‘CIBA’ตามหา‘ท่านประธานฯ’ ในงาน‘DPU OPEN HOUSE ’24-25พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693662

‘CIBA’ตามหา‘ท่านประธานฯ’ ในงาน‘DPU OPEN HOUSE ’24-25พ.ย.นี้

‘CIBA’ตามหา‘ท่านประธานฯ’ ในงาน‘DPU OPEN HOUSE ’24-25พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เชิญชวนน้อง ๆ นักเรียนและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงาน “DPU OPEN HOUSE” ภายใต้ธีม DPUFLIX ระหว่างวันที่ 24-25 พ.ย. 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00-16.30 น. โดยน้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ค้นหาตัวเองและรับข้อมูลการเรียนต่อเจาะลึกทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัย แบบไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน

และในส่วนของ CIBA ภายใต้ธีมดังกล่าว จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิดตามรูปแบบภาพยนตร์ซีรี่ส์เกาหลี เรื่อง Start Up โดยน้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ค้นหาตัวเองด้านการเป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ผ่านฐานกิจกรรมของ CIBA โดยแต่ละฐานจะเป็นการแปลงสาขาหลักสูตรต่างๆ ที่มีการเรียนการสอน อาทิ บัญชี การตลาด และอื่นๆ มาเป็นกิจกรรมให้น้องๆ ได้ร่วมเล่นอย่างสนุกสนาน และเมื่อครบทุกฐาน จะผ่านการรับรองให้เป็นประธานบริษัทและได้รับเงินรางวัล สามารถนำไปแลกซื้อ หรือ Shopping ภายในงานได้

โดยการจัดงานครั้งนี้ยังได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม E (Environment) S (Social-สังคม) G (Governance-ธรรมาภิบาล) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง Sustainabilityขององค์การสหประชาชาติ (UnitedNations : UN) อีกด้วย นอกจากนี้ น้องๆที่เข้าร่วมงาน ยังจะได้สัมผัสบรรยากาศในการเรียน ทั้งห้องเรียนที่ทันสมัย อุปกรณ์การเรียนครบครัน สถานที่พักผ่อนหย่อนใจภายใต้มหาวิทยาลัยที่ร่มรื่น สบายตา และได้ร่วมพูดคุยกับรุ่นพี่Influencer คนดังมาร่วมแชร์ประสบการณ์การเป็น DEKDPU พร้อมกันนี้ ยังมีสิทธิพิเศษภายในงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา ตามด้วย ขบวน Food Truck จำนวนมากที่ขนเมนูสุดอร่อยยกมาเสิร์ฟกันแบบจัดเต็มตลอดทั้งงาน

สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “CIBA วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” https://www.facebook.com/dpuciba

กว่าจะเป็น‘หุ่นยนต์ CLOVER’ ผลงานคว้ารางวัลของเด็ก‘KOSEN-มจธ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693665

กว่าจะเป็น‘หุ่นยนต์ CLOVER’  ผลงานคว้ารางวัลของเด็ก‘KOSEN-มจธ.’

กว่าจะเป็น‘หุ่นยนต์ CLOVER’ ผลงานคว้ารางวัลของเด็ก‘KOSEN-มจธ.’

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“Rapidly Manufactured Robot Challenge League (RMRC)” หรือ “หุ่นยนต์พิชิตภารกิจสำรวจและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” คือหัวข้อของการแข่งขัน “RoboCup Junior Rescue” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีแรก โดยมีเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 30 ทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ทีม Cover ที่เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 2 และ 3 (เทียบเท่า ม.5 และ ม.6) ของสถาบันโคเซ็น-มจธ. (KOSEN KMUTT) จำนวน 6 คน ได้แก่ นายชวกร ประเสริฐนุกุลผล นายภูริพัฒน์ นิลเรือง นายณัฐวีณ์ สุนิตย์สกุล นายธีรุตม์ ตั้งศิริภิญโญ น.ส.เทพรักษ์ รักผกาวงศ์ และ น.ส.วิวรรณ วิจิตรวรวงศ์ โดยหุ่น “Clover” สามารถคว้ารางวัลพิเศษ คะแนนสูงสุดในด่านที่มีความยากที่สุด มาครอบครอง

