“พิธา” เผยกำลังใจยังดี หลังผู้สมัคร อบจ.คณะก้าวหน้าแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นทุกเขต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พิธา” เผยกำลังใจยังดี หลังผู้สมัครอบจ.คณะก้าวหน้าแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นทุกเขต (komchadluek.net)

“พิธา” เผยกำลังใจยังดี หลังผู้สมัครอบจ.คณะก้าวหน้าแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นทุกเขต

22 ธันวาคม 2563 – 13:08 น.

“พิธา” เผยกำลังใจยังดี หลังผู้สมัครอบจ.คณะก้าวหน้าแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นทุกเขต ศาลเลื่อนนัดตรวจพยาน คดีธนาธรพร้อมพวก ร่วมกระทำผิด พรบ.ชุมนุม วันที่ 8 ก.พ.64

22 ธ.ค.63 ที่ศาลแขวงปทุมวัน ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานกรณีร่วมกระทำผิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ในการชุมนุมแฟลชม็อบ บริเวณสกายวอล์ค สี่แยกปทุมวัน หน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 62 โดยมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า , นายปิยบุตร แสงกนกกุล  เลขาธิการคณะก้าวหน้า, น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และนายไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร  อดีตผู้สมัคร ส.ส. นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีการฟ้องใน 6 ข้อหา คือ ชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งเจ้าพนักงาน , มีการชุมนุมในเขตที่ใกล้กับพระราชฐานวังสระปทุมไม่เกิน 150 เมตร , มีการขัดขวางการคมนาคมสถานีรถไฟฟ้า BTS , มีการใช้เครื่องเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พนักงานได้แจ้งให้เลิกแล้วไม่ปฏิบัติตาม โดยพวกเราก็ให้การปฏิเสธทุกข้อหา ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานวันนี้เวลา 10.00 น. 

โดยในวันนี้นายธนาธร นายปิยบุตร และ นางสาวพรรณิการ์ ไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง แต่มอบหมายให้นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทีมกฎหมายมาทำหน้าที่แทน เนื่องจากก่อนหน้านี้ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงเชื้อโควิด-19 จึงต้องกักตัว14วัน เพื่อเฝ้าสังเกตอาการ

นายกฤษฎางค์ กล่าวว่า เนื่องจากจำเลยทั้ง3คน ไม่มา จึงขอเลื่อนศาล วันนี้จึงได้สอบคำให้การแค่นายพิธา และ นายไพรัฎฐโชติก์ โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลจึงเลื่อนนัดไปตรวจพยานหลักฐานใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ในเวลา 09.00 น.

อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวนี้ยังมีจำเลยอีก 3 คน คือ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำคณะราษฎร 2563 กับ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ อดีตแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และนายธนวัฒน์ วงค์ไชย หรือบอล ขณะนี้อัยการกำลังขอพิจารณาคดีทั้งหมดอยู่ ซึ่งศาลจะสั่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 เช่นเดียวกัน 

ขณะที่นายพิธา กล่าวถึงกระแสตอบรับของประชาชนต่อการผลการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การส่วนจังหวัดของคณะก้าวหน้าว่า ยังไม่ย่อท้อและยังมีกำลังใจที่ดี โดยผลโดยรวมแล้วประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และ กว่า 2,000,000 เสียงที่ให้กับคณะก้าวหน้า ทั้งนี้ตนเชื่อว่า นายธนาธร ยังไม่ย่อท้อและมีกำลังใจที่ดี และที่สำคัญคือมีความเข้าใจฟันเฟืองของการเมืองระดับรากฐานและปัญหาของพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น และส่วนตัวในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล พูดสั้นๆได้แค่ว่า ปัญหามา ปัญญามี ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม ส่วนในเรื่องของยุทธวิธี เรื่องการทำงานการเมืองให้เข้มข้นขึ้น เป็นสิ่งต้องมาพูดคุยกันอีกที ซึ่งบ่ายนี้จะมีการประชุมซึ่งจะมีการถอดบทเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่ายังทำงานอย่างเข้มแข็งและมีกำลังใจเหมือนเดิม

ศาลยกฟ้อง “จาตุรนต์” ไม่ผิดคดี 116 แถลงต้าน คสช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศาลยกฟ้อง “จาตุรนต์” ไม่ผิดคดี 116 แถลงต้าน คสช. (komchadluek.net)

ศาลยกฟ้อง “จาตุรนต์” ไม่ผิดคดี 116 แถลงต้าน คสช.

