สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้ (komchadluek.net)

สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้

สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้

12 ธันวาคม 2563 – 18:20 น.

กระทรวงสาธารณสุข เผยเน้นย้ำมาตรการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะทุกครั้งอย่างถูกวิธี ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคโควิด 19 และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ได้ ส่วนการจัดกิจกรรมต่างๆทำได้ ขอให้ผู้จัด ผู้ร่วมกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ เคร่งครัดมาตรการที่กำหนด พร้อมขอประชาช

วันนี้ (12 ธันวาคม 2563) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี  นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค และ ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย แถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด-19  

โดย นพ.โอภาส กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มาจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อรวม 49 ราย  โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อจากเมียนมาทั้งหมดเข้าสู่ระบบช่องทางปกติ เข้ารับการกักตัวในสถานกักกันของรัฐทั้งหมด (Local Quarantine) แสดงให้เห็นว่า มีมาตรการที่รัดกุมไม่พบผู้ติดเชื้อที่ลักลอบเข้าประเทศ ซึ่งวานนี้ (11 ธันวาคม) จ.เชียงรายร่วมกับ จ.ท่าขี้เหล็ก จัดระบบให้คนไทยที่ตกค้างเดินทางกลับอย่างถูกกฎหมาย มีผู้แสดงความจำนงแล้ว 107 คน เป็นผู้ใหญ่ 104 คน และเด็ก 3 คน โดยเมียนมาได้ตรวจหาเชื้อก่อนการเดินทางพบผู้ติดเชื้อ 5 คน  ส่งไปดูแลรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ทันที นับเป็นการสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการแพร่เชื้อสู่ชุมชน ส่วนผู้ที่ไม่พบการติดเชื้อจะเข้ากักตัวในสถานกักตัวของรัฐที่ทาง จ.เชียงรายจัดให้ พร้อมตรวจหาเชื้อทันที  ซึ่งในกลุ่มนี้ได้พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 4 ราย เข้าสู่ระบบการรักษา รวมมีผู้ติดเชื้อเป็น 9 ราย

ทั้งนี้ จ.เชียงราย ได้เตรียมอุปกรณ์ ยารักษาโรค ห้องแยกโรคไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลพร้อมดูแลคนไทยที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่ขอให้เข้ามาอย่างถูกกฎหมายจะได้รับการอำนวยความสะดวก ครอบครัว ชุมชน สังคมปลอดภัย ขอย้ำว่าผู้ที่เดินทางมาจาก จ.เชียงใหม่ /เชียงราย ไม่ต้องกักตัวโดยผู้ที่ต้องเข้ารับการกักตัว และตรวจหาเชื้อ คือผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ได้แก่ คนในครอบครัว ผู้ที่พูดคุยกับผู้ติดเชื้อเกิน 5 นาที ในระยะไม่เกิน 1 เมตร  ผู้ที่ไอ/จามรดกัน และการอยู่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เกิน 15 นาที ซึ่งการสวมหน้ากากอนามัย
จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ผู้ที่เดินทางมาจาก 7 จังหวัด และไม่ได้พบปะใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อในช่วงเวลานั้นๆ รวมถึงการผู้ที่สัมผัสพูดคุยกับผู้สัมผัสเสี่ยงสูงด้วยถือว่าไม่มีความเสี่ยง สามารถเดินทางได้ตามปกติ

สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้

การสวมหน้ากากอนามัย ยังเป็นมาตรการสำคัญที่ป้องกันการแพร่กระจายของโรค จากการสำรวจพบว่าคนไทยสวมหน้ากากอนามัยสูงมากกว่าร้อยละ 90 ซึ่งช่วยให้ป้องกันการแพร่ระบาดได้ และหากทุกคนสวมหน้ากาก ความปลอดภัยจากโรคโควิด 19 จะสูงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ลงอย่างชัดเจนมากกว่า 10 เท่า  ยืนยันว่าการสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งในที่สาธารณะ เป็นมาตรการสำคัญลดโรคติดต่อทางเดินหายใจได้  

อย่างไรก็ตาม เชื้อโควิด-19 มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา  อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น เชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดทั่วโลกกว่าร้อยละ 80 ในขณะนี้คือสายพันธุ์ G ซึ่งแตกต่างสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดจากอู่ฮั่น  โดยสายพันธุ์ G มีแนวโน้มการแพร่กระจายของโรคได้ง่ายกว่าเดิม แต่ความรุนแรงของโรคน้อยลง  การทดสอบในวัคซีนถือว่ามีประสิทธิภาพดี เกินกว่าร้อยละ 70 และจากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัวพบว่า มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอินเดีย เข้าสู่เมียนมาและเข้าสู่ประเทศไทย สามารถควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้  

สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้
สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้

“ขอยืนยัน ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีจุดใดที่มีการระบาด การจัดกิจกรรมต่างๆ ทำได้ โดยขอให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้  

1)ผู้จัดงาน ต้องเตรียมมาตรการต่างๆ ให้พร้อม เช่น ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสวมหน้ากากอนามัย จัดจุดล้างมือให้เพียงพอ สแกนไทยชนะ และแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ผู้ร่วมงานรับทราบ  

2)ผู้เข้าร่วมงาน ขอให้สวมหน้ากากอนามัยแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อมีการสัมผัสจุดร่วมให้ล้างมือทำความสะอาด สแกนไทยชนะ และเมื่อกลับจากร่วมกิจกรรม ให้สังเกตอาการ หากไม่สบาย มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรสให้ไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าร่วมกิจกรรม

3) เจ้าหน้าที่ ให้ติดตามกำกับผู้ประกอบกิจกรรม หากพบว่าไม่ให้ความร่วมมือ ต้องตักเตือน หากยังไม่ปฏิบัติตาม ให้แจ้งระงับกิจกรรม หรือปิดสถานที่  หากทุกคนร่วมมือกันจะทำให้ท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข” นพ.โอภาส กล่าว

ด้าน นพ.โสภณ กล่าวถึงกรณีผู้ติดเชื้อโควิด 19 ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์  หลังจากรายที่ 1 พบการติดเชื้อ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน มีการค้นหาผู้สัมผัสเสี่ยงสูง พบบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อเพิ่ม 4 ราย (รายที่ 2,3,4,5) ต่อมาเมื่อตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 พบเพิ่มอีก 1 ราย (รายที่ 6) ขณะนี้ทุกรายอยู่ในการดูแลของแพทย์และอาการน้อย ไม่รุนแรง สำหรับผู้ติดเชื้อรายล่าสุด เพศหญิง อายุ 29 ปี เป็นบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 31 ราย ในระบบเฝ้าระวัง พบเชื้อจากการตรวจครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 โดยสรุปผลตรวจผู้สัมผัสของกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด มีผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 888 ราย ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 51 ราย พบติดเชื้อเพียง 1 ราย (รายที่6) ซึ่งรายนี้มีผู้สัมผัส 10 คน ได้รับการตรวจหาเชื้อแล้วทั้งหมดผลเป็นลบ สถานการณ์สามารถควบคุมได้ และต้องติดตามสังเกตอาการจนครบ 14 วัน

