“อุ๊งอิ๊ง” จุดกระแสดับกระสุน ปั้นดาวรุ่งทิ้งดาวโรย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/538064

ขุนน้ำหมึก

06 ธ.ค. 2565

“อุ๊งอิ๊ง” จุดกระแสดับกระสุน ปั้นดาวรุ่งทิ้งดาวโรย

พ่อคิดลูกทำ “อุ๊งอิ๊ง” คิกออฟแคมเปญ คิดใหญ่ ทำเป็น ตามรอยโมเดล ทรท. วางยุทธศาสตร์กระแสดับกระสุน คนบ้านจันทร์ส่องหล้า บ้านชินวัตร คุมเกมทุกภาค

พร้อมแล้ว “อุ๊งอิ๊ง” คิกออฟแคมเปญ คิดใหญ่ ทำเป็น ตามรอยโมเดล ทรท. จัดทัพคนรุ่นใหม่ วางยุทธศาสตร์กระแสดับกระสุน 

เบื้องหลัง “อุ๊งอิ๊ง” คนบ้านจันทร์ส่องหล้า คนสายชินวัตร ยังคุมเกมทั่วทุกภาค การันตีพรรคต้นขั้วจัดตั้งรัฐบาล ปิดฉาก ป.ประยุทธ์

วันที่ 6 ธ.ค.2565 พรรคเพื่อไทย จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2565 ภายใต้ชื่องาน ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน Thinks Big, Act Smart, For All Thais’ โดยแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมจะแสดงวิสัยทัศน์ ความพร้อม และอนาคตของประเทศไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า


ที่แน่ ๆ ไม่มีการเปิดตัวว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ทั้งอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร และเสี่ยนิด-เศรษฐา ทวีสิน

ส่วนการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ก็ดำเนินการไปเกือบครบทุกภาค และมีข้อสังเกตว่า มีคนหน้าใหม่เข้ามาสวมเสื้อเพื่อไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. , ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

ดูเหมือนว่า คนดูไบจะไม่กังวลเรื่อง ส.ส.บ้านใหญ่ เพราะมั่นใจว่า แคมเปญคิดใหญ่ ทำเป็น จะจุดติด เมื่อกระแสแลนด์สไลด์มาแล้ว ต่อให้มีกระสุนมากมายแค่ไหน ก็เจาะไม่เข้า

 อุ๊งอิ๊ง เปิดแคมเปญคิดใหญ่ ทำใหญ่ อุ๊งอิ๊ง เปิดแคมเปญคิดใหญ่ ทำใหญ่

‘ปั้นดาวรุ่งรุ่นใหม่’

เพื่อไทยยุค “อุ๊งอิ๊ง” งัดแคมเปญคิดใหญ่ ทำเป็น เหมือนจะเลียนแบบความสำเร็จของบิดา-ทักษิณ สมัยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย 

ดังที่ทราบกัน แคมเปญ ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน’ และ ‘คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน’ ล้วนเป็นผลงานของทีมงาน SC Matchbox 


ปี 2543 SC Matchbox บริษัทเอเจนซีโฆษณาอันดับหนึ่งของไทย ได้รับมอบหมายให้ทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เปิดตัวทักษิณ และพรรคไทยรักไทย 

สโลแกนพรรคไทยรักไทย คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน ได้สร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ เมื่อพรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส.เขต 200 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 48 คน 

ที่น่าตื่นตะลึงคือ ในจำนวน ส.ส.เขต 200 คน กว่าร้อยละ 70 เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็นคนรุ่นใหม่ 

ขณะที่นักการเมืองบ้านใหญ่ หรืออดีต ส.ส.ลายคราม ในสีเสื้อพรรคชาติไทย, พรรคความหวังใหม่ และพรรคเสรีธรรม สอบตกระนาว    

สำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคอุ๊งอิ๊ง จะเป็นทายาทนักธุรกิจ ,นักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานทุน-ฐานคะแนน และทายาท ส.ส.บ้านใหญ่ 

‘ตัวจริงเสียงจริง’

“อุ๊งอิ๊ง” อาจไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 แต่เพื่อไทยก็ต้องขายความเป็นทายาททักษิณ เพื่อตรึงฐานเสียงเดิมไว้

อีกด้านหนึ่ง ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อไทย จะมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.) โดย ส.ส.ที่เป็น กก.บห.จะลาออก เพื่อป้องกันการร้องเรียนจากการเลือกตั้ง หากมีการกลั่นแกล้ง อาจกระทบทำให้พรรคถูกยุบได้

