โครงการให้ความรู้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774940

โครงการให้ความรู้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้

โครงการให้ความรู้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯพร้อมด้วย หน่วยงานเครือข่ายพันธมิตร

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ หน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรและชุมชนกลุ่มคนไข้ ได้แก่ ชมรมเบาหวานโรงพยาบาลจุฬาฯ ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยมะเร็งแห่งประเทศไทย และชมรมผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ จัดทำโครงการ “ให้ความรู้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้” ภายใต้โครงการ #รู้ว่าเสี่ยง เลี่ยงเสียศูนย์ (#KnowMyRisk) ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในเรื่องการเฝ้าระวังตนเองการเข้าถึงการดูแลรักษา และการฟื้นฟูตนเองอย่างเหมาะสมแก่ประชาชนในกลุ่มเสี่ยงสูง

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า “จากรายงานของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังคงพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 อันเกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส นอกจากนี้ยังพบอุบัติการณ์ของโรคจากระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้อื่นๆได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ และปอดอักเสบ ซึ่งเชื้อก่อโรคที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ด้วยบทบาทของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เป็นสื่อกลางทำงานร่วมกับองค์กรทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนในการพัฒนามาตรฐานการให้การรักษาพยาบาลรวมถึงการสาธารณสุขของประชาชนทั้งประเทศ ทั้งมุ่งเน้นเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ และสาธารณสุขแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถปฏิบัติตนให้ถูกต้อง ทั้งด้านการป้องกันและการรักษาโรค จึงยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมอยู่เสมอในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที โดยโครงการ “รู้ว่าเสี่ยง เลี่ยงเสียศูนย์” เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือเพื่อประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นโครงการนำร่องที่ดี ทุกๆ ภาคส่วนต้องเดินไปพร้อมกันทั้งความพร้อมของเครื่องมือ ความพร้อมของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน และการได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยได้เข้าถึงการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด”

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแพทยสมาคมฯ และนายกแพทยสภา เปิดเผยว่า “โครงการให้ความรู้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้” อยู่ภายใต้โครงการ #รู้ว่าเสี่ยง เลี่ยงเสียศูนย์ (#KnowMyRisk) โดยได้รับความร่วมมือร่วมใจจากหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตร และชุมชนกลุ่มคนไข้ ได้แก่ ชมรมเบาหวานโรงพยาบาลจุฬาฯ ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ป่วยมะเร็งแห่งประเทศไทย (อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์บายไอรีล) และชมรมผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้เตรียมแผนสนับสนุนกิจกรรมเพื่อการสื่อสารหลายรูปแบบ อาทิ การทำประชาสัมพันธ์ สื่อให้ความรู้ผ่านช่องทาง Social Media กิจกรรมสัญจรลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ทั้งในชุมชน สถานศึกษา องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุขอำเภอ รพ.สต. อสม. อสส. เป็นต้น ทั่วประเทศ โดยในเดือนธันวาคมจะเริ่มโครงการให้ความรู้ฯในพื้นที่ชุมชน ได้แก่ กรุงเทพฯ และราชบุรี โดยจะขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2567 ในอีกหลายจังหวัดทั่วทุกภาค โดยหวังว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะสามารถให้ความรู้ถึงกลุ่มเป้าหมายหลักได้ คือ ผู้ที่อยู่กลุ่มเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อได้ หรือ กลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงการป้องกันด้วยวัคซีน และเข้ารับการรักษาฟื้นฟูตนเองได้อย่างเหมาะสมตามแนวทางการดูแลรักษาโรค”

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า “ในปี 2566 นี้ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. ได้เดินหน้ายกระดับบัตรทองอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มสิทธิประโยชน์บริการมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อดูแลสุขภาพให้กับคนไทยทุกคน และให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยทั่วถึง ครอบคลุมการรักษาได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และอยากให้คนไทยได้ตระหนักเห็นความสำคัญถึงการเป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงฯ ซึ่งโครงการ #รู้ว่าเสี่ยง เลี่ยงเสียศูนย์ (#KnowMyRisk) ไม่เพียงแต่เป็นการสื่อสารให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลตนเองเท่านั้น แต่ยังทำให้รู้เท่าทันโรค รักษาได้ทันท่วงที ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว ยังแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือจากหลายภาคส่วนซึ่งนำไปสู่การทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้มากขึ้น”

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สาขา อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อเปิดเผยถึงสถานการณ์โรคระบบทางเดินหายใจ ในปัจจุบันว่า “โรคติดเชื้อทางเดินหายใจมีแนวโน้มแพร่ระบาดสูง โดยเฉพาะโรคติดเชื้อ โควิด-19 ที่อาการทั่วไปมักมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย โดยอาจพบอาการหายใจลำบาก โดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ซึ่งได้แก่ ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน
โรคอ้วน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงเอชไอวี โรคมะเร็ง และการตั้งครรภ์ ฯลฯ โดยมาตรการการป้องกัน ยังคงเน้นย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ประจำปี และอีกโรคที่ยังต้องเฝ้าระวัง คือ ไข้หวัดใหญ่ซึ่งเกิดจากเชื้ออินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza virus) สามารถติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยที่ไอหรือจาม และการสัมผัสมือหรือการใช้สิ่งของ ร่วมกับผู้ป่วย อาการมักมีไข้สูงเฉียบพลัน ไอ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน และอาการรุนแรง เช่นผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ การป้องกันโดยทั่วไป คือ การล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำหรือสบู่ ไม่คลุกคลีหรืออยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย รวมถึงหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่แออัด และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีทั้งนี้ กรมควบคุมโรคแนะนำว่า ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนโควิด-19”

นอกจากนี้ ภายในงานพบกับตัวแทนเครือข่ายพันธมิตร ชุมชนกลุ่มคนไข้ ที่มาร่วมพูดคุยถึงบทบาทการสร้างเครือข่าย พร้อมแชร์ประสบการณ์ตรงในฐานะผู้ป่วย นำทีมโดย ศุภลักษณ์ จตุเทวประสิทธิ์ ประธานชมรมเบาหวานโรงพยาบาลจุฬาฯ, อรวรรณ โอวรารินท์ ประธาน และผู้ร่วมก่อตั้งชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย, ไอรีล ไตรสารศรีผู้ก่อตั้งอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ บายไอรีลและรองประธานชมรมผู้ป่วยมะเร็งแห่งประเทศไทย และ ผศ.นุชรินทร์ ศศิพิบูลย์ ประธานชมรมผู้ป่วยโรครูมาตอยด์

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี
เผ่าสวัสดิ์ ผอ.สำนักงานแพทยสมาคมฯ

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ผอ.สำนักงานแพทยสมาคมฯ

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี อดีตนายกแพทยสมาคมฯ

ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี อดีตนายกแพทยสมาคมฯ

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สำนักงาน
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการ สำนักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

คุณแหน : 14 ธันวาคม 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774957

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

●● สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานระหว่าง นิภาพร มะโนใน บุตรี สมพร-สมนึก มะโนใน กับ สุกฤต อานันทนะสุวงศ์ บุตร เกรียงศักดิ์-พวงทองอานันทนะสุวงศ์..งานฉลองสมรสพระราชทาน 16 ธ.ค. 17.30 น. ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ..

●● ขอแสดงความยินดีกับ สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัลเกียรติยศ นักการเงินแห่งปี 2566 จาก วารสารการเงินธนาคาร เป็นครั้งที่ 2ด้วยความเป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ สร้างความเติบโตยั่งยืนให้กับองค์กร รับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม..

●● พิมาลา โสดสถิตย์ จัดงานลีลาศระดับโลก International buffet social dance with Sensation band และ ไฮไลท์ของงาน show dances โดย Edgars Linis และ Eliza Line สุดยอดนักลีลาศระดับโลก ผลงานล่าสุด European Champion Professional Division และ World Vice Champion Professional Division จัดวันที่ 19 ธ.ค. 18.00 น. ณ รร.เดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ บัตรราคา 2,000 2,500 และ 3,000 บาท ติดต่อซื้อบัตรได้ที่ 098-2711171..

●● ด้วยเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นพ.ภัทรวินฑ์ อัตตะสาระ ได้รับเชิญไปบรรยายเรื่ิอง Digital Disruption in Healthcare ในงานประชุมเครือข่าย รพ.กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย..

