จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 17 ธ.ค. 2563 เวลา 10:51 น.จีนเฮ เก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ยานสำรวจดวงจันทร์ ‘ฉางเอ๋อ-5’ ของจีนกลับถึงโลกพร้อมตัวอย่างจากดวงจันทร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เวลา 01.59 น. ตามเวลาท้องถิ่น ยานสำรวจดวงจันทร์ไร้คนขับ “ฉางเอ๋อ-5” ของประเทศจีนได้เดินทางกลับสู่โลกพร้อมเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์มาได้สำเร็จ ส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่สามารถนำตัวอย่างหินบนดวงจันทร์กลับมายังโลกได้

องค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) เผยว่าแคปซูลบรรจุตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ที่ยานฉางเอ๋อ-5 เก็บมาได้ลงจอดบนทะเลทรายในเขตปกครองตนเองมองโกเลีย ทางตอนเหนือของประเทศจีน พร้อมตัวอย่างหินและดินประมาณ 2 กิโลกรัม ที่เก็บมาจากบริเวณที่เรียกว่า “แอ่งมหาสมุทรพายุ” ในพื้นที่ทางตะวันตกของดวงจันทร์

หลังจากนี้ตัวอย่างดังกล่าวจะถูกส่งไปยังปักกิ่งเพื่อศึกษาวิเคราะห์ต่อไป พร้อมกันนี้นักวิทยาศาสตร์จีนกำลังร่างแผนสำหรับการสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต โดยหวังว่าจะมีการร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสร้างสถานีวิจัยดวงจันทร์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ ยานสำรวจฉางเอ๋อ-5 ได้ลงจอดบนดวงจันทร์สำเร็จเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มภารกิจเก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์และนำกลับมายังโลกเพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป

The return capsule of China’s Chang’e-5 probe has landed on Earth, bringing back the country’s first samples collected from the moon. It marks a successful conclusion of China’s current three-step lunar exploration program. #ChangE5 #LunarProbe pic.twitter.com/pezivtpsh9— China Xinhua News (@XHNews) December 16, 2020

Photo by STR / AFP

เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 22:01 น.เที่ยวไทยสะดุดเพราะโกง เที่ยวญี่ปุ่นสะดุดเพราะโรค เมื่อโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศหยุดชะงักเหมือนกัน แต่เหตุผลนั้นต่างกันลิบ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม เกิดกรณีเลื่อนการลงทะเบียนในโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 2 ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการตรวจสอบพบผู้ประกอบการเข้าข่ายส่อทุจริตกว่า 500 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม 312 แห่ง และร้านค้า 202 ร้านค้า จากจำนวนโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 8,000 แห่ง และร้านค้ากว่า 60,000 ร้านค้า ด้วยกลโกงที่แตกต่างกันถึง 6 รูปแบบ

ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้การลงทะเบียนในโครงการเฟสที่ 2 ต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และโครงการที่ออกมาเพื่อมุ่งจะแก้ไขปัญหากลับกลายเป็นช่องโหว่ของการเกิดปัญหา

ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่ออกโครงการสนับสนุนให้ประชาชนออกมาท่องเที่ยวในประเทศเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ซบเซาลงในช่วงโควิด-19

อย่างเช่นโครงการ “Go To Campaign” ของญี่ปุ่นที่รัฐบาลจะช่วยออกเงินสนับสนุนให้ประชาชนรวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ในประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

“Go To Travel” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Go To Campaign” มีขึ้นเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสูงสุด 50%

โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 70% เป็นการช่วยเหลือค่าท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และอีก 30% จะได้รับเป็นคูปองเงินสดหรือบัตรกำนัล

โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มเฟสแรกระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 1 กันยายน และเฟส 2 เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม

แต่โครงการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุกะ ได้ประกาศระงับโครงการชั่วคราวทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2020 ถึง 11 มกราคม 2021 แต่สาเหตุนั้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาหลังจำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ออกโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในลักษณะนี้ อาทิ เวียดนามซึ่งเปิดตัวโครงการ “ชาวเวียดนามเที่ยวเวียดนาม” ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิถุนายน จนถึงวันที่ 31ธันวาคม 2020

ทั้งนี้ เวียดนามเป็นประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อรวมทั่วประเทศเพียง 1,405 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 35 ราย

รวมถึงสิงคโปร์ ซึ่งเปิดตัวโครงการท่องเที่ยวในประเทศมูลค่า 45 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อเดือนกรกฎาคม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในประเทศขณะที่กำลังปิดพรมแดน โดยหวังว่าจะสามารถดึงดูดเงินราว 10% ของเงินทั้งหมดที่ชาวสิงคโปร์ใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวน 34 ล้านเหรียญสิงคโปร์ต่อปี

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงิน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 20:58 น.สหรัฐขึ้นบัญชีจับตาไทยประเทศแทรกแซงค่าเงินหลังจากที่แย้มท่าทีนี้มานาน ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็เล่นงานไทยในที่สุดพร้อมด้วยประเทศในเอเชียอีกจำนวนหนึ่ง

กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศขึ้นบัญชี 10 ประเทศในบัญชีประเทศต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่อาจแทรกแซงค่าเงิน หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

นอกจากไทยแล้วยังมี ไต้หวัน, อินเดีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เยอรมนี, อิตาลี, สิงคโปร์ และมาเลเซีย

รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐยังระบุด้วยว่าอินเดียและสิงคโปร์ได้แทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในลักษณะต่อเนื่องและผิดปกติ แต่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดอื่น ๆ ที่จะกล่าวหาได้ว่าแทรกแซ.ค่าเงินอย่างชัดเจน

ส่วนประเทศที่เข้าข่ายอย่างชัดเจนคือ สวิตเซอร์แลนด์และเวียดนาม โดยกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่าทั้งสองประเทศแทรกแซงสกุลเงิน และกล่าวว่าเวียดนามพยายามที่จะให้ได้มาซึ่ง “ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศอีกเช่นกัน”

เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติ UBS ของสวิตเซอร์แลนด์เตือนว่า ไทยและไต้หวันอาจถูกกระทรวงการคลังสหรัฐขึ้นบัญชีดำประเทศที่ต้องจับตาเรื่องการแทรกแซงอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐจะจัดทำรายงานการจับตาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้าทุกๆ 2 ปี โดยเกณฑ์ที่ใช้วัดประกอบด้วย 1.การเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา 2.การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 3.การสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศต่อเนื่อง 6 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ของจีดีพี

หากประเทศหนึ่งประเทศใดเข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อจะถูกสหรัฐขึ้นทะเบียนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน

จากการประเมินของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก นับตั้งแต่ปลายปี 2014 บัญชีเดินสะพัดเกินดุลของไทยเกิน 2% ของจีดีพีทุกไตรมาส เมื่อบวกกับการเกินดุลการค้าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 6% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ จึงเท่ากับว่าไทยเข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินถึง 2 ข้อ เพียงพอที่สหรัฐจะขึ้นบัญชีไทย

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศที่ถูกสหรัฐระบุว่าแทรกแซงค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้าจะไม่ต้องรับผิดใดๆ แต่สหรัฐอาจใช้มาตรการลงโทษทางการค้ากับประเทศนั้นๆ อาทิ ระงับสิทธิพิเศษทางการค้า 

เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 19:01 น.เศรษฐีนีใจบุญผู้บริจาคเงินกว่าแสนล้านในรอบ 1 ปีแม็คเคนซี สก็อตต์ อดีตภรรยาผู้ก่อตั้งแอมะซอนบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลไปแล้วกว่าแสนล้านภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

1. ภายในปีนี้ แม็คเคนซี สก็อตต์ ควักเงินบริจาคให้แก่องค์กรการกุศลไปแล้วเกือบ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 180,000 ล้านบาท) โดยเพียงแค่ 4 เดือนที่ผ่านมาเธอได้บริจาคเงินแก่ธนาคารอาหารและกองทุนบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินไปแล้วกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120,000 ล้านบาท)

2. สก็อตต์กล่าวว่าการบริจาคเงินในครั้งนี้เพราะต้องการช่วยเหลือชาวอเมริกันที่กำลังดิ้นรนเพราะโรคระบาด ซึ่งได้บริจาคให้แก่องค์กรการกุศลมากกว่า 380 แห่งที่จะส่งมอบเงินให้กับหน่วยงานต่างๆ เกือบ 6,500 แห่ง

“การระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นการทำลายล้างชีวิตของชาวอเมริกันซึ่งจำเป็นต้องดิ้นรน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพนั้นเลวร้ายอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับสตรี คนผิวสี และผู้ยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความร่ำรวยของมหาเศรษฐีได้เป็นอย่างมาก” สก็อตต์กล่าว

3. เมื่อปีที่แล้วเธอได้ลงนามในสัญญาที่จะมอบทรัพย์สินส่วนตัวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเพื่อการกุศล และภายใน 1 ปีของการลงนามในสัญญาเธอได้บริจาคเงินจำนวน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 51,000 ล้านบาท) ให้แก่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 116 แห่ง โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรด้านความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ, ความเท่าเทียมทางเพศ, ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

4. สาเหตุที่เธอเป็นเจ้าแม่บุญทุ่มได้ถึงขนาดนี้เพราะเธอเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีทรัพย์สิน 60,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 23,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 709,000 ล้านบาท) ในปีนี้

5. สก็อตต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ในเดือนกันยายน 2020 แต่จากการจัดอันดับของนิตยสารธุรกิจ Forbes ระบุให้เธอเป็นเศรษฐีนีที่ร่ำรวยอันดับที่ 4 ของโลก

6. สาเหตุที่ทำให้เธอร่ำรวยขึ้นอย่างก้าวกระโดดเนื่องจากการเติบโตของ “แอมะซอน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเธอเป็นอดีตภรรยาของ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอน ซึ่งเป็นบุคคลทีร่ำรวยที่สุดในโลก โดยได้หย่าขาดกันไปเมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา 25 ปี ซึ่งถือเป็นการหย่าครั้งประวัติการณ์เนื่องจากสก็อตต์ได้รับค่าหย่าจากอดีตสามีเป็นหุ้นร้อยละ 4 ของแอมะซอน ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท

Photo by JORG CARSTENSEN / dpa / AFP

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเอง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 17:15 น.เมื่อสหรัฐไม่ไว้ใจจีนจึงต้องลงมาคุมแม่น้ำโขงด้วยตัวเองแม่น้ำโขงที่ไหลหล่อเลี้ยงปากท้องกว่า 60 ล้านชีวิตรวมทั้งคนไทย กลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์วัดขุมกำลังระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่แม่น้ำโขงกลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์วัดอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐ ฝั่งสหรัฐรุกหนักด้วยการเปิดตัวโครงการดาวเทียมสำหรับติดตามตรวจสอบระดับน้ำในเขื่อนของจีนในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ความกระจ่างว่าจีนไม่ปล่อยน้ำให้ประเทศปลายน้ำอย่างที่เข้าใจกันมาจริงหรือไม่