อย่างไรก็ตาม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ยังเป็นหัวหน้าพรรค และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค 

แกนนำพรรครุ่นใหญ่จำนวนหนึ่ง อาจเข้ามาทำหน้าที่บริหารพรรคช่วงการเลือกตั้ง อย่างเช่น ภูมิธรรม เวชยชัย และชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค จะเข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรค 

ส่วน สาโรจน์ หงส์ชูเวช คนใกล้ชิดคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ จะเป็นผู้อำนวยการพรรค แทนหมอเลี้ยบ

สำหรับแม่ทัพภาคที่มีการจัดวางไว้ ภาคเหนือตอนบน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ภาคเหนือตอนล่าง กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ ด้าน เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ก็เข้ามารับบทแม่ทัพหลังม่าน เหมือนปี 2554

ภาคอีสานตอนบน ไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู ภาคอีสานตอนล่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ แต่เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ก็ดูแลภาพรวม

ภาคกลาง หมอเลี้ยบ-นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กรุงเทพมหานคร มาดามแจ๋น-พวงเพ็ชร ชุนละเอียด

ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ส.ส.แพร่ ภาคใต้ฝั่งอันดามัน เจ๊แป๋ว-มณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล น้องสาวทักษิณ

แน่ล่ะ กองบัญชาการส่วนหลังก็อยู่ที่นครดูไบ ศึกนี้มีเดิมพันสูง คนแดนไกลจึงต้องเข้ามาจัดทุกขุมกำลัง เพื่อเป้าหมาย 250 ที่นั่ง 

คอลัมน์ … ท่องยุทธภพ          โดย … ขุนน้ำหมึก

มิ่งขวัญ ‘แคนดิเดตนายกฯ’ พรรคพลังประชารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538109

06 ธ.ค. 2565

มิ่งขวัญ 'แคนดิเดตนายกฯ' พรรคพลังประชารัฐ

ง่ายๆสั้นๆ เหตุผล มิ่งขวัญ เข้าร่วมงานพรรค’พลังประชารัฐ’ เพราะบิ๊กป้อมรับปาก จะเสนอกรรมการบริหารให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ บอกเหตุผลของการย้ายเข้าอยู่กับพรรคพลังประชารัฐว่า ได้มีการพูดคุยกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจมาร่วมงานด้วย เพราะมีความถนัดเรื่องเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้นจึงตอบโจทย์สงครามเลือกตั้งที่จะมาถึง เป็นเงื่อนไขที่พลเอกประวิตรรับไว้ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคและอีกเหตุผลคือ พลเอกประยุทธ์ ไม่อยู่พรรคพลังประชารัฐแล้ว

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์แคนดิเดตนายกฯพรรคพลังประชารัฐมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์แคนดิเดตนายกฯพรรคพลังประชารัฐ

มิ่งขวัญย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยตรงแต่ตลอด 3 ปีครึ่ง ที่อภิปรายปัญหา ของพลเอกประยุทธ์มี 3 จุดคือ 1. พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี บริหาร ประเทศไม่สำเร็จ 2. พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็ไม่สำเร็จ และ 3. พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้าศบค. แต่ทำคนตาย 2,000กว่าศพ ที่ผ่านมาในสภาก็อภิปรายพลเอกประยุทธ์เพียงแค่คนเดียว เพราะพลเอกประยุทธ์อาสาเข้ามาทำหน้าที่แล้วไม่สำเร็จ

ส่วนที่ สังคมมองเป็นคนกลับไปกลับมาไม่รักษาคำพูด ขอชี้แจงว่าการที่เคยบอกว่าไม่สามารถร่วมอุดมการณ์พรรคพลังประชารัฐได้ในวันนั้น เป็นเพราะพลเอกประยุทธ์ ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ



นอกจากมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ที่เข้ามาร่วมชายคาพรรคพลังประชารัฐแล้ว  ยังมี อัลวาร์ สาแระ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงตนจะเข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐด้วย

‘เพื่อไทย’ รุมครูแก้ว จี้ลาออกจากรองประธานสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538102

06 ธ.ค. 2565

'เพื่อไทย' รุมครูแก้ว จี้ลาออกจากรองประธานสภา

ครูแก้ว ไปกันใหญ่ แม้แต่สหายก็ไม่คบ เรียกร้องลาออก จากรอง’ประธานสภา’ เซ่น ปราศรัยที่นครพนม ด่าส.ส.โง่ ไม่เลือกภูมิใจไทย