สธ.ย้ำสวมหน้ากากอนามัยถูกวิธี ลดเสี่ยงแพร่สัมผัสเชื้อได้

ด้าน ผศ.นพ.กำธร กล่าวถึงสถานการณ์การพบผู้ลักลอบเดินทางจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ขณะนี้สามารถติดตามได้ทั้งหมด เป็นการติดเชื้อจากการอยู่ใกล้ชิดกัน ถือว่ายังไม่เป็นการระบาด อยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้  ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ เข้าสู่ระบบการตรวจคัดกรอง  และกักกันที่ถูกต้องจากระบบโดยระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทยมีประสิทธิภาพ ควบคุมสถานการณ์ได้ ทั้งนี้ กลไกสำคัญที่สุดของการควบคุมโรค คือ ความร่วมมือของประชาชน ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตื่นตูม “ตระหนักแต่ไม่ตระหนก”  และ “ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม” ขอให้ช่วยกันเฝ้าระวัง สังเกตผู้ที่เข้ามาทางพื้นที่ชายแดน หรือมีประวัติว่าได้อยู่ใกล้ชิดสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หากเราร่วมมือกันตั้งแต่ต้นทาง ก็จะไม่ทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์โรคโควิด 19 ของประเทศไทยประจำวันที่ 12 ธันวาคม 2563 มีผู้ป่วยรายใหม่ 12 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 12 ราย ส่งผลให้มีผู้ป่วยสะสม 4,192 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,462 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ 1,730 ราย เข้าสถานที่กักกัน 1,204 ราย หายป่วยสะสม 3,915 ราย ยังรักษาในโรงพยาบาล 217 ราย และเสียชีวิตสะสม 60 ราย ทั้งนี้ ผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมดเดินทางมาจากต่างประเทศและเข้ารับการกักกันตามระบบ ได้แก่ เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร อินเดีย คูเวตประเทศละ 1 ราย และบาเรนห์ 7 ราย แบ่งเป็นคนไทย
9 ราย และคนต่างชาติ 3 ราย ทั้งหมดเข้ารับการรักษาตามระบบแล้ว โดยเป็นผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ 11 ราย มีอาการ 
1 ราย คือ ปวดศีรษะ 

ส่วนสถานการณ์ในต่างประเทศ ทั่วโลกยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการแพร่ระบาดส่วนใหญ่อยู่ในทวีปยุโรปและอเมริกา เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาวทำให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย เช่น ไข้หวัดใหญ่ โดยในวันนี้ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 702,513 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 71,432,996 ราย ซึ่งคาดจำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจมากกว่าที่ได้รับรายงานอยู่มากโดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 16.2 ล้านราย  อินเดีย 9.8 ล้านราย บราซิล 6.8 ล้านราย รัสเซีย 2.5 ล้านราย ฝรั่งเศส 2.3 ล้านราย

เปิด 13 ข้อ ‘ดร.อานนท์’ ตอบชัดๆทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิด13 ข้อ ‘ดร.อานนท์’ ตอบชัดๆทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112 (komchadluek.net)

เปิด13 ข้อ ‘ดร.อานนท์’ ตอบชัดๆทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112

เปิด13 ข้อ 'ดร.อานนท์' ตอบชัดๆทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112

12 ธันวาคม 2563 – 17:25 น.

เปิด13 ข้อ ‘ดร.อานนท์’ ตอบชัดๆทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112 อย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

วันที่ 12 ธ.ค. 2563 –ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ได้โพสต์ข้อความเรื่อง “ทำไมต้องบังคับใช้มาตรา 112 อย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม” ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีเนื้อหาดังนี้

อ่านข่าว : “หมอภาคย์”พูดถึง ดีเบตระหว่างดร.อานนท์-รุ้ง เผยเทปนี้มีประโยชน์มาก

หนึ่ง มาตรา 112 มีสองมูลความผิด หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ อาฆาตมาดร้าย ซึ่ง สำหรับคนปกติคือคดีหมิ่นประมาทและคดีขู่ฆ่าเอาชีวิต ในเมื่อคนธรรมดาสามัญ กฎหมายก็ยังต้องคุ้มครองหากมีมูลฐานความผิดเดียวกัน แล้วทำไมองค์พระประมุข ผู้ทรงเป็นรัฎฐาธิปัตย์ สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ กฎหมายจะไม่คุ้มครอง

มีนักการเมืองที่มีความคิดล้มเจ้า เข้าไปร่วมการชุมนุมและให้เงินแก่แกนนำปลดแอก ตัวเองก็ยังฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทได้ แล้วเหตุไฉน จะยกเลิกมาตรา 112 จะให้พระเจ้าแผ่นดินได้รับความคุ้มครองน้อยกว่าตนเองจะได้รังแกพระเจ้าแผ่นดินได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นหรือ

สอง สากลและนานาประเทศ ล้วนแล้วแต่มีการคุ้มครองประมุขและองค์พระประมุขของประเทศตนเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะการปกครองในระบอบไหน ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาปกครองกันไม่ได้เลย

สาม เวลาประมุขของประเทศไทยเสด็จหรือเดินทางมาเยือนประเทศไทยก็ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายแบบเดียวกันกับมาตรา 112 คือใช้มาตรา 113 แล้วทำไมไม่คุ้มครององค์พระประมุขของประเทศตัวเอง คงเป็นเรื่องลักลั่นกันมากที่สุด

สี่ องค์พระประมุขไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะฟ้องร้องคดีต่อผู้ละเมิดพระองค์ได้ ไม่เหมือนกับบุคคลธรรมดา จำเป็นต้องมีกฎหมายมาตรา 112 เพื่อให้เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ดำเนินการฟ้องร้องและจับกุมดำเนินคดีได้แทนองค์พระมหากษัตริย์

ห้า มาตรา 112 เป็นการคุ้มครององค์พระประมุขของประเทศ อันสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ดังรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา ๖ ได้บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้

หก การไม่มีการลงโทษผู้กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้อย่างเสรี จะทำให้เกิดความเหยียดหยามได้ เพราะทำจนเคยชิน ดังภาษิตที่ว่า ความคุ้นเคยบ่มเพาะให้เกิดความเหยียดหยาม หากเป็นเช่นนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์จะสั่นคลอนและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

เจ็ด เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า การหมื่นพระบรมเดชานุภาพ และการอาฆาตมาดร้าย เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศว่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่โปรดให้ใช้มาตรา 112 ทั้งที่ในความจริงอาจจะไม่โปรดให้ใช้เพราะจะเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง หรือใช้อย่างไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การกระทำผิดโดยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและอาฆาตมาดร้ายนั้นเพิ่มขึ้นมาก เพราะไม่ต้องเกรงกลัวความผิดอีกต่อไป ทำให้สังคมขาดหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม ขาดการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แป

