รองปลัดฯประชุมวิชาการ สมาคมสัตวแพทย์เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775012

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติของสมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 22ประจำปี 2566 (The 22nd FAVA Congress 2023) โดยมี Dato’ Sri Dr.Stephen Rundi Anak Utom, the minister of Food Industry, Commodity & Regional Development แห่งรัฐซาราวัก เป็นประธานในพิธีเปิด ที่เมืองกูจิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย

สำหรับการประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นการประชุมระดับนานาชาติ มีผู้เข้าร่วมการประชุมมากกว่า 800 คน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ทางวิชาการด้านสัตวแพทย์ให้กับบุคลากรในสายวิชาชีพสัตวแพทย์และผู้สนใจ และเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยในด้านสัตวแพทย์ระหว่างกัน โดยภายในงานประกอบด้วยการสัมมนาวิชาการในหัวข้อต่างๆ แบ่งตามชนิดของสัตว์ อาทิ สัตว์เลี้ยง สัตว์ปีก สัตว์เคี้ยวเอื้อง สุกร ม้า สัตว์แปลกและสัตว์ป่า ตลอดจนหัวข้อด้านเภสัชวิทยาทางสัตวแพทย์ ด้านสุขภาพหนึ่งเดียว ด้านการศึกษาทางสัตวแพทย์ และด้านการบริหารบุคลากรทางด้านสัตวแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงงานวิจัยจากสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ พร้อมทั้งการจัดบูธนิทรรศการจากผู้สนับสนุนงานประชุมที่น่าสนใจ

‘ไชยา’แก้น้ำท่วมร้อยเอ็ดระยะยาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775013

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีนายชูศักดิ์ ราชบุรี รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง จ.ร้อยเอ็ด ว่าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง กรมชลประทาน ได้มีแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด จากสาเหตุร่องมรสุมพาดผ่านทำให้ฝนตกหนักส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำชีสูงขึ้น รวมถึงมวลน้ำระบายจากเขื่อนลำปาว และเขื่อนอุบลรัตน์ทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร โดยการระดมกำลังสถานีสูบน้ำ 4 สถานี สูบน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรที่เกิดน้ำท่วมขัง ประกอบด้วย 1.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำกุดเชียงสา จ.มหาสารคาม สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 3,500 ไร่ 2.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำกุดเชียงบัง จ.ร้อยเอ็ด สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 3,500 ไร่ 3.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำห้วยปากบุ่ง จ.ร้อยเอ็ด สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 5,000 ไร่ และ 4.สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ประตูระบายน้ำห้วยน้ำเค็ม จ.ร้อยเอ็ด สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 3,000 ไร่ รวมสามารถสูบน้ำได้ 117.26 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งดำเนินการกำจัดสิ่งขีดขวางทางน้ำบริเวณหน้าเขื่อนระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก

นายไชยากล่าวถึงการแก้ปัญหาอุทกภัย ว่าได้มอบหมายกรมชลประทาน ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา การฟื้นฟูเยียวยาแบบบูรณาการ โดยพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนช่วงฤดูแล้ง มอบหมายกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงฯ ที่สนามบินร้อยเอ็ด เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งต่อไป

รมช.เกษตรฯเล็ง ใช้พื้นที่แม่สอด ทำตลาดส่งออก สินค้าด้านปศุสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775006

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานเทศบาลแม่สอด จ.ตากโดยมีนายสุรพล วงศ์สุขพิศาล รอง ผวจ.ตาก ให้การต้อนรับ ว่าการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม อ.แม่สอด มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบจุดเชื่อมต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่มีการซื้อ-ขายโคมีชีวิต และได้รับรายงานจากพี่น้องเกษตรกรที่ให้ข้อดีและข้อเสียของการค้าโคมีชีวิต รวมถึงข้อมูลการลักลอบนำเข้าเนื้อเถื่อน

ทั้งนี้ พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ตกต่ำ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน เพื่อให้กลไกราคาตลาดมีราคาที่เป็นธรรม และประชาชนมีสุขอนามัยที่ดี พร้อมทั้งมีนโยบายเปิดตลาดโคเนื้อส่งออกไปยังประเทศจีน เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงตลาดใหม่แถบตะวันออกกลางที่นายกรัฐมนตรี ได้เจรจาการค้าเบื้องต้นไว้แล้ว จึงขอให้กรมปศุสัตว์ ควบคุมดูแลคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ให้สามารถส่งออกได้ รวมทั้งมาตรการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าว่าสินค้าปศุสัตว์ของไทยมีคุณภาพ ปราศจากโรคระบาดขณะเดียวกัน อ.แม่สอด จ.ตาก มีศักยภาพในการเป็นตลาดหรือสถานประกอบการแบบกลุ่ม (Compartment) ที่สามารถเป็นพื้นที่กักกันโรคระบาดสัตว์ก่อนทำการส่งออกได้เป็นอย่างดี หากดำเนินการส่งออกสินค้าเกษตรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สินค้าไม่ถูกตีกลับ จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย และนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้น

เซอร์เทนตี้ ต่อยอดโครงการอิ่มบุญสู่ปีที่ 11 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ยากไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774943

เซอร์เทนตี้ ต่อยอดโครงการอิ่มบุญสู่ปีที่ 11  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ยากไร