ชวกร ประเสริฐนุกุลผล เล่าว่า ความท้าทายของการสร้างหุ่นยนต์ครั้งนี้คือ นอกจากจะต้องออกแบบให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ผ่านด่านแต่ละด่านที่มีรูปแบบต่างกัน เช่น ด่านที่ต้องเคลื่อนที่ข้ามท่อ ด่านการวิ่งผ่านพื้นผิวต่างชนิดด่านที่เป็นทางลาดชัน และด่านทางต่างระดับแล้ว ยังจะต้องมีการระบุตำแหน่งของเป้าหมายที่เป็นตัวแทนของผู้ประสบพิบัติภัยได้อย่างถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนดไว้

“ขณะที่ทีมส่วนใหญ่เลือกใช้สายพาน แต่เราเลือกใช้การเคลื่อนที่ด้วยล้อ เพราะคิดว่าจะทำให้หุ่นของเราเคลื่อนที่ผ่านด่านต่างๆ ได้เร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องสร้างล้อที่ใช้ได้กับด่านทุกด่าน โดยล้อจะเป็นลักษณะเหมือนแขนหลายๆ แขนยื่นต่อออกมาจากดุมล้อ เพื่อให้ตัวแขนทำหน้าที่เกี่ยวและปีนป่ายได้ แต่กว่าจะได้ล้อที่มีสมบัติที่ต้องการก็ต้องออกแบบและทดลองกันหลายรอบ เราจึงเลือกใช้ไม้แผ่นบางมาเป็นวัสดุหลัก เพราะหาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง โดยใช้เครื่อง LaserCutting ที่เราใช้กันอยู่ในหลักสูตรมาตัดให้เป็นล้อตามต้องการ” ชวกร กล่าว

ขณะที่ ธีรุตม์ ตั้งศิริภิญโญ ซึ่งที่รับผิดชอบการออกแบบร่วมกับชวกร กล่าวเสริมว่า นอกจากการออกแบบและสร้างล้อแล้ว การออกแบบตัวหุ่น ให้สามารถยกตัวหรือขยับตัวไปในทิศทางที่ต้องการอย่างคล่องตัว และไม่ติดขัด ก็เป็นอีกจุดเด่นของหุ่น Clover ตัวนี้ โดยทีมต้องการให้ตัวหุ่นยนต์มีความยืดหยุ่น เพื่อให้ตัวหุ่นสามารถขยับตัวไปมาได้บ้าง ซึ่งจะช่วยในการปีนป่าย

“ตอนแรกเราเลือกใช้ระบบรางลิ้นชัก แต่ปรากฏว่าการใช้รางลิ้นชักที่ยืดเข้าออกได้เฉพาะหน้าหลังเราพบว่าในหลายกรณีเกิดการแตกหักของระบบราง เพราะไม่สามารถรับแรงกดหรือแรงบิดที่เกิดขึ้นได้ หุ่นที่ประกวดในรอบสุดท้ายจึงเปลี่ยนมาใช้ Ball Joint มาแทนระบบราง และช่วยแก้ปัญหาเรื่องการการแตกหักจากการบิดตัวได้”ธีรุตม์ กล่าว

ด้าน ภูริพัฒน์ นิลเรือง ที่รับผิดชอบด้านระบบโปรแกรม กล่าวว่า นอกจากการพัฒนาโปรแกรมที่ติดตั้งบนตัวหุ่นและโปรแกรมทำงานผ่านตัวควบคุมที่สั่งการผ่านระบบไร้สาย เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่หรือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ควบคุมแล้ว ยังต้องทำโปรแกรมที่สามารถระบุ “ป้าย” ที่เป็นเป้าหมายให้ค้นหาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดย ณัฐวีณ์ สุนิตย์สกุล อธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากโจทย์กำหนดให้ต้องถ่ายป้ายต่างๆ ตามเส้นทางให้ครบถ้วน