แปด ทั้งนี้การไม่บังคับใช้มาตรา 112 ทำให้คนหลายคนคะนอง เหิมเกริม จ้วงจาบหยาบช้ามากยิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะทำผิดกฎหมายมาตรา 112 มากเพียงใดก็จะปลอดภัยไม่ได้รับการลงโทษ ทั้งยังได้รับแรงเสริมทางบวกจากหลายๆ คน เพราะจะได้กลายเป็นจ่าฝูง เป็นแกนนำ ในการล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ในหมู่มวลชนปฏิกษัตริย์นิยม ยิ่งทำให้เกิดการกระทำผิดมากยิ่งขึ้น

เก้า กฎหมายทุกมาตรามีสภาพเป็นบทลงโทษและความรุนแรง เพื่อใช้ระงับและข่มขู่คาดโทษไม่ให้เกิดความรุนแรงที่ไม่พึงปรารถนาแก่สังคม การลงโทษและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดหลักนิติรัฐ ซึ่งนำไปสู่รัฐในอุดมคติหรืออุตมรัฐ สังคมใดก็ตามที่การบังคับใช้กฎหมายย่อหย่อนมากจะมีปัญหาอาชญากรรมและการกระทำผิดกฎหมายอย่างมากมาย เพราะคนในสังคมจะไม่เกรงกลัวต่อการกระทำความผิด เนื่้องจากจะไม่ได้รับโทษ ลอยนวล

สิบ ที่ผ่านมา การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มักเกิดจากการใช้ข้อความอันเป็นเท็จ โกหก ใส่ร้ายป้ายสี แทบทั้งสิ้น ไม่ได้นำความจริงมาพูดอย่างตรงไปตรงมา การแอบอ้างว่าให้ยกเลิกมาตรา 112 แล้วจึงจะพูดหรือวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริง ในเมือก็สามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมา หากเป็นข้อเท็จจริงและมีหลักฐานรองรับอย่างถูกต้อง

ยกตัวอย่าง เช่น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดการทรงงานแบบเงียบ ไม่โปรดให้ประชาสัมพันธ์ ไม่โปรดให้เป็นข่าว เรื่องนี้เป็นพระนิสัยส่วนพระองค์ แต่การที่ทรงทำเช่นนี้เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะคนที่จ้องจะใส่ร้ายสถาบัน โพนทะนา โฆษณา ทำสงครามไซเบอร์ล้มเจ้าไม่หยุดหย่อน การนิ่งเฉยจะกลายเป็นการยอมรับ หากพระองค์ท่านจะเลือกทรงงานแบบเดิม ไม่โปรดให้ประชาสัมพันธ์เลยจะเป็นเรื่องแย่ ต้องปรับพระองค์ ยอมให้ประชาสัมพันธ์ ลดความเป็นส่วนพระองค์ลงบ้าง เพื่อไม่ให้ทรงถูกใส่ร้ายป้ายสีมากจนทำให้บ้านเมืองและสถาบันสั่นคลอน ผมมีความเห็นและวิเคราะห์ว่าทรงปรับพระองค์เองในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และกำลังทรงพยายามอยู่ ขอกราบบังคมทูล ถวายกำลังพระทัย

สิบเอ็ด สถาบันพระมหากษัตริย์มีการปรับตัวเองมาตลอดเวลา ในทุกยุคทุกสมัย แต่ขบวนการล้มเจ้าในประเทศไทยก็มีมาต่อเนื่องนับแต่รัชกาลที่ 6 ปฏิวัติ 2475 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และนักการเมืองล้มเจ้า

สิบสอง พวกที่เรียกร้องเรื่องให้ยกเลิกมาตรา 112 นี้ล้วนแต่ปากว่าตาขยิบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะตนเองกระทำผิดมาตรา 112 หรือสนับสนุนผู้คิดล้มเจ้า แต่กลับมาเรียกร้องให้ยกเลิก มาตรา 112 คนมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ น้ำหนักคำพูดไม่มีเลย ทำเพื่อให้ตัวเองรอด หรือทำเพื่อให้พวกตัวเองรอด ไม่ได้กระทำโดยบริสุทธิ์ใจ ยกอย่าให้น้ำหนักให้มากนัก

สิบสาม หากมิได้หมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ จะต้องเดือดร้อน กินปูนร้อนท้องไปทำไมเล่า การบังคับใช้มาตรา 112 ส่งผลดีต่อสังคมมากกว่าผลเสีย ในปัจจุบันที่เห็นชัดเจนก็พบว่ามีการกระทำความผิดชัดแจ้ง ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายแต่อย่างใดเลย

ข้าพเจ้า ผศ.ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ขอสนับสนุน การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และต่อต้านการยกเลิกใช้กฎหมายดังกล่าว

ยังๆไม่จบ..’โตโต้’ จะเลียนแบบ ‘เวียดกง’ ว่องไว ซ่องสุ่ม รอคอย และล่าถอยเมื่อภัยมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยังๆไม่จบ..’โตโต้’ จะเลียนแบบ ‘เวียดกง’ ว่องไว ซ่องสุ่ม รอคอย และล่าถอยเมื่อภัยมา (komchadluek.net)

ยังๆไม่จบ..’โตโต้’ จะเลียนแบบ ‘เวียดกง’ ว่องไว ซ่องสุ่ม รอคอย และล่าถอยเมื่อภัยมา

ยังๆไม่จบ..'โตโต้' จะเลียนแบบ 'เวียดกง' ว่องไว ซ่องสุ่ม รอคอย และล่าถอยเมื่อภัยมา

12 ธันวาคม 2563 – 16:50 น.

ยังๆไม่จบ ‘โตโต้’ ปิยรัฐ จงเทพ  จะเลียนแบบ ‘เวียดกง’ ว่องไว ซ่องสุ่ม รอคอย และล่าถอยเมื่อภัยมา ชู “บางกอก โมเดล” เหตุกรุงเทพฯ เหมาะสมที่สุด

วันที่ 12 ธ.ค. 2563 นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ อดีต ผู้สมัครส.ส. จ.กาฬสินธุ์ เขต 1 พรรค อนาคตใหม่ หัวหน้ากลุ่มวีโว่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กดังนี้

อ่านข่าว : ม็อบมุ้งมิ้ง จับตา “โตโต้” สหายสายสีส้ม

การเคลื่อนไหว “เวียดกงโมเดล”

ต่างจากฮ่องกง โมเดล คือ ความคล่องแคล่ว ว่องไว ซ่องสุ่ม รอคอย และ ล่าถอยเมื่อภัยมา

ตรอกซอกซอยใน กรุงเทพมหานคร คือ ชัยภูมิ ที่ดีและเหมาะที่สุดในการลำเลียง เสมือน เส้นสายช่องทางใต้ดินของถ้ำเวียดกง ที่ใช้ต่อกรกับ มหาอำนาจอเมริกา

การเคลื่อนไหวรูปแบบนี้รัฐไทย รับมือไม่ทัน และหัวหมุนกันมากทีเดียว เพราะไม่รู้ จะโผล่ รูไหน ออกรูไหน หนีรูไหน พอ ล้อมเรา เราก็ทะลุ ตรอกซอกซอยไปล้อมคืน และเลี่ยงการปะทะ

คนมือเปล่า ทำได้มากสุดก็เท่านี้ การประท้วงรูปแบบนี้ WEVO เรียกว่า บางกอก โมเดล

โปรดติดตาม ตอนต่อไป

‘ตู่’ จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน ‘เจ๊’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ตู่’ จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน ‘เจ๊’ (komchadluek.net)

‘ตู่’ จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน ‘เจ๊’ 

'ตู่' จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน 'เจ๊' 

12 ธันวาคม 2563 – 16:00 น.

