ผู้นำยุโรปตกลงเริ่มต้นเปิดเจรจารับ ยูเครน-มอลโดวา เป็นสมาชิก EU

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747990

ผู้นำยุโรปตกลงเริ่มต้นเปิดเจรจารับ ยูเครน-มอลโดวา เป็นสมาชิก EU

15 ธ.ค. 2566 02:25 น.

ผู้นำยุโรปตกลงเริ่มต้นเปิดเจรจารับ ยูเครน-มอลโดวา เป็นสมาชิก EU

ผู้นำยุโรปตกลงเริ่มเจรจาการรับยูเครนกับมอลโดวาเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปแล้ว แต่อาจต้องใช้เวลานานหลายปี ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ยังไม่จบลง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำยุโรปตกลงเริ่มขั้นตอนการเจรจาเพื่อรับยูเครนกับมอลโดวา เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) แล้ว ที่การประชุมสุดยอดในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธ.ค. 2566 และตกลงจะมอบสถานะผู้สมัครเป็นสมาชิก (candidate) ให้แก่ประเทศจอร์เจียด้วย

นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมายกย่องการตัดสินใจของผู้นำยุโรป ระบุว่า นี่คือชัยชนะสำหรับยูเครน ชัยชนะสำหรับชาติยุโรปทั้งหมด เป็นชัยชนะที่สร้างแรงกระตุ้น, แรงบันดาลใจ และความเข้มแข็ง พร้อมเสริมว่า ประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่ไม่ย่อท้อกับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

นายชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป เปิดเผยเรื่องการตัดสินใจดังกล่าวผ่าน X โดยระบุว่า เหล่าผู้นำตกลงกันด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์

ฮังการี ซึ่งต่อต้านการเริ่มเจรจารับยูเครนเป็นสมาชิก EU มาตลอด ไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ แต่นายวิกตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีของพวกเขา โพสต์ข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยผ่านเฟซบุ๊กว่า “การให้สมาชิกภาพ EU แก่ยูเครนเป็นการตัดสินใจที่แย่ ฮังการีไม่อยากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแย่ๆ นี้ เราจึงขออยู่ให้ห่างจากการตัดสินใจในวันนี้”

ทั้งนี้ ยูเครนกับมอลโดวายื่นขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หลังจากรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยทั้ง 2 ประเทศได้รับสถานะชาติผู้สมัครเป็นสมาชิก ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แต่เป็นที่รู้กันดีว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก EU อาจใช้เวลานานหลายปี และการตัดสินใจของผู้นำยุโรปในครั้งนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่า ยูเครนจะได้รับสถานะสมาชิก

อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นข่าวดีที่ยูเครนกำลังต้องการ หลังการต่อสู้กับรัสเซียดำเนินมานานเกือบ 22 เดือน ขณะที่การขอความช่วยเหลือทางทหารและการเงินจากชาติยุโรปเริ่มทำได้ยากขึ้นทุกที

เซเลนสกีเพิ่งเดินทางไปสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้สภาคองเกรสผ่านงบช่วยเหลือทางทหาร 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งกำลังถูก สส.รีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรขัดขวางเอาไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนเผย รบ.ทหารเมียนมา ตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับกลุ่มติดอาวุธในภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747989

จีนเผย รบ.ทหารเมียนมา ตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับกลุ่มติดอาวุธในภาคเหนือ

15 ธ.ค. 2566 00:35 น.

จีนเผย รบ.ทหารเมียนมา ตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับกลุ่มติดอาวุธในภาคเหนือ

รัฐบาลทหารเมียนมายอมตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศแล้ว หลังจากทางการจีนเข้าไปเป็นตัวกลางเจรจา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน เปิดเผยผ่านแถลงการณ์ในวันพฤหัสบดีที่ 14 ธ.ค. 2566 ว่า การพูดคุยระหว่างกองทัพรัฐบาลทหารเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ช่วงไม่นานมานี้ ซึ่งมีจีนเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวก ส่งผลให้เกิดการตกลงกันหลายข้อ รวมถึงการหยุดยิงชั่วคราวและรักษาโมเมนตัมของการเจรจาต่อไป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเผชิญความท้าทายใหญ่หลวงที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 เมื่อกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ 3 กลุ่ม ได้แก่ กองทัพโกก้าง (MNDAA) กองทัพตะอาง (TNLA) และกองทัพอาระกัน (AA) จับมือเป็นพันธมิตร เปิดฉากโจมตีกองทัพรัฐบาลหลายจุดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ยึดครองค่ายทหารหลายแห่งและศูนย์กลางการค้ากับจีนบริเวณชายแดน

จีนเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธกำลังเกิดขึ้น และให้ผลลัพธ์ในเชิงบวก แต่ตอนนั้นยังไม่มีพูดถึงการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์วันพฤหัสบดี นางเหมาระบุว่า “การปะทะกันในภาคเหนือของเมียนมากำลังลดลงอย่างชัดเจน”

“นี่ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา แต่ยังช่วยรับรองความปลอดภัยและความสงบบริเวณชายแดนจีน-เมียนมาด้วย” นางเหมาระบุ

อย่างไรก็ตาม กองกำลังติดอาวุธทั้ง 3 กลุ่ม รวมถึงรัฐบาลทหารเมียนมา ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น หรือประกาศเรื่องการหยุดยิงแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

4 รัฐมนตรีญี่ปุ่นลาออก กรณีอื้อฉาวพัวพันทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747836

4 รัฐมนตรีญี่ปุ่นลาออก กรณีอื้อฉาวพัวพันทุจริต

14 ธ.ค. 2566 14:25 น.

4 รัฐมนตรีญี่ปุ่นลาออก กรณีอื้อฉาวพัวพันทุจริต

รัฐมนตรี 4 คนของญี่ปุ่นยื่นหนังสือลาออกวันนี้ (14 ธ.ค.) จากกรณีอื้อฉาวเรื่องการระดมทุน ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ทรงอิทธิพลที่สุดของพรรครัฐบาล

กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการรับเงินสินบนมากกว่า 500 ล้านเยน หรือราว 150 ล้านบาท ผ่านกิจกรรมระดมทุนที่หนึ่งในกลุ่มย่อยของพรรคแอลดีพีจัดขึ้น ตลอดระยะเวลาห้าปีจนถึงปี 2565 ขณะที่อัยการกรุงโตเกียวยังได้เปิดการสอบสวนการทุจริต

เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นผลกระทบครั้งล่าสุดของรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะของญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มมีคะแนนนิยมลดลง ผลสำรวจของสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค เมื่อวันอังคารเผยว่า เสียงสนับสนุนพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (แอลดีพี) ซึ่งครองอำนาจเกือบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2498 ลดลงต่ำกว่า 30% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกไม่พอใจกับภาวะเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับการจัดการกับเรื่องอื้อฉาวก่อนหน้านี้ของนายคิชิดะ

โดยรัฐมนตรีที่ยื่นใบลาออกประกอบด้วยนายฮิโรคาสุ มัตสึโนะ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นมือขวาของนายคิชิดะ และเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดารัฐมนตรีทั้ง 4 คน, นายยาสุโตชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม, นายจุนจิ ซูซูกิ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน และอิชิโร มิยาชิตะ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ก็ลาออกจากตำแหน่งเช่นกันในวันนี้

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการอาวุโส 5 คน และนางมิชิโกะ อูเอโนะ หนึ่งในที่ปรึกษาพิเศษของนายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน

การลาออกครั้งใหญ่ทำให้พรรคแอลดีพีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เนื่องจากไม่มีผู้แทนจากพรรคที่ใหญ่ที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดในคณะรัฐมนตรี นายคิชิดะ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2564 กล่าวว่า เขาจะจัดการกับข้อกล่าวหา “โดยตรง”

กลุ่มดังกล่าว ที่ก่อนหน้านี้นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ ถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อการรายงานรายได้จากการระดมทุนหลายร้อยล้านเยน กลุ่มนี้ยังเป็นที่รู้จักในชื่อกลุ่มนโยบาย “เซวะ” ซึ่งกำหนดโควตาสำหรับสมาชิกในการขายตั๋วสำหรับกิจกรรมระดมทุนของพรรค ทั้งนี้ หากยอดขายเกินโควตา สมาชิกจะได้รับเงินเพิ่มเติม ซึ่งถือว่าไม่ได้ละเมิดกฎหมายของญี่ปุ่นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาในกรณีปัจจุบันซึ่งเกิดจากการร้องเรียนทางอาญา ชี้ให้เห็นว่ารายได้เพิ่มเติมถูกกันออกไปจากบัญชีและกลับเข้าสู่กองทุนปลอมแทน โดยนายมัตสึโนะถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวในการรายงานรายได้มากกว่า 10 ล้านเยน

