มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยร้ายที่ป้องกันได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693436

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยร้ายที่ป้องกันได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยร้ายที่ป้องกันได้

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มะเร็งลำไส้ใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างไร

มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดมาจากเยื่อบุผิวลำไส้ใหญ่ จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2563มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 3 และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากมะเร็งเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ส่วนใหญ่จะพัฒนามาจากการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ โดยที่ระยะแรกจะเกิดติ่งเนื้อที่มีขนาดเล็ก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อติ่งเนื้อจะมีขนาดใหญ่ขึ้น บางส่วนของติ่งเนื้อจะเริ่มกลายเป็นมะเร็งและลุกลามต่อไป ดังภาพที่ 1 ซึ่งอาการต่าง ๆ ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นอาการถ่ายอุจจาระมีเลือดปนหรืออาการท้องผูกสลับท้องเสียนั้น มักพบในมะเร็งที่มีขนาดใหญ่แล้ว

การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่มีประโยชน์อย่างไร

การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง (ภาพที่ 2) ซึ่งเมื่อตรวจพบติ่งเนื้อแล้ว จะสามารถให้การรักษาโดยการตัดติ่งเนื้อผ่านทางกล้องส่องทางเดินอาหาร ซึ่งการส่องกล้องลำไส้ใหญ่และตัดติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ออกตั้งแต่ในระยะที่ยังไม่กลายเป็นมะเร็งนั้น จะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยที่ทำให้เกิดติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่นั้น ได้แก่ อายุที่มากขึ้นและประวัติครอบครัวที่มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งหากมีสมาชิกครอบครัวสายตรง เช่น พ่อแม่พี่น้อง มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ

เมื่อใดที่ควรจะเริ่มคัดกรอง

สำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ แนะนำให้เริ่มตรวจเมื่อมีอายุ 45-50 ปี ขึ้นไป แม้ว่าจะไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม ส่วนผู้ที่มีประวัติครอบครัว แนะนำให้ตรวจเมื่ออายุ 40 ปี หรือ เมื่ออายุ 10 ปี ก่อนอายุของผู้ป่วยที่เริ่มวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น หากมีสมาชิกครอบครัววินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ 45 ปี แนะนำให้สมาชิกครอบครัวสายตรงเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 35 ปี เป็นต้น ซึ่งหากเข้าเกณฑ์การคัดกรองแล้วแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในปัจจุบัน การตรวจคัดกรองมีสองแบบ แบบแรก คือการตรวจโดยตรง ได้แก่ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยแพทย์จะทำการใส่กล้องเข้าทางทวารหนักแล้วดูลักษณะภายในลำไส้ใหญ่ทั้งหมด หากพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ สามารถที่จะตัดออกโดยใช้กล้องได้โดยทันที หรือหากพบติ่งเนื้อที่สงสัยว่าเป็นมะเร็ง จะสามารถตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจยืนยันได้ วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้ตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่มีข้อเสียคือ ผู้เข้ารับการตรวจต้องรับประทานยาระบายเพื่อทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ก่อนการส่องกล้อง และระหว่างการส่องกล้องอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากส่องกล้องลำไส้ใหญ่แล้วไม่พบความผิดปกติ แนะนำให้ทำซ้ำทุก 10 ปี วิธีอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพรองลงมา ได้แก่ การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT colonography) ทุก 5 ปี การตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดแฝง หรือการตรวจอุจจาระเพื่อหาดีเอ็นเอ ซึ่งวิธีที่แนะนำ ได้แก่ การตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดแฝง (fecal occult blood test) วิธีนี้จะดูเลือดที่ออกมาจากติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ที่ปนมากับอุจจาระ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่เจ็บตัว โดยแนะนำให้ตรวจทุก 1 ปี แต่หากตรวจพบเลือดออกมากับอุจจาระ จำเป็นจะต้องรับการตรวจโดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อไป ส่วนวิธีอื่นๆ เช่น การสวนแป้งเข้าทางทวารหนัก หรือการตรวจเลือดเพื่อหาค่ามะเร็งนั้น มีความสามารถในการตรวจค่อนข้างต่ำ จึงไม่แนะนำให้ใช้เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

กล่าวโดยสรุป มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ ซึ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นพัฒนามาจากติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะที่เป็นติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่จึงมีความสำคัญที่จะป้องกันการลุกลามเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

รูปที่ 1 กระบวนการพัฒนาไปเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

รูปที่ 2 ติ่งเนื้อในลำไส้ (ลูกศรชี้, ซ้าย) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ลูกศรชี้, ขวา)

พ.ต.ต.(ญ) พ.ญ.ธันยพร ฉันทโรจน์ศิริ

งานโรคระบบทางเดินอาหาร กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

YSL Beauty ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สานต่อโครงการระดับโลก ‘Abuse is Not Love’ สร้างความตระหนักรู้ปัญหาความรุนแรงในคู่รัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693413

YSL Beauty ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สานต่อโครงการระดับโลก ‘Abuse is Not Love’ สร้างความตระหนักรู้ปัญหาความรุนแรงในคู่รัก

YSL Beauty ร่วมกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สานต่อโครงการระดับโลก ‘Abuse is Not Love’ สร้างความตระหนักรู้ปัญหาความรุนแรงในคู่รัก

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ โบเต้ (YSL Beauty) แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำภายใต้ ลอรีอัล ประเทศไทยเปิดตัวโครงการ “Abuse is Not Love”โดยร่วมมือกับ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนของความรุนแรงในคู่รัก (Intimate Partner Violence) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหาความรุนแรงในคู่รักในประเทศไทยต่อไป

ปัญหาความรุนแรงในคู่รัก (Intimate Partner Violence – IPV) ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบของความรุนแรงที่พบเจอได้ง่ายที่สุดผ่านพฤติกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางร่างกาย วาจา จิตใจ และเพศ การทารุณกรรมทางการเงิน (Financial Abuse) รวมไปถึงการพยายามควบคุมพฤติกรรมของอีกฝ่ายที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ

ปัญหาความรุนแรงในคู่รักยังเป็นปัญหาสังคมหลักที่เกิดขึ้นในทุกสังคมและภูมิภาค โดยหนึ่งในสามของผู้หญิงทั่วโลกล้วนมีประสบการณ์กับความรุนแรงในคู่รักในชีวิต และมีผู้ประสบปัญหานี้เพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็นยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ทำทุกฝ่ายต้องอยู่ใช้เวลาในเคหสถานร่วมกันมากขึ้น ทำให้อัตราความชุกความรุนแรงต่อสตรีและบุคคลในครอบครัวในหลายประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าสถานการณ์การแพร่ระบาดมากที่สุดถึง 60% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทรงสมร ฮัทเท็ท ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า YSL Beauty ตระหนักดีว่ากลไกที่สำคัญที่จะช่วยบรรเทาหรือแก้ไขปัญหาความรุนแรงในคู่รักได้ คือการตระหนักถึงรูปแบบของความรุนแรง ผ่านสัญญาณเชิงพฤติกรรมและการแสดงออก จึงเปิดตัวโครงการระดับโลก “Abuse is Not Love” มุ่งส่งเสริมการตระหนักรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เกี่ยวกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้นทั้งนี้ โครงการนี้เป็นหนึ่งในการดำเนินงานเพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการสร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก ของลอรีอัล กรุ๊ป ด้วยการ สร้างผลกระทบ เชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยภายใต้พันธกิจเพื่อสังคมและสตรีนี้ ลอรีอัลกรุ๊ป ตั้งเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือผู้หญิง 3 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2030 ผ่านโครงการต่างๆ ทั้งระดับ บริษัท และ ระดับแบรนด์

สำหรับโครงการ “Abuse is Not Love” โดย YSL Beauty นั้นมีแนวทางหลักในการดำเนินการ 3 แนวทาง คือ 1.การให้การสนับสนุนเงินทุนสำหรับงานวิจัยเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปัญหาความรุนแรงในคู่รัก 2.การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ 9 สัญญาณของความรุนแรงในคู่รัก (Warning Signs) แก่ผู้คนอย่างน้อย 2 ล้านคนผ่านองค์กรพันธมิตรในหลากหลายประเทศ และ 3.การอบรมพนักงาน YSL Beauty และ Beauty Advisor เกี่ยวกับความรุนแรงของคู่รักในสถานที่ทำงาน

โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2563 YSL Beauty ได้ร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นแล้วใน 17 ประเทศทั่วโลก และได้ให้ความรู้แก่เยาวชนกว่า 100,000 คน ในการเข้าใจถึงสัญญาณอันตรายของความรุนแรงในคู่รัก และภายในปี 2573 YSL Beauty มีเป้าหมายที่จะเผยแพร่ความรู้ให้กับคน 2 ล้านคนทั่วโลกผ่านความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นในหลายภูมิภาคทั่วโลก

สำหรับการดำเนินการโครงการ “Abuse is Not Love” ในประเทศไทย จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2566 โดยเป็นการร่วมมือระหว่าง YSL Beauty และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล องค์กรพัฒนาเอกชนที่ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึง 9 สัญญาณอันตราย (9 Warning Signs) ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในคู่รักให้แก่คนไทยต่อไป โดยตั้งเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ความรู้ในเรื่องความรุนแรงในคู่รักให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ 800 คน ภายในปีแรกของโครงการผ่านการอบรม นอกจากนี้ยังจะมีกิจกรรมรูปแบบต่างๆ อาทิโร้ดโชว์ตามมหาวิทยาลัย การเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงสัญญาณความรุนแรงในความสัมพันธ์ในวงกว้าง

“การสนับสนุนผู้หญิง โดยเฉพาะอิสรภาพของพวกเธอ เป็นความเชื่อหลักที่แบรนด์เรายึดมั่นมาโดยตลอดความรุนแรงจากคู่รักทำให้พวกเธอไม่ได้รับความปลอดภัย ความเป็นอยู่ที่ดี และอิสรภาพ เราจึงริเริ่มการทำงานที่ช่วยแก้ปัญหาที่ยับยั้งและเป็นอุปสรรคในการมีอิสรภาพตามคุณค่าและความเชื่อหลักของแบรนด์” จูลี่ เฮซเซลผู้จัดการทั่วไปของ YSL Beautyประเทศไทยกล่าว

สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทยนั้น จากสถิติของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่าข่าวที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวยังคงถูกตีพิมพ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน โดยในปี 2563 มีข่าวฆาตกรรมในคู่รัก ถูกตีพิมพ์มากถึง 323 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 54.5 จากข่าวความรุนแรงในครอบครัวทั้งหมด แต่เมื่อวิเคราะห์ลงมาที่ข่าวฆาตกรรมในคู่รัก น่าตกใจว่าวัยรุ่นช่วงอายุไม่เกิน 30 ปีเป็นกลุ่มที่ถูกกระทำมากที่สุด สูงถึงร้อยละ 54.1 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความหึงหวงขาดสติเนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด และความขัดแย้งเรื่องหนี้สิน ยิ่งไปกว่านั้น จากรายงานสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในปี 2564 พบว่ามีผู้หญิงไทยที่ถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจไม่ต่ำกว่า 7 คนต่อวัน และมีผู้ที่เข้าแจ้งความมากถึงปีละ 30,000 ราย

“ในแต่ละวันมีผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 7 คนที่ต้องเจอปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ข่าวเกี่ยวกับความรุนแรงระหว่างสามี-ภรรยาก็ยังมีให้เห็นทั่วไป ทางมูลนิธิมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้ที่ประสบปัญหาและพบว่า หลายๆ ครั้งเราสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหาความรุนแรงบานปลายใหญ่โตได้ หากผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสัญญาณของความรุนแรงเหล่านี้แต่เนิ่นๆผมหวังว่าโครงการนี้จะทำให้ผู้หญิง หรือผู้ถูกกระทำความรุนแรงไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม ได้ตระหนักเรื่องความรุนแรงในคู่รักได้มากขึ้น และส่งเสริมให้สังคมมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น” นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าว

