เครือเนชั่น ร้องสมาคมนักข่าวฯ ถูกคุกคามจาก’พรรคการเมือง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537035

24 พ.ย. 2565

เครือเนชั่น ร้องสมาคมนักข่าวฯ ถูกคุกคามจาก'พรรคการเมือง'

‘เนชั่น’ฯ ร้องสมาคมนักข่าวฯ พิจารณาการนำเสนอข่าวพล.อ.ประยุทธ์เตรียมย้ายพรรค เป็นเฟคนิวส์ ตามที่ถูกป้ายสีหรือไม่

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี เนชั่นออนไลน์ และสื่อในเครือ ยื่นหนังสือให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พิจารณาข้อเท็จจริงการนำเสนอข่าวของสื่อในเครือเนชั่น กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เตรียมเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ มีเนื้อหาว่า

ตามที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ทำกราฟฟิกแบนเนอร์เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค และส่งไปยังกลุ่มไลน์ของสื่อมวลชน เพื่อจงใจกล่าวหาว่า ข่าวการสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเฟคนิวส์ โดยได้แนบลิงค์ข่าวของเนชั่นออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 เรื่อง “บิ๊กตู่”สมัครเป็นสมาชิก “พรรครวมไทยสร้างชาติ”

https://www.nationtv.tv/news/politics/378893620


จนเกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งข้อเท็จจริงของข่าวนี้ และการกระทำของพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี และเนชั่นออนไลน์ ตลอดจนสื่อทุกสื่อของเครือเนชั่น ยืนยันว่า การนำเสนอข่าวนี้ทั้งในแพลตฟอร์มออนไลน์ และทีวี ได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรม จรรยาบรรณ และมาตรฐานทางวิชาชีพสื่อสารมวลชน ด้วยอุดมการณ์ “สถาบันสื่อมืออาชีพ” โดยได้ตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงในข่าว และเปิดโอกาสให้หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้ชี้แจง ซึ่งก็ได้นำเสนอคำชี้แจงของหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติไปพร้อมกันด้วย

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1039313

การทำหน้าที่สื่อมวลชน อย่างถูกต้อง อาจจะไม่ถูกใจ บางคนบางกลุ่ม ดังนั้นควรแยกแยะ ออกมาให้ชัดเจนว่า เนชั่นทีวี ปฎิบัติหน้าที่’ไม่ถูกต้อง’อย่างไรบ้าง

ฉะนั้นการที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้ทำแบนเนอร์ กล่าวหาใส่ร้ายว่าการนำเสนอข่าวของเครือเนชั่นเป็น “เฟคนิวส์” หรือ “ข่าวปลอม” พร้อมกระจายไปตามช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค และกลุ่มไลน์สื่อมวลชน ถือว่าเป็นการ “คุกคามสื่อ” รูปแบบหนึ่ง และเป็นการจงใจทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อ ทั้งๆ ที่บุคลากรของพรรคสามารถชี้แจง อธิบาย ปฏิเสธข่าว รวมถึงใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินคดีกับสื่อเครือเนชั่นได้ หากเห็นว่าการเสนอข่าวของเครือเนชั่นก่อความเสียหายให้กับพรรค แต่ทางพรรคกลับใช้วิธีการป้ายสี ทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อแทน ซึ่งมาตรฐานการดำเนินการเช่นนี้ ถือเป็นอันตรายต่อการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน ไม่ว่าแขนงใด

ยิ่งไปกว่านั้น การให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะบุคคลที่ตกเป็นข่าวเอง รวมถึง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ก็เป็นแนวแบ่งรับแบ่งสู้ และไม่ได้ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ “ข่าวปลอม” มักถูกเขียนและพิมพ์เผยแพร่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงบุคคลในทางที่ผิด สร้างความเสียหายต่อหน่วยงาน นิติบุคคล หรือบุคคล หรือเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางการเงิน หรือเพื่อชักจูงการเมือง ซึ่งผู้สร้างข่าวปลอมมักใช้ข้อความพาดหัวในลักษณะเร้าอารมณ์ หลอกลวง หรือกุขึ้นทั้งหมด เพื่อเพิ่มยอดผู้อ่าน การแบ่งปันออนไลน์ และรายได้จากคลิกอินเทอร์เน็ต ซึ่งในกรณีหลังคล้ายกับพาดหัว “คลิกเบต” ออนไลน์ ในการเร้าอารมณ์ และอาศัยรายได้จากการโฆษณาจากกิจกรรมนี้ โดยไม่สนใจว่าเรื่องที่เสนอไปนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจากนิยามของ “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์” แตกต่างจากการรายงานข่าวของสื่อเครือเนชั่นอย่างสิ้นเชิง

กองบรรณาธิการเนชั่นทีวี เนชั่นออนไลน์ และสื่อในเครือ จึงขอให้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พิจารณาเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน และการแสดงท่าทีของพรรคการเมืองต่อข่าวสารที่พาดพิงไปยังพรรคการเมืองนั้นๆ ต่อไป

คลอดนโยบายใน90 วัน ‘พลังประชารัฐ’ ไม่หวั่นยุบสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537025