กลุ่มหลักอื่นๆ ภายในพรรคแอลดีพี รวมถึงกลุ่มที่นำโดยนายคิชิดะ ก่อนหน้านี้ กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการงานรายได้จากการระดมทุนที่น้อยเกินไป

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นคัดค้านการลงญัตติไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านยื่นต่อคณะรัฐมนตรีของนายคิชิดะ

ทั้งนี้ พรรคแอลดีพีมีกำหนดจัดการเลือกตั้งผู้นำพรรคในเดือนกันยายนปีหน้า ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปมีกำหนดในปี 2568 ผู้สังเกตการณ์บางคนกล่าวว่า แม้ว่านายคิชิดะจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ความน่าเชื่อถือของเขาก็จะลดลงอย่างมากจากเรื่องอื้อฉาวที่กำลังเกิดขึ้น.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

2 หนุ่มอเมริกันเจอข้อหาหนัก ฆ่านกผิดก.ม.มากถึง 3,600 ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747814

2 หนุ่มอเมริกันเจอข้อหาหนัก ฆ่านกผิดก.ม.มากถึง 3,600 ตัว

14 ธ.ค. 2566 13:35 น.

2 หนุ่มอเมริกันเจอข้อหาหนัก ฆ่านกผิดก.ม.มากถึง 3,600 ตัว

2 หนุ่มชาวอเมริกันถูกตำรวจตั้งข้อหาหนัก หลังพบว่าทั้งคู่มีการล่านกผิดกฎหมาย โดยฆ่านกไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3,600 ตัว โดยมีนกหายากหลายสายพันธุ์ รวมถึงอินทรีหัวขาว และนกอินทรีทองด้วย

ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน คือ นายไซมอน พอล วัย 42 ปี ชาวมอนทานา และนายทราวิส จอห์น แบรนสัน วัย 48 ปี จากรัฐวอชิงตัน ถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดละเมิดกฎหมายคุ้มครองอินทรีหัวขาว และนกอินทรีทอง รวมทั้งลักลอบค้าสัตว์ผิดกฎหมาย หลังพบหลักฐานว่าทั้งคู่ร่วมกันล่านกนับพันตัว รวมถึงอินทรีหัวขาว และนกอินทรีทอง ในพื้นที่เขตอนุรักษ์อินเดียนของสหรัฐอเมริกาช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยใช้ซากกวางเข้าเป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะนำนกที่ล่าได้มาชำแหละอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขนนก ก่อนนำไปขายในตลาดมืด จนได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ

เบื้องต้นมีข้อมูลว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คนละเมิดกฎหมายคุ้มครองนกอินทรีอย่างน้อย 13 ข้อ แต่ทางอัยการไม่ได้ให้รายละเอียดว่านอกจากนก 2 ชนิดนี้แล้ว ยังมีนกพันธุ์หายากสายพันธุ์ใดอีกบ้าง โดยทั้งคู่จะต้องเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ นกอินทรีหัวล้าน หรือนกอินทรีหัวขาว ถือเป็นสัตว์ประจำชาติของสหรัฐอเมริกา โดยจะเห็นรูปของนกอินทรีปรากฏในสกุลเงิน และตราประจำชาติ โดยมันกลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในช่วงศตวรรษที่ 20 จากการถูกมนุษย์ล่า และสูญเสียถิ่นที่อยู่จากการใช้ยาฆ่าแมลงของมนุษย์ ทำให้มันไม่สามารถวางไข่ได้ จนกระทั่งมีกฎหมายห้ามล่านกอินทรีในปี 1972 โดยหากฝ่าฝืนอาจจะมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ส่วนการละเมิดกฎหมายคุ้มครองนกอินทรีมีโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี และมีค่าปรับอีกต่างหาก.

ที่มา: BBC

ออสเตรเลียเพิกถอนลงโทษหญิงติดคุก 20 ปี ถูกกล่าวหาสังหารลูก 4 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747793

ออสเตรเลียเพิกถอนลงโทษหญิงติดคุก 20 ปี ถูกกล่าวหาสังหารลูก 4 คน

14 ธ.ค. 2566 12:48 น.

