‘ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม สู่น้อง’ ส่งมอบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696546

‘ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม สู่น้อง’ ส่งมอบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

‘ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม สู่น้อง’ ส่งมอบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที ลีสซิ่ง ผลักดันโครงการ “ที ลีสซิ่ง เปื้อนยิ้ม สู่น้อง” ส่งมอบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ให้น้องๆ โรงเรียน จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง จำกัดผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในเครือเอ็ม บี เค จับมือดีลเลอร์ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ บริษัท เกียรติยานยนต์ แปดริ้ว จำกัด นำทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่สานต่อโครงการ “ที ลีสซิ่งเปื้อนยิ้ม สู่น้อง” ส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้งานให้กับโรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมกว่า 30 เครื่อง เริ่มจาก โรงเรียนวัดคลอง 18 จำนวน 15 เครื่อง โดยมีทัศนีย์ แก่นภมร ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยตัวแทนคุณครู และนักเรียนเข้ารับมอบในบรรยากาศอบอุ่น จากนั้นได้เดินทางไปยังโรงเรียนประชาฤกษ์สมบูรณ์เพื่อส่งมอบและติดตั้งคอมพิวเตอร์อีก 15 เครื่องให้กับน้องๆ โดยมี บรรจบ ศรีประภาพงศ์ผู้อำนวยการโรงเรียน และตัวแทนนักเรียนต้อนรับทีมจิตอาสาและรับมอบคอมพิวเตอร์ พร้อมต่อยอดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมต่อไป

‘สามย่านมิตรทาวน์’ ชวนชมผลงานน้อง ‘ควาย-คลาม’ 1 ในผลงานศิลปะจากศิลปินระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696543

‘สามย่านมิตรทาวน์’ ชวนชมผลงานน้อง ‘ควาย-คลาม’ 1 ในผลงานศิลปะจากศิลปินระดับโลก

‘สามย่านมิตรทาวน์’ ชวนชมผลงานน้อง ‘ควาย-คลาม’ 1 ในผลงานศิลปะจากศิลปินระดับโลก

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“สามย่านมิตรทาวน์” หนึ่งในสถานที่โชว์ผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทย ในงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022” ครั้งที่ 3 (Bangkok ArtBiennale 2022 : BAB) ชวนมิตรที่หลงใหลในงานศิลปะสัมผัสประสบการณ์กับ “ควาย-คลาม” (Calm) น้องควายเผือกขนาดสูงกว่า 4 เมตร ลำตัวยาว 7 เมตร และมีความกว้างถึง 2 เมตร ซึ่งเป็นผลงานของ ไมตรี ศิริบูรณ์ ศิลปินอิสระที่ตรึงใจชาวตะวันตกผู้โด่งดังจากงานภาพถ่ายชุด “อีสาน บอยด์ ซอยสี่” สร้างผลงานที่สะท้อนความเป็นอีสานนำความผูกพันระหว่างควายกับคนมาสะท้อนเรื่องราวต่างๆ ในสังคม โดยประติมากรรมน้องควาย-เค ออส จะตั้งอยู่บริเวณหน้าศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ผสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) และเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ และเอกชนทุกภาคส่วน จัดงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022” ครั้งที่ 3 (Bangkok Art Biennale 2022 : BAB) ภายใต้แนวคิด CHAOS : CALM โกลาหล : สงบสุข จัดเต็มผลงานศิลปะจาก 73 ศิลปินชั้นนำ จาก 35 สัญชาติทั่วโลก ที่จะมาสร้างความอลังการและความยิ่งใหญ่ให้กับวงการศิลปะภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยมากกว่า 200 ผลงาน สามารถติดตามข่าวสารและตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2022 เพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชธิดา ผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696515

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชธิดา ผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระราชธิดา ผู้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ประเทศอังกฤษ และโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้ พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร,พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์, พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์,มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา สนองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมากเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้งได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญสำนักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

พระกรณียกิจด้านต่างๆ ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยงแต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อพุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคมพุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรงอันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝนเมื่อปีพุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการโครงการพัฒนาชุมชนในเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของประเทศไทย โดยขึ้นทะเบียนขององค์การยูเนสโกร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อปี พ.ศ.2534 มีประชากรอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก และมีปัญหานานัปการ ทั้งด้านคมนาคม สาธารณสุข สาธารณูปโภค การศึกษา เศรษฐกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ทั้งนี้ ชุมชนชายแดนนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศจึงสมควรมีการบูรณาการการพัฒนาชุมชนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชน เพื่อให้ได้รับการพัฒนาและอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพัฒนาประเทศและสังคม โดยพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากโดยตรง อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเอง ทั้งนี้ ชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนานั้น ต้องมีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนา โดยการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี จะเป็นต้นแบบที่ดีในการให้ภาครัฐนำไปเป็นแบบในการปฏิบัติช่วยเหลือชุมชนแห่งอื่นๆ ในโอกาสต่อไป