ศาลยกฟ้อง "จาตุรนต์" ไม่ผิดคดี 116 แถลงต้าน คสช.

22 ธันวาคม 2563 – 12:22 น.

ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง จาตุรนต์ ฉายแสง ไม่ผิดคดี 116 หลังแถลงข่าวไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คสช.ปี 57

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้อง นายจาตุรนต์ ฉายแสง  อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ และอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย จำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืน ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 37/2557และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14(3)
  
คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ค.57 จำเลยได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทั้งต่อต้านการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) โดยให้ประชาชนเห็นว่า  การเข้าควบคุมอำนาจของ คสช. เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และคำสั่งหรือประกาศ คสช.ก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพื่อให้ประชาชนทั่วไปต่อต้านการคุมอำนาจของ คสช. เป็นการยั่วยุปลุกปั่นทำลายความน่าเชื่อถือของคณะ คสช.เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร  ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 368, 91  พ.ร.บ.เกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา14

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทำความผิดตามฟ้องมาตรา116 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 116 ระบุว่า กระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

แต่จำเลยเพียงแต่ไปงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ มีผู้เข้าฟังประมาณ 80 คน และจำเลยได้แถลงเป็นภาษาอังกฤษใจความสรุปได้ว่า ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ขอเรียกร้องให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ขอให้ประชาชนอดทนและแสดงออกอย่างสันติวิธี 

แม้พยานฝ่ายโจทก์จะให้เหตุผลว่า จำเลยเป็นบุคคลที่เคยดำรงค์ตำแหน่งสำคัญ และตำแหน่งสุดท้ายคือ รมว.กระทรวงศึกษา เป็นคนที่มีประชาชนให้ความเชื่อถือ และการที่จำเลยได้แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับคสช.ในช่วงเริ่มแรกของการยึดอำนาจ ยังมีความไม่สงบในหลายพื้นที่แการกระทำของจำเลยอาจจะเป็นเหตุให้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้หลงเชื่อคล้อยตาม และออกมาต่อต้านการรัฐประหาร จนเกิดความไม่สงบในบ้านเมือง 

แต่ความผิดตาม ม.116 ต้องปรากฎโดยชัดแจ้ง เป็นการละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน การที่จำเลยไปแถลงข่าวดังกล่าว เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพโดยสุจริตตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการทางการแสดงออกโดยคำพูดที่ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก อย่างไรก็ตามไม่ปรากฎว่าหลังจากจำเลยได้แถลงข่าวแล้วมีประชาชนออกมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่สงบในสังคม และในข้อความที่จำเลยแถลงไม่มีข้อความใดที่เจตนาให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยตามความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่ได้มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เฟซบุ๊ก Chaturon.FanPage” กลับได้ข้อเท็จจริงจากพยานว่าหลังจากจำเลยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจำเลยถูกควบคุมตัวและไม่อนุญาตให้จำเลยใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ สอดคล้องกับพยานจำเลยยืนยันว่าหลังจากทหารเข้าควบคุมตัวจำเลยถูกยึดโทรศัพท์มือถือและไม่มีเครื่องมือสื่อสารไม่สามารถติดต่อเครือญาติได้ เมื่อข้อความที่มีการโพสต์ในเฟซบุ๊กตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ในช่วงระหว่างที่จำเลยถูกควบคุมตัว พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง

“ธนกร” ป้อง “บิ๊กตู่” ย้ำไม่ได้ประมาท แจงสั่งคุมเข้มโควิด-19เต็มที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนกร”ป้อง”บิ๊กตู่” ย้ำไม่ได้ประมาท แจงสั่งคุมเข้มโควิด-19เต็มที่ (komchadluek.net)

“ธนกร”ป้อง”บิ๊กตู่” ย้ำไม่ได้ประมาท แจงสั่งคุมเข้มโควิด-19เต็มที่

"ธนกร"ป้อง"บิ๊กตู่" ย้ำไม่ได้ประมาท แจงสั่งคุมเข้มโควิด-19เต็มที่

22 ธันวาคม 2563 – 12:21 น.