ออสเตรเลียเพิกถอนลงโทษหญิงติดคุก 20 ปี ถูกกล่าวหาสังหารลูก 4 คน

ศาลออสเตรเลีย เพิกถอนการพิพากษาลงโทษหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็น “แม่ที่เลวร้ายที่สุดของออสเตรเลีย” หลังถูกกล่าวหาว่าสังหารลูกทั้ง 4 คนของเธอ

ศาลออสเตรเลียสั่งเพิกถอนการลงโทษหญิงรายหนึ่ง ที่ถูกจำคุกเป็นเวลา 20 ปี จากการเสียชีวิตของลูกทั้ง 4 คนของเธอ และได้รับการอภัยโทษเมื่อเดือนมิถุนายน โดยทนายความของเธอกล่าวว่า เธอวางแผนที่จะเรียกร้องค่าชดเชยจำนวนมหาศาล

แคธลีน โฟลบิกก์ ถูกตัดสินลงโทษในปี 2546 ในข้อหาฆาตกรรมลูกสามคนของเธอ และฐานฆ่าคนตาย จากการเสียชีวิตของลูกคนที่สี่ของเธอ โฟลบิกก์ยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของเธอ และกล่าวว่าลูกๆ เสียชีวิตด้วยสาเหตุตามธรรมชาติมานานกว่าสิบปี ตั้งแต่ปี 2532-2542

ในปี 2562 การสอบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับคดีนี้ยืนยันความผิดของโฟลบิกก์อีกครั้ง แต่ในปี 2565 การสอบสวนครั้งที่สอง ซึ่งนำโดยอดีตหัวหน้าผู้พิพากษา พบหลักฐานใหม่บ่งชี้ว่าเด็ก 2 คนมีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยโฟลบิกก์ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ หลังจากได้รับอภัยโทษ

โฟลบิกก์กล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกศาลอุทธรณ์คดีอาญาในนครซิดนีย์ว่า “ฉันรู้สึกขอบคุณที่วิทยาศาสตร์และพันธุศาสตร์ ที่ได้ให้คำตอบแก่ฉันว่าลูกๆ ของฉันเสียชีวิตอย่างไร” เธอกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2542 เรามีคำตอบทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฉัน แต่มันกลับถูกเพิกเฉย ระบบเลือกที่จะตำหนิฉันมากกว่ายอมรับว่าบางครั้งเด็กๆ สามารถเสียชีวิตกะทันหันอย่างไม่คาดคิดได้”

รานี เรโก ทนายความของโฟลบิกก์ กล่าวว่า ทีมกฎหมายของเธอกำลังเตรียมเรียกร้องค่าชดเชย “จำนวนมาก” สำหรับการตัดสินจำคุกโดยมิชอบของเธอ

คดีของนางโฟลบิกก์ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่ล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย โดยเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของลูกสี่คนของเธอ ได้แก่ คาเลบ, แพทริก, ซาราห์ และลอรา ซึ่งแต่ละคนเสียชีวิตอย่างกะทันหันระหว่างปี 2532-2542 โดยทั้งหมดมีอายุระหว่าง 19 วัน ถึง 18 เดือน อัยการในการพิจารณาคดีของเธอกล่าวหาว่าเธอทำร้ายพวกเขา

คดีนี้อาศัยหลักฐานตามสถานการณ์ โดยใช้สมุดบันทึกของโฟลบิกก์ ซึ่งไม่เคยได้รับการตรวจสอบโดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อสื่อให้เห็นว่าเธอเป็นแม่ที่ไม่มั่นคงทางอารมณ์ และมีแนวโน้มจะโกรธง่าย ในปี 2546 เธอถูกตัดสินจำคุก 40 ปี ในข้อหาฆาตกรรมซาราห์ แพทริค และลอรา และการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาของคาเลบ ต่อมาโทษถูกลดลงเหลือ 30 ปีหลังการอุทธรณ์ แต่โฟลบิกก์พ่ายแพ้ต่อข้อคัดค้านทางกฎหมายหลายประการ เพื่อพยายามล้มล้างการพิพากษาลงโทษ

คดีนี้ยังก่อให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และนักสถิติ ซึ่งบางคนได้ร่วมในการรณรงค์เพื่อให้โฟลบิกก์ได้รับการปล่อยตัว

แอนนา-มาเรีย อาระเบีย ผู้บริหารระดับสูงของสถาบันวิทยาศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “แม้ว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ในปี 2562 หลักการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานยังไม่ได้รับการปฏิบัติตามตั้งแต่ช่วงการพิจารณาคดี” และย้ำว่า “อย่าทำผิดพลาดอีก หากไม่มีการปฏิรูปกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมประเภทนี้จะยังเกิดขึ้นต่อไป.”

