‘มนัญญา’ชื่นชมสหกรณ์พัทลุง แก้ปัญหาหนี้สินให้สมาชิกพ้นยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693701

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.พัทลุง ตรวจราชการและติดตาม “โครงการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชน” พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง ที่สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ จำกัด ต.พนมวังก์ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จึงจัดสรรงบประมาณในการลดภาระดอกเบี้ยแก่สมาชิกนำไปสู่การลดภาระหนี้สิน ซึ่งปีนี้รัฐบาลกำหนดให้เป็นปีแห่ง “การแก้ปัญหาหนี้สิน” จึงจำเป็นต้องหันมาร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสถาบันหลักในพื้นที่จะต้องส่งเสริม บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์

“สหกรณ์การเกษตรพนมวังก์ ถือเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งใน จ.พัทลุง ได้นำนโยบายและงบประมาณที่ได้รับมาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์กล้วยตากส่งออกไปยังประเทศบรูไน รวมถึงผัก ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถปลูกเพื่อเป็นผลผลิตและส่งออกต่างประเทศ โครงการชดเชยดอกเบี้ยแก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มูลค่าหนี้ 249.49 ล้านบาทได้บรรเทาภาระดอกเบี้ย รวม 5.66 ล้านบาท ซึ่งทำให้สมาชิกสหกรณ์ 1,954 ราย มีฐานะดีขึ้นส่งผลถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ดี เป้าหมายในปี 2566 ต้องการให้สหกรณ์ทุกแห่งหาแนวทางลดหนี้สินให้ได้ เพราะหากทำแล้วพี่น้องเกษตรกรยังมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จดังนั้นจึงต้องร่วมมือกันเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าว” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จ.พัทลุง ได้ขับเคลื่อนร่วมกับสมาชิก ใน 6 โครงการ โดยมีสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรใน 11 อำเภอของ จ.พัทลุง เข้าร่วมกว่า 2,420 ครัวเรือน ส่งต่อผลผลิตไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในพื้นที่ชุมชนเมือง 5 แห่ง เกิดรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยแก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อลดภาระหนี้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 8 แห่ง มูลค่าหนี้ 249.49 ล้านบาท ได้บรรเทาภาระดอกเบี้ย รวม 5.66 ล้านบาท ซึ่งทำให้สมาชิกสหกรณ์ 1,954 ราย มีฐานะดีขึ้นส่งผลถึงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนโครงการสนับสนุนอุปกรณ์ตลาดแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ใน จ.พัทลุง ได้รับสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดแก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีการจัดการตลาดผลผลิตยางพารา ตลาดผลิตน้ำนมดิบ ตลาดผลผลิตปาล์มน้ำมัน และตลาดผลผลิตข้าว รวม 23 สหกรณ์ มูลค่าทรัพย์สินทางการตลาดของเงินอุดหนุนกว่า 1,500 ล้านบาท ทำให้สามารถลดต้นทุนทางการตลาดแก่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งส่งผลถึงการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพของสมาชิกสหกรณ์

กรมข้าวรุดลงพื้นที่ ปลูกข้าวที่เชียงของ ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพ ตั้งเป้าผลผลิตยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693697

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินการเพาะปลูกข้าว และติดตามประสานงานประธานกองทุนหมู่บ้าน โดยมีนายขจร โนวัฒน์ ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ดร.ภณ ทัพพินท์กร นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ ประธานที่ปรึกษา สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก ผอ.ศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทางภาคเหนือ ตลอดจนสมาชิกกองทุนหมู่บ้านน้ำม้า หมู่ 3 และสมาชิกกองทุนหมู่บ้านศรีดอนมูล หมู่ 9 เข้าร่วม ที่สำนักงานเทศบาล ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รวมทั้ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาไทยมาโดยตลอด จึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อมาช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าว โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้าวที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ กรมการข้าวจึงมุ่งมั่นดูแลควบคุมกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างสูงสุด ตลอดจนบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning)อย่างเป็นระบบ โดยยึดขาณุโมเดล จ.กำแพงเพชร เป็นต้นแบบ เพื่อให้พี่น้องชาวนาสามารถผลิตข้าวได้อย่างยั่งยืน เพิ่มศักยภาพการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ต่อยอดไปถึงการเพิ่มรายได้ เพิ่มมูลค่าข้าว และโอกาสในการส่งออกต่อไป

โครงการ ‘เติมชีวิตด้วยการให้’ มอบของขวัญเพื่อความหวัง กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693660

โครงการ ‘เติมชีวิตด้วยการให้’ มอบของขวัญเพื่อความหวัง กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ

โครงการ ‘เติมชีวิตด้วยการให้’ มอบของขวัญเพื่อความหวัง กับมูลนิธิศุภนิมิตฯ

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิกฤตต่างๆ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยพิบัติน้อยใหญ่ รวมถึงสถานการณ์จากภายนอกประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้ในปีนี้วิกฤตดังกล่าว จะค่อยๆคลี่คลายลงตามลำดับ แต่ยังคงทิ้งร่องรอยของผลกระทบที่เกิดขึ้นเอาไว้ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำ โครงการ “เติมชีวิตด้วยการให้” เพื่อมอบของขวัญแสนพิเศษ คืนชีวิต และฟื้นฟูความหวังให้กับสังคมไทย 