เซอร์เทนตี้ ต่อยอดโครงการอิ่มบุญสู่ปีที่ 11 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ยากไร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งปัญหาหลักคนวัยนี้คือเรื่องของสุขภาพ และด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายครอบครัวประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทำให้ผู้ป่วยสูงอายุจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นบริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ (Certainty) ได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงมีปณิธานมุ่งมั่นที่จะสานต่อโครงการอิ่มบุญกับเซอร์เทนตี้ปีที่ 11 หวังยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุยากไร้

นายอภิศักดิ์ อัครพัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ (Certainty) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือเกือบ 13 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% ในปี 2573 ซึ่งปัญหาหลักของผู้สูงอายุจะเป็นเรื่องของสุขภาพ บางรายขาดโอกาสเข้าถึงระบบสาธารณสุข อีกทั้งโรงพยาบาลยังขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย บริษัทฯเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ริเริ่มโครงการ อิ่มบุญกับผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อนำเงินบริจาคพร้อมผลิตภัณฑ์สนับสนุนมูลนิธิรามาธิบดีฯผ่านโครงการอิ่มบุญกับเซอร์เทนตี้ ปีที่ 11 โดยมอบเงินจำนวน1 ล้านบาท พร้อมผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ สมทบทุนโครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ ซึ่งจะสนับสนุนในเรื่องค่ารักษา ค่ายารวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยสูงอายุยากไร้ ให้ได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีและมีประสิทธิภาพ

นอกจากเรื่องของการขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยยากไร้ โดยเฉพาะภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลายครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน ทำให้จำนวนผู้ป่วยยากไร้ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากมูลนิธิรามาธิบดีฯเพิ่มขึ้นหลายพันคนต่อปี และมีผู้สูงอายุจำนวนมากจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกินสิทธิค่ารักษาพยาบาลได้ ซึ่งบริษัทฯตระหนักถึงปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ โดยในช่วงปีแรกๆ ของโครงการฯ เงินบริจาคจะมีส่วนช่วยสมทบทุนปรับปรุงพัฒนาอาคารและจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ เช่น จัดซื้อเครื่องไตเทียมให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดี สมทบทุนซื้อเครื่องมือผ่าตัดข้อเข่าให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ จัดซื้อเครื่องตรวจหัวใจและอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงให้กับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยยากไร้ และผู้ป่วยสูงอายุ

รศ.พญ.ฉัตรประอร งามอุโฆษ กรรมการบริหารและเลขานุการ มูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยยากไร้ ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย ทำให้ผู้ป่วยที่ฐานะไม่ดีและต้องการความช่วยเหลือด้านการดูแลสุขภาพมีมากขึ้น

ปัจจุบันมูลนิธิรามาธิบดีฯ ต้องใช้งบประมาณสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยยากไร้ประมาณ 130 ล้านบาทต่อปีแต่หากแบ่งเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุยากไร้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มูลนิธิฯ สนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือกว่า 53 ล้านบาทต่อปี ซึ่งโรคที่ผู้ป่วยสูงอายุยากไร้เข้ารับการรักษามากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ โควิด-19โรคทางจิตเวช โรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคที่เกี่ยวกับดวงตา โดยมูลนิธิรามาธิบดีฯพยายามที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มนี้ และในทุกๆ กลุ่มให้ครอบคลุมมากที่สุด

การที่บริษัทดีเอสจี เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ตลอดระยะเวลา 11 ปีนี้ ถือเป็นพันธกิจสำคัญของบริษัทฯ ในการช่วยเหลือสังคม โดยที่ผ่านมาได้มอบเงินบริจาคพร้อมผลิตภัณฑ์มากกว่า 14 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยสูงอายุยากไร้ และผู้สูงอายุในประเทศไทย ได้รับการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมมีสุขอนามัยที่ดี และยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อโครงการอิ่มบุญกับเซอร์เทนตี้ต่อไป

LAdV เปิดตัวมาสเตอร์พีซ คอลเลคชั่น ผลงานโดดเด่นของศิลปินสาววัยใส ดมิสา วนาสวัสดิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774936

LAdV เปิดตัวมาสเตอร์พีซ คอลเลคชั่น ผลงานโดดเด่นของศิลปินสาววัยใส ดมิสา วนาสวัสดิ์

LAdV เปิดตัวมาสเตอร์พีซ คอลเลคชั่น ผลงานโดดเด่นของศิลปินสาววัยใส ดมิสา วนาสวัสดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดมิสา วนาสวัสดิ์, รอล์ฟ วอน บูเรน

LAdV (โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์) แบรนด์จิวเวลรีและของตกแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านดีไซน์ ล่าสุดจัดงาน The Power of One LAdV Masterpiece Collection x Damisa Vanaswas เปิดตัวมาสเตอร์พีซ คอลเลคชั่น 2023 สะท้อนพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวผ่านของแต่งบ้าน เครื่องประดับ อาทิ เข็มกลัดกำไล แหวน และกระเป๋า ฯลฯ โดยปีนี้ LAdVจับมือ ดมิสา วนาสวัสดิ์ ศิลปินสาวไทยวัย 21 ที่มีผลงานภาพวาดสีน้ำมันและอะคริลิกโดดเด่น ลายเส้นน่าสนใจ รังสรรค์งานศิลปะบนไข่นกกระจอกเทศ 2 ใบ แทนผืนผ้าใบ ซึ่ง Ostrich Egg สื่อถึงนัยการเกิดใหม่ เช่นเดียวกับ LAdV อาร์ตไดเร็กชั่นใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์งานดีไซน์ที่น่าอัศจรรย์และเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงนำภาพวาด 30 ภาพมาจัดแสดงที่บูทีค เพื่อสนับสนุนผลงานของศิลปินให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยมีเหล่าคนดังของเมืองไทยร่วมงานอย่างคับคั่ง