24 พ.ย. 2565

คลอดนโยบายใน90 วัน 'พลังประชารัฐ' ไม่หวั่นยุบสภา

พลังประชารัฐเร่งระดมสมอง ไม่เกิน90วันคลอดนโยบายตอบโจทย์ทุกพื้นที่ มั่นใจการเมืองลากยาว ไม่มี ‘ยุบสภา’ ตามที่เป็นข่าว

ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยกับคมชัดลึก ถึงทิศทางการทำงานหลังการประชุมคณะกรรมการนัดแรกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า  เบื้องต้นวางกรอบการทำงานไว้ว่าจะผลิตนโยบายให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ก่อนสภาหมดวาระ  เพราะมั่นใจว่า จะไม่มีการยุบสภา 

โดยข้อมูลที่จะนำมาผลิตเป็นนโยบายมาจากการระดมความเห็นจากส.ส.ในพื้นที่ ซึ่งแบ่งเป็นทั้งหมด 8 ภาค ทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่มาผนวกกับแนวคิดของนักวิชาการ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ผสานกับประสบการณ์ของนักการเมืองรุ่นใหญ่ภายในพรรค  ผลิตเป็นนโยบาย ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซี่งหมายความว่า นอกจากจะมีนโยบายหลักที่ใช้ได้ทั่วประเทศแล้ว  ในแต่ละ 8 ภาค  จะมีนโยบายเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะให้คนในพื้นที่ด้วย


การทำนโยบายของพรรคครั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง  ไม่ได้เป็นพรรคเฉพาะกิจ ตามที่ถูกกล่าวหา  และขณะนี้ ส.ส. ส่วนใหญ่ยังประสงค์จะทำงานร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ  ไม่ได้แตกกระสานซ่านเซ็น เช่นที่เป็นข่าว

คมชัดลึกยังได้สอบถามกรรมการนโยบายซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่สายนักวิชาการให้ข้อมูลว่า พรรคพลังประชารัฐ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเหมือนพรรคในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย แม้มีที่มาที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ ที่พยายามสร้างแนวทางประชาธิปไตยจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม

“3 รมว.” ตบเท้า ขานรับนโยบาย “บิ๊กตู่” ปราบ “ยาเสพติด” ระยะเร่งด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536995

23 พ.ย. 2565

"3 รมว." ตบเท้า ขานรับนโยบาย "บิ๊กตู่" ปราบ "ยาเสพติด" ระยะเร่งด่วน

“พล.อ.ประยุทธ์” มอบนโยบายเร่งด่วน “ปราบยาเสพติด” ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ทั้งประเทศ ร่วมมือกันหยุดผู้เสพรายใหม่และไม่อยากกลับไปเสพอีก

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2565 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดปฏิบัติการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหา “ยาเสพติด” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ระยะเร่งด่วน 3 เดือน โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม , นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. , ปลัดกระทรวงต่างๆ ผู้นำเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัด ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ข้าราชการจากหลายหน่วยงามร่วม 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พล.อ.ประยุทธ์ มอบนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด รัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายระดับชาติ ปรับปรุงประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ การปราบปรามขยายผล มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องช่วยกันและทำต่อเนื่อง ปัญหายาเสพติดมีความซับซ้อน ผู้ค้าปรับตัวอยู่เสมอ เราต้องแก้ปัญหาให้ได้เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่างๆ ทำให้คนไม่เสพใหม่ ไม่อยากเสพ ก็จะทำให้ไม่มีคนขาย

กระทรวงศึกษาธิการ สร้างความรู้ที่ถูกต้องให้กับเยาวชน สถานศึกษาก็ต้องมีมาตรการทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่สีขาว 
กระทรวงสาธารณสุข การบำบัด รักษาและฟื้นฟู ผู้เสพรายเก่า เราต้องนำบทเรียนทุกอันมาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอก ขอให้ เร่งทำกฎหมายรองรับ เพื่อให้งานออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด 
กระทรวงมหาดไทย ดูแลสอดส่องเฝ้าระวังในหมู่บ้านต่างๆ ทั้งการจัดอาสาสมัครหมู่บ้านและผู้นำชุมชนต่างๆ 
กองทัพ สนับสนุนในการดูแลพื้นที่ชายแดน ถ้าทุกคนร่วมมือกันทำงาน ปัญหาจะเบาบางลง เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา 
กระบวนการยุติธรรม ศาล อัยการ ขอให้ดำเนินการให้เร็ว เพื่อนำผู้ทำผิดมาลงโทษ และขยายผลยึดทรัพย์ให้หมด 
 

นอกจากนี้เรายังต้องบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ จัดทำแผนและรายงานให้ทราบเป็นระยะ ที่สำคัญทุกหน่วยงานต้องตรวจสอบ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดไม่ให้ไปเกี่ยวข้อง หากพบต้องถูกลงโทษอย่างหนักรวมถึงผู้บังคับบัญชาก็ต้องมีโทษด้วย รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะขจัดยาเสพติดให้หมดสินไปจากประเทศไทย เราระดมเจ้าหน้าที่อย่างเต็มสรรพกำลัง ซึ่งนอกจากการปราบปรามแล้ว การคืนคนดีสู่สังคมก็เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องให้โอกาสผู้เสพกลับตัวไปสู่อ้อมกอดของครอบครัว