“ธนกร”ป้อง”บิ๊กตู่” ย้ำไม่ได้ประมาท แจงสั่งคุมเข้มโควิด-19เต็มที่ วอนทุกฝ่ายร่วมมือ อย่าการ์ดตก เมินฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก

 22 ธ.ค.63   นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านออกมาขู่ว่า จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกรณีประมาทเลินเล่อ ทำให้โควิด-19ระบาดรอบใหม่ว่า ตนเข้าใจพรรคเพื่อไทย และคงไปห้ามไม่ได้ แต่ควรให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลด้วย

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บริหารจัดการคุมเข้มสถานการณ์โควิดได้ดี แต่เหตุที่จ.สมุทรสาครเกิดจากแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดนโดยใช้เส้นทางธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลได้สั่งคุมเข้มชายแดนแต่ก็ยังมีเล็ดลอดเข้ามาได้ ทำให้มีการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปคุมเข้มพื้นที่แล้ว

นายธนกร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ทุจริต ปล่อยให้แรงงานต่างด้าวเข้ามานั้น ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ได้กำชับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด คงจะต้องมีการตรวจสอบ แต่อย่าเพิ่งไปกล่าวหา เพราะเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ ไม่อยากให้โทษกันให้เสียกำลังใจ อยากจะให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันจะดีกว่า สิ่งสำคัญคือ ขอให้ประชาชนอย่าการ์ดตก ที่ผ่านมาต้องชื่นชมประชาชนที่ให้ความร่วมมือ ทำให้สามารถคุมสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าตนได้เจอพล.อ.ประยุทธ์ ท่านมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนอย่างมาก ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์นี้ ท่านนายกฯ จึงได้สั่งคุมเข้ม ดังนั้น ขอให้มั่นใจ ที่สำคัญ อย่านำมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อโจมตีรัฐบาล 

ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง “แม่จ่านิว” ไม่ผิดคดี ม.112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง “แม่จ่านิว” ไม่ผิดคดี ม.112 (komchadluek.net)

ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง “แม่จ่านิว” ไม่ผิดคดี ม.112

ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง "แม่จ่านิว" ไม่ผิดคดี ม.112

22 ธันวาคม 2563 – 11:24 น.

ศาลอาญาพิพากษา ยกฟ้อง “แม่จ่านิว” คดี ม.112 ตอบแชทข้อความคำว่า “จ้า” ไม่ผิดหมิ่นเบื้องสูง

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษายกฟ้อง น.ส.พัฒน์นรี หรือพัชนรี หรือหนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง จำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทสถาบันฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยเป็นคดีที่โอนมาจากศาลทหาร 

คดีนี้พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง สรุปว่า จำเลยใช้เฟซบุ๊กแชทกับนายบุรินทร์ อินติน มีข้อความหมิ่นประมาทสถาบันฯ โดยจำเลยโพสต์ข้อความโต้ตอบนายบุรินทร์ว่า “จ้า” เท่ากับเป็นการยอมรับและมีส่วนร่วมในการโพสต์ข้อความ จึงเป็นความผิดตาม ป.อาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งนายบุรินทร์ถูกศาลทหารพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว สำหรับ น.ส.พัฒน์นรี จำเลยคดีนี้ให้การปฎิเสธและได้รับการประกันตัว

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์จำเลยแล้ว ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 22.40 น. ของวันที่ 12 มี.ค. 2559 จำเลยได้อ่านข้อความเฟซบุ๊กของนายบุรินทร์ หลังจากผ่านไป 5 นาที จำเลยก็ตอบว่า “จ้า” ซึ่งพยานนักวิชาการเบิกความว่า คำว่าจ้าเพียงคำเดียวไม่ได้สื่อความหมายอะไร และฟังได้ว่า การที่จำเลยไม่ได้โพสต์ความอื่นๆ นอกจากคำว่าจ้า หลังจากเว้นช่วงเวลาไปนาน 5 นาที แสดงว่าจำเลยต้องการสิ้นสุดการอ่านข้อความเท่านั้น จากนั้นไม่มีความเห็นอื่นๆ จึงฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาหมิ่นประมาทรัชทายาทฯ ตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โดยหลังฟังคำพิพากษา น.ส.พัฒน์นรี ถึงกับร้องไห้