นิกกี้ วอน บูเรน ประธานกรรมการบริหาร LAdV กล่าวว่า มาสเตอร์พีซคอลเลคชั่นของ LAdV ปีนี้ยังคงสร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุที่หายากเป็นของล้ำค่าจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ หยกเนื้องามคุณภาพชั้นเลิศ อัญมณีมีค่านานาชนิด ผ้าทอโบราณอายุกว่า 100 ปี แม้กระทั่งเปลือกไข่นกกระจอกเทศ นำมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคงานฝีมือชั้นสูง นำนวัตกรรมใหม่ๆ มาประกอบกันอย่างประณีต สร้างสรรค์ชิ้นงานที่งดงามเปี่ยมด้วยดีไซน์เป็นเลิศ ชิ้นไฮไลท์ Elephant with Ostrich Egg และ Ostrich Egg Silver คือมาสเตอร์พีซที่เกิดจากการร่วมมือระหว่าง LAdV และศิลปินไทยรุ่นใหม่ ทราย ดมิสา รังสรรค์งานศิลปะบนไข่นกกระจอกเทศ 2 ใบ แทนผืนผ้าใบสื่อถึงการเกิดใหม่ซึ่งตรงกับ LAdV อาร์ตไดเร็กชั่นใหม่และยังคงความยูนีคของดีไซน์ รวมถึงตอกย้ำรูปแบบงานดีไซน์ The Power of One หรือ หนึ่งเดียวที่มีพลังดึงดูดฉันเป็นการเฉลิมฉลองพลังของศิลปะและวัฒนธรรม ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่รวบรวมความงดงามอันหลายหลากเป็นหนึ่งเดียว แต่ละชิ้นมีความมหัศจรรย์ที่แตกต่างกัน รวมถึงเราอยากสนับสนุนผลักดันผลงานของอาร์ติสท์ไทยเลือดใหม่ให้เป็นที่รู้จัก

ทราย-ดมิสา วนาสวัสดิ์ ศิลปินไทยรุ่นใหม่ กล่าวว่า “เป็นเรื่องดีที่ได้ร่วมงานกับ LAdV ทางรอล์ฟ วอน บูเรน ผู้ก่อตั้งแบรนด์ให้โอกาสมาเพนต์เปลือกไข่ต้อนรับปีมังกร 1 ใบ และอีกใบวาดตามจินตนาการ เป็นครั้งแรกที่จะวาดภาพลงวัสดุใหม่ๆ ยินดีมากที่ทาง LAdV จัดแสดงภาพวาดจำนวน 30 ภาพ ซึ่งงานของ LAdV และสไตล์การวาดภาพของทรายมีดีเอ็นเอที่คล้ายกัน เพราะ LAdV เป็นงาน Craftsmanship ที่ใช้แมททีเรียลจากธรรมชาติ ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออก ในขณะที่ภาพวาดของทรายเน้นรายละเอียด การใช้สีและแพทเทิร์นของรูปทรงธรรมชาติ เช่น สายลม ต้นไม้ ก้อนเมฆมาสร้างสรรค์”

สำหรับมาสเตอร์พีซ คอลเลคชั่น 2023 สะท้อนพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียวและตัวตนอันโดดเด่นของผู้ครอบครอง อาทิ Ostrich Egg Silver ภาพมังกรสัญลักษณ์แห่งพลังและความรุ่งโรจน์ในปีที่กำลังจะมาถึง ด้วยลายเส้นของเมฆเรียงร้อยเป็นรูปมังกรเต็มไปด้วยพลังที่มีชีวิตชีวา และ Elephant with Ostrich Egg ภาพความงดงามของธรรมชาติ สายน้ำ ป่า ภูเขาที่เรียงตัวสลับซับซ้อน หลอมรวมกันเป็นท้องฟ้าที่ส่องสว่าง จากแสงของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาว เพิ่มความโดดเด่นด้วยฐานรูปช้าง