“เราอยากให้บ้านเราเจริญเติบโต ค้าขายได้ดี ประชาชนมีความสุข ทั้งหมดมาจากพื้นฐานจากความมั่นคงทั้งสิ้น ในช่วงการประชุมเอเปก เราเห็นบ้านเมืองสวยงาม รับแขกบ้านแขกเมือง ทำให้เห็นถึงคนไทยที่มีรอยยิ้ม เป็นเจ้าบ้านที่ดี ก็หวังว่าบ้านเมืองจะสงบไปเรื่อยๆ เพื่อให้บ้านเมืองดีกว่าเดิม อะไรที่ติดขัดก็แก้ไข ซึ่งเรายินดีร่วมมือทำงานกับทุกประเทศทุกหน่วยงาน หากเรารวมใจเป็นหนึ่งเดียวแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ ทุกอย่างจะสำเร็จ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ขณะที่ นายสมศักดิ์ รายงานว่า เวลานี้ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยยังน่าเป็นห่วง เพราะผู้ค้ายาประเทศเพื่อนบ้าน ยังใช้ไทยเป็นทางผ่านในการกระจายสินค้ายาเสพติด รวมถึงการผลิตที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้มีปริมาณมาก และยังมีการลดราคาเพื่อจูงใจผู้เสพ โดยในปี 2566 ได้วางแนวทาง 6 มาตรการ 1 พื้นที่ต้นแบบ 18 ภารกิจเร่งด่วน แต่สิ่งที่เรามุ่งเน้นที่สุดคือ 7 จุดเน้นปฏิบัติการ ประกอบด้วย 
1. ตรวจสอบ ควบคุมการนำเข้าและส่งออกสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ที่นำไปใช้ในการผลิตยาเสพติด 
2. สืบสวน ขยายผล ทำลายเครือข่ายนักค้ายาเสพติดและยึดอายัดทรัพย์สิน มีเป้าหมาย 1,000 เครือข่าย มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยยึดได้แล้ว 6,879 ล้านบาท 
3. จัดตั้งศูนย์กลางบูรณาการข้อมูลด้านยาเสพติดแห่งชาติ โดยป.ป.ส. ได้ร่วมกับหน่วยงานบูรณาการเพื่อประสานเชื่อมโยงและบูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน 
4. ตรวจสอบติดตามและดำเนินการตามข้อร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ที่ผ่านมามีการรับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 2,562 เรื่อง ดำเนินการไปแล้ว 183 เรื่อง การทำระบบ Box Chain เป็นการให้เงินรางวัลนำจับผ่าน คริปโตเคอเรนซี่ เพื่อปกปิดและป้องกันคนแจ้งเบาะแส ช่วยให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยกล้าแจ้งเบาะแสมากขึ้น  
5. ค้นหา คัดกรอง ผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดและผู้มีอาการทางจิตเวช จากการใช้ยาเสพติด เพื่อนำเข้าสู่การบำบัดรักษา โดยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย 
6. ลดความเดือดร้อนจากปัญหายาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน มุ่งเน้นการดำเนินงานในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน เพิ่มบทบาทหมู่บ้าน/ชุมชนและผู้นำในพื้นที่ให้เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหายาเสพติด 
7. จัดการปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร “หนองบัวลำภูต้นแบบจังหวัดสีขาวปลอดยาเสพติด” สร้างต้นแบบในการจัดการปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร 

อย่างไรก็ตามในงานยังมีการมอบเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการริบทรัพย์สินคดีสำคัญจากตัวแทน 4 ราย เป็นคดีตั้งแต่ปี 2539-2562 รวมเป็นเงิน 90 ล้านบาทด้วย 

มอบเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ดำเนินการริบทรัพย์สินคดีสำคัญมอบเงินรางวัลเจ้าหน้าที่ดำเนินการริบทรัพย์สินคดีสำคัญระดมกำลังทุกภาคส่วนทั่วประเทศปราบปรามยาเสพติดระดมกำลังทุกภาคส่วนทั่วประเทศปราบปรามยาเสพติด

ทีมกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้ารับฟังความเห็นประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537001

23 พ.ย. 2565

ทีมกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้ารับฟังความเห็นประชาชน

มาดามเดียร์ นำทีมกรุงเทพฯรับฟังเสียงประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อนำไปสังเคราะห์เป็นนโยบาย ที่ครอบคลุมของกทม.

วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ฟัง-คิด-ทำ” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวานนี้และย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าว
ทีมกทม.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งใจที่ใช้เป็นพื้นที่ในการรับฟังความคิดเห็นเสียงสะท้อน และข้อเสนอแนะความต้องการของประชาชนทุกคน เพื่อที่จะได้นำไปสังเคราะห์จัดทำเป็นนโยบายที่สามารถตอบโจทย์ให้กับประชาชนทุกคนในแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

การรับฟังเสียงสะท้อนความต้องการของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากมาโดยตลอด พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะรับฟังจากประชาชนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และทุกช่วงอายุ รวมไปถึงผู้ที่เห็นต่างกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองของทุกคน ไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น

“ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ารัฐขาดการรับฟังความเห็นและเสียงสะท้อนของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่เห็นต่าง เดียร์จึงหวังว่ากิจกรรม “ฟัง-คิด-ทำ” ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดการรับฟังซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น”  วทันยา กล่าว