โครงการ Mekong Dam Monitor ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างศูนย์สังเกตการณ์แม่น้ำโขง สติมสัน เซ็นเตอร์ (Stimson Center) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และอายส์ออนเอิร์ธ (Eyes On Earth) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านน้ำของสหรัฐ จะจับตาเขื่อน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบนที่จีนเรียกว่าแม่น้ำล้านช้าง และอีก 15 เขื่อนบนแม่น้ำสายย่อย

หลายปีที่ผ่านมาเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงของจีนถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของทั้งความแห้งแล้งและน้ำท่วมในประเทศท้ายน้ำ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม  และยังเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่าจีนปฏิเสธข้อกล่าวหานี้หัวชนฝา

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน ระดับแม่น้ำโขงที่ผิดปกติเริ่มเห็นชัดเจนเมื่อปีที่แล้ว โดยปกติระดับน้ำจะสูงขึ้นในช่วงฤดูมรสุมและจะลดลงในฤดูแล้ง แต่เมื่อปีที่แล้วระดับแม่น้ำโขงสูงเพียง 2.5 เมตรทั้งที่ความจริงควรสูงถึง 7.5 เมตร

นอกจากนี้ปีที่แล้วประเทศท้ายแม่น้ำโขงต้องเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรงเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยเฉพาะไทยที่แม่น้ำโขงลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบเกือบ 100 ปีจนเห็นสันดอนกลางน้ำ

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับผลวิจัยของ Eyes on Earth ที่พบว่า ปฏิบัติการของเขื่อนทั้ง 11 แห่งของจีนกักเก็บน้ำทางตอนบนของแม่น้ำโขงไว้ในขณะที่ประเทศท้ายน้ำต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง และยังประเมินว่าระหว่างเดือน ก.ค.-พ.ย.ปีที่แล้ว 2 เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของจีนอย่างเขื่อนเสี่ยววันและเขื่อนนั่วจาตู้กักน้ำไว้กว่า 20,000 ล้านคิวบิกเมตร หรือเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 8 ล้านสระรวมกัน

แปลว่าในขณะที่ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชากำลังเดือดร้อนจากความแห้งแล้ง แต่จีนกลับมีน้ำใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองเหลือเฟือ

แต่จีนก็งัดงานวิจัยออกมาโต้ว่าที่น้ำแล้งเป็นเพราะปริมาณน้ำฝนเหนือเขื่อนมีน้อย ทำให้ท้ายแม่น้ำมีน้ำลดลงไปด้วย และงานวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียน (CREEI) ที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง ยังตอกกลับว่าสหรัฐไม่สามารถแสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ทั้งหมด และอ้างว่าเขื่อนบนแม่น้ำล้านช้างเป็นประโยชน์กับประเทศท้ายน้ำอย่างชัดเจน โดยการกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากช่วยป้องกันทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งให้ประเทศท้ายน้ำ

โครงการจับตาดูเขื่อนแม่น้ำโขงในจีนของสหรัฐเกิดขึ้นหลังจากที่บรรดาประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่านต้องทนอึดอัดคับข้องใจกับความโปร่งใสในการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำโขงของจีนจนต้องออกมาเรียกร้องให้จีนเปิดเผยข้อมูลมาแล้ว

ก่อนหน้านี้จีนเปิดเผยข้อมูลแม่น้ำโขงเฉพาะในฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมาทางการจีนรับปากว่าจะแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวกับน้ำตลอดทั้งปีผ่านกลไกการแบ่งปันสารสนเทศความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของแม่โขง-ล้านช้าง โดยจีนบอกว่าเพื่อแสดงถึงความตั้งใจอันดีและความจริงใจของจีนในฐานะประเทศต้นน้ำที่มีความรับผิดชอบ

ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากฝั่งจีน ข้อมูลที่ประเทศท้ายน้ำต้องการรู้ก็ยังเป็นความลับ

ความคลุมเครือของจีนเปิดช่องให้สหรัฐโจมตีว่าการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการของเขื่อนและการปล่อยน้ำจากเขื่อนทางตอนบนของแม่น้ำโขงไม่ถูกต้องและขาดหลักฐาน

ไบรอัน อายเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่น้ำโขงจาก Stimson Center เผยว่ากลไกการแบ่งปันข้อมูลของจีนให้ข้อมูลเฉพาะจุดตรวจวัดที่อยู่ท้ายเขื่อนที่อยู่ใกล้พรมแดนไทยที่สุดเท่านั้นและอัพเดทข้อมูลไม่บ่อย แต่อายเลอร์บอกว่าข้อมูลระดับน้ำและข้อมูลการปฏิบัติการของเขื่อนเป็นตัวชี้วัดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อายเลอร์ยังเผยอีกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของเขื่อนทั้ง 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนบน รวมถึงข้อมูลปริมาณน้ำยังถูกจีนเก็บเป็นความลับ