เครื่องประดับที่ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามของสัตว์ อย่าง Butterfly Brooch เข็มกลัดรูปผีเสื้อ ตัวปีกทำจากหยกแกะสลักสีลาเวนเดอร์แท้จากพม่า ประดับด้วยเพชรและทัวร์มาลี Flamingo Earrings ต่างหูฟลามิงโก้ ประดับอเมทิสต์สัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคง, Batulaga Shell Ring แหวนเปลือกหอยแกะสลักหายาก ตัวเรือทองคำ ประดับพิงค์ทัวร์มาลีนอัญมณีแห่งความรักและมิตรภาพ, Red Lacquer Earrings ต่างหูรูปผีเสื้อ และแมลงเต่าทอง ประดับเพชรและงานแกะสลักแล็กเกอร์ของประเทศจีน ศิลปะ ที่ถือกำเนิดมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปี Carved Shell Samurai & Turtle clutch คลัตช์สไตล์ตะวันออก ทำจากผ้าไหมมอเรสีดำจากช่างฝีมือชาวอินเดีย ดึงดูดสายตาด้วยงานแกะสลักเปลือกหอยลายซามูไรและเต่า แต่งด้วยใบบัวเงินทำจากเงินชุบทอง ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากตำนานของญี่ปุ่นเรื่อง อูราชิมะ ทาโร ประดับซาโวไรท์สีเขียว และไม้ไผ่ Pumpkin Handbag กระเป๋าดีไซน์ฟักทอง สวยสง่าด้วยงานศิลปะที่ทำจากรักแดง (Red Lacquer) เป็นเทคนิคโบราณของจีน แต่งด้วยลวดลายดอกไม้ทำงานเงิน ประดับมุก และเทอร์ควอยซ์ด้ามจับกระเป๋าทำจาก ปิ่นปักผมสมัยเมจิปี ค.ศ.1900 ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นสำหรับเกอิชา สวยงามด้วยลายดอกไม้ ซึ่งเกิดจากเทคนิคมากิเอะ แลคเกอร์ การสร้างลวดลายด้วยผงทอง กระเป๋า authentic vintage material โดดเด่นด้วยลวดลายเป็นเอกลักษณ์จากผ้าโบราณหายาก อาทิ Petite Pink and Gold Silk กระเป๋าวินเทจใบหรู ทำจากผ้าไหมทอมือลายดอกไม้สีทองและสีชมพู กรอบทำจากแพลทินัมตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1900 ประดับเพชรและไข่มุกญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีภาพวาดสีน้ำมันและอะคริลิกโดดเด่น 30 ภาพฝีมือของ ดมิสา วนาสวัสดิ์ มาจัดแสดงด้วยเช่นกัน

ฐาปน สิริวัฒนภักดี, วรพงศ์ นันทาภิวัฒน์, สาระ ล่ำซำ, กิตติภัต
สุทธิสัมพัทน์

ฐาปน สิริวัฒนภักดี, วรพงศ์ นันทาภิวัฒน์, สาระ ล่ำซำ, กิตติภัต สุทธิสัมพัทน์

ชาลินี กิติยากร ณ อยุธยา, รศ.นพ.ม.ล. ทยา กิติยากร

ชาลินี กิติยากร ณ อยุธยา, รศ.นพ.ม.ล. ทยา กิติยากร

กฤษฎา ล่ำซำ, พอลลีน ล่ำซำ

กฤษฎา ล่ำซำ, พอลลีน ล่ำซำ

กุลวุฒิ วนาสวัสดิ์, ดมิสา วนาสวัสดิ์, อัปสรศิริ จุณณานนท์

กุลวุฒิ วนาสวัสดิ์, ดมิสา วนาสวัสดิ์, อัปสรศิริ จุณณานนท์

เดิน-วิ่งมหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 13 ‘วิ่งด้วยความรัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774944

เดิน-วิ่งมหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 13 ‘วิ่งด้วยความรัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง’

เดิน-วิ่งมหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 13 ‘วิ่งด้วยความรัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง’

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักวิ่งนับพันรวมพลังใจเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมงานเดิน-วิ่งมหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 13 “วิ่งด้วยความรัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา บนเส้นทางวิ่งถนนบางขุนเทียนชายทะเล โดยผู้เข้าร่วมงานไม่ได้รวมตัวกันแค่ในฐานะ “นักวิ่ง” เพื่อสุขภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มคนที่ร่วมกันวิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง โดยได้รับความสนใจจาก นักวิ่งมืออาชีพ และประชาชนทั่วไปที่รักสุขภาพ รวมไปถึงผู้ที่กำลังเผชิญกับมรสุมโรคมะเร็งแต่ยังมีแรงใจแรงกายในการวิ่ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์การส่งมอบกำลังใจให้กับผู้ป่วยคนอื่นๆ อย่างคับคั่ง

โรงพยาบาลนครธน ได้จัดงานเดิน-วิ่งมหากุศล นครธนมินิมาราธอน อย่างต่อเนื่องมาถึง 12 ครั้งแล้ว ซึ่งในแต่ละครั้งที่ผ่านมา ได้ร่วมสมทบทุนกับมูลนิธิต่างๆ มากมาย รวม 17 มูลนิธิ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์ต่างๆสำหรับการจัดงานครั้งที่ 13 นี้ ทางโรงพยาบาลมีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงได้นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบสมทบทุนให้กับ มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (เดิมชื่อ มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ)เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทุนทรัพย์

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ญาณเดช ทองสิมา ประธานกรรมการบริษัท โรงพยาบาลนครธน จำกัด กล่าวต้อนรับนักวิ่งทุกท่าน “การวิ่งในครั้งนี้ ทุกท่านคือผู้ที่เสียสละ ทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์ เพื่อแสดงออกถึงการส่งกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่กำลังรอรับความช่วยเหลือ  เพราะรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้มอบสมทบทุนให้กับ มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลนครธน ในการให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์” ร่วมด้วย นพ.วิโรจน์ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการสายงานแพทย์โรงพยาบาลนครธน

