มอสโกเจรจาสำเร็จ ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันหญิงรัสเซีย 2 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744495

มอสโกเจรจาสำเร็จ ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันหญิงรัสเซีย 2 คน

30 พ.ย. 2566 03:35 น.

มอสโกเจรจาสำเร็จ ฮามาสยอมปล่อยตัวประกันหญิงรัสเซีย 2 คน

ฮามาสปล่อยตัวประกันหญิงชาวรัสเซีย 2 คน หลังจากมอสโกเข้าเจรจา โดยทั้งคู่เดินทางถึงอิสราเอลแล้ว แต่สมาชิกครอบครัวอีก 2 คนของพวกเธอยังถูกจับเอาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสส่งตัวประกันหญิงชาวรัสเซีย 2 คน ให้แก่สภากาชาดในกาซาแล้ว ในวันพุธที่ 29 พ.ย. 2566 หลังจากรัฐบาลเครมลินเจรจาขอให้ปล่อยตัวทั้งสองคน โดยตอนนี้พวกเขาถูกส่งตัวถึงดินแดนอิสราเอลแล้ว และอยู่กับเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF)

องค์กรช่วยเหลือครอบครัวตัวประกันและผู้สูญหาย ในอิสราเอล เปิดเผยชื่อของหญิงรัสเซียทั้งสองคนว่าคือนาง เยเลนา ทรูปานอบ และ ไอรีนา ตาติ โดยทั้งสองเป็นผู้อพยพจากรัสเซียมายังอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ IDF ออกมาเปิดเผยโดยอ้างช้อมูลจากสภากาชาดว่า ตัวประกันชาวอิสราเอล 2 คนซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในตัวประกันที่กลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวตามข้อตกลงกับอิสราเอล ถูกส่งตัวให้แก่สภากาชาดแล้ว โดยคาดว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันกับตัวประกันหญิงชาวรัสเซียทั้ง 2 ราย

IDF อัพเดตในเวลาต่อมาด้วยว่า ทีมเจ้าหน้าที่ของพวกเขา รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ กำลังอยู่กับตัวประกัน 2 คนนี้ ซึ่งหลังจากรับการตรวจทางการแพทย์เบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่จะพาทั้งคู่ไปยังโรงพยาบาล และพับกับครอบครัวที่นั่น

ทั้งนี้ ไอรีนากับเยเลนาถูกลักพาตัวไปจากบ้านของพวกเธอที่คิบบุตซ์ นีร์ ออซ พร้อมกับ ซาชา ลูกชายวัย 28 ปีของเยเลนา และแฟนสาวของเขาชื่อ ซาปีร์ โคเฮน วัย 29 ปี ในการโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. โดยซาชากับซาปีร์ ยังคงถูกจับตัวเอาไว้ในกาซา ขณะที่นายวิตาลี สามีของเยเลนา ถูกสังหารในการโจมตีดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ อ้าง สกัดแผนลอบสังหารนักเคลื่อนไหวแยกดินแดนชาวซิกข์ ในนิวยอร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744493

สหรัฐฯ อ้าง สกัดแผนลอบสังหารนักเคลื่อนไหวแยกดินแดนชาวซิกข์ ในนิวยอร์ก

30 พ.ย. 2566 02:52 น.

สหรัฐฯ อ้าง สกัดแผนลอบสังหารนักเคลื่อนไหวแยกดินแดนชาวซิกข์ ในนิวยอร์ก

สหรัฐฯ สกัดแผนลอบสังหารนักเคลื่อนไหวสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนชาวซิกข์ โดยจับผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย ในข้อหาจ้างวานฆ่า

สำนักข่าว บีบีซี รายงานอ้างข้อมูลจากเอกสารคำฟ้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ว่า เมื่อวันพุธที่ 29 พ.ย. 2566 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สามารถสกัดแผนลอบสังหารชาวอเมริกันคนหนึ่งในนิวยอร์ก ซึ่งให้การสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนของชาวซิกข์ในอินเดียเอาไว้ได้ โดยจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 1 รายเป็นชาวอินเดีย

เอกสารดังกล่าวระบุว่า ผู้ต้องสงสัยชื่อ นิคิล กุปตา ถูกฟ้องร้องในข้อหา จ้างวานฆ่า และกล่าวหาว่าชายคนนี้ถูกว่าจ้างโดยลูกจ้างรัฐบาลอินเดียคนหนึ่ง ให้ไปติดต่อมือปืนในสหรัฐฯ อีกที แต่เขากลับถูกแนะนำให้พบกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแทน โดยเจ้าหน้าที่ทำทีเป็นขอค่าจ้าง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

นายกุปตายอมจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าเป็นเงินสด 15,000 ดอลลาร์เมื่อ 9 มิ.ย. โดยในเอกสารคำฟ้องมีการแนบรูปภาพการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐเช็กจะจับกุมตัวนายกุปตาในวันที่ 30 มิ.ย. หลังอัยการสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารคำฟ้องเบื้องต้น และเช็กยังคงควบคุมตัวนายกุปตาไว้จนถึงตอนนี้ ตามคำขอของสหรัฐฯ

แต่เอกสารไม่มีการเปิดเผยนามหรือฟ้องร้องลูกจ้างรัฐบาลอินเดีย นอกจากนั้น เอกสารคำฟ้องยังไม่ระบุชื่อของผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายสังหารด้วย

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า เป้าหมายในแผนลอบสังหารครั้งนี้คือนายกุรปัตวันต์ สิงห์ ปันนุน (Gurpatwant Singh Pannun) ผู้ถือสัญชาติอเมริกันกับแคนาดา เป็นสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหวชาวซิกข์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีสำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ และเป็นคนรู้จักของนายฮาร์ดีป สิงห์ นิจจาร์ นักเคลื่อนไหวที่ถูกลอบสังหารในแคนาดาเมื่อ 18 มิ.ย.

ทั้งนี้ ผู้นับถือศาสนาซิกข์ในอินเดียมีจำนวนคิดเป็น 2% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ โดยชาวซิกข์บางกลุ่มเรียกร้องและเคลื่อนไหวมาอย่างยาวนาน ให้แบ่งแยกดินแดนออกจากรัฐปัญจาบของอินเดีย เพื่อมาตั้งเป็นรัฐคาลิสถาน รัฐเอกราชของชาวซิกข์ ซึ่งผลตอบรับคือการปราบปรามอย่างหนักของรัฐบาลอินเดีย

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า พวกเขาหยิบยกข้อกล่าวหาเรื่องการลอบสังหารนี้เข้าหารือกับรัฐบาลอินเดียในระดับสูงที่สุดแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อินเดียตอบสนองกลับมาด้วยความตกใจและกังวล

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียออกมาระบุว่า พวกเขาเริ่มการสืบสวนด้านความมั่นคงเรื่องความกังวลที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมา เกี่ยวกับแผนลอบสังหารนี้แล้ว หลังจากมีการเปิดเผยเนื้อหาเอกสารคำฟ้อง โดยรัฐบาลอินเดียย้ำว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อมูล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสอ้าง อิสราเอลทิ้งบอมบ์ คร่าชีวิตตัวประกันอายุน้อยสุดวัย 10 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744486

ฮามาสอ้าง อิสราเอลทิ้งบอมบ์ คร่าชีวิตตัวประกันอายุน้อยสุดวัย 10 เดือน

30 พ.ย. 2566 00:47 น.

ฮามาสอ้าง อิสราเอลทิ้งบอมบ์ คร่าชีวิตตัวประกันอายุน้อยสุดวัย 10 เดือน

อิสราเอลกำลังตรวจสอบข้อมูล หลังกลุ่มฮามาสอ้างว่า ทารกวัย 10 เดือน ตัวประกันอายุน้อยที่สุดที่พวกเขาจับเอาไว้ กับแม่และพี่ชายของเขา เสียชีวิตในการโจมตีของอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 29 พ.ย. 2566 ตามเวลาอิสราเอล กลุ่มฮามาสออกมากล่าวอ้างโดยไม่แสดงหลักฐานใดๆ ว่า หนูน้อย คฟีร์ บีบาส วัย 10 เดือน ซึ่งเป็นตัวประกันอายุน้อยที่สุดที่พวกเขาจับเอาไว้ กับพี่ชายวัย 4 ขวบชื่อ อาริเอล และชีรี ผู้เป็นมารดา เสียชีวิตแล้วในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลตั้งแต่ก่อนพักรบ

ต่อมากองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกมาระบุว่า พวกเขากำลังประเมินความถูกต้องของข้อมูล และพูดคุยกับญาติของครอบครัวบีบาส และอยู่ร่วมกับพวกเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