เมื่อจีนไม่เปิดเผยข้อมูลน้ำ ประเทศท้ายน้ำจึงไม่มีโอกาสเตรียมตัวตั้งรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ บางครั้งจู่ๆ ก็เกิดน้ำท่วมกะทันหันตามแนวชายแดนไทย-ลาวในช่วงฤดูแล้ง บางครั้งการปล่อยน้ำของเขื่อนจีนก็ทำให้น้ำเพิ่มขึ้นหลายเมตรชั่วข้ามคืน สร้างความเสียหายมหาศาลให้ชุมชนริมแม่น้ำโขงที่ไม่ทันตั้งตัว หรือบางครั้งก็น้ำลดลงผิดปกติตามที่ผลการศึกษาของ Stimson Center พบ

ในปีนี้ยังมีความกังวลว่าสถานการณ์ความแห้งแล้งในประเทศท้ายน้ำจะรุนแรงกว่าปีที่แล้วซึ่งจะส่งผลกระทบกับไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่งผลกระทบต่อการชลประทาน การปลูกข้าว และการประมง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะแม่น้ำโขงเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลาที่จับได้คิดเป็น 25% ของปลาน้ำจืดที่จับได้ทั่วโลก และมีความหลากหลายของสายพันธุ์ปลา (กว่า 1,000 สายพันธุ์ และอาจมีอีกหลายพันธุ์ที่ยังสำรวจไม่พบ) เป็นอันดับสองรองจากป่าแอมะซอนเท่านั้น

ปัจจุบันจีนมีเขื่อน 11 แห่งอยู่บนแม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำโขงตอนบน 11 แห่งบนแม่น้ำโขงตอนล่าง และอีก 120 แห่งบนแม่น้ำสาขาที่กำลังก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการวางแผน

หากยังปล่อยให้จีนสร้างเขื่อนและควบคุมต้นน้ำโขงเพื่อประโยชน์ของตัวเองตามใจชอบ ไม่เฉพาะประเทศท้ายน้ำเท่านั้นที่จะเดือดร้อน ระบบนิเวศที่สร้างขึ้นมายาวนานเป็นที่อยู่ของปลานานาชนิดรวมทั้งปลาบึก ปลาเฉพาะถิ่นของแม่น้ำโขงที่ตอนนี้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ก็จะพลอยพังไปด้วย

เซ็บ โฮแกน นักชีววิทยาปลาจากมหาวิทยาลัยเนวาดารีโนเผยว่า แม่น้ำโขงไม่ควรต้องเผชิญชะตากรรมการเป็นแม่น้ำที่มีการสร้างเขื่อนมากที่สุดเหมือนกับแม่น่ำโคโลราโดของสหรัฐ ที่มีความยาวเพียง 2,330 กิโลเมตร แต่มีเขื่อนอยู่บนแม่น้ำสายหลักถึง 15 เขื่อนและอีกนับร้อยเขื่อนบนแม่น้ำสาขา

หลังมีเขื่อนอุทกศาสตร์ตามธรรมชาติของแม่น้ำโคโลราโดก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล การวางไข่ของปลาประจำถิ่นส่วนใหญ่แทบจะไม่เกิดขึ้น

“อัตราการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้น แรงกดดันจากการสร้างเขื่อน และผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น ก่อให้เกิดความกังวลว่าแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดของคนส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูญเสียประสิทธิภาพจนไม่สามารถส่งเสริมความหลากหลายของสัตว์ป่าและผู้คนนับล้านที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ได้อีกต่อไป”

ดังนั้นหากจีนยังควบคุมน้ำที่ต้นแม่น้ำโขงได้ตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงประเทศท้ายน้ำ แม่น้ำโขงทั้งสายอาจไม่อาจย้อนกลับไปอุดมสมบูรณ์ได้แบบเดิม สหรัฐจึงต้องเข้ามาจับตากิจกรรมของเขื่อนจีนบนแม่น้ำโขง

นอกจากจะได้ควบคุมจีนทางอ้อมแล้ว ยังได้ผูกมิตรกับประเทศท้ายน้ำเพื่อช่วงชิงอิทธิพลในลุ่มน้ำโขงกลับมาด้วย

ศก.เวียดนามโตระดับโลกเพราะรับมือโควิดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ศก.เวียดนามโตระดับโลกเพราะรับมือโควิดได้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 16:01 น.ศก.เวียดนามโตระดับโลกเพราะรับมือโควิดได้การตอบสนองของไวรัสที่แข็งแกร่งช่วยให้เศรษฐกิจเวียดนามต้านทานการระบาด

สำนักข่าว AFP รายงานว่าการตอบสนองอย่างมากต่อการระบาดของไวรัสโคโรนา รวมถึงการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เวียดนามต้านทานภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปี 2020 และยังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

แต่บางภาคส่วนยังได้รับผลกระทบที่เจ็บปวดอยู่ ด้วยมาตรการกักกันและการปิดแนวชายแดนที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศและทำให้ภาคการบินที่เคยเฟื่องฟูแทบจะไปไม่ไดรอด

ในขณะที่หลายประเทศประสบปัญหาการติดเชื้อและอัตราการเสียชีวิตสูง แต่เวียดนามมีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาน้อยกว่า 1,500 รายและเสียชีวิต 35 รายเนื่องจากมีการกักกันจำนวนมากการติดตามการสัมผัสผู้ติดเชื้อในระดับที่กว้างขวางและการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่เข้มงวดทำให้โรงงานต่างๆ สามารถเปิดทำการได้เรื่อยๆ และผู้คนสามารถกลับไปทำงานได้อย่างรวดเร็ว