สำหรับ งานเดิน-วิ่ง มหากุศล นครธนมินิมาราธอน ครั้งที่ 13 “วิ่งด้วยความรัก เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” แบ่งการวิ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.FUN RUN เดินด้วยความห่วงใย ระยะทาง 3 กม. 2.MINI MARATHON วิ่งด้วยความรัก ระยะทาง 10.5 กม. 3.VIP กิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี นักวิ่งนับพัน ร่วมวิ่งถึงเส้นชัยพร้อมด้วยรอยยิ้ม ทั้งความสุขใจ และอิ่มใจ ที่ได้ร่วมส่งแรงแห่งความหวังและความปรารถนาดีให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้สามารถก้าวเดินต่อไปในชีวิต นอกจากนี้เหล่านักวิ่งที่วิ่งเร็ว ยังได้รับของรางวัลพิเศษติดมืออีกมากมาย

ภายในงาน ยังมีการจัดบูธของมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อร่วมบริจาครับชุดของขวัญที่ระลึก อีกด้วย และบูธผู้สนับสนุน อาหารและเครื่องดื่มอีกมากมาย ร่วมติดตามข้อมูลและกิจกรรมดีๆ แบบนี้ครั้งต่อไปได้ที่ https://www.nakornthon.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-4509999

16 คณะการแพทย์ ร่วม สิงห์อาสา ออกหน่วยแพทย์ฯ ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนพื้นที่ห่างไกล 7 จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774933

16 คณะการแพทย์ ร่วม สิงห์อาสา ออกหน่วยแพทย์ฯ ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนพื้นที่ห่างไกล 7 จังหวัด

16 คณะการแพทย์ ร่วม สิงห์อาสา ออกหน่วยแพทย์ฯ ดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชนพื้นที่ห่างไกล 7 จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมพิธีเปิด โครงการ “หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา” โดยมี รวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์ ผอ.กลุ่มประชาสัมพันธ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ อ.ทพ.พิศักดิ์ องค์ศิริมงคล รองคณบดีฝ่ายบริหาร สํานักวิชาทันตแพทยศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมงานด้วย

สิงห์อาสา โดย มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด  ร่วมกับเครือข่าย 16 คณะการแพทย์ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทย์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ ของ 9 มหาวิทยาลัย และราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ ออกหน่วยแพทย์อาสา นำแพทย์ อาจารย์แพทย์และนักศึกษาฯ ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกลทั้งการตรวจเฉพาะทาง ตรวจโรคทั่วไป ตลอดจนตรวจคัดกรองโรคร้ายแรง โดยทำงานเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลในพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัดภาคเหนือภาคอีสาน ภาคกลาง เพื่อการดูแลในระยะยาวต่อไป โดยลงพื้นที่แรกร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยพะเยา ที่โรงเรียนบ้านทุ่งพร้าว ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

โครงการ “หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา” ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับกลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ทั้งในด้านการคัดกรองและการรักษา รวมทั้งคลินิกทันตกรรมที่จะใช้ทั้งรถทันตกรรมเคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากและการออกหน่วยในชุมชน ทั้งนี้แต่ละคณะทางการแพทย์จะนำความรู้ ความชำนาญ ประสานงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

ศ.เกียรติคุณ นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า “จังหวัดเชียงรายถึงแม้จะมีความสวยงามของธรรมชาติ แต่ภูมิประเทศก็เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงทางการรักษาพยาบาลของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทำให้เกิดการเจ็บป่วยของประชาชนในกลุ่มโรค NCDs เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น จนทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้ ดังนั้นการที่สำนักวิชาแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลสุขภาพชาวบ้านร่วมกับสิงห์อาสา และคณะทางการแพทย์ของหลายมหาวิทยาลัย ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาได้ทันการณ์แต่ยังเป็นการบอกแนวทางป้องกันเพื่อห่างไกลโรคมากขึ้น”

รวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า “โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ฯ ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 36 ปีที่แล้ว จนถึงในปัจจุบัน เป็นที่น่ายินดีที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับคณะทางการแพทย์จาก 10 มหาวิทยาลัยที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคลงพื้นที่ออกตรวจ ทั้งรักษา คัดกรองโรคร้ายเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกล แต่ละปีจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลายโรค อาจารย์และนักศึกษาแพทย์ในแต่ละคณะ ร่วมเดินทาง สานต่อเจตนารมณ์ของการเป็นผู้อุทิศตนเพื่อประชาชน”

โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา ประจำปี 2566 ได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก 16 เครือข่าย ได้แก่ สํานักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล  มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช,สํานักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, คณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้เตรียมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการตรวจรักษาในพื้นที่ที่ประชาชนมีความยากลำบากในการเดินทางให้ได้เข้ารับการตรวจและรักษาต่อไป

หน่วยแพทย์อาสา นำแพทย์ อาจารย์แพทย์และนักศึกษาฯ ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 7 จังหวัด โดยปีนี้ให้ความสำคัญกับกลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
มะเร็ง ทั้งในด้านการคัดกรองและการรักษา รวมทั้งคลินิกทันตกรรมที่จะใช้ทั้งรถทันตกรรมเคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก และการออกหน่วยในชุมชน รวมทั้งปลูกฝังการเป็นแพทย์อาสาให้กับ
นักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ ที่ รร.บ้านทุ่งพร้าว ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