9 สัญญาณอันตรายที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในคู่รัก คือ 1.“หมางเมิน”ในวันที่พวกเขาโกรธ 2.“แบล็กเมล์”ถ้าคุณปฏิเสธที่จะทำบางอย่าง 3.“ทำให้อับอายขายหน้า” จนคุณรู้สึกไม่ดีกับตนเอง 4.“พยายามปั่นหัว” เพื่อบังคับให้คุณทำหรือพูดบางอย่าง 5.“หึงหวง”ในทุกอย่างที่คุณทำ 6.“ควบคุม” ว่าคุณจะไปไหนและแต่งตัวแบบใด 7.“รุกราน”ด้วยการตรวจโทรศัพท์หรือติดตามที่อยู่ของคุณ 8.“ตัดขาด” ให้คุณออกจากเพื่อนและครอบครัว และ 9.“ข่มขู่” ด้วยการบอกว่าคุณไม่ปกติและปลูกฝังความกลัว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “Abuse is Not Love”ได้ที่: https://www.loreal.com/en/articles/brands/ysl-abuse-is-not-love/

เที่ยวหน้าหนาวกับเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ด้วยโปรฯห้องพักสุดคุ้มในงาน‘ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 64’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693416

เที่ยวหน้าหนาวกับเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ด้วยโปรฯห้องพักสุดคุ้มในงาน‘ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 64’

เที่ยวหน้าหนาวกับเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ด้วยโปรฯห้องพักสุดคุ้มในงาน‘ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 64’

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ชวนสายเที่ยวปักหมุดเที่ยวทั่วไทยต้อนรับหน้าหนาวนี้ ด้วยโปรโมชั่นห้องพักระดับพรีเมียมที่ขนแพ็กเกจสุดคุ้มราคาดี ในงาน“ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 64” ณ ไบเทค บางนา อาคาร EH 101-102บูธหมายเลข G44 ระหว่างวันที่ 24-27พฤศจิกายน 2565 ให้คุณท่องเที่ยวรับลมหนาวช่วงปลายปี และพักผ่อนในห้องพักหรูหราพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันระดับโรงแรมชั้นนำ อาทิ โรงแรมเคปฟานเกาะสมุย พูลวิลล่าระดับ 5 ดาวบนเกาะส่วนตัว, โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน,โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต, โรงแรมเคปกูดูเกาะยาวน้อย, โรงแรมแคนทารี บีช เขาหลัก,โรงแรมแคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่, โรงแรมแคนทารี โคราช, โรงแรมซัมแวร์ เกาะสีชังและโรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารีโฮเทลส์ อีกมากมายที่ร่วมรายการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Centre 1627 พิเศษยิ่งขึ้น ไม่ต้องไปถึงงานก็สามารถจองห้องพักโดยตรงได้ที่ https://www.capekantaryhotels.com/ThaiTeawThai/

แพทย์เตือนหัวใจเต้นเร็วไม่สม่ำเสมอ อาจเสี่ยงเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693439

แพทย์เตือนหัวใจเต้นเร็วไม่สม่ำเสมอ อาจเสี่ยงเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF

แพทย์เตือนหัวใจเต้นเร็วไม่สม่ำเสมอ อาจเสี่ยงเป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เหนื่อยง่าย ใจสั่น เพราะหัวใจเต้นเร็ว อาจเสี่ยงโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจอื่นๆ และยังทำให้เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนจากลิ่มเลือดสมองอุดตันได้มากถึง 5 เท่า

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือชนิด AF (Atrial Fibrillation หรือ A-Fib) คือภาวะหัวใจห้องบนบีบตัวผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ไม่สม่ำเสมอ หัวใจสูบฉีดเลือดออกไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้น้อยลง หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจเสี่ยงภาวะหัวใจวายได้ รวมถึงยังเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้สูงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า จากการที่เลือดตกค้างในหัวใจห้องบน

นายแพทย์ปริวัตร เพ็งแก้ว อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดเฉพาะทางด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี ระบุว่า ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเป็นความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจห้องบนที่รุนแรงที่สุดและพบได้บ่อยที่สุดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งสามารถทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วไม่สม่ำเสมอได้มากกว่า 350 ครั้งต่อนาทีพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเกิดจากความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจ หรือในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่น โรคลิ้นหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด นอกจากนี้ ยังพบได้ในผู้ป่วยโรคปอด ถุงลมโป่งพอง ติดเชื้อในกระแสเลือด สมองขาดเลือดต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น

ชนิดของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังนี้ 1.First diagnosed atrial fibrillationคือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วในระยะเริ่มแรก 2.Paroxysmal atrial fibrillation คือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่เกิดขึ้นและกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติได้เองภายใน 24 ชั่วโมง โดยจะเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องภายใน 1 สัปดาห์ 3.Persistent atrial fibrillation คือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 1 สัปดาห์ ถึง 1 ปี และสามารถรักษาให้กลับมาเต้นปกติได้ด้วยยาหรือการช็อตไฟฟ้าหัวใจ 4.Long standing persistent atrial fibrillation คือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่เป็นต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยแพทย์และผู้ป่วยตัดสินใจรักษาให้กลับมาเต้นเป็นปกติด้วยการช็อตไฟฟ้าหัวใจหรือกินยา 5.Permanent atrial fibrillation คือภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่เป็นต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี โดยแพทย์และผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะไม่พยายามรักษาให้กลับมาเต้นเป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : EKG) ตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพา 24 ชั่วโมง (24 hour Holter Monitoring) หรืออาจต้องใช้วิธีการตรวจสรีระไฟฟ้าหัวใจด้วยการสวนหัวใจ (Electrophysiologic study) ซึ่งการจะตรวจด้วยวิธีไหนขึ้นอยู่กับชนิดและความถี่ของอาการที่ผู้ป่วยเป็น

สำหรับการรักษา ในรายที่อาการไม่รุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาเพื่อควบคุมการปล่อยไฟฟ้าของระบบไฟฟ้าหัวใจ หรือรับประทานยาควบคุมการเต้นของหัวใจและละลายลิ่มเลือดเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานไปตลอดชีวิต แต่ในรายที่รุนแรงหรือไม่ต้องการรับประทานยาตลอดชีวิต แพทย์จะรักษาด้วยเทคโนโลยีรักษาด้วยการสวนและจี้ไฟฟ้าหัวใจ (EP study with Radiofrequency ablation) โดยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุไฟฟ้าหัวใจตรงจุดที่มีปัญหา ซึ่งมีโอกาสหายขาดได้ถึงร้อยละ 90 ในผู้ป่วยที่เป็นมาไม่นานและโครงสร้างหัวใจปกติ ซึ่งวิธีนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต

เปิดรับความสุขเต็มพิกัด ไปกับ Thailand Phil พร้อมสัมผัสนักดนตรีระดับโลก ตลอดฤดูกาล 2022/23