“ความยากคือการทำให้หุ่นยนต์สามารถวิเคราะห์และระบุว่าสิ่งที่กล้องบันทึกมานั้น คือป้ายที่เขากำหนดไว้หรือไม่ในการทำงานเราจึงต้องใส่ภาพของป้ายในมุมมองต่างๆ ลงไปในฐานข้อมูลของโปรแกรมกว่า 5,000 ภาพ เพื่อให้หุ่นสามารถประเมินได้ว่า สิ่งที่เห็นผ่านกล้องนั้น มีโอกาสที่จะเป็นป้ายกี่เปอร์เซ็นต์” ณัฐวีณ์ ระบุ

ในส่วนของการทำให้มอเตอร์ที่ล้อทั้ง 4 ตัว กับ อีก 6 ตัวที่แขนกล ทำงานตามชุดคำสั่งในโปรแกรม หรือคำสั่งการของผู้ควบคุม เพื่อให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่หรือขยับแขนกลไปในตำแหน่งที่ต้องการนั้นจะเป็นหน้าที่ของ 2 สาวในฐานะผู้รับผิดชอบส่วนระบบควบคุม (Circuit) ซึ่ง เทพรักษ์รักผกาวงศ์ กล่าวว่า งานในส่วนนี้มีตั้งแต่การออกแบบแผงควบคุม การเลือกอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่เหมาะสม การสร้างและทดสอบแผงวงจร รวมถึงการประกอบแขนกล ที่เป็นชิ้นส่วนเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนที่สุดของหุ่นยนต์ตัวนี้

และทั้งหมดของความมุ่งมั่นในครั้งนี้ ได้ทำให้ หุ่นยนต์ Clover ได้รับรางวัลพิเศษ คะแนนสูงสุดในด่านที่มีระดับความยากสูงสุด” ซึ่งจากจำนวน 25 ทีม ที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดสิน มีทีมที่สามาถพิชิตด่านที่ยากที่สุดนี้ได้เพียง 1 ทีมเท่านั้น โดยเป็นด่านชื่อว่า “Elevated Ramp” ที่มีการทำเส้นทางเดินให้หุ่นยนต์ต้องปีนขึ้นลงผ่านเนินที่มีระดับของความสูง ความชัน และความเอียง ที่แตกต่างกัน ทำให้คณะกรรมการเลือกให้เป็นด่านที่มีความยากสูงสุด และเป็นด่านที่ทีมต้องการเอาชนะมากที่สุด

ซึ่งปรากฏว่า ขณะที่หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ แต่หุ่นยนต์ Clover กลับสามารถทำภารกิจได้สำเร็จถึง 2 รอบ ในเวลาที่กำหนดไว้ (5 นาที) ทำให้เราได้รับรางวัลพิเศษนี้ โดย ชวกร กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการเรียนที่ KOSEN KMUTT ที่เป็นการเรียนผ่านโปรเจกท์ (Project Based) ที่พอได้โจทย์มาแล้ว นักเรียนก็จะได้ฝึกและทำจริงๆ

โดยตนเองได้ใช้ทักษะด้านการวาดแบบด้วยมือและด้วยคอมพิวเตอร์ มาใช้ในขั้นตอนการออกแบบหุ่น Clover เช่นเดียวกับ ณัฐวีณ์ ก็ใช้นำความรู้และทักษะด้าน Driver และ Servo มาช่วยทำให้โปรแกรมสั่งการได้อย่างถูกต้องและแม่นยำขึ้น รวมถึง เทพรักษ์ ซึ่งเป็นน้องปี 2 อีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ได้นำประสบการณ์การใช้เครื่องมือช่างตอนทำแล็บ มาช่วยในการตัดและประกอบชิ้นส่วนของหุ่นยนต์ตัวนี้