หน่วยแพทย์อาสา นำแพทย์ อาจารย์แพทย์และนักศึกษาฯ ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 7 จังหวัด โดยปีนี้ให้ความสำคัญกับกลุ่มโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ทั้งในด้านการคัดกรองและการรักษา รวมทั้งคลินิกทันตกรรมที่จะใช้ทั้งรถทันตกรรมเคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก และการออกหน่วยในชุมชน รวมทั้งปลูกฝังการเป็นแพทย์อาสาให้กับ นักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ ที่ รร.บ้านทุ่งพร้าว ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน จัดประชุมคณะกรรมการฯ ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774947

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน จัดประชุมคณะกรรมการฯ ประจำปี 2566

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน จัดประชุมคณะกรรมการฯ ประจำปี 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ประจำปี 2566 โดยมี ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ ที่ปรึกษา ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ รองประธาน และกรรมการ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก, อารยา อรุณานนท์ชัย, อุบล อัครพัฒน์, ทิพวิภา สุวรรณรัฐ วิลาวัลย์ ธรรมชาติ, วรสุดา รัตนสุคนธ์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กรมประชาสัมพันธ์ สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมประชุมด้วย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องประชุมโรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯที่พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์พร้อมพระราชนิพนธ์คำกลอน เพื่ออัญเชิญไปจัดพิมพ์ลงบนหน้าปกสมุดฉีก ส.ค.ส. ปีพุทธศักราช 2567 สำหรับมอบเป็น ส.ค.ส. อำนวยพรแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และกรรมการมูลนิธิฯเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องต่างๆ อาทิ 1) ปี 2566 มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ดำเนินงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยได้ให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง การศึกษาจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 2,200 ทุน เป็นเงินมากกว่า 10 ล้านบาท โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานครกรมประชาสัมพันธ์ สถานศึกษาต่างๆ และสื่อมวลชนทุกแขนง

สำหรับการดำเนินงานในทุกจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานคณะกรรมการทุนการศึกษา และประธานแม่บ้านมหาดไทย ในฐานะประธานอุปการะเยาวชน ได้ไปเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขของเยาวชนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของเยาวชนและครอบครัวผู้รับทุนมูลนิธิฯ อย่างใกล้ชิด ซึ่งมูลนิธิได้เสนอให้ผู้มีผลงานดีเด่นในการดูแลเยาวชนทุนมูลนิธิในทุกจังหวัดได้รับรางวัล “หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ด้วย

2) การจัดกิจกรรมในปี 2567 อาทิ พิธีบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ, การจัดพิธีพระราชทานเข็ม “พุ่มเพชร” สัญลักษณ์ของมูลนิธิฯ และจัดการประชุมประธานคณะกรรมการอุปการะเยาวชนประจำจังหวัดทุกจังหวัด (ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด), พิธีบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายแด่ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร อดีตประธานมูลนิธิฯ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดงาน “วันหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก” ในปี 2567

3)เห็นชอบงบการเงินของมูลนิธิฯ โดย มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อตั้งในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปี 2525 โดย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้ง โดยคณะกรรมการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มอบให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าของเรื่องสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิ

ปัจจุบัน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ตั้งแต่ปี 2553 ตามคำกราบทูลเชิญของที่ประชุมใหญ่ ของคณะกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ เพื่อทรงเป็นศูนย์รวมใจ ประทานพระเมตตาบารมีคุ้มเกล้าฯ ให้มูลนิธิฯ สามารถดำเนินงานที่ยังคุณประโยชน์ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ได้อย่างมั่นคง และเป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นของประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ มุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนโดยให้ทุนการศึกษาอบรมคุณธรรมอย่างต่อเนื่องแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทุกอำเภอ ทุกสังกัด ทุกระดับการศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นกว่า 32,600 ทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 274 ล้านบาท

ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมชุบชีวิต ให้โอกาสเยาวชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่องติดต่อบริจาคเงินได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ ไลน์ไอดี 080-404-2439 และ 085-114-8900 โดยใบเสร็จรับเงินนำไปลดหย่อนภาษีได้

กระทรวงแรงงาน ชวนคนไทยหางานใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ในงาน ‘สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ’ 9 จังหวัดใหญ่ ทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774948

กระทรวงแรงงาน ชวนคนไทยหางานใกล้ที่ไหนไปที่นั่น  ในงาน ‘สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ’ 9 จังหวัดใหญ่ ทั่วประเทศ

กระทรวงแรงงาน ชวนคนไทยหางานใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ในงาน ‘สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ’ 9 จังหวัดใหญ่ ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน

กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน เตรียมจัดงาน “สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ” ใน9 จังหวัดทุกภาคทั่วประเทศไทย ระหว่างเดือนธันวาคม 2566 – สิงหาคม 2567 เชิญชวนคนหางานใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ที่ยั่งยืน ซึ่งงาน “สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ” จะเป็นช่องทางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหากำลังแรงงานให้ทันกับความต้องการของนายจ้าง เพื่อการขับเคลื่อนและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้ผู้ต้องการมีงานทำได้เลือกตำแหน่งงานที่ตรงกับความรู้ความสามารถ และความถนัดได้อย่างหลากหลาย ได้สมัครงานกับนายจ้างจำนวนมากในคราวเดียวกัน โดยกรมการจัดหางานมีกำหนดจัดงาน “สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ” ขึ้นใน 9 จังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศไทย โดยเริ่มที่จังหวัดขอนแก่นเป็นแห่งแรก ระหว่างวันที่ 15-16 ธันวาคม 2566 และในเดือนมกราคม ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ จังหวัดลำปาง เดือนกุมภาพันธ์ ณ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดือนมีนาคม ณ จังหวัดสงขลา เดือนมิถุนายน ณ จังหวัดระยอง เดือนกรกฎาคม ณ จังหวัดภูเก็ต และเดือนสิงหาคม ณ จังหวัดพิษณุโลก