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

หอศิลป์แห่งชาติสหรัฐฯ เปิดตัวภาพเหมือนโอปราห์ วินฟรีย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2747781

หอศิลป์แห่งชาติสหรัฐฯ เปิดตัวภาพเหมือนโอปราห์ วินฟรีย์

14 ธ.ค. 2566 12:00 น.

หอศิลป์แห่งชาติสหรัฐฯ เปิดตัวภาพเหมือนโอปราห์ วินฟรีย์

โอปราห์ วินฟรีย์ ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ร่วมเป็นเกียรติในงานเปิดตัวภาพเหมือนของเธอเป็นครั้งแรก ที่หอศิลป์จัดแสดงภาพเหมือนแห่งชาติ ของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐฯ

โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังของสหรัฐฯ ร่วมงานเปิดตัวภาพเหมือนของตัวเธอเอง ที่หอศิลป์จัดแสดงภาพเหมือนแห่งชาติ ของสถาบันสมิธโซเนียน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามเวลาในท้องถิ่น โดยมีการเปิดตัวภาพวาดพอร์ตเทรตของเธอ เพื่อร่วมในคอลเลกชันเดียวกับภาพพอร์ตเทรตของแฮเรียต ทับแมน, เฟรเดอริก ดักลาส, อับราฮัม ลินคอล์น และอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา

โดยวินฟรีย์อนุญาตให้ศิลปิน ชอน มิเชล วอร์เร็น เป็นคนวาดรูปให้เธอ หลังจากเห็นผลงานล่าสุดของเขา ในงานนี้วินฟรีย์ยังได้กล่าวขอบคุณวอร์เร็น ที่สามารถถ่ายทอดภาพนี้ออกมาได้อย่างดี โดยแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความสุข และความรู้สึกพึงพอใจที่เธอถ่ายทอดออกมาจากท่าทางของเธอ นอกจากนี้เธออยากให้ทุกคนรู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอตั้งใจแสดงออกมา เพื่อให้เห็นถึงความมีน้ำใจท่ามกลางโลกที่โหดร้าย และใช้ชีวิตต่อไปเพื่อแสดงความกตัญญู และเพื่อขอบคุณความเมตตาจากพระเจ้า.

ที่มา : เอพี

‘ศักดิ์สยาม’ แจงปม ซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ศาลฯ นัดชี้ขาด 17 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565407

14 ธ.ค. 2566

'ศักดิ์สยาม' แจงปม ซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ศาลฯ นัดชี้ขาด 17 ม.ค. 67

‘ศักดิ์สยาม’ แจงปม ซุกหุ้น ‘บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น’ ขอบคุณ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้โอกาสแจงข้อเท็จจริง ลุ้น ชี้ขาด 17 ม.ค. 2567

เป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ของคดี ปม “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จนนำไปสู่การสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีชั่วคราว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนมาเป็นระยะ 

ศักดิ์สยาม ชิดชอบศักดิ์สยาม ชิดชอบ

(14 ธ.ค. 2566) ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีนัดไต่สวนพยานบุคคล ในคดีที่ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน จำนวน 54 คน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วน และเป็นผู้ถือหุ้น และเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชัน ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้น หรือกิจการของห้างหุ้นส่วน “บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วน และหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4(1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

โดยผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน รวม 6 ปาก คือ นางวราภรณ์ เทศเซ็น, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์, น.ส.วรางสิริ ระกิติ, น.ส.ฐิติมา เกลาพิมาย และ น.ส.อัญชลี ปรุดรัมย์ โดยตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวน และศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 17 ม.ค. 2567 เวลา 14.00 น. ซึ่งวันนี้ใช้เวลาในการไต่สวน นานกว่า 5 ชั่วโมง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ด้านนายศักดิ์สยาม กล่าวภายหลังการเข้าไต่สวน ว่า ขอขอบคุณศาลฯ ที่ให้โอกาสชี้แจงในวันนี้ แต่รายละเอียดทั้งหมดต้องรอคำวินิจฉัย เพราะได้แจ้งข้อเท็จจริงไปแล้ว และวันนี้ถือว่าชี้แจงได้อย่างครบถ้วน