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693433

เปิดรับความสุขเต็มพิกัด ไปกับ Thailand Phil พร้อมสัมผัสนักดนตรีระดับโลก ตลอดฤดูกาล 2022/23

เปิดรับความสุขเต็มพิกัด ไปกับ Thailand Phil พร้อมสัมผัสนักดนตรีระดับโลก ตลอดฤดูกาล 2022/23

วันอังคาร ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ชวนสัมผัสประสบการณ์แห่งความสุขสันต์ ตลอดฤดูกาล 2022/23 ของ Thailand Phil กับรายการแสดงดนตรีคลาสสิก ที่คัดสรรนักดนตรีระดับโลก มาร่วมบรรเลงเฉลิมฉลองความสุขในแบบ “Ecstatic Experiences” ตั้งแต่บัดนี้ถึงเดือนกันยายน 2566 พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนจังหวัดนครปฐมสู่เมืองดนตรี-City of Music

ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงรายการแสดงที่ไม่ควรพลาดตลอดฤดูกาลของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) หรือ Thailand Phil โดยต้องการให้คนดูได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองห้วงเวลาแห่งความสุข กลับมาอีกครั้ง หลังจากวง Thailand Phil ได้รับการตอบรับดี จากทัวร์คอนเสิร์ตยุโรป

“เราปรับการแสดง โดยเพิ่มนักดนตรีชั้นนำที่มีชื่อเสียงแถวหน้าระดับโลกให้มากขึ้น อย่างเช่น วง Boston Brass ที่เพิ่งจะจบการแสดงเปิดซีซัน นอกจากนี้ก็ยังมี Alexander Kobrin นักเปียโนชั้นนำที่คว้ารางวัลจากการแข่งขันมามากมาย รวมทั้งรางวัลสำคัญอย่าง Van Cliburn โดยจะมาเล่นเปียโนคอนแชร์โต ของ Sergei Rachmaninoff และบรรเลงเต็มเพลงซิมโฟนีเบอร์1 ของ Gustav Mahler ความยาว 1 ชั่วโมง ซึ่งจะเปิดการแสดงวันที่ 26 พฤศจิกายน นี้ ส่วนนักร้องโอเปร่า Dorothea Herbert จัดแสดงในเดือน กรกฎาคม ปีหน้า

“Family Concert Children’s Book คืออีกไฮไลท์ ที่ไม่อยากให้พลาด โดยเราได้ทำหนังสือนิทานสำหรับออร์เคสตรา เป็นครั้งแรกของประเทศไทยเปิดมาเป็นอินเตอร์แอคทีฟ ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี AR กับ VR เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ของการทำหนังสือนิทานภาษาไทยให้สนุกมากขึ้น ได้เห็นทั้งภาพ และมีเพลงประกอบ ซึ่งได้แต่งเรื่องและเพลงใหม่ทั้งหมด ในคอนเสิร์ตนี้ ยังคงมีโครงการ Side by Side ที่เปิดโอกาสให้คนจากทางบ้านออดิชันเข้ามาเล่นกับวง Thailand Phil เปิดประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับหลายคน ที่มีโอกาสเล่นร่วมกับสมาชิกของวงอย่างใกล้ชิดการแสดงนี้มีในวันที่ 5 สิงหาคม ปีหน้า,ส่วนคอนเสิร์ตเพลงเกม Distant Worlds : Music from Final Fantasy ที่มาพร้อมกับการฉลองครบ 35 ปี เกมไฟนอลแฟนตาซี เตรียมเปิดการแสดงในวันที่ 17-18 ธันวาคม นี้และคอนเสิร์ตป๊อปเล่นเพลงจากภาพยนตร์ จัดแสดงในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า”

ทั้งนี้ ในฐานะที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล เป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ จึงได้ทำข้อตกลงกับศิลปินที่มาเล่นในซีซันนี้ ให้ทำเวิร์กช้อปกับมาสเตอร์คลาส ให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากศิลปินชั้นนำของโลก อย่างเช่น Dorothea Herbert นักร้องโอเปร่าที่ได้รับความนิยมสูง

สำหรับการขับเคลื่อนจังหวัดนครปฐมสู่เมืองดนตรี (City of Music) ยังคงสานต่ออย่างเข้มข้น “หากได้รับการพิจารณาจากยูเนสโก เราจะใช้ประสบการณ์ในสายงานวิชาการและศิลปะทางดนตรี สร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้ ขณะนี้ได้วางแผนสนับสนุนชุมชนเข้ามาร่วมกิจกรรม ทั้งในงานเทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้ (Thailand International Jazz Conference-TIJC) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 14 และงานประชุมวิชาการด้านเครื่องลมไม้ลิ้นคู่นานาชาติ (International Double Reed Society Conference-IDRS) ครั้งที่ 52 จัดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศไทย มีผู้คนจากนานาชาติเดินทางมาร่วมงานกว่า 1,000 คน”

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงความสุขจากดนตรี เปิดให้คนในชุมชนที่อยู่รอบๆ วิทยาลัย เข้าชมคอนเสิร์ต พร้อมๆ ไปกับการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับคนฟัง-Customer Creation “อยากให้ทุกคนรู้ว่า ทางเลือกในการฟังดนตรีมีหลากหลาย และอยากเชิญชวนหน่วยงานที่สนใจเข้ามาชม เข้ามาแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยกันพัฒนาสังคมและสุขภาวะของคนไทยไปด้วยกัน เรายินดีรับพาร์ตเนอร์ทุกหน่วยงาน ที่เห็นว่าการแสดงดนตรีของเรา สามารถสร้างประโยชน์ได้”

ร่วมเฉลิมฉลองความสุขสันต์ ไปกับ Thailand Phil 2022-2023 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคารมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ติดตามรายละเอียดการแสดงต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.thailandphil.com, www.facebook.com/ThailandPhil/

JNTO – JTA- JATA จัดสัมนาเฉลิมฉลองการท่องเที่ยวแบบสองทางญี่ปุ่น-ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693441

JNTO – JTA- JATA จัดสัมนาเฉลิมฉลองการท่องเที่ยวแบบสองทางญี่ปุ่น-ไทย

JNTO – JTA- JATA จัดสัมนาเฉลิมฉลองการท่องเที่ยวแบบสองทางญี่ปุ่น-ไทย

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.25 น.