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิ ศุภนิมิตฯ ในฐานะองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนระดับดีเด่น ประจำปี 2565 (Human Rights Awards 2022) ประเภทภาคประชาสังคม ได้จัดทำโครงการ “เติมชีวิตด้วยการให้” เพื่อเป็นการส่งมอบของขวัญ ที่ตรงกับความต้องการของผู้รับมากที่สุดโดยมูลนิธิฯ ได้ทำการสำรวจความต้องการ และความจำเป็นของ เด็ก ครอบครัว และชุมชนจากกลุ่มเป้าหมายใน 22 โครงการ 41 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่มูลนิธิฯ ดำเนินงานอยู่ เพื่อจัดทำแคมเปญนี้ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงได้

“แม้เทศกาลแห่งความสุข การเฉลิมฉลองและการให้กำลังใจใกล้เข้ามาแต่มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังดิ้นรน และใช้ชีวิตอย่างยากลำบากของขวัญที่ดีที่สุด คือสิ่งจำเป็นที่ผู้รับต้องการ และสามารถนำไปใช้เพื่อฟื้นฟูความหวัง และคืนชีวิตให้กลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววัน โครงการ “เติมชีวิตด้วยการให้” นี้  จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งมอบความสุขคืนชีวิต ฟื้นฟูความหวัง สร้างกำลังใจ ผ่านของขวัญที่มูลนิธิฯ ได้รวบรวมทั้งหมด 3 ชุด ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านที่มีภาระใจ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะมอบของขวัญเหล่านี้ เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ คืนชีวิตฟื้นฟูความหวัง และยังช่วยพัฒนาชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางยากไร้ จนถึงการลดปัญหาในชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

โดยของขวัญแสนพิเศษทั้ง 3 ชุด ประกอบไปด้วย 1.ของขวัญแสนพิเศษเพื่อน้องๆ หนูๆ เล่นและเรียนรู้ สู่พัฒนาการสมวัย 2.ของขวัญแสนพิเศษเพื่อเยาวชนคนขยัน สานฝันสู่อนาคตที่สดใส 3.ของขวัญแสนพิเศษเพื่อครอบครัวและชุมชน พลิกความขัดสนสู่ความอยู่ดีมีสุข

ท่านสามารถร่วมมอบของขวัญเหล่านี้ให้กับเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางยากไร้ได้ เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ สามารถคืนชีวิต และฟื้นฟูความหวังได้ด้วยการคลิก เติมชีวิตด้วยการให้-มูลนิธิศุภนิมิต

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จำเป็นหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693674

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จำเป็นหรือไม่?

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จำเป็นหรือไม่?

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

จากสภาวะอากาศที่แปรปรวนในปัจจุบัน ส่งผลให้การระบาดของไข้หวัดใหญ่มากขึ้น โดยไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ที่กระจัดกระจายอยู่ในอากาศ เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลงและได้รับเชื้อเข้าไปก็จะส่งผลให้เราป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ ซึ่งวิธีการป้องกันจากการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

วัคซีนไข้หวัดใหญ่จำเป็นหรือไม่?

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ลุมพินี) ได้มาให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนที่ฉีดเข้าร่างกายบริเวณต้นแขน เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่มากขึ้น โดยใช้เวลา 2 สัปดาห์ก่อนจะออกฤทธิ์ วัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ 3-4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มจะแพร่ระบาดในช่วงนั้นๆ โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดและหายใน 5-7 วัน แต่การติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้มีโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจเรื้อรัง ฯลฯ อาจมีอาการรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันจะช่วยให้ลดการติดเชื้อสายพันธุ์ที่รุนแรง และลดอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ที่สำคัญ ควรเลือกฉีดวัคซีนชนิดที่เป็น 4 สายพันธุ์ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ใครบ้างควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่?

ผู้สูงอายุ (อายุเกิน 65 ปี)ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหืดโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งโรคไตเรื้อรัง หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก ฯลฯ นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ฉีดในผู้ที่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้มีความเสี่ยงสูงได้ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก ฯลฯ

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน?

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรทำเป็นประจำทุกปีเพราะในแต่ละปีสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่แพร่ระบาดอาจเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องฉีดวัคซีนซ้ำเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และป้องกันได้ตรงกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาด

ดังนั้น เพื่อป้องกันร่างกายจากไข้หวัดใหญ่ เราจึงควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง ช่วงก่อนมีการระบาด ในประเทศไทยมักระบาด 2 ช่วงคือช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูหนาว ทั้งนี้ ห้ามฉีดในผู้ที่แพ้ไข่อย่างรุนแรง เนื่องจากไข่เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่

พิธีบวงสรวงงาน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมให้ชม-ช้อป 2-11 ธันวาคม 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693661

พิธีบวงสรวงงาน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ  พร้อมให้ชม-ช้อป 2-11 ธันวาคม 2565

พิธีบวงสรวงงาน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมให้ชม-ช้อป 2-11 ธันวาคม 2565

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมพิธีบวงสรวงงานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565 นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, จรัลธาดา
กรรณสูต องคมนตรี, รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร, ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร, ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย, คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล, รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช, ฉัตรชัย พรหมเลิศ, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล และ สันติ สาทิพย์พงษ์

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภาชาดไทย ประกอบพิธีบวงสรวงงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565” เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่จัดงาน เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565

ในการนี้มี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทยรองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565” และ จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯเป็นประธานในพิธี มี ฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ เป็นผู้ประกอบพิธีอ่านโองการบวงสรวง โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมพิธี โดยพร้อมเพรียงกัน อาทิ รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร, ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร, ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย, รศ.สุทธิมา ชำนาญเวช, ฉัตรชัย พรหมเลิศ, อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล, สันติ สาทิพย์พงษ์ และ คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล กรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ร่วมพิธี

งานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารผลการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรและยั่งยืน ตลอดระยะเวลา 27 ปี อันจะนำไปสู่การบูรณาการร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนต่อยอดการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ต่อสังคมในอนาคต และสร้างการรับรู้ถึงพันธกิจ ภารกิจของมูลนิธิฯ โดยรายได้จากการจัดงานจะนำเข้าสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ต่อไป

งาน “เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2565” จะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 2-11 ธันวาคม 2565 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

ฉัตรชัย พรหมเลิศ, รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และ อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์

ฉัตรชัย พรหมเลิศ, รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และ อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคล

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมพิธีบวงสรวงเพื่อความเป็นสิริมงคล

จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ร่วมถวายเครื่องบวงสรวง

จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ร่วมถวายเครื่องบวงสรวง

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ถวายเครื่องบวงสรวง

คุณแหน : 23 พฤศจิกายน 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693659

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ll ยามนี้ สว.พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ คิวทองสุดๆ เพราะญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างขอนัดเลี้ยงแสดงความยินดีในโอกาสเป็นวุฒิสมาชิกหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 72 ปีรัฐสภาไทย ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสหภาพรัฐสภา…

ll ยินดีกับ ศุภสิทธิ์ กอเจริญยศ ที่ได้เป็น ว่าที่ ผวจ.กาฬสินธุ์ …

ll ปิยพงศ์ ชูวงศ์ รอง ผวจ.ระนองเป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสนับสนุนโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรได้มีโอกาสศึกษาพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัยอย่างลึกซึ้ง ณ วัดสุวรรณคีรีวิหาร จ.ระนอง…

ll เกศนรี จองโชติศิริกุล ได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนรุ่นพี่ ดร.จรวยพรภัทรลีสมสิริ และ ดร.เอื้อมพร ปัญญาใสที่เป็นนักวิ่งมาราธอน เลยเริ่มไปวิ่งมินิ10.55 กม. ในงานกรุงเทพมาราธอน…

ll สมาคมเมโลเดียน ร่วมกับมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดกิจกรรมในโครงการวิ่งเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติไทย รวมพลังสามัคคี ภักดี ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ชิงถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ 27 พ.ย.นี้ ณ อ่างเก็บน้ำมาบประชัน อ.บางละมุง ชลบุรี สนใจโทร.089-9367598…

ll ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ สุดปลื้มที่ วิน วิริยประไพกิจ ซีอีโอกลุ่ม บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรีหลังจบหลักสูตร Digital CEO ชื่นชมว่าเป็นหลักสูตรที่จัดได้ดีมากๆ ได้ความรู้ที่ทันสมัย ได้ข้อคิดดีๆนำกลับไปพัฒนาองค์กร งานนี้ใครสนใจเรียนรีบโทร.083-1166581…

ll แม้จะมีงานยุ่งแต่ คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ,ชัชวาล พิเชฐพงศา และ อภิวัฒน์ หวังมีชัย ได้จัดสรรเวลาไปร่วมเสวนาเรื่อง “Digital Transformation for SMEถอดรหัสเคล็ด (ไม่) ลับทำได้จริง”โดยมี ราชิต ไชยรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ…

ll พบกับมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่รวมซอฟต์แวร์ไทย สุดเจ๋ง ยกระดับธุรกิจดิจิทัลในโครงการ Thailand Software Fair 2022 ของ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย 24-27 พ.ย.นี้ ณ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค…

ll ติดตามคลิป คุยนอกเวลากับ อนุชา บูรพชัยศรี เรื่อง APECความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้ที่ https://youtu.be/9mcQM8TH1-I…

ll รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ แจ้ง ขอเรียนเชิญศิษย์เก่าไปร่วมงานปฐมนิเทศผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร วบส. 9 วันที่ 30 พ.ย.นี้ 14.00 เป็นต้นไป ณ ชั้น 2อาคารสยามบรมราชกุมารี นิด้า…ll

น้องใหม่

เครือรพ.พญาไท-เปาโล ดึงเทคโนโลยีผสานไลฟ์สไตล์ ก้าวสู่บริการด้านสุขภาพดิจิทัลเต็มรูปแบบ รวดเร็ว ไร้รอยต่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693672

เครือรพ.พญาไท-เปาโล ดึงเทคโนโลยีผสานไลฟ์สไตล์ ก้าวสู่บริการด้านสุขภาพดิจิทัลเต็มรูปแบบ รวดเร็ว ไร้รอยต่อ

เครือรพ.พญาไท-เปาโล ดึงเทคโนโลยีผสานไลฟ์สไตล์ ก้าวสู่บริการด้านสุขภาพดิจิทัลเต็มรูปแบบ รวดเร็ว ไร้รอยต่อ

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

(ซ้าย) พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี, นพ.ยงยุทธ มัยลาภ, ศุภกร พะวันนา

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทรานสฟอร์มธุรกิจสุขภาพสู่ Digital Healthcare Providerเต็มรูปแบบ ดึงจุดแข็งจากทุกแพลตฟอร์ม พัฒนาระบบการบริการ ด้านสุขภาพ ให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวก รวดเร็ว ไร้รอยต่อตอบโจทย์ ทุกความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาผสานกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล พลิกโฉมภาพลักษณ์ของการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบพร้อมจัดงาน “The New Era Of Digital Health ร่วมเป็นผู้นำสู่วิถีใหม่ของการดูแลสุขภาพยุคดิจิทัล” ที่ศูนย์การค้าสยามสแควร์ วัน

นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาดเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เปิดเผยว่า เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ได้มีการนำ Digital Engagement Model เข้ามาปรับใช้ในสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูล (Data) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำ “Hyper Personalization”เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกลุ่มเป้าหมาย เรามีทีมทำ Futuristic Data ที่สามารถนำข้อมูลเชิงบุคคลมาช่วยวิเคราะห์ วางแผนโปรแกรมการดูแลรักษาแบบ Human Touch Service มุ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ลดความเสี่ยง ของการเจ็บป่วยทำให้เสียค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งได้ข้อมูลมากเท่าไรก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าใช้บริการ ที่จะได้รับคำแนะนำด้านสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค สามารถออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพ ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลได้ เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพ All You Can Check เป็นต้น

“แม้ว่าเครือโรงพยาบาลฯจะขับเคลื่อนธุรกิจเข้าสู่ระบบดิจิทัลด้วยการนำหุ่นยนต์ AI แอปพลิเคชั่นเข้ามาใช้ หากยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องการออกแบบการให้บริการโดยคำนึงถึงเรื่อง Human Touch เป็นหลัก เพราะเชื่อว่า ธุรกิจการให้บริการทางด้านสุขภาพของมนุษย์ต้องเริ่มจากมนุษย์ การออกแบบเส้นทางสุขภาพที่ดีให้กับผู้รับบริการ (Health Journey) ต้องเริ่มจากความเข้าใจของมนุษย์ต่อมนุษย์ คือ บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหน้างานและเบื้องหลังที่เข้าใจและตั้งใจที่จะออกแบบการให้บริการสุขภาพที่ดีนั้นส่งต่อไปยังคนไข้ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ โดยมีเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนให้เข้าถึงและสะดวกเพิ่มมากขึ้น”

ด้านผลิตภัณฑ์และบริการของเครือโรงพยาบาล พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรีผู้อำนวยการศูนย์พรีเมี่ยมไลฟ์ โรงพยาบาลพญาไท 2กล่าวว่า ด้านการบริการเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล มีการปรับตัวกันเป็นอย่างมาก จากในอดีตที่แพทย์จะเน้นเรื่องการรักษา แต่ปัจจุบันเราให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกัน (Preventive Care) เปลี่ยนจากหมอผู้รักษาคนป่วยเป็น Health Coach ที่จะคอยให้คำแนะนำและติดตามดูแลใกล้ชิดจนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น โดยออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ได้แก่ All You Can Check ที่จะคอยติดตามภาวะสุขภาพได้ตลอดทั้งปี มีทีมแพทย์ให้คำแนะนำวางแผนการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้อย่างตรงจุด การตรวจร่างกายด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ละเอียดและแม่นยำ ลดความเสี่ยงในอนาคตจากโรคต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมี All You Can Shine โปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึกระดับ DNA ที่ช่วยในการวางแผนสุขภาพอนาคตด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัย
และโปรแกรม All You Can Fits ตรวจความสมดุลและสมรรถภาพร่างกายรายบุคคล การปรับพฤติกรรม เพื่อแก้ไขสาเหตุอาการบาดเจ็บของร่างกาย โดยเฉพาะโรคออฟฟิศซินโดรม ที่เป็นกันมากในกลุ่มวัยทำงาน โดยจะมี Health Coach นักกายภาพคอยดูแลให้คำแนะนำ ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังมีนวัตกรรมการแพทย์ Urine CTX II ซึ่งเป็นงานวิจัยการเสื่อมสลายข้อเข่าด้วยการตรวจปัสสาวะ ทำให้สามารถรู้ถึงภาวะสุขภาพและวางแผนชะลอความเสื่อมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งนี้ นอกเหนือจากการออกแบบโปรแกรมสุขภาพเพื่อให้ปลายทางไปสู่ความสำเร็จ เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการคือ การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการเปลี่ยนแปลงสุขภาพให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมาพบแพทย์สม่ำเสมอ การดูแลตนเองตามคำแนะนำของแพทย์ หรือตามโปรแกรมอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น และนี่คือวิถีใหม่ในการดูแลสุขภาพร่วมกันในยุคดิจิทัล

ขณะเดียวกัน นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล กล่าวว่า เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลให้ความสำคัญกับ Digital Healthcare เป็นอย่างมากหลังจากที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเน้นส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อนำ Digital Healthcare มาพัฒนาระบบการให้บริการแก่ผู้รับบริการได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่านบริการต่างๆ อาทิ Telecare บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบ Real-Time Video Call บริการเจาะเลือดที่บ้าน บริการจัดส่งยา ช่วยให้เข้าถึงบริการ ได้จากทุกที่ ง่าย สะดวก ประหยัดเวลา ไม่ต้องมาโรงพยาบาล ช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังได้รับการดูแลเหมือนมารับบริการที่โรงพยาบาล และยังมี Health Up แอปพลิเคชันที่รวบรวมข้อมูลด้านสุขภาพ สามารถเข้าไปดูผลตรวจสุขภาพ ความรู้ด้านสุขภาพ การนัดหมายแพทย์ ตลอดจนซื้อแพ็กเกจตรวจสุขภาพได้ด้วย ซึ่งแอปพลิเคชันนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดใช้งานมากกว่า 265,000 ราย และมีผู้ใช้บริการทำนัดหมายพบแพทย์ผ่านแอปพลิเคชันแล้วประมาณ 57,000 ครั้งในรอบระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาดูแลลูกค้าระบบประกันสุขภาพ (ประกันสังคม) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 600,000 กว่าคน”

Life & Health : มะเร็งปอด ภัยเงียบกว่าที่คุณคิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693673