ในส่วนของเสียงตอบรับจากกิจกรรมฟัง-คิด-ทำ ในโลกออนไลน์ ที่มีทั้งเห็นด้วย และตั้งคำถามว่าจะทำจริงหรือเป็นการพูดเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง? ขอรับฟังไว้ทั้งหมด และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่เธอกล่าวบนเวทีมาจากอุดมการณ์และความตั้งใจจริง

หลังจากนี้จะเริ่มลงไปฟังเสียงประชาชนในกลุ่มต่างๆ และให้เวลากับผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมเสริมว่าที่ผ่านมาประเทศไทยได้เสียโอกาสกับคำว่าประชาธิปไตยมามากเพียงพอแล้ว ต่อจากนี้ถึงเวลาที่เราทุกคนจะต้องช่วยกันเดินหน้าในการสร้างประชาธิปไตยที่จะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียม เป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนจับต้องได้

“ไพศาล” ไม่ฟันธง “บิ๊กตู่” ยุบสภาเมื่อใด แต่มีการปรับ รัฐมนตรีเกิน10 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/537000

23 พ.ย. 2565

"ไพศาล" ไม่ฟันธง "บิ๊กตู่" ยุบสภาเมื่อใด แต่มีการปรับ รัฐมนตรีเกิน10 คน

“ไพศาล” พืชมงคล ให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ อนาคต “ประยุทธ์” ยุบสภา ลาออก หรือลากยาว ลั่นตนไม่ทราบว่าจะยุบสภาตอนไหน แต่จะมีการซ่อมรอยที่รั่ว และมีการปรับรัฐมนตรีแน่ 12 คน 

วันนี้เมื่อเวลา 15.15 ในรายการ “คมชัดลึก” ช่องเนชั่น ได้เชิญ คุณ “ไพศาล” พืชมงคล เป็นกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นักกฎหมายชาวไทย อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาให้สัมภาษณ์ในหัวข้อ อนาคต “ประยุทธ์” ยุบสภา ลาออก หรือลากยาว โดยรายละเอียดมีดังนี้

หลังมีข่าวกรณี 2 ป.แยกทาง “ประยุทธ์” เปิดใจบอกลา “ประวิตร” เพื่อแยกค่ายไปอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อม “สุชาติ” ขน 12 ส.ส.พลังประชารัฐหนีตามไปอยู่สังกัดใหม่ รอแถลงเปิดตัวเป็นทางการ “ประวิตร” เต้นสั่งแกนนำเช็กกำลังพลที่เหลืออยู่ โดย คุณ “ไพศาล” พืชมงคล กล่าวว่า ท่านนายก “ประยุทธ์” วางตัวเหมือนพลเอกเปรม ลอยตัวเหนิอการเมืองมาตลอด 8 ปี แต่มั่นใจว่านายกต้องเห็นใจ ส.ส. ความไม่แน่นอนมีในพลังประชารัฐมากที่สุด ส่วนตัว เคยบอกให้ลงขยากตำแหน่งแล้ววันที่ พฤศจิกายน 64 จะเปนเวลาลงที่สวย

นาย “ไพศาล” พืชมงคลยังบอกอีกว่า ตนไม่ทราบว่า “ประยุทธ์” จะยุบสภาตอนไหน แต่จะมีการซ่อมรอยที่รั่ว และมีการปรับรัฐมนตรีแน่ เท่าที่คำนวนมีจากการดูดวง มีการปรับแน่ 12 คน 

ไพศาลไพศาล

‘ประชุมสภา’ ส่อแววไปไม่รอด ล่มนัดแรกหลังเอเปค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536986

23 พ.ย. 2565

'ประชุมสภา' ส่อแววไปไม่รอด ล่มนัดแรกหลังเอเปค

องค์ประชุมไม่ครบ ทำประชุม ‘สภาล่ม’ นัดแรก หลังประชุมเอเปค ชวน พร้อมเปิดรายชื่อ ให้ไปตอบคำถามมเองว่าทำไมไม่มาประชุม

เปิดประชุมสภาวันนี้ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดให้สมาชิกปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ไข

ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมตามปกติ จากนั้นได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประทับรับฟ้องคดีนางสมหญิง บัวบุตร ส.ส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 12 คน เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2565 ตามที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดี

ส่งผลให้นางสมหญิงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 จนกว่าศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น  จำนวน ส.ส.ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในขณะนี้มี 474 คน มีองค์ประชุม 237คน

เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมในเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมครั้งที่แล้ว มีการอภิปรายของส.ส.และลงมติมาต่อเนื่อง จนถึงการลงมติในมาตรา 9 เพราะมีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคำแปรญัตติ โดยขอเพิ่มมาตรา 9/1 ถึงมาตรา 9/21

ซึ่งนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ ได้ขอปรึกษาที่ประชุม เนื่องจาก ในมาตรานี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และขอให้ที่ประชุมได้ถามมติในมาตรา 9/1 อีกครั้ง และอาจจะขัดกับมาตราอื่นๆต่อไป ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการลงมติใหม่  