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ร่วมกับ Japan Tourism Agency (JTA) และ Japan Association of Travel Agents (JATA) จัดงาน “Japan-Thailand Tourism seminar: Embark upon a new adventure, Discover new treasures” ขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2565 ที่โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองการท่องเที่ยวแบบสองทางระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยที่กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

งานสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ที่ ฯพณฯ นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นให้เกียรติเข้าร่วมงาน เพื่อบอกเล่าถึงแนวทางการฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมทั้งเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น

ประธานผู้จัดงาน นายซาโตชิ เซโนะ ประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) กล่าวในช่วงเปิดงานว่า “ตามหัวข้อย่อยของงานสัมมนา ‘Embark upon a new adventure, Discover new treasures’ (เริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่ ค้นพบสิ่งล้ำค่าใหม่ๆ) หลังจากที่ญี่ปุ่นและไทยทั้งสองประเทศได้ก้าวข้ามผ่านสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้แล้ว ผมอยากให้คนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวประเทศไทย รวมทั้งคนไทยที่ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ต่างได้ออกไปผจญภัยใหม่ๆ และค้นหา ‘ประสบการณ์อันล้ำค่า’ ที่ไม่อาจหาอะไรมาทดแทนได้จากการเดินทางท่องเที่ยว”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนแขกผู้มีเกียรติฝ่ายไทย กล่าวว่า “ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยถือเป็นมิตรแท้ที่ดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่นได้เริ่มต้นและดำเนินมาอย่างราบรื่นจนครบ 135 ปีในปีนี้ ดังนั้น ปี พ.ศ. 2565 จึงถือเป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับมิตรประเทศทั้งสอง ความสัมพันธ์นี้ได้กระชับแน่นแฟ้น สืบเนื่องมายาวนานในทุกมิติ รวมถึงการเดินทางไปมาหาสู่และท่องเที่ยวระหว่างกันในหมู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ประเทศไทยยังประสงค์ที่จะมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Two – way Tourism เพื่อกระชับความสัมพันธ์ญี่ปุ่น – ไทยให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการขยายโอกาสการสร้างพันธมิตรในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของทั้ง 2 ประเทศได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การท่องเที่ยวเป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงคนไทยและญี่ปุ่นเข้าหากัน รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศให้ทวีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น”

นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ย้ำถึงความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเติมว่า “กระผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาพบกับทุกท่านหลังจากช่วงเวลาอันยากลำบากที่เราไม่สามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ ในที่สุด ขณะนี้โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ประเทศญี่ปุ่นจึงได้ริเริ่มโครงการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่เรียกว่า “Open the Treasure of Japan!” เรานำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษต่างๆ อาทิเช่น การเปิดพื้นที่ส่วนพิเศษภายในปราสาทฮิเมจิ แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ตามปกติไม่ได้เปิดให้เข้าเยี่ยมชม เทศกาลหิมะซัปโปโรที่จะกลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 3 ปี ระหว่างวันที่ 4-11 กุมภาพันธ์ 2566 รวมถึงกำแพงหิมะทาเตยามะที่สูงถึง 15 เมตรที่รอทุกท่านมาสัมผัสประสบการณ์และเสน่ห์แห่งฤดูหนาวของญี่ปุ่น กระผมคาดหวังให้การท่องเที่ยวของทั้งไทยและญี่ปุ่นฟื้นฟูกลับสู่ปกติโดยเร็วและผมรอคอยที่จะได้พบกับทุกท่านที่ญี่ปุ่นครับ”

เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลอง แขกผู้มีเกียรติฝ่ายไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมกันทำพิธีทุบถังสาเก ตามธรรมเนียมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของประเทศญี่ปุ่น และได้เยี่ยมชมภาพนิทรรศการแหล่งท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

ภายในงานสัมมนามีการบรรยายและทอล์กโชว์ บอกเล่าถึงแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเสน่ห์ของอาหารญี่ปุ่น ได้แก่

• นายฮิเดยาสุ คิโยโมโตะ Mayor of Himeji City ที่มาเล่าถึงกิจกรรมสุดพิเศษเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปีของการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของปราสาทฮิเมจิ

• นายทาคาชิ โอคุอิ President of Okui Kaiseido Co.,Ltd. ที่มาแนะนำเสน่ห์ของวัตถุดิบอาหารญี่ปุ่น สาหร่ายคอมบุที่เป็นเคล็ดลับ “อุมามิ” ของอาหารญี่ปุ่น

• นายซาโตรุ นากามูระ Executive Director of Hokkaido Tourism Organization ที่มาเชิญนำเสนอเสน่ห์ของฮอกไกโดตลอดทั้ง 4 ฤดูกาล

• ทอล์กโชว์พิเศษโดย นายฮิโระ ซาโนะ พิธีกรและนักแสดงที่มีชื่อเสียงหรือที่รู้จักกันว่า “ฮิโระซัง” จากรายการสุโก้ยเจแปน ได้มาทำหน้าที่พิธีกรแนะนำความน่าสนใจของสถานที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคโทโฮคุและคิวชูร่วมกับผู้แทนของหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวจ

-(016)

อ.นิติกฤตย์ จัดพิธีไหว้ครูในโลกทิพย์ แก้วิบากกรรมปลดล็อคชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693440

อ.นิติกฤตย์ จัดพิธีไหว้ครูในโลกทิพย์ แก้วิบากกรรมปลดล็อคชีวิต

อ.นิติกฤตย์ จัดพิธีไหว้ครูในโลกทิพย์ แก้วิบากกรรมปลดล็อคชีวิต

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.22 น.

หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินเรื่อง “ผิดครู” การทำผิดต่อครูบาอาจารย์ การละเมิดข้อห้าม การหลงลืมครูบาอาจารย์ การไม่กตัญญู ผิดคำมั่นสัญญา ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ฯลฯ  เหล่านี้ล้วนคือ การผิดครู บางคนถึงกับต้องอาถรรพ์วิกลจริต ชีวิตวิบัติ ไม่เจริญรุ่งเรือง จะได้รับผลมากน้อยขึ้นอยู่กับผิดครูด้านใด ต่างกรรมต่างวาระของแต่ละบุคคล

หากต้องการล้างอาถรรพ์ ปลดล็อกชีวิต ให้เจริญรุ่งเรือง ต้องทำการไหว้ครู เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ ความกตัญญู ต่อครูบาอาจารย์ และยังเป็นการขอขมาต่อสิ่งที่ทำผิดพลาดไป ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ในโอกาสนี้ อาจารย์นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์พลังตัวเลข จึงได้จัดพิธีไหว้ครูสัมมาธราจารย์ (พิธีไหว้ครูในโลกทิพย์) เพื่อให้ทุกคนได้มาไหว้ครู ร่วมระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ ทั้งที่มียังมีตัวตน และครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์ เพื่อล้างอาถรรพ์ ปลดล็อกชีวิต โดยจะจัดขึ้นวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เวลา 9.00-13.00 น. ณ โรงเรียนวัดสระแก้ว ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง โดยอาจารย์นิติกฤตย์ได้กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า….

“พิธีไหว้ครูสัมมาธราจารย์ ก็คือการไหว้ครูทุกแขนงวิชา สัมมาธราจารย์แปลว่า คุณครูทุกแขนงทุกวิชา ทุกศาสตร์ทุกอาชีพ ล้วนแล้วต้องมีครู การไหว้ครูเป็นสิ่งสำคัญอยากให้ทุกคนในประเทศนี้ในโลกนี้ได้ไหว้ครูที่เป็นจิตวิญญาณ งานไหว้ครูสัมมาธราจารย์นี้ (เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ) ปกติเราจะเห็นการไหว้คุณครูที่เป็นมนุษย์ ครั้งนี้เน้นที่จิตวิญญาณกายทิพย์ จึงได้จัดงานนี้ขึ้นมา ทุกคนควรจะมีโอกาสได้มาไหว้ครู และระลึกถึงพระคุณครูบาอาจารย์ร่วมกัน”

“การไหว้ครูนั้นย่อมส่งผลให้เราเจริญรุ่งเรือง เพราะเราได้แสดงความกตัญญูทดแทนผู้ที่มีคุณต่อเรา บุคคลใดมีความกตัญญูทดแทนผู้มีพระคุณย่อมมีความเจริญ ทำกรรมดีย่อมได้ดี เมื่อได้รับการช่วยเหลือการชี้แนะ เราก็ควรตอบแทน การให้ คือสิ่งที่ทำให้สังคมเจริญ ครั้งนี้คือการให้ที่ตอบแทนไปให้กับครูบาอาจารย์ ด้วยการระลึกพระคุณของท่าน และนำความรู้ที่ท่านมอบให้มาทำประโยชน์ให้กับตนเอง ผู้อื่น  และประเทศชาติด้วย”

“ทุกคนควรที่จะไหว้ครู ครูในทีนี้ถ้าจะพูดให้มีความหมายกว้างเป็นสากล ก็ต้องนับตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่สอนการใช้ชีวิต การคิด การอยู่ ครูบาอาจารย์ตั้งแต่อนุบาลประถมมัธยม แม้ครูบาอาจารย์ที่เราอาจจะนับได้ยาก เช่น ลูกค้าสอนเราแนะนำเรา ก็ถือเป็นครูบาอาจารย์ อันนี้คือความหมายที่กว้างเป็นสากล”

“เมื่อเรามีความเคารพในธรรมชาติ ทุกอย่างที่เมตตาเกื้อกูลสอนเรา เราก็จะมีจิตใจที่อ่อนโยนละเอียดอ่อนงดงาม นี่คือสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ผมอยากให้ทุกท่าน เข้าถึง และเข้าใจปรัชญาคำว่ากตัญญูกตเวทิตา”

“การแสดงความเคารพบูชาครูบาอาจารย์ ย่อมมีสิ่งดีๆ กลับมา บางคนก้าวเดินไป ลืมนึกถึงครูบาอาจารย์ ก็ไปเจอปัญหาเจอวิกฤตชีวิตก็มีมาก ครั้งนี้เป็นโอกาสในการที่จะแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แก้ไขขออโหสิกรรมในงานพิธีนี้มีทั้งแบบออฟไลน์คือ เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง ที่โรงเรียนเด็กกำพร้าวัดสระแก้ว จ.อ่างทอง วันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ เวลา 9.00-13.00 น. โดยประมาณ หรือร่วมชมไลฟ์สดผ่านแฟนเพจ เบอร์รับโชค(นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์)

ในวาระโอกาสนี้ทุกท่านสามารถ จัดเตรียมบายศรีปากชาม ร่วมงานพิธีทั้งonline หรือofflineได้ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสดีๆ ให้ผู้ที่ประพฤติผิดประมาทพลาดพลั้งต่อครูบาอาจาร์  ไม่ได้ไหว้เคารพตอบแทนครูบาอาจารย์ จึงทำให้ติดขัดข้องในชีวิต การระลึกสำนึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ และการขอขมาครั้งนี้ทุกคนจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ในการได้มาร่วมพิธีไหว้ครูสัมมาธราจารย์ในครั้งนี้”

-(016)

โรคเบาหวาน ตัวเลขยังเพิ่ม คนกรุงเทพฯ เสี่ยงสูงสุด รณรงค์ Healthy Lifestyle ให้ความรู้ ลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693434

โรคเบาหวาน ตัวเลขยังเพิ่ม คนกรุงเทพฯ เสี่ยงสูงสุด  รณรงค์ Healthy Lifestyle ให้ความรู้ ลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่

โรคเบาหวาน ตัวเลขยังเพิ่ม คนกรุงเทพฯ เสี่ยงสูงสุด รณรงค์ Healthy Lifestyle ให้ความรู้ ลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.14 น.

เนื่องในวาระวันเบาหวานโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF: International Diabetes Federation) ได้มีการรณรงค์ในประเด็นต่างๆ ให้ประชาชนรับทราบ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยและภาคีเครือข่าย อาทิ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร, กรมควบคุมโรค, เครือข่ายคนไทยไร้พุง,เครือข่ายชมรมเบาหวาน, ศูนย์บริการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ, สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยฯ ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมภาคประชาชนที่ให้ความรู้ในรูปแบบ Walk-Rally และเปิดเวทีเสวนา ภายใต้แนวคิด “Education to Protect Tomorrow” “พรุ่งนี้ไม่สาย ถ้าเรารู้ทัน” #ให้เบาหวานเป็นเรื่องต้องรู้

อีกทั้ง ยังร่วมออกบูธกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ในเรื่อง Healthy Lifestyle ทั้งด้านอาหารการออกกำลังกายและการดูแลอารมณ์ จิตใจ เป็นการป้องกันโรคอ้วน เบาหวาน และลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพผู้ที่เป็นเบาหวาน ให้ได้เข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง เพื่อให้สามารถควบคุมเบาหวานได้ตามเป้าหมายและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ ตลอดจนหาแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ผลักดันนโยบายเพื่อยกระดับการเข้าถึงความรู้ยาและอุปกรณ์ในการดูแลติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมุ่งผลักดันให้โรคเบาหวาน ซึ่งเป็นวาระด้านสุขภาพของโลกและประเทศไทยที่ต้องร่วมมือกันดูแลและป้องกันเพื่ออนาคตที่ดีของประชาชน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย เผยในการเสวนา “กรุงเทพ เดินได้” ว่า โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นภาระด้านสาธารณสุขของประเทศ จากการสำรวจสุขภาพคนไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป เมื่อปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา พบว่ามีคนไทยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 5.3 ล้านคน ซึ่งจำนวนคนที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง และที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือคนในกรุงเทพฯเป็นเบาหวานมากกว่าจังหวัดอื่นๆเกือบเท่าตัว โดยเฉลี่ย คนไทย 100 คนเป็นเบาหวาน 10 คน แต่สำหรับคนกรุงเทพฯ เป็นเบาหวานถึง 17 คนจาก 100 คนเลยทีเดียว สอดคล้องกับที่เห็นคนกรุงเทพฯจำนวนมากมีภาวะอ้วนและเกิดปัญหาสุขภาพมากกว่าคนในจังหวัดอื่นๆ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานมีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญและมักถูกละเลยคือ “กินอยู่ไม่ดี” หรือ “กินดีอยู่ดีเกินไป” หมายถึง ภาวะโภชนาการเกิน กินไม่ถูกต้อง ไม่ออกกาลังกายหรือมีกิจกรรมออกแรง ไม่เพียงพอ นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ การดื่มแอลกอฮอล์สูบบุหรี่ และมลภาวะในอากาศรอบตัว รวมถึงอายุที่มากขึ้นและพันธุกรรม ก็เป็นปัจจัยเร่งเพิ่มเติม ขณะที่ การเดิน เป็นส่วนหนึ่งของการออกกำลังกายหรือการมีกิจกรรมออกแรงทางกายที่สามารถทำได้ง่ายที่สุดและประหยัดที่สุด เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากนัก และก็เหมาะกับผู้คนทุกช่วงวัย รวมถึงผู้ป่วยเบาหวานด้วย

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในการเสวนา ภายใต้หัวข้อ “กรุงเทพ เดินได้” ว่า “เมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากจะเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่มีจำนวนผู้คนอยู่ อาศัยสูงสุดในประเทศแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคด้วยซึ่งเป้าหมายของทุกคนโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเองก็คือการพัฒนาเมืองกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ดี โดย ที่เรามีนโยบายพัฒนามหานครของเราให้เป็นเมืองที่ดีในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างดี เศรษฐกิจดีเดินทางดี หรือแม้แต่ปลอดภัยดี และแน่นอน เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ดีครบในทุกมิติอย่างแท้จริงหนึ่งในความมุ่งหวังของกรุงเทพมหานครและนโยบายที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือการทำให้คนในกรุงเทพมหานคร มีสุขภาพที่ดี โดยที่กรุงเทพมหานคร มีโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่ลงลึกในระดับเขตที่ส่งเสริมให้คนใน กรุงเทพมหานคร มีสุขภาพที่ดี รวมถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมดีและการเดินทางดีเพื่อให้ท้ายสุดผู้คนมีสุขภาพที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม จึงอยากเชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ ใส่ใจดูแลสุขภาพ และเดินให้มากขึ้น”

บรรยากาศของการจัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก Walk Rally Theme: Access to Diabetes Care ในหัวข้อ “Education to protect tomorrow” “พรุ่งนี้ไม่สาย ถ้าเรารู้ทัน” #ให้เบาหวานเป็นเรื่องต้องรู้ มีความคึกคักตั้งแต่เริ่มงาน โดยมีผู้รักสุขภาพหลากหลายช่วงวัย พาเหรดมาลงทะเบียน และรับเสื้อวอร์มอัพร่างกายพร้อมแล้ว ก็ออก Walk Rally ตะลุยฐานกิจกรรม ที่ได้ทั้งออกกำลังกายและรับความรู้ กับกิจกรรมฐานเกมส์ต่างๆ สิ้นสุดกิจกรรมเรียกเหงื่อด้วยอาหารเช้ามากคุณประโยชน์ช้อปตลาดนัดสุขภาพกัน อย่างครึกครื้นจากนั้นเข้าสู่ช่วงพิธีการ โดยมี รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวต้อนรับเข้าสู่งานฯ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเสวนาหัวข้อ “กรุงเทพฯ เดินได้” พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ภายในบริเวณการจัดงานยังเต็มไปด้วยบูธให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานต่างๆ มากมาย อาทิการเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการออกกำลังกาย, นิทรรศการศิลปะเบาหวานเด็ก จัดแสดงภาพวาด ภาพถ่าย VDO รณรงค์ เรื่อง Diabetes awareness, อาหารเพื่อสุขภาพ จำหน่ายพืชผักผลไม้สินค้าปลอดสารพิษ, ประเมินความเสี่ยงเบาหวานด้วยตนเอง, ตรวจน้ำตาลในเลือดเจาะปลายนิ้ว, ฉีดวัคซีน ไข้หวัดใหญ่เป็นต้น นับว่าประทับใจผู้มาร่วมงานถ้วนหน้าเพราะได้ทั้งสารอาหารดีต่อร่างกายแล้วยังได้องค์ความรู้ดีๆ นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ สวนอุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เบาหวานกับภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ: การเข้าถึงบริการและการจัดการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693401

เบาหวานกับภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ: การเข้าถึงบริการและการจัดการ

เบาหวานกับภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ: การเข้าถึงบริการและการจัดการ

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.27 น.

เบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความท้าทายต่อระบบบริการสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงานการสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 6 พ.ศ.2562-2563 พบผู้สูงอายุเป็นเบาหวานสูงถึงร้อยละ 20.4 และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเดือนกันยายน ปี 2565 ที่ผ่านมา พบผู้สูงอายุเป็นเบาหวานถึงร้อยละ 21.12 หากผู้สูงอายุไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ

ในปัจจุบันพบว่าเบาหวานมีความสัมพันธ์กับการเกิด “ภาวะเปราะบาง” ในผู้สูงอายุ ซึ่งภาวะเปราะบางเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเป็นภาวะการสูญเสียความสามารถในการปรับสมดุลพลังงานสำรองของร่างกายจนเกิดวงจรความเสื่อมในร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้สูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความรุนแรงของความเจ็บป่วย ทำให้เกิดการบกพร่องการรู้คิด การเคลื่อนไหวของร่างกายลดลง เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม และเกิดภาวะซึมเศร้า ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนำไปสู่การพึ่งพิงต่อครอบครัว ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาเบาหวานในผู้สูงอายุ คือ การควบคุมระดับน้ำตาลร่วมกับการควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การดูแลผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานจึงควรคำนึงถึงภาวะเปราะบางร่วมด้วย ทั้งนี้ญาติสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นที่สำคัญของภาวะเปราะบางในผู้สูงอายุ ดังนี้ กล้ามเนื้ออ่อนแรง กิจกรรมทางกายต่ำ เดินช้า เหนื่อยล้า และน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ

การคัดกรอง“ภาวะเปราะบาง” ในผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน โดยใช้การประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวมจึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการดูแลผู้สูงอายุเบาหวาน เนื่องจากสามารถช่วยประเมินและวางแผนการจัดการเบาหวานในผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุมเป็นรายบุคคลในเรื่องการรับประทานอาหารและการฝึกการออกกำลังกาย สำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและมีภาวะเปราะบางนั้น ญาติควรดูแลผู้สูงอายุให้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมตามหลักจานอาหารสุขภาพ (ผัก 2 ส่วน: เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ 1 ส่วน: ข้าว 1 ส่วน) ดูแลให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีระดับความหนักปานกลาง เช่น การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น (วันละ 30-50 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนักตัว รวมถึง ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ร่วมกับการดูแลให้ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนัก ออกกำลังกายด้วยยางยืด เป็นต้น (วันละ 2-4 ชุด ชุดละ 8-12 ครั้ง อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้แก่ผู้สูงอายุ

เนื่องในสัปดาห์ วันเบาหวานโลกที่ผ่านมา คลินิคการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยบริการสุขภาพที่อยู่ใกล้ชุมชน ได้เห็นความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดภาวะการพึ่งพิง จึงมีการให้บริการตรวจรักษาโรคเบื้องต้น และคัดกรองปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุแบบเป็นองค์รวมตลอดจนให้คำแนะนำอย่างครบวงจรสำหรับการดูแลผู้สูงอายุทุกวันศุกร์ เวลา 13.00 – 16.00 น. สามารถติดต่อสอบถาม นัดหมาย ขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-424-6855

“เข้าถึง เข้าใจ…ห่างไกลการพึ่งพิงจากเบาหวาน”

เรียบเรียงโดย อ.ดร.เสาวลักษณ์ สุขพัฒนศรีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลรากฐาน

-(016)

เลขาธิการ สปส. จัดกิจกรรม ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/693396

เลขาธิการ สปส. จัดกิจกรรม ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล’

เลขาธิการ สปส. จัดกิจกรรม ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล’

วันจันทร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.18 น.

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม ภายใต้ชื่องาน “ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล” โดยมีนางอุสนีย์ ศิลปศร ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม นางวันทนา ณัฐพูลวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ร่วมกิจกรรม ณ บริเวณตลาดหัวมุม ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โดยมีนางสาวเมตตา ปราบสุธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนตเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เจ้าของตลาดหัวมุม ให้การต้อนรับ 

นายบุญสงค์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมดีๆ ณ ตลาดหัวมุม ในวันนี้ว่า เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาทิ พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย หรือพี่น้องประชาชนทั่วไปที่มาจับจ่ายใช้สอย ณ ตลาดหัวมุม ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม ภายใต้ชื่องาน “ผู้ประกอบอาชีพอิสระสุขใจให้ประกันสังคม ม.40 ดูแล” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ในการรณรงค์ สนับสนุน ประชาสัมพันธ์เชิญชวนกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานภาคอิสระ ได้เห็นความสำคัญในการมีหลักประกันชีวิตที่มั่นคงในการดำรงชีวิต และนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนทั่วไปได้รับรู้สิทธิประโยชน์ เพื่อให้แรงงานภาคอิสระตัดสินใจสมัครเพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง เป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานเผยแพร่สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่จัดให้มีสวัสดิการคุ้มครองตาม สโลแกนที่ว่า จ่ายน้อย..สิทธิประโยชน์เยอะ ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 ทางเลือกตามความสมัครใจ ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาทต่อเดือน ได้รับความคุ้มครอง 3 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต

ทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต และชราภาพ

ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิประโยชน์ 5 กรณี ได้แก่ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร

นายบุญสงค์ กล่าวด้วยว่า การจัดกิจกรรม ณ ตลาดหัวมุม Market & More ซึ่งเป็นตลาดนัดกลางคืน หรือถนนคนเดินครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ คุณเมตตา ปราบสุธา เจ้าของตลาดหัวมุม ที่ให้การสนับสนุนเอื้อเฟื้อสถานที่จัดกิจกรรม โดยภายในงานจัดให้มีบูธนิทรรศการความรู้งานประกันสังคม พร้อมเล่นเกมส์ร่วมสนุกได้ตอบคำถามชิงรางวัลให้กับเครือข่ายและผู้เข้าร่วมงาน โดยในบริเวณงานได้จัดรถโมบายประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่มาให้บริการรับสมัครให้กับพี่น้องประชาชนที่สนใจสมัครเป็นผู้ประกันตนภาคอิสระมาตรา 40 และบริการรับชำระเงินสมทบ พร้อมทีมงานจากโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ นำโดย ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทีมงานแพทย์และพยาบาล มาบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรีแก่ผู้ร่วมงาน ในโอกาสนี้นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ได้เดินรณรงค์พบปะเชิญชวน พี่น้องพ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไป แรงงานอิสระ สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้คนในพื้นที่ เข้าถึงหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

-(016)