‘ตู่’ จตุพร เดินสายช่วย “บุญเลิศ” ขอคนเชียงใหม่ตาสว่าง ลุกสั่งสอน ‘เจ๊’  โต้ติ่งเจ๊ รับงานป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตย ซัดเพื่อไทยไร้มาตรฐาน ไม่อยู่ในร่องในรอย ใส่ร้ายบุญเลิศ แต่ยกยอคนอดีต พปชร. ลั่นไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ไม่ไปเป็นพวกเผด็จการเด็ดขาด

เมื่อ 12 ธ.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวที่เชียงใหม่ ระหว่างหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ช่วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัคร นายก อบจ.เชียงใหม่

อ่านข่าว : ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ พังเพราะใคร.. ‘จตุพร’ ซัด เจ๊พังกำแพงมิตรภาพที่เชียงใหม่

นายจตุพร ย้ำทุกครั้งว่า นายบุญเลิศ เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นพวกพลังประชารัฐ ตามคำกล่าวหาของพรรคเพื่อไทย ซึ่งอ้างเพียงรูปถ่ายกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เมื่อครั้งมาเปิดสาขาพรรคพลังประชารัฐที่เชียงใหม่ โดยขณะนั้น นายบุญเลิศ เป็น นายก อบจ.อยู่ จึงมาแสดงความยินดีตามมารยาททางการเมือง

อีกอย่าง นายบุญเลิศ สมัครรับเลือกตั้ง นายก อบจ.เชียงใหม่ ครั้งนี้ ในสังกัดกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม สาเหตุที่ไม่สมัครในนามเพื่อไทย เนื่องจากถูกพรรคทอดทิ้ง แล้วบิดเบือน ยัดข้อหาซ้ำเติมว่า นายบุญเลิศ เป็นพวกเผด็จการ ทั้งที่ไม่จริง เพราะการป้ายสีใส่ร้ายของพรรคเช่นนั้นเพื่อเปิดข้ออ้างเปิดทางให้อีกคนหนึ่งมาสมัครในนามพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ พฤติกรรมของพรรคเพื่อไทยมักโฆษณาชวนเชื่อว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เอาพวกเผด็จการยึดอำนาจ แต่สิ่งที่ทำกับนายบุญเลิศและตระกูลบูรณุปกรณ์ ที่ซื่อสัตย์ทางการเมืองมาตลอด 20 ปี ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาเป็นพลังประชาชน แล้วมาถึงเพื่อไทย ด้วยการกล่าวหาว่า เป็นพวกเผด็จการนั้น จึงเป็นความอยุติธรรมและแสดงถึงความไร้มาตรฐานทางการเมืองอย่างยิ่ง

นายจตุพร อธิบายถึงพรรคเพื่อไทยไม่มีมาตรฐานว่า ในปี 2559 พรรคเพื่อไทย และ นปช. รณรงค์ไม่รับร่าง รธน.60 นายบุญเลิศกับตระกูลบูรณุปกรณ์ประกาศเจตนารมณ์ไม่รับ ร่าง รธน.ตามแนวทางของพรรคเพื่อไทยด้วย แต่ถูกจับติดคุกทหาร ใน มทบ.11 แล้วย้ายมาเข้าเรือนจำที่เชียงใหม่ พร้อมถูกคำสั่งมาตรา 44 ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ นายก อบจ.ซ้ำเติมอีก 2 ปี

ในช่วงนายบุญเลิศ ติดคุก เขาถูกพรรคเพื่อไทยทอดทิ้ง เพื่อไปเอาคนใหม่มาลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่แทน และป้ายสีให้เป็นคนพลังประชารัฐ อยู่ฝ่ายเผด็จการ

ขณะที่ผู้สมัครนายก อบจ.นครพนม ของพรรคเพื่อไทยนั้น ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐมาได้ 3 วัน ทีมปราศรัยของพรรคไปช่วยซักฟอกยกย่องเป็นนักประชาธิปไตย

ดังนั้น ถ้านำกรณีจังหวัดนครพนมนำมาเปรียบกับนายบุญเลิศที่โดนกระทำแล้ว จึงสะท้อนถึงพรรคเพื่อไทย ไม่มีความยุติธรรม หามาตรฐานทางการเมืองไม่เจอ การกล่าวหาใครให้เป็นอะไรนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของพรรคเป็นหลัก ซึ่งตนไม่เห็นด้วย จึงมาช่วยนายบุญเลิศ หาเสียงสู้กับพวกอยุติธรรม พร้อมมั่นใจว่านายบุญเลิศ เป็นนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

อีกด้านแล้ว แสดงถึงพรรคเพื่อไทยมีความอยุติธรรมชัดเจน คือในคดีบอส กระทิงแดง ที่เกิดการทำลายระบบยุติธรรมของประเทศครั้งสำคัญ เนื่องจากมีขบวนการปั้นพยานให้การช่วยเหลือ โดยพยานอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งคนหนึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซด์อย่างน่ากังขา แต่อีกคนหนึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้ตาย และยังมีชีวิตอยู่ แต่เปลี่ยนชื่อ ส่วนพฤติกรรมติดตัวเดิมๆนั้น คงเปลี่ยนได้ยาก

ดังนั้น ตนสงสัยว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยป่าวประกาศไปทั่วว่า เป็นธรรม แล้วตรวจสอบกันอย่างไร จึงไม่ใส่ใจกับระบบความยุติธรรมของประเทศ เนื่องจากไปคัดเลือกเอาคนที่ถูกกังขาเป็นพวกทำลายกระบวนการยุติธรรมมาสังกัดพรรค แล้วเชิดชูยกยอเป็นนักประชาธิปไตย ตนยอมรับไม่ได้ ไม่เห็นด้วย จึงมาช่วยนายบุญเลิศ แล้วถูกพวกระบอบติ่งเจ๊กล่าวหาว่า เป็นพวกพลังประชารัฐไปอีกคน

นายจตุพร กล่าวว่า ระบอบติ่งเจ๊เป็นเสื้อแดงแถลงข่าวเรียกร้องให้ตนลาออกจากประธาน นปช. ด้วยข้อหาไม่ช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียง แต่ช่วยเพื่อนที่ชื่อนายบุญเลิศ แต่เสื้อแดงที่ชื่อนายแก้วนั้น ได้เดินตามพรรคเพื่อไทย อยู่ในคำสั่งของเจ๊ จนแทบห่างไกลจากการเป็นนักสู้เพื่อประชาชน