Life & Health : มะเร็งปอด ภัยเงียบกว่าที่คุณคิด

Life & Health : มะเร็งปอด ภัยเงียบกว่าที่คุณคิด

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่คนทั่วโลกป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 2 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 1.7 ล้านคน สำหรับประเทศไทย มะเร็งปอดถือเป็นมะเร็งอันดับ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อย โดยเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้ชาย (รองจาก มะเร็งตับและท่อน้ำดี) และเป็นอันดับ 5 ในผู้หญิง โดยแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ 23,713 คน หรือเฉลี่ยวันละ 65 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 56 คน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงณัษฐา พิภพไชยาสิทธิ์แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยาสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์เปิดเผยว่า มะเร็งปอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ด้วยกัน ได้แก่

1.มะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์

2.มะเร็งชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้ประมาณ 85-90 เปอร์เซ็นต์

สำหรับความรุนแรงและอันตรายของมะเร็งปอดนั้น เนื่องจากปอดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการนำก๊าซออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบเลือด และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดออกสู่สิ่งแวดล้อม ดังนั้น หากเป็นมะเร็งปอดที่พบระยะลุกลาม ความรุนแรงต่อชีวิตจึงค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจพบมะเร็งปอดตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะมีโอกาสที่จะรักษาหายสูงมากขึ้น แต่ความน่าวิตก คือ ผู้ป่วยมะเร็งปอดมักจะมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งมีการลุกลามไปมากแล้ว ทำให้การรักษา นั้นรักษาได้ยากขึ้น หรืออาจทำได้เพียงการรักษาแบบประคับประคอง

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เป็นมะเร็งปอด คือ การสูบหรือรับควันบุหรี่ พันธุกรรม การสัมผัส แร่ใยหิน ก๊าซเรดอน (เกิดจากการสลายตัวของธาตุเรเดียมซึ่งนำมาใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือน) รังสี ควันธูป ฝุ่นไม้ และมลภาวะทางอากาศต่างๆ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งประกอบไปด้วยสารเคมีปนเปื้อนหลายชนิดที่เป็นสารก่อเกิดโรคมะเร็ง

อาการที่น่าสงสัย

สัญญาณเตือนของโรคมะเร็งปอดโดยทั่วไป คือ อาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของปอด เช่น ไอเรื้อรัง นานกว่า 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด หายใจลำบาก หายใจสั่น เหนื่อยหอบ มีเสียงหวีด ปอดติดเชื้อบ่อยหรือเรื้อรัง นอกจากนี้ยังอาจจะมีอาการอื่นๆ อีกเช่น เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน เจ็บหน้าอกหรือหัวไหล่ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตามอาการต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นอาการที่เฉพาะเจาะจงกับมะเร็งปอดเท่านั้น อาจพบในโรคอื่นๆ ได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์

วิธีการคัดกรอง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดที่มีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอในระดับประชากร แต่มีคำแนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งปอดเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยการเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดในการป้องกัน และสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคลงได้

การตรวจวินิจฉัย

หลักๆ ประกอบไปด้วย การถ่ายภาพรังสี (เอกซเรย์ปอด เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ร่วมกับการตรวจหาเซลล์มะเร็ง โดยการตรวจจากเสมหะ หรือการตัดชิ้นเนื้อจากปอดมาตรวจ นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการตรวจชิ้นเนื้อทางพันธุศาสตร์เพิ่มเติม (molecular genetic testing) เพื่อทำนายพยากรณ์ของโรคและแนวทางการรักษาได้มากยิ่งขึ้น

การรักษา

การรักษามะเร็งปอดนั้น จะต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ ชนิดของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรค การลุกลามของโรค รวมถึงสภาวะความแข็งแรงของผู้ป่วย โดยการรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันนั้น ประกอบไปด้วย การผ่าตัด การฉายรังสี การให้ยาเคมีบำบัด การรักษาด้วยยามุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็ง และ/หรือการรักษาด้วยยากระตุ้นภูมิคุ้มกันบำบัดซึ่งอาจต้องใช้การรักษาร่วมกันหลายวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของการรักษา เช่น หากเป็นชนิดเซลล์ขนาดเล็ก การรักษาหลักคือการฉายรังสีร่วมกับยาเคมีบำบัด แต่ถ้าหากเป็นชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็กที่มะเร็งยังไม่ลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง การรักษาหลักคือการผ่าตัดและตามด้วยยาเคมีบำบัดในบางกรณี หากการกระจายของโรคเริ่มลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง จำเป็นต้องได้รับการรักษาหลายชนิดร่วมกัน แต่ถ้าหากโรคลุกลามไปมากแล้วการรักษาหลักจะเป็นการรักษาด้วยยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเคมีบำบัดยามุ่งเป้า หรือยากระตุ้น ภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นต้น

บทสรุป

มะเร็งปอดถือว่าเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงของโรคค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบต่อชีวิตสูง อีกทั้งการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มได้นั้น ค่อนข้างลำบาก ทำให้ประสิทธิภาพของการรักษามีข้อจำกัด ทางที่ดีที่สุดคือ ควรมุ่งเน้นการป้องกัน มากกว่าการรักษา โดยสาเหตุที่สำคัญของการเกิดมะเร็งปอดนั้น เกิดจากบุหรี่ จึงควรหยุดสูบบุหรี่ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่ อยู่อาศัยในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายหากต้องปฏิบัติงานในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายและหมั่นตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ท้ายนี้ด้วยเดือนพฤศจิกายน เป็นเดือนของการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งปอด จึงอยากฝากสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็งปอด คือ “เลิกสูบบุหรี่” เพื่อตัวคุณเอง ครอบครัว และสังคมรอบข้าง