กฤษดา ดวงจิตต์เจริญ อาจารย์ของ KOSEN KMUTT ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของทีม Clover กล่าวว่า เนื่องจากโครงการ KOSEN KMUTT ที่ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับ KOSENซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาวิศวกรและบุคลากรทางเทคนิค จากประเทศญี่ปุ่น ทำให้นักศึกษาซึ่งมีความสนใจทักษะด้านหุ่นยนต์เป็นทุนเดิม และผ่านการเรียนรู้ด้านระบบอัตโนมัติ การเขียนโปรแกรม การออกแบบเครื่องกล การออกแบบแบบวงจรมาแล้วทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อยากจะร่วมแข่งออกแบบหุ่นยนต์สำรวจและกู้ภัยในเวทีนี้

สำหรับสิ่งที่คาดหวังจากการเข้าร่วมกิจกรรมประกวดครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวรางวัล แต่เป็นตัวกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากการทำงาน ซึ่งสอดล้องกับมุมมองของ ศ. ดร.ทากะ โยชิโอกะ อาจารย์ KOSEN ประเทศญี่ปุ่น ที่มาเป็นอาจารย์ประจำ ที่ KOSEN KMUTT กล่าวว่า การสอนของ KOSEN ให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมาย และมี Concept ที่ชัดเจนก่อนการลงมือทำหรือปฏิบัติจริงดังนั้นการประกวดครั้งนี้จะช่วยให้เขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ผ่านการลงมือทำและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

“สิ่งที่ผมเห็นคือ เด็กกลุ่มนี้มีการสังเกตหาจุดเด่น-จุดด้อยในผลงานของทีมอื่นๆ และนำมาคิดหาวิธีแก้หรือปรับปรุงในแบบของตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่กระบวนการในการหาวิธีการแก้ปัญหา ได้ถูกปลูกฝังไปในวิธีคิดของเขาแล้ว” อาจารย์กฤษดา กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

แบตเตอรี่‘โซเดียมไอออน’โดย‘มข.’ ความหวัง‘ไทย’สู่อุตสาหกรรมอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693667

แบตเตอรี่‘โซเดียมไอออน’โดย‘มข.’  ความหวัง‘ไทย’สู่อุตสาหกรรมอนาคต

แบตเตอรี่‘โซเดียมไอออน’โดย‘มข.’ ความหวัง‘ไทย’สู่อุตสาหกรรมอนาคต

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ” โดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ นับเป็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

“จากการทำงานวิจัยอย่างหนักของทีมวิจัย ตอบสนองนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก นำทีมโดย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง จนสามารถพัฒนาได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในอาเซียน โดยแบตเตอรี่ตัวนี้ สามารถกักเก็บพลังงานทั้งจากแสงอาทิตย์ หรือจากกังหันลม แปลงมาเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บในรูปแบบแบตเตอรี่ อันนี้คือสิ่งที่จะมาช่วยในชีวิตประจำวันของเรา ในอนาคตพลังงานแบตเตอรี่เหล่านี้ก็จะถูกลงๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้จัดการโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เผยว่า ทีมวิจัยในโครงการได้ ร่วมกันทำงานจนประสบความสำเร็จในการพัฒนาศึกษาวิจัยและทดลองแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยการใช้วัตถุดิบที่มีภายในประเทศทดแทนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงเทียบเท่า ในราคาที่ถูกลงกว่าร้อยละ 30-40

โดยในสเกลที่เท่ากัน แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจะเข้าไปเป็นตัวเสริมในบางแอปพลิเคชั่นได้ดีกว่า แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนมีความปลอดภัยสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ทางโครงการฯ ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือก ในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ และไฟส่องสว่าง

“เรามีโมเดลการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากโซเดียม คือ E-Bike ที่ประหยัดพลังงานและใช้งานได้จริง ในอนาคตทีมนักวิจัยมีแนวโน้มจะศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ราคาประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด ผลักดันให้ไทยกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลกตามเป้าของกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป” รศ.ดร.นงลักษณ์ กล่าว

ธีรวุธ ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบประเทศไทยมีแหล่งแร่โปแตชหรือกลุ่มแร่ชนิดโซเดียมมักเกิดคู่กัน โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณมากที่สุด และมีปริมาณสำรองแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทยมี 18 ล้านล้านตัน เป็นแหล่งแร่สำรองที่มีปริมาณมหาศาล ซึ่งแร่ชนิดดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นและของชาติไทยพัฒนาเทคโนโลยีเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

“เราต้องการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร นำเกลือหินมาทำเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ อาจจะไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ใช้เป็นตัวพลังงานเพื่อทำสมาร์ทฟาร์มให้กับอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป เป้าหมายของกระทรวงคือผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจรสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคืออุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคต” ธีรวุธ กล่าว

‘SCGC’ผนึกกำลัง‘สจล.’ ต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693663

‘SCGC’ผนึกกำลัง‘สจล.’ ต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์

‘SCGC’ผนึกกำลัง‘สจล.’ ต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีพิธีนามความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่าง บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดย นายนิวัฒน์ อธิวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการเทคโนโลยี SCGC กล่าวว่า SCGC เป็นผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนในระดับภูมิภาค มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมเคมีภัณฑ์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนตามแนวทาง ESG (Environmental-สิ่งแวดล้อม, Social-สังคม, Governance-ธรรมาภิบาล)

โดยเน้นพัฒนาสินค้าและโซลูชันที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products & Solutions หรือ HVA) ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานบรรจุภัณฑ์ การแพทย์และสุขภาพ โซลูชันด้านพลังงาน และยานยนต์ โดย SCGC มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เนื่องจากมีศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงมีความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกและเครือข่ายนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) กับสถาบันชั้นนำทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์พัฒนานวัตกรรมและสินค้า i2P Center (Ideas to Products) ที่จังหวัดระยอง โดยเปลี่ยนความต้องการของลูกค้าให้กลายเป็นนวัตกรรมสินค้าและโซลูชันต่างๆ ที่ใช้งานได้จริง ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การลดใช้พลังงาน และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เมื่อผนวกกับความแข็งแกร่งทางวิชาการและการวิจัยด้านเทคโนโลยีของ สจล. ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม จึงเชื่อมั่นว่าจะเร่งให้เกิดนวัตกรรมเพื่ออนาคต นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนต่อไป

ด้าน รศ.ดร.คมสัน มาลีสี รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สจล. เป็นสถาบันการศึกษาที่ก่อตั้งมานานกว่า 60 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรามุ่งพัฒนาประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมสู่สังคมโลกมาอย่างต่อเนื่องเรามีทั้งบุคลากรที่มีคุณภาพ ห้องปฏิบัติการและเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมให้เรียนรู้และทำงานได้จริง

และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย โดย Times Higher Education World University Rankings 2021 (Asia- Pacific) ในด้านงานวิจัย (Research) และด้าน Industry Income นอกจากนี้ สจล. ยังมีเป้าหมายที่จะเป็น The world master of innovation เจ้าแห่งนวัตกรรมระดับโลก มีการเตรียมบุคลากรที่เป็นนักวิจัย นักคิดที่ดี

สร้างสรรค์เป็น Global citizen ด้วยการร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งสถานประกอบการที่มีการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากความพร้อมทั้งทางด้านวิชาการ วิจัย บุคลากร นักศึกษา สจล. จึงมีความยินดีที่จะสนับสนุนและผลักดันให้ความร่วมมือทางวิชาการกับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC บรรลุตามวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้สถาบันไปสู่เป้าหมาย และพร้อมพัฒนาประเทศไปพร้อมๆ กับหน่วยงานเครือข่าย