กลุ่มส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย นำโดยนายพัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร  นายนิยม เวชากามา ส.ส.สกลนคร นายขจิตร ชัยนิคม  ส.ส.อุดรธานี ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องศุภชัย โพธิ์สุ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. นครพนม ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ลาออก รับผิดชอบการกล่าวปราศรัยในเวทีเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. นครพนม พรรคภูมิใจไทย 4 เขต

ที่สนามกีฬาโรงเรียนพนมวิทยาคม อ.เมือง จ.นครพนม เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2565   กล่าวหา ส.ส.ที่อภิปรายสอบถามเรืองงบประมาณในสภาเป็นพวกโง่ และบอกให้เลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ได้งบประมาณมาพัฒนาพื้นที่

กลุ่มส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยแถลงเรียกร้อง รองประธานสภาฯลาออกกลุ่มส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยแถลงเรียกร้อง รองประธานสภาฯลาออก

พัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นคนเดียวที่อภิปราย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับการใช้งบประมาณกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งกระจุกที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหากคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมีวุฒิภาวะสูงสักนิด ไม่ใช่ปราศรัยมุ่งเอาคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชน และปรามาสประชาชน

โดยใช้คำที่ไม่สุภาพ  คำว่า ‘ไอ้โง่’ เป็นคำไม่สุภาพอย่างยิ่ง ซึ่งตนจึงจะดำเนินการให้ถึงที่สุด  ทั้งในระบบสภาผู้แทนราษฎรและในส่วนของคดีความ ช่องทางของกฎหมายจะดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท

“ท่านเอาตัวเองให้รอด คดีความท่านเยอะแยะไปหมด ผมมีหลักฐาน มีคลิป อภิปราย 152  คลิปอันนี้ท่านจะได้เห็น รอวันอภิปรายทั่วไป ผมเก็บหลักฐานไว้แล้ว จะได้รู้ว่าคนดี และคนโง่เป็นอย่างไร  ผมจะดำเนินการอย่างถึงที่สุด ผมขอถอดสรรพนามประธานและครู ของนายศุภชัยออก จ.สกลนครมีประวัติยาวนานของนักต่อสู้ มีครู 2 ท่าน ครูเตียง ศิริขันธ์ และครูครอง จันดาวงศ์  เป็นครูที่มีประชาธิปไตยและมีอุดมการณ์ทางการเมือง วันนี้มีครูนครพนมมาสร้างความเสื่อมเสียทางการเมือง บนเวทีสภา กระทบถึงวิญญาณของครูผู้ต่อสู้” นายพัฒนา กล่าว

อดิศร เพียงเกษ กรรมการยุทธศาสตร์ทางการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตัวเองเป็นลูกหลานชาวสกลนคร บิดาเป็นลูกศิษย์ของครูเตียง ศิริขันธ์ จึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะร่วมแถลงข่าวในวันนี้ นายศุภชัย ปราศรัยผิดพลาดที่สุดในชีวิต มีหลายเรื่องที่จะให้ชาวบ้านสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็เป็นสิทธิ  

แต่การก้าวก่ายสิทธิของคนอื่น ยกตนข่มท่าน วุฒิภาวะ ในการปราศรัย เป็น ส.ส.หรือจะเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร  คงเป็นต่อไม่ได้อย่างแน่นอน ส่วนตัวรู้จักกันส่วนตัว  แต่ในเรื่องของทางเมือง  อยากกินมาก อยากได้มาก 

วันนี้มากล่าวหาคนสกลนครว่าทำไมไม่เลือกฝ่ายรัฐบาล ทำไมไม่เลือกภูมิใจไทย ชีวิตทางการเมืองของท่านหมดสิ้นแล้ว พร้อมฝากบทกลอนไปถึงสหายแสง จากสหายศรชัย  สหายจากในป่าเหมือนกัน แต่สหายในป่า ไม่มีเกเรเกตุงเช่นนี้

เลื่อนชง “ปิดผับตี4” เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 เข้า ครม. จ่อชงอีกครั้ง 20 ธ.ค. นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538098

06 ธ.ค. 2565

เลื่อนชง "ปิดผับตี4" เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 เข้า ครม. จ่อชงอีกครั้ง 20 ธ.ค. นี้