นอกจากนี้ จะขอฝากเกร็ดความรู้เพื่อสุขภาพ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่างๆโดยใช้หลักการป้องกันโรคมะเร็ง “5 ทำ 5 ไม่ ห่างไกลมะเร็ง”

โดย 5 ทำ ประกอบด้วย (1.) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป (2.) ทำจิตใจให้แจ่มใสไม่เครียด (3.) กินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารที่บริโภคแต่ละมื้อ (4.) รับประทานอาหารหลากหลายประเภท อย่ากินอาหารซ้ำๆ เป็นประจำ (5.) ตรวจร่างกายเป็นประจำ แม้ว่าตนเองจะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่เคยเจ็บป่วยก็ตาม

ส่วน 5 ไม่ ประกอบด้วย (1.) ไม่สูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่ (2.) ไม่มั่วเซ็กซ์ (3.) ไม่ดื่มสุรา (4.) ไม่ตากแดดจ้า (5.) ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ

เพื่อลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และที่สำคัญคืออย่าปล่อยให้มีอาการของโรคก่อน ควรมาตรวจสุขภาพเพื่อค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

สามารถติดตามความรู้ข่าวสารด้านโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง http://allaboutcancer.nci.go.th/ เว็บไซต์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็ง https://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Line : NCI รู้สู้มะเร็ง

เทพลีลา ชวนคนรุ่นใหม่เปิดพื้นที่บนโลกออนไลน์ สานฝันสู่อาชีพที่ชอบ ‘YouTuber/Content Creator’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693646

เทพลีลา ชวนคนรุ่นใหม่เปิดพื้นที่บนโลกออนไลน์ สานฝันสู่อาชีพที่ชอบ ‘YouTuber/Content Creator’

เทพลีลา ชวนคนรุ่นใหม่เปิดพื้นที่บนโลกออนไลน์ สานฝันสู่อาชีพที่ชอบ ‘YouTuber/Content Creator’

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พี่เติ๊ด-ภูถิรพัฒน์ อ่องศรี และ พี่เหว่ง- ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์

เพื่อปูทางสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพเพื่อสร้างอนาคตให้เด็กและเยาวชนไทยสสส. ร่วมกับ กทม.จัดกิจกรรม “BKK-เรนเจอร์xปิดเทอมสร้างสรรค์ อัศจรรย์วันว่าง” The Miracle Playground @Siam : DREAM & DO ขึ้นโดย นำเอาข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ค้นหาความต้องการเรียนรู้ในวันว่างของเด็กและเยาวชนไทย มาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อชักชวนให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้เห็นถึงความสำคัญของของวันว่างที่มีมากกว่า 150 วันในแต่ปี พร้อมชักชวนให้ทุกฝ่ายให้มาร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีกิจกรรมหลากหลาย สอดคล้องตามความสนใจ

ด้วยการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้มีทางเลือกในการทำกิจกรรมนอกเวลาเรียน ค้นหาความถนัด เปลี่ยนวันว่างให้กลายเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดพัฒนาเป็นทักษะอาชีพพร้อมเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองกับไอดอลในสาขาอาชีพต่างๆ สร้างแรงบันดาลใจการลงมือทำในสิ่งที่ชอบ ที่สามารถพัฒนาสู่อาชีพในฝันโดยใช้แค่วันว่างให้เกิดประโยชน์

โดยเฉพาะการเป็น YouTuber ก็มีคำแนะนำดีๆ จาก “พี่เหว่ง” ภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ และ “พี่เติ๊ด” ภูถิรพัฒน์ อ่องศรีคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังจาก “ช่องเทพลีลา” เจ้าของรางวัล Best YouTuber ผู้ผลิตคอนเทนต์สร้างสรรค์เพื่อเยาวชนมาแนะนำไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานบนโลกออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ โดยทั้งคู่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า…ให้เริ่มต้นที่ความชอบ

“เทพลีลาเราเริ่มต้นครั้งแรกจากสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราสนใจ เป็นสิ่งที่เราทำแล้วรู้สึกสนุกเราคุยเรื่องนี้กันแล้วมันสนุกดีก็เริ่มจากตรงนั้น จนปัจจุบันก็ยังเป็นสิ่งที่เราสนุกกับมัน และเป็นสิ่งที่เราอยากจะบอกหรือสื่อสารอะไรออกไปกับสังคม ซึ่งการเริ่มต้นที่ดีที่สุดก็คือเริ่มต้นจากสิ่งที่เราชอบก่อน” พี่เติ๊ดกล่าว

“ถ้าอยากมีช่อง เริ่มต้นง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องของอุปกรณ์ เอาความสนใจของเราเป็นตัวตั้ง เรามีแรงบันดาลใจอะไร มี passion สนใจเรื่องอะไร เราก็จะอยู่กับมันได้นาน ง่ายที่สุดก็คือ มือถือแค่นี้ก็สามารถทำคอนเทนต์บน TikTok ได้แล้ว แล้วก็ทำเลยไม่ต้องรอช้าเท่านั้นเอง” พี่เหว่งแนะนำ

“จริงๆ ถ้าอยากจะเป็น content creator ให้เริ่มทันที ความยากของมันมาจากการที่เราไม่ได้เริ่มต้นสักที การเริ่มทำคอนเทนต์ดีที่สุดก็คือเริ่มจากสิ่งที่เราสนใจ สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่เราทำแล้วเรารู้สึกสนุกกับมัน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเริ่มเลย” พี่เติ๊ดย้ำ

เมื่อใครๆ ก็สามารถเป็น YouTuber ได้ แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้พื้นที่ออนไลน์ในช่องทางต่างๆ เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ มีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ ได้รับความชื่นชนจากผู้ชม ที่มีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่ความสนุกแต่สร้างผลกระทบและความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น