หลังจากได้สั่งพักประชุมไปประมาณ 40 นาที เพื่อให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยและกรรมาธิการเสียงข้างมาก หารือให้ได้ข้อสรุปว่าจะให้ลงมติในมาตรา 9/1 ใหม่หรือไม่ ผลปรากฏว่าหลังจากกลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้ง องค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ประธานจึงสั่งปิดการประชุมทันทีในเวลา 14.05 น. โดยระบุสั้นว่า จะเปิดเผยรายชื่อส.ส.ที่ไม่มาร่วมเป็นองค์ประชุม เพื่อให้ไปตอบชาวบ้านเองว่า มีเหตุผลอย่างไร

เชื่อ ‘กฎหมายเลือกตั้ง’ ผ่านทั้งสองฉบับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536982

23 พ.ย. 2565

เชื่อ 'กฎหมายเลือกตั้ง' ผ่านทั้งสองฉบับ

อดีตเลขานุการ กมธ.ร่างกฎหมายพรรคการเมือง มั่นใจได้เลือกตั้งแน่ หลังกฎหมายพรรคการเมืองผ่านฉลุย เชื่ออีกฉบับไม่น่ามีปัญหา

นิกร จำนง ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา อดีตเลขานุการ กมธ. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0 ชี้ว่าร่างกฏหมายพรรคการเมืองไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยส่วนตัวเชื่อตั้งแต่ต้นว่าร่างกฎหมายเลือกตั้งทั้ง 2 ฉบับ จะไม่มีปัญหา และเตรียมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าการเลือกตั้งอาจจะเกิดขึ้นไม่นานหลังจากนี้

พร้อมยืนยันว่าในการยกร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขในสิ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมายแต่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เช่นการทำไพรมารี่โหวต ที่การเลือกตั้งปี 2562 คสช. ออกคำสั่งให้งดเว้นการทำไพรมารี่

ส่วนการปรับเงื่อนไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อเปิดให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ประเด็นตัวแทนประจำจังหวัดที่ในทางปฏิบัตินั้นมีปัญหามาก เดิมหากในจังหวัดสงขลา มี 8 เขต ต้องมีตัวแทนประจำจังหวัดทั้ง 8 เขต และการแก้กฎหมายใหม่ กำหนดไว้ 1 แห่ง จะใช้สาขาพรรค หรือตัวแทนประจำจังหวัด ดำเนินการก็ได้ ในการพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะส่งคำวินิจฉัยกลับมายังประธานรัฐสภา จากนั้นตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 145 ประธานรัฐสภาจะส่งร่างให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม บังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งพรรคการเมืองเตรียมการได้เลยสำหรับดำเนินการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทุกอย่างคลี่คลายแล้วและเตรียมเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้ง

ส่วนหลังจากนี้ จะรอความชัดเจนจากร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใดที่จะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นกฎหมายที่ยกร่างมาจาก กกต. และผ่านการพิจารณาจากครม. สำนักงานกฤษฎีกาแล้ว 

ประเด็นเดียวที่ถูกแย้งว่าขัดกับกฎหมายคือ เรื่องของการจัดทำกฎหมายไม่แล้วเสร็จภายใน 180 วัน ส่วนตัวเชื่อว่าการกระทำกฎหมายเป็นของรัฐสภา ซึ่งหากจะขัดก็ขัดแต่ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาไม่ได้ขัดต่อกฎหมายอื่น

สภาวุ่น “ชูวิทย์-สันธนะ” หวิดวางมวย ปะทะคารมตะโกนด่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536973

23 พ.ย. 2565

สภาวุ่น "ชูวิทย์-สันธนะ" หวิดวางมวย ปะทะคารมตะโกนด่า

“ชูวิทย์” ยื่นกมธ.ป.ป.ช. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน แต่เกิดเหตุเผชิญหน้า “สันธนะ” ที่กำลังเข้ายื่นร้องเรียนเช่นกัน ต่างฝ่ายปะทะคารม หวิดวางมวยกลางสภา เจ้าหน้าที่ตำรวจคุมสถานการณ์ได้

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่อาคารรัฐสภา เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย หลังจาก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส. เดินทางมารออยู่ก่อนแล้ว หลังยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ของนายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล 

จากนั้นไม่นาน นายสันธนะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกมธ.ป.ป.ช.ด้วยเช่นกัน 

โดยระหว่างที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน นายชูวิทย์ (ตะโกน) “ใส่กระโปรงมาหรือเปล่าให้ถอดมาเลย จะเดินหนีทำไม ชอบตีกินไปเรื่อย เก่งทุกอย่าง รู้ทุกเรื่อง และขอให้นายสันธนะเดินเข้ามาหาตนเอง สัญญาต่อหน้าตำรวจ ว่า ไม่ทำอะไร ไม่ต้องกลัว ทำต่อหน้าดีกว่า อย่าเก่งลับหลัง”

ขณะที่ทางนายสันธนะ ยืนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ซึ่งห่างจากจุดที่นายชูวิทย์ยืนอยู่ 10 เมตรเท่านั้น โดยมีตำรวจสน.บางโพ และตำรวจประจำรัฐสภา ยืนกั้นกลางเพื่อป้องกันการเผชิญหน้า 