●● เปิดตัว EP3 สติ๊กเกอร์ไลน์ภาพวาดฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทยชุด “แชทได้บุญ แชร์ได้กุศล” ราคา 35 บาท (50 Coins) อิ่มบุญ สุขใจ ได้ร่วมทำบุญกับสภากาชาดไทย รายได้จากการดาวน์โหลดจะสมทบทุนเข้าโครงการ “เงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย”..

●● ขอแสดงความเสียใจกับ โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ที่สูญเสียคุณพ่อกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานผู้ก่อตั้ง บมจ.ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) สวดพระอภิธรรม 12-16 ธ.ค.18.30 น. 17 ธ.ค. 08.30-20.00 น. สวดกงเต๊ก ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ “บ้านคุณกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์” อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ 18 ธ.ค. พิธีเคารพศพและเคลื่อนย้ายไปสุสาน…

●● สวด สมปอง สกุลภักดี มารดา ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ และ รัดใจ นิลจุลกะ ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร(ภูเขาทอง) 14-16 ธ.ค. 18.00 น. ฌาปนกิจ 17 ธ.ค. 16.00 น..

●● สวด ดร.เปรมกมลย์ ทินกร ณ อยุธยา ศาลาเกสนี (ฝั่งเจดีย์) วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน 11-17 ธ.ค. 18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 18 ธ.ค. 17.00 น. เมรุ 2 ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี..●●

น้อง

ช้อปเพลินใจ แบบรักษ์โลก ส่งต่อของไร้ค่าให้มีค่า กับ ‘บูธไทยเบฟ’ ใน ‘งานกาชาด ๑๐๐ ปี’ ที่สวนลุมพินี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774945

ช้อปเพลินใจ แบบรักษ์โลก ส่งต่อของไร้ค่าให้มีค่า  กับ ‘บูธไทยเบฟ’ ใน ‘งานกาชาด ๑๐๐ ปี’ ที่สวนลุมพินี

ช้อปเพลินใจ แบบรักษ์โลก ส่งต่อของไร้ค่าให้มีค่า กับ ‘บูธไทยเบฟ’ ใน ‘งานกาชาด ๑๐๐ ปี’ ที่สวนลุมพินี

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชวนเที่ยว “บูธไทยเบฟ” ในงานกาชาด ๑๐๐ ปี ณ สวนลุมพินี งานดีๆ เปิดให้เข้าชมฟรี ที่นอกจากจะได้เปิด ชม ชิม เลือกซื้อ สินค้า อาหารมากมายแล้ว ผู้เข้าชมงานยังได้ร่วมทำความดีเพื่อโลกโดยแบ่งปันสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว นำมาส่งต่อ เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น กับ SX REPARTMENT STORE ใน “บูธไทยเบฟ” ซึ่งของเหล่านั้นสามารถ Reduce Reuse และ Recycle เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสังคมไร้ขยะที่ยั่งยืน จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่คัดแยกสิ่งของที่ยังใช้งานได้ นำมาวางจำหน่าย รายได้ทั้งหมดให้แก่สภากาชาดไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

ถ้ายังไม่รู้ว่าจะนำสิ่งของเหล่านั้นไปบริจาคที่ไหน ขอแนะนำให้มาที่ “บูธไทยเบฟ” ใน งานกาชาด ๑๐๐ ปีเพียงสำรวจสิ่งของในบ้านที่ไม่ใช้แล้ว แต่จะทิ้งก็เสียดาย นำมาส่งต่อ แบ่งปันเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น ได้ที่ SX REPARTMENT STORE จุด Drop point Station ใน “บูธไทยเบฟ”

นอกจากนี้ ภายใน “บูธไทยเบฟ” จะได้พบกับกิจกรรมส่งมอบความสุขอีกมากมาย ได้แก่ นิทรรศการ ร้านค้าชุมชนราคาพิเศษ ไฮไลท์กิจกรรม เกมสนุกๆ และของรางวัลมากมาย ในท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนเพลิดเพลินกับการจำลองร้านค้าริมแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีต แสดงถึงความโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมตะวันออกผสมตะวันตก ให้คนรุ่นใหม่ได้มาสัมผัสบรรยากาศของย่านร้านค้าของกรุงเทพฯ ในอดีต อีกด้วย

พบกันที่ “บูธไทยเบฟ” โซนที่ 6บูธหมายเลข 6.19 ในงานกาชาด ๑๐๐ ปี ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2566 เวลา 11.00-22.00 น. ณ บริเวณสวนลุมพินี

สวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ เนรมิตดอกไม้กว่าแสนต้นฉลอง‘สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774950

สวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ เนรมิตดอกไม้กว่าแสนต้นฉลอง‘สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10’

สวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ เนรมิตดอกไม้กว่าแสนต้นฉลอง‘สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บรรยากาศลมหนาวปลายปีกลับมาอีกครั้ง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนสัมผัสความสุขกับธรรมชาติบริสุทธิ์บนดอยตุงกับงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10”เทศกาลแห่งความสุขที่สูงที่สุดในประเทศไทย ปีนี้มาพร้อมกับสวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ ตื่นตาตื่นใจกว่าทุกปีภายใต้แนวคิด “ดอกไม้ระบายดอย” เนรมิตดอกไม้ที่ชาวดอยตุงปลูกเองกว่า 100,000 ต้น ผสานภูมิทัศน์รูปแบบใหม่ โดยภูมิสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ พร้อมกาดชุมชนบนถนนคนเดินกว่า 80 ร้านมาให้ช็อปท้าลมหนาว ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 28 มกราคม 2567 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดพิธีเปิดงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10”อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมี นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย วิสูตร บัวชุมผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย ปวิณ ชำนิประศาสน์ และ ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ ศุภาดา ชัยวงษ์ ผู้แทนการตลาด สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคเหนือ เป็นต้น

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ “สมเด็จย่า” ทรงทำเพื่อประชาชนบนดอยสูงแห่งนี้ ทรงพลิกฟื้นพื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยฝิ่นให้กลายเป็นพื้นที่ที่งดงาม และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกฝ่ายร่วมกันจัดงานสีสันแห่งดอยตุงขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย อีกทั้ง ยังเป็นการสืบสานวิถีวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนไปสู่นักออกแบบรุ่นใหม่ อันจะเป็นการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่อไป

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวถึงความพิเศษของการจัดงานในปีนี้ว่า งานสีสันแห่งดอยตุงจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไฮไลต์ของปีนี้ คือ การปรับภูมิทัศน์ของสวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชิญ ธัชพลสุนทราจารย์ ภูมิสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ มาออกแบบใหม่ เป็นทุ่งดอกไม้ โดยใช้ดอกไม้เมืองหนาวกว่า 100,000 ต้นจากดอกไม้ 10 สายพันธุ์ อาทิ ดอกบลูซัลเวียดอกแวววิเชียร ดอกดาวกระจายโซนาต้า ดอกรองเท้านารี และดอกกล้วยไม้พันธุ์ฟาแลนนอปซิส เป็นต้น กลายเป็นอีกจุดถ่ายรูปเช็คอินแห่งใหม่ท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม และเบื้องหลังดอกไม้อันสวยงาม คือการจ้างงานเกษตรกรบนดอยตุงนับร้อยชีวิตที่ปลูก ฟูมฟัก และรังสรรค์สวนใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนผ่านงานหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น ไม้ดอกไม้ประดับ และการแสดงของเด็กรอบโครงการพัฒนาดอยตุงฯ แล้ว ยังมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทุกคนในครอบครัวมากมาย อาทิ สายคาเฟ่ห้ามพลาดมุมระเบียงดอย และ Slow Bar กลางสวนดอกไม้สำหรับดื่มด่ำกาแฟดริปสุดพิเศษเฉพาะงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งนี้ พร้อมฟินกับไอศกรีมดอยตุง 3 ลายออกใหม่ ไอศกรีมดอกไม้ระบายดอยรสอัญชันน้ำผึ้งมะนาว ไอศกรีมน้องหมี่ก่า รสนมชมพู และไอศกรีมน้องโตรสชาไทย อร่อยท้าลมหนาว แถมนำไปถ่ายรูปกับสวนสวยได้อีก