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินีองค์ประธานที่ปรึกษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับโครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรีไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร เป็นองค์ประธานกรรมการ เพื่อพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พุทธศักราช 2562

โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาวเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates : ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ
เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

สโมสรกีฬาบีบีจี เป็นโครงการในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำความผิดและขาดโอกาส จึงทำให้โครงการ BOUNCE BE GOOD ในพระดำริฯ พัฒนามาเป็นสโมสรกีฬาบีบีจีในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนักกีฬาอาชีพจากเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำผิดและได้รับผลกระทบทางกฎหมายตลอดจนเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาส ด้วยบทบาทหลักของสโมสรกีฬาบีบีจี คือการพัฒนาทักษะด้านกีฬาและดูแลคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน จนพวกเขาสามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ หรือประกอบอาชีพในสายอาชีพด้านกีฬา สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ตลอดจนสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติได้ต่อไปในอนาคต เพื่อเป็นการพิสูจน์ศักยภาพและสะท้อนคุณค่าของเด็กและเยาวชน กลุ่มเป้าหมายให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และยังเป็นการลดปัญหาของเด็กและเยาวชนได้อย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสโมสรกีฬาบีบีจี มีประเภทกีฬา 3 ประเภท ได้แก่ เทเบิลเทนนิส แบดมินตัน และฟุตบอล/มีเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ ภายใต้การดำเนินงานของสโมสรกีฬาบีบีจี จำนวน 883 คน/มียิมกีฬา ภายใต้การดูแลของสโมสรรวมทั้งสิ้น 13 ยิม โดย 8 แห่ง ภายใต้สังกัดกรมพินิจฯ/3 แห่ง ภายใต้สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน/และอีก 1 แห่ง ในพื้นที่เสี่ยงต่อยาเสพติด โดยในอนาคตสโมสรกีฬาบีบีจีจะมีการขยายโครงการอีก 6 แห่ง ไปยังพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/โดยภาคเหนือ ได้แก่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 7 จังหวัดเชียงใหม่/โรงเรียนไทยภูเขา (นพค.32)/พื้นที่เสี่ยงต่อยาเสพติดใน จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย/และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 5 จังหวัดอุบลราชธานี

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 คณะกรรมการรางวัลสัญญา ธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เพื่อทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ อยู่เป็นนิจ อาทิ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยราชภัฏ และการพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน เป็นต้น

ด้วยทรงพระปรีชาสามารถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลต่างๆ ในระดับนานาชาติ ดังนี้ รางวัล Medal of Recognition ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าฯถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี หน่วยงาน UNIFEM จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

อีกทั้ง ยังทรงรับ มูลนิธิ/องค์กร ไว้ในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

คุณแหน : 7 ธันวาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696516

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ll รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ส่งสารถึงสมาชิกสภาเภสัชกรรม ว่า สภาเภสัชกรรมยินดีดูแลผู้ป่วยบัตรทอง และการนำร้านยาร่วมดูแล“เจ็บป่วยเบื้องต้น”ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง“ไม่ใช่”การประกอบวิชาชีพอื่นตามกฎหมายสถานพยาบาล..

ll สฤษดิ์ วิฑูรย์ เป็นตัวแทนรุ่น Digital CEO#2 ไปร่วมงานสวดอภิธรรมศพคุณแม่รำพรรณ พุฒิชาติ มารดา ดร.วัฒนา พุฒิชาติ อดีต ผวจ.ศรีสะเกษ ณ วัดกลางโพธิ์ชัย จ.ยโสธร..

ll เพื่อนๆ ร่วมยินดีกับ หทัย วสุนันต์ ได้เป็นว่าที่รองเลขาธิการ สนง.คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)..

ll ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ. NIA ปลื้มที่“ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี”คว้าสุดยอดเมืองน่าอยู่จากเวที“WOW 2022 Awards”ประเภทโครงการจากภาครัฐ สาขาย่าน/ชุมชน ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ซึ่งที่ผ่านมา NIA ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่มีศักยภาพสูงด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และนักวิจัย..

ll นพ.สกานต์ บุนนาค ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ แจ้งเตือนว่ายังไม่มีหลักฐานงานวิจัยทางคลินิกที่ยืนยันแน่ชัดว่า ผักจิงจูฉ่ายช่วยรักษามะเร็งระยะสุดท้ายในมนุษย์ได้ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว..

ll วราพงษ์ เกียรตินิยมรุ่ง บริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ โครงการปรับปรุงหอพักผู้ป่วยในอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โดยมี ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ และ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รับมอบ..

ll ชาว MPPM 23 นิด้า มีเรื่องดีใจที่เพื่อนร่วมรุ่น ฮุน ซาเรือน อดีตกงสุลใหญ่สระแก้ว และหนึ่งในปลัดกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ที่ได้รับพระบรมราชโองการจาก พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี แต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยคนใหม่..