ดังนั้น ตนจึงประกาศว่า ไม่ได้อีนังขังขอบกับตำแหน่งประธาน นปช. พร้อมจะออกตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ไม่ออกจากการกล่าวหาว่า เป็นคนพลังประชารัฐ ซึ่งไม่จริง เพราะตนยังยืนหยัดตามแนวทางประชาธิปไตยมั่นคง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น ด้วยเหตุถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี และที่สำคัญตนไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ยังรักเคารพอดีตนายกฯทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม นายแก้วที่เป็นเสื้อแดงนั้น เมื่อเข้าไปอยู่ในสังกัดพรรคการเมือง รอคำสั่งจากเจ๊มากล่าวหาคนอื่นให้เสียหายทางการเมือง ตนขอเตือนว่า เจ๊ที่ชอบหลบอยู่ในที่มืดทางการเมืองนั้น ทำพังมามากต่อมากแล้ว โดยรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็พังด้วยอิทธิฤทธิ์ของเจ๊คนนี้เช่นกัน

ไม่เพียงเท่านั้น อิทธิฤทธิ์ของเจ๊ ยังลุกลาม แยกสลายพลัง นปช.จนอ่อนแอ ด้วยการให้นักการเมือง พวกนักเลือกตั้งมาจัดการประสานงานกับมวลชนเสื้อแดง จนทำให้พลังต่อสู้ทางประชาธิปไตยอ่อนด้อยลง มวลชนไม่เข้าร่วมชุมนุมกับฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อปี 2557 จนไร้พลังมาเป็นดุลถ่วง ต่อต้านการยึดอำนาจของฝ่าย คสช.ได้

อีกอย่าง เจ๊มักสั่งการอยู่เบื้องหลัง โดยในช่วงพรรคเพื่อไทยชนะทางการเมือง กลับผลักใสไล่ส่งให้นักสู้ประชาธิปไตยไปอยู่ปลายนา ไม่เห็นคุณค่า ต้องการให้ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย พวกตนคัดค้านไม่เห็นด้วย ก็ถูกถอดทิ้งจากรายการทีวีทั้งชุด แล้ว พ.ร.บ.สุดซอยก็ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ล้มลง ถูกฝ่าย กปปส.ใช้เป็นเงื่อนไขปลุกคนมาชุมนุมขับไล่ แล้วดึงทหารยึดอำนาจได้สำเร็จ

นายจตุพร ย้ำว่า ตนมาช่วยนายบุญเลิศหาเสียง ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกพลังประชารัฐ ซึ่งไม่เป็นความจริง ตนศรัทธาครูบาศรีวิชัย พระนักสู้ที่คนเชียงใหม่ให้ความเคารพ เชื่อมั่น ตนขอประกาศว่า ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหนไม่มีวันที่จะเป็นพวกพลังประชารัฐและไปสังกัดกับพวกเผด็จการเด็ดขาด

รวมทั้ง ตนมาช่วยนายบุญเลิศ ต้องการให้คนเชียงใหม่ได้ตาสว่างกับพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคไม่มีมาตรฐานทางการเมือง ประกาศตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยของเจ๊สั่งการ

สิ่งสำคัญตนอยากกระตุ้นคนเชียงใหม่ ให้รับรู้ว่า คดีบอส  อยู่วิทยา ที่มีพวกทำลายกระบวนการยุติธรรมป่นปี้เพื่อช่วยให้คนรวยรอดคุก นั่นเท่ากับทำให้เชื่อกันว่า คุกมีไว้ขังเฉพาะคนจนเท่านั้น

“รวมทั้ง ผมย้ำเสมอว่า คดีบอส  อยู่วิทยา เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง นายก อบจ.เชียงใหม่ในครั้งนี้ ที่ชาวเชียงใหม่ไปใช้สิทธิ์ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ จะให้พรรคที่อยุติธรรมกับนายบุญเลิศ แล้วไปอุ้มคนที่เจ๊สั่งการหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงมาทำหน้าที่ขอทานเศษเสี้ยวในความยุติธรรมของคนเชียงใหม่ให้นายบุญเลิศได้เป็นนายก อบจ.ในครั้งนี้”นายจตุพร กล่าวทิ้งท้าย

'ตู่' จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน 'เจ๊' 
'ตู่' จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน 'เจ๊' 
'ตู่' จตุพร ขอคนเชียงใหม่ตาสว่างลุกสั่งสอน 'เจ๊' 

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ พังเพราะใคร.. ‘จตุพร’ ซัด เจ๊พังกำแพงมิตรภาพที่เชียงใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ พังเพราะใคร.. ‘จตุพร’ ซัด เจ๊พังกำแพงมิตรภาพที่เชียงใหม่ (komchadluek.net)

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ พังเพราะใคร.. ‘จตุพร’ ซัด เจ๊พังกำแพงมิตรภาพที่เชียงใหม่

'ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์' พังเพราะใคร.. 'จตุพร' ซัด เจ๊พังกำแพงมิตรภาพที่เชียงใหม่

12 ธันวาคม 2563 – 15:05 น.

‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ พังเพราะใคร ‘ตู่ จตุพร’ ซัด ‘เจ๊’ ผู้ที่ชอบเล่นการเมืองหลบอยู่ในที่มืด  เป็นคนพังกำแพงมิตรภาพ ในศึกเลือกตั้งนายกฯ อบจ.เชียงใหม่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk ช่วงหนึ่งในหัวข้อ “ระบอบติ่งกับตำแหน่งประธาน นปช.” โดยร่ายยาวถึงคนเสื้อแดงเชียงใหม่นั่งโต๊ะป้ายสี ไล่ออกจากประธาน นปช. ล้วนมีเบื้องหลังสั่งการของ “เจ๊” ซึ่งเป็นผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทยที่ชอบเล่นการเมืองหลบอยู่ในที่มืด

อ่านข่าว : แพ้ไม่ได้ศึกเพื่อแม้วเชียงใหม่-เชียงราย

นายจตุพร ระบุว่า ทั้งตนและนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ถูกขบวนการใส่ร้าย กล่าวหา ผลักใสให้ไปอยู่กับฝ่ายเผด็จการในสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ล้วนเป็นอิทธิฤทธิ์ “เจ๊คนนี้” สั่งการ จึงขอเชิญเจ๊ออกมาทำการเมืองในที่แจ้งจะดีกว่า

โดยระบอบติ่ง เป็นความนิยมเฉพาะส่วนโดยไม่ฟังเหตุผล หากไม่พอใจก็บูลลี่(เสียดสี ใส่ร้ายเป็นเท็จ) และในความจริงแล้วในติ่งนั้นยังมีอวตานแล้วไปปฎิบัติการต่อ ดังนั้น ตนจึงเลิกบล็อกพวกวิจารณ์เท็จ แต่ให้บูลลี่กันอย่างสบายใจ แล้วต่อไปคงฟ้องร้องดำเนินคดีให้รับผิดชอบกัน

ส่วนกรณีการใส่เสื้อเหลืองเป็นจิตอาสานั้น มีใครบ้างไม่ใส่เสื้อเหลือง โดยเฉพาะครอบครัวชินวัตรทั้งตระกูล ไปเป็นจิตอาสาแสดงความจงรักภักดีหลายครั้ง พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคและอดีตพรรคไทยรักษาชาติ รวมถึงอดีตพรรคอนาคตใหม่ ล้วนแถลงถึงการสมัครเป็นจิตอาสาแล้วใส่เสื้อเหลืองกันหมด