ฟินสุดกับของที่ระลึกงานสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10 ของที่ระลึกโปรเจกท์พิเศษระหว่าง DoiTung x WHITE HAT. ออกแบบโดย ชะเอม-ปัณรสี ศะศินิล นักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดดอกไม้ 7 สายพันธุ์ในสวนแม่ฟ้าหลวงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ เสื้อยืด กระเป๋าผ้า สมุดกระดาษสา แก้วเซรามิก และกระเป๋าใส่เหรียญ

สายชิม เชิญอิ่มอร่อยกับอาหารเหนือและอาหารชนเผ่าสุดลำขนมพื้นบ้าน และเครื่องดื่มสูตรพิเศษ จากร้านค้าชุมชนกว่า 80 ร้านอาทิ พิซซ่าหน้าหมูดำบาร์บีคิวเข้ากันดีกับซอสบาร์บีคิวเข้มข้นซูชิดอย หมูย่างอาข่า และข้าวปุ๊กปิ้ง ขนมมงคลของชาวไทใหญ่ยำหัวบุกเส้นรสเจ็บ แซ่บสะเด็ดไปทั้งดอย แยมคราฟต์ช็อกโกแลต ชาดาวอินคา ชาอินทรีย์อู่หลง สูตรบำรุงหัวใจจากสวนชาออร์แกนิกดอยตุง และแฟนๆ อาหารครัวตำหนักไม่ควรพลาด ข้าวเหลืองดอกปุดอุ๊บเนื้อไก่ เมนูใหม่! ประยุกต์จากอาหารชาวไทใหญ่ จับคู่ข้าวสีเหลืองจากดอกปุด กินกับ อุ๊บไก่ หรือ ไก่อบกับพริกแกงสูตรเฉพาะของครัวตำหนัก เฟตตูชินีแกงฮังเลหมู ดอกไม้ มูสดอกอัญชัน และครัมเบิลแมคคาเดเมีย เสิร์ฟพร้อมตะลิงปลิง เป็นต้น

สายช็อป พบกับร้านดอยตุง ไลฟ์สไตล์ นำเสนองานคราฟต์ชนเผ่าทรงคุณค่า ทั้งเสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน ดีไซน์รวมสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ของชนเผ่าชาวดอยตุง พร้อมชมการแสดงเชิงวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากของ 6 ชนเผ่าบนดอยตุง อาทิ ชาติพันธุ์นานาไหว้สาแม่ฟ้าหลวง กระทุ้งไม้ไผ่อาข่าประยุกต์ เมาธ์ออแกน เต้นจะคึ และนารีศรีชาติพันธุ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเอาใจสายศิลปะและรักธรรมชาติกับการเวิร์กช็อป Tattoo ดอกไม้ดอยตุง เวิร์กช็อปยิงพรม เพ้นท์เซรามิก ฯลฯ สามารถนำกลับบ้านเป็นของฝากได้อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้กับกิจกรรมรักษ์โลก CARBON NEUTRAL EVENT

เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงเป็นงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์” เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในงานเน้นการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระบอกไม้ไผ่ และใบตอง เป็นต้น พบกับความสนุกแบบเต็มอิ่มในเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ระหว่างนี้ไปจนถึงวันที่ 28 มกราคม 2567 ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10 ได้ที่ http://www.facebook.com/DoiTungClub หรือโทร.053-767015-7

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ แห่งร้านบ้านเทพา คว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ในงานเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774992

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ แห่งร้านบ้านเทพา คว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ในงานเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567

เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ แห่งร้านบ้านเทพา คว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ในงานเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.54 น.

มิชลิน  ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่คว้ารางวัล ‘ดาวมิชลิน’ (MICHELIN Star) และรางวัลพิเศษอื่นๆ  พร้อมทั้งฉลองความสำเร็จให้แก่บุคลากรมืออาชีพในแวดวงร้านอาหารของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ในงานเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 (The MICHELIN Guide Thailand 2024) ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 7 ของประเทศไทย

คู่มือฉบับล่าสุดบรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 447 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ 7 ร้าน (เลื่อนระดับจาก ‘1 ดาวมิชลิน’ 2 ร้าน), รางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ 28 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 3 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 3 ร้าน), รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ 196 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 29 ร้าน และมาจาก MICHELIN Selected 3 ร้าน) และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected อีก 216 ร้าน  (ติดอันดับครั้งแรก 37 ร้าน)

ในจำนวนร้านหน้าใหม่ที่ได้รับการตีพิมพ์ในคู่มือฯ ฉบับล่าสุดซึ่งเป็นฉบับที่ 7 ของไทย 23 ร้านตั้งอยู่ในเกาะสมุย (ร้านระดับ ‘บิบ กูร์มองด์’ 4 ร้าน และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected 7 ร้าน) และสุราษฎร์ธานี (ร้านระดับ ‘บิบ กูร์มองด์’ 8 ร้าน และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected 4 ร้าน) ซึ่ง ‘มิชลิน ไกด์’ ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับเป็นปีแรก

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า บรรยากาศโดยรวมของภาคธุรกิจอาหารที่มีชีวิตชีวาและหลากหลายของเกาะสมุยและสุราษฎร์ธานีซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามฝั่งอ่าวไทย มีผลิตผลท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ได้คุณภาพและสดใหม่ ผสานหลากวัฒนธรรมที่รุ่มรวย ช่วยเสริมให้รายชื่อร้านอาหารของคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย มีสีสันน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

“ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ ได้สัมผัสความหลากหลายในแวดวงร้านอาหารของไทย ทั้งร้านอาหารสไตล์โมเดิร์นที่พยายามก้าวข้ามขอบเขตและขีดจำกัดเดิม ๆ ไปจนถึงแผงขายอาหารริมทางที่พบได้ทั่วไป ความหลากหลายที่โดดเด่นเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 ไม่เพียงสะท้อนถึงประสบการณ์สุดพิเศษดังกล่าวที่ผู้ตรวจสอบของเราได้สัมผัส แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและทิศทางล่าสุดในแวดวงอาหารของประเทศไทยด้วย” มร.ปูลเล็นเนค กล่าวเสริม

แนวโน้มและทิศทางวงการอาหารของไทย: อาหารไทยสไตล์โมเดิร์น, อาหารเพื่อสุขภาพ, การผลิตอาหารอย่างยั่งยืน และบทบาทผู้หญิงที่เพิ่มขึ้น

ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ ซึ่งเดินทางสำรวจและคัดสรรร้านอาหารทั่วประเทศไทย พบว่า มีร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านเหล่านี้ดำเนินการโดยเชฟรุ่นใหม่อายุน้อยที่ทุ่มเทพลังสร้างสรรค์เพื่อก้าวข้ามขอบเขตและขีดจำกัดของการประกอบอาหารแบบเดิมสู่รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “อาหารไทยสไตล์โมเดิร์น” นอกจากนี้ จำนวนร้านอาหารอีกประเภทที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ ร้านอาหารประเภทที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น (Reservation Only) และร้านที่จัดที่นั่งหันหน้าเข้าครัวเพื่อให้นักชิมได้เพลิดเพลินกับการชมทุกขั้นตอนการเตรียมอาหารของเชฟอย่างใกล้ชิด (Counter Dining) ซึ่งนำเสนออาหารเชิงนวัตกรรมและอาหารสไตล์โมเดิร์นเป็นคอร์สประเภท “เมนูชวนลิ้มลอง” หรือ Tasting Menu

กระแสความนิยมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารมังสวิรัติยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในไทย โดยความต้องการที่มีต่ออาหารออร์แกนิก (Organic) และอาหารจากพืช (Plant-Based) เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคใส่ใจในพฤติกรรมการทานอาหารมากขึ้น กระแสรักสุขภาพเช่นนี้ส่งผลให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารออร์แกนิกสูงขึ้น ร้านอาหารโดยเฉพาะร้านอาหารระดับหรู จึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ปลูกเองหรือปลูกในท้องถิ่นและให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือมีเชฟและผู้ประกอบการผู้หญิงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและผลักดันวงการอาหารทั่วประเทศ