“การหยุดชะงักอย่างรุนแรงใช้เวลาไม่ถึงสามเดือนกิจกรรมในประเทศจึงกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็วภายในเดือนมิถุนายน” เหงียนซวนถั่น อาจารย์ด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยฟุลไบรท์เวียดนามกล่าวกับ AFP

ในขณะที่ประเทศทางตะวันตกหลายประเทศเรียกร้องให้ประชาชนอยู่บ้านในช่วงกลางปี ??แต่ชาวเวียดนามกลับสามารถแห่กันไปที่ชายหาดที่สวยงามได้เนื่องจากรัฐบาลพยายามให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศได้รับการฟื้นฟู

ก่อนหน้านี้มีความกังวลอย่างมากต่อเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกของเวียดนามเนื่องจากความต้องการเสื้อผ้ารองเท้าและสมาร์ทโฟนที่ลดลงในตลาดที่ใหญ่ที่สุดบางแห่งรวมถึงสหภาพยุโรปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

“แต่ปรากฎว่าการส่งออกยังคงช่วยส่งเสริมการเติบโตในปีนี้” เหงียนซวนถั่นกล่าว “นั่นเป็นเพราะเวียดนามมีตลาดส่งออกที่หลากหลายมาก – ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปลายทางการส่งออกใดๆ”

การจัดส่งไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% เมื่อเทียบเป็นรายปีในช่วง 9 เดือนแรกตามรายงานของหน่วยงานศุลกากรทั่วไปของเวียดนาม

ความต้องการสินค้าจำนวนมากที่ผลิตในเวียดนาม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์และโทรทัศน์เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีการระบาดใหญ่เนื่องจากผู้คนถูกบังคับให้อยู่บ้านในระหว่างการล็อคดาวน์

นั่นหมายความว่าแม้ว่าจะไม่ถึงเป้าหมายที่เติบโต 6.8% ในปีนี้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังจะขยายตัว 2.4% ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในโลก และ เหงียนซวนถั่น คาดการณ์การหดตัวทั่วโลกที่ 4.4%

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่าเวียดนามได้รับประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ- จีนเช่นกัน เนื่องจากบริษัท ต่างๆ เช่น Apple ต้องการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี การส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสี่เป็น 54,700 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเก้าเดือนแรกของปี

อย่างไรก็ตามการที่ไม่มีนักเดินทางชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเวียดนาม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยว

เมืองเว้ซึ่งเป็นเมืองหลวงเดิมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นัก ท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายเมืองผีโดยฝ่ายการท่องเที่ยวของจังหวัดเถื่อเทียน-เว้กล่าวว่าโรงแรม 80% ถูกปิดในขณะที่ผู้คน 8,000 คนต้องตกงาน

“เรากำลังทุกข์ทรมานอย่างหนักจากการแพร่ระบาด” เหงียนวันฟุก รองหัวหน้าแผนกการท่องเที่ยวประจำจังหวัด กล่าวกับ AFP

เรื่องน่ากลัวแบบเดียวกันเกิดขึ้นในกรุงฮานอย เหงียนดิญโตยเจ้าของโรงแรมพูดสั้นๆว่า “การท่องเที่ยวตายไปแล้ว”

“เรารอดพ้นจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส (โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) วิกฤต การเงินในปี 2009-2010 … แต่ตอนนี้สถานการณ์เหลือเชื่อว่า” เหงียนดิญโตย ผู้บริหารโรงแรมในย่านเมืองเก่าของฮานอยฮาลองเบย์และซาปากล่าว

ถึงกระนั้นเศรษฐกิจของเวียดนามยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเช่นไทยซึ่ง IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำลง 7.1% ในปีนี้

รัฐบาลยังช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจด้วยการเทเงินไปที่โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและสะพาน เหงียนซวนถั่นกล่าว

“สิ่งนี้ก่อให้เกิดอุปสงค์เพิ่มเติมชดเชยโควิด-19 และการบริโภคในครัวเรือนที่ลดลงและยังสร้างงานด้วย” เหงียนซวนถั่นกล่าว

รัฐบาลกล่าวว่าการลงทุนภาครัฐในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2563 เพิ่มขึ้น 34% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 9 ปี

ความสำเร็จของเวียดนามในปีนี้อาจกลายเป็นประโยชน์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า อดัม แม็คคาร์ตี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเศรษฐศาสตร์ของบริษัท Mekong Economics ในกรุงฮานอยกล่าว

วิธีการจัดการกับไวรัสโคโรนาได้ “เกือบจะทำให้เวียดนามโด่งดังไปทั่วโลก” เขากล่าวเสริมว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ในต่างประเทศว่าพวกเขาควรจับตามาที่เวียดนามให้ดี

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ดาราตัวอย่าง! ทอม ครูซด่ากราดทีมงานการ์ดตกแถมขู่ไล่ออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ดาราตัวอย่าง! ทอม ครูซด่ากราดทีมงานการ์ดตกแถมขู่ไล่ออก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.ดาราตัวอย่าง! ทอม ครูซด่ากราดทีมงานการ์ดตกแถมขู่ไล่ออกทอม ครูซ ทนไม่ไหวถึงกับระเบิดอารมณ์เมื่อเห็นทีมงานในกองถ่ายไม่ปฏิบัติตามมาตรการโควิด