เลื่อนชง “ปิดผับตี4” เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 เลื่อนเข้าครม. ไป 20 ธ.ค. 65 อยู่ระหว่างพิจารณางบประมาณของคลัง และสำนักงบประมาณ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า สำหรับ ของขวัญปีใหม่ ของกระทรวงการท่องเที่ยว ฯ จะรวบรวมเป็นแพคเก็จเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาวันที่ 20 ธ.ค. 65 สาเหตุที่ต้องเลื่อนออกไปนั้น เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ  

สำหรับของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะมอบให้ ได้แก่ โครงการ “เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5” จำนวน 1.5 ล้านสิทธิใหม่ วงเงิน 5,400 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 

ส่วนงบประมาณอีกส่วน เพื่อทำ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของประเทศไทย จำนวน 3,300 ล้านบาท แทนมาตรการบูสเตอร์ช็อตเดิมที่เคยเสนอของบประมาณไปก่อนหน้านี้ 1,000 ล้านบาท วางเป้าตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยว ฯ ยังเลื่อนเสนอ มาตรการ “ปิดผับตี4”  ออกไปก่อน โดยมาตรการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. จากเดิม 02.00 น. ในพื้นที่นำร่อง 7 จังหวัด เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเปิดนำร่องได้ที่ ถนนบางลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการได้หลังเดือนมี.ค. 66 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) แต่ก็อยากดำเนินการตั้งแต่เดือนม.ค. 66 เป็นต้นไป เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวและดึงรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้ถึงเป้า 20 ล้านคน สร้างรายได้ภายในประเทศไทย 2.38 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 80% ของรายได้ปี 62 

แต่งตั้ง “ธนกร” กำกับ อสมท.-กรมประชาสัมพันธ์ ดูแลสื่อ มีผลวันนี้เป็นต้นไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538095

06 ธ.ค. 2565

แต่งตั้ง "ธนกร" กำกับ อสมท.-กรมประชาสัมพันธ์ ดูแลสื่อ มีผลวันนี้เป็นต้นไป

นายกฯ แต่งตั้ง “ธนกร” นั่งเก้าอี้กำกับดูแลสื่อ ควบคุม กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท. มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พ่วงดูแลหน่วยงานเดิมของ อนุชา นาคาศัย ทั้งหมด

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการแบ่งงานให้กับ นาย ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี 

โดยได้มอบหมายและมอบอำนาจให้ นาย ธนกร วังบุญคงชนะ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่ให้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 

อย่างไรก็ตามสำหรับตำแหน่งที่ นาย ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามากำกับดูแลแทน นาย อนุชา นาคาศัย ทั้งหมดนั้น มีดังนี้ 
การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี

  • กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา)

นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ นาย ธนกร กำกับดูแลหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจทั้งหมด ดังนี้  

  • บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
  • การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้
  • สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)
  • สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

“อนุทิน” ค้าน ขยายเวลาเปิดผับตี 4 ไม่ตอบโจทย์กระตุ้นท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538078

06 ธ.ค. 2565

"อนุทิน" ค้าน ขยายเวลาเปิดผับตี 4 ไม่ตอบโจทย์กระตุ้นท่องเที่ยว

“อนุทิน” เผย มติกระทรวงสาธารณสุข ไม่เห็นด้วยขยายเวลาเปิดผับถึงตี 4 จะกระตุ้นท่องเที่ยวต้องดูทุกมิติ พร้อมเผยของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีรายงานว่า กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จะเสนอให้ขยายเวลาเปิดสถานบันเทิง ถึงเวลา 04.00 น.

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มติของ กระทรวงสาธารณสุข ไม่เห็นด้วย ส่วนจะขัดกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือไม่นั้น คิดว่าเราต้องพยายามรักษาสมดุลทุกมิติไว้ ก่อนหน้านี้ขยายถึง 02.00 น. น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมกับช่วงสถานการณ์ที่มีการระบาดของโควิด19 แบบนี้ และต้องการให้ไม่มีอุบัติเหตุจากการดื่มสุราด้วย

ทั้งนี้นายอนุทินยังมองว่า  เงื่อนไขขยายเวลาในจังหวัดท่องเที่ยว ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ผลเหมือนกัน เป็นเรื่องของคณะกรรมการ เราเคารพเสียงส่วนใหญ่ 