น.ส.พัฒน์นรี เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า คดีนี้ไม่น่าเป็นคดีมาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะตนเป็นแม่จ่านิว ถึงถูกดำเนินคดี ตนอ่านเฟซบุ๊กของนายบุรินทร์ในฐานะเพื่อนกันทั่วไปนาน 20 นาที และไม่ได้คุยอะไรนอกจากคำว่าจ้าคำเดียว หลังจากเว้นไป 5 นาที ศาลท่านมองว่าเพียงเท่านี้ ตนไม่มีเจตนากระทำผิด จึงยกฟ้อง ก็รู้สึกโล่งใจถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ขอให้อัยการอย่าได้อุทธรณ์เลย เดิมคดีนี้อยู่ในศาลทหาร ตนรู้สึกกังวล เพราะเขาไม่ให้คนอื่นเข้าฟังการพิจารณา ส่วนคดีอื่นตนก็ได้รับการยกฟ้องไปหมดแล้ว 

“เรืองไกร” ร้อง “กกต.” เอาผิดอาญา สว. ผู้เคยเป็น สว. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เรืองไกร” ร้อง “กกต.” เอาผิดอาญา สว.ผู้เคยเป็น สว. (komchadluek.net)

“เรืองไกร” ร้อง “กกต.” เอาผิดอาญา สว.ผู้เคยเป็น สว.

"เรืองไกร" ร้อง "กกต." เอาผิดอาญา สว.ผู้เคยเป็น สว.

22 ธันวาคม 2563 – 10:14 น.

“เรืองไกร”ร้อง”กกต.”ตรวจสอบ สว.ชุดปัจจุบันที่เคยเป็น สว.มาก่อนว่าจะเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกหรือไม่หากผู้ใดรู้ว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกแต่ฝ่าฝืนไปใช้สิทธิสมัครต้องมีโทษจำคุกสูงสุด10ปีเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง20ปีและต้องคืนเงินประจำตำแหน่ง

22 ธ.ค.2563  นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ขอให้ กกต. ตรวจสอบสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันทุกคนที่เคยเป็น สว. มาก่อนว่า จะเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกหรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า เนื่องจาก พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 14 (26) บัญญัติว่า ผู้สมัครรับเลือกต้องไม่เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า มาตรา 74 กำหนดโทษไว้ว่าหากผู้ใดรู้ว่าไม่มีสิทธิสมัครรับเลือก แต่ฝ่าฝืนไปใช้สิทธิสมัคร ต้องมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และต้องคืนเงินประจำตำแหน่งทั้งหมดด้วย

นายเรืองไกร กล่าวตามมาว่า เป็นที่รู้กันดีว่า สว.ชุดปัจจุบันหลายสิบคนเคยเป็น สว. มาแล้ว ดังนั้น ตนจึงต้องไปร้องให้ กกต. ตรวจสอบว่า สว.เหล่านี้จะมีความผิดทางอาญาหรือไม่ จะโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ และจะโดนเรียกคืนเงินหรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น กกต.ต้องไต่สวนต่อไปโดยเร็ว จะละเว้นมิได้ อีกทั้ง กกต.ต้องรู้เองว่า สว.เหล่านี้มีใครบ้าง

นายเรืองไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ในคำร้องที่ยื่น กกต. ตนได้แนบสำเนาบัญชีทรัพย์สินของนายสมชาย แสวงการ ที่แจ้งประวัติไว้ว่า เคยเป็นสว.สรรหามาแล้วสองรอบ ให้เป็นตัวอย่างประกอบการตรวจสอบแล้วด้วย

“ศรีสุวรรณ” จ่อบุก “ก.แรงงาน” เข้มงวดนายจ้าง-แรงงานต่างด้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ศรีสุวรรณ” จ่อบุก “ก.แรงงาน”เข้มงวดนายจ้าง-แรงงานต่างด้าว (komchadluek.net)

“ศรีสุวรรณ” จ่อบุก “ก.แรงงาน”เข้มงวดนายจ้าง-แรงงานต่างด้าว

"ศรีสุวรรณ" จ่อบุก "ก.แรงงาน"เข้มงวดนายจ้าง-แรงงานต่างด้าว

22 ธันวาคม 2563 – 09:36 น.