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 มีร้านอาหารคว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ เพิ่มขึ้น 2 ร้าน โดยได้รับการเลื่อนระดับจาก ‘1 ดาวมิชลิน’ ได้แก่ บ้านเทพา ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่นำแนวคิด Farm to Table มาใช้รังสรรค์อาหารชุด Tasting Menu ซึ่งจัดแต่งอย่างพิถีพิถันสวยงาม โดยเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลทั้งที่ปลูกเองและที่ปลูกโดยผู้ผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืน และ กา ร้านอาหารอินเดียร่วมสมัยที่ผสานศาสตร์การทำอาหารแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคและการนำเสนอแบบสมัยใหม่ เสิร์ฟอาหารที่ผ่านการปรุงโดยใช้ทักษะและความประณีต ใส่เครื่องเทศอย่างพอเหมาะ ให้รสชาติที่ลุ่มลึกด้วยเนื้อสัมผัสที่แตกต่างและการควบคุมอุณภูมิที่ดี

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองร้านล้วนดำเนินงานโดยเชฟผู้หญิง คือ เชฟตาม – ชุดารี เทพาคำ แห่งร้านบ้านเทพา และ เชฟการิมา อโรรา แห่งร้านกา ทั้งนี้ บ้านเทพาได้รับรางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ จากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 เพียงปีเดียวหลังจากขึ้นแท่นร้านหน้าใหม่ที่คว้ารางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ จากคู่มือฯ ฉบับประจำปี 2566 ไปครอง ขณะที่กาเป็นร้านอาหารอินเดีย 1 ใน 2 แห่งทั่วโลกที่ครองสถานะ ‘2 ดาวมิชลิน’ อยู่ในปัจจุบัน

สำหรับรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ ซึ่งมีร้านใหม่ติดโผ 6 ร้าน ในจำนวนนี้ 3 ร้านได้รับการจัดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ เป็นครั้งแรก ส่วนอีก 3 ร้านได้รับการเลื่อนระดับจากร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

ร้านใหม่ระดับ ‘1 ดาวมิชลิน’ ที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ เป็นครั้งแรก ได้แก่ อินดี ร้านอาหารอินเดียสมัยใหม่ที่นำเสนอรายการอาหารชุด (Set Menu) ซึ่งจะพานักชิมท่องไปตามแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียผ่านเมนูย่างเตาถ่านเป็นหลัก, นว ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่นำเสนออาหารภายใต้แนวคิดนวัตกรรม โดยใช้เทคนิคใหม่ในการรังสรรค์อาหารไทยแต่ยังคงรสชาติอาหารภาคกลางดั้งเดิมที่เรียบง่ายทว่าซับซ้อน ร้านนี้เสิร์ฟ Tasting Menu ตามฤดูกาล ซึ่งประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยขนาดพอดีคำ (Finger Food) และอาหารจานหลักแบบสำรับหลายรายการ และ สำรับสำหรับไทย ร้านอาหารไทยที่นำเสนอ Tasting Menu จากการพลิกแพลงสูตรตำราอาหารหายากให้มีความเป็นไทยโบราณใหม่ตามยุคสมัย ได้รสชาติไทยแท้กรุ่นกลิ่นหอมระคนกัน โดยเมนูของร้านจะปรับเปลี่ยนทุกสองเดือน

ร้านใหม่ระดับ ‘1 ดาวมิชลิน’ ที่เลื่อนระดับจากร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected ได้แก่ มีอา ร้านอาหารที่นำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์นเปี่ยมกลิ่นอายความเป็นเอเชียแบบ 5 หรือ 8 คอร์ส ผ่านเมนู “Taste of Mia” ตามฤดูกาลที่โดดเด่นด้วยรสชาติกลมกล่อมซับซ้อน นอกจากนี้ ยังมีเมนูวีแกนและมังสวิรัติให้เลือก พร้อมทั้งให้บริการจับคู่อาหารกับค็อกเทล ม็อกเทล หรือไวน์, เรโซแนนซ์ ร้านอาหารที่นำเสนอ Tasting Menu ตามฤดูกาล และนำนักชิมเดินทางผ่านอาหารจานพิเศษซึ่งรังสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่เชฟได้รับจากการเดินทางไปทำงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่นี่ยังมีบริการจับคู่อาหารกับชา (Tea Pairing) เมื่อแจ้งล่วงหน้าเท่านั้นด้วย และ วรรณยุค ร้านอาหารที่เสิร์ฟ Tasting Menu อาหารไทยร่วมสมัยตามฤดูกาลซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “ข้าวแกง” หรือ “ข้าวราดแกง” โดยแต่ละคอร์สเลือกใช้พันธุ์ข้าวจากหลากหลายท้องถิ่นทั่วประเทศ

นอกจาก พรุ, Haoma และ จำปา ซึ่งครองรางวัล MICHELIN Green Star หรือ “ดาวมิชลินรักษ์โลก” ที่มอบให้กับร้านอาหารซึ่งดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีร้านอาหารร่วมครองรางวัลนี้อีก 1 ร้านในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 ได้แก่ เเฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์ ร้านอาหารฝรั่งเศสสุดสร้างสรรค์ที่เชฟและทีมงานให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยไม่เพียงเสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ผลิตในไทย แต่ยังตรวจสอบแนวทางปฏิบัติงานในครัวอย่างเข้มงวดสม่ำเสมอ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการขยะ การรีไซเคิล ไปจนถึงโครงการริเริ่มอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ มอบรางวัลพิเศษรวม 4 รางวัล ให้กับบุคลากรมืออาชีพจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือฯ ซึ่งมีความสามารถโดดเด่นและมีบทบาทในการยกระดับประสบการณ์ด้านอาหารให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมด้านอาหารและบริการเป็นที่น่าสนใจและน่าทำงานด้วย

รางวัล MICHELIN Young Chef Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดย “บลองแปง” (Blancpain) แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ รางวัลนี้มอบให้กับสุดยอดเชฟรุ่นใหม่ของร้านอาหารระดับดาวมิชลินที่มีทักษะความสามารถโดดเด่น โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ เชฟ “ตาม” ชุดารี เทพาคำ จากร้านบ้านเทพา เชฟตามเป็นเชฟหญิงไทยที่ถือเป็นดาวรุ่งที่มาแรงและมีอนาคตไกล หลังสั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารชั้นนำอย่าง Gaggan, Water Library Group และทำงานในตำแหน่ง Chef de Partie ณ ร้าน Blue Hill at Stone Barns ในนครนิวยอร์ก เธอได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยและสร้างปรากฎการณ์น่าทึ่งให้กับแวดวงร้านอาหารในไทยเมื่อร้านบ้านเทพาของเธอก้าวขึ้นคว้ารางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ มาครองในฐานะร้านหน้าใหม่ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2566 และล่าสุดในปีถัดมายังสามารถเลื่อนระดับสู่รางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ได้สำเร็จ

รางวัล MICHELIN Opening of the Year Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารยูโอบี(UOB) รางวัลนี้มอบให้กับบุคลากรและทีมงานซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีแนวคิดที่โดดเด่นในการนำเสนออาหารอย่างสร้างสรรค์ จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากวงการอาหารในประเทศ สำหรับผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ วิชชุพล เจริญทรัพย์ เจ้าของร้านนว ร้านอาหารซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2566 และติดอันดับร้านระดับรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ฉบับล่าสุด โดย ณพล จันทรเกตุ หรือ เชฟโจ และคู่ชีวิตของเขา เชฟซากิ ฮาชิโนะ ดูแลในครัว ขณะที่ เนย์ วิชชุพล เจริญทรัพย์ ทำหน้าที่ดูแลหน้าร้าน ทั้งสามคนเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ร้านนวจึงเป็นร้านที่โดดเด่นและได้รับเลือกให้ครองรางวัล Opening of the Year Award ด้วยการรังสรรค์อาหารไทยภาคกลางรสชาติดั้งเดิมที่ผ่านการตีความใหม่ออกมาในแบบที่ทันสมัยและน่าสนใจ

รางวัล MICHELIN Service Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รางวัลนี้มอบให้สุดยอดบุคลากรของร้านอาหารที่ทุ่มเทให้กับการบริการเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การทานอาหารที่ยอดเยี่ยม สำหรับผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ หลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois) จากร้านเชฟส์เทเบิล  มิสบูร์ชัวส์ ผู้จัดการร้านเชฟส์เทเบิล ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่นและดูแลให้บริการอย่างใส่ใจ ความสุภาพและเป็นกันเองของเธอสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร ขณะเดียวกันบุคลิกความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในฐานะผู้จัดการร้านยังส่งผลต่อการให้บริการของทีมงานอย่างมืออาชีพด้วย

รางวัล MICHELIN Sommelier Award เป็นรางวัลที่มอบให้กับ “ซอมเมอลิเยร์” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น โดยให้บริการอย่างมืออาชีพ และมีความชำนาญในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงการจับคู่ไวน์กับเมนูอาหาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ด้านอรรถรสสูงสุด  โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ ธนากร บอทอร์ฟ จากร้านอินดี  โดย ธนากร เป็น “ซอมเมอลิเยร์” หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น สามารนำเสนอและแนะนำไวน์ที่คัดสรรมาให้เลือกมากถึง 600 ประเภท ซึ่งรวมถึงไวน์ที่เสิร์ฟเป็นแก้วเกือบ 60 ประเภท โดยจัดทำรายการไวน์พร้อมตั้งคำถามสนุก ๆ ให้ได้ทายและเรียน

-(016)

สัมผัส ‘ริเวียร่าแห่งทะเลจีนใต้’ ไปกับ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ มาเวลล่า ญาจาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774988

สัมผัส ‘ริเวียร่าแห่งทะเลจีนใต้’ ไปกับ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ มาเวลล่า ญาจาง

สัมผัส ‘ริเวียร่าแห่งทะเลจีนใต้’ ไปกับ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ มาเวลล่า ญาจาง

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.46 น.