นายสันธนะ ยืนยัน ไม่ได้ตั้งใจตามนายชูวิทย์มาที่อาคารรัฐสภาเพื่อยั่วยุ แต่มีนัดหมายล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนตัวเชื่อว่านายชูวิทย์ทราบ ตนจะเดินทางมาที่รัฐสภา และเจ้าหน้าที่ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะอยู่แล้ว ตนให้เกียรติเจ้าหน้าที่ที่ใส่เครื่องแบบมา และนี่คือรัฐสภา ตนให้เกียรติสถานที่ มันคงเกิดการเผชิญหน้าไม่ได้ 

“ถ้าอยากเจอคงไม่ต้องมาเจอที่นี่ ตรงไหนมันแอบเจอกันได้ และ หากวันไหนเกิดเหตุอะไรกับเขาขึ้น ไม่ใช่ตน เพราะมีคนไม่พอใจเขาแทนผม” นายสันธนะ กล่าว

ส่วนที่มายื่นหนังสือในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ใช่ความตั้งใจใช่หรือไม่ นายสันธนะ กล่าวว่า เรื่องเวลาสามารถคาดเคลื่อนได้จากปัญหาการจราจร และที่มาเวลาใกล้เคียงกันเป็นเรื่องบังเอิญ (ทำเสียงสูง) และวันนี้ตนมีหลักฐานมายื่น ไม่เหมือนอีกฝ่าย ต้องเข้าใจด้วยว่าตนเองทำงานมาก่อน ไม่ได้ใช้ปากอย่างเดียว 

 “เห่าก็เห่าไป การทำงานถ้าเราฟังแต่เสียงข้างถนน เห่าไปเห่ามา ไม่นานก็คงไม่สำเร็จดังนั้นตนไม่ได้ใส่ใจ ขอสังคมอย่ากังวล” นายสันธนะ กล่าว

ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ เปิดชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่ส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รู้จักกับนาย ตู้ห่าว นายทุนชาวจีน ว่า ให้อีกฝ่ายเปิดเลย เขาจะได้รับผิดชอบ แต่ส่วนตัวต้องมีหลักฐานที่เป็นเอกสารราชการ และตนเชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส กับ นายตู้ห่าว รู้จักกัน พูดคุยกัน อยู่ในระดับพูดคุยกันได้ แต่ตน เคยเจอหน้าพร้อมกันกับนายตู้ห่าว และ ร.อ.ธรรมนัส 

ส่วนจะพากันไปพบกับคนที่ชอบสะสมนาฬิกา หรือไม่ คงตอบไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ยอมรับว่าตนเองกับร.อ.ธรรมนัส รู้จักกันตั้งแต่เป็นยศ ร.ท.

ทั้งนี้พร้อมที่จะเข้าชี้แจงต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เพราะเตรียมหลักฐานมาพร้อมแล้ว อยากจะพิสูจน์อะไรก็ทำได้ เสื้อตนก็ถอดได้ กางเกงก็ถอดให้คุณดู ทุกอย่างนายชูวิทย์ กล่าวหา เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งหมดสามารถพิสูจน์ได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ 

อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ ได้ยืนรอนายสันธนะ ร่วม 40 นาที ก่อนเดินทางกลับ โดยไม่มีเหตุความรุนแรง ก่อนกลับ นายชูวิทย์ ได้แตะบ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและกล่าวชื่นชมและขอบใจที่มาดูแลรักษาความปลอดภัย 

“วันนี้คงไม่ต้องบอกว่าตนเป็นคนดีหรือใครเป็นคนเลว ขอให้คุณดูเอาแล้วกัน อย่างน้อยสังคมบ้าแบบนี้ ต้องมีคนที่พูดความจริง เอาเรื่องจริงมาพูด ไม่อย่างนั้นสังคมนี้จะอยู่ไม่ได้ คนแบบนี้ต้องจัดการ พวกคุณจำไว้ว่าคุณมาช่วยผม ไม่ต้องห่วง ผมไม่ทำอะไรหรอก” นายชูวิทย์ กล่าว 

นายสันธนะ ประยูรรัตน์นายสันธนะ ประยูรรัตน์นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์2 ฝ่าย เผชิญหน้ากัน2 ฝ่าย เผชิญหน้ากัน

พรรคเพื่อไทย เดินหน้า ค้านกฎหมายกัญชาเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536970

23 พ.ย. 2565

พรรคเพื่อไทย เดินหน้า ค้านกฎหมายกัญชาเต็มที่

พรรคเพื่อไทยเห็นว่ากฎหมายกัญชา มีช่องโหว่นำไปใช้สันทนาการ จึงต้องคัดค้าน แต่ไม่ปิดกั้น นำไปใช้ทางการแพทย์

สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้กัญชาออกจากบัญชียาเสพติด โดยที่ยังไม่มีกฎหมายการใช้มารองรับ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ใช้กัญชาในทางที่ผิด การสนับสนุนกัญชาเสรีของพรรคที่สนับสนุนแนวคิดนี้  ดูเหมือนจะเป็นไปเพื่อใช้ในทางการแพทย์   แต่มีช่องโหว่ให้ใช้เพื่อการสันทนาการด้วย 

สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้คือ หากใช้ในทางการแพทย์อย่างเดียว  ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ผ่านความเห็นชอบจากสภาแน่นอน  แต่เรารู้ทันเพราะมีการเปิดช่องเพื่อสันทนาการ  ซึ่งในการนำเอาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง  ต้องมาดูในรายละเอียด  โดยมีข้อสังเกตและจุดยืนดังนี้