“วุฒิภาวะที่ดีหรือสิ่งแวดล้อมที่ดีจะสร้างทัศนคติที่ดีดังนั้น ในเรื่องนี้ครอบครัวจึงมีความสำคัญมาก เพราะเด็กมีวุฒิภาวะต่างกัน บางครั้งที่เขาดูโซเซียลเยอะๆ ก็จะแยกไม่ออกว่าอะไรดีไม่ดีค่านิยมที่อยากให้คนมาดูเยอะๆ เพราะอยากมีพื้นที่แสดงตัวตนก็ไปเลือกที่ในสิ่งที่ไม่ดีที่มันทำง่ายแทน ดังนั้น ครอบครัวต้องเป็นที่พึ่งที่ดีให้กับเขาเพื่อให้มีภูมิต้านทานที่ดีในการคัดกรอง แยกแยะว่าอะไรดีอะไรไม่ดีได้” พี่เหว่งระบุ

“เรื่องเนื้อหาที่ไม่ดีคงต้องเริ่มจากตัวของ influencer เองเวลาที่เราทำคอนเทนต์อะไรก็ตามขอให้คิดเสมอไว้ว่าเราเองก็เป็นสื่อไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนมองและชื่นชอบเราอยู่ น้องๆ พอเห็นแล้วอาจคิดว่านี่คือสิ่งที่ดี สิ่งที่สนุก แล้วก็อยากจะทำบ้างจนสร้างความเดือดร้อน ดังนั้น ถามตัวเองดีๆ ว่าสิ่งที่ทำๆ ให้ตัวเองเดือดร้อนคนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า และคิดถึงคนที่ดูเราว่าเราได้ส่งสารที่ดีออกไปหรือเปล่า” พี่เติ๊ดแนะนำ

พร้อมกันนี้ทั้งคู่ยังฝากข้อคิดให้กับน้องๆ ที่สนใจในสายอาชีพนี้ว่า โลกออนไลน์นั้นเป็นดาบสองคม ถ้าเราสามารถใช้อย่างถูกต้องมันก็จะมีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมอย่างมหาศาลแต่ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดมันก็จะมีโทษและเกิดผลกระทบต่อตนเองและคนอื่นๆมากเช่นกัน

“ไม่ว่าเริ่มด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ให้คำนึงด้วยว่าเรากำลังจะกระโดดเข้าไปเป็นสื่อ อยากให้น้องๆ คิดในมุมนี้นิดหนึ่งว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ทำร้ายใครหรือเปล่า หรือทำร้ายตัวเองหรือเปล่า”

“เวลาที่เราอยู่ในโซเชียล จะมีคนพูดถึงเราทั้งดีและไม่ดี ในวันนี้อยากจะให้น้องๆ คุยกันได้ ติได้ ชมได้ แต่อย่าด่ากันด้วยความรุนแรง ในบางครั้งที่มันรุนแรงเกินไป ก็ทำให้เกิดความเครียด ซึมเศร้า ท้อแท้ ซึ่งตอนนี้ก็กลายเป็นโรคนี้กันเต็มไปหมด ความรุนแรงไม่ได้ช่วยอะไร แล้วน้องๆ ที่จะเข้ามาอยู่ตรงนี้จะต้องเจอทุกคน ดังนั้นเราจะมีเกราะป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากภาวะเหล่านี้ได้อย่างไร”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)กล่าวสรุปว่า “สสส.เราสำรวจพบว่าสิ่งที่เด็กๆ ชอบที่สุดก็คือการได้ทำสิ่งที่รัก ที่ชอบ ที่อยากทำในวันหยุด แล้วเด็กยุคนี้เองเมื่อโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็มีคำตอบที่เป็นพื้นฐานของวิชาชีพต่างๆ ที่เห็นชัดเจน หลายคนอยากเป็นนักธุรกิจ ทำธุรกิจออนไลน์ อยากเป็น Chef อยากเป็น YouTuber อยากเป็นนักแสดง ซึ่งสิ่งต่างๆ ในยุคปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้นอกห้องเรียน เป็นสิ่งที่จะติดตัวและใช้ในชีวิตของเขาในระยะยาวต่อไป”

แพทย์ด้านผิวหนังและความงาม แนะรับมือ ปัญหาผิวที่มาพร้อมกับอากาศแห้งและเย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693647

แพทย์ด้านผิวหนังและความงาม แนะรับมือ ปัญหาผิวที่มาพร้อมกับอากาศแห้งและเย็น

แพทย์ด้านผิวหนังและความงาม แนะรับมือ ปัญหาผิวที่มาพร้อมกับอากาศแห้งและเย็น

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปานหทัย สมรรถศรบุศย์, อัชฌา เจริญรัศมีเกียรติ, รินทร์รตา อินทามระ, แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว หลายๆ คนคงเตรียมตัวออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อตามหาและสัมผัสกับความหนาวเย็นตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ แต่ทราบหรือไม่ว่าอากาศที่เย็นตัวลงมาพร้อมกับระดับความชื้นในอากาศที่ต่ำ หรือเรียกกันว่า “อากาศแห้ง” รวมถึงรังสียูวีในแสงแดด ทำให้ผิวต้องเผชิญกับปัญหาผิวต่างๆ มากมาย อาทิ ผิวหมองคล้ำไม่สดใส แห้งกร้าน ลอกเป็นขุย “ธัญ” (THANN) ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิชแนะวิธี “รับมือกับปัญหาผิวที่มาพร้อมกับอากาศแห้งและเย็นในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู

แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะวิธีรับมือกับปัญหาผิวที่มาพร้อมกับอากาศแห้งและเย็นในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู ว่า “สภาพอากาศโดยทั่วไปในช่วงฤดูหนาว นอกจากจะทำให้เรารู้สึกเย็นสบายแล้ว ยังส่งผลให้ผิวของเราเกิดความแห้งกร้าน แสบ คันและลอก เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดลง ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ปกติร่างกายของคนเราจะมีการคายความชุ่มชื้นเพื่อหล่อเลี้ยงผิวหนังอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า Transepidermal water loss (TEWL) โดยจะเกิดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล หากผิวมีโครงสร้างผิวสมบูรณ์แข็งแรง อัตราการเกิดกระบวนการ TEWL ก็จะน้อยกว่าผิวที่อ่อนแอ ผิวก็จะดูเรียบเนียน เต่งตึงมีสุขภาพดี

เราสามารถเพิ่มระดับความชุ่มชื้นและป้องกันการสูญเสียน้ำของผิวได้ด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

-ชนิดปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน (Occlusives) ทำหน้าที่เหมือนฟิล์มเคลือบผิวหนัง ป้องกันไม่ให้ความชื้นที่ผิวหนังระเหยไป เช่น ปิโตรเลียมเจลลี,น้ำมันแร่ (Mineral oil), พาราฟิน (Paraffin) เป็นต้น

-ชนิดเคลือบผิวหนัง (Emollients) สามารถซึมลงสู่ชั้นผิวหนังได้ ทำหน้าที่ควบคุมระดับความชื้นของผิวให้กลับมาสู่สภาวะปกติ โดยจะเติมร่องผิวชั้นนอกช่วยให้ผิวเรียบเนียนนุ่มตัวอย่างเช่น น้ำมันรำข้าว, โกโก้บัตเตอร์, เซราไมด์ เป็นต้น

-ชนิดดูดซับน้ำจากอากาศ (Humectants) ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังชั้นนอกด้วยการดักจับน้ำหรือความชื้นในอากาศหรือดึงน้ำจากผิวชั้นใน โดยมักจะใช้ร่วมกับส่วนผสมอื่น เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการกักเก็บความชุ่มชื้น ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากพืชทะเลทราย (Myrothamnus), ว่านหางจระเข้ เป็นต้น

การเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมกับผิวแต่ละประเภทจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้ผิวมีสุขภาพดี ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอม สารที่อาจก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองและไม่ก่อให้เกิดสิว สำหรับเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าที่อยากแนะนำเพิ่มเติมคือ ล้างหน้าด้วยน้ำที่อุณหภูมิปกติ เพราะน้ำที่อุณหภูมิสูงเกินไปจะทำให้ผิวแห้งและลอกมากยิ่งขึ้น,ทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำภายใน 3-5 นาที ขณะที่ผิวยังหมาด เพื่อช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น,ฟื้นบำรุงผิวหน้าให้กระจ่างใสด้วยการมาส์กหน้าประเภทบำรุง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง, อย่าลืมครีมกันเเดดเป็นประจำเพราะช่วงฤดูหนาวที่อากาศแห้งผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลจะนำไปสู่ปัญหาริ้วรอย และความหมองคล้ำ ,รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อทำให้ผิวไม่แห้ง ดูเต่งตึง และอิ่มน้ำ ที่สำคัญนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอได้ดี

สำหรับคนที่มีแผนจะเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อไปสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผิดปกติของผิวหนังบางส่วน เนื่องจากการหดตัวของหลอดเลือด หรือภาวะเนื้อเยื่อแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งจากสภาพอากาศหนาวเย็นมากๆ มักพบบริเวณปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ปลายจมูก ติ่งหู โดยผิวหนังบริเวณนั้นจะเกิดอาการซีด ชา บวมแดง ปวดแสบปวดร้อน เกิดตุ่มพอง หรือเกิดอาการผิวหนังตายได้ ส่วนวิธีการป้องกัน คือ การสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมโดยตรวจสอบสภาพอากาศและอุณหภูมิก่อนการเดินทาง และพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็นจัดจนเกินไป”

และสำหรับ “ธัญ” (THANN) ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ได้แนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลผิว ช่วงหนาว ประกอบด้วย “ไรซ์ เอ็กซ์แทร็กลิป บาล์ม” (Rice extract lip balm) ลิปบาล์มบำรุงริมฝีปากให้เนียนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยสร้างฟิลม์บางๆ เคลือบริมฝีปาก เพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากเนียนนุ่ม “ไฮเดรติ้งอิมัลชั่น” (Hydrating emulsion)ซึมซาบเข้าบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิวไม่ทิ้งความมันส่วนเกิน และไม่อุดตันรูขุมขน“อีสเทิร์น ออร์เชิร์ด อินเทนซีฟ ไฮเดรติ้งแฟเชียล มาส์ก” (Eastern orchard intensive hydrating facial mask) มาส์กรักษ์โลกที่สามารถย่อยสลายตัวเองได้ 100% เติมเต็มความชุ่มชื้น และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างผิว “เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชียล ซันสกรีนเอสพีเอฟ 50 พีเอ+++” เสริมเกราะปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB พร้อมรับมือกับปัญหาริ้วรอย และผิวคล้ำเสียจากแสงแดด โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอุดมด้วยคุณค่าสารสกัดจากธรรมชาตินานาชนิด

พบกับผลิตภัณฑ์ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์สโตร์ http://www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน “ธัญ” (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ

แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช

แพทย์หญิงกนกวรรณ เศรษฐพงศ์วนิช