ll เพื่อนๆ ร่วมดีใจกับ บัณฑิต อัมพรศรีสุภาพ นิสิตเก่า มก.รุ่น 42 ที่ได้รางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2565 ประเภทนักบริหารภาครัฐวิสาหกิจ ของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์..

ll วันเกิดปีนี้ ยุพธัช ยิบอินซอย ไปกราบขอพรจากคุณแม่ เยาวดียิบอินซอย ในวัย 82 ปี พร้อมร่วมรับทานข้าวและได้ทำบุญช่วยคนพิการด้วย..

ll สวด ผู้ใหญ่รักษ์ หงวนศิริ อายุ 95 ปี บิดา วรวิทย์ หงวนศิริศาลาธรรมสังเวช 1-2 วัดบางเตย ถ.นวมินทร์ 6-10 ธ.ค. 18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 11 ธ.ค. 17.00 น. ..

ll ปกติก็วิ่งประจำ ล่าสุด ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส ไปวิ่ง 21.1 กม. ในงาน Amazing Thailand Marathon ปล่อยตัวตี 2 วิ่งผ่าเมืองเส้นทาง ราชมังคลาฯ-อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย..ll

น้องใหม่

Life & Health : การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่..ที่หัวหน้างานต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696505

Life & Health : การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่..ที่หัวหน้างานต้องมี

Life & Health : การพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่..ที่หัวหน้างานต้องมี

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจยุคใหม่และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ทักษะของคนทำงานยุคเดิมกำลังจะหมดอายุ โดยเฉพาะทักษะด้านความเป็นผู้นำ (Leadership) จึงส่งผลให้ “ทักษะผู้นำยุคใหม่ หรือ Adaptive Leadership Skill” กลายมาเป็นทักษะสำคัญเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้างานที่ต้องขึ้นมาดูแลลูกทีมจำนวนมากท่ามกลางธุรกิจยุคดิจิทัลใหม่นี้

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์เทรนนิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า Human Resources Council จำนวน 14 คน จากนิตยสาร Forbesได้ระบุถึง 14 ความท้าทายที่หัวหน้างานมือใหม่ต้องเผชิญในช่วงปี 2022 และอนาคต ทั้งนี้
ได้เลือกเฉพาะความท้าทายบางส่วนที่สอดคล้องกับบริบทสังคมการทำงานในไทย ดังนี้

l ปรับแนวคิดจาก “ผู้ทำเป็นผู้นำ”- หัวหน้างานต้องปรับแนวคิดครั้งใหญ่ เขาต้องเปลี่ยนการทำงานจากการลงมือทำเองเป็นการสร้างผลงานผ่านทีม หัวหน้างานจะมัวแต่ทำงานเองไม่ได้ ไม่เช่นนั้น งานจะล้นมือไม่มีเวลาไปทำงานสำคัญที่สร้างผลกระทบที่ดีต่อองค์กร

l ปรับบุคลิก พลิกรูปแบบการสื่อสาร เชื่อมคนในทีมและ Stakeholders-หัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพ คือหัวหน้างานที่รู้จักคนในทีมเป็นอย่างดี รู้ว่าใครมีความสามารถอะไร จุดเด่น จุดด้อยเป็นอย่างไร รู้วิธีสื่อสารที่ทำให้คนในทีมทุกคนเข้าใจ พร้อมปรับตัวเข้าหาอย่างเป็นมิตร รวมทั้งรู้จักกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงาน เพื่อดำเนินงานข้ามแผนกหรือติดต่อประสานงานอื่นๆ ได้อย่างราบรื่นถ้าหัวหน้างานในยุคดิจิทัลขาดทักษะนี้ อาจก่อปัญหาที่มีผลกระทบทั้งองค์กร

l ปรับบทบาท จงเป็นผู้นำที่พร้อมซัพพอร์ตและสร้างแรงผลักดันให้แก่ลูกทีมได้- สถานการณ์โลกการทำงานปัจจุบันไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป พนักงานในทีมแต่ละคนก็จะมีปัญหางานและปัญหาส่วนตัวที่แตกต่างและซับซ้อนมากขึ้น หัวหน้างานจึงต้องปรับบทบาทเป็นผู้ซัพพอร์ตและสามารถให้กำลังใจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ สามารถแก้ไขปัญหาได้คอยโค้ชหรือสอนงานอย่างเต็มที่และอีกฝ่ายก็น้อมรับอย่างเต็มใจ

จะสังเกตได้ว่าทุกความท้าทายที่หัวหน้างานต้องเผชิญในยุคดิจิทัล ไม่ใช่อุปสรรคที่ยากเกินรับมือ เพียงแต่ต้องปรับตัว ทำความเข้าใจ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความคิดและพัฒนาทักษะของหัวหน้างานคงหนีไม่พ้น Adaptive Leadership Skill

Adaptive Leadership ความหมายตรงตัวคือ “ผู้นำที่พร้อมเปลี่ยนแปลง” โดยอ้างอิงจากหนังสือ The Practice of ADAPTIVE LEADERSHIP : Tools and Tactics for Changing Your Organization and the World ได้ระบุไว้ว่า บุคลิกลักษณะของคนที่เป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้