เวียดนาม : ญาจาง (Nha Trang) เมืองที่ผสมผสานระหว่างเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์แห่งอารยธรรมจัมปากับความมีชีวิตชีวาแบบเมืองชายทะเลของประเทศเวียดนามเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และเป็นที่รู้จักในฐานะสวรรค์สำหรับนักเดินทางระดับโลก จนได้รับสมญานามว่า “ริเวียร่าแห่งทะเลจีนใต้”

โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ มาเวลล่า ญาจาง ชวนมาเปิดประสบการณ์การพักผ่อนอย่างมีระดับ ริมอ่าวอันงดงาม ตั้งอยู่บนถนน Tran Phu ถนนเส้นหลักใจกลางเมืองญาจาง ที่เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงชายหาดญาจาง พร้อมทัศนียภาพของเกาะน้อยใหญ่บริเวณอ่าวญาจางอันกว้างใหญ่สุดสายตา

ห้องพักและสวีท วิวทะเลทุกห้อง รวมทั้งหมด 335 ห้อง ตกแต่งแบบร่วมสมัยจากแรงบันดาลใจในรูปแบบอาร์ตเดโค (Art Deco) เน้นสีทองให้ความรู้สึกหรูหรา พร้อมระเบียงส่วนตัว ที่สามารถชมวิวทะเลและวิวเมืองได้ทั้งกลางวันและกลางคืน  รวมถึงเพลิดเพลินกับการชมวิวหมู่เกาะกลางทะเลยามเช้าและพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น

สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ ตั้งอยู่บนชั้น 31 ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนภาพของท้องฟ้าและท้องทะเลได้อย่างงดงาม  ให้คุณได้เพลิดเพลินกับการผ่อนคลายท่ามกลางวิวทะเล  สายลมโชยและเสียงคลื่น  พร้อมเครื่องดื่มนานาชนิด เรียกความสดชื่นริมสระ

ห้องอาหาร Marvellous บนชั้น 5 ของโรงแรม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายด้วยผนังกระจกโดยรอบ เปิดรับแสงธรรมชาติและมองเห็นวิวทะเลเต็มตา  ให้คุณได้อิ่มอร่อยบุฟเฟ่ต์อาหารเช้านานาชาติ  พร้อมอาหารเวียดนาม ขนมพื้นถิ่นแบบดั้งเดิม และสดชื่นไปกับน้ำส้มสด ที่คุณสามารถคั้นน้ำส้มได้ด้วยตัวเองเพียงปลายนิ้ว รวมทั้งบุฟเฟ่ต์สำหรับมื้อกลางวัน และมื้อเย็น ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลต่าง ๆ

ห้องอาหาร Nón Lá  บนชั้น 31 ตกแต่งในสไตล์เวียดนามร่วมสมัย ให้คุณได้อิ่มอร่อยกับอาหารฟิวชั่นมื้อค่ำที่ผสมผสานระหว่างอาหารเวียดนามและอาหารนานาชาติ ปรุงสดใหม่ด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ และผ่อนคลายด้วยวิวเมืองยามค่ำคืน

นักดื่มต้องไม่พลาด SKY 32 หนึ่งในบาร์บนชั้นดาดฟ้าที่ดีที่สุดในเมืองญาจาง บาร์สุดเก๋ มาพร้อมกับการตกแต่งภายในสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) พร้อมมุมมองแบบพาโนรามาสุดอลังการของชายหาด อ่าว และวิวแสงไฟยามค่ำคืนกลางเมืองญาจาง คุณจะได้ลองลิ้มชิมรสเครื่องดื่มนานาชนิด รังสรรค์โดยมิกโซโลจิสตามความชอบของคุณ หรือเลือกผ่อนคลายแบบชิลๆ ด้วยค็อกเทลแก้วโปรดของคุณ

ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยกลิ่นหอมของน้ำมันอโรมา  ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณเข้ามาใน Tram Spa บนชั้น 30 ของโรงแรม ให้บริการทรีตเมนท์หลากหลายรูปแบบ ทั้งการนวดเพื่อสุขภาพและการปรนิบัติผิวหน้าหรือผิวกาย พร้อมวิวทะเลผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ในบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น และผ่อนคลาย

ญาจาง ยังได้ชื่อว่า เป็นเมืองแห่งสวรรค์ของนักกอล์ฟ บนชั้น 30 ของโรงแรม มีห้องตีกอล์ฟจำลอง (3D Golf Simulator) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ระบบภาพสามมิติ (3D) เพื่อสร้างสนามกอล์ฟเสมือนจริง ให้คุณได้เลือกเล่นบนสนามชื่อดังต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมสามารถปรับแต่งสภาพอากาศและช่วงเวลาได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ยังมีระบบเซ็นเซอร์ที่แม่นยำ สามารถวัดระยะทางและทิศทางของลูกกอล์ฟได้อย่างชัดเจน ช่วยให้คุณสามารถฝึกซ้อมอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมลงสนามจริงได้อย่างมั่นใจ

คุณหนูๆ และเด็กๆ สามารถสนุกกับ Kids Club บนชั้น 30 เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ปลอดภัยและกิจกรรมที่หลากหลายสำหรับเหล่านักเดินทางตัวน้อย ให้ได้ปลดปล่อยพลังและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมทางศิลปะ กิจกรรมสันทนาการ เพื่อเพิ่มทักษะทางความคิด ร่างกาย สังคม และอารมณ์

โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ มาเวลล่า ญาจาง อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อ โดยเฉพาะสวนสนุกขนาดใหญ่ Nha Trang Vinperlland บนเกาะเล็กๆ ที่มีทั้งเครื่องเล่น อควาเรี่ยม สวนน้ำ ให้สนุกได้ทั้งวัน  รวมถึงร้านอาหารทะเล ริมหาด ที่มีอาหารทะเล สด และ ตัวโต ในราคาเอื้อมถึง โดยเฉพาะ ลอบสเตอร์ ไซส์ใหญ่ เนื้อแน่น ตอบโจทย์ซีฟู้ดเลิฟเวอร์จากทุกมุมโลก  หรือร้านอาหารเวียดนาม  เสริฟเมนูต้นตำรับ ที่คนรักอาหารเวียดนามได้เพลิดเพลินพร้อมผักสดนานาชนิด 

สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนแสนพิเศษ ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว ได้ที่ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ มาเวลล่า ญาจาง  สามารถสำรองที่ห้องพักได้ที่ โทรศัพท์ +84 258 730 6666  หรือ เว็บไซต์  bwpremiermarvella.com  ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในกลุ่มบีดับเบิลยูเอช ในเอเชีย โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ bestwesternasia.com

-(016)

‘บี.เอ็ล.ฮั้ว’ ฉลอง100 ปีแห่งคุณความดี บริจาคเงินให้โรงพยาบาล 100 แห่งทั่วประเทศ รวม 20 ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774984

‘บี.เอ็ล.ฮั้ว’ ฉลอง100 ปีแห่งคุณความดี บริจาคเงินให้โรงพยาบาล 100 แห่งทั่วประเทศ รวม 20 ล้านบาท

‘บี.เอ็ล.ฮั้ว’ ฉลอง100 ปีแห่งคุณความดี บริจาคเงินให้โรงพยาบาล 100 แห่งทั่วประเทศ รวม 20 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.41 น.