1.รัฐบาลไม่ห้ามเสพกัญชา  ยอมรับว่ากัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ แต่หากใช้เพื่อการสันทนาการ พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะไม่ยกมือสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงผ่านสภาแน่นอน หากจะนำกลับมาพิจารณาใหม่ จะต้องเข้าไปดูในรายมาตราอีกครั้ง

2.แม้จะห้ามจำหน่ายกัญชา  โดยไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อ  หมายความว่า ซื้อมาเสพมีความผิด แต่ปลูกเองเสพเองไม่ผิด  เพราะอนุญาตให้ปลูกในครัวเรือนได้ไม่เกิน 15 ต้นตามมาตรา 18 ในร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ทั้งยังห้ามขาย   ดังนั้นประชาชนไม่จำเป็นต้องซื้อปลูกเองได้  ยิ่งทำให้ประชาชนเสพกัญชาในบ้านได้ง่าย เมื่อไปถึง โรงเรียนก็เสพในห้องน้ำ  สิ่งเหล่านี้ทำได้ไม่ผิดกฎหมายหรือไม่ 

3.ส่งเสริมให้ปลูกในครัวเรือน จากที่เคยหาเสียงไว้ว่าปลูกเพื่อจำหน่าย ชาวบ้านตาโต ให้ปลูกครอบครัวละ 6 ต้น รับซื้อกิโลกรัมละ 70,000 บาท ปีละ 400,000 กว่าบาท แต่ในชั้นกฎหมายห้ามขาย จึงต้องปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน  นำไปประกอบอาหาร หรือทำยา และอย่าลืมว่าในกัญชามีทั้งสารดีอย่าง CBD และสารร้าย THC  พี่น้องประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้  และไม่สามารถแยกสารเลือกเอาเฉพาะสารดีเข้าร่างกายได้  คือมีแค่พี้และเสพ

“ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่เข้าสภา ไม่ได้จำกัดการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างเดียว แต่มีช่องโหว่ให้เสพเพื่อสันทนาการด้วย  เราเห็นว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ชอบ  จึงให้ผ่านไม่ได้  จนกว่าจะไปแก้คำจำกัดความของกัญชาไม่ใช่ยาเสพติดในมาตรา 3  และข้อห้ามยุกยิก ห้ามเรื่องเล็กน้อยรวม 90 มาตรา  แม้บางอย่างเขียนไว้ห้าม  แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ เช่น การขออนุญาตปลูกขาย  ต้องแยกสาร  แล้วชาวบ้านจะมีเครื่องมือแยกได้อย่างไร หากปลูกทุกครัวเรือน ประเทศไทยมีกี่ครัวเรือน  ตำรวจกี่คนที่ต้องไปนั่งเฝ้า ตามจับกุม ลำพังยาบ้าอย่างเดียวคุณยังเอาไม่ไหว กัญชามีทุกครัวเรือนท่านจะทำอย่างไรไหว” นายสุทิน กล่าว

น.พ.สุริวทย์คนสมบูรณ์ ส.ส. ชัยภูมิพรรคเพื่อไทยน.พ.สุริวทย์คนสมบูรณ์ ส.ส. ชัยภูมิพรรคเพื่อไทย

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นต้องไปแก้กฎหมายหรือปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เพราะแต่เดิมใน พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ.2562  สามารถนำกัญชามาใช้ศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ อีกทั้งการออกกฎหมายไปปลดล็อกได้สร้างปัญหามากมาย เพราะไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ทางการแพทย์ ที่จะนำมาใช้เพื่อสุขภาพอนามัย นอกจากนี้ราชวิทยาลัย แพทยสมาคม และแพทยสภา ก็มีความเห็นตรงกันว่าการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์นั้นไม่ขัดข้อง แต่ไม่เห็นด้วยที่จะนำกัญชามาเสพเพื่อสันทนาการ กลุ่มแพทย์ทั้งหลายจึงได้ตั้งเงื่อนไขว่า การใช้กัญชาทางการแพทย์ที่มีประโยชน์ ควรเข้าเงื่อนไข 5 ข้อ ประกอบด้วย

1. การใช้กัญชาทางการแพทย์ จะต้องมีหลักฐาน งานวิจัย ข้อมูลเชิงประจักษ์ ลงตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองน่าเชื่อถือในระดับโลก ไม่ใช่เป็นการใช้ตามความเชื่อหรือฟังเขาเล่าต่อกันมา 

2. ผลิตภัณฑ์กัญชา ต้องเป็นการผลิตกัญชาที่มีคุณภาพ ปลูกภายใต้การควบคุมมาตรฐาน ภายใต้การควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้สารสำคัญจำเป็นใช้ทางการแพทย์ แต่ที่ให้ปลูกกันตามบ้าน 15 ต้น  ไม่ได้คุณภาพ ไม่ใช่เพื่อการแพทย์แต่เป็นสันทนาการ

3. มีการควบคุมการรักษา ไม่ว่าจะรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่หรือการแพทย์แผนโบราณ จะต้องผ่านการอบรมเรียนรู้ก่อนนำไปรักษา