“ฮามาสต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความปลอดภัยของตัวประกันทุกคนในฉนวนกาซา ฮามาสต้องถูกนำมาลงโทษ การกระทำของฮามาสทำให้ตัวประกัน ซึ่งรวมถึงเด็ก 9 คน ตกอยู่ในอันตรายอย่างต่อเนื่อง ฮามาสต้องปล่อยตัวประกันในทันที” IDF ระบุ

ขณะที่ครอบครัวบีบาสก็ออกแถลงการณ์เช่นกันว่า “ครอบครัวของเราได้ข่าวคำกล่าวอ้างล่าสุดของฮามาสแล้ว เรากำลังรอข้อมูลเพื่อยืนยันและหวังว่าเจ้าหน้าที่กองทัพจะพิสูจน์ว่ามันไม่เป็นความจริง เราขอบคุณชาวอิสราเอลสำหรับการสนับสนุนอย่างอบอุ่น แต่ขอความกรุณาให้ความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”

ทั้งนี้ เชื่อกันว่า หนูน้อยคฟีร์, อาริเอล และชีรี บีบาส รวมถึง ยาร์เดน พ่อของเด็กชายทั้งสอง ถูกกลุ่มฮามาสลักพาตัวไปจาก คิบบุตซ์ นีร์ ออซ ระหว่างการโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. อย่างไรก็ตาม พลเรือตรี แดเนียล ฮาการี โฆษกของ IDF กล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า IDF ไม่เชื่อว่าครอบครัวบีบาสอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มฮามาส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปารีสจ่อขึ้นค่าตั๋วรถไฟใต้ดินเกือบ 2 เท่า รับโอลิมปิก 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744279

ปารีสจ่อขึ้นค่าตั๋วรถไฟใต้ดินเกือบ 2 เท่า รับโอลิมปิก 2024

29 พ.ย. 2566 18:19 น.

ปารีสจ่อขึ้นค่าตั๋วรถไฟใต้ดินเกือบ 2 เท่า รับโอลิมปิก 2024

กรุงปารีสจ่อขึ้นค่าโดยสารรถไฟใต้ดินเกือบ 2 เท่า ขณะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก 2024

วันที่ 29 พ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานสภาเขตกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กล่าววานนี้ (28 พ.ย.) กรุงปารีส เตรียมขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟใต้ดินชั่วคราวในช่วงที่เป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก ที่จะจัดขึ้นระหว่าวันที่ 26 ก.ค. – 11 ส.ค. และ 28 ส.ค. – 8 ก.ย. ปี ค.ศ.2024 ตามลำดับ เนื่องจากคาดการณ์ว่าบริการขนส่งสาธารณะจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้กรุงปารีสต้องเพิ่มบริการชั่วคราว ส่งผลให้ทางการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ทั้งนี้กรุงปารีสย้ำว่าค่าโดยสารใหม่จะเป็นราคาที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว ขณะที่ชาวปารีสที่ถือตั๋วโดยสารรายเดือน และรายปี จะไม่ได้รับผลกระทบ

วาเลอรี เปเครส ประธานสภาเขตกรุงปารีส กล่าวว่า กรุงปารีส จะออกบัตรโดยสารใหม่ ‘ปารีส พาส 2024’ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางทั่วกรุงปารีส โดยมีค่าใช้จ่ายที่ 16 ยูโรต่อวัน (610 บาท) และสูงถึง 70 ยูโรต่อสัปดาห์ (2,670 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เป็นธรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

ในระหว่างช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก 2024 กรุงปารีสจะปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารใต้ดินแบบเที่ยวเดียวจาก 2.1 ยูโร (80 บาท) เป็น 4 ยูโร (153 บาท) ซึ่งการปรับขึ้นก็เป็นผลจากการเพิ่มการให้บริการ หากนักท่องเที่ยวไม่ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ภาระค่าใช้จ่ายจะตกอยู่กับชาวปารีสแทน

อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายกเทศมนตรีกรุงปารีส ออกมาโจมตีข้อเสนอนี้ของเปเครส โดยให้เหตุผลว่ากรุงปารีสไม่ได้มีความพร้อมที่จะเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะได้อย่างที่ประธานสภาเขตฯ กล่าวไว้

สวนทางกับ เคลมองต์ โบน รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ที่ได้ออกมาสนับสนุนข้อเสนอเปเครส พร้อมแย้งว่ากรุงปารีสมีความพร้อมรองรับ และให้บริการแก่นักท่องเที่ยวในช่วงโอลิมปิกและพาราลิมปิก และเสริมว่าชาวปารีสจะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้. 