“ศรีสุวรรณ” จ่อบุก ก.แรงงาน เข้มงวดนายจ้างและแรงงานต่างด้าว  เหตุแพร่เชื้อโควิด-19 หากยังละเลยจะเอาผิดทั้งกระทรวง

22 ธ.ค.2563  นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการตรวจพบการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะในพื้นที่ในตลาดค้าขายกุ้ง สัตว์น้ำ ฯลฯ ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ  ของคนไทยเสียหายกันอย่างยับเยินเป็นวงกว้างอยู่ในขณะนี้นั้น

ปัญหาดังกล่าวแม้กระทรวงแรงงาน จะมีมาตรการของกระทรวงแรงงานในการควบคุมโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานต่างด้าวแล้ว โดยเฉพาะแนวทางการตรวจคัดกรองโควิด  ให้กับแรงงานต่างด้าวในระบบที่ถูกกฎหมายทั้งหมดประมาณ 250,000 คน  โดยการจัดรถโมบายล์หรือหน่วยตรวจเคลื่อนที่ที่เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ออกตรวจตามแต่ละโรงงานหรือสถานประกอบการ  และยังมีการตั้งชุดเฉพาะกิจร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบคัดกรองแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่จังหวัดข้างเคียงจังหวัดสมุทรสาครแล้วก็ตาม

มาตรการดังกล่าวยังไม่ตอบปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่สถานประกอบการต่างๆ ที่เป็นแหล่งต้นเหตุของการแพร่เชื้อโควิด-19 ซึ่งกระทรวงแรงงานจะต้องใช้มาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาด และเข้มงวดต่อนายจ้างและลูกจ้างที่เป็นผู้ใช้แรงงานจากต่างด้าวทั้งระบบซึ่งแรงงานต่างด้าว จากจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานจำนวน 275,782 คน เป็นเมียนมา 243,617 คน, สปป.ลาว 13,200 คน, กัมพูชา 9,648 คน และสัญชาติอื่น ๆ 9,317 คน ส่วนใหญ่ทำงานในอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร และโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการวางระบบการตรวจสอบนายจ้างและแรงงานต่างด้าวที่เป็นสากล หากกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันไม่รองรับก็ต้องปรับปรุงหรือเสนอแก้ไขเสีย           

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงจะนำความพร้อมข้อเสนอไปเรียนพบ รมว.กระทรงแรงงาน เพื่อให้ใช้มาตรการที่เด็ดขาดและเข็มงวดต่อนายจ้างและแรงงานต่างด้าว อันจะเป็นแนวทางในการใช้วิกฤตมาเป็นโอกาสในการจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบให้เป็นสากลต่อไป โดยจะเดินทางไปพบในวันพุธที่ 23 ธ.ค.63 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กทม. นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

จตุพร ชี้ผลแพ้แต่ได้ทำสิ่งถูกต้องที่เลือกอยู่ข้าง “บุญเลิศ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จตุพร ชี้ผลแพ้แต่ได้ทำสิ่งถูกต้องที่เลือกอยู่ข้าง”บุญเลิศ” (komchadluek.net)

จตุพร ชี้ผลแพ้แต่ได้ทำสิ่งถูกต้องที่เลือกอยู่ข้าง”บุญเลิศ”

จตุพร ชี้ผลแพ้แต่ได้ทำสิ่งถูกต้องที่เลือกอยู่ข้าง"บุญเลิศ"

21 ธันวาคม 2563 – 22:07 น.

จตุพร ชี้ผลแพ้แต่ได้ทำสิ่งถูกต้องที่เลือกอยู่ข้าง”บุญเลิศ” ลั่นภารกิจนักต่อสู้ยังไม่จบอนาคตตัดสินใจง่ายขึ้น

“จตุพร”เปิดใจหลัง“แพ้ อบจ.เชียงใหม่” ย้ำยังเป็นคนเดิม เพิ่มเติมไม่เป็นทาสแลกเอาประโยชน์กับใคร เผยถึงแพ้แต่ดีใจได้เลือกอยู่เคียงข้าง“บุญเลิศ” ลั่นภารกิจนักสู้ยังไม่จบ แย้มการตัดสินใจจากนี้จะง่ายขึ้น ยันไม่อีนังขังขอบกับตำแหน่ง “ประธาน นปช.”

เมื่อ 21 ธ.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ peace talk ถึงผลการเลือกตั้ง นายก อบจ. เชียงใหม่ว่า ตนยังเป็นนายจตุพรตามเดิม และได้ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่มาช่วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายก อบจ.

“ผมถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ส่วนผลแพ้-ชนะนั้น ผมยืนยันเสมอว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่มีเรื่องการว่า แพ้หรือชนะมาเป็นสาระหลัก แต่เป็นการสู้เพื่อความถูกต้อง เพราะถ้าสังคมละเลยหรือไม่สนใจความยุติธรรมของคนจน หรือทางกลับกัน หากสังคมรู้สึกไม่สนใจความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้เกิดกับตัวเอง ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งแพ้หรือชนะก็ไม่นำไปชำระล้างความชั่วร้ายการทำลายความยุติธรรมได้ เนื่องจากการเลือกตั้งก็ส่วนการเลือกตั้ง และเลือกตั้งเสร็จก็ยังไม่เป็นที่ยุติต้องเป็นหน้าที่ของ กกต.ต่อไป”

นายจตุพร กล่าวถึงภาพรวมประชาชนใช้สิทธิ์ลงคะแนนว่า คะแนนเสียงทั้งของผู้ชนะและฝ่ายแพ้ ก็ไม่สูญเปล่า แต่ผลเลือกตั้งคือ เข็มทิศที่ทรงพลังให้คนหนุ่มสาว เช่น คนกลุ่มคณะก้าวหน้า จะเดินอย่างมั่นใจไปสู่อนาคต เพราะแม้จะแพ้การเลือกตั้งนายก อบจ. แต่นั่นก็เป็นชัยชนะที่ได้สำแดงพลังออกมาแล้ว

“ผมไม่ใช่พวกขี้แพ้แล้วโจมตี แต่เป็นประเภทนักกีฬา แพ้คือแพ้ ชนะก็ชนะ แต่เชื่อในชีวิตของคนๆหนึ่ง ว่า มีทั้งแพ้และชนะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขเวลาเท่านั้น เพียงรอดูแพ้จะมาช่วงไหน และชัยชนะจะมาอย่างไร”

นายจตุพร ย้ำโดยส่วนตัวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สำแดงมุมมองอะไรออกมาหลายอย่าง ทั้งอธิบายถึงตัวตนและเป้าหมายต่างๆของคน จึงทำให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างมากขึ้น จึงถือเป็นเรื่องปกติ และยืนยันว่า การหาเสียง แม้มีกระทบกระทั่งกัน แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวใดๆ เพราะทั้งหมดประกาศอย่างชัดเจนถึงความเชื่อและกำหนดหลักการในการต่อสู้ ซึ่งตนทนเห็นคนที่ถูกรังแกไม่ได้ จึงยืนหยัดเคียงข้างนายบุญเลิศ แม้จะมีศัตรูกับคนจำนวนมาก แต่หลายคนมองเป็นศัตรูก็เคยเป็นมิตรกันมาก่อน

“ผมมีหลักคิดไม่ได้เป็นทาส หรือการแสวงหาประโยชน์จากการเป็นทาส แล้วละเลยความรับผิดชอบชั่วดีนั้น ผมไม่สามารถเดินบนเส้นทางนั้นได้”

อีกอย่าง หลายคนตั้งคำถามว่า หลังจากนี้เป็นอย่างไรต่อ ตนก็บอกว่า ยังเป็นนายจตุพรอย่างนี้ต่อไป ยังเป็นคนไม่อยากได้ใคร่ดี มนุษย์ช่วงชีวิตสุดท้ายเห็นคนดีคนชั่วมากมาย และไม่อีนังขังขอบกับตำแหน่งประธาน นปช. อีกอย่างตนรู้ว่าต้องกำหนดชะตากรรมอย่างไร เพราะสู้มาทั้งชีวิต

นอกจากนี้ กล่าวว่า นักต่อสู้ต่างจากนักการเมือง เพราะนักต่อสู้ภารกิจยังไม่จบลง วันชนะ-วันแพ้ หรือวันต้องตัดสินใจบางอย่าง จึงเชื่อว่าต่อจากนี้จะตัดสินใจง่ายขึ้น ส่วนชีวิตในพรรคการเมืง ตนทำได้แค่การสนับสนุนคนดีในทางการเมือง 

“คนที่ได้ชัยชนะจากประชาชน แต่ไม่รู้ชัยชนะที่ประชาชนมอบให้ ดังนั้น เมื่อทุกคนพร้อมออกจากเรือนจำแล้ว คงได้ปรึกษาหารือกัน และไม่รู้สึกว่าต้องเป็นประธาน นปช.เลย”

นายจตุพร ย้ำว่า บนเส้นทางต่อสู้รอบต่อไป มีเพียงครั้งเดียว ตนจึงไม่เลือกทำตามใจใคร เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน และยังเป็นจตุพรเหมือนเดิม จะเหลือมิตรอีกกี่คน หรือไม่เหลือสักคนก็ตาม ใครอยากกระทืบโชว์ ก็เชิญตามสบาย