ในงานจะมีการลงทะเบียนรับสมัครงาน โดยนายจ้างเข้าร่วมสัมภาษณ์และรับสมัครงานโดยตรง และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ การสาธิตและฝึกปฏิบัติอาชีพอิสระ นิทรรศการแนะแนวการศึกษาต่อสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ใกล้เรียนจบ บริการแนะแนวอาชีพและให้คำปรึกษาด้านอาชีพ บริการแบบวัดบุคลิกภาพเพื่อการศึกษาต่อและการเลือกอาชีพนิทรรศการโลกของอาชีพและการเรียนรู้เสมือนจริง นิทรรศการการให้บริการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน การให้คำปรึกษาและรับลงทะเบียนผู้สนใจไปทำงานต่างประเทศ และบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของผู้รับงานไปทำที่บ้าน บูธให้ความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ Franchise, Food Truck บูธให้คำปรึกษาด้านแหล่งเงินทุนถูกกฎหมาย ตลอดจนการแข่งขันตอบปัญหาเพื่อชิงรางวัลอีกด้วย

“ขอเชิญชวนคนหางาน นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่สนใจหางานต้องการพัฒนาทักษะฝีมือ และหาไอเดียในการประกอบอาชีพเสริม เตรียมตัวให้พร้อมและมาพบกันในงาน “สร้างงานและเส้นทางสู่อาชีพ”ใน 9 จังหวัดใกล้บ้านที่ท่านสะดวกมาร่วมงาน โดยสามารถลงทะเบียนสมัครงานล่วงหน้าเพื่อความสะดวกได้ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์กรมการจัดหางาน e-Service.doe.go.th “ไทยมีงานทำ” หรือเลือกลงทะเบียนหน้างาน ณ จุดประชาสัมพันธ์ได้” นายสมชาย กล่าว

สำหรับผู้ที่กำลังว่างงาน และทุกคนที่ต้องการมีงานทำ หากไม่สะดวกมาร่วมงาน สามารถใช้บริการจัดหางานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 หรือหางานผ่านระบบออนไลน์บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ”ซึ่งให้บริการทั้ง Web Application ที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th และ Mobile Application ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

เผยโฉมผลงานทรงออกแบบ‘SIRIVANNAVARI x BEAUTY GEMS’ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/774953

เผยโฉมผลงานทรงออกแบบ‘SIRIVANNAVARI x BEAUTY GEMS’  โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

เผยโฉมผลงานทรงออกแบบ‘SIRIVANNAVARI x BEAUTY GEMS’ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI เสด็จทรงร่วมงานแฟชั่นโชว์ เผยโฉมคอลเลคชั่นเครื่องประดับชั้นสูง “HEIRLOOMS OF ELEGANCE” โดยร่วมกับ BEAUTY GEMS แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลงานทรงออกแบบลำดับที่สาม แสดงพระอัจฉริยภาพทางสุนทรียศิลป์ขององค์นักออกแบบ อีกทั้ง เล่าเรื่องราวส่วนพระองค์ ผสมผสานการรังสรรค์สัญลักษณ์ประจำแบรนด์ โดยอาศัยความเป็นเลิศในเชิงหัตถกรรมเครื่องประดับ ผ่านช่างฝีมือชั้นครูของ BEAUTY GEMS โดยมีแขกผู้มีเกียรติที่มีชื่อเสียงร่วมงาน ณพระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์ Heirlooms of Elegance หรือ “มรดกสืบสานความงามสง่า” นั้น มาจากความทรงจำถึง “รักแรกพบ” อันมีต่อ First Love สร้อยพระศอซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เครื่องประดับตัวแทนความรักอันยิ่งใหญ่

“สำหรับท่านหญิงเองแล้ว สร้อยคอ First Love ซึ่งได้รับพระราชทานมา เป็นยิ่งกว่าเครื่องประดับล้ำค่า หรือความงดงาม แต่คือของรัก อันเป็นที่รักทางจิตใจ” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ได้ตรัสถึงแรงบันดาลพระทัยในการสรรค์สร้างผลงานเครื่องประดับชั้นสูงคอลเลคชั่นที่สามครั้งนี้“เครื่องประดับทุกชิ้นที่ได้รับ หรือเก็บสะสมมีคุณค่าในทุกรายละเอียด และเต็มไปความทรงจำที่แจ่มชัดตามกาลเวลา เพชรหรืออัญมณีแต่ละเม็ดบนตัวเรือน เป็นเสมือนตัวแทนความรักและความผูกพัน ซึ่งจะกลายเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น เปี่ยมคุณค่าทั้งทางวัตถุและจิตใจ นี่คือที่มาของแนวทางการออกแบบผลงานแต่ละชิ้นในคอลเลคชั่น Heirlooms of Elegance ครั้งนี้”