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Reuters

ช็อก เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ตกกลางทะเลในญี่ปุ่น ตาย 1 ศพ สูญหาย 7 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744374

ช็อก เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ตกกลางทะเลในญี่ปุ่น ตาย 1 ศพ สูญหาย 7 ราย

29 พ.ย. 2566 17:01 น.

ช็อก เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ตกกลางทะเลในญี่ปุ่น ตาย 1 ศพ สูญหาย 7 ราย

เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ตกในทะเล นอกชายฝั่งเกาะยะคุชิมะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น ยังไม่ทราบชะตากรรมของนักบินและผู้โดยสารรวม 8 ชีวิต  ก่อนต่อมา มีชาวประมงพบผู้เสียชีวิต 1 ศพ ขณะที่อีก 7 คนยังสูญหาย


เมื่อ 29 พ.ย. 2566 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งมีนักบินและผู้โดยสารเดินทางมากับเครื่องบินลำนี้รวม 8 คน ประสบเหตุตกในทะเล นอกเกาะยะคุชิมะ ทางตะวันตกของญี่ปุ่น เบื้องต้น ยังไม่ทราบชะตากรรมแน่ชัดของนักบินและผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้ 

ตามรายงานระบุว่า เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ลำนี้ ซึ่งเป็นเครื่องบิน V-22 Osprey ได้หายไปจากจอเรดาร์ เมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. ของวันนี้ (29 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่ประมาณ 7 นาทีต่อมา หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นได้รับโทรศัพท์แจ้งเหตุด่วน ยืนยันว่าเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ลำนี้ได้ประสบเหตุตกในทะเล

ขณะที่หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นเผยกับบีบีซีว่า มีชาวประมงในพื้นที่พบร่างผู้ประสบเหตุคนหนึ่ง หลังเสียชีวิต ส่วนอีก 7 คนยังสูญหาย ในขณะที่สื่อท้องถิ่นอ้างเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า พบซากเครื่องบินทหารบริเวณนอกชายฝั่งเกาะยะคุชิมะแล้ว

สถานีโทรทัศน์ช่อง NHK ในญี่ปุ่นรายงาน เครื่องบินทหารลำนี้พยายามลงจอดที่สนามบินยะคุชิมะ หลังจากเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งเกิดไฟไหม้ โดยเบื้องต้น เข้าใจว่า เครื่องบินกองทัพสหรัฐฯ ลำนี้เดินทางมาฐานทัพอิวาคุนิ ในเขตยะคุชิมะ เพื่อมุ่งหน้าไปยังฐานทัพคาเดะนะ ในจังหวัดโอกินาวา

หลังรับแจ้งเหตุเครื่องบินออสเปรย์ของกองทัพสหรัฐฯ ตก ทำให้ทางการญี่ปุ่นรีบส่งเรือ 6 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อช่วยเหลือนักบินและผู้โดยสารบนเครื่องบินทันที 

ทั้งนี้ เครื่องบินออสเปรย์ เป็นเครื่องบินที่สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง คล้ายกับเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่ต้องอาศัยลานบิน และเป็นเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์ turboprop ที่ใช้กับเครื่องบินลำเลียงมากที่สุด

ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครื่องบินออสเปรย์ประสบเหตุตกจนมีผู้เสียชีวิตหลายครั้ง ล่าสุด เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เพิ่งเกิดเหตุเครื่องบินออสเปรย์ของกองทัพสหรัฐฯ ตกทางภาคเหนือของออสเตรเลีย ระหว่างการฝึกซ้อมทางทหาร ทำให้นาวิกโยธินสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นาย จากจำนวนนาวิกโยธิน 23 นาย ที่อยู่บนเครื่องบินลำนี้ขณะประสบเหตุตก

ที่มา : BBCReuters

ฝรั่งเศสเตรียมห้ามสูบบุหรี่ตามชายหาด-สวนสาธารณะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744236

ฝรั่งเศสเตรียมห้ามสูบบุหรี่ตามชายหาด-สวนสาธารณะ

29 พ.ย. 2566 15:13 น.

