#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

แพทย์วอนอย่าผลักวัยรุ่นท้องออกจากโรงเรียนเพราะห่วงชื่อเสียง เหตุตัดโอกาสชีวิตทั้ง‘แม่-ลูก’
วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.35 น.
15 ธ.ค. 2563 ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาอิสระด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในพื้นที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี ณ ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ 40 ว่า แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ที่ส่งเสริมให้วัยรุ่นหญิงยังได้เรียนต่อแม้จะตั้งครรภ์ก็ตาม
แต่ในความเป็นจริงพบมีหลายกรณีที่เด็กกลุ่มนี้ต้องออกจากการศึกษาในระบบไปสู่การเรียนในช่องทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เนื่องจากยังมีผู้บริหารหรือครูของบางโรงเรียนมองว่าการมีเด็กตั้งครรภ์ในโรงเรียนทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ ซึ่งตนเป็นห่วงในเรื่องนี้มากเพราะการที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาคือการตัดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตัวเด็กเอง และย้อนกลับมาเป็นผลกระทบต่อสังคม
“การตั้งครรภ์มันเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงคนหนึ่ง ปกติคนในชุมชนในสังคมก็เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นเขาก็ควรได้รับสิทธิ์กลับมาเรียนในโรงเรียนเดิม คือในระบบการศึกษาสามัญ ไม่ใช่ออกโรงเรียนแล้วก็ไปเรียน กศน. ซึ่งเรารู้ว่าเวลาที่เรียน กศน. เมื่อจบไปทำงาน ความรู้พื้นฐานมันจะไม่เท่ากับระบบปกติ มีการศึกษาของ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) พบว่าถ้าเด็กที่ตั้งครรภ์แล้วออกจากโรงเรียน จะมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจ คือเขาไม่สามารถที่จะมีอาชีพไปทำงาน หรือว่ารายได้ในอนาคตเขาจะสูญหายไป 2-2.5 แสนล้านบาท” ศ.พญ.สุวรรณา ระบุ
ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวต่อไปว่า หากผู้หญิงขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ไม่เพียงตนเองไม่เข้มแข็งแต่ยังส่งผลไปถึงลูกของผู้หญิงคนนั้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีผลการศึกษาพบว่า แม่ที่มีระดับการศึกษาสูงมีแนวโน้มจะสามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตมาอย่างมีสุขภาพดี เช่น มีน้ำหนัก-ส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน ป้องกันลูกจากโรคภัยไข้เจ็บ ตรวจสุขภาพและรับวัคซีนได้ครบถ้วน ตลอดจนการสนับสนุนให้ลูกได้เรียนสูงๆ ได้มากกว่าแม่ที่มีระดับการศึกษาน้อย
ที่สำคัญคือหากมองในระยะยาว พ่อแม่ของแม่วัยรุ่นในวันนี้ย่อมต้องกลายเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณในอนาคต หากคนรุ่นหลังมีปัญหาเรื่องคุณภาพแล้วใครจะดูแลผู้สูงอายุที่แก่เฒ่าชราลง ดังนั้นตนย้ำถึงความสำคัญของการไม่ตัดโอกาสแม่วัยรุ่นออกจากการศึกษาในระบบ ซึ่งสามารถจัดการศึกษาได้ เช่น ตอนที่อายุครรภ์ยังไม่มาก ท้องยังไม่โตอย่างชัดเจนก็เรียนในโรงเรียนไปตามปกติ เมื่ออายุครรภ์มากท้องโตแล้วก็อาจจะเรียนออนไลน์ที่บ้าน โดยเมื่อมีการสอบครูก็ไปจัดสอบและคุมสอบให้ที่บ้าน และเมื่อคลอดแล้วก็กลับมาเรียนที่โรงเรียนตามเดิม เป็นต้น
“เขาอาจจะจบได้ทันเพื่อน หรืออาจจะเหลื่อมไปประมาณ 1 ปีก็ไม่เป็นไร แต่บางคนถูกเปิดเผยข้อมูลทำให้เขาถูกตีตรา ทำให้เขาไปเรียนที่โรงเรียนเดิมไม่ได้ ครูก็อาจจะพาเขาไปเรียนในโรงเรียนใกล้เคียงกัน แล้วเขาก็จบปกติได้ ฉะนั้นอยากจะให้เรียนในระบบปกติไม่ใช่ระบบ กศน. ก็ต้องเปลี่ยนที่ทัศนคติของครู อย่ามองว่าเด็กพวกนี้เป็นสีดำ ทำให้โรงเรียนไม่เป็นโรงเรียนสีขาว อยากจะให้มองว่าเราช่วยอนาคตของชาติ ช่วยกันสร้างชาติ” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวในท้ายที่สุด








Left: Reliance Industries chief Mukesh Ambani. Right: Mark Zuckerberg, CEO, Facebook
President Moon Jae-in speaks at a meeting on South Korea’s aim of going carbon neutral by 2050, at Cheong Wa Dae in Seoul on Nov. 27. (Yonhap)
Those using the lane will be transported from the airport to dedicated facilities where they will stay and work. PHOTO: ST FILE 

Chief Executive Carrie Lam Cheng Yuet-ngor meets the press at Central Government Offices in Hong Kong on Dec 15, 2020. (CALVIN NG / CHINA DAILY) 