‘บี.เอ็ล.ฮั้ว’ ฉลอง100 ปี แห่งคุณความดี ควบคู่การดำเนินธุรกิจ บริจาคเงินให้โรงพยาบาล 100 แห่งทั่วประเทศ รวม 20 ล้านบาท

กรุงเทพฯ : ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด ภาคภูมิใจที่เป็นบริษัทของคนไทย ยึดมั่นในการสร้างคุณงามความดีควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ กระทั่งเจริญรุ่งเรืองเติบโตอย่างมั่นคงจวบจนมีอายุครบรอบ 100 ปี ในปีพ.ศ.2566 นี้  จากการก่อตั้งห้างขายยาแผนปัจจุบันในสมัยยุคบุกเบิก  สู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  วิกฤตโรคระบาดในแต่ละยุคสมัย  การร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติเพื่อเปิดโรงงานผลิตเวชภัณฑ์แห่งแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ประเทศไทย เพื่อเป็นการพัฒนาลงทุนต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ  การจัดตั้งมูลนิธิเพื่อมอบทุนด้านการวิจัยและการศึกษาด้านเภสัชกรรมโดยไม่มีข้อผูกมัด  การช่วยเหลือสังคม ฯลฯ  ซึ่งได้สร้างคุณูปการให้แก่วิชาชีพเภสัชกรรมและสังคมด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องตลอด 100 ปีของการบริหารงานจาก 3 รุ่นของตระกูลปังศรีวงศ์ ได้แก่  นายโกศล, ภก.ดร.เกษม และ นายธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์  นอกจากนี้ ยังได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกเมื่อครั้งที่ นายโกศล ได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาให้กับบุคคลสำคัญ อาทิ   “เจียงไคเชค” รวมไปถึงได้มีโอกาสเข้าพบและเสวนากับ “ดร.ซุนยัตเซ็น” อยู่หลายครั้ง

เพื่อสืบสานความดีตอบแทนสังคมเนื่องในวาระฉลองครบรอบ 100 ปี ของ บจ.บี.เอ็ล.ฮั้ว   โดย   นายธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ เจ้าของธุรกิจ และ กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ได้มีเจตนารมณ์มอบเงินบริจาคและเวชภัณฑ์มูลค่ารวม 20 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 100 แห่งทั่วประเทศ อาทิ  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  ศิริราช  รามาธิบดี  ตากสิน   สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา   เทียนฟ้ามูลนิธิ  รพ.ประจำจังหวัดต่างๆ ฯลฯ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการช่วยเหลือสาธารณะต่อไป

“ผมต้องการสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณปู่ คือ ‘คุณโกศล’ และ คุณพ่อของผม ‘ภก.ดร.เกษม’ ในการสร้างคุณความดีควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ  ซึ่งทั้ง 2 ท่านเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการร่วมพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรม  และท่านได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ในการส่งต่อความดีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์  ตอบแทนสังคม และประเทศชาติ ด้วยการลงมือทำ  ผมรู้สึกดีใจที่ได้ดำเนินกิจการสานต่อจากท่านทั้งสองที่ผมรัก และในวาระฉลองครบรอบ 100 ปี บี.เอ็ล.ฮั้ว ผมมีความยินดีที่จะบริจาคเงินพร้อมกับเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆ จำนวน 100 แห่งทั่วประเทศ รวมมูลค่า 20 ล้านบาท  เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน และเพื่อให้คนไทยได้คลายหายจากความเจ็บป่วยและมีสุขภาพที่ดีต่อไป” นายธีระพงศ์ กล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ในการบริจาควาระครบรอบ 100 ปี

ธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ บุตรชายเพียงคนเดียวของ ภก.ดร.เกษม และ ทับทิม  ปังศรีวงศ์  โดยในปีพ.ศ.2522  ได้รับช่วงบริหารกิจการต่อจากอาจารย์เกษมจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ได้พัฒนาบริษัทฯ  ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเครื่องจักรที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพจนได้รับการรับรองมาตรฐานGMP (Good Manufacturing Practice) หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตยาจากกระทรวงสาธารณสุขในปีพ.ศ.2533   อีกทั้ง ได้พัฒนากลยุทธ์ด้านการตลาดควบคู่ไปกับการขยายศักยภาพกำลังการผลิตจนปัจจุบันบริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP:PIC/S (GMP Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) จากกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งได้ขยายกิจการตลาดเข้าไปยังกลุ่มประเทศในอินโดจีน เริ่มต้นที่ประเทศลาว เมียนมาร์ กัมพูชา  โดยที่ในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง บริษัทฯ ยังได้ไปตั้งสำนักงานที่นั่น เพื่อบริหารจัดการด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายเอง  นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้ส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ของเอเชีย เช่น ภูฎาน และในตะวันออกกลางก็มีโอมาน เป็นต้น 

ปัจจุบัน บจ.บี.เอ็ล.ฮั้ว มีตำรับยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมากถึง 300 ตำรับ  อาทิ  ยาแก้ปวดลดไข้  ยาแก้ไอ  ยาละลายเสมหะ  ผงน้ำตาลเกลือแร่  แคลเซียม  วิตามินเม็ดฟู่ ยาสามัญประจำบ้าน  ฯลฯ  รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายยาด้านจิตเวชและระบบประสาทส่วนกลางในประเทศไทยให้กับบริษัท Lundbeck จากประเทศเดนมาร์ก นอกจากนี้ ยังนำเข้าและจัดจำหน่ายยารักษาโรคมะเร็งในระบบโลหิตวิทยา  ยารักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ  เครื่องมือแพทย์สำหรับผู้ป่วยที่ต้องเปลี่ยนข้อเข่าสะโพกและผู้ที่ประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับกระดูก (Implant)  เคมีภัณฑ์สำหรับการผลิตยาเพื่อใช้ในโรงพยาบาล ฯลฯ   ซึ่งตลอด 100 ปีที่บริษัทของคนไทยได้ดำเนินกิจการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  จำหน่ายเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพจนเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจจากโรงพยาบาล  คลินิก  ร้านขายยา และกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ  โดยมีพนักงานมากกว่า 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่มีความภักดีต่อองค์กรและทำงานมาอย่างยาวนาน  โดยพนักงานที่มีอายุงานมากที่สุดคือ 62 ปี  และมีพนักงานอายุงานเกินกว่า 20 ปี มากกว่า 100 คน

“ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา เคล็ดลับความสำเร็จที่เรายึดมั่น ประการแรกสำคัญที่สุดเลยคือ ‘ความซื่อสัตย์’ เราต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค พนักงาน  ลูกค้า  อย. รวมทั้งคู่ค้าของเราทั้งหมด ประการที่สองคือ ‘จรรยาบรรณ’  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมที่พวกเราได้พยายามทำความดีอย่างต่อเนื่องมาตลอด 100 ปี จนกลายเป็น DNA ของบริษัทฯ และฝังอยู่ในความรู้สึกความทรงจำของคนทั่วไป  และประการสุดท้ายคือ ‘การปรับตัว’ ซึ่งจำเป็นมากในการปรับตัวตามยุคสมัยและการปรับกลยุทธ์ในช่วงวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ หรือ โรคระบาด ไม่อย่างนั้นเราอยู่ไม่ถึง 100 ปีแน่  เราต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กล้าคิด กล้าทำ และกล้าลงทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ยาที่ดีมีคุณภาพให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้”   นายธีระพงศ์

ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งของ บจ. บี.เอ็ล.ฮั้ว พร้อมพัฒนาธุรกิจให้เจริญรุ่งเรืองเติบโตอย่างมั่นคงข้ามสู่ศตวรรษหน้า  ซึ่งนายธีพงศ์ ได้ส่งไม้ต่อให้กับลูกๆ ทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 4 นำโดย ธีรวัลคุ์,  พงศ์ศิษฎ์ และ พงศ์วรุตม์  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จในอนาคตผ่านวิสัยทัศน์ของบิดา  ในการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ 4 ประการ คือ 1) มองเห็นโอกาส  2) ปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์ 3) มุ่งมั่นทำงานให้สัมฤทธิ์ผล และ    4) ยอมรับความจริงและพร้อมแก้ไข  โดยตลอด 100 ปีที่ผ่านมา บจ. บี.เอ็ล.ฮั้ว มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจคู่ไปกับคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์  และยังคงคิดค้นพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตยาที่ดีมีคุณภาพ  ด้วยปณิธานอันมั่นคงที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงยาที่ดีมีมาตรฐานและมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นไป

-(016)

เวอร์เทียร์ ขยายอานาจักณ์ใหม่สาขาถนนราชดำริ เอาใจคนรักการแต่งบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774959

เวอร์เทียร์ ขยายอานาจักณ์ใหม่สาขาถนนราชดำริ เอาใจคนรักการแต่งบ้าน

เวอร์เทียร์ ขยายอานาจักณ์ใหม่สาขาถนนราชดำริ เอาใจคนรักการแต่งบ้าน

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 16.50 น.