1.Get on the Balcony : การมองภาพรวม (Big Picture)-ผู้นำแบบ Adaptive Leadershipจะต้องมองภาพรวมให้เป็น เอาตัวถอยออกมาเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมโดยกว้าง หมั่นศึกษา Macro Trend ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เช่น ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ผู้คนนิยมสั่ง Food deliver เพิ่มขึ้น ร้านอาหารในห้างลดลง แต่ละธุรกิจลดจำนวนสาขาลงstand alone เพิ่มขึ้น

2.Identify adaptive challenges : การระบุปัญหาที่ต้องการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจน เช่น การตั้งคำถามว่า อะไรคือปัญหาสำคัญ ระหว่างองค์กรหรือพนักงาน? โดยการระบุปัญหาควรหาคำตอบร่วมกันกับพนักงาน เพื่อคัดกรองสิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆ จากนั้นลำดับความสำคัญของปัญหาและลงมือแก้ไข

3.Regulate distress : การปรับแนวคิดเพื่อรับมือกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับตัว คือคำถามจากทั้งตัวเองและพนักงานว่า ทำไมถึงต้องปรับตัว?แต่หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การวนเวียนกับความรู้สึกหรือตอบโต้คำถามด้วยอารมณ์ แต่ต้องตอบคำถามเหล่านั้นด้วยเหตุผลและควบคุมความทุกข์เหล่านี้ด้วยการ Turning up the heat หรือปลุกระดมให้พนักงานเข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลง (WHY)

4.Maintain disciplined attention : การเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างวินัยของการปรับตัว หัวหน้างานต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการ สร้างวินัยด้านการปรับตัว ทำให้พนักงานเห็นว่าการปรับตัวที่เกิดขึ้น ส่งผลดีต่อตนเอง ทีมและองค์กร หากหัวหน้าไม่อยากทำ ไม่คิดปรับเปลี่ยน ลูกน้องคงมีข้อคำถามมากมายและเลือกที่จะไม่ปรับเช่นกัน

5.Give the work back to the people : การทำงานให้ใกล้ชิด ปลูกฝังหัวใจของการเป็นเจ้าของธุรกิจให้พนักงาน-ทุกการเปลี่ยนแปลงมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว มีลุกก็ต้องมีล้ม แต่ถ้าหัวหน้างานมีความเชื่อมั่นและต้องการผลักดันผลลัพธ์ให้เกิดขึ้นจริง หัวหน้าต้องลงไปทำงานใกล้ชิดกับพนักงาน ให้กำลังใจ สร้างแรงจูงใจ ทำให้พนักงานทุกคนรู้ว่าเขามีความสำคัญต่อองค์กร ทุกการกระทำสร้างผลกระทบต่อบริษัท

6.Protect leadership voices from below : การให้ความสำคัญกับเสียงเล็กๆของพนักงานทุกคน-หัวหน้างานที่ดีต้องรับฟังปัญหาของพนักงานทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้หมดจากทุกๆ ส่วน

นอกจากลักษณะนิสัยของผู้นำแบบ Adaptive Leadership ข้างต้นแล้ว วิธีการนำมาปรับใช้กับการทำงานในองค์กรหรือพัฒนาบุคลากรระดับหัวหน้างานให้มีความเป็นผู้นำยุคใหม่แบบAdaptive Leadership นั้น จำเป็นต้องมีแผนพัฒนา เครื่องมือการฝึกอบรม รวมถึงหลักสูตรเสริมสร้างทักษะที่ได้มาตรฐาน ที่จะมาผสมผสานกันเพื่อให้การพัฒนาบุคลากรสู่การเป็นผู้นำยุคใหม่ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

ทั้งนี้ Beyond Training สถาบันฝึกอบรมที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทักษะในการทำงาน ได้ออกแบบแผนพัฒนาที่ชื่อว่า Adaptive Leadership Series ที่ช่วย “สร้างคนเก่งที่มีภาวะผู้นำสูง”ในทุกตำแหน่งขององค์กร รวมถึงช่วยพัฒนาบุคลากรให้ “เก่งงาน เก่งคน ทันโลก” พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับองค์กรยุคใหม่