และเมื่อถามต่อว่า ฟังการไต่สวนแล้วไม่หนักใจอะไรใช่หรือไม่ นายศักดิ์สยาม ปฏิเสธที่จะตอบ พร้อมหัวเราะ และขออนุญาตกลับก่อน

‘ชินภัสร์’ ยุติบทบาท รองโฆษก รทสช. ทิ้งบอมม์พรรค ทำงานแบบเดิมส่อสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565403

14 ธ.ค. 2566

'ชินภัสร์' ยุติบทบาท รองโฆษก รทสช. ทิ้งบอมม์พรรค ทำงานแบบเดิมส่อสูญพันธุ์

‘เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา’ รองโฆษก รทสช. ลาออกสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เผย 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่กลไกภายในพรรคยังทำงานแบบเดิม ชุดความคิดเดิมๆ ไม่ปฏิรูปตัวเอง ส่อในอนาคตสูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2566 นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งว่า จดหมายลาออกสมาชิกพรรค 10 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนเเปลงไปในทุกมิติ ผมสัมผัสได้ว่าคนไทยต้องการความเปลี่ยนแปลง ประชาชนไม่ต้องการการเมืองเดิมๆ นักการเมืองรุ่นเก่าเดิมๆ ชุดความคิดเดิมๆอีกต่อไป

นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา  ในวันเปิดตัวทีมโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาตินายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ในวันเปิดตัวทีมโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผมอยู่สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติมา 10 เดือน บินไปเข้าประชุมพรรคจากเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ทุ่มเทพลังกายและพลังใจทํางานกับพรรคมาตลอด ผมจึงกล้าพูดได้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้ ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนระบบภายใน เเละยังทํางานเเบบเดิม

นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา  ถอดใจการทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ภายในพรรครวมไทยสร้างชาตินายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ถอดใจการทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผู้บริหารพรรคในอุดมคติของผมต้องกล้าชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เข้าถึงง่าย ฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ใจถึง ทํางานเชิงรุก ทำงานมีระบบ และกล้าเปลี่ยนแปลง

หากฝ่ายอนุรักษ์ไม่ปฏิรูปตัวเอง ฝ่ายอนุรักษ์จะไม่มีพื้นที่เหลือในอนาคต

ส่วนสถาบันกษัตริย์ยังคงต้องมีอยู่ จุดยืนข้อนี้ของผมชัดเจน เเต่ฝ่ายอนุรักษ์ต้องมีมากกว่า ‘ปกป้องสถาบัน’ และ ‘ห้ามเเตะ 112’ ไปวันๆ

ผมจึงตัดสินใจลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอยุติบทบาทรองโฆษกพรรค ณ บัดนี้

ด้วยความเคารพ

เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา

14 ธันวาคม 2566

‘มาดามเดียร์’ ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ แต่ไม่ลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565378

14 ธ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ แต่ไม่ลาออก

‘มาดามเดียร์’ ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ ไม่ขอเข้าร่วม ยืนยัน ไม่ลาออก แต่พร้อมทบทวน หากกลับลำร่วม รัฐบาล

เดียร์ วทันยา บุนนาค หรือ “มาดามเดียร์”สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดใจถึงบทบาทของตัวเองต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนี้ว่า จะยังคงตั้งมั่น และมุ่งมั่น เดินหน้าทำงานสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก้ไขกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชนต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่ง หรืออำนาจใดๆ แต่กิจกรรมทั้งหมด ที่ขับเคลื่อนโดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะของดเว้น และยุติบทบาทการทำงานกับพรรคฯ แต่จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน จะไม่ขอเข้าร่วม

เดียร์ วทันยา บุนนาคเดียร์ วทันยา บุนนาค

เดียร์ วทันยา ยังกล่าวถึงการสืบหาข้อเท็จจริง กรณีที่มีแชทหลุด ล็อบบี้สกัดการลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของตนเอง โดยมั่นใจว่า สื่อมวลชนได้มีการเปิดเผยชื่อของผู้ส่งข้อความดังกล่าวแล้ว และยังเป็น 1 ในคณะกรรมการบริหารพรรค ปชป.ชุดใหม่ด้วย ซึ่งเชื่อว่า การสกัดกั้น กีดกันการแข่งขันของตนนั้น สังคมจะรับทราบ และเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา

แต่เหตุที่เกิดขึ้น มาดามเดียร์ กล่าวว่า ไม่ขอไปร้องเรียนใดๆ เพิ่มเติม เพราะการเลือกหัวหน้าพรรคฯ ได้ข้อยุติแล้ว พร้อมย้ำว่า ตนเองไม่ศรัทธา ในวิถีการทำงานการเมืองในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะการมีแชทไลน์การล็อบบี้หลุด หรือการกีดกันสกัดกั้นทางการเมือง ที่สะท้อนความไม่เป็นธรรม และเป็นข้อกังขาถึงความสง่างามของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ตนจึงขอยุติบทบาท และกิจกรรมทางการเมือง ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยจะยังคงเหลือเพียงการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนสาเหตุที่ไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทั้งที่สมาชิกรุ่นเก่า ตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น เดียร์ วทันยา ระบุว่า ระหว่างนี้ ยังขอรอดูทิศทางการทำงานของพรรคให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน เพราะยังจะต้องให้ความเป็นธรรมกับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ด้วย แม้จะไม่ได้ศรัทธา และไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารของกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่กำลังจะดำเนินไป จึงไม่เร่งผลีผลามตัดสินใจ และจะอดทน ไม่ย่อท้อต่อการทำงานทางการเมือง ดังนั้น จึงไม่เร่งสรุป หรือตัดสินใจใดๆ และยังตั้งมั่นทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องไปข้องเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของพรรค

เดียร์ วทันยา ยังยอมรับด้วยว่า หากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ นำพาพรรคฯ ไปร่วมรัฐบาล ก็จะเป็นจุดทบทวนที่สำคัญ ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่จะเป็นจุดทบทวนของสมาชิกพรรคทุกคน รวมถึงประชาชนผู้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่า ประชาชนเชื่อมั่นการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดมั่นใจอุดมการณ์ และจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ไม่ได้แสวงหาประโยชน์และอำนาจ

รมว.เกษตรฯเร่งออกก.ม. เดินหน้าแก้ปัญหาประมงทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/775008

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาประมงทะเลครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งมีนายบัญชา สุขแก้วรองอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการ

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายพลิกฟื้นอุตสาหกรรมประมงไทยให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศและประชาชนอีกครั้ง โดยมุ่งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมและการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ทั้งชาวประมงพื้นบ้านและชาวประมงพาณิชย์ โดยเฉพาะกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชาวประมง ดังนั้นจึงมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาประมงทะเล ลงวันที่ 21 กันยายน 2566 โดยมี รมว.เกษตรฯ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นรองประธานกรรมการซึ่งมีเจตนารมณ์ในการกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการตามที่มีกรณีข้อเรียกร้องของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในคราวลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 โดยมีประเด็นเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรอง ซึ่งขณะนี้ได้ข้อยุติแล้ว 9 ฉบับ โดย รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดออกประกาศตามขั้นตอน

ที่สำคัญคือที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาข้อเสนอนโยบายการประมงทะเลและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวประมงพื้นบ้านไทย พ.ศ. 2566 ของสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ประเด็นข้อเสนอของชาวประมงปลากะตักใน จ.พังงา โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาชีพประมงและคุณภาพชีวิตของชาวประมงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการกำจัดและควบคุมปลาหมอสีคางดำของกรมประมง ซึ่งปัจจุบันมีการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วในแหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของแหล่งน้ำ แย่งอาหาร และแย่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำประจำถิ่น ตลอดจนการแย่งอาหารและกินลูกพันธุ์สัตว์น้ำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย การกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการจับ การปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว การส่งเสริมการเลี้ยงปลาผู้ล่า คือปลากะพงขาว ปลากะพงทอง หรือปลาเก๋า ร่วมกับปลาเศรษฐกิจชนิดอื่น รวมถึงการส่งเสริมให้นำปลาหมอสีคางดำที่กำจัดออกไปแปรรูป เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำ การขายให้กับโรงงานปลาป่น เป็นต้น