นอกจากนี้นายอนุทินยังมอบของขวัญปีใหม่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข คือ เน้นฉีดวัคซีน เข็มที่ 4 ก่อนกลับภูมิลำเนา 1 สัปดาห์ หากมาฉีดวัคซีนจะดีมาก ยืนยันวัคซีนโควิดมีพร้อม 

“มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” จาก นักการตลาด สู่ นักการเมือง 4 ปี 3 พรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538087

06 ธ.ค. 2565

"มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" จาก นักการตลาด สู่ นักการเมือง 4 ปี 3 พรรค

เปิดประวัติ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” จาก นักการตลาด สู่ นักการเมือง กับจุดยืนที่เปลี่ยนไป ย้ายซบอก “พลังประชารัฐ”

นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮา กับการแถลงเปิดตัว นาย “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ และผู้ก่อตั้งพรรคโอกาสไทย ที่หันไปซบอก พรรคพลังประชารัฐ พร้อมยกตำแหน่งสำคัญคือ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของพรรค

เมื่อปี 2562 “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เคยประกาศไว้ว่า พรรคพลังประชารัฐกับตัวเค้า เป็นคนละอุดมการณ์กัน และไม่น่าจะเดินทางเดียวกันได้ แต่ในที่สุด เวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน ในที่สุด พลังประชารัฐ ก็เป็นตัวเลือกการย้ายพรรคของ “มิ่งขวัญ” อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี 2565

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ 70 ปี เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน จบการศึกษาระดับมัธยม จากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ศิษย์โรงเรียนเดียวกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับปริญญาคณะนิติศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประกาศนียบัตรหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง จากโรงเรียนวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา  

จุดเริ่มต้นการทำงาน จากนักการตลาด 

เริ่มเข้าทำงานเป็นพนักงานฝ่ายขาย กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์สประเทศไทย จำกัด ต่อมาเลื่อนขึ้นไปอยู่แผนกการตลาด, แผนกประชาสัมพันธ์โฆษณา, สื่อสารองค์กร จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และยังเป็น เลขานุการมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย โดยกล่าวกันว่า มิ่งขวัญเป็นพนักงานคนเดียว ในบรรดาพนักงาน 70,000 คน ของเครือโตโยต้าทั้งหมด ที่สามารถข้ามขั้นจากผู้จัดการฝ่าย ขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการทันที โดยมิได้เป็นไปตามจารีตการบริหารแบบญี่ปุ่น คือการเรียงตามลำดับอาวุโส และชั้นงาน

จากนักการตลาด สู่เส้นทาง นักการเมือง

ต่อมา ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นายมิ่งขวัญ มีโอกาสเข้าช่วยงาน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น โดยเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และเป็นผู้ริเริ่มการประชาสัมพันธ์ งานเย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์, เทศกาลตรุษจีนไชนาทาวน์เยาวราช และ เทศกาลดนตรีพัทยา เป็นต้น

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

จากนั้น นายมิ่งขวัญได้รับเลือก ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) โดยเริ่มงานจากการเข้าปฏิรูป สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จากยุคเดิม ที่เป็นแดนสนธยา ให้กลายเป็น “สถานีโทรทัศน์แห่งความทันสมัย โมเดิร์นไนน์ทีวี” จนนำไปสู่การแปรรูป อ.ส.ม.ท.จากองค์การภาครัฐ ไปเป็นบริษัทของรัฐ ภายใต้ชื่อ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

ต่อมาหลังเกิดการรัฐประหาร ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ได้เกิดรัฐประหาร ขึ้น นายมิ่งขวัญตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะกรรมการทั้งชุด ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2549

กลับสู่เส้นทางการเมือง

  • ในปี 2550 พรรคพลังประชาชน ทาบทามให้เป็น หัวหน้าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค และในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 
  • วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.แบบสัดส่วน เขต 6 กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551  เข้ารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในคณะรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี 
  • วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2551 มีการปรับคณะรัฐมนตรี นายมิ่งขวัญ ถูกปรับให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแทน จนพ้นจากตำแหน่ง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายสมัคร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 
  • วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2551 ศาลวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน นายมิ่งขวัญจึงย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2554 ซึ่งในครั้งนั้น เค้าได้ฝากวาทะเด็ด ประกาศก้องกลางสภา เสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 28

“แล้วถ้าผมโชคดี ผมคงได้มีโอกาสสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี แข่งกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์นะครับ”

  • วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และขอเว้นวรรคทางการเมือง แต่ยืนยันว่า ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรค แม้ว่าความเห็นทางการเมืองของเขากับพรรค จะไม่ตรงกันบ้างแต่ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน
  • จากนั้น ปี พ.ศ.2562 นายมิ่งขวัญได้เข้าร่วมและดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลงสมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป และประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน

มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

แต่ช่วงสงกรานต์ 2562 ชื่อของมิ่งขวัญ ติดแฮชแท็ก #มิ่งขวัญ และ #ลุงมิ่งโป๊ะแตก ขึ้นเทรนด์ยอดฮิตของทวิตเตอร์ไทย หลังมีการรายงานข่าวว่า นายมิ่งขวัญ จะนำพรรคเศรษฐกิจใหม่ พลิกไปร่วมงานกับพลังประชารัฐแทน เนื่องจาก “ลุงมิ่ง” มีสัมพันธ์อันดียิ่งกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บุคคลที่แกนนำ พปชร. เรียก “อาจารย์” ทุกคน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงไปทั่ว

  • วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 เขาประกาศขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ สืบเนื่องมาจากตน และลูกพรรคมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ยังไม่ลาออกจากความเป็น ส.ส. 
  • วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 มิ่งขวัญ ประกาศลาออกจาก ส.ส. ในระหว่างการอภิปรายทั่วไปซักฟอกรัฐบาล ซึ่งในการอภิปรายครั้งนั้น นายมิ่งขวัญ ได้อภิปรายเน้นย้ำถึงความล้มเหลวในการบริหารราชการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

“ผมขออภิปราย และไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าท่านไปทำอะไร หรือให้ใครไปทำอะไร ทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงเปลี่ยนจุดยืน ผมขอบอกไว้เลยว่า สัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ผมไม่สามารถทรยศได้ 2 ปีเศษผมไม่มีความสุขกับการทำงาน” 

  • วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2565 ชื่อของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็ปรากฎ เข้าซบอกพรรคพลังประชารัฐ ด้วยตำแหน่งที่สำคัญ ในการเป็นผู้นำพาเศรษฐกิจของพรรค

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ของ “มิ่งขวัญ” ในครั้งนี้ ถูกตั้งคำถาม และกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดยืนของเค้า ทั้งการประกาศไม่เข้าร่วมอุดมการณ์กับพลังประชารัฐ กับเส้นทาง 4 ปี เปลี่ยนขั้ว ย้ายพรรคมามิใช่น้อย

ชัดแล้ว พลเอก ‘ประยุทธ์’ ไปรวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538086

06 ธ.ค. 2565

ชัดแล้ว พลเอก 'ประยุทธ์' ไปรวมไทยสร้างชาติ

เหลือแค่พูดออกมาจากปาก อนาคตทางการเมือง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ที่ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ลั่นสองปีก็จะทำต่อ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงอนาคตทางการเมืองว่าหากได้ทำงานต่อถึงปี2568 ก็จะทำให้ดีที่สุด แม้มีระยะเวลาที่จะทำงานได้อีกเพียงสองปี แล้วหาคนที่เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับ มาทำต่อ  การให้สัมภาษณ์ ประเด็นการเมืองของนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก หลังประชุมเอเปค ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนอย่างมาก

โดยเฉพาะการตัดสินใจไปร่วมงานการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีกระแสข่าวมาโดยตลอด  ซึ่งพลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่บอกว่า ถึงวันนี้ ก็คงพอจะรู้กันแล้ว เหลือเพียงตัวเองยังไม่ได้พูดเท่านั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะชัดเจน หลังกฎหมายลูกเรียบร้อยใช่หรือไม่  พลเอกประยุทธ์ เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า   

ส่วนการแบ่งงานให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อย่าง ธนกร วังบุญคงชนะ นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้ กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท.จำกัดมหาชน

คิดใหญ่ ทำเป็น ‘เพื่อไทย’ ขายฝัน รัฐบาล 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538080

06 ธ.ค. 2565

คิดใหญ่ ทำเป็น  'เพื่อไทย' ขายฝัน รัฐบาล 4 ปี

‘แพทองธาร ชินวัตร’ โชว์วิสัยทัศน์ คิดใหญ่ ทำเป็น เข็นค่าแรง 600 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ขอเป็นรัฐบาล4ปี

แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย  และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวในการประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2565  ในวันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2565 ว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ศึกษาและทำวิจัยพบว่า ประเทศถอยหลังไปมาก ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และไร้ที่ยืนบนเวทีโลก ประชาชนจำนวนมากมีหนี้ท่วมท้นและสะสมเป็นเวลานาน           

ภายในปี 2570 ภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย  หากบริหารประเทศนาน 4 ปี ที่ผ่านมา ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน คนไทยจะได้เห็น

แพทองธาร ชินวัตร และแกนนำพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร และแกนนำพรรคเพื่อไทย

นโยบายเศรษฐกิจ จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตอย่างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 5% ต่อปี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ ( Soft Power)  เป็นพลังขับเคลื่อน โดยการดึงศักยภาพของอย่างน้อย 1 คนในทุกครอบครัว ให้ได้รับโอกาสในการอบรม บ่มเพาะ ทักษะสร้างสรรค์ที่มีความถนัดให้ดีขึ้น   เช่น เชฟทำอาหาร นักออกแบบ  แฟชั่นดีไซเนอร์  นักร้อง นักแต่งเพลง

ทำให้มีรายได้คนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ประเทศไทยมี  20 ล้านครอบครัว สามารถสร้างงานทักษะสูงได้ 20 ล้านตำแหน่ง และมีรายได้รวมกันถึงปีละ 4 ล้านล้านบาท  และในปี 2570 คนไทยต้องได้ค่าแรงขั้นต่ำให้สมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทย คือ ไม่ต่ำกว่า 600 บาทต่อวัน เงินเดือนของผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป
 

นโยบายด้านการเกษตร  ในปี 2570 พรรคเพื่อไทยนำเทคโนโลยีทางการเกษตรหรือ Agritech มาใช้ เช่น เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยในการเกษตร มีการปรับปรุงหน้าดิน  และใช้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น แต่เหนื่อยน้อยลง 

นโยบายด้านการท่องเที่ยว ในปี 2570 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไทยจำนวนมาก 

นโยบายด้านนวัตกรรม พรรคเพื่อไทยสร้างโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ (Blockchain)  ของไทยเอง ที่เป็นช่องทางในการขายสินค้าเกษตร รวมทั้งสินทรัพย์ที่เกิดจาก
ซอฟต์พาวเวอร์ รัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ การเข้าถึงบริการของรัฐทำได้ง่าย สะดวก ทุกหมู่บ้านของประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สถานที่สาธารณะทุกแห่งมี wifi ฟรี

นโยบายด้านสาธารณสุข ในปี 2570 หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกอัพเกรด หรือยกระดับขึ้น  สามารถรักษาได้ทั่วประเทศ  ในปี 2570 ผู้ป่วยโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า หรือโรคทางกายอื่นๆ ที่ต้องการขอคำปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้รับการรักษาที่ศูนย์สาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต ได้รับการดูแลจากผู้ช่วยพยาบาลทั้งที่บ้านและที่ศูนย์ชีวาภิบาล (Hospice) ของรัฐและเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ลูกหลานยังสามารถไปประกอบอาชีพได้ตามปกติ ไม่ต้องลางาน

การสาธารณสุขเชิงรุก เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีในเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี และฉีดวัคซีนให้ผู้หญิงที่ยังไม่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV : Human Papilloma Virus) อีกทั้งยังตรวจและรักษาไวรัสตับอักเสบ-ซี ซึ่งโรคดังกล่าวจะเป็นการป้องกันมะเร็งตับที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้ชาย
           
ปี 2570 โรงพยาบาลของรัฐถูกกระจายอำนาจในรูปแบบองค์การมหาชนที่ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหาร

นโยบายด้านการศึกษา ในปี 2570 มีการกระจายอำนาจการศึกษาเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว มีโรงเรียน 2 ภาษาในทุกท้องถิ่น  มีศูนย์การเรียนรู้แบบ TCDC และ TK Park ที่เริ่มต้นสมัยไทยรักไทย ให้ครบทุกจังหวัด

นโยบายด้านยาเสพติด  พรรคเพื่อไทยมาแล้ว ยาเสพติดต้องหมดไป

นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน   ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง จะถูกแก้ไขทั้งระบบทั่วประเทศ   ศูนย์กลางของนวัตกรรมดึงดูดรายได้จากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทย

นโยบายด้านการคมนาคมและขนส่งมวลชน ในปี 2570 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค มีการลงทุนในระบบรางครั้งใหญ่   รถไฟฟ้าสายต่างๆในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกจัดระเบียบใหม่ เพื่อใช้ระบบตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสายได้ก่อนปี 2570 แน่นอน   สนามบินสุวรรณภูมิ จะขยายพื้นที่รองรับผู้โดยสารมากขึ้นจาก 45 ล้านคน เป็น 100 ล้านคน

นโยบายด้านพลังงาน โครงสร้างราคาพลังงาน ถูกปรับรื้อตั้งแต่ปี 2566  ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟ ลดลงทันที จะรณรงค์และส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน ทำให้ลดการพึ่งพาน้ำมันลง

ในปี 2570 กติการัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ นายกรัฐมนตรีถูกเลือกในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชน มีการกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากส่วนกลางออกไปส่วนท้องถิ่นมากขึ้น
           
ในปี 2570 พรรคเพื่อไทยรับใช้ประชาชน  ด้วยการทำให้นโยบายทั้งหมดเป็นจริง  ไม่มีการย้ายประเทศ มาพร้อมใจกันเปลี่ยนผู้นำง่ายกว่า  ช่วงเวลา 4 ปีจากนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพลิกฟื้นประเทศให้กลับมามีเกียรติ มีศักดิ์ศรีอีกครั้ง   การเมืองที่มีเสถียรภาพเท่านั้นที่จะทวงคืนเวลา 1 ทศวรรษที่หายไปของเราทุกคนกลับมา

‘ประชาธิปัตย์’ ย้ำหนุนกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538070

06 ธ.ค. 2565

'ประชาธิปัตย์' ย้ำหนุนกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น

ยืนยัน ไม่สนับสนุนกฎหมาย ‘กัญชา’ เสรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ส่วนเรื่องกฎหมาย ไปว่ากันในสภา

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีถึงจุดยืนของพรรคในเรื่องกัญชา ว่า พรรคชัดเจน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จุดยืนก็คือ ประชาธิปัตย์สนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ หรือจะพูดเลยไปทางเศรษฐกิจก็คือ เศรษฐกิจเพื่อการแพทย์ แต่ไม่สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ และกัญชาเสรี อันนี้ก็ยังเป็นจุดยืนเดิมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา อันนี้เป็นจุดยืนที่ประชาธิปัตย์ยึดถือตลอดมาแล้วได้พูดออกไปตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

เรื่องที่พรรคภูมิใจไทยมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมือง และมีการตอบโต้กันไปมาในเรื่องที่มีเด็กสูบกัญชาเป็นการจัดฉากนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าไม่ได้ประสงค์จะไปโต้กันไปมา และเคยพูดไปแล้วว่าไม่จำเป็นก็จะไม่ขอพูดเรื่องนี้อีก ทั้งหมดขอให้เป็นเรื่องในสภาที่จะได้พิจารณากัน และความจริงแล้วก็ไม่ได้คุยกับอนุทินเรื่องนี้ คุยกันเรื่องอื่น ส่วนเรื่องกัญชายังไม่ได้คุยกัน แต่ว่าก็เป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรทุกคนที่มีสิทธิในการพิจารณาว่าจะมีความเห็นอย่างไรในสภาเมื่อถึงเวลาที่จะพิจารณา แล้วประชาธิปัตย์ก็ยึดถือนโยบายที่แถลงต่อสภาของรัฐบาล

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ร่างกฎหมายที่อยู่ในสภาขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์มองว่าเป็นร่างของกัญชาเสรี หรือกัญชาเพื่อการแพทย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขณะนี้มันยังสามารถที่จะเปิดโอกาสให้เสพได้ การเสพก็คือการเสพเพื่อสันทนาการ ไม่ใช่การเสพเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่เสพตามใบสั่งแพทย์เพื่อการรักษา ถ้าอย่างนั้นอาจจะเรียกว่าการแพทย์ได้ แต่เสพนอกเหนือจากวัตถุประสงค์นี้ ก็เป็นการเสพเพื่อ ซึ่งคำตอบมันมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้เราก็ไม่คิดว่ามันเป็นเพื่อการแพทย์

ส่วนที่ถามว่าฝั่งวิปรัฐบาลจะมีการปล่อยฟรีโหวตในร่างนี้หรือไม่นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ต้องไปสอบถามวิปว่าเป็นอย่างไร แต่พรรคมีความเห็นชัดเจนและเป็นมติพรรคไปแล้ว