เดอะซัน เผยแพร่คลิปเสียงของ ทอม ครูซ นักแสดงและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Mission: Impossible 7 ฟิวส์ขาดเมื่อเห็นทีมงานละเมิดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในกองถ่ายภาพยนตร์

“อย่าให้เห็นว่าทำอีกนะ พวกคุณโดนไล่ออกแน่ f*** ผมคุยโทรศัพท์กับสตูดิโอ บริษัทประกัน และบรรดาโปรดิวเซอร์ พวกเขากำลังดูเราอยู่ เราต้องรักษามาตรฐาน ภาพยนตร์ฮอลลีวูดกลับมาถ่ายทำได้เพราะพวกเรา เรากำลังสร้างงานหลายพันตำแหน่ง f*** เราจะไม่ยอมปิดกองถ่ายอีกแล้ว เข้าใจไหม ถ้าผมเห็นอีกครั้ง พวกคุณโดนไล่ออกแน่!”

“พวกคุณเข้าใจความรับผิดชอบนี้ไหม ผมกำลังใช้เหตุผล แต่ถ้าพวกคุณไม่มีเหตุผล ผมคงคุยกับตรรกะแบบนั้นไม่ได้ และพวกคุณจะถูกไล่ออก!”

ทอม ครูซ กล่าวด้วยความโกรธหลังเห็นทีมงาน 2 คนยืนอยู่ใกล้กันโดยไม่มีการเว้นระยะห่าง

โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดยืนยันว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นของจริง ขณะที่ด้านทอม ครูซ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

ทั้งนี้ การถ่ายทำภาพยนตร์ดังกล่าวได้ถูกระงับไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเนื่องจากมีทีมงาน 12 คนติดโควิด-19 และได้รับการอนุญาตให้กลับมาถ่ายทำอีกครั้งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ครูซจึงพยายามอย่างมากเพื่อไม่ให้การผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องล่าช้าลงไปอีก

รายงานยังระบุว่าครูซเป็นคนหนึ่งที่ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดและคอยจับตาดูผู้ที่ละเมิดกฎอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังได้ควักเงินส่วนตัว 500,000 ปอนด์เพื่อออกเรือให้นักแสดงและทีมงานใช้ในการกักตัว เพื่อให้มั่นใจว่าภาพยนตร์สามารถถ่ายทำได้ต่อไป ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

ประเทศไทยพร้อมไหมกับการไปดวงจันทร์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยพร้อมไหมกับการไปดวงจันทร์? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 16 ธ.ค. 2563 เวลา 13:06 น.ประเทศไทยพร้อมไหมกับการไปดวงจันทร์?หลายประเทศตบเท้าลงสนามเทคโนโลยีอวกาศ ไทยพร้อมแล้วหรือยัง?

หลายประเทศกำลังลงแข่งขันกันในสนามเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเพิ่งแง้มมาเมื่อไม่กี่วันก่อนว่ารัฐบาลกำลังเตรียมประกาศการผลิตยานอวกาศ โดยคาดว่าภายใน 7 ปีข้างหน้า ยานอวกาศไทยจะได้ไปโคจรรอบดวงจันทร์

ท่ามกลางความสงสัยถึงความพร้อมและความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าว หลายคนจะมองว่านี่เป็นการพัฒนาที่น่ายินดี แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอีกหลายคนที่มองว่ายังมีปัญหาใกล้ตัวภายในประเทศอีกมากที่ต้องการการเยียวยาแก้ไขมากกว่าการไปดวงจันทร์

ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวสำเร็จไทยจะสามารถไปโลดแล่นรอบดวงจันทร์เป็นชาติที่ 5 ของเอเชีย ถัดจากจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และอินเดีย

โดยอินเดีย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยมีองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย (Indian Space Research Organisation-ISRO) ซึ่งทำงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอินเดีย

โดยได้มียานอวกาศ “จันทรายาน-1” และ “จันทรายาน-2” เป็นยานอวกาศที่มีเป้าหมายขึ้นไปสำรวจบนดวงจันทร์ นอกจากนี้ภายในปี 2021 ยังได้มีเป้ามหายที่จะส่ง “จันทรายาน-3” ตามขึ้นไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นประเทศที่ไม่ได้มีงบประมาณมากเมื่อเทียบกับสหรัฐ, รัสเซีย หรือจีน และยังคงมีปัญหาภายในประเทศอีกหลายด้านที่รอการปรับปรุงแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นสาธารณูปโภค, การคมนาคม, ความยากจน, สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ แต่รัฐบาลอินเดียก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะลงทุนในด้านเทคโนโลยีอวกาศ

แม้ว่าจะดูเหมือนเกินตัว แต่การลงทุนครั้งนี้ส่งผลให้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านอวกาศและยังคงได้รับผลตอบที่ดีจากประชาชนเมื่อได้เห็นความสำเร็จของอินเดียที่ได้ไปโลดแล่นบนอวกาศ

สำหรับญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองในด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยมีองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) ซึ่งทำการวิจัยพัฒนา และส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร โดยมีภารกิจที่เสร็จสิ้นแล้วกว่า 10 ภารกิจ รวมถึงการมีส่วนร่วมในภารกิจอื่นๆ อาทิ การสำรวจดาวเคราะห์น้อย และภารกิจการส่งมนุษย์ไปสู่ดวงจันทร์ เป็นต้น