ส่วนสถานการณ์โควิดแพร่ระบาดรอบที่ 2 นั้น นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่หนักกว่าคือ สถานการณ์เศรษฐกิจจะเกิดภาวะยุ่งยากลำบาก หนทางที่แก้ปัญหากันได้คงร่วมแรงร่วมใจกัน ถ้าเป็นการเมืองแบบประหัตประหารกันอย่างเดียว เราก็จะเสียบ้านเมือง 

“ผมอยากหวังว่า ให้เป็นเรื่องฝันฝ่าให้ประเทศรอด แม้เป็นการพูดที่สวยงาม แต่ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น เพื่อพาประเทศให้พ้นโควิด เอาปัญหาบ้านเมืองก่อน ถ้าเอาการเมืองมาเป็นตัวตั้งเราก็คงไม่มีชาติ”

ไฟเขียวแก้ไขเครื่องมือทำประมงพาณิชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ไฟเขียวแก้ไขเครื่องมือทำประมงพาณิชย์ (naewna.com)

ไฟเขียวแก้ไขเครื่องมือทำประมงพาณิชย์

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากข้อเรียกร้องของชาวประมง ให้กรมประมงเร่งออกประกาศให้สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงเครื่องมือทำการประมงพาณิชย์ ภายใต้กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2562 นั้น เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประชุมร่วมกันถึงแนวทางดำเนินการแก้ปัญหาให้ชาวประมงตามที่ได้เคยเรียกร้องมา โดยมีดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การออกประกาศต่างๆ ภายใต้กฎกระทรวงฯที่เป็นการผ่อนคลายหรือยืดหยุ่นให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและเหมาะสม ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้ ถือเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้กรมประมงเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

โดยล่าสุด กรมประมงอาศัยอำนาจตามความในข้อ 11 (3) และข้อ 20 ของกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ.2562 ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้แก้ไขเครื่องมือทำการประมงในใบอนุญาตการประมงพาณิชย์ พ.ศ. 2563 เพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์แก้ไขรายการเครื่องมือทำการประมงในใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพและให้สามารถปรับเปลี่ยนการใช้เครื่องมือทำประมงได้เหมาะสมตามช่วงฤดูกาลของแต่ละพื้นที่ได้ โดยประกาศดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคประมงและแรงงานในภาคประมง และคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติด้วยแล้ว โดยมีสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ ดังนี้

1.ให้ผู้รับอนุญาตสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงชนิดเครื่องมือในใบอนุญาตฯ 2.ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงขอเพิ่มขนาดหรือจำนวนเครื่องมือทำการประมงที่ได้รับอนุญาตอยู่แล้วได้ แต่เมื่อรวมกับขนาดหรือจำนวนที่ได้รับอนุญาตเดิม ต้องไม่เกินมาตรฐานของเครื่องมือทำประมงพาณิชย์ที่อนุญาตให้ใช้ทำประมงได้ สำหรับการประกาศอนุญาตให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงเครื่องมือทำการประมงในใบอนุญาตฯครั้งนี้ กรมประมงเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสม บรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับชาวประมง ให้ทำประมงได้สอดคล้องกับฤดูกาล ความชุกชุมของทรัพยากรสัตว์น้ำ และสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา และการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงเครื่องมือทำประมงดังกล่าวจะไม่กระทบปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่ให้ทำประมงได้ตามที่กำหนดในแผนบริหารจัดการประมง ที่คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติได้

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะขอแก้ไขเครื่องมือทำประมงตามประกาศดังกล่าว ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานประมงอำเภอท้องที่ติดทะเลทุกแห่ง โดยการพิจารณาอนุญาตกรมประมงจะดำเนินการผ่านระบบการออกใบอนุญาตทำการประมงอิเล็กทรอนิกส์ (E-license) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล หรือ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทร. 0-2561-1418 ในวันเวลาราชการ

ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร (naewna.com)

ชูนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนท่ามะขาม จุดเรียนรู้บริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวกล่าวว่า ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ 500 ไร่ ได้เข้าร่วมโครงการศูนย์ข้าวชุมชนเมื่อปี 2555 ในกลุ่มจะมีโครงการนาแปลงใหญ่เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้รวมกลุ่มกันเพื่อผลิต ทำให้มีอำนาจต่อรองและสามารถลดต้นทุนการผลิตได้โดยไม่ได้รวมทุกแปลงเข้าด้วยกันเพียงแต่เป็นการรวมกลุ่มกันเท่านั้นโดยภาครัฐจะเข้ามาส่งเสริมการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพข้าวและกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ พัฒนาให้เป็นจุดเรียนรู้การบริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมครบวงจร ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ประณีตและเหมาะสมกับพื้นที่สู่เกษตรกรในชุมชน ทั้งยังมีศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและธนาคารปุ๋ยอีกด้วย

สำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ดำเนินงานนาแปลงใหญ่และแนะนำแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มบริหารจัดการ ด้านการผลิตและจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนเพื่อให้ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี นอกจากกิจกรรมนาแปลงใหญ่แล้วสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อีกด้วย

นายปรัชญา แตรสังข์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ กรมการข้าวกล่าวว่า สำหรับสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามา
ส่งเสริมกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งเรื่ององค์ความรู้ การบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ ให้ความรู้ในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์ขยาย กระสอบบรรจุเมล็ดพันธุ์ เครื่องหยอดข้าว เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวและจักรเย็บกระสอบ เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรเป็นไปได้ง่ายและราบรื่นมากขึ้น

นางสมพิศ เหลืองประมวล ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขามกล่าวว่าศูนย์มีกิจกรรมมากมายในการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การออมหุ้นและปันผลสมาชิกได้มีรายได้เพิ่มเติม มีการแปรรูปข้าวจำหน่าย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี และจำหน่ายให้สมาชิกและกลุ่มเกษตรกรใกล้เคียง ผลิตสารชีวภัณฑ์จำหน่ายและใช้เอง จำพวกไตรโคเดอร์มาสารสกัดจากสะเดาและเมธาไรเซียมทั้งยังให้สินเชื่อเรื่องปุ๋ย สารเคมี กับสมาชิกภายในกลุ่ม ศูนย์ฯจึงมั่นคงแข็งแรงมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้หรือเครื่องมือส่งออกการผลิตต่างๆ

ปัจจุบันภายในกลุ่มมีสมาชิก 26 ราย ภายในพื้นที่ ที่เข้าร่วมโครงการกับศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่ามะขามมีการเรียนรู้พัฒนากลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพเป็น
ระบบ มีการทำนาแปลงใหญ่ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต แปรรูปข้าว ผลิตเมล็ดพันธุ์ ผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เองและนำจำหน่ายเพื่อหารายได้เข้าศูนย์ฯ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทางเกษตรกรมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี มีการทำงานอย่างเป็นระบบและขั้นตอน ทั้งนี้ จากความตั้งใจและพิถีพิถันทางศูนย์ฯจึงได้รับรางวัลจากการประกวดระดับจังหวัดถึงสองรางวัลคือ รางวัลศูนย์จัดการศัตรูพืช และรางวัลศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน

สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม (naewna.com)

สืบสานวันมรดกโลกห้วยขาแข้งปี’63 อนุรักษ์ภูมิปัญญารักษาสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานวันมรดกโลกห้วยขาแข้ง ประจำปี 2563 ที่สนามที่ว่าการอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีว่า การจัดงานดังกล่าว วัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมแบบยั่งยืน ตลอดจนเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีคุณภาพสูงสุด ปลูกจิตสำนึกของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

รมช.มนัญญากล่าวต่อว่า จังหวัดอุทัยธานีมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรวม 9 ป่าเนื้อที่รวม 2,828,185 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 67ของเนื้อที่จังหวัด พื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งได้กำหนดเป็นป่าอนุรักษ์ในรูปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่รวม 1,737,587 ไร่จึงได้รับการประเมินคุณค่าจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 กำหนดให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวัน“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง–ทุ่งใหญ่นเรศวร มรดกโลก” จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะชาวจังหวัดอุทัยธานีเป็นอย่างยิ่ง

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เป็นแหล่งป่าไม้ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม ปัจจุบันป่าไม้ของชาติได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วจากอดีตที่ผ่านมาจนอยู่ในขั้นวิกฤติ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ป่า ก่อให้เกิดปัญหาความแห้งแล้ง การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า จึงเป็นหน้าที่ที่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกันหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาพื้นที่ป่าที่ยังสมบูรณ์ผืนนี้มิให้ถูกทำลายอีกต่อไป เพื่อคงสภาพให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างปลอดภัย สมกับเป็นมรดกทางธรรมชาติของชาวจังหวัดอุทัยธานีและชาวโลกตลอดไป” รมช.มนัญญา กล่าว