4. ผู้ป่วยที่จะรับการรักษา ต้องมีการคัดกรองผู้ป่วย จำเป็นต้องใช้การรักษาด้วยกัญชาอย่างไร รวมถึงประเมินผลตั้งแต่ก่อนรักษาจนถึงหลังรักษา

5. รัฐต้องกำหนด ให้กัญชา เป็นยาเสพติด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาดูแลควบคุมได้ง่าย

ในร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ กลุ่มแพทย์ได้ศึกษาในรายละเอียดเช่นกัน โดยเห็นว่าไม่สอดคล้องกับเงื่อนไข 5 ข้อดังกล่าว หากปล่อยกฎหมายนี้ให้ผ่านความเห็นชอบจากสภา จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน

สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยสรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าดูในรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่จะนำใช้ในทางการแพทย์ เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น  แต่ช่องโหว่ที่เหมือนกับเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มทุนทำธุรกิจได้ก็มีเช่นกัน เพราะทราบมาว่าผู้ที่มีส่วนในการร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เป็นทนายของบริษัทใหญ่  ที่เขียนกฎหมายขึ้นมาเปิดกรอบไว้เหมือนจะดูดี แต่แท้จริงแล้วเขียนเพื่อเอื้อให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ใช่หรือไม่ 

 การส่งเสริมให้มีการปลูกกัญชาส่งผลดีในทางเศรษฐกิจได้อย่างไร  จะทำให้ประเทศไทยเก็บภาษีได้มากขึ้นหรือไม่ เพราะในบางประเทศ อย่างแคนาดาจะเก็บภาษีจากการปลูกกัญชา หรือในสหรัฐอเมริกา  ไม่ได้เปิดเสรีกัญชาทั้งประเทศ  โดยเลือกเปิดเป็นรัฐ แล้วแต่ความพร้อม  และเก็บภาษีสูงมาก  แต่ประเทศไทยยังไม่เห็นมีการกำหนดการเก็บภาษีสำหรับการปลูกและจำหน่ายไว้แต่อย่างใด

ส.ส.’ประชาธิปัติย์’ อัดส.ส.ภูมิใจไทย ไม่มีวุฒิภาวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536968

23 พ.ย. 2565

ส.ส.'ประชาธิปัติย์' อัดส.ส.ภูมิใจไทย ไม่มีวุฒิภาวะ

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์สอนมวย 2 ส.ส.’ภูมิใจไทย’ ขู่ลาออก หากกฎหมายกัญชา ไม่ผ่านสภาถือ เป็นพฤติกรรมที่ไร้วุฒิภาวะ

พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง  2 ส.ส.พรรคภูมิใจไทย สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง และคารม พลพรกลาง ขู่ว่า หากสภาฯไม่ผ่านร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ….. จะมี สส.จากหลายพรรคการเมืองประมาณ 20-30 คน ลาออก ว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดวุฒิภาวะ ในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างยิ่ง

เนื่องจากเป็นการจับเอาสภาเป็นตัวประกัน โดยไม่ฟังเหตุผลจากฝ่ายที่ทักท้วง ทั้งที่มีการให้ข้อมูลชัดเจน มีความกังวลของสังคม ถึงปัญหาที่จะเกิดการมอมเมาเด็กและเยาวชน เข้าถึงกัญชาง่าย ควบคุมยาก จนมีข่าวให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ที่น่าหนักใจคือ เด็กที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเสพกัญชามีอายุลดลง ล่าสุดเด็กเสพกัญชาในโรงเรียน อายุเพียงแค่ 8-10 ขวบเท่านั้น และอยากย้ำอีกครั้งว่า กัญชาปลูกในบ้าน 15 ต้นต่อครัวเรือน จะกลายเป็นประตูแรกที่ทำให้เยาวชนก้าวสู่วังวนของยาเสพติดได้ง่ายขึ้น 

ในฐานะที่เป็นส.ส. นอกจากรับผิดชอบต่อคนที่เลือกเรามาแล้ว เรายังต้องรับผิดชอบต่อสังคมไทย ให้สมกับเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย ไม่เอาประโยชน์พรรคเป็นที่ตั้ง โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม การทำกัญชาการแพทย์และเพื่อเศรษฐกิจการแพทย์ไม่มีใครคัดค้าน หากแต่การอ้างกัญชาเพื่อการแพทย์ที่มีข้อกังขาเรื่องสอดไส้ผลประโยชน์ จนไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อเยาวชน และคนเปราะบาง อันนี้เรายอมไม่ได้

 รัฐบาลพลาดไปแล้วครั้งหนึ่งที่ยอมให้มีการปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด โดยไร้กฎหมายรองรับ เมื่อออกกฎหมายก็ยังไม่ครอบคลุม จึงต้องทบทวนหาทางออก เพื่อยุติสุญญากาศกัญชาเสรี เพราะประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกมาในขณะนี้ ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้

สุดท้ายถ้าต้องกลับไปให้กัญชาเป็นยาเสพติดเหมือนเดิมก็ต้องทำ เพียงแต่เปิดช่องให้ชัดสำหรับการแพทย์จริง ๆ ปกป้องเยาวชนและคนเปราะบาง ก็จะช่วยลดความกังวลของสังคมได้ ขณะเดียวกันผู้ป่วยที่ต้องการกัญชาเพื่อการรักษาก็ยังได้ประโยชน์อยู่