โดยญี่ปุ่นได้มีภารกิจส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์เมื่อปี 2007 โดยยานอวกาศที่ชื่อว่า “เซลีนี” รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 1 ปี 8 เดือน การส่งยานอวกาศครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการส่งยานอวกาศของโครงการสำรวจดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดรองจากโครงการอะพอลโล

อีกหนึ่งสิ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญคือการให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมกับนานาชาติ เช่นในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ส่งนักบินอวกาศเข้าร่วมในภารกิจของ SpaceX เพื่อมุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติเป็นครั้งแรก และยังมีแผนที่จะเข้าร่วมภารกิจกับนาซาและส่งนักบินอวกาศญี่ปุ่นขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์อีกด้วย

อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีที่ทั่วโลกยอมรับ มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอีกมาก ขณะเดียวกันการพัฒนาในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม, สิ่งแวดล้อม รวมถึงคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนก็สามารถทำได้ดี หรืออาจกล่าวได้ว่ามีการพัฒนาทั้งในโลกและนอกโลกไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้น การที่โครงการของไทยจะถูกตั้งคำถามถึงความพร้อมและความเป็นไปได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะยังมีเรื่องในประเทศที่ต้องจัดการอีกมาก แต่หากสามารถทำแล้วปังได้เหมือนกับอินเดียก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งต่อประเทศไทย

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน (komchadluek.net)

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

18 ธันวาคม 2563 – 17:23 น.

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของเทศบาล ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กับความร่วมมือ ซีพีเอฟ – กรุงเทพโปรดิ๊วซ์ สนับสนุนการใช้โมเดลสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จนประสบความสำเร็จ สร้างเกษตรกรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการปลูกพืช ผ่านเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย

การส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ในเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ที่นำโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด(มหาชน) ร่วมกันเดินหน้าใช้ความรู้และเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพปลูกในกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปลดล็อกปัญหาความยากจน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ภายใต้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตอาหารอย่างรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ ระบุวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์มาจากพื้นที่ปลูกถูกต้องมีเอกสารสิทธิ์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพเกษตรกร เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์เติบโตอย่างยั่งยืนในวิถีใหม่ 

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ นับเป็นปีที่ 5 ของการดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”​ เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วม 800 ครอบครัวในพื้นที่เทศบาล ต.บัลลังก์ และใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 15,000 ไร่ ต่างพอใจกับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูกาลนี้มาก ผลผลิตที่ดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งจากปริมาณฝนที่เพียงพอ และที่สำคัญ เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการปลูกมากขึ้น ผ่านการใช้เครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Chatbot เข้ามาช่วยเกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการจัดจำหน่ายผลผลิต  

โปรแกรม Chatbot เป็นหนึ่งเทคโนโลยีช่วยตอบโจทย์ในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรายย่อยในวิถีใหม่ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเกษตรกร ได้เข้าถึงและรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของเกษตรกร ได้แก่ ข้อมูลราคารับซื้อรายวัน สภาพอากาศ ที่จะเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรในกำหนดเวลาปลูกและเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด ผลผลิตต่อไร่ดี   และ ราคารับซื้อข้าวโพดของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ จะช่วยให้ เกษตรกรได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของตลาดและราคารับซื้อข้าวโพดที่เป็นปัจจุบัน  ช่วยป้องกันปัญหาเกษตรกรถูกเอาเปรียบ  และมีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตหรือเลือกขายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟโดยตรงได้

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

นายวิเชียร ใกล้สันเทียะ เกษตรกรในเทศบาล ต.บัลลังก์ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 140 ไร่ กล่าวว่า โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน และการเปิดรับซื้อผลผลิตโดยตรงของซีพีเอฟ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก ช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาผลผลิต การวัดความชื้น การชั่งน้ำหนักของโรงงานที่เป็นธรรมและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีตามที่โครงการฯ เข้ามาช่วยแนะนำ ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในปีนี้ดีขึ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของบริษัท ยังให้ความสำคัญกับดิน โดยมีการเข้ามาช่วยวิเคราะห์คุณภาพของดิน และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยขี้ไก่และการฝังกลมตอซังข้าวโพด ไม่เผาแปลงเพาะปลูก ทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

“บัลลังก์โมเดล” นับเป็นพื้นที่แรกในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้เพื่อพัฒนาเกษตรกรรายย่อย สู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ การวิเคราะห์แร่ธาตุและอาหารในดินเพื่อทำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด การนำเทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) มาใช้ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สภาพพื้นที่เพาะปลูกอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด นำโปรแกรม Chatbot มาใช้

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

นอกจากนี้  บริษัทยังมีการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการจัดหารถเก็บเกี่ยวและรถขนส่ง รวมถึงช่วยเหลือค่าใช้จ่ายค่าเก็บเกี่ยวและค่าขนส่งบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นความร่วมมือระหว่าง ซีพีเอฟ กับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ บนพื้นฐานการเกษตรที่ดีตามมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเหมาะสม และได้ต่อยอดร่วมมือกับภาครัฐ และเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา สร้าง “บัลลังก์โมเดล”​ ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในเทศบาลตำบลบัลลังก์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​ยั่งยืนแบบครบวงจร

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน
ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างต้นแบบกลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน ปลดล็อกปัญหาราคาตกต่ำ และความยากจนของเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างความพร้อมให้เกษตรกรไทยเข้าสู่ยุคเกษตรทันสมัย โดยใช้ข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อาหารที่รับผิดชอบและยั่งยืน

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน (komchadluek.net)

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

18 ธันวาคม 2563 – 18:54 น.