ในกระบวนการสร้างผู้นำยุคใหม่ (Adaptive Leadership) ให้กับบุคลากรในองค์กร จะต้องเริ่มตั้งแต่ “เจาะลึกกระแสโลกและทิศทางของธุรกิจ” เพื่อให้ทราบว่าองค์กรต้องเผชิญหน้ากับอะไร เพื่อหาแนวทาง พัฒนากลยุทธ์ให้สอดรับการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจึงร่วมวางแนวทางกลยุทธ์องค์กรและวางโครงสร้างองค์กร รวมถึงการออกแบบตำแหน่งหน้าที่การทำงานต่างๆ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนออกแบบการเรียนรู้ของคนในองค์กรขึ้น ผ่าน Framework ที่ชื่อ High Impact Development Framework ที่จะเจาะลึกลงไปถึง 8 สมรรถนะของผู้นำยุคใหม่ ประกอบไปด้วย AGILITY, DISRUPTIVE, ATTITUDES, PERSONALIZATION, TECHNOLOGY, INNOVATION, LIVE WELL BEING, EMPATHY ซึ่งการสร้างสมรรถนะเหล่านี้ จะพัฒนาได้ด้วยกลุ่มทักษะที่ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นโปรแกรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมตั้งแต่ระดับต้น กลาง และสูง โดยผ่านแผนฝึกอบรมที่นำทฤษฎี 70 : 20 : 10 มาผสมผสานทั้งการเรียนรู้จากหลักสูตร (10) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลังเรียนรู้ (20) รวมถึงการนำความรู้ไปปฎิบัติใช้จริง (70) หาข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ www.Beyondtraining.in.th

ในวิกฤตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้องค์กรต้องตื่นตัวในการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำให้กับบุคลากร ฉะนั้นการสร้างแผนพัฒนา Adaptive Leadership Series นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือพัฒนาคนทำงานให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำยุคใหม่” ที่เก่งงาน เก่งคนและเท่าทันเทรนด์โลก พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยให้เติบโตในธุรกิจยุคดิจิทัลใหม่ได้

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ จัดแนะนำหลักสูตร ‘CGI OPEN HOUSE 2023’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696539

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ จัดแนะนำหลักสูตร ‘CGI OPEN HOUSE 2023’

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ จัดแนะนำหลักสูตร ‘CGI OPEN HOUSE 2023’

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 18.26 น.

สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ กำหนดจัด “งานแนะนำหลักสูตร CGI OPEN HOUSE 2023” และสอบคัดเลือกผู้รับทุนการศึกษาตลอดระยะเวลาหลักสูตรพร้อมค่าใช้จ่ายรายเดือน ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ทุนยังมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัย ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำที่สหรัฐอเมริกาอีกด้วย สำหรับงาน CGI Open House จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2565 เวลา 09.00-14.00 น. ณ อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วยนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติวิทยาศาสตร์ที่เพรียบพร้อมด้วยเครื่องมืออันทันสมัย นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลุ้นรางวัล ผ่าน Facebook Live “Chulabhorn Graduate Institute” ในวันที่ 7-9 ธันวาคม 2565 ช่วงเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

-(016)

เปิดแล้ว GENTLEMEN’S TONIC- A Sense of Beauty by Sacha ผสานความสง่างามสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696538

เปิดแล้ว GENTLEMEN’S TONIC- A Sense of Beauty by Sacha ผสานความสง่างามสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

เปิดแล้ว GENTLEMEN’S TONIC- A Sense of Beauty by Sacha ผสานความสง่างามสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 18.22 น.

เปิดแล้ว GENTLEMEN’S TONIC และ A Sense of Beauty by Sacha ผสานสองที่สุดแห่งความสง่างามสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีหรูหราริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ

เพราะความสง่างามเป็นสิ่งที่คู่ควรกับทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้รักความใส่ใจในตัวเอง ดังนั้น  A Sense of Beauty by Sacha จึงได้คัดสรรการบริการระดับพรีเมียมและสุดยอดผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังจับมือกับ GENTLEMEN’S TONIC แบรนด์สำหรับคุณสุภาพบุรุษชื่อดังที่กำเนิดขึ้นในเมืองเมย์แฟร์ ประเทศอังกฤษ และยังมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างมากในแถบยุโรป ร่วมผสานความครบวงจรเรื่องการดูแลความงามสำหรับทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแล้ววันนี้ในที่เดียว ณ โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ ถนนเจริญกรุง

เพียงเห็นภาพลักษณ์อันสง่างามของทั้งบาร์เบอร์และซาลอนของ GENTLEMEN’S TONIC และ A Sense of Beauty by Sacha ก็สัมผัสได้ถึงความหรูหรา และรีแลกซ์อย่างมีสไตล์ในแบบฉบับเฉพาะตัวที่พร้อมจะมอบให้กับผู้มาเยือนทุกท่าน อีกทั้งการดูแลสุดเอ็กซ์คูลซีฟ ไม่ว่าจะเป็นการตัดผมอย่างพิถีพิถัน ทำทรีตเมนต์ดูแลอย่างปราณีต และบริการอื่นๆ เรียกว่าดูแลเรื่องความงามอย่างครบครัน

โดยในส่วนของ GENTLEMEN’S TONIC ปัจจุบันนี้ได้ขยายสาขาไปทั่วโลก มีทั้งที่ลอนดอน ฮ่องกง ดูไบ กัวลาลัมเปอร์ อาบูดาบี เม็กซิโก นิวเดลี และวันนี้ได้มาเปิดความเอ็กซ์คูลซีฟที่มหานครกรุงเทพแล้ว นอกจากนี้ GENTLEMEN’S TONIC ยังได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด เพื่อดูแลผิวหน้า ผิวกาย เส้นผม ของคุณผู้ชายให้มีภาพลักษณ์ที่ดูดีอยู่เสมอ และอีกหนึ่งความภูมิใจก็คือ GENTLEMEN’S TONIC ยังได้รับรางวัลแบรนด์เสริมสร้างภาพลักษณ์และไลฟ์สไตล์ของคุณสุภาพบุรุษเป็นการการันตีความปราณีตและพิถีพิถันในทุกขั้นตอนอีกด้วย

