารับราชการ ซึ่งจะมีผลให้พลทหารมีอายุมากขึ้นและมีช่วงอายุห่างกันมาก (21 – 40 ปี) อาจเป็นปัญหาต่อขีดความสามารถของกำลังพลโดยรวมและโอกาสทางอาชีพหลังปลดประจำการ  โดยเฉพาะการเรียกเกณฑ์ ในเวลาที่จำกัดยามที่อาจเกิดสงคราม จะมีผลอย่างมากต่อระบบความพร้อมรบของประเทศในภาพรวม อีกทั้ง การกำหนดบทนิรโทษกรรม จะกระทบต่อหลักนิติธรรม ความเท่าเทียมกันและเป็นช่องทางของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย  และที่สำคัญต้องไม่ขัดกันในข้อกฎหมาย เรื่องสิทธิและหน้าที่

พล.ท.คงชีพ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กองทัพยังมีความกังวลอยู่บ้าง ต่อการนำเรื่องความมั่นคงไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและครบถ้วน ซึ่งอาจสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดกับสังคมได้ อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อว่า การทำงานการเมืองแบบใหม่ที่ผ่านบทเรียนร่วมกันโดยปราศจากอคติ มองผลประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นเป้าหมายร่วมกัน ผ่านกลไกในวิถีประชาธิปไตย จะทำให้เราสามารถหาทางออกที่สมประโยชน์ร่วมกันได้ในทุกเรื่อง