เวอร์เทียร์  แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของคนที่รักการแต่งบ้านดีไซน์ ประกาศความสำเร็จหลังจากเปิดซอฟต์โอเพนนิ่ง เวอร์เทียร์ แฟลกชิป แกลอรี่ แห่งใหม่บนถนนราชดำริ เมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น จากกลุ่มลักชูรีเรสซิเดนซ์ ผู้อยู่อาศัยบ้านและโครงการต่าง ๆ ใจกลางเมือง

บริษัท วี เดคคอร์ จำกัด (เวอร์เทียร์) ผู้นำด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย ดีไซน์มาตรฐานสากล นำทีมโดย วรวุฒิ จันทวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า หลังจากการขยาย  เวอร์เทียร์ สาขาที่สองบนถนนราชดำริ ด้วยพื้นที่โชว์รูมกว่า 800 ตารางเมตร ได้รับความสนใจจากลูกค้าบ้านใจกลางเมืองและโครงการต่างๆ มากมาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่พักอยู่ในประเทศไทย รวมถึงดีเวลลอปเปอร์อสังหาฯต่างชาติกลุ่มลักชูรี โดยเฉพาะกลุ่มอาเซียนให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมและวางแผนธุรกิจร่วมกันซึ่งถือเป็นความสำเร็จทางด้านการเลือกที่ตั้งทางธุรกิจของแบรนด์

นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มที่ต้องการผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์งาน Custom-made ที่เน้นการปรับดีไซน์, วัสดุ และฟังก์ชั่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ทั้งผู้อยู่อาศัยในบ้านส่วนตัวและแบบโครงการได้เป็นอย่างดี ด้วยความใส่ใจในการเก็บข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านดีไซน์ รูปทรง สี วัสดุคุณภาพสูง และด้านโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ จากทีมงานที่มากด้วยประสบการณ์ของ เวอร์เทียร์ ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสมทั้งในเรื่องความสวยงามและการใช้งาน จนได้รับการบอกต่อในกลุ่มลูกค้าและกลุ่มอินทีเรียดีไซน์เนอร์ ที่มองหาความพิเศษจนเป็นที่จดจำของแบรนด์ เวอร์เทียร์ ได้เป็นอย่างดี  ซึ่งถือเป็นความสำเร็จด้านกลยุทธ์ทางสถานที่ ที่ตอบโจทย์การเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ของลูกค้าบ้านและโครงการใจกลางเมืองที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ

ด้วยศักยภาพงานฝีมือและศักยภาพในการทำงานที่เป็นหัวใจของ เวอร์เทียร์ ที่เข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้รักการแต่งบ้านที่มีความหลากหลาย และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมเฟอร์นิเจอร์  วรวุฒิ จันทวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จึงวางกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรองรับความต้องการของตลาด พร้อมสร้างภาพจำในกลุ่ม  Customized Furniture โดยวางแผนการออกสินค้าโปรดักต์ไลน์ใหม่ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างรอบด้าน 

ต่อเนื่องมาจากงานที่เป็นซิกเนเจอร์ของทาง เวอร์เทียร์ ที่มีภาพจำที่ชัดเจน อย่างเฟอร์นิเจอร์เน้นวัสดุหินธรรมชาติ งานโลหะ และงานไม้ ตามคำเรียกร้องจากลูกค้าเดิม ที่ยังเหนียวแน่นกับแบรนด์เวอร์เทียร์มาอย่างยาวนาน และกลุ่มลูกค้าระดับบนหน้าใหม่ ที่ได้รับการบอกต่อจากกลุ่มผู้ใช้จริง โดยไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์นำเข้าเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องรักษาไว้ซึ่งคุณภาพงานดีไซน์ที่มาพร้อมด้วยคุณภาพและวัสดุในระดับสากลที่ เวอร์เทียร์  ยังคงไว้ซึ่งความจริงใจ ในงานผลิตและบริการหลังการขาย พร้อมดูแลลูกค้าทั่วประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวอร์เทียร์  กล่าวทิ้งท้าย ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เวอร์เทียร์ แฟลกชิป แกลอรี่ บนถนนราชดำริ มั่นใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.vertierliving.com

-(016)

อายิโนะโมะโต๊ะ จับมือ ททท.จุดประกายอาหารท้องถิ่น วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม ผ่านมินิซีรีส์ 6 ตอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774928

อายิโนะโมะโต๊ะ จับมือ ททท.จุดประกายอาหารท้องถิ่น วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม ผ่านมินิซีรีส์ 6 ตอน

อายิโนะโมะโต๊ะ จับมือ ททท.จุดประกายอาหารท้องถิ่น วิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม ผ่านมินิซีรีส์ 6 ตอน

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.30 น.

อิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีความน่าหลงใหลไปทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ดังนั้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย

ปัจจุบันเทรนด์การท่องเที่ยวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง จากที่เคยเที่ยวอย่างหรูหราสุขสบาย นักท่องเที่ยวเริ่มหันมาท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism) ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยเน้นไปที่ความเรียบง่ายตามวิถีชีวิตชาวบ้าน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งชุมชนต่าง ๆ ก็เริ่มมีการปรับตัวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและเตรียมพร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไปพร้อมกัน

ทาง บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสอันดีในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย อาหารไทย วิถีชาวบ้าน รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ผ่านการสื่อสารด้วย Soft Power อย่าง “ซีรีส์วาย” ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ซึ่ง บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้ร่วมมือกันเปิดตัวโครงการ “Y JOURNEY (STAY LIKE A LOCAL)” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก พร้อมผลักดันความสวยงามของประเทศไทยในภาคตะวันออกและวิถีไทยไปสู่ความยั่งยืน ปลุกแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมอนุรักษ์ความงดงามของทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่การพัฒนาวิถีแห่งชุมชนท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวในไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ วิถีไทย และแนวคิดด้านความยั่งยืน จะถูกถ่ายทอดผ่านมินิซีรีส์วายจำนวน 6 ตอน ที่ได้นำพาผู้ชมไปสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของประเทศไทยในภาคตะวันออก รวมถึงการสร้างคุณค่าให้กับอาหารท้องถิ่นผ่านซีรีส์ เพื่อช่วยจุดประกายให้นักเดินทางทุกคนหันมาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนความยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทยไปด้วยกัน ได้แก่ Ep.1 เพื่อแอบรักเพื่อน เรื่องราวของสายมู เส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ Ep.2 คำสารภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวขยะอาหาร Zero Food waste ด้วยการแปรรูป ผ่านเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี Ep.3 เฮียไม่ปลื้ม ถ่ายทอดเนื้อหาวิถีชีวิต การจ้างงานในชุมชนท้องถิ่น ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดตราด Ep.4 คู่กัดออกทริป การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ผ่านเรื่องราวของเส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก Ep.5 สมมติว่าเป็นแฟน เรื่องราวของการรีไซเคิลพลาสติกที่มาจากทะเล ผ่านเส้นทางการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และ Ep.6 ตามหาความทรงจำ การใช้พลังงานทดแทน ผ่านเรื่องราวในจังหวัดชลบุรี