ในโอกาสนี้ มร.โอลิเวียร์ บอนเนอร์ฟอย ผู้ก่อตั้ง GENTLEMEN’S TONIC ได้เดินทางมาเพื่อร่วมเปิด GENTLEMEN’S TONIC แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ ถนนเจริญกรุง กล่าวว่า “กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่ผมชอบที่สุดในโลก ตื่นเต้นมากที่ GENTLEMEN’S TONIC ได้มาเปิดบริการที่เมืองไทย เนื่องจากผู้ชายไทยเป็นหนึ่งในลูกค้าที่มีความสนใจผลิตภัณฑ์ของเรา แน่นอนว่าผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย อย่างไรก็ดี ไม่มีใครสามารถมอบประสบการณ์สุดหรูในบรรยากาศ 5 ดาวของโฟร์ซีซั่นส์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รับรองได้ว่าด้วยความหลากหลายของบริการควบคู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของช่างที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างดีเยี่ยม จะทำให้คุณสุภาพบุรุษทั้งหลายประทับใจอย่างแน่นอน”

ด้าน คุณซาช่า-ศศิชา บำรุงกิจ แห่ง A Sense of Beauty by Sacha ผู้มีไอเดียในการรังสรรค์ซาลอนแห่งนี้ให้เป็นเอ็กซ์คูลซีฟพรีเมียมซาลอนที่ลูกค้าเข้ามาแล้ว จะบริการออกแบบทรงผมให้ตรงความต้องการและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า กล่าวว่า “ที่นี่เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสารสกัดจากธรรมชาติ อย่างเช่น Stemcell ที่สกัดจาก DNA ของพืช, เคราติน ที่ช่วยซ่อมแซมผมที่เสียจากการทำเคมีบ่อย, ผมที่ขาดการดูแลหรือเกิดจากความเครียด มลภาวะ หรือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับสภาพผม เมื่อกลับออกไปจะต้องออกไปพร้อมความมั่นใจและประทับใจ

“ความตั้งใจของเราคืออยากเป็นหนึ่งในซาลอนที่ผู้หญิงนึกถึง รู้สึกผ่อนคลายเมื่อเข้ามาใช้บริการ จุดเด่นที่ต่างจากซาลอนทั่วไปคือเรามีบริการตรวจเช็คสภาพหนังศีรษะเพื่อให้ลูกค้าทราบถึงปัญหาหนังศีรษะอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้เลือกใช้แชมพูให้เข้ากับสภาพผมของลูกค้า โดยผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นแบรนด์ชั้นนำจากฝรั่งเศส, อังกฤษ ญี่ปุ่น และอิตาลี เน้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการดูแลเรื่องการซ่อมแซมผมให้กลับมาสุขภาพดี โดยช่างที่ให้บริการมีประสบการณ์กว่า 15 ปี เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างดี

นอกจากนี้ เรายังภูมิใจกับบาร์เบอร์ ที่เราร่วมมือกับ GENTLEMEN’S TONIC มืออาชีพในเรื่องของผลิตภัณฑ์ผู้ชายที่มีชื่อเสียงจากประเทศอังกฤษ มากรูมมิ่งให้คุณผู้ชายโดยเฉพาะ มีบริการ Hair Cut, GT Royal. Wet Shave, GT Facial Treatment, Manicure, Pedicure และ Waxing ด้วยการตกแต่งสไตล์วินเทจเท่ห์ๆ ให้ความเป็นไพรเวทคลับที่ผู้ชายมานั่งพูดคุยและสามารถสั่งเครื่องดื่มจากโรงแรมระหว่างที่มาใช้บริการ”

ทั้งนี้ ทางร้านได้มีการผสมผสานเทคโนโลยี นำเข้าหมวกปลูกผมเลเซอร์ Capillus ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดย “คุณบอล-วรุตม์ สุทธินันท์” ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “หมวกปลูกผมเลเซอร์ Capillus เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกระตุ้นการสร้างรากผม สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วงก่อนวัยอันควร ปัญหาศีรษะล้าน หรือปัญหาผมบาง เพียงสวมใส่หมวกปลูกผมเลเซอร์นี้แค่ 6 นาทีต่อวันด้วยตัวคุณตัวเองที่บ้านได้ง่ายๆ ก็สามารถช่วยสร้างเส้นผมใหม่ได้ โดยจะเริ่มจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2566”

ทั้ง A Sense of Beauty by Sacha และ GENTLEMEN’S TONIC ตั้งอยู่ชั้น LL ติดกับสปา และสวนปาล์มคอร์ตยาร์ด ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ถนนเจริญกรุง เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 082-652-2999, 096-742-2999 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ เว็บไซต์ http://www.asenseofbeautybysacha.com และ  http://www.gentlemenstonic.com

-(016)

จับตา ‘เมกะอีเวนท์’ ดัน Soft Power ไทยสู่นานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696522

จับตา ‘เมกะอีเวนท์’ ดัน Soft Power ไทยสู่นานาชาติ

จับตา ‘เมกะอีเวนท์’ ดัน Soft Power ไทยสู่นานาชาติ

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.24 น.

หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทย เคยคว้าสิทธิ์จัดงานระดับโลกมาแล้ว เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ที่ทีเส็บร่วมกับภาครัฐหมายหมายมั่นปั้นมือให้จังหวัดภูเก็ตคว้าสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพในงาน Specialised Expo 2028, Phuket Thailand  มาจัดที่ไทย ซึ่งนับว่าเป็นงานเมกะอีเวนท์ที่เอื้อเศรษฐกิจของภูมิภาคอันดามันเป็นอย่างมาก

งาน Specialised Expo 2028, Phuket Thailand ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม MICE ที่สำคัญ และกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ไทยถึงทุ่มสุดตัวถึงแม้จะต้องใช้เวลารอคอยอีกนานถึง 6 ปี หรือปี พ.ศ. 2571 และถ้าได้รับการคัดเลือกให้จัดงานนี้ก็ต้องถือว่าคุ้มค่ากับการรอคอย เพราะจะสร้างเงินสะพัดมากถึง 4.9 หมื่นล้านบาท มีนักเดินทางไมซ์ทั้งไทย และต่างประเทศเข้าชมกว่า 4.9 ล้านคน

คนไทยได้อะไรจากการเป็นเจ้าภาพงาน Specialised Expo 2028, Phuket Thailand   งาน Specialised Expo 2028, Phuket Thailand เรียกได้ว่าเป็นน้อง ๆ World Expo เลยก็ว่าได้ และหากภูเก็ตได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ ก็จะเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างงาน สร้างรายได้เข้าจังหวัดภูเก็ต และชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งมวลชน เส้นทางคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จะได้รับการติดตามให้แล้วเสร็จเพื่อรองรับงานระดับโลกนี้ให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นสนามบินนานาชาติที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก ถนนสายสำคัญที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกันเกิดรายได้หมุนเวียนจากการใช้จ่ายและการเข้าพักของโรงแรมทั้งในภูเก็ตและกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันที่สามารถรองรับได้กว่าสองแสนห้อง ที่ยังไม่นับรวมกลุ่มธุรกิจเชิงสุขภาพ เช่นสปา โยคะ กิจกรรมกีฬา ที่จะคึกคักไม่แพ้กัน 

คาดการณ์ว่าเมกะอีเวนท์นี้จะสร้างความคุ้มค่าในการลงทุนกลับมามากถึง 9 เท่า จะมีเงินสะพัดในช่วงระหว่างการจัดงานมากถึง 49,231 ล้านบาท มีผู้เข้าชมการจัดงานทั้งไทย และต่างประเทศรวม 4.9 ล้านคน เพิ่มตัวเลข GDP จำนวน 39,357 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสามารถจ้างงานได้มากถึง 113,439 ตำแหน่ง เกิดรายได้หมุนเวียนในประเทศอีกเป็นจำนวนมาก

นับเป็นโอกาสของไทยบนเวทีโลกกับการประกาศเป็นจุดหมายของการเป็นเมืองท่องเที่ยงเชิงสุขภาพระดับโลก ผลักดัน Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติ สามารถเชื่อมต่อและสร้างเม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรม ไมซ์ และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทยต่อไป

-(016)

นุ้ย-สุวิมล คว้า ‘เก่ง-ธชย’ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก ME

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696520

นุ้ย-สุวิมล คว้า ‘เก่ง-ธชย’ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก ME

นุ้ย-สุวิมล คว้า ‘เก่ง-ธชย’ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก ME

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.15 น.

สร้างความฮือฮาอีกครั้ง! หลังผู้บริหาร marcella “นุ้ย-สุวิมล ธนินกุลนาถ” ดึงนักร้องหนุ่มชื่อดัง “เก่ง ธชย” ให้เป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของเครื่องดื่ม ME ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งจะจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงานแฟชั่น “Vientiane WOW Fashion Show 2022” ที่เวียงจันทร์ ลาว  แถมงานนี้ยังได้นำเสื้อผ้าจากแบรนด์ดัง THAVETH​ มาเฉิดฉายในงานครั้งนี้ด้วย