ฝรั่งเศสเตรียมห้ามสูบบุหรี่ตามชายหาด-สวนสาธารณะ

ฝรั่งเศสเตรียมห้ามสูบบุหรี่ตามชายหาด สวนสาธารณะ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ หวังลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่เฉลี่ยแล้ว 75,000 รายต่อปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส กล่าววานนี้ (28 พ.ย.) ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ตามชายหาด ในสวนสาธารณะ ป่าไม้ และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อพยายามลดอัตราการเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ในฝรั่งเศสที่เฉลี่ยแล้วปีละถึง 75,000 ราย อีกทั้งรัฐบาลฝรั่งเศสยังมีเป้าหมายสร้าง “คนรุ่นใหม่ที่ปลอดยาสูบ” ภายในปี 2575

ออเรเลียน รุสโซ รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข กล่าวทางสถานีโทรทัศน์ BFM มาตรการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากยาสูบ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าฝรั่งเศสมีอัตราผู้เสียชีวิตจากยาสูบประมาณ 75,000 รายต่อปี

ก่อนหน้านี้รัฐบาลฝรั่งเศสได้เริ่มทดลองมาตรการนี้ในหลายสถานที่ เช่น ชายหาด สวนสาธารณะ และโรงเรียน อย่างไรก็ดีกรอบเวลาบังคับใช้กฎหมายนี้ยังไม่ชัดเจน แต่คาดการณ์ว่าผู้ที่สูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบจะเริ่มถูกปรับเงินตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้รัฐบาลฝรั่งเศสยังเตรียมทยอยปรับขึ้นราคาบุหรี่ โดยซองบุหรี่จะถูกปรับราคาขึ้นเป็น 12 ยูโร ในปี 2568 และ 13 ยูโร ภายในปี 2570

ทั้งนี้ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมารัฐบาลฝรั่งเศสก็เคยประกาศเตรียมห้ามซื้อ-ขายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง หรือพัฟ (Puff) ซึ่งคาดว่ารัฐสภาจะลงมติผ่านร่างกฎหมายนี้ในเดือนหน้า.

ติดตามข่าวต่างประเทศได้ที่ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : CNNAP

โกดังที่กำลังก่อสร้างในปีนังพังถล่ม ฝังร่างคนงาน 3 ศพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744289

โกดังที่กำลังก่อสร้างในปีนังพังถล่ม ฝังร่างคนงาน 3 ศพ

29 พ.ย. 2566 13:57 น.

โกดังที่กำลังก่อสร้างในปีนังพังถล่ม ฝังร่างคนงาน 3 ศพ

โกดังเก็บสินค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเมืองปีนังประเทศมาเลเซีย พังถล่ม ฝังทั้งเป็นคนงานก่อสร้างอย่างน้อย 3 ศพ กู้ภัยเร่งค้นหาคนที่อาจติดอยู่ภายใน

คนงานก่อสร้างเคราะห์ร้ายอย่างน้อย 3 คน ถูกโกดังเก็บสินค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมาทับจนเสียชีวิต โดย 2 รายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ขณะที่อีกรายไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับาดเจ็บสาหัสอีก 2 คนที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว แต่คาดว่าอาจจะยังมีคนงานที่ติดอยู่ภายใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมาอย่างน้อยอีก 4 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหา

โดยอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 21.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่นวานนี้ ในขณะที่คนงานก่อสร้างยังคงทำงานอยู่ภายในโกดังเก็บสินค้าที่บาตูเมือง อยู่ราว 18 คน ซึ่งในตอนแรกมีรายงานว่าทั้งหมดอาจจะติดอยู่ภายใน จนกระทั่งได้รับรายงานเพิ่มเติมว่ามีคนงานอย่างน้อย 9 คนที่ออกจากตัวอาคารมาละหมาด และมาพักก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ โดยความผิดพลาดเกิดขึ้นบริเวณคานที่มีความสูง 12 เมตร น้ำหนักราว 14 ตัน จนทำให้หลังคาพังถล่มลงมาทับคนงาน และยังถูกทับซ้ำด้วยคานอีกจำนวนมากที่ล้มลงมา

ด้านคนงานที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่าพวกเขามาทำงานทาสีภายในอาคาร โดยทำงานที่นี่มาได้ราว 3 เดือน ก่อนเกิดเหตุเขาออกมาพักและได้ยินเสียงดังสนั่นก่อนที่อาคารจะพังถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ทางหน่วยกู้ภัยยังคงเร่งทำงานตลอดทั้งวันที่ผ่านมาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจจะยังรอดชีวิตอยู่ใต้ซากอาคาร โดยต้องใช้เครื่องจักรหนักค่อยๆ นำโครงสร้างอาคารที่ทับกันออก โดยเฉพาะส่วนของคานที่ต้องใช้เครนมาช่วยยก แต่อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกระยะ เนื่องจากคานคอนกรีตมีน้ำหนักมาก ซึ่งหากสามารถเคลียร์พื้นที่ได้ หน่วยกู้ภัยจึงจะสามารถเข้าไปในพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ที่อาจจะติดอยู่ภายในต่อไป.