“แต่พวกระบอบติ่งเฮงซวยไม่ติดใจอะไร กลับมาสนใจแค่ตนคนเดียว คนพวกนี้เอาสมองความเป็นธรรมหายไปไหนหมด ถามว่าพวกคุณมีมาตรฐานอะไร ไอ้พวกติ่งหน้าโง่ทั้งหลาย ดังนั้นปล่อยให้พวกคุณสำแดงให้เต็มที่ไป เมื่อถึงเวลา ผมจะสำแดงบ้าง”นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวอีกว่า  วันนี้ที่เชียงใหม่ที่ทำลาย พังกำแพงมิตรภาพนั้น ก็จะพังเพราะเจ๊อีก ควรออกมาที่แจ้งเถิด อย่าหลบไปที่มืด

“ผมให้ความเคารพอดีตนายกฯทักษิณอย่างไรก็เคารพอย่างนั้นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน บุญเลิศบอกผมว่า ถ้านายกทักษิณ โทรมาบอกไม่ให้ลง เขาก็ไม่ลง แต่เมื่อผลักเขาออกไป แล้วยัดเหยียดเขาเป็นพลังประชารัฐ ทั้งที่ไม่ได้เป็นจริง เขาจึงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากสู้เพื่อหาความยุติธรรม”นายจตุพร กล่าวทิ้งท้าย

“เลขาธิการก้าวไกล” กังวล รัฐกวาดใช้ ม.112 รับมือ นักเรียน- นักศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เลขาธิการก้าวไกล” กังวล รัฐกวาดใช้ ม.112 รับมือ นักเรียน- นักศึกษา (komchadluek.net)

“เลขาธิการก้าวไกล” กังวล รัฐกวาดใช้ ม.112 รับมือ นักเรียน- นักศึกษา

"เลขาธิการก้าวไกล" กังวล รัฐกวาดใช้ ม.112  รับมือ นักเรียน- นักศึกษา

12 ธันวาคม 2563 – 13:25 น.

“เลขาธิการก้าวไกล” กังวล รัฐกวาดใช้ ม.112 รับมือ นักเรียน- นักศึกษา เตรียมนำวาระ “เสรีภาพการแสดงออก” เข้าที่ประชุมพรรคอังคารนี้ ชี้ไม่ควรมีใครต้องถูกจำคุกเพราะการแสดงความคิดเห็น

12 ธ.ค.63 นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความกังวัลต่อสถานการณ์การดำเนินคดีตามมาตรา 112  โดยระบุว่า มีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ รัฐมีนโยบายจะไม่ใช้ มาตรา112 จึงเห็นได้ชัดว่าคดีในข้อหานี้ก็หายไป แต่ตอนนี้กลับมีการดำเนินคดีตาม ม.112 ขึ้นมาอีกอย่างกว้างขวาง ไม่เว้นแม้แต่กับนักเรียนอายุ 16 ปี
 

เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังระบุอีกว่า รัฐควรใช้กุศโลบายที่ดีกว่านี้ในการรับมือกับการเคลื่อนไหวของนักเรียนและนักศึกษาซึ่งเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ อย่างไรก็ตาม นโยบายการใช้กฎหมายตามมาตรา 112 แบบนี้ไม่ได้ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนดีขึ้นแต่อย่างใด โดยในวันอังคารที่ 15 ธ.ค. นี้ ที่ประชุม ส.ส. พรรคก้าวไกลจะนำวาระปัญหาและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.การชุมนุม กฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทบุคคล หมิ่นศาล รวมทั้งมาตรา112 เข้าสู่การพิจารณาเพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกันในที่ประชุมด้วย

“ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน ดังนั้น จึงไม่ควรมีใครต้องถูกจำคุกเพราะการแสดงความคิดเห็น หลักการนี้ไม่ใช่ใช้เฉพาะสำหรับกรณีประมุขของรัฐ แต่ควรเป็นหลักการทั่วไป ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลก็ไม่ควรมีโทษอาญา ควรมีแต่โทษทางแพ่ง” นายชัยธวัช ระบุ 

“สมศักดิ์” สั่งเรือนจำภาคเหนือ เคร่งมาตรการป้องโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สมศักดิ์” สั่งเรือนจำภาคเหนือ เคร่งมาตรการป้องโควิด (komchadluek.net)

“สมศักดิ์” สั่งเรือนจำภาคเหนือ เคร่งมาตรการป้องโควิด

"สมศักดิ์" สั่งเรือนจำภาคเหนือ เคร่งมาตรการป้องโควิด

12 ธันวาคม 2563 – 13:08 น.

รมว.ยุติธรรม เผยกำชับเรือนจำเชียงใหม่-เชียงราย คุมเข้มโควิด แม้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ ยันปฏิบัติตามมาตรการเข้มข้น ใส่แมส ล้างมือสม่ำเสมอ นักโทษใหม่เข้าห้องกักโรค 16 วันเคลียร์ให้ชัวร์ก่อนเข้าแรกรับ ต้องงดเยี่ยมญาติชั่วคราว-คนนอกห้ามเข้า

วันที่ 12 ธันวาคม 2563 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม(รมว.ยุติธรรม) กล่าวถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จ.เชียงใหม่และเชียงรายว่า ตนได้กำชับให้ทางเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ เรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย และเรือนจำในพื้นที่ใกล้เคียง มีมาตรการควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยจากรายงานจากทั้ง 2 พื้นที่สถานการณ์ยังปกติไม่มีผู้ติดเชื้อ และมีมาตรการที่เข้มงวดตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ในส่วนของผู้ต้องขังได้ให้ล้างมือและเท้าด้วยแอลกอฮอล์ รวมถึงการตรวจวัดไข้จากแพทย์ ส่วนเจ้าหน้าที่ในเรือนจำเราให้สวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะปฏิบัติงานและล้างมือด้วยแฮลกอฮอล์อย่างสม่ำเสมอ วัดอุณภูมิก่อนเข้ารวมทั้งกำชับว่าอย่าไปในที่คนพลุกพล่านเป็นจำนวนมาก

ในส่วนของผู้ต้องขังเข้าใหม่ จะมีมาตรการตรวจร่างกายก่อนเข้าเรือนจำ และมีการแยกเข้าห้องกักโรครวมทั้งหมด 16 วันและตรวจร่างกายซ้ำอีกรอบ เมื่อปลอดเชื้อ 100% เราถึงจะนำตัวเข้าแดนแรกรับ นอกจากนี้ในส่วนของการเข้าเยี่ยมญาติทางเรือนจำได้หยุดการเข้าเยี่ยมไว้ก่อนจนสถานการณ์จะดีขึ้น เบื้องต้นเราได้ห้ามเยี่ยมจนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. และห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของเรือนจำเข้าโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการป้องการนำเชื้อเข้าสู่เรือนจำ