ทางด้านกลุ่มบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความเคารพในวัฒนธรรมอาหารและวิถีชีวิตของผู้บริโภคชาวไทย โดยได้อยู่เคียงข้างทุกครอบครัวและผู้ประกอบการร้านอาหารมาตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี และมีความมุ่งมั่นในการสร้างความอยู่ดีมีสุข (Well-being) ผ่านการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การช่วยยืดอายุขัยที่มีสุขภาพดีของคนทั่วโลกให้ได้ถึง 1 พันล้านคน มุ่งหวังที่จะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาด้านโภชนาการและสุขภาพของผู้บริโภคทั่วโลกผ่านการใช้ศาสตร์แห่งกรดอะมิโน หรือ Amino Science และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ 50% ภายในปี 2030 ในครั้งนี้ อายิโนะโมะโต๊ะจึงได้ร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่อสอดรับกับเป้าหมายของบริษัทฯ ในการผลักดันด้านความยั่งยืนและสามารถสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับทุกคนได้สำเร็จ

ซึ่งอายิโนะโมะโต๊ะได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติตลอดห่วงโซ่คุณค่า เริ่มตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย โดยลดการเกิดของเสียจากการดำเนินงานทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases : GHGs) ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติก และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับซีรีส์ทั้ง 6 ตอน สามารถรับชมได้ทาง รับชมได้ทางแอพลิเคชั่น AIS PLAY, YouTube ของ AIS และ YouTube ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ช่อง Amazing Thailand

-(016)

ตระการตา สวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่! เนรมิตดอกไม้กว่าแสนต้นฉลอง ‘สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774925

ตระการตา สวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่! เนรมิตดอกไม้กว่าแสนต้นฉลอง 'สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10'

ตระการตา สวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่! เนรมิตดอกไม้กว่าแสนต้นฉลอง ‘สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10’

วันพุธ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 15.16 น.

บรรยากาศลมหนาวปลายปีกลับมาอีกครั้ง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนสัมผัสความสุขกับธรรมชาติบริสุทธิ์บนดอยตุงกับงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10” เทศกาลแห่งความสุขที่สูงที่สุดในประเทศไทย ปีนี้มาพร้อมกับสวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ ตื่นตาตื่นใจกว่าทุกปีภายใต้แนวคิด “ดอกไม้ระบายดอย” เนรมิตดอกไม้ที่ชาวดอยตุงปลูกเองกว่า 100,000 ต้น ผสานภูมิทัศน์รูปแบบใหม่ โดยภูมิสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ พร้อมกาดชุมชนบนถนนคนเดินกว่า 80 ร้านมาให้ช็อปท้าลมหนาว ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2567 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดพิธีเปิดงาน “สีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10” อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานมากมาย อาทิ พุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเชียงราย ปวิณ ชำนิประศาสน์ และ ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ ศุภาดา ชัยวงษ์ ผู้แทนการตลาด สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคเหนือ เป็นต้น

นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกฝ่ายร่วมกันจัดงานสีสันแห่งดอยตุงขึ้นในครั้งนี้  ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย อีกทั้งยังเป็นการสืบสานวิถีวัฒนธรรมที่หลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนไปสู่นักออกแบบรุ่นใหม่ อันจะเป็นการสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่อไป

นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ  
กล่าวถึงความพิเศษของการจัดงานในปีนี้ว่า งานสีสันแห่งดอยตุงจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไฮไลต์ของปีนี้ คือ การปรับภูมิทัศน์ของสวนแม่ฟ้าหลวงโฉมใหม่ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชิญ ธัชพล สุนทราจารย์ ภูมิสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ มาออกแบบใหม่ เป็นทุ่งดอกไม้ โดยใช้ดอกไม้เมืองหนาวกว่า 100,000 ต้นจากดอกไม้ 10 สายพันธุ์ อาทิ ดอกบลูซัลเวีย ดอกแวววิเชียร ดอกดาวกระจายโซนาต้า ดอกรองเท้านารี และดอกกล้วยไม้พันธุ์ฟาแลนนอปซิส เป็นต้น กลายเป็นอีกจุดถ่ายรูปเช็คอินแห่งใหม่ท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อม และเบื้องหลังดอกไม้อันสวยงาม คือ การจ้างงานเกษตรกรบนดอยตุงนับร้อยชีวิตที่ปลูก ฟูมฟัก และรังสรรค์สวนใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน

นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนผ่านงานหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น ไม้ดอกไม้ประดับ และการแสดงของเด็กรอบโครงการพัฒนาดอยตุงฯ แล้ว ยังมีกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทุกคนในครอบครัวมากมาย อาทิ

สายคาเฟ่ ห้ามพลาดมุมระเบียงดอย และ Slow Bar กลางสวนดอกไม้สำหรับดื่มด่ำกาแฟดริปสุดพิเศษเฉพาะงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งนี้ พร้อมฟินกับไอศกรีมดอยตุง 3 ลายออกใหม่ ไอศกรีมดอกไม้ระบายดอย รสอัญชันน้ำผึ้งมะนาว ไอศกรีมน้องหมี่ก่า รสนมชมพู และไอศกรีมน้องโต รสชาไทย อร่อยท้าลมหนาว แถมนำไปถ่ายรูปกับสวนสวยได้อีก และฟินสุดกับของที่ระลึกงานสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่ 10 ของที่ระลึกโปรเจกต์พิเศษระหว่าง DoiTung x

WHITE HAT. ออกแบบโดย ชะเอม-ปัณรสี ศะศินิล นักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดดอกไม้ 7 สายพันธุ์ในสวนแม่ฟ้าหลวงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ เสื้อยืด กระเป๋าผ้า สมุดกระดาษสา แก้วเซรามิก และกระเป๋าใส่เหรียญ

ส่วนสายชิม เชิญอิ่มอร่อยกับอาหารเหนือและอาหารชนเผ่าสุดลำ ขนมพื้นบ้าน และเครื่องดื่มสูตรพิเศษ จากร้านค้าชุมชนกว่า 80 ร้าน อาทิ พิซซ่าหน้าหมูดำบาร์บีคิวเข้ากันดีกับซอสบาร์บีคิวเข้มข้น ซูชิดอย หมูย่างอาข่า และข้าวปุ๊กปิ้ง ขนมมงคลของชาวไทยใหญ่ ยำหัวบุกเส้นรสเจ็บ แซ่บสะเด็ดไปทั้งดอย แยมคราฟต์ช็อกโกแลต ชาดาวอินคา ชาอินทรีย์อู่หลง สูตรบำรุงหัวใจจากสวนชาออร์แกนิกดอยตุง และแฟนๆ อาหารครัวตำหนักไม่ควรพลาด ข้าวเหลืองดอกปุดอุ๊บเนื้อไก่ เมนูใหม่! ประยุกต์จากอาหารชาวไทใหญ่ จับคู่ข้าวสีเหลืองจากดอกปุด กินกับ อุ๊บไก่ หรือ ไก่อบกับพริกแกงสูตรเฉพาะของครัวตำหนัก เฟตตูชินีแกงฮังเลหมู ดอกไม้ มูสดอกอัญชัน และครัมเบิลแมคคาเดเมีย เสิร์ฟพร้อมตะลิงปลิง เป็นต้น

สายช็อปพบกับร้านดอยตุง ไลฟ์สไตล์ นำเสนองานคราฟต์ชนเผ่าทรงคุณค่า ทั้งเสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน ดีไซน์รวมสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์ของชนเผ่าชาวดอยตุง พร้อมชมการแสดงเชิงวัฒนธรรมที่หาชมได้ยากของ 6 ชนเผ่าบนดอยตุง อาทิ ชาติพันธุ์นานาไหว้สาแม่ฟ้าหลวง กระทุ้งไม้ไผ่อาข่าประยุกต์ เมาธ์ออแกน เต้นจะคึ และนารีศรีชาติพันธุ์ เป็นต้น  

นอกจากนี้ยังเอาใจสายศิลปะและรักธรรมชาติกับการเวิร์กช็อป Tattoo ดอกไม้ดอยตุง เวิร์กช็อปยิงพรม เพ้นท์เซรามิก ฯลฯ สามารถนำกลับบ้านเป็นของฝากได้อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้กับกิจกรรมรักษ์โลก CARBON NEUTRAL EVENT เทศกาลสีสันแห่งดอยตุงเป็นงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์” เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในงานเน้นการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ และทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น กระบอกไม้ไผ่ และใบตอง เป็นต้น

เชิญพบความสนุกแบบเต็มอิ่มในเทศกาลสีสันแห่งดอยตุง ครั้งที่ 10 ในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2567 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของเทศกาลสีสันแห่งดอยตุงครั้งที่10 ได้ที่ http://www.facebook.com/DoiTungClub หรือโทร 053-767-015-7

-(016)