ที่มา : แชนแนลนิวส์เอเชีย

ซาอุฯ เอาชนะเกาหลีใต้-อิตาลี เป็นเจ้าภาพงานเอ็กซ์โป 2030

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744269

ซาอุฯ เอาชนะเกาหลีใต้-อิตาลี เป็นเจ้าภาพงานเอ็กซ์โป 2030

29 พ.ย. 2566 12:30 น.

ซาอุฯ เอาชนะเกาหลีใต้-อิตาลี เป็นเจ้าภาพงานเอ็กซ์โป 2030

กรุงริยาด เมืองของซาอุดีอาระเบีย ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพงานมหกรรมเอ็กซ์โป 2030 เอาชนะเมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ และกรุงโรม ของอิตาลี

กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานมหกรรมเอ็กซ์โป 2030 โดยสามารถเอาชนะเมืองปูซานของเกาหลีใต้ และกรุงโรมของอิตาลี ซึ่งนับเป็นชัยชนะทางการทูตอีกครั้งของประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย หลังการแข่งขันฟุตบอลโลกกาตาร์เมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 จึงจะได้รับเลือกรอบแรก อย่างไรก็ตาม ในการลงคะแนนของสมาชิก 182 คน ขององค์การนิทรรศการนานาชาติ (BIE) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส กรุงริยาดได้รับคะแนนเสียง 119 เสียง ส่วนเมืองปูซานได้ 29 คะแนน และกรุงโรม 17 คะแนน

ด้านอิตาลีแสดงความผิดหวังต่อผลดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ผลลัพธ์เหนือความคาดหมายสำหรับซาอุดีอาระเบียเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด มันไม่เกี่ยวกับความคู่ควรใดๆ อีกต่อไป แต่เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ” เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่แสดงความผิดหวัง โดย คิม อึนเฮ เลขาธิการสื่อมวลชนของประธานาธิบดี ยุน ซุกยอล ของเกาหลีใต้ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเป็นทีมเดียวกัน ได้พยายามอย่างมาก แต่กลับได้รับผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง” 

ทางการกรุงริยาดได้นำ คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลชื่อดัง ซึ่งปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรอัล-นาสเซอร์ ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อโน้มน้าวสมาชิกผู้ลงคะแนน ผ่านวิดีโอที่เผยแพร่ก่อนการลงคะแนนเสียง โดยเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียได้เสนอจัดงานระหว่างเดือนตุลาคม 2573 ถึงมีนาคม 2574

ชัยชนะครั้งนี้ จะยิ่งเป็นตัวสนับสนุน “วิสัยทัศน์ 2030” ของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้ปกครองโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเลิกพึ่งพารายได้จากน้ำมัน

เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซะอูด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า “เรามีทีมรัฐมนตรีที่ยอดเยี่ยมที่เดินทางไปทั่วโลก ที่ประสานงานกับรัฐมนตรีของหลายประเทศ เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาคาดหวัง สิ่งที่พวกเขากำลังมองหา และสิ่งที่เราควรส่งมอบเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากพวกเขา” 

บรรดานักวิจารณ์กล่าวว่าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด ต้องการให้งานเอ็กซ์โป ช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของซาอุดีอาระเบีย หลังจากการสังหารนักข่าวชื่อดังชาวซาอุดีอาระเบีย จามาล คาช็อกกี เมื่อปี 2561 

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส สร้างความไม่พอใจให้กับอิตาลี โดยที่ปรึกษาประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า การสนับสนุนจากฝรั่งเศสเป็นการตอบแทนที่ซาอุดีอาระเบียช่วยเหลือในประเด็นอื่นๆ ที่เป็นหัวใจหลักของลำดับความสำคัญทางการทูตของฝรั่งเศส ส่วนเจ้าหน้าที่ยุโรปคนหนึ่งกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเลบานอน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม.