ส่องคาเฟ่ที่จัดเมนูเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส ที่สวยงามแถมรสชาติดีต่อใจ

แม้ตอนนี้แม้เราจะไม่สามารถเดินทางไปสัมผัสในต่างแดนได้ แต่เราก็ยังสามารถได้ความรู้สึก Feeling Festive ได้ง่าย นอกจากการตกแต่งไฟระยิบระยับ จากตึกและห้างสรรพสินค้าดังแล้ว เมนูเครื่องดื่มที่เข้ากันกับเทศกาลก็มีไม่น้อย ขอแนะใครที่กำลังมองหาคาเฟ่บรรยากาศดีพร้อมเมนูธีมคริสต์มาส ที่รสชาติละมุนและดีไซน์ตกแต่งสวยเก๋สุดเริ่ด จนต้องเอามือถืออกมาถ่ายภาพ! มาส่องทางนี้กันเลย

IKEA

ที่แรกที่เราขอแนะนำไม่ต้องไปไกล เราก็ได้ชิมรสชาิตเครื่องดื่มแสนอร่อย รสชาติเข้ากับเทศกาลได้ในราคาที่ไม่แรงด้วย อิเกีย เค้าต้อนรับเทศกาลด้วยเมนู คริสต์มาสช็อกโกแลตมินต์สมูทตี้ 65 บาท ที่เลือกความหวานได้ ตกแต่งสวยงาม หรืออยากได้ความซ่าต้องลอง คริสต์มาสแคนดี้เคนโซดา 35 บาท หวานซ่าสีสวยดื่มแล้วสดชื่นมากๆ

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

Starbucks
ไม่ต้องคิดเยอะ Starbucks เจ้าประจำที่คุ้นเคย เค้าจะมีเมนูคริสต์มาสออกทุกปี และเช่นเคยปีนี้ก็ไม่ทำให้คุณผิดหวังกับ เปิดตัวเครื่องดื่มเมนูใหม่ต้อนรับคริสต์มาส หวานละมุนจนต้องลอง  Jolly Baked Apple Latte ช็อตเอสเพรสโซ่ผสานนม มาพร้อมความหอมหวานของแอปเปิ้ล มีทั้งแบบร้อน เย็น ปั่น สั่งได้หมด และ Jolly Baked Apple Cold Brew กาแฟสกัดเย็นที่ยังคงความหอมหวานของน้ำเชื่อมแอปเปิ้ล ท็อปด้วยโคลด์ โฟมเนียนนุ่มด้านบน ใครอยากรู้รสชาติเป็นอย่างไงลองไปสั่งกันไดด้เลยที่ร้าน

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

Fats and Angry

เป็นคาเฟ่น้องใหม่ที่หยิบยกเสน่ห์และความสนุกสนานของ American Diner มาไว้ที่ย่านเจริญกรุง เมนูเครื่องดื่มช่วงคริสต์มาสที่เราแนะนำคือ Special Decorated Milkshake มันคือมิลค์เชคที่เราชื่นชอบเป็นเครื่องดื่มแบบเย็นและปั่นด้วยไอศรีมระดับพรีเมียมข้นหนาเพิ่มด้วยคุกกี้ครัมเบิล ที่ทําให้นมปั่นของคุณเคี้ยวเพลิน!

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

The Pattern Cafe

คาเฟ่เปิดใหม่ในซอยกรุงธนบุรี 6 เป็นร้านภายในโฮสเทลเดอะแพทเทิร์น ตกแต่งร้านในธีมสีขาว ทางร้านมีเครื่องดื่มสุดพิเศษในเทศกาลแห่งความสุข มีทั้งแบบร้อนและเย็น ไม่ว่าจะเป็นโกโก้ มัทฉะ หรือ กาแฟ เค้าก็จะตกแต่งออกมาในรูปแบบสวยงามเข้ากับเทศกาลให้คุณ

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

SonBrown Cafe

สำหรับวัยรุ่นย่านจุฬาฯ อยากถ่ายรูปมุมถ่ายรูปชิคๆ พร้อมเครื่องดื่มสุดพิเศษต้องมาที่นี่ ร้านตั้งอยู่ชั้น 2 ของโครงการ ZY WALK (ซัย วอล์ค) บรรยากาศสวยเเปลกไม่ซ้ำคาเฟ่อื่น เมนูเครื่องดื่มที่แนะนำของทางร้านคือ โกโก้ บราวนี Cocoa brownie ผสมผสานระหว่างโกโก้เข้มข้นที่ลูกค้าสามารถลดเพิ่มระดับได้ตามใจชอบ เสริฟพร้อมกับครีมเเละบราวนี่สุดหนุบหนับ อร่อยจนต้องร้องขอแก้วที่สอง!

รวมเครื่องดื่มธีมคริสต์มาส สวยน่ารักจนไม่กล้ากิน

ขอขอบคุณรูปจาก :

IKEA

Starbucks

Fats and Angry

The Pattern Cafe

SonBrown Cafe

Pexels-pavel-danilyuk

#Christmas #เครื่องดื่ม #เทศกาล #ร้านไหนดี #ร้านน่านั่ง #ปีใหม่ #คมชัดลึก