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้สภาพความแออัดในเรือนจำถือว่าดีขึ้นมาก หลังจากที่เรามีนโยบายนำเตียง 2 ชั้นเข้าไปใช้ ทำให้ผู้ต้องขังมีพื้นที่มากขึ้น ไม่ต้องนอนแออัดเบียดเสียดเหมือนเมื่อก่อน นอกจากทำให้ผู้ต้องขังลดความเครียด มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังมีอาการเจ็บป่วยที่ลดลงด้วย

“ผมได้สั่งการให้เรือนจำทุกแห่งมีมาตรการป้องกันโควิดอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดที่พบผู้ป่วยโควิด เพราะหากเชื้อเข้าสู่เรือนจำแล้วจะควบคุมการแพร่ระบาได้ยาก เพราะแต่ละเรือนจำมีผู้ต้องขังหลายพันคน ดังนั้นเราต้องมีมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกันเอาไว้ก่อน ซึ่งจากการรายงานเข้ามาของแต่ละเรือนจำถือว่าทำได้ดีมาก แต่ตนก็ได้กำชับว่าห้ามประมาทเด็ดขาด ต้องควบคุมให้เข้มงวดตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข” นายสมศักดิ์ กล่าว

“กนกพร” เบอร์ 2 ชู 2 นโยบายหลักเร่งด่วน อบจ.ยุคใหม่ “เข้าถึง พึ่งได้” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กนกพร”เบอร์ 2 ชู 2 นโยบายหลักเร่งด่วน อบจ.ยุคใหม่ “เข้าถึง พึ่งได้” (komchadluek.net)

“กนกพร”เบอร์ 2 ชู 2 นโยบายหลักเร่งด่วน อบจ.ยุคใหม่ “เข้าถึง พึ่งได้”

"กนกพร"เบอร์ 2 ชู 2 นโยบายหลักเร่งด่วน อบจ.ยุคใหม่ "เข้าถึง พึ่งได้"

12 ธันวาคม 2563 – 12:34 น.

“กนกพร”เบอร์ 2 ชู 2 นโยบายหลักเร่งด่วน อบจ.ยุคใหม่ “เข้าถึง พึ่งได้” มั่นใจโค้งสุดท้าย “พลังเมืองนคร”กวาด ส.จ.เกิน 30 ที่นั่ง สร้างประวัติศาสตร์ นั่งนายก อบจ.หญิงคนแรก

นางกนกพร เดชเดโช ผู้สมัครนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) นครศรีธรรมราช หมายเลข 2 หัวหน้าทีมพลังเมืองนคร เปิดเผยว่า จากการออกตระเวณหาเสียงทุกเขตเลือกตั้ง ทั่วจังหวัด มาจนถึงสัปดาห์สุดท้าย ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหนาแน่นในทุกอำเภอ จนมั่นใจว่า จะชนะการเลือกตั้งในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ได้นายก อบจ.หญิงคนแรกของนครศรีธรรมราช และได้สมาชิกสภา อบจ.ในนามทีมพลังเมืองนคร ไม่น้อยกว่า 30 เขตอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ได้พบว่า เริ่มมีวิชามารจากคู่แข่งกล่าวใส่ร้ายป้ายสีในรูปแบบต่างๆ เพื่อหวังตัดทำลายคะแนนนิยมในช่วงท้าย ขณะนี้รู้ตัวแล้ว กำลังรวบรวมหลักฐานเอาผิดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

นางกนกพร กล่าวว่า ขอให้มั่นใจว่า ทีมพลังเมืองนคร เสนอตัวมาทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และมีความพร้อมสูงสุดแล้วที่จะเข้าบริหาร อบจ. ด่วยนโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน และทีมบริหารที่มีความรู้ความสามารถ

หัวหน้าทีมพลังเมืองนคร กล่าวว่า อบจ.ยุคใหม่จะต้องมีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกระดับ ทีมพลังเมืองนครจึงเน้นนโยบายเร่งด่วน 2 ด้าน ที่จะขับเคลื่อนทันทีเมื่อได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหาร อบจ. ประกอบด้วย 

1)ชุดนโยบายสร้าง เศรษฐกิจให้สดใส ประกอบด้วย การเปิดประตูรับเม็ดเงินท่องเที่ยวทุกมิติ, สร้างงาน เพิ่มรายได้ ทุกครัวเรือน, กระจายงบประมาณพัฒนาลงทุกท้องถิ่น, การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งการสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ และท้องฟ้าจำลองและการแปรศรัทธาความเชื่อสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
2)ชุดนโยบายสร้าง ความปลอดภัยให้ทุกชีวิต ประกอบด้วย อบจ.ยุคใหม่ คลิกเดียว “เข้าถึง พึ่งได้”, ถนนดีทุกสาย สะดวกสบายตลอดปี, รถไฟสายสั้น สัญจร ชม.เร่งด่วน, จัดการขยะทั้งระบบ และทุกชีวิตปลอดพ้นภัยพิบัติธรรมชาติ

‘การครองราชสมบัติ’ จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘การครองราชสมบัติ’ จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว) (komchadluek.net)

‘การครองราชสมบัติ’ จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว)

'การครองราชสมบัติ' จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว)

12 ธันวาคม 2563 – 11:39 น.

อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร โพสต์เล่าถึง การขึ้นครองราชในแต่ละรัชกาล กระชับ เข้าใจง่าย พร้อมเอกสารจากกระทรวงวัง แสดงลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ อันเป็นหลักฐานชี้ความบิดเบือนอีกประเด็น ของกาเหว่าลวงโลก นำมาสร้างความเกลี่ยดชังในหมู่ประชาชน

วันที่ 12 ธันวาคม 2563 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าประวัติศาสตร์การครองราชสมบัติ ของแต่ละรัชกาล พร้อมเปิดเอกสารจากกระทรวงวัง  ที่แสดงถึงบัญชีลำดับสืบราชสันตติวงศ์ เมื่อปี 2477 เป็นหลักฐานเพื่อชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงจากความพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ ให้ร้ายสถาบันเบื้องสูง นำเรื่องลวงโลกอีกประเด็น มาสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ เยาวชน และประชาชน

ข้อความที่ถูกโพสต์ตั้งชื่อเรื่องว่า “ลวงโลกหลอกเด็กอีกแล้ว!!!!” โดยระบุ คราวนี้กาเหว่าลวงโลกว่า

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ไม่มีสิทธิ์ในการครองราชสมบัติ เพราะตามกฎมณเฑียรบาล ราชบัลลังก์ต้องเป็นของราชสกุลบริพัตร****

การโกหกครั้งนี้ดูถูกเหยียดหยาม เด็กๆ นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนไทยมาก คงคิดว่าไม่มีใครรู้ประวัติศาสตร์และกฎมณเฑียรบาล

ความจริงเป็นอย่างนี้ครับ

1. การสืบสันตติวงศ์ ของพระบรมราชจักรีวงศ์นั้น กฎมณเฑียรบาลบัญญัติว่า ต้องเป็นลูกชายของพระมหากษัตริย์กับพระอัครมเหสี***

2. พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีพระราชโอรสกับพระอัครมเหสี 4 พระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศฯสยามมกุฎราชกุมาร, พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6, พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระบรมราชชนกฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์

3. เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 สวรรคต และไม่มีพระรัชทายาท ราชสมบัติจึงตกได้แก่ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7***

ซึ่งตอนแรก พระองค์ท่านไม่ต้องการครองราชย์ เพราะยังทรงพระเยาว์มาก จึงมี”พระราชปรารภ” เสนอให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ ต้นตระกูลบริพัตร ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระมเหสีลำดับถัดมาขึ้นครองราชย์

แต่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้น ทรงเห็นว่าราชบัลลังก์ไม่ใช่สิทธิ์ของพระองค์ จึงทรงปฏิเสธ!!