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign

เที่ยวบินพลังงานยั่งยืนเที่ยวแรกของโลก ออกเดินทางจากลอนดอนไปถึงนิวยอร์ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744204

เที่ยวบินพลังงานยั่งยืนเที่ยวแรกของโลก ออกเดินทางจากลอนดอนไปถึงนิวยอร์ก

29 พ.ย. 2566 11:58 น.

เที่ยวบินพลังงานยั่งยืนเที่ยวแรกของโลก ออกเดินทางจากลอนดอนไปถึงนิวยอร์ก

เวอร์จินแอตแลนติก ทดสอบเที่ยวบินแรกของโลกที่ใช้พลังงานยั่งยืน 100% บินจากอังกฤษถึงสหรัฐฯ นับเป็นก้าวแรกของเครื่องบินเจ็ตซีโร่ เพื่อทำให้การเดินทางทางอากาศเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สำนักข่าว BBC รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2566 เที่ยวบินพาณิชย์ “เจ็ตซีโร่” เที่ยวแรกของโลก ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยพลังงานจากไขมันอาหารซึ่งปล่อยก๊าซต่ำ ได้บินออกจากสนามบินในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ ไปยังสนามบินนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ

โดยเที่ยวบินนี้เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 787 ของสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนเพียงอย่างเดียว ซึ่งประกอบด้วยไขมันไขและไขมันเสียอื่นๆ ที่มาจากอุตสาหกรรมอาหาร

ทางด้าน ฮอลลี่ บอยด์ โบแลนด์ รองประธานฝ่ายพัฒนาองค์กรของสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก กล่าวว่า เที่ยวบินนี้จะแสดงให้เห็นว่า เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน 100% สามารถใช้ได้แล้วในปัจจุบัน ทั้งกับเครื่องยนต์รถ โครงสร้างเครื่องบิน และโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าคือ การขยายการผลิตเชื้อเพลิงยั่งยืนเพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ ที่จะได้ใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืนมากขึ้นทุกวัน

โดย เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ผู้ก่อตั้งเวอร์จินฯ นายมาร์ค ฮาร์เปอร์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมอังกฤษ และนาย ไช ไวสส์ ผู้บริหารระดับสูงของเวอร์จิน แอตแลนติก ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้โดยสารบนเที่ยวบินนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกระทรวงคมนาคมของอังกฤษ เป็นมูลค่า 1 ล้านปอนด์ สำหรับการวางแผนและดำเนินการ

ทั้งนี้ การทดสอบเที่ยวบินพลังงานยั่งยืน ถือเป็นก้าวสำคัญสู่เครื่องบินเจ็ตซีโร่ เพื่อทำให้การเดินทางทางอากาศเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้ว่าอุปสรรคที่ใหญ่กว่ายังคงมีอยู่ในการผลิตเชื้อเพลิงในปริมาณมากขึ้น

นายกฯ อังกฤษ ยกเลิกหารือกรีซ ข้อพิพาทส่งคืนประติมากรรมวิหารพาร์เธนอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2744253

นายกฯ อังกฤษ ยกเลิกหารือกรีซ ข้อพิพาทส่งคืนประติมากรรมวิหารพาร์เธนอน

29 พ.ย. 2566 11:34 น.

นายกฯ อังกฤษ ยกเลิกหารือกรีซ ข้อพิพาทส่งคืนประติมากรรมวิหารพาร์เธนอน

ข้อพิพาทระหว่างอังกฤษและกรีซ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของประติมากรรมวิหารพาร์เธนอน เริ่มรุนแรงขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นต้นเหตุของการยกเลิกการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ

ข้อพิพาทระหว่างอังกฤษและกรีซ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของประติมากรรมวิหารพาร์เธนอน หรือที่รู้จักในชื่อ “หินอ่อนเอลจิน” เริ่มรุนแรงขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นต้นเหตุของการยกเลิกการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี ริชี ซูแน็ก ยกเลิกการประชุมเมื่อวันอังคารกับ นายคีเรียคอส มิตโซตากิส รัฐมนตรีต่างประเทศกรีซ หลังจากที่สำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่าไม่ควรใช้การหารือครั้งนี้เป็นเวทีสาธารณะ เพื่อนำข้อพิพาทที่มีกันมานานกลับมาถกเถียงกันอีก

โฆษกของนายกฯ อังกฤษ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “นี่เป็นเพียงตัวอย่างของกรณีที่ว่า หากให้คำรับรองแล้วและไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเกิดผลที่ตามมา” ด้านเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลกรีซที่ไม่เปิดเผยชื่อ ปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าวว่า “ไม่ถูกต้อง”