งานออกแบบแห่งคอลเลคชั่น Heirlooms of Elegance ทรงนำศิลปะงานออกแบบยุคสมัยต่างๆ และเทคนิคหัตถศิลป์ของช่างเครื่องประดับไทยโบราณ พร้อมกับได้ขยายมุมมองทางการสร้างสรรค์ ตั้งแต่ฟังก์ชั่นการใช้งาน ขั้นตอนของการเลือกอัญมณีชิ้นหลัก และการจับคู่สีอัญมณี เพื่อให้ลงตัวกับแบบร่างภาพเครื่องประดับจนตรงกับจินตนาการ จากนั้นนำสู่กระบวนการขึ้นชิ้นงานจริงโดยช่างฝีมือของ BEAUTY GEMS

นายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทบิวตี้เจมส์ กล่าวว่า “นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงออกแบบคอลเลคชั่นเครื่องประดับชั้นสูง และให้ BEAUTY GEMS ได้มีโอกาสถวายงาน รังสรรค์ชิ้นงานในครั้งนี้ โดยเป็นการสนองพระราชดำริในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องประดับอัญมณีไทย สู่การยกระดับพัฒนาช่างฝีมือสู่สากล แต่ละโจทย์ท้าทายนำมาซึ่งแรงขับเคลื่อน ผลักดันเชิงเทคนิค ให้ชิ้นงานมอบประโยชน์จริงต่อการนำมาสวมใส่ ด้วยคุณภาพมาตรฐานงานเครื่องประดับชั้นสูงของแบรนด์ระดับโลก แต่ละรายละเอียดในคอลเลคชั่น Heirlooms of Elegance เต็มเปี่ยมไปด้วยความสมบูรณ์แบบทางสุนทรียศิลป์แบบฉบับของแบรนด์ SIRIVANNAVARI และความวิจิตรประณีตทางงานฝีมืออัญมณีจาก BEAUTY GEMS เพื่อให้เครื่องประดับทุกชิ้นก้าวขึ้นสู่การเป็นงานศิลป์อันควรค่าแก่การเป็นเจ้าของ และส่งมอบต่อแด่ผู้เป็นที่รักในรุ่นต่อๆ ไป”

คอลเลคชั่น “Heirlooms of Elegance” ประกอบไปด้วย เครื่องประดับทั้งสิ้น 41 ชิ้น ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความรัก และความปรารถนาที่จะสืบทอดคุณค่า “ความงามสง่า” อันมีอยู่ทั้งในงานศิลปะ และธรรมชาติผ่านผลงานสร้างสรรค์ ซึ่งอาศัยความเป็นเลิศแขนงต่างๆ ทางงานหัตถศิลป์อัญมณี ตั้งแต่งานเจียระไน ไปจนถึงงานขึ้นโครงสร้างโลหะล้ำค่าเป็นตัวเรือน เทคนิคการเซาะร่องฝังอัญมณี การแกะสลักลายนูนสลับลายร่องบนพลอยเนื้อแข็ง และเนื้ออ่อน ที่ต้องใช้ชั้นเชิง และความชำนาญแตกต่างกัน เช่นเดียวกับงานช่างทองไทยตามธรรมเนียมดั้งเดิม อันถือเป็นอีกหนึ่งพันธกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการอนุรักษ์ และขยายผลศิลปะหัตถกรรมขนบไทยให้ดำรงอยู่สืบไปสู่อนาคต ด้วยการร่วมงานกับช่างฝีมือชั้นครูของ BEAUTY GEMS ซึ่งล้วนเป็นอาจารย์ผู้มีความชำนาญอันล้ำเลิศ ได้รับการฝึกฝนจากกาญจนาภิเษกวิทยาลัย โรงเรียนฝึกช่างทองหลวงซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2538 ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อถ่ายทอดวิชาหนึ่งในช่างสิบหมู่ให้แก่ช่างฝีมือรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่อิทธิพลจากศิลปะยุค Art Deco ในช่วงทศวรรษ 1920-30 ได้มอบแรงบันดาลใจในการใช้เส้นสายคมชัด และอ่อนช้อยกับทุกรายละเอียด เพื่อเป็นตัวแทนความหรูหราในแบบฉบับของแบรนด์ SIRIVANNAVARI บรรดาดอกไม้ อันเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความรัก ตัวแทนความผูกพันในครอบครัวก็เป็นหนึ่งแรงบันดาลใจในการออกแบบเข็มกลัดมวลพฤกษา ไม่ว่าจะเป็นกุหลาบควีนสิริกิติ์ หรือกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ ซึ่งล้วนได้รับการตั้งชื่อตามพระนามของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พระอัยยิกา) ตลอดจนกุหลาบภูพิงค์ อันงดงาม เป็นที่โจษจันเล่าขานในหมู่นักพฤกษศาสตร์วิทยาทั่วโลก และที่ขาดไม่ได้ คือบรรดาสัญลักษณ์ในงานแฟชั่น ก็ได้รับการดัดแปลงมาสู่งานออกแบบเครื่องประดับครั้งนี้อย่างแยบคาย อาทิ ตะขอปากม้า (Horsebit) กับเหล่านกยูง, เสือ, ผึ้ง, เต่าทอง รวมถึง ตัวอักษร S จากพระนามขององค์นักออกแบบ

เครื่องประดับชั้นสูง SIRIVANNAVARI x BEAUTY GEMS คอลเลคชั่น Heirlooms of Elegance เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สามารถเข้าชมชิ้นงานทรงออกแบบได้ที่ SIRIVANNAVARI Flagship Store ชั้น 1 สยามพารากอน โทร. 091-6642246, 089-4796266 BEAUTY GEMS โทร.02-2378680