โดย นุ้ย-สุวิมล เปิดเผยว่า ได้คัดเลือกคนดังหลายคนกว่าจะจบที่เก่ง-ธชย เพราะเราเชื่อมั่นในความสามารถศักยภาพของเก่ง ว่าจะทำให้ ME ฮอตฮิตติดปากติดใจคนได้เพิ่มขึ้น ซึ่งตลาดลาวก็เป็นอีกตลาดสำคัญที่เราเจาะ เพราะที่ผ่านมาคนลาวชอบดื่มกันเยอะมากๆ เรียกว่าประสบความสำเร็จเกินคาดจริงๆ ในตลาดลาว และเรายังมีแผนจะไปบุกอีกหลายประเทศต่อไป”

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.marcellathailand.com , เพจ: https://www.facebook.com/MEEnergyDrink/  , ไอจี : https://www.instagram.com/mar.cella_official/  , Tiktok : https://www.tiktok.com/@meenergy_drink

-(016)

พิพิธภัณฑ์เกษตร ชวนเที่ยวงาน ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’ สดุดีพระเกียรตินักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/696519

พิพิธภัณฑ์เกษตร ชวนเที่ยวงาน 'ภูมิพลังแผ่นดิน' สดุดีพระเกียรตินักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม

พิพิธภัณฑ์เกษตร ชวนเที่ยวงาน ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’ สดุดีพระเกียรตินักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.12 น.

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน “ภูมิพลังแผ่นดิน” วันสุดท้าย งานมหกรรมยิ่งใหญ่แห่งปี สดุดีพระเกียรตินักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเชิดชูพระเกียรติในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรมสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้จัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา“ภูมิพลังแผ่นดิน”ขึ้นระหว่างวันที่3-6 ธค.65 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมงานและเรียนรู้เกี่ยวกับงานด้านการพัฒนาทรัพยากรดินของพระองค์ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานีซึ่งวันนี้งานได้จัดวันสุดท้ายแล้ว

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   กล่าวว่า   พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ท่านทรงตระหนักถึงปัญหาและความเสื่อมโทรมของดินไม่ว่าจะเป็นดินเปรี้ยว ดินเค็ม ทำอย่างไรถึงจะคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ “ผืนดิน” อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงด้านคลังอาหาร จึงเห็นได้ว่าโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวกับการเกษตรกว่า 4,000 โครงการ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ปรับปรุงดิน และด้านการเกษตร ด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ทำให้ราษฎรได้มีความอยู่ดี กินดี มากยิ่งขึ้น   จึงได้จัดงานขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าเรียนรู้พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ธ ผู้ทรงเป็นพลังแห่งแผ่นดิน

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย  อาทิ  การจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ภูมิพล ดลดิน  นิทรรศการจากพี่น้องเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ นิทรรศการของขวัญจากดิน ดินสร้างชีวิต  พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการกว่า 16วิชา ชม ชิม และเลือกซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกร ตัวจริงในตลาดเศรษฐกิจพอเพียงและเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์ดินดล ตลอดทั้งวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย   นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Work shop จับเข่า ล้อมวงเล่าเรื่องเกษตร พร้อมด้วยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการอบรมวิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้  ยังมีไฮไลท์พิเศษในเดือนนี้เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 8 จัดแสดงเรื่องราว ของ “วิถีเกษตรกรไทย”ตามรอยศาสตร์พระราชา ภายใต้แนวคิด เกษตรกรไทยเท่ มีกิน มีใช้ มีเก็บ มีเกียรติและเปิดให้ชมนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งสนองพระราชปณิธาน พื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ“สืบสาน รักษา ต่อยอด” พระราชปณิธานและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านการเกษตร สนุกทะลุจอ สัมผัสความแปลกใหม่ในโรงภาพยนตร์แอนิเมชัน 7 มิติ ที่จะเปิดให้เข้าชมครั้งแรกในงานนี้

ด้านการอบรมวิชาของแผ่นดิน และอบรมเชิงปฏิบัติการ ที่มีให้เลือกเก็บเกี่ยวองค์ความรู้ ตลอด 4 วันเต็ม 16 วิชา จากกูรูเกษตรกรเครือข่ายและภาคีความร่วมมือ ที่สลับสับเปลี่ยน มาส่งตรงองค์ความรู้ อาทิ อาจารย์ปรีชา บุญท้วม อาจารย์จักรภฤต บรรเจิดกิจ ปราชญ์ชาวบ้านด้านการทำนาผู้ก่อตั้งวิชชาลัยชาวนาพิจิตร ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดโคนป่าและการสร้างจุลินทรีย์จาวปลวก อาจารย์ปิญญา เวชไพบูณ เวชไพบูณฟาร์ม จ.นนทบุรี การเลี้ยงแบบธรรมชาติ ครบวงจร บนพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองใหญ่ อาจารย์ธรรมรัตน์ แย้มขจร สวนมะนาว นัยน์ปพรบ้านลุงชิต กรุงเทพฯ การปลูกและการจัดการแปลงมะนาว เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ อดีตวิศวกรคุมเครื่องจักร ที่หันมาเอาดีด้านการเกษตร จนทุกวันนี้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการลูกมะนาวสด และกิ่งพันธุ์  เป็นต้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่www.wisdomking.or.th หรือfacebook/Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum และ Youtube พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ

-(016)