กรีซเรียกร้องให้พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม ส่งคืนงานประติมากรรมอายุ 2,500 ปี ที่ลอร์ด เอลจิน นักการทูตอังกฤษ ย้ายออกจากวิหารพาร์เธนอนในปี 1806 อย่างถาวร ในช่วงที่กรีซอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิตุรกีออตโตมัน

งานประติมากรรมนูนต่ำ ความยาว 160 เมตร ซึ่งเคยถูกประดับวิหารพาร์เธนอน ปัจจุบัน ราวครึ่งหนึ่งถูกจัดแสดงในกรุงลอนดอน ขณะที่อีก 50 เมตร อยู่ในพิพิธภัณฑ์อะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ซึ่งผังชั้นบนสุดเลียนแบบวิหารพาร์เธนอน

ในการปรากฏตัวทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เปรียบเทียบการแยกงานประติมากรรมดังกล่าว กับการตัดภาพโมนาลิซาลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรัฐบาลอังกฤษปฏิเสธ

อริสโตเตเลีย เปโลนี ที่ปรึกษาของนายมิตโซตากิส ด้านนโยบายระหว่างประเทศ กล่าวว่า “นายกรัฐมนตรีอังกฤษไม่ได้พูดอะไรใหม่ จุดยืนของกรีซในประเด็นประติมากรรมพาร์เธนอนเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว การไม่เห็นด้วยในบางประเด็นไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถพูดคุยได้”

ทั้งอังกฤษและกรีซ กล่าวว่า ข้อพิพาทดังกล่าวเป็นอันตรายต่อโอกาสในการหารือประเด็นระดับโลก รวมถึงสงครามในฉนวนกาซาและยูเครน และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ผู้นำทั้งสองจะหารือเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการการย้ายถิ่นฐานระหว่างสหราชอาณาจักรและกรีซด้วย

พาฟลอส มารินาคิส โฆษกรัฐบาลกรีซ กล่าวว่า การยกเลิกดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และถือเป็นการกระทำที่ไม่เคารพ แต่เสริมว่ากรีซไม่ต้องการปล่อยให้ความขัดแย้งกับนายซูแน็ก ทำลายความสัมพันธ์ที่ดีตามปกติระหว่างประเทศ

การตัดสินใจยกเลิกการประชุมของนายซูแน็ก ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคฝ่ายค้านของอังกฤษบางพรรค และกลุ่มเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองอังกฤษจากพรรคต่างๆ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ขณะที่กรีซไม่ยอมรับว่า บริติชมิวเซียมเป็นเจ้าของประติมากรรมชิ้นนี้ กลุ่มโครงการ “พาร์เธนอน” ได้เสนอข้อตกลงที่จะนำประติมากรรมเหล่านี้กลับมารวมกันอีกครั้งในกรุงเอเธนส์ โดยที่อังกฤษและกรีซไม่จำเป็นต้องตกลงกันว่าใครเป็นเจ้าของ

เอ็ด ไวซีย์ อดีตรัฐมนตรีวัฒนธรรมอังกฤษ ที่ให้คำปรึกษาแก่กลุ่ม กล่าวว่า การกระทำของซูแน็กเป็นการ “หักมุม” เมื่อพิจารณาจากจุดยืนก่อนหน้านี้ของอังกฤษที่ว่าการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องของบริติชมิวเซียมเอง

“นายกรัฐมนตรีวางตัวเองไว้แถวหน้า และตรงกลางของปัญหา โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น” เขา กล่าวว่า เขาไม่คิดว่านายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงในลักษณะนี้ และมันไม่ได้ช่วยเรื่องความสัมพันธ์ของอังกฤษกับกรีซ

ด้านรัฐบาลอังกฤษ ได้อ้างกฎหมายที่ห้ามไม่ให้บริติชมิวเซียมนำสิ่งที่ถูกจัดแสดงออกจากสิ่งที่สะสมไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลอังกฤษมีความกังวลว่าประเทศอื่นๆ อาจขอการชดใช้คืนสินค้าหรือไม่ หากมีการบรรลุข้อตกลงในการคืนหินอ่อนดังกล่าว โฆษกของนายซูแน็ก กล่าวว่า “เราคิดว่ามันเป็นแค่เหตุผลวิบัติไฟไหม้ฟาง และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะสนับสนุน.”

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมที่ https://www.thairath.co.th/news/foreign