ดังนั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 จึงขึ้นครองสิริราชสมบัติ ซึ่งเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล

'การครองราชสมบัติ' จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว)

4 ครั้นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ และไม่มีพระรัชทายาท ดังนั้นราชบัลลังก์จึงตกเป็นสิทธิแด่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ฯ

แต่พระองค์สิ้นพระชนม์ไปก่อน ดังนั้นราชสมบัติจึงตก ได้แก่ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ที่ 9 และสืบสันตติวงศ์มาจนถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ตามกฎมณเฑียรบาล*****

ราชสกุลบริพัตร จึงอยู่นอกสายสืบสันตติวงศ์ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วครับ***

ทั้งนี้โดยความเห็นชอบของรัฐสภาแต่ละยุค*

ไม่มีใครเห็นเป็นปัญหาอะไร ยกเว้นพวกกาเหว่าจอมลวงโลกนี่แหละ***

จึงขอนำรายงานของเสนาบดีกระทรวงวัง แสดงลําดับการสืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลมาปิดปากเน่าของอาจมลวงโลกเสียเลย!!!

'การครองราชสมบัติ' จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว)
'การครองราชสมบัติ' จากกาเหว่าลวงโลก เรื่องหลอกเด็ก(อีกแล้ว)

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เสด็จเปิดตัวหนังสือและเสวนาวิชาการ การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เสด็จเปิดตัวหนังสือและเสวนาวิชาการ การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล (naewna.com)

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี' เสด็จเปิดตัวหนังสือและเสวนาวิชาการ การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เสด็จเปิดตัวหนังสือและเสวนาวิชาการ การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล

วันเสาร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.42 น.

วันที่ 12 ธันวาคม 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานงานเปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2022 และ เสวนาวิชาการหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ ผ้าไทยสู่สากล” เพื่อยกระดับและแบ่งปันองค์ความรู้แก่วงการผ้าไทย ชวนคนไทยร่วมชมนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย ณ ไอคอนสยาม อาร์ต สเปซ ชั้น 8 ไอคอนสยาม

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ต่อยอดโครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2563 โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานงานเปิดตัวหนังสือ Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2022 และ เสวนาวิชาการหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” เพื่อยกระดับและแบ่งปันองค์ความรู้แก่วงการผ้าไทย ชวนคนไทยร่วมชมนิทรรศการ “แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย” พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับผลงานอันวิจิตรของ 12 ดีไซเนอร์ชั้นนำแห่งวงการแฟชั่น ระหว่างวันที่ 12 – 17 ธันวาคมนี้ ณ ไอคอนสยาม อาร์ต สเปซ ชั้น 8 ไอคอนสยาม

นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า  โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้านศิลปะการออกแบบเครื่องแต่งกายและสิ่งทอ

โดยทรงเป็นต้นแบบของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ในเรื่องของการนำผ้าไทยมาออกแบบและตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายที่มีความทันสมัย หรูหรางดงาม ซึ่งทรงสวมใส่ตามงานพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เป็นนิจ ด้วยทรงสนพระทัยเกี่ยวกับการออกแบบแฟชั่นตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และในขณะที่ยังทรงศึกษา พระองค์ทรงเคยแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่น ทรงออกแแบบครั้งแรก ในปารีส แฟชั่น วีค ทรงเป็นดีไซเนอร์เสื้อผ้าของพระองค์เอง ภายใต้แบรนด์ “SIRIVANNAVARI” อีกทั้ง ยังทรงได้รับรางวัลศิลปินศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชั่นและเครื่องประดับ)

พร้อมกันนี้ โครงการส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ยังได้จัดทำหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2022”  เพื่อพัฒนาและชี้นำทิศทางแนวโน้มการออกแบบผ้าไทยสู่สากล โดยการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพิจารณาเนื้อหาต้นฉบับและพระราชทานคำแนะนำพร้อมแก้ไขรายละเอียดต่างๆ 

ดังนั้นหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย (Trend Book) เล่มนี้ จะเป็นเหมือนธงนำในการขับเคลื่อนและพัฒนาทิศทางกระแสความนิยมของผ้าไทย และการออกแบบเครื่องแต่งกายในเวทีระดับนานาชาติ เกิดเป็นรูปธรรมและสอดคล้องไปกับความต้องการของโลกในยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจและแบ่งปันองค์ความรู้ให้แก่วงการผ้าไทยในปัจจุบัน ให้แก่ผู้ที่อยู่ในวงการผ้าไทยในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ อีกทั้งยังทรงนำแนวคิดที่เป็นสากลมาพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย เพื่อสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีความทันสมัยให้แก่วงการผ้าไทย

ทั้งยังสามารถนำไปออกแบบและตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันและเหมาะแก่ทุกเพศทุกวัย จึงนับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดตัวหนังสือ Trend Book S/S 2022 และทรงเสวนาภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล” ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เวลา 13.00-16.00 น. โดยผู้ร่วมสัมมนาในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้ประกอบการด้านออกแบบ นักศึกษา สื่อมวลชนสายแฟชั่น ตลอดจนชุมชนทอผ้าและผู้ผลิตสินค้าด้านไลฟ์สไตล์ ซึ่งนับเป็นประโยชน์อย่างมากแก่วงการผ้าไทย

รวมไปถึงการจัดนิทรรศการแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทยที่ออกแบบโดยเหล่าดีไซเนอร์ชั้นนำของไทยจำนวน 12 แบรนด์ อาทิ Wisharawish, Asava, Vatanika, Kai, Kloset, Milin, SIRIVANNAVARI, ARCHIVEO26, TandT, Theatre, Tirapan และ Tube Gallery ซึ่งแต่ละแบรนด์รังสรรค์ผลงานได้อย่างวิจิตรงดงาม นับเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของผ้าไทยให้มีความทันสมัย และมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”   นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

ขอเชิญผู้หลงใหลผ้าไทยและผู้สนใจร่วมงานเปิดตัว ชมนิทรรศการ “แนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย” พร้อมสัมผัสผลงานการออกแบบสุดอลังการจาก 12 ดีไซเนอร์ชั้นนำ ระหว่างวันที่ 12-17 ธันวาคมนี้ ณ ไอคอนสยาม อาร์ต สเปซ ชั้น